This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๒. ปัญจัตตยสูตร

Text only · no interpretationข้อ ๒๘–๔๑พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์14 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๒. ปัญจัตตยสูตร (๑๐๒) ---------------------------

ปญฺจตฺตยสุตฺตํ

๒๘

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ

๒๙

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณ- *พราหมณ์พวกหนึ่ง กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต มีทิฐิคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต ย่อมปรารภขันธ์ส่วนอนาคต กล่าวยืนยันบทแห่งความเชื่อมั่นหลายประการ คือ พวกหนึ่งกล่าวยืนยันอย่างนี้ว่า อัตตาที่มีสัญญาเป็นของยั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป พวกหนึ่งกล่าวยืนยันอย่างนี้ว่า อัตตาที่ไม่มีสัญญาเป็นของยั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตาย ไป พวกหนึ่งกล่าวยืนยันอย่างนี้ว่า อัตตาที่มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่เป็น ของยั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป อีกพวกหนึ่งบัญญัติความขาดศูนย์ ความพินาศ ความไม่เกิดของสัตว์ที่มีอยู่ และอีกพวกหนึ่งกล่าวยืนยันนิพพานในปัจจุบัน เป็น- *อันว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมบัญญัติอัตตาที่มีอยู่ว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป พวกหนึ่ง บัญญัติความขาดศูนย์ ความพินาศ ความไม่เกิดของสัตว์ที่มีอยู่ พวกหนึ่ง กล่าวยืนยันนิพพานในปัจจุบัน อีกพวกหนึ่ง รวมบทแห่งความเชื่อมั่น เหล่านี้ เป็น ๕ บท แล้ว เป็น ๓ บท เป็น ๓ ขยายเป็น ๕ นี้อุเทศของบทห้า ๓ หมวด ของความเชื่อมั่น ฯ

ภควา เอตทโวจ สนฺติ ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา อปรนฺตกปฺปิกา อปรนฺตานุทิฏฺฐิโน อปรนฺตํ อารพฺภ อเนกวิหิตานิ อธิมุตฺติปทานิ อภิวทนฺติ ฯ สญฺญี อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ อสญฺญี อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ เนวสญฺญี นาสญฺญี อตฺตา โหติ อโรโค ปรมฺมรณาติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ สโต วา ปน สตฺตสฺส อุจฺเฉทํ วินาสํ วิภวํ ปญฺญาเปนฺติ ฯ ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานํ วา ปเนเก อภิวทนฺติ ฯ อิติ สนฺตํ วา อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา ฯ สโต วา ปน สตฺตสฺส อุจฺเฉทํ วินาสํ วิภวํ ปญฺญาเปนฺติ ฯ ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานํ วา ปเนเก อภิวทนฺติ ฯ อิติ อิมานิ ปญฺจ หุตฺวา ตีณิ โหนฺติ ตีณิ หุตฺวา ปญฺจ โหนฺติ ฯ อยมุทฺเทโส ปญฺจตฺตยสฺส ฯ

๓๐

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ท่านสมณพราหมณ์ พวกบัญญัติอัตตาที่มีสัญญาว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมบัญญัติอัตตาที่มีสัญญา (๑) ชนิดมีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๒) ชนิดไม่มีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๓) ชนิดทั้งมีรูปและไม่มีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๔) ชนิดมีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่ ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๕) ชนิดมีสัญญาอย่างเดียวกัน ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๖) ชนิดมีสัญญาต่างกัน ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๗) ชนิดมีสัญญาย่อมเยา ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๘) ชนิดมีสัญญาหาประมาณมิได้ ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี แต่ยังมีอีกพวกหนึ่ง กล่าวยืนยันวิญญาณกสิณของอัตตามีสัญญาชนิดใด ชนิดหนึ่งเหล่านี้ ที่เป็นไปล่วงชนิดทั้ง ๗ ว่า หาประมาณมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี ฯ ท่านสมณพราหมณ์ พวกบัญญัติอัตตาที่มีสัญญาว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตาย ไป ย่อมบัญญัติอัตตาที่มีสัญญา (๑) ชนิดมีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๒) ชนิดไม่มีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๓) ชนิดทั้งมีรูปและไม่มีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๔) ชนิดมีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่ ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๕) ชนิดมีสัญญาอย่างเดียวกัน ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๖) ชนิดมีสัญญาต่างกัน ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๗) ชนิดมีสัญญาย่อมเยา ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๘) ชนิดมีสัญญาหาประมาณมิได้ ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี แต่ยังมีอีกพวกหนึ่ง กล่าวยืนยันอากิญจัญญายตนะว่า หาประมาณมิได้ ไม่หวั่นไหว ด้วยเหตุที่สัญญาอันบัณฑิตกล่าวว่าบริสุทธิ์ เยี่ยมยอด ไม่มีสัญญา อื่นยิ่งกว่าสัญญาเหล่านี้ทั้งที่เป็นสัญญาในรูป ทั้งที่เป็นสัญญาในอรูป ทั้งที่เป็น สัญญาอย่างเดียวกัน ทั้งที่เป็นสัญญาต่างกัน ไม่มีสักน้อยหนึ่ง เรื่องสัญญาดังนี้ นั้น อันปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่ ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง นั้น เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้ ฯ

ตตฺร ภิกฺขเว เย เต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา รูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา อรูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา รูปิญฺจ อรูปิญฺจ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เนวรูปึ นารูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เอกตฺตสญฺญึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา นานตฺตสญฺญึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา ปริตฺตสญฺญึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา อปฺปมาณสญฺญึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เอตํ วา ปเนเตสํ อุปาติวตฺตตํ วิญฺญาณกสิณเมเก อภิวทนฺติ อปฺปมาณํ อเนญฺชํ ฯ {๓๐.๑} ตยิทํ ภิกฺขเว ตถาคโต ปชานาติ เย โข เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา รูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา อรูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา รูปิญฺจ อรูปิญฺจ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เนวรูปึ นารูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เอกตฺตสญฺญึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา นานตฺตสญฺญึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา ปริตฺตสญฺญึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา อปฺปมาณสญฺญึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา ยา วา ปเนตาสํ สญฺญานํ ปริสุทฺธา ปรมา อคฺคา อนุตฺตริยา อกฺขายติ ยทิ รูปสญฺญานํ ยทิ อรูปสญฺญานํ ยทิ เอกตฺตสญฺญานํ ยทิ นานตฺตสญฺญานํ นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนเมเก อภิวทนฺติ อปฺปมาณํ อเนญฺชํ ตยิทํ สงฺขตํ โอฬาริกํ อตฺถิ โข ปน สงฺขารานํ นิโรโธ อตฺเถตนฺติ อิติ วิทิตฺวา ตสฺส นิสฺสรณทสฺสาวี ตถาคโต ตทุปาติวตฺโต ฯ

๓๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ท่านสมณ- *พราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่ไม่มีสัญญาว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมบัญญัติ อัตตาที่ไม่มีสัญญา (๑) ชนิดมีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๒) ชนิดไม่มีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๓) ชนิดทั้งมีรูปและไม่มีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๔) ชนิดมีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่ ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์พวก บัญญัติอัตตาที่มีสัญญาว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมคัดค้านสมณพราหมณ์ พวกอสัญญีวาทะนั้น นั่นเพราะเหตุไร เพราะสัญญาเป็นเหมือนโรค เป็นเหมือน หัวฝี เป็นเหมือนลูกศร สิ่งดี ประณีต นี้คือความไม่มีสัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี ฯ ท่านสมณพราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่ไม่มีสัญญาว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตาย ไป ย่อมบัญญัติอัตตาที่ไม่มีสัญญา (๑) ชนิดมีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๒) ชนิดไม่มีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๓) ชนิดทั้งมีรูปและไม่มีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๔) ชนิดมีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่ ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่งพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราจัก บัญญัติการมาเกิด หรือการไปเกิด การจุติ การอุปบัติ ความเจริญ ความงอกงาม ความไพบูลย์ นอกจากรูป นอกจากเวทนา นอกจากสัญญา นอกจากสังขาร นอกจากวิญญาณ คำกล่าวดังนี้ของสมณพราหมณ์นั้น ไม่ใช่ฐานะที่มีได้ เรื่อง ไม่มีสัญญาดังนี้นั้น อันปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ และความดับของสิ่งที่ ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่ ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออก จากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้ ฯ

ตตฺร ภิกฺขเว เย เต สมณพฺราหฺมณา อสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา รูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา อสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา อรูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา อสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา รูปิญฺจ อรูปิญฺจ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา อสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เนวรูปึ นารูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา อสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา ฯ ตตฺร ภิกฺขเว เย เต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เตสเมเต ปฏิกฺโกสนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ สญฺญา โรโค สญฺญา คณฺโฑ สญฺญา สลฺลํ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ อสญฺญนฺติ ฯ {๓๑.๑} ตยิทํ ภิกฺขเว ตถาคโต ปชานาติ เย โข เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา อสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา รูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา อสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา อรูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา อสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา รูปิญฺจ อรูปิญฺจ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา อสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เนวรูปึ นารูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา อสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา โย หิ โกจิ ภิกฺขเว สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เอวํ วเทยฺย อหมญฺญตฺร รูปา อญฺญตฺร เวทนาย อญฺญตฺร สญฺญาย อญฺญตฺร สงฺขาเรหิ อญฺญตฺร วิญฺญาณา อาคตึ วา คตึ วา จุตึ วา อุปปตฺตึ วา วุทฺธึ วา วิรูฬฺหึ วา เวปุลฺลํ วา ปญฺญาเปสฺสามีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ตยิทํ สงฺขตํ โอฬาริกํ อตฺถิ โข ปน สงฺขารานํ นิโรโธ อตฺเถตนฺติ อิติ วิทิตฺวา ตสฺส นิสฺสรณทสฺสาวี ตถาคโต ตทุปาติวตฺโต ฯ

๓๒

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ท่านสมณ- *พราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ว่ายั่งยืน เบื้องหน้า แต่ตายไป ย่อมบัญญัติอัตตาที่มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (๑) ชนิดมีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๒) ชนิดไม่มีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๓) ชนิดทั้งมีรูปและไม่มีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๔) ชนิดมีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์พวก บัญญัติอัตตาที่มีสัญญาว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมคัดค้านสมณพราหมณ์พวก เนวสัญญีนาสัญญีวาทะนั้น แม้ท่านสมณพราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่ไม่มีสัญญาว่า ยั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป ก็ย่อมคัดค้านสมณพราหมณ์พวกเนวสัญญีนาสัญญีวาทะ นั้น นั่นเพราะเหตุไร เพราะสัญญาเป็นเหมือนโรค เป็นเหมือนหัวฝี เป็น เหมือนลูกศร ความไม่มีสัญญา เป็นความหลง สิ่งดี ประณีตนี้ คือ ความมี สัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี ฯ ท่านสมณพราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมบัญญัติอัตตาที่มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (๑) ชนิดมีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๒) ชนิดไม่มีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๓) ชนิดทั้งมีรูปและไม่มีรูป ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี (๔) ชนิดมีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่ ว่ายั่งยืน เบื้องหน้าแต่ตายไป ก็มี ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งบัญญัติการเข้า อายตนะนี้ ด้วยเหตุเพียงสังขารที่ตนรู้แจ้ง โดยได้เห็นได้ยินและได้ทราบ การ บัญญัติของสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น บัณฑิตกล่าวว่า เป็นความพินาศของการ เข้าอายตนะนี้ เพราะอายตนะนี้ ท่านไม่กล่าวว่า พึงบรรลุด้วยความถึงพร้อมของ สังขาร แต่ท่านกล่าวว่า พึงบรรลุด้วยความถึงพร้อมของขันธ์ที่เหลือจากสังขาร เรื่องเนวสัญญานาสัญญายตนะดังนี้นั้น อันปัจจัยปรุงแต่งเป็นของหยาบ และความ ดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่ ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ จึงเห็นอุบายเป็นเครื่อง สลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้ ฯ

ตตฺร ภิกฺขเว เย เต สมณพฺราหฺมณา เนวสญฺญึ นาสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา รูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา เนวสญฺญึ นาสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา อรูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา เนวสญฺญึ นาสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา รูปิญฺจ อรูปิญฺจ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา เนวสญฺญึ นาสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เนวรูปึ นารูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา เนวสญฺญึ นาสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา ฯ {๓๒.๑} ตตฺร ภิกฺขเว เย เต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เตสเมเต ปฏิกฺโกสนฺติ เยปิ เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา อสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เตสเมเต ปฏิกฺโกสนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ สญฺญา โรโค สญฺญา คณฺโฑ สญฺญา สลฺลํ อสญฺญา สมฺโมโห เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ เนวสญฺญานาสญฺญาติ ฯ {๓๒.๒} ตยิทํ ภิกฺขเว ตถาคโต อภิชานาติ เย โข เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา เนวสญฺญึ นาสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา รูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา เนวสญฺญึ นาสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา อรูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา เนวสญฺญึ นาสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา รูปิญฺจ อรูปิญฺจ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา เนวสญฺญึ นาสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เนวรูปึ นารูปึ วา เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา เนวสญฺญึ นาสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เย หิ เกจิ ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา ทิฏฺฐสุตมุตวิญฺญาตพฺพสงฺขารมตฺเตน เอตสฺส อายตนสฺส อุปสมฺปทํ ปญฺญาเปนฺติ พฺยสนํ เหตํ ภิกฺขเว อกฺขายติ เอตสฺส อายตนสฺส อุปสมฺปทาย น เหตํ ภิกฺขเว อายตนํ สงฺขารสมาปตฺติ ปตฺตพฺพมกฺขายติ สงฺขาราวเสสสมาปตฺติปตฺตพฺพเมตํ ภิกฺขเว อายตนมกฺขายติ ฯ ตยิทํ สงฺขตํ โอฬาริกํ อตฺถิ โข ปน สงฺขารานํ นิโรโธ อตฺเถตนฺติ อิติ วิทิตฺวา ตสฺส นิสฺสรณทสฺสาวี ตถาคโต ตทุปาติวตฺโต ฯ

๓๓

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์ที่กำหนดขันธ์ส่วน อนาคตนั้น สมณพราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่มีสัญญา ว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมคัดค้านสมณพราหมณ์พวกบัญญัติความขาดศูนย์ ความพินาศ ความไม่เกิด ของสัตว์ที่มีอยู่ แม้ท่านสมณพราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่ไม่มีสัญญา ว่ายั่งยืน เบื้อง หน้าแต่ตายไป ก็ย่อมคัดค้านสมณพราหมณ์พวกอุจเฉทวาทะนั้น แม้ท่านสมณ- *พราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ว่ายั่งยืนเบื้องหน้าแต่ ตายไป ก็ย่อมคัดค้านสมณพราหมณ์พวกอุจเฉทวาทะนั้น นั่นเพราะเหตุไร เพราะ ท่านสมณพราหมณ์เหล่านี้แม้ทั้งหมด ย่อมหมายมั่นกาลข้างหน้า กล่าวยืนยัน ความหวังอย่างเดียวว่า เราละโลกไปแล้ว จักเป็นเช่นนี้ๆ เปรียบเหมือนพ่อค้า ไปค้าขายย่อมมีความหวังว่า ผลจากการค้าเท่านี้ จักมีแก่เรา เพราะการค้าขายนี้ เราจักได้ผลเท่านี้ ดังนี้ฉันใด ท่านสมณพราหมณ์พวกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ชะรอยจะเห็นปรากฏเหมือนพ่อค้า จึงหวังว่า เราละโลกไปแล้ว จักเป็นเช่นนี้ๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี ฯ ท่านสมณพราหมณ์พวกบัญญัติความขาดศูนย์ ความพินาศ ความไม่เกิด ของสัตว์ที่มีอยู่ เป็นผู้กลัวสักกายะ เกลียดสักกายะ แต่ยังวนเวียนไปตามสักกายะ อยู่นั่นแล เปรียบเหมือนสุนัขที่เขาผูกโซ่ล่ามไว้ที่เสาหรือที่หลักมั่น ย่อมวนเวียน ไปตามเสาหรือหลักนั่นเอง ฉันใด ท่านสมณพราหมณ์พวกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้กลัวสักกายะ เกลียดสักกายะ แต่ยังวนเวียนไปตามสักกายะอยู่นั่นแล เรื่อง สักกายะดังนี้นั้น อันปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ และความดับของสิ่งที่ปัจจัย ปรุงแต่งมีอยู่ ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งที่ ปัจจัยปรุงแต่งนั้น เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้ ฯ

ตตฺร ภิกฺขเว เย เต สมณพฺราหฺมณา สโต สตฺตสฺส อุจฺเฉทํ วินาสํ วิภวํ ปญฺญาเปนฺติ ตตฺร ภิกฺขเว เย เต สมณพฺราหฺมณา สญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เตสเมเต ปฏิกฺโกสนฺติ เยปิ เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา อสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เตสเมเต ปฏิกฺโกสนฺติ เยปิ เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา เนวสญฺญึ นาสญฺญึ อตฺตานํ ปญฺญาเปนฺติ อโรคํ ปรมฺมรณา เตสเมเต ปฏิกฺโกสนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ สพฺเพปิเม โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา อุทฺธํ ปรามสนฺติ อาสตฺตึเยว อภิวทนฺติ อิติ เปจฺจ ภวิสฺสาม อิติ เปจฺจ ภวิสฺสามาติ ฯ เสยฺยถาปิ นาม วานิชสฺส วานิชฺชาย คจฺฉโต เอวํ โหติ อิโต เม อิทํ ภวิสฺสติ อิมินา อิทํ ลจฺฉามีติ เอวเมว โขเม โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา วานิชูปมํ มญฺเญ ปฏิภนฺติ อิติ เปจฺจ ภวิสฺสาม อิติ เปจฺจ ภวิสฺสามาติ ฯ {๓๓.๑} ตยิทํ ภิกฺขเว ตถาคโต อภิชานาติ เย โข เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สโต สตฺตสฺส อุจฺเฉทํ วินาสํ วิภวํ ปญฺญาเปนฺติ เต สกฺกายภยา สกฺกายปริเชคุจฺฉา สกฺกายญฺเญว อนุปริธาวนฺติ อนุปริวตฺตนฺติ ฯ เสยฺยถาปิ นาม สา คทฺทลพนฺโธ ทเฬฺห ถมฺเภ วา ขีเล วา อุปนิพนฺโธ ตเมว ถมฺภํ วา ขีลํ วา อนุปริธาวติ อนุปริวตฺตติ เอวเมวิเม โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สกฺกายภยา สกฺกายปริเชคุจฺฉา สกฺกายญฺเญว อนุปริธาวนฺติ อนุปริวตฺตนฺติ ฯ ตยิทํ สงฺขตํ โอฬาริกํ อตฺถิ โข ปน สงฺขารานํ นิโรโธ อตฺเถตนฺติ อิติ วิทิตฺวา ตสฺส นิสฺสรณทสฺสาวี ตถาคโต ตทุปาติวตฺโต ฯ

๓๔

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง กำหนดขันธ์ ส่วนอนาคต มีทิฐิคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต ย่อมปรารภขันธ์ส่วนอนาคต กล่าว ยืนยันบทแห่งความเชื่อมั่นหลายประการ สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อม กล่าวยืนยันอายตนะ ๕ นี้ทั้งมวล หรือเฉพาะอายตนะใดอายตนะหนึ่ง ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง กำหนดขันธ์ส่วนอดีต มี- *ทิฐิคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ย่อมปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวยืนยันบทแห่งความ เชื่อมั่นหลายประการ คือ พวกหนึ่งกล่าวยืนยันอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่าง อื่นเปล่า พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกไม่เที่ยง... พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกทั้งเที่ยงและไม่เที่ยง... พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกเที่ยงก็มิใช่ ไม่เที่ยงก็มิใช่... พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกมีที่สุด... พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกไม่มีที่สุด... พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกทั้งมีที่สุดและไม่มีที่สุด... พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่... พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกมีสัญญาอย่างเดียวกัน... พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกมีสัญญาต่างกัน... พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกมีสัญญาย่อมเยา... พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกมีสัญญาหาประมาณมิได้... พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกมีสุขโดยส่วนเดียว... พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกมีทุกข์โดยส่วนเดียว... พวกหนึ่ง...ว่า อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์... พวกหนึ่งกล่าวยืนยันอย่างนี้ว่า อัตตาและโลก มีทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ฯ

เย หิ เกจิ ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา อปรนฺตกปฺปิกา อปรนฺตานุทิฏฺฐิโน อปรนฺตํ อารพฺภ อเนกวิหิตานิ อธิมุตฺติปทานิ อภิวทนฺติ สพฺเพ เต อิมาเนว ปญฺจายตนานิ อภิวทนฺติ เอเตสํ วา อญฺญตรํ ฯ สนฺติ ภิกฺขเว เอเก สมณพฺราหฺมณา ปุพฺพนฺตกปฺปิกา ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิโน ปุพฺพนฺตํ อารพฺภ อเนกวิหิตานิ อธิมุตฺติปทานิ อภิวทนฺติ ฯ {๓๔.๑} สสฺสโต อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ อสฺสสฺสโต อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ สสฺสโต จ อสฺสสฺสโต จ อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ เนวสสฺสโต นาสฺสสฺสโต อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ อนฺตวา อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ อนนฺตวา อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ อนฺตวา จ อนนฺตวา จ อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ เนวนฺตวา นานนฺตวา อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ เอกตฺตสญฺญี อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ นานตฺตสญฺญี อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ ปริตฺตสญฺญี อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ อปฺปมาณสญฺญี อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ เอกนฺตสุขี อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ เอกนฺตทุกฺขี อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ สุขทุกฺขี อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ อทุกฺขมสุขี อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิตฺเถเก อภิวทนฺติ ฯ

๓๕

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์ พวกใด มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่าง อื่นเปล่า ข้อที่ญาณเฉพาะตัวอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของสมณพราหมณ์พวกนั้น จักมี เองได้ นอกจากความเชื่อ ความชอบใจ การฟังตามเขาว่า ความตรึกตามอาการ ความปักใจดิ่งด้วยทิฐิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อไม่มีญาณเฉพาะตัวอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านสมณ- *พราหมณ์พวกนั้น ย่อมให้เพียงส่วนของความรู้แม้ใดในญาณนั้นแจ่มแจ้ง แม้ส่วน ของความรู้นั้น บัณฑิตก็เรียกว่า อุปาทานของท่านสมณพราหมณ์พวกนั้น เรื่อง อุปาทานดังนี้นั้น อันปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ และความดับของสิ่งที่ปัจจัย ปรุงแต่งมีอยู่ ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งที่ ปัจจัยปรุงแต่งนั้น เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้ ฯ

ตตฺร ภิกฺขเว เย เต สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน สสฺสโต อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ เตสํ วต อญฺญเตฺรว สทฺธาย อญฺญตฺร รุจิยา อญฺญตฺร อนุสฺสวา อญฺญตฺร อาการปริวิตกฺกา อญฺญตฺร ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ ภวิสฺสติ ปริสุทฺธํ ปริโยทาตนฺติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ ปจฺจตฺตํ โข ปน ภิกฺขเว ญาเณ อสติ ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต ยทปิ เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา ตตฺถ ญาณภาคมตฺตเมว ปริโยทเปนฺติ ตทปิ เตสํ ภวตํ สมณพฺราหฺมณานํ อุปาทานมกฺขายติ ฯ ตยิทํ สงฺขตํ โอฬาริกํ อตฺถิ โข ปน สงฺขารานํ นิโรโธ อตฺเถตนฺติ อิติ วิทิตฺวา ตสฺส นิสฺสรณทสฺสาวี ตถาคโต ตทุปาติวตฺโต ฯ

๓๖

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์ พวกใด มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า... ว่า อัตตาและโลกทั้งเที่ยงและไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า... ว่า อัตตาและโลกเที่ยงก็มิใช่ ไม่เที่ยงก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า... ว่า อัตตาและโลกมีที่สุด นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า... ว่า อัตตาและโลกไม่มีที่สุด นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า... ว่า อัตตาและโลกทั้งมีที่สุดและไม่มีที่สุด นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่น เปล่า... ว่า อัตตาและโลกมีที่สุดก็มิใช่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่น เปล่า... ว่า อัตตาและโลกมีสัญญาอย่างเดียวกัน นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า... ว่า อัตตาและโลกมีสัญญาต่างกัน นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า... ว่า อัตตาและโลกมีสัญญาย่อมเยา นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า... ว่า อัตตาและโลกมีสัญญาหาประมาณมิได้ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า... ว่า อัตตาและโลกมีสุขโดยส่วนเดียว นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า... ว่า อัตตาและโลกมีทุกข์โดยส่วนเดียว นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า... ว่า อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า... ว่า อัตตาและโลก มีทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ข้อที่ญาณเฉพาะตัวอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของสมณพราหมณ์พวกนั้นๆ จักมีเองได้ นอกจากความเชื่อ ความชอบใจ การฟังตามเขาว่า ความตรึกตามอาการ ความ ปักใจดิ่งด้วยทิฐิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อไม่มีญาณเฉพาะตัวอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านสมณ- *พราหมณ์พวกนั้นๆ ย่อมให้เพียงส่วนของความรู้แม้ใดในญาณนั้นแจ่มแจ้ง แม้ ส่วนของความรู้นั้น บัณฑิตก็เรียกว่าอุปาทานของท่านสมณพราหมณ์พวกนั้นๆ เรื่องอุปาทานดังนี้นั้น อันปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ และความดับของสิ่งที่ ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่ ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออก จากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้ ฯ

ตตฺร ภิกฺขเว เย เต สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน อสฺสสฺสโต อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯเปฯ สสฺสโต จ อสฺสสฺสโต จ อตฺตา จ โลโก จ ... เนวสสฺสโต จ นาสฺสสฺสโต จ อตฺตา จ โลโก จ ... อนฺตวา อตฺตา จ โลโก จ ... อนนฺตวา อตฺตา จ โลโก จ ... อนฺตวา จ อนนฺตวา จ อตฺตา จ โลโก จ ... เนวนฺตวา นานนฺตวา อตฺตา จ โลโก จ ... เอกตฺตสญฺญี อตฺตา จ โลโก จ ... นานตฺตสญฺญี อตฺตา จ โลโก จ ... ปริตฺตสญฺญี อตฺตา จ โลโก จ ... อปฺปมาณสญฺญี อตฺตา จ โลโก จ ... เอกนฺตสุขี อตฺตา จ โลโก จ ... เอกนฺตทุกฺขี อตฺตา จ โลโก จ ... สุขทุกฺขี อตฺตา จ โลโก จ ... อทุกฺขมสุขี อตฺตา จ โลโก จ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ เตสํ วต อญฺญเตฺรว สทฺธาย อญฺญตฺร รุจิยา อญฺญตร อนุสฺสวา อญฺญตฺร อาการปริวิตกฺกา อญฺญตฺร ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ ภวิสฺสติ ปริสุทฺธํ ปริโยทาตนฺติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ ปจฺจตฺตํ โข ปน ภิกฺขเว ญาเณ อสติ ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต ยทปิ เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา ตตฺถ ญาณภาคมตฺตเมว ปริโยทเปนฺติ ตทปิ เตสํ ภวตํ สมณพฺราหฺมณานํ อุปาทานมกฺขายติ ฯ ตยิทํ สงฺขตํ โอฬาริกํ อตฺถิ โข ปน สงฺขารานํ นิโรโธ อตฺเถตนฺติ อิติ วิทิตฺวา ตสฺส นิสฺสรณทสฺสาวี ตถาคโต ตทุปาติวตฺโต ฯ

๓๗

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เพราะ ไม่ตั้งกามสัญโญชน์ไว้โดยประการทั้งปวง เหตุสลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต และทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคตเสียได้ ย่อมเข้าถึงปีติอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ด้วยสำคัญว่า เรากำลังเข้าถึงสิ่งที่ดี ประณีต คือปีติเกิดแต่วิเวกอยู่ ปีติเกิดแต่ วิเวกนั้นของเธอย่อมดับไปได้ เพราะปีติเกิดแต่วิเวกดับ ย่อมเกิดโทมนัส เพราะ โทมนัสดับ ย่อมเกิดปีติเกิดแต่วิเวก เปรียบเหมือนร่มเงาละที่แห่งใด แดดย่อม แผ่ไปยังที่แห่งนั้น แดดละที่แห่งใด ร่มเงาก็ย่อมแผ่ไปยังที่แห่งนั้น ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกันแล เพราะปีติเกิดแต่วิเวกดับ ย่อมเกิดโทมนัส เพราะโทมนัส ดับ ย่อมเกิดปีติเกิดแต่วิเวก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี ฯ ท่านสมณะหรือพราหมณ์นี้แล เพราะไม่ตั้งกามสัญโญชน์ไว้โดยประการ ทั้งปวง เหตุสลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต และทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วน อนาคตเสียได้ ย่อมเข้าถึงปีติอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ด้วยสำคัญว่า เรากำลังเข้าถึง สิ่งที่ดี ประณีต คือปีติเกิดแต่วิเวกอยู่ ปีติเกิดแต่วิเวกนั้นของเธอ ย่อมดับไป ได้ เพราะปีติเกิดแต่วิเวกดับ ย่อมเกิดโทมนัส เพราะโทมนัสดับ ย่อมเกิดปีติเกิด แต่วิเวก เรื่องปีติเกิดแต่วิเวกดังนี้นั้น อันปัจจัยปรุงแต่งเป็นของหยาบ และ ความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่ ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ จึงเห็นอุบายเป็น เครื่องสลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้ ฯ

อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา อปรนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา สพฺพโส กามสญฺโญชนานํ อนธิฏฺฐานา ปวิเวกํ ปีตึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ ปวิเวกํ ปีตึ อุปสมฺปชฺช วิหรามีติ ฯ ตสฺส สา ปวิเวกา ปีติ นิรุชฺฌติ ปวิเวกาย ปีติยา นิโรธา อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ โทมนสฺสสฺส นิโรธา อุปฺปชฺชติ ปวิเวกา ปีติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ยํ ฉายา ชหติ ตํ อาตโป ผรติ ยํ อาตโป ชหติ ตํ ฉายา ผรติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ปวิเวกาย ปีติยา นิโรธา อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ โทมนสฺสสฺส นิโรธา อุปฺปชฺชติ ปวิเวกา ปีติ ฯ ตยิทํ ภิกฺขเว ตถาคโต ปชานาติ อยํ โข ภวํ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา อปรนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา สพฺพโส กามสญฺโญชนานํ อนธิฏฺฐานา ปวิเวกํ ปีตึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ ปวิเวกํ ปีตึ อุปสมฺปชฺช วิหรามีติ ฯ ตสฺส สา ปวิเวกา ปีติ นิรุชฺฌติ ปวิเวกาย ปีติยา นิโรธา อุปฺปชฺชติ โทมนสฺสํ โทมนสฺสสฺส นิโรธา อุปฺปชฺชติ ปวิเวกา ปีติ ฯ ตยิทํ สงฺขตํ โอฬาริกํ อตฺถิ โข ปน สงฺขารานํ นิโรโธ อตฺเถตนฺติ อิติ วิทิตฺวา ตสฺส นิสฺสรณทสฺสาวี ตถาคโต ตทุปาติวตฺโต ฯ

๓๘

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เพราะไม่ตั้งกามสัญโญชน์ไว้โดยประการทั้งปวง เหตุสลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ ส่วนอดีต และทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคตเสียได้ และเพราะก้าวล่วงปีติ เกิดแต่วิเวกได้ ย่อมเข้าถึงสุขเสมือนปราศจากอามิสอยู่ ด้วยสำคัญว่า เรากำลัง เข้าถึงสิ่งที่ดี ประณีต คือนิรามิสสุขอยู่ สุขเสมือนปราศจากอามิสนั้นของเธอ ย่อมดับไปได้ เพราะสุขเสมือนปราศจากอามิสดับ ย่อมเกิดปีติอันเกิดแต่วิเวก เพราะปีติอันเกิดแต่วิเวกดับ ย่อมเกิดสุขเสมือนปราศจากอามิส เปรียบเหมือน ร่มเงาละที่แห่งใด แดดย่อมแผ่ไปยังที่แห่งนั้น แดดละที่แห่งใด ร่มเงาก็ย่อม แผ่ไปยังที่แห่งนั้น ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกันแล เพราะสุขเสมือนปราศจากอามิส ดับ ย่อมเกิดปีติอันเกิดแต่วิเวก เพราะปีติอันเกิดแต่วิเวกดับ ย่อมเกิดสุขเสมือน ปราศจากอามิส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี ฯ ท่านสมณะหรือพราหมณ์นี้แล เพราะไม่ตั้งกามสัญโญชน์ไว้โดยประการ ทั้งปวง เหตุสลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต และทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วน อนาคตเสียได้ และเพราะก้าวล่วงปีติอันเกิดแต่วิเวกได้ ย่อมเข้าถึงสุขเสมือน ปราศจากอามิสอยู่ ด้วยสำคัญว่า เรากำลังเข้าถึงสิ่งที่ดี ประณีต คือนิรามิสสุข อยู่ สุขเสมือนปราศจากอามิสนั้นของเธอ ย่อมดับไปได้ เพราะสุขเสมือน ปราศจากอามิสดับ ย่อมเกิดปีติอันเกิดแต่วิเวก เพราะปีติอันเกิดแต่วิเวกดับย่อม เกิดสุขเสมือนปราศจากอามิส เรื่องสุขเสมือนปราศจากอามิสดังนี้นั้น อันปัจจัย ปรุงแต่ง เป็นของหยาบ และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่ ตถาคตทราบ ว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น เป็น ไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้ ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา อปรนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา สพฺพโส กามสญฺโญชนานํ อนธิฏฺฐานา ปวิเวกาย ปีติยา สมติกฺกมา นิรามิสํ สุขํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ นิรามิสํ สุขํ อุปสมฺปชฺช วิหรามีติ ฯ ตสฺส ตํ นิรามิสํ สุขํ นิรุชฺฌติ นิรามิสสฺส สุขสฺส นิโรธา อุปฺปชฺชติ ปวิเวกา ปีติ ปวิเวกาย ปีติยา นิโรธา อุปฺปชฺชติ นิรามิสํ สุขํ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ยํ ฉายา ชหติ ตํ อาตโป ผรติ ยํ อาตโป ชหติ ตํ ฉายา ผรติ เอวเมว โข ภิกฺขเว นิรามิสสฺส สุขสฺส นิโรธา อุปฺปชฺชติ ปวิเวกา ปีติ ปวิเวกาย ปีติยา นิโรธา อุปฺปชฺชติ นิรามิสํ สุขํ ฯ ตยิทํ ภิกฺขเว ตถาคโต ปชานาติ อยํ โข ภวํ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา อปรนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา สพฺพโส กามสญฺโญชนานํ อนธิฏฺฐานา ปวิเวกาย ปีติยา สมติกฺกมา นิรามิสํ สุขํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ นิรามิสํ สุขํ อุปสมฺปชฺช วิหรามีติ ฯ ตสฺส ตํ นิรามิสํ สุขํ นิรุชฺฌติ นิรามิสสฺส สุขสฺส นิโรธา อุปฺปชฺชติ ปวิเวกา ปีติ ปวิเวกาย ปีติยา นิโรธา อุปฺปชฺชติ นิรามิสํ สุขํ ฯ ตยิทํ สงฺขตํ โอฬาริกํ อตฺถิ โข ปน สงฺขารานํ นิโรโธ อตฺเถตนฺติ อิติ วิทิตฺวา ตสฺส นิสฺสรณทสฺสาวี ตถาคโต ตทุปาติวตฺโต ฯ

๓๙

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เพราะ ไม่ตั้งกามสัญโญชน์ไว้โดยประการทั้งปวง เหตุสลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต และทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคตเสียได้ และเพราะก้าวล่วงปีติอันเกิดแต่วิเวก ก้าวล่วงสุขเสมือนปราศจากอามิสได้ ย่อมเข้าถึงเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ อยู่ ด้วยสำคัญว่า เรากำลังเข้าถึงสิ่งที่ดี ประณีต คืออทุกขมสุขเวทนาอยู่ เวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่นั้นของเธอ ย่อมดับไปได้ เพราะเวทนาอันเป็น ทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ดับ ย่อมเกิดสุขเสมือนปราศจากอามิส เพราะสุขเสมือน ปราศจากอามิสดับ ย่อมเกิดเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ เปรียบเหมือนร่ม เงาละที่แห่งใด แดดย่อมแผ่ไปยังที่แห่งนั้น แดดละที่แห่งใด ร่มเงาก็ย่อมแผ่ ไปยังที่แห่งนั้น ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกันแล เพราะเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุข ก็มิใช่ดับ ย่อมเกิดสุขเสมือนปราศจากอามิส เพราะสุขเสมือนปราศจากอามิสดับ ย่อมเกิดเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตย่อมทราบ เรื่องนี้ดี ฯ ท่านสมณะหรือพราหมณ์นี้แล เพราะไม่ตั้งกามสัญโญชน์ไว้โดยประการ ทั้งปวง เหตุสลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต และทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วน อนาคตเสียได้ และเพราะก้าวล่วงปีติอันเกิดแต่วิเวก ก้าวล่วงสุขเสมือนปราศจาก อามิสได้ ย่อมเข้าถึงเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่อยู่ ด้วยสำคัญว่า เรา กำลังเข้าถึงสิ่งที่ดี ประณีต คืออทุกขมสุขเวทนาอยู่ เวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่นั้นของเธอ ย่อมดับไปได้ เพราะเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ดับ ย่อมเกิดสุขเสมือนปราศจากอามิส เพราะสุขเสมือนปราศจากอามิสดับ ย่อมเกิดเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ เรื่องเวทนาอันทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ ดังนี้นั้น อันปัจจัยปรุงแต่งเป็นของหยาบ และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมี อยู่ ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัย ปรุงแต่งนั้น เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้ ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา อปรนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา สพฺพโส กามสญฺโญชนานํ อนธิฏฺฐานา ปวิเวกาย ปีติยา สมติกฺกมา นิรามิสสฺส สุขสฺส สมติกฺกมา อทุกฺขมสุขํ เวทนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ อุปสมฺปชฺช วิหรามีติ ฯ ตสฺส สา อทุกฺขมสุขา เวทนา นิรุชฺฌติ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย นิโรธา อุปฺปชฺชติ นิรามิสํ สุขํ นิรามิสสฺส สุขสฺส นิโรธา อุปฺปชฺชติ อทุกฺขมสุขา เวทนา ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ยํ ฉายา ชหติ ตํ อาตโป ผรติ ยํ อาตโป ชหติ ตํ ฉายา ผรติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อทุกฺขมสุขาย เวทนาย นิโรธา อุปฺปชฺชติ นิรามิสํ สุขํ นิรามิสสฺส สุขสฺส นิโรธา อุปฺปชฺชติ อทุกฺขมสุขา เวทนา ฯ ตยิทํ ภิกฺขเว ตถาคโต ปชานาติ อยํ โข ภวํ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา อปรนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา สพฺพโส กามสญฺโญชนานํ อนธิฏฺฐานา ปวิเวกาย ปีติยา สมติกฺกมา นิรามิสสฺส สุขสฺส สมติกฺกมา อทุกฺขมสุขํ เวทนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ อุปสมฺปชฺช วิหรามีติ ฯ ตสฺส สา อทุกฺขมสุขา เวทนา นิรุชฺฌติ อทุกฺขมสุขาย เวทนาย นิโรธา อุปฺปชฺชติ นิรามิสํ สุขํ นิรามิสสฺส สุขสฺส นิโรธา อุปฺปชฺชติ อทุกฺขมสุขา เวทนา ฯ ตยิทํ สงฺขตํ โอฬาริกํ อตฺถิ โข ปน สงฺขารานํ นิโรโธ อตฺเถตนฺติ อิติ วิทิตฺวา ตสฺส นิสฺสรณทสฺสาวี ตถาคโต ตทุปาติวตฺโต ฯ

๔๐

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เพราะ ไม่ตั้งกามสัญโญชน์ไว้โดยประการทั้งปวง เหตุสลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต และทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคตเสียได้ และเพราะก้าวล่วงปีติอันเกิดแต่วิเวก ก้าวล่วงสุขเสมือนปราศจากอามิส ก้าวล่วงเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ได้ ย่อมเล็งเห็นตัวเองว่า เป็นผู้สงบแล้ว เป็นผู้ดับแล้ว เป็นผู้ไม่มีอุปาทาน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี ฯ ท่านสมณะหรือพราหมณ์นี้แล เพราะไม่ตั้งกามสัญโญชน์ไว้โดยประการ ทั้งปวง เหตุสลัดทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต และทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วน อนาคตเสียได้ และเพราะก้าวล่วงปีติอันเกิดแต่วิเวก ก้าวล่วงสุขเสมือนปราศจาก อามิส ก้าวล่วงเวทนาอันเป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ได้ ย่อมเล็งเห็นตัวเองว่า เป็น ผู้สงบแล้ว เป็นผู้ดับแล้ว เป็นผู้ไม่มีอุปาทาน ท่านผู้นี้ ย่อมกล่าวยืนยันปฏิปทา ที่ให้สำเร็จนิพพานอย่างเดียวโดยแท้ แต่ก็ท่านสมณะหรือพราหมณ์นี้ เมื่อถือมั่น ทิฐิอันคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ก็ชื่อว่ายังถือมั่นอยู่ หรือเมื่อถือมั่นทิฐิอันคล้อย ตามขันธ์ส่วนอนาคต ก็ชื่อว่า ยังถือมั่นอยู่ หรือเมื่อถือมั่นกามสัญโญชน์ ก็ชื่อว่า ยังถือมั่นอยู่ หรือเมื่อถือมั่นปีติอันเกิดแต่วิเวก ก็ชื่อว่ายังถือมั่นอยู่ หรือเมื่อ ถือมั่นสุขเสมือนปราศจากอามิส ก็ชื่อว่า ยังถือมั่นอยู่ หรือเมื่อถือมั่นเวทนาอัน เป็นทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ ก็ชื่อว่ายังถือมั่นอยู่ และแม้ข้อที่ท่านผู้นี้เล็งเห็นตัวเอง ว่า เป็นผู้สงบแล้ว เป็นผู้ดับแล้ว เป็นผู้ไม่มีอุปาทานนั้น บัณฑิตก็เรียกว่า อุปาทานของท่านสมณพราหมณ์นี้ เรื่องอุปาทานดังนี้นั้น อันปัจจัยปรุงแต่ง เป็น ของหยาบ และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่ ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัย ปรุงแต่งนั้นได้ ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา อปรนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา สพฺพโส กามสญฺโญชนานํ อนธิฏฺฐานา ปวิเวกาย ปีติยา สมติกฺกมา นิรามิสสฺส สุขสฺส สมติกฺกมา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมติกฺกมา สนฺโตหมสฺมิ นิพฺพุโตหมสฺมิ อนุปาทาโนหมสฺมีติ สมนุปสฺสติ ฯ ตยิทํ ภิกฺขเว ตถาคโต ปชานาติ อยํ โข ภวํ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา อปรนฺตานุทิฏฺฐีนญฺจ ปฏินิสฺสคฺคา สพฺพโส กามสญฺโญชนานํ อนธิฏฺฐานา ปวิเวกาย ปีติยา สมติกฺกมา นิรามิสสฺส สุขสฺส สมติกฺกมา อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมติกฺกมา สนฺโตหมสฺมิ นิพฺพุโตหมสฺมิ อนุปาทาโนหมสฺมีติ สมนุปสฺสติ ฯ อทฺธา อยมายสฺมา นิพฺพานสปฺปายเมว ปฏิปทํ อภิวทติ อถ ปนายํ ภวํ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐึ วา อุปาทิยมาโน อุปาทิยติ อปรนฺตานุทิฏฺฐึ วา อุปาทิยมาโน อุปาทิยติ กามสญฺโญชนํ วา อุปาทิยมาโน อุปาทิยติ ปวิเวกํ วา ปีตึ อุปาทิยมาโน อุปาทิยติ นิรามิสํ วา สุขํ อุปาทิยมาโน อุปาทิยติ อทุกฺขมสุขํ วา เวทนํ อุปาทิยมาโน อุปาทิยติ ฯ ยญฺจ โข อยมายสฺมา สนฺโตหมสฺมิ นิพฺพุโตหมสฺมิ อนุปาทาโนหมสฺมีติ สมนุปสฺสติ ตทปิ อิมสฺส โภโต สมณพฺราหฺมณสฺส อุปาทานมกฺขายติ ฯ ตยิทํ สงฺขตํ โอฬาริกํ อตฺถิ โข ปน สงฺขารานํ นิโรโธ อตฺเถตนฺติ อิติ วิทิตฺวา ตสฺส นิสฺสรณทสฺสาวี ตถาคโต ตทุปาติวตฺโต ฯ

๔๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บทอันประเสริฐ สงบ ไม่มีบทอื่นยิ่งกว่า ที่ ตถาคตตรัสรู้เองด้วยปัญญาอันยิ่งนี้แล คือ ความรู้เหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง แล้วหลุดพ้น ได้ด้วยไม่ถือมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บทอันประเสริฐ สงบ ไม่มีบทอื่นกว่านี้นั้น คือ ความรู้เหตุเกิด เหตุดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่ง ผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามความเป็นจริง แล้วหลุดพ้นได้ด้วยไม่ถือมั่น ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ ปัญจัตตยสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------

อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ตถาคเตน อนุตฺตรํ สนฺตํ วรํ ปทํ อภิสมฺพุทฺธํ ยทิทํ ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ วิทิตฺวา อนุปาทาวิโมกฺโข ตยิทํ ภิกฺขเว ตถาคเตน อนุตฺตรํ สนฺตํ วรํ ปทํ อภิสมฺพุทฺธํ ยทิทํ ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ วิทิตฺวา อนุปาทาวิโมกฺโขติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ ปญฺจตฺตยสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ทุติยํ ฯ ---------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๒. ปัญจัตตยสูตร