คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

สังคีติสูตร

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๑,๓๑๒ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถาสังคีติสูตร

ว่าด้วยธรรมหมวด ๑

สังคีติสูตร มีคำเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้น

ในสังคีติสูตรนั้น มีคำอธิบายไปตามลำดับบท ดังต่อไปนี้.

คำว่า จาริกญฺจรมาโน หมายถึง เสด็จเที่ยวไปอย่างนิพัทธจาริก.

ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พระศาสดาทรงแผ่ข่าย คือพระญาณไปในหมื่นจักรวาล ตรวจดูสัตว์โลกอยู่ ได้ทรงเล็งเห็นเหล่ามัลลราช ชาวเมืองปาวา จึงทรงคำนึงว่า "ราชาเหล่านี้มาปรากฏในข่ายคือสัพพัญญุตญาณของเรา. จะมีอะไรหรือหนอ?" ก็ได้ทรงเห็นความข้อนี้ว่า "ราชาทั้งหลายให้สร้างสัณฐาคารขึ้นแห่งหนึ่ง เมื่อเราไปก็จักให้เรากล่าวมงคล, เรากล่าวมงคลแก่ราชาเหล่านั้นแล้ว ส่ง (กลับ) ไปแล้ว จักบอกสารีบุตรว่า "เธอจงกล่าวธรรมกถาแก่หมู่ภิกษุ. สารีบุตรพิจารณาโดยพระไตรปิฎกแล้ว จักกล่าวสังคีติสูตรแก่หมู่ภิกษุ ประดับไปด้วยปัญหา ๑,๐๑๔ ข้อ, ภิกษุ ๕๐๐ รูปรำลึกถึงพระสูตร (นี้) แล้ว จักบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา" ดังนี้ จึงได้เสด็จจาริกไป.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มลฺเลสุ จาริกญฺจรมาโน

อุพฺภตกนวสณฺฐาคารวณฺณนา

คำว่า อุพฺภตกํ เป็นชื่อของสัณฐาคารแห่งนั้น. อีกนัยหนึ่ง ท่านเรียกว่า (อุพฺภตกํ) อย่างนั้น เพราะเป็นอาคารสูง. คำว่า สณฺฐาคารํ หมายถึง ศาลาที่ประชุมกลางเมือง. ในคำว่า สมเณน วา นี้เพราะเหตุที่เทวดาทั้งหลาย ย่อมถือเอาที่อยู่ของตนในเวลาที่กำหนดพื้นที่ (ปลูก) เรือนนั่นเอง ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวว่า เทเวน วา แต่กล่าวว่า สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เกนจิ วา มนุสฺสภูเตน สมณพราหมณ์หรือใครๆ ที่เป็นมนุษย์.

คำว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ ความว่า พวกเจ้ามัลละได้สดับ (ข่าวว่า) พระผู้มีพระภาคเสด็จมา จึงดำริว่า "แม้พวกเราจะมิได้ไปทูลเชิญพระผู้มีพระภาคมา ทั้งมิได้ส่งทูตไปกราบทูลให้เสด็จมา แต่พระองค์ก็เสด็จมาที่อยู่ของพวกเราเอง มีภิกษุหมู่ใหญ่เป็นบริวาร, แลพวกเราก็ได้สร้างสัณฐาคารศาลาขึ้นแล้ว, เราจักเชิญเสด็จพระทศพลมาให้ทรงกล่าวมงคล ณ สัณฐาคารศาลานี้" ดังนี้ จึงได้เข้าไปเฝ้า.

คำว่า เยน สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมึสุ ความว่า พวกเจ้ามัลละเหล่านั้นคิดว่า "ได้ทราบว่า ช่างทำจิตรกรรมในสัณฐาคารเสร็จแล้ว แต่พวกป้อมยาม (หอคอย) เพิ่งจะเสร็จในวันนั้น และธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีพระอัธยาศัย (ชอบ) ป่า ยินดีในป่า พึงทรง (พอพระทัย) ประทับอยู่ภายในบ้านหรือไม่ (ก็ไม่อาจทราบได้) เพราะฉะนั้น เราทราบถึงพระทัยของพระผู้มีพระภาคก่อนแล้ว จึงจักเตรียมการ" ดังนี้แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค.

แต่บัดนี้ พวกเจ้ามัลละประสงค์จะเตรียมการให้ต้องพระทัยพระผู้มีพระภาคจึงเข้าไปยังสัณฐาคาร.

คำว่า สพฺพสนฺถรึ หมายความว่า ปูลาดอย่างพร้อมสรรพ.

อนึ่ง ในคำว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ นี้มีความว่า พวกเจ้ามัลละเหล่านั้นจัดแจงสัณฐาคารเสร็จแล้ว จึงให้แผ้วถางถนนในเมือง ให้ยกธงขึ้นแล้วตั้งหม้อน้ำเต็มเปี่ยม ทั้งต้นกล้วย ณ ประตูบ้านทั้งหลาย ทำเมืองทั้งสิ้นให้เกลื่อนกล่นไปด้วยระเบียบแห่งโคมไฟ ประหนึ่งว่าดวงดาว แล้วให้ป่าวประกาศว่า "พวกทารกที่ยังไม่อดนม จงให้ดื่มนมเสีย, พวกเด็กรุ่นๆ จงรีบให้บริโภค (ข้าวปลาอาหาร) แล้วให้นอนเสีย อย่าได้ส่งเสียงอึกทึกครึกโครม, วันนี้ พระศาสดาจักประทับภายในหมู่บ้านคืนหนึ่ง, อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงพอพระทัยในความสงบเงียบ" ดังนี้แล้ว พากันถือคบเพลิงด้วยตัวเอง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ.

คำว่า ภควนฺตํเยว ปุรกฺขิตฺวา แปลว่า กระทำพระผู้มีพระภาคไว้เบื้องหน้า.

พระผู้มีพระภาคประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุและอุบาสกทั้งหลาย ในสัณฐาคารนั้นย่อมไพโรจน์ยิ่งนัก เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสโดยรอบ มีพระฉวีวรรณเพียงทองงดงามน่าชม. พระรัศมีมีพรรณเพียงดังทองพวยพุ่งจากพระกายเบื้องหน้าแผ่ไปถึง ๘๐ ศอก. พระรัศมีมีพรรณเพียงดังทองพวยพุ่งจากพระกายท่ามกลางจากพระหัตถ์เบื้องขวา จากพระหัตถ์เบื้องซ้ายก็แผ่ไปได้ข้างละ ๘๐ ศอก (ดุจกัน). พระรัศมีมีพรรณเพียงสร้อยคอมยุราพวยพุ่งจากกลุ่มพระเกษาทั้งหมด ตั้งแต่ริมพระเกษาเบื้องบนแผ่ไปในพื้นนภากาศถึง ๘๐ ศอก. พระรัศมีมีพรรณเพียงแก้วประพาฬพวยพุ่งจากฝ่าพระบาทเบื้องใต้ แผ่ไปในแผ่นดินทึบได้ถึง ๘๐ ศอก. พระพุทธรัศมีมีพรรณ ๖ ประการพวยพุ่งรุ่งเรืองพร่างพรายตลอดที่ประมาณ ๘๐ ศอกโดยรอบด้วยประการดังนี้.

สรรพทิศาภาคก็กระจ่างแจ้งดังว่าโปรยปรายไปด้วยดอกจำปาทอง ประหนึ่งว่าโรยรดด้วยสุวรรณรสอันไหลจากหม้อทอง ปานว่าดาดาดลาดไปด้วยแผ่นทอง และประดุจว่าเกลื่อนกล่นไปด้วยผงดอกทองกวาว และกรรณิการ์อันฟุ้งตลบด้วยเวรัมภวาต.

แม้พระวรกายแห่งพระผู้มีพระภาคอันรุ่งเรืองด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ พระรัศมี (โดยปรกติ) ประมาณวาหนึ่ง และวรลักษณ์ ๓๒ ประการ ก็ไพโรจน์เพียงพื้นอัมพรอันพร่างพราวด้วยดวงดาว ประหนึ่งดอกประทุมอันบานสะพรั่ง ดุจดังปาริฉัตรประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ผลิบานเต็มต้น ราวกับจะเผยพระสิริ ครอบงำเสียซึ่งสิริแห่งพระอาทิตย์ พระจันทร์ พระเจ้าจักรพรรดิ ท้าวเทวราช (และ) มหาพรหม อย่างละ ๓๒ อันตั้งวางไว้โดยลำดับกัน (ให้อับรัศมีไป) ฉะนั้น.

แม้ภิกษุทั้งสิ้นอันนั่งแวดล้อมอยู่นั้น ก็ล้วนเป็นผู้มักน้อย สันโดษ สงบไม่พลุกพล่าน ทำความเพียร เป็นผู้บอก ทนต่อคำบอก เป็นผู้เตือน ติเตียนบาป สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ.

พระผู้มีพระภาคอันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ไพโรจน์ประหนึ่งท่อนทองอันห่อหุ้มด้วยผ้ากัมพลแดง ประดุจเรือนทองอันลอยลำอยู่ในท่ามกลางดงประทุมแดง เสมือนปราสาททอง อันล้อมรอบไปด้วยเวทีแก้วประพาฬ.

ฝ่ายพระอสีติมหาเถระทรงผ้าบังสกุลสีปานเมฆ เป็นมหานาค ปานว่า จอมปลวกแก้วมณี คลายราคะแล้ว ทำลายกิเลสสิ้นแล้ว ถางชัฏออกหมดแล้ว ตัดเครื่องผูกได้แล้ว ไม่ติดข้องในตระกูลหรือในหมู่คณะ ก็นั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาค ด้วยประการดังนี้.

พระผู้มีพระภาคผู้ทรงบำราศจากโทสะด้วยพระองค์เอง อันท่านผู้บำราศจากโทสะแวดล้อมแล้ว. ผู้ทรงบำราศจากโมหะด้วยพระองค์เอง อันท่านผู้บำราศจากโมหะแวดล้อมแล้ว. ผู้ทรงไร้ตัณหาด้วยพระองค์เอง อันท่านผู้ไร้ตัณหาแวดล้อมแล้ว. ผู้ทรงไร้กิเลสด้วยพระองค์เอง อันท่านผู้ไร้กิเลสแวดล้อมแล้ว. ผู้ทรงเป็นพุทธะด้วยพระองค์เอง อันท่านผู้เป็นพุทธะ ผู้พหูสูตแวดล้อมแล้ว.

ประหนึ่งเกสรอันแวดล้อมไปด้วยกลีบ ประดุจกรรณิกาอันแวดล้อมไปด้วยเกสร เสมือนพญาช้างฉัททันต์อันแวดล้อมไปด้วยช้างบริวารทั้งแปดพัน ปานว่าจอมหงส์ธตรัฐอันแวดล้อมไปด้วยหงส์บริวารเก้าแสน ดังว่าพระเจ้าจักรพรรดิอันแวดล้อมไปด้วยเหล่าเสนางคนิกร ประดุจท้าวสักกเทวราชอันแวดล้อมไปด้วยเหล่าทวยเทพ ปานว่าหาริตมหาพรหมอันแวดล้อมไปด้วยคณะพรหม.

ได้ประทับนั่งในท่ามกลางบริษัทเหล่านั้น ด้วยพุทธเพศอันหาที่เสมอเหมือนมิได้ ด้วยพุทธวิลาศอันหาประมาณมิได้ ทรงยังพวกเจ้ามัลละแห่งนครปาวาให้เห็น ฯลฯ ด้วยธรรมีกถาตลอดราตรีเป็นอันมาก แล้วทรงส่งไป.

และในที่นี้พึงทราบว่า ปกิณกกถา อันประกอบไปด้วยคำอนุโมทนาในสัณฐาคาร ชื่อว่า ธรรมกถา. แท้จริงในคราวนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสปกิณกกถาอันนำมาซึ่งประโยชน์และความสุขแก่เจ้ามัลละแห่งนครปาวา ประหนึ่งว่ายังอากาศคงคาให้หลั่งลงอยู่ เสมือนว่าทรงรวบรวมมาซึ่งโอชะแห่งปฐพี ปานว่าทรงจับยอดต้นมหาชมพู แล้วสั่นให้หวั่นไหวอยู่ และประดุจว่าทรงคั้นรวงผึ้งอันควรแก่การคั้นด้วยเครื่องจักร แล้วยังบุคคลให้ดูดดื่มเอาซึ่งน้ำหวาน ฉะนั้น.

คำว่า ตุณฺหีภูตํ ตุณฺหีภูตํ ความว่า ทรงเหลียวดูทิศใดๆ หมู่ภิกษุในทิศนั้นๆ นิ่งสงบทีเดียว. คำว่า อนุวิโลเกตฺวา ความว่า เหลียวดูโดยทิศนั้นๆ ด้วยจักษุ ๒ อย่าง คือ มังสจักษุและทิพยจักษุ.

จริงอยู่ ทรงกำหนดอิริยาบถภายนอกของภิกษุเหล่านั้นด้วยมังสจักษุ. ในหมู่ภิกษุเหล่านั้นมิได้มีภิกษุผู้คะนองมือคะนองเท้าแม้สักรูปเดียว ไม่มีรูปไหนยื่นศีรษะพูดจา หรือนั่งหลับ. ภิกษุทั้งปวงนั้นเป็นผู้ศึกษาอบรมมาแล้วด้วยไตรสิกขา นั่งสงบนิ่ง เสมือนหนึ่งเปลวประทีปในที่อันสงัดลม ฉะนั้น. ทรงกำหนดอิริยาบถนี้ของภิกษุเหล่านั้นด้วยมังสจักษุ ด้วยประการดังนี้.

อนึ่ง ทรงเจริญอาโลก (แสงสว่าง) จนเห็นหทัยรูปของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ทรงตรวจดูศีลภายใน ด้วยทิพยจักษุ. พระองค์ได้ทรงเห็นศีลอันเข้าถึงพระอรหัตของภิกษุหลายร้อย ประดุจว่าประทีปอันสว่างโพลงอยู่ภายในหม้อ. แท้จริงภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ปรารภวิปัสสนา. ได้ทรงเห็นศีลของภิกษุเหล่านั้นด้วยประการดังนี้แล้ว ทรงดำริว่า "ภิกษุเหล่านี้คู่ควรแก่เรา ทั้งเราก็คู่ควรแก่ภิกษุเหล่านี้" แล้วทรงตั้งนิมิตไว้ในพื้นจักษุ ตรวจดูหมู่สงฆ์ แล้วตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรว่า " เราเมื่อยหลัง."

เพราะเหตุไร จึงทรงเมื่อยหลัง?

เพราะเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญความเพียรอย่างแรงกล้าอยู่ถึง ๖ ปี ได้เกิดความลำบากพระวรกายเป็นอันมาก. ครั้นกาลต่อมาถึงคราวทรงพระชรา ลมเสียดหลังย่อมเกิดขึ้นแก่พระองค์ได้ (เป็นธรรมดา).

คำว่า สงฺฆาฏึ ปญฺญเปตฺวา ความว่า ได้ยินว่า เจ้ามัลละเหล่านั้นให้ปูลาดเตียงอันเป็นกัปปิยะไว้ที่ข้างด้านหนึ่งของสัณฐาคาร ด้วยความมุ่งหมายว่า บางทีพระศาสดาจะพึงบรรทมบ้าง. ฝ่ายพระศาสดาทรงดำริว่า "เตียงที่เราใช้สอยด้วยอิริยาบถทั้ง ๔ จักมีผลานิสงส์มากแก่เจ้ามัลละเหล่านี้" จึงรับสั่งให้ปูลาดผ้าสังฆาฏิบนเตียงนั้น แล้วบรรทม.

ภินฺนนิคณฺฐวตฺถุวณฺณนา

คำที่ควรกล่าว ในคำว่า ตสฺส กาลกิริยาย เป็นต้นได้กล่าวไว้แล้วทั้งหมดในหนหลัง.

คำว่า อามนฺเตสิ ความว่า ทรงประสงค์จะแสดงสวากขาตธรรมอันกระทำความสงบระงับเหตุมีการบาดหมางกันเป็นต้น จึงได้ตรัสเรียก.

เอกกวณฺณนา

คำว่า ตตฺถ แปลว่า ในธรรมนั้น. คำว่า สงฺคายิตพฺพํ ความว่า สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันพึงสังคายนา คือสงฆ์ผู้มีถ้อยคำเป็นอันเดียวกัน มีถ้อยคำไม่แย้งกัน พึงสวด.

คำว่า น วิวทิตพฺพํ ความว่า ไม่ควรกล่าวแย้งกันในอรรถะก็ตาม ในพยัญชนะก็ตาม. คำว่า เอโก ธมฺโม ความว่า พระเถระมีความประสงค์จะแสดงสามัคคีรสมากๆ อย่าง เช่น หมวดหนึ่ง หมวดสอง หมวดสาม เป็นต้น จึงกล่าวว่า เอโก ธมฺโม (ธรรมหนึ่ง) ดังนี้เป็นอันดับแรก.

คำว่า สพฺเพ สตฺตา หมายถึง สัตว์ทั้งปวงในภพทั้งปวง เช่นในกามภพเป็นต้น ในสัญญีภพเป็นต้น และในเอกโวการภพเป็นต้น.

คำว่า อาหารฏฺฐิติกา มีบทนิยามว่า สัตว์เหล่านั้นดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร ดังนั้นจึงชื่อว่า อาหารฏฺฐิติกา ผู้ดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร. อาหารย่อมเป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่ได้แห่งสรรพสัตว์ ด้วยประการดังนี้.

พระเถระแสดงความหมายว่า "ท่านทั้งหลาย ธรรมหนึ่ง คือสัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้เพราะอาหารนี้ พระศาสดาของเราทั้งหลายทรงทราบตามความเป็นจริงแล้ว ได้ตรัสไว้เป็นอันถูกต้อง." ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ คำที่ตรัสไว้ว่า "เทพจำพวกอสัญญสัตตะ เป็นอเหตุกะ ไม่มีอาหาร ไม่มีผัสสะ" ดังนี้เป็นต้น จะมิเป็นอันคลาดเคลื่อนไปละหรือ.

ไม่คลาดเคลื่อน ทั้งนี้เพราะเทพพวกนั้นก็มีฌานเป็นอาหาร.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๙๙

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แม้คำที่ตรัสไว้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันว่าอาหารเพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่อการตามประคับประคองพวกสัมภเวสีทั้งหลาย มีอยู่ ๔ อย่าง ๔ อย่างอะไรบ้าง ๑. กพฬิงการาหาร จะหยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม ๒. ผัสสาหาร ๓. มโนสัญเจตนาหาร ๔. วิญญาณาหาร" ดังนี้ ก็คลาดเคลื่อน.

แม้คำนี้ก็ไม่คลาดเคลื่อน เพราะว่าในพระสูตรนั้น ตรัสธรรมทั้งหลายที่มีลักษณะเป็นอาหารโดยตรงนั่นแลว่า อาหาร. แต่ในที่นี้ตรัสเรียกปัจจัยโดยอ้อมว่า "อาหาร".

____________________________

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๒๘

จริงอยู่ ปัจจัยควรจะได้แก่ธรรมทั้งปวง. และปัจจัยนั้นยังผลใดๆ ให้เกิด ก็ย่อมชื่อว่านำมาซึ่งผลนั้นๆ เพราะฉะนั้น จึงเรียกได้ว่า อาหาร.

ด้วยเหตุนั้นแล จึงตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อวิชชา เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิใช่ไม่มีอาหาร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารของอวิชชา ควรจะกล่าวนิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของอวิชชา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิใช่ไม่มีอาหาร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ ควรจะกล่าวว่า อโยนิโสมนสิการเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ ดังนี้.

____________________________

องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๖๑

อาหารคือปัจจัยนี้ประสงค์เอาในพระสูตรนี้. ก็เมื่อถือเอาปัจจัยเป็นอาหารอย่างหนึ่งแล้ว ก็ย่อมเป็นอันถือเอาทั้งหมด ทั้งอาหารโดยอ้อม ทั้งอาหารโดยตรง. ในอสัญญภพนั้น ย่อมได้ปัจจัยอาหาร.

เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติขึ้น พวกนักบวชในลัทธิเดียรถีย์ ทำบริกรรมในวาโยกสิณแล้ว ยังฌานที่ ๔ ให้เกิดขึ้นได้แล้ว ออกจากฌานนั้นแล้ว ให้เกิดความยินดีชอบใจว่า "น่าติเตียนจิต จิตนี้น่าติเตียนแท้, ชื่อว่าการไม่มีจิตนั่นแลเป็นความดี, เพราะอาศัยจิต จึงเกิดทุกข์อันมีการฆ่าและการจองจำเป็นต้นเป็นปัจจัย, เมื่อไม่มีจิต ทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี " ดังนี้ ไม่เสื่อมฌาน สิ้นชีวิตแล้วไปเกิดในอสัญญภพ.

ผู้ใดตั้งมั่นอิริยาบถใด ในมนุษยโลก, ผู้นั้นก็เกิดโดยอิริยาบถนั้น เป็นผู้ยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้างตลอด ๕๐๐ กัป, เป็นประดุจว่านอนอยู่ตลอดกาลนานถึงเพียงนี้.

แม้สัตว์ทั้งหลายที่มีรูปอย่างนี้ ก็ย่อมได้ปัจจัยอาหาร.

แท้จริง สัตว์เหล่านั้นเจริญฌานใด แล้วไปเกิด. ฌานนั้นแหละย่อมเป็นปัจจัยของสัตว์เหล่านั้น. ปัจจัยคือฌาน ยังมีอยู่ตราบใด ก็ย่อมดำรงอยู่ได้ตราบนั้น อุปมาเหมือนลูกศรที่ยิงไปด้วยแรงส่งแห่งสาย, แรงส่งแห่งสายยังมีเพียงใดก็พุ่งไปได้เพียงนั้น ฉะนั้น. เมื่อปัจจัยคือฌานนั้นหมดลง สัตว์เหล่านั้นก็ย่อมตกไป ดุจลูกศรที่สิ้นแรงส่งแห่งสายฉะนั้น.

ส่วนพวกสัตว์นรกที่ท่านกล่าวไว้ว่า มิได้เป็นอยู่ด้วยผลแห่งความหมั่น ทั้งมิได้เป็นอยู่ด้วยผลแห่งบุญ เหล่านี้มีอะไรเป็นอาหาร.

กรรมนั่นเองเป็นอาหารของสัตว์นรกเหล่านั้น.

ถ้าจะถามว่า อาหารมี ๕ อย่าง กระนั้นหรือ?.

(ก็ต้องตอบว่า) คำว่า "๕ อย่างหรือไม่ใช่ ๕ อย่าง" นี้ไม่ควรพูด. ท่านกล่าวคำนี้ไว้แล้วมิใช่หรือว่า " ปัจจัยคืออาหาร " เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านั้นเกิดในนรกด้วยกรรมใด กรรมนั้นนั่นเองจัดว่าเป็นอาหาร เพราะเป็นปัจจัยแห่งความดำรงอยู่ของสัตว์เหล่านั้น ดังที่ตรัสมุ่งหมายถึงไว้ว่า "จะยังไม่สิ้นชีวิต ตราบเท่าที่บาปกรรมอันนั้นยังไม่หมดสิ้น." และในที่นี้ไม่ควรจะต้องโต้เถียงกัน ด้วยเรื่องกพฬิงการาหาร เพราะแม้แต่น้ำลายที่เกิดในปากก็ยังให้สำเร็จกิจในเชิงอาหารแก่สัตว์เหล่านั้นได้.

จริงอยู่ น้ำลายนั้นในนรกนับว่าเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ในสวรรค์นับว่าเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา จัดว่าเป็นปัจจัยได้.

____________________________

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๕๑๙

ดังนั้น ในกามภพโดยตรงมีอาหาร ๔ อย่าง ในรูปภพและอรูปภพ ยกเว้นอสัญญสัตตะ ที่เหลือนอกนั้นมีอาหาร ๓ อย่าง, สำหรับอสัญญสัตตะและเทพอื่นๆ (นอกจากที่กล่าวแล้ว) มีอาหารคือปัจจัยอาหารด้วยประการดังนี้.

พระเถระกล่าวปัญหาข้อหนึ่งว่า สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร ด้วยอาหารตามที่แสดงมานี้แล้ว ได้แก้ไขปัญหาข้อที่ ๒ ว่า "สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะสังขาร" ดังนี้ โดยมิได้กำหนดหมายอย่างว่านี้ อยํ โข อาวุโส (นี้แลท่านทั้งหลาย) ทั้งมิได้ไขความอีกว่า อตฺถิ โข อาวุโส (มีอยู่แล ท่านทั้งหลาย).

เพราะเหตุไร จึงมิได้กำหนดหมาย ทั้งมิได้ไขความอีก.

เพราะการที่จะเรียนและสอนในเมื่อมัวแต่กำหนดหมาย ทั้งมัวแต่ไขความอยู่นั้น เป็นเรื่องยาก ฉะนั้น ท่านจึงแก้ไขทั้งสองประเด็นรวมกันไปเลย.

แม้ในการแก้ไขปัญหาข้อที่ ๒ นี้ ปัจจัยที่ได้กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นเอง ก็เรียกว่าสังขาร เพราะปรุงแต่งผลของตน. อาหารปัจจัยได้กล่าวมาแล้วในหนหลัง.

ความแตกต่างกันอย่างน้อยที่สุดในปัญหาข้อนี้ ก็คือข้อนี้ - ในที่นี้ เป็นสังขารปัจจัย.

(แต่) พระมหาสิวเถระกล่าวว่า

เมื่อถือเอาอย่างนี้ว่า อาหารโดยตรงถือเอาแล้วในหนหลัง ในที่นี้หมายเอาอาหารโดยอ้อมดังนี้ ความแตกต่างกันก็จะปรากฏขึ้น แต่ว่าท่านมิได้ถือเอา (อย่างนั้น).

แท้จริง ธรรมทั้งที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ทั้งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ควรที่จะได้ปัจจัยแล.

ขึ้นชื่อว่าธรรม เว้นจากปัจจัยย่อมไม่มี.

บรรดาธรรม ๒ อย่างนั้น ธรรมที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ เช่นหญ้า ต้นไม้ และเครือเถาเป็นต้นย่อมมีรสแผ่นดินและรสน้ำเป็นปัจจัย. เพราะเมื่อฝนไม่ตก หญ้าเป็นต้นก็เหี่ยว. แต่จะสดเขียว เมื่อฝนตก. รสแผ่นดินและรสน้ำเป็นปัจจัยของหญ้าเป็นต้นเหล่านั้นด้วยประการดังนี้.

ธรรมที่เนื่องด้วยอินทรีย์มีสิ่งเป็นต้นว่า อวิชชา ตัณหา กรรม อาหาร เป็นปัจจัย. ปัจจัยในหนหลังนั่นแล ท่านเรียกว่าอาหาร (แต่) ในที่นี้ ท่านเรียกว่าสังขาร ความแตกต่างกันในเรื่องนี้มีเพียงเท่านี้แล.

บทว่า อยํ โข อาวุโส ความว่า ท่านทั้งหลาย ธรรมหนึ่งอันนี้ พระศาสดาของพวกเราประทับนั่ง ณ มหาโพธิมณฑล ทรงทำให้แจ้งด้วยพระองค์ด้วยพระสัพพัญญุตญาณแล้วได้ทรงแสดงไว้ อันเป็นธรรมหนึ่งที่ท่านทั้งหลายพึงสังคายนาพร้อมเพรียงกัน ไม่พึงโต้แย้งกัน.

คำว่า ยถยิทํ พฺรหฺมจริยํ ความว่า ศาสนพรหมจรรย์นี้พึงตั้งมั่นอยู่ได้ ดังที่เมื่อท่านทั้งหลายสังคายนาอยู่.

คือ เมื่อภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า "ท่านทั้งหลายธรรมหนึ่งอันพระศาสดาตรัสไว้ชอบแล้วมีอยู่, ธรรมหนึ่งคืออะไร คือสัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะสังขาร" ดังนี้.

ภิกษุรูปหนึ่งได้ฟังคำกล่าวของภิกษุรูปนั้นแล้วก็บอกกล่าวต่อไป อีกรูปหนึ่งได้ฟังก็บอกกันต่อไปอีก โดยกำหนดคำบอกกล่าวสืบๆ กันไป ด้วยประการอย่างนี้แล พรหมจรรย์นี้ก็จักดำรงอยู่ตลอดกาลนาน เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก.

ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระได้แสดงสามัคคีรสด้วยอำนาจธรรมหมวดหนึ่งด้วยประการดังนี้แล. จบธรรมหมวด ๑

ว่าด้วยธรรมหมวด ๒

ครั้นแสดงสามัคคีรสด้วยอำนาจธรรมหมวดหนึ่ง ดังกล่าวมานี้แล้ว บัดนี้ พระเถระได้เริ่มเทศนาต่อไป เพื่อแสดงด้วยอำนาจธรรมหมวดสอง.

ในธรรมหมวดสอง คือ นามรูป นั้น นามได้แก่ อรูปขันธ์ ๔ และนิพพาน ๑.

บรรดาธรรมเหล่านี้ ขันธ์ ๔ ชื่อว่านาม ด้วยอรรถว่าน้อมไป.

คำว่า ด้วยอรรถว่าน้อมไป หมายความว่า ด้วยอรรถว่ากระทำชื่อ. เหมือนอย่างว่า พระเจ้ามหาสมมตมีพระนามว่า "มหาสมมต" ก็เพราะมหาชนสมมติ (ยกย่อง, หมายรู้พร้อมกันขึ้น) หรือเหมือนอย่างพ่อแม่ตั้งชื่อให้เป็นที่กำหนดหมายแก่บุตร อย่างนี้ว่า "คนนี้ชื่อดิศ คนนี้ชื่อบุส" หรือเหมือนอย่างชื่อที่ได้มาโดยคุณสมบัติว่า "พระธรรมกถึก พระวินัยธร" ดังนี้ฉันใด ขันธ์ทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นจะได้ชื่อฉันนั้น หามิได้.

แท้จริง เวทนาเป็นต้นย่อมมีชื่อของตนเกิดขึ้น (เอง) เหมือนมหาปฐพีเป็นต้น. เมื่อขันธ์เหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว ชื่อของขันธ์เหล่านั้นก็เป็นอันเกิดขึ้นด้วยทีเดียว. เพราะไม่มีใครที่จะมากล่าวกับเวทนาที่เกิดขึ้นว่า "เจ้าจงชื่อว่าเวทนา" และธุระที่จะต้องตั้งชื่อแก่เวทนานั้นด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็หามีไม่.

เหมือนอย่างเมื่อแผ่นดินเกิดขึ้น ก็ไม่มีธุระที่จะต้องตั้งชื่อว่า เจ้าจงชื่อแผ่นดิน เมื่อจักรวาล เขาพระสุเมรุ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดาวนักษัตรเกิดขึ้น ก็ไม่มีธุระที่จะต้องตั้งชื่อว่า "เจ้าจงชื่อจักรวาล ฯลฯ เจ้าจงชื่อนักษัตร" ชื่อเป็นอันเกิดขึ้นทีเดียว ตกลงเป็นบัญญัติที่เกิดขึ้นได้เองฉันใด

เมื่อเวทนาเกิดขึ้นก็ไม่มีธุระที่จะต้องตั้งชื่อว่า "เจ้าจงชื่อเวทนา" เวทนาที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นอันเกิด มีชื่อว่าเวทนาเลยทีเดียวฉันนั้น. แม้สัญญาเป็นต้นก็มีนัยอย่างนี้.

เวทนาแม้ในอดีต ก็คงชื่อว่า เวทนา. สัญญา สังขาร วิญญาณในอดีต แม้ในอนาคต แม้ในปัจจุบัน ก็คงชื่อว่า สัญญา สังขาร วิญญาณเช่นเดียวกัน.

อนึ่ง นิพพาน ทั้งในอนาคต ทั้งในปัจจุบัน ก็คงชื่อว่า นิพพาน ทุกเมื่อไปแล.

ชื่อว่า นาม ด้วยอรรถว่ากระทำชื่อ ด้วยประการดังนี้.

อนึ่ง ขันธ์ ๔ ในบรรดาธรรมเหล่านั้น ก็ชื่อว่านาม แม้ด้วยอรรถว่าน้อมไป เพราะขันธ์เหล่านั้นย่อมมุ่งหน้าน้อมไปในอารมณ์. แม้สิ่งทั้งปวงก็ชื่อว่า นาม ด้วยอรรถว่าน้อมไป. ขันธ์ ๔ ย่อมยังกันและกันให้น้อมไปในอารมณ์. นิพพานย่อมยังธรรมอันไม่มีโทษให้น้อมไปในตน เพราะเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นใหญ่ในอารมณ์.

คำว่า รูป หมายถึง มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔. ทั้งหมดนั้นชื่อว่า รูป เพราะอรรถว่าต้องย่อยยับไป. คำบรรยายโดยละเอียดสำหรับรูปนั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคปกรณ์.

คำว่า อวิชฺชา ได้แก่ ความไม่รู้ในสัจจะมีทุกข์เป็นต้น. แม้เรื่องนี้ก็ได้กล่าวไว้โดยละเอียดแล้วในวิสุทธิมรรคเช่นกัน.

คำว่า ภวตณฺหา หมายถึง ความปรารถนาภพ. สมดังที่ตรัสไว้ว่า บรรดาตัณหาเหล่านั้น ภวตัณหาคืออะไร คือความพอใจ ความเป็นในภพทั้งหลาย ดังนี้เป็นอาทิ.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๔๕

คำว่า ภวทิฏฺฐิ (นี้) ความเที่ยง ท่านเรียกว่า ภวะ คือทิฐิที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความเห็นว่าเที่ยง แม้ทิฐินั้นท่านก็แถลงรายละเอียดไว้แล้วในพระอภิธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า บรรดาทิฐิเหล่านั้น ภวทิฐิคืออะไร คือทิฐิ ได้แก่ความเห็นถึงขนาดนี้ว่า ตนมี โลกมี ดังนี้.

คำว่า วิภวทิฏฺฐิ (นี้) ความขาดสูญ ท่านเรียกว่า วิภวะ คือทิฐิที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจเห็นว่าขาดสูญ แม้ทิฐินั้น ท่านก็แถลงรายละเอียดไว้แล้วในพระอภิธรรมเช่นเดียวกันโดยนัยเป็นต้นว่า บรรดาทิฐิเหล่านั้น วิภวทิฐิคืออะไร คือทิฐิ ได้แก่ความเห็นถึงขนาดนี้ว่า ตนไม่มี โลกไม่มี ดังนี้.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๔๖

คำว่า อหิริกํ ได้แก่ความไม่ละอาย ที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า ความไม่ละอายด้วยสิ่งที่ควรจะละอาย. คำว่า อโนตฺตปฺปํ ได้แก่ อาการที่ไม่หวาดกลัวที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า ความไม่สะดุ้งกลัวด้วยสิ่งที่ควรจะสะดุ้งกลัว.

คำว่า หิริ จ โอตฺตปฺปญฺจ ได้แก่ ความละอายและความสะดุ้งกลัว ที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า ความละอายด้วยสิ่งที่ควรละอาย ความสะดุ้งกลัวด้วยสิ่งที่ควรสะดุ้งกลัว.

อีกประการหนึ่ง บรรดาธรรม ๒ อย่างนี้ หิริมีสมุฏฐานจากภายใน โอตตัปปะมีสมุฏฐานจากภายนอก หิริมีตนเป็นใหญ่ โอตตัปปะมีโลกเป็นใหญ่. หิริตั้งขึ้นเพราะสภาวะคือความละอายใจ โอตตัปปะตั้งขึ้นเพราะสภาวะคือความกลัว. คำอธิบายโดยละเอียดในเรื่องหิริโอตตัปปะนี้ ได้กล่าวไว้ครบถ้วนแล้วในวิสุทธิมรรค.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๐ อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๑

คำว่า โทวจสฺสตา มีบทนิยาม ดังนี้ :-

การว่ากล่าวในบุคคลนี้ ผู้มักถือเอาแต่สิ่งน่ารังเกียจติดใจในสิ่งที่เป็นข้าศึก ไม่เอื้อเฟื้อ เชื่อฟังเป็นการยาก ดังนั้น บุคคลผู้นี้จึงชื่อ ทุพฺพโจ ผู้ว่ายาก. การกระทำของบุคคลผู้ว่ายากนั้น ชื่อว่า โทวจสฺสํ. ภาวะของโทวจัสสะนั้น ชื่อว่า โทวจสฺสตา ภาวะแห่งการกระทำของผู้ว่ายาก ความเป็นผู้ว่ายาก.

ความเป็นผู้ว่ายากนี้ รายละเอียดมีมาในพระอภิธรรมว่า

บรรดาธรรมเหล่านั้น โทวจัสสตาคืออะไร?

คือความเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ในเมื่อเพื่อนสหธรรมิกกำลังว่ากล่าวตักเตือนอยู่.

โทวจัสสตานั้นโดยความหมายย่อมเป็นสังขารขันธ์. แต่บางท่านกล่าวว่า คำนี้เป็นชื่อของขันธ์ทั้ง ๔ ที่เป็นไปโดยอาการเช่นนี้.

คำว่า ปาปมิตฺตตา มีบทนิยามดังนี้ :-

คนชั่วทั้งหลายมีคนไร้ศรัทธาเป็นต้น เป็นมิตรของผู้นั้น ดังนั้น เขาจึงชื่อว่า ปาปมิตฺโต (ผู้มีคนชั่วเป็นมิตร), ภาวะแห่งปาปมิตตะนั้น ชื่อว่า ปาปมิตฺตตา (ความเป็นผู้มีคนชั่วเป็นมิตร). ความเป็นผู้มีคนชั่วเป็นมิตรนี้ รายละเอียดมีมาในพระอภิธรรมอย่างนี้ว่า

บรรดาธรรมเหล่านั้น ปาปมิตฺตตา คืออะไร?

คือการคบหาสมาคมซ่องเสพ มั่วสุม จงรักภักดี ประพฤติคล้อยตามบุคคลผู้ไร้ศรัทธา ทุศีล ขาดการศึกษา ตระหนี่ และไม่มีปัญญา.

แม้ปาปมิตตตานั้นโดยความหมายก็พึงทราบเช่นเดียวกับโทวจัสสตา.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๒

ความเป็นผู้ว่าง่ายและความมีคนดีเป็นมิตร พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามจากที่กล่าวมาแล้ว. คุณธรรมทั้ง ๒ ประการนี้ ในที่นี้ท่านกล่าวระคนกันทั้งโลกิยะและโลกุตระ.

คำว่า อาปตฺติกุสลตา คือ ความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องอาบัติ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ คือ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องอาบัติ ๕ กอง อาบัติ ๗ กองเหล่านั้น.

คำว่า อาปตฺติวุฏฐานกุสลตา คือ ความรู้ความเข้าใจเรื่องกำหนดการออกจากอาบัติ พร้อมทั้งกรรมวาจา ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ความเข้าใจเรื่องการออกจากอาบัติเหล่านั้น.

คำว่า สมาปตฺติกุสลตา คือ ความรู้ความเข้าใจเรื่องกำหนดอัปปนาพร้อมทั้งบริกรรม ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ความเข้าใจเรื่องสมาบัติเหล่านั้นที่มีอยู่ ทั้งที่เป็นสมาบัติที่มีวิตกวิจาร, สมาบัติที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร, สมาบัติที่ไม่มีทั้งวิตกวิจาร.

คำว่า สมาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา คือ ปัญญาเครื่องกำหนดเวลาที่จะออกจากสมาบัติว่า พอตะวันเกินไปแค่นี้ เราจะออก. ซึ่งเป็นปัญญาที่สามารถจะออกจากสมาบัติได้ตรงตามเวลาที่กำหนด ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ความเข้าใจเรื่องการออกจากสมาบัติเหล่านั้น.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๔ อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๕

คำว่า ธาตุกุสลตา คือ ปัญญาในการสดับฟัง การทรงจำ การพิจารณาและการรู้แจ้งอันเป็นเครื่องกำหนดสภาวะแห่งธาตุ ๑๘ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ คือความรู้ความเข้าใจเรื่องธาตุ ๑๘ อย่าง คือ จักษุธาตุ ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุ.

คำว่า มนสิการกุสลตา ได้แก่ ปัญญาในการพิจารณา การรู้แจ้ง การเพ่งพิศธาตุทั้งหลายเหล่านั้นแล ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาด ความรู้ความเข้าใจธาตุทั้งหลายเหล่านั้น.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๖

คำว่า อายตนกุสลตา คือ ปัญญาในการเรียนรู้ การใส่ใจ การเข้าใจ อายตนะ ๑๒ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ คือ ความรู้ความเข้าใจในอายตนะ ๑๒ คือ จักษุอายตนะ ฯลฯ ธรรมายตนะ.

อีกประการหนึ่ง ทั้งความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ความเป็นผู้ฉลาดในมนสิการ ทั้งความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ย่อมควรในการเรียนรู้ การใส่ใจ การสดับฟัง การพิจารณา การรู้แจ้งและการเพ่งพิศ.

ส่วนความแตกต่างกันในธรรมเหล่านี้มีดังนี้

การสดับฟัง การเรียนรู้ และการเพ่งพิศ เป็นโลกิยะ, การรู้แจ้ง เป็นโลกุตระ, การพิจารณา การใส่ใจเป็นโลกิยะและโลกุตระระคนกัน.

คำว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา คือ ปัญญาที่เป็นไปด้วยอำนาจเป็นต้นว่า การเรียนรู้ปัจจยาการ ๑๒ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความรู้ความเข้าใจในปัจจยาการที่ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ ย่อมมีได้ด้วยประการดังนี้.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๗

คำว่า ฐานกุสลตา คือ ปัญญาอันสามารถในการกำหนดฐานะอย่างนี้ว่า จักษุ รูป เป็นฐานะและเป็นเหตุแห่งจักษุวิญญาณ ซึ่งเกิดขึ้นโดยกระทำจักษุให้เป็นที่ตั้ง และกระทำรูปให้เป็นอารมณ์ ท่านกล่าวไว้ในพระอภิธรรมอย่างนี้ว่า ความรู้ความเข้าใจในธรรมทั้งหลายว่า เป็นเหตุ เป็นปัจจัย อาศัยธรรมเหล่าใดๆ ธรรมนั้นๆ จัดเป็นฐานะ.

คำว่า อฏฺฐานกุสลตา คือ ปัญญาอันสามารถในการกำหนดอฐานะอย่างนี้ว่า โสตวิญญาณเป็นต้น ย่อมไม่เกิดขึ้นโดยกระทำจักษุให้เป็นที่ตั้ง และกระทำรูปให้เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น จักษุรูปจึงไม่เป็นฐาน ไม่เป็นเหตุแห่งโสตวิญญาณเป็นต้นเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้ในพระอภิธรรมว่า ความรู้ความเข้าใจในธรรมทั้งหลายว่า มิใช่เป็นเหตุ มิใช่เป็นปัจจัย อาศัยธรรมเหล่าใดๆ ธรรมนั้นๆ จัดเป็นอฐานะ.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๘

อีกประการหนึ่ง พึงทราบความหมายในธรรมหมวดสองนี้ โดยพระสูตรนี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร จึงควรจะกล่าวได้ว่า ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ.

ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิ พึงเข้าไปยึดสังขารไรๆ โดยเป็นของเที่ยง นั่นไม่เป็นฐานะ ไม่เป็นโอกาสที่จะมีได้, ส่วนข้อที่ปุถุชนจะพึงเข้าไปยึดสังขารไรๆ โดยเป็นของเที่ยง นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้.

คำว่า อาชฺชวํ ได้แก่ ความไม่ตรง ๓ ชนิด คือ โคมุตตวังกตา จันทวังกตา และนังคลโกฏิวังกตา.

อธิบายว่า ภิกษุบางรูปในปฐมวัยประพฤติในอเนสนา ๒๑ และอโคจร ๖ แต่ในมัชฌิมวัยและปัจฉิมวัยเป็นผู้มีความละอาย รังเกียจ ใคร่การศึกษา, อันนี้ชื่อว่า โคมุตตวังกตา (คดดังโคมูตร).

ภิกษุรูปหนึ่งในปฐมวัยและปัจฉิมวัย บำเพ็ญจตุปาริสุทธิศีล มีความละอาย รังเกียจ ใคร่ต่อการศึกษา แต่ในมัชฌิมวัยเหมือนกับรูปก่อน, อันนี้ชื่อว่า จันทวังกตา (คดดังวงจันทร์).

ภิกษุรูปหนึ่งทั้งในปฐมวัยและมัชฌิมวัย บำเพ็ญจตุปาริสุทธิศีล มีความละอาย รังเกียจ ใคร่ต่อการศึกษา แต่ในปัจฉิมวัย เหมือนกับรูปก่อน, อันนี้ชื่อว่า นังคลโกฏิวังกตา (คดดังปลายไถ).

ภิกษุรูปหนึ่งละความคดทั้งหมดนั่นเสียแล้ว มีศีล มีความละอาย รังเกียจ ใคร่ต่อการศึกษา ทั้ง ๓ วัย ความตรงของภิกษุรูปนั้น อันนี้แลชื่อว่า อาชฺชวํ.

แม้ในพระอภิธรรมก็กล่าวไว้ว่า

บรรดาธรรมเหล่านั้น อาชชวะ คือ อะไร คือ ความตรง ความไม่งอ ความไม่คด ความไม่โกง อันนี้เรียกว่าอาชชวะ.

คำว่า ลชฺชวํ ได้แก่ ความเป็นมีความละอาย ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ลัชชวะคืออะไร คือ ละอายด้วยสิ่งที่ควรละอาย ละอายต่อการประพฤติบาปธรรม อกุศลธรรม อันนี้เรียกว่าลัชชวะ.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๕๙

คำว่า ขนฺติ ได้แก่ อธิวาสนขันติ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ขันติคืออะไร? คือ ความอด ความทน ความกลั้น ความไม่เดือดดาล ความไม่หุนหันพลันแล่น ความใจเย็นแห่งจิต.

คำว่า โสรจฺจํ ได้แก่ ความเสงี่ยม ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น โสรัจจะคืออะไร? คือ ความไม่ล่วงล้นออกมาทางกาย ความไม่ล่วงล้นออกมาทางวาจา ความไม่ล่วงล้นออกมาทางกายและวาจา นี้เรียกว่า โสรัจจะ.

แม้ศีลสังวรทั้งหมด ก็จัดว่าเป็นโสรัจจะ.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๐

คำว่า สาขลฺยํ ได้แก่ ความเป็นผู้ร่าเริงอ่อนโยน ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น สาขัลยะคืออะไร? คือ ความมีวาจาอ่อนหวาน ความมีวาจาไพเราะ ความมีวาจาไม่หยาบ ในท่านผู้ละถ้อยคำอันหยาบช้า สามานย์ เผ็ดร้อน ดุด่าผู้อื่น ชวนโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ เช่นนั้นเสียแล้ว พูดจาแต่ถ้อยคำอันสุภาพ เสนาะโสต น่ารัก ถูกใจ ทันสมัย เป็นที่พอใจ รักใคร่ของชนหมู่มากเช่นนั้น นี้เรียกว่า สาขัลยะ.

คำว่า ปฏิสนฺถาโร ได้แก่ การรับรองด้วยอามิสและด้วยธรรม เหมือนกับว่าปูตั่งด้วยเครื่องลาด โดยลักษณะที่โลกสันนิวาสนี้ซึ่งมีช่องอยู่ ๒ ช่อง คือ ช่องอามิสและช่องธรรมนั้นจะไม่ปรากฏช่องได้เลย. แม้ในพระอภิธรรมก็กล่าวไว้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ปฏิสันถารคืออะไร? คือ ปฏิสันถาร ๒ อย่าง ได้แก่ อามิสปฏิสันถาร การรับรองด้วยอามิส และธรรมปฏิสันถาร การรับรองด้วยธรรม. บางคนในโลกนี้เป็นผู้ปฏิสันถาร ด้วยอามิสปฏิสันถารบ้าง ด้วยธรรมปฏิสันถารบ้าง. นี้เรียกว่า ปฏิสันถาร.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๑

และในที่นั้น การสงเคราะห์ด้วยอามิส ชื่อว่าอามิสปฏิสันถาร. เมื่อจะทำอามิสปฏิสันถารนั้นแก่บิดามารดา ชาววัด แก่ไวยาวัจกร แก่พระราชาและแก่โจร ไม่ควรจะเอาส่วนดีๆ ไว้เสียก่อนแล้วให้ (แต่ส่วนที่ไม่ดี) เพราะเมื่อถือเอาเสียก่อนแล้ว จึงให้ (เช่นนั้น) พระราชาและโจรย่อมจะทำความพินาศให้บ้าง ให้ถึงสิ้นชีวิตบ้าง. เมื่อไม่ถือเอาก่อนแล้วให้ พระราชาและโจรย่อมจะพอใจ.

และในกรณีเช่นนี้ ควรจะเล่าเรื่องโจรนาคเป็นต้น (เป็นตัวอย่าง). เรื่องเหล่านั้นมีรายละเอียดอยู่ในสมันตปาสาทิกาอรรถกถาพระวินัยแล้ว. การตั้งใจสงเคราะห์ด้วยธรรมอย่างนี้ คือให้อุเทศ อธิบายพระบาลี กล่าวธรรมกถา ชื่อว่าธรรมปฏิสันถาร.

คำว่า อวิหึสา หมายเอาทั้งกรุณาทั้งบุรพภาคแห่งกรุณา. ข้อนี้ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น อวิหิงสาคืออะไร? คือ ความกรุณาสงสาร เอ็นดูในสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งกรุณาเจโตวิมุตติ (การหลุดพ้นด้วยใจโดยอาศัยกรุณา) นี้เรียกว่าอวิหิงสา.

คำว่า โสเจยฺยํ หมายถึง ความสะอาดด้วยอำนาจเมตตาและบุรพภาคแห่งเมตตา. ข้อนี้ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น โสเจยยะคืออะไร? คือ ไมตรี ความเมตตา รักใคร่ในสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งเมตตาเจโตวิมุตติ (การหลุดพ้นด้วยใจโดยอาศัยเมตตา) นี้เรียกว่าโสเจยยะ.

คำว่า มุฏฺฐสจฺจํ คือ การอยู่อย่างขาดสติ.

สมดังที่กล่าวไว้ว่า

บรรดาธรรมเหล่านั้น มุฏฐสัจจะคืออะไร? คือ ไม่มีสติ ระลึกตามไปไม่ได้ ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้ นึกไม่ออก จำไม่ได้ ฟั่นเฟือน หลงลืม นี้เรียกว่ามุฏฐสัจจะ.

คำว่า อสมฺปชญฺญํ ได้แก่ อวิชชานั่นเอง ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น อสัมปชัญญะคืออะไร? คือความไม่รู้ ไม่เห็น ฯลฯ ขัดข้องเพราะอวิชชา ความหลง อกุศลมูล.

สติก็คือสตินั่นเอง. สัมปชัญญะคือญาณ (ความรู้).

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๔

คำว่า อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา หมายถึง การขาดความสำรวมอินทรีย์ ที่ท่านแถลงไว้อย่างละเอียดโดยนัยเป็นต้นว่า

บรรดาธรรมเหล่านั้น ความไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายคืออะไร?

คือ (อาการที่) ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้วเป็นผู้ยึดถือเอาโดยนิมิต.

คำว่า โภชเน อมตฺตญฺญุตา คือ ความไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ที่มาอย่างนี้ว่า

บรรดาธรรมเหล่านั้น ความไม่รู้จักประมาณในโภชนะคืออะไร?

คือ ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ ไม่พิจารณาเสียก่อน บริโภคอาหารโดยไม่แยบคาย เพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อตกแต่ง เพื่อสวยงาม, ความไม่สันโดษ ความไม่รู้จักประมาณ ในโภชนะที่มิได้พิจารณา (แล้วบริโภค).

ธรรมหมวดสองในลำดับนั้น พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามจากที่กล่าวแล้ว.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๒

คำว่า ปฏิสงฺขานพลํ ได้แก่ ญาณอันไม่หวั่นไหว เพราะไม่ได้พิจารณา ที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ปฏิสังขานพละคืออะไร? คือ ความรู้ ความเข้าใจ.

คำว่า ภาวนาพลํ หมายถึง พละที่เกิดขึ้นแก่ท่านผู้อบรมอยู่.

โดยความหมาย ก็คือโพชฌงค์ ๗ โดยหัวข้อมีวิริยสัมโพชฌงค์. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

บรรดาธรรมเหล่านั้น ภาวนาพละคืออะไร? คือ การเสพคุ้น การทำให้มี การทำให้มาก ซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า ภาวนาพละ.

แม้โพชฌงค์ ๗ ก็จัดเป็นภาวนาพละ.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๖๖

คำว่า สติพลํ ก็คือสตินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความไม่มีสติ.

คำว่า สมาธิพลํ ก็คือสมาธินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความฟุ้งซ่าน.

สมถะ คือสมาธิ. วิปัสสนา คือปัญญา.

สมถะนั่นเอง ชื่อว่าสมถนิมิตด้วยอำนาจนิมิตแห่งสมถะ ที่ถือเอาอาการนั้นแล้ว พึงให้เป็นไปอีก. แม้ในปัคคาหนิมิต (นิมิตที่เกิดเพราะความเพียร) ก็นัยนี้เช่นกัน.

ปัคคาหะ ก็คือความเพียร. อวิกเขปะ ก็คือความมีใจแน่วแน่. ต่อจากธรรมหมวดสองทั้ง ๖ คู่เหล่านี้ คือ สติและสัมปชัญญะ ๑ ปฏิสังขานพละและภาวนาพละ ๑ สติพละและสมาธิพละ ๑ สมถะและวิปัสสนา ๑ สมถนิมิตและปัคคาหนิมิต ๑ ปัคคาหะและอวิกเขปะ ๑.

พระเถระได้กล่าวธรรมทั้งโลกิยะและโลกุตระระคนกัน คือศีลสัมปทาและทิฐิสัมปทาอย่างละคู่.

คำว่า สีลวิปตฺติ หมายถึงความไม่สำรวมอันเป็นตัวการทำศีลให้พินาศ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ศีลวิบัติคืออะไร? คือ ความล่วงละเมิดทางกาย ฯลฯ ความเป็นผู้ทุศีลทุกอย่าง ชื่อว่าศีลวิบัติ.

คำว่า ทิฏฺฐิวิปตฺติ หมายถึงมิจฉาทิฐิอันเป็นตัวการทำสัมมาทิฐิให้พินาศ ที่มาแล้วอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ทิฐิวิบัติคืออะไร? คือ ความเห็นที่ว่าให้ทานไม่มีผล บูชาไม่มีผล.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๐

คำว่า สีลสมฺปทา ความว่า โสรัจจะนั่นเองที่กล่าวไว้ข้างต้น อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ศีลสัมปทาคืออะไร? คือ ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ดังนี้ เรียกชื่อว่าศีลสัมปทา เพราะยังศีลให้ถึงพร้อมบริบูรณ์. แต่คำที่กล่าวในที่นี้ว่า ศีลสังวรทั้งหมด ชื่อว่าศีลสัมปทา. นี้กล่าวไว้เพื่อจะรวมเอาความไม่ล่วงละเมิดทางใจเข้ามาด้วยให้ครบถ้วน.

คำว่า ทิฏฺฐิสมฺปทา หมายถึง ญาณอันเป็นเครื่องทำทิฐิให้บริบูรณ์ ที่มาแล้วอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ทิฐิสัมปทาคืออะไร? คือความรู้ ความเข้าใจเช่นนี้ว่า ให้ทานมีผล บูชามีผล ฯลฯ ท่านผู้รู้ทั้งหลายทำความข้อนี้ให้แจ้งแล้ว จึงประกาศไว้.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๑

คำว่า สีลวิสุทฺธิ คือ ศีลอันสามารถจะให้ถึงความหมดจดได้.

ส่วนในพระอภิธรรม ท่านแจกแจงศีลวิสุทธิไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ศีลวิสุทธิคืออะไร? คือ ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ความไม่ล่วงละเมิดทางวาจา ความไม่ล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา นี้เรียกว่า ศีลวิสุทธิ.

คำว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ คือ ทัสสนะอันสามารถจะให้ถึงความหมดจดได้. ในพระอภิธรรม ท่านกล่าวถึงทิฐิวิสุทธิไว้อย่างนี้ว่า

บรรดาธรรมเหล่านั้น ทิฐิวิสุทธิคืออะไร?

คือ กัมมัสสกตญาณ สัจจานุโลมิกญาณ มัคคสมังคีญาณ ผลสมังคีญาณ.

และในบรรดาญาณเหล่านี้ ความรู้อย่างนี้ว่า ทุจริต ๓ อย่างทั้งที่ตนเองทำ ทั้งที่ผู้อื่นทำ ไม่ชื่อว่าเป็นกรรมของตน เพราะหักรานประโยชน์. สุจริต ๓ อย่างชื่อว่าเป็นกรรมของตน เพราะให้เกิดประโยชน์ ดังนี้ ชื่อว่ากัมมัสสกตญาณ.

ผู้ที่ตั้งอยู่ในญาณแล้วขวนขวาย (ทำ) กรรมอันเป็นไปในวัฏฏะเป็นอันมาก และบรรลุพระอรหัตโดยสะดวกดายมีจำนวนเหลือที่จะนับ. ส่วนวิปัสสนาญาณ ท่านเรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ เพราะอนุโลมวจีสัจจะ ฯลฯ และไม่สวนทางกับปรมัตถสัจจะ.

ในคำว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน ยถา ทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ (ความหมดจดแห่งทิฐิ และความเพียรของผู้มีทิฐิ) นี้ ญาณทัสสนะ ท่านเรียกว่า ทิฐิวิสุทฺธิ.

คำว่า ยถา ทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ หมายถึง ความเพียรที่ประกอบไปด้วยญาณทัสสนะนั้น.

อีกนัยหนึ่ง บทแรก หมายถึง จตุมรรคญาณ, บทหลัง หมายถึง ความเพียรที่ประกอบด้วยจตุมรรคญาณนั้น.

ส่วนในพระอภิธรรม ท่านแจกแจงธรรมหมวดสองคู่นี้ไว้อย่างนี้ว่า

คำว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจ ฯลฯ ความไม่หลง ความสอดส่องธรรม สัมมาทิฐิ.

คำว่า ยถา ทิฏฺฐสฺส จ ปธานํ ได้แก่ ความริเริ่มความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ.

ในคำว่า สํเวโค จ สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ นี้ ที่ชื่อว่าสังเวคะ ได้แก่ ญาณทัสสนะโดยการเห็นความเกิดเป็นต้นโดยเป็นภัย อย่างนี้ว่า ชาติภัย (ความเกิดเป็นภัย) ชราภัย (ความแก่เป็นภัย) พยาธิภัย (ความเจ็บเป็นภัย) มรณภัย (ความตายเป็นภัย).

คำว่า สํเวชนียํ ฐานํ หมายถึง ชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ. ทั้ง ๔ ประการเหล่านี้ ท่านเรียกว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ เพราะเป็นเหตุให้เกิดความสังเวชอย่างนี้ว่า เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ เจ็บเป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์.

คำว่า สํวิคฺคสฺส จ โยนิโสปธานํ คือ ความเพียรโดยแยบคายของท่านผู้ที่เกิดความสังเวชอย่างนี้. คำนี้เป็นชื่อของความเพียรที่มาแล้วอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระศาสนานี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น เพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งบาปอกุศลธรรม ที่ยังไม่เกิดขึ้น.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๓ อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๔

คำว่า อสนฺตุฏฺฐิตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ ความปรารถนาที่จะให้ยิ่งๆ ขึ้นไปของท่านผู้ยังไม่พอใจด้วยการอบรมกุศลธรรม.

ที่จริง บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยอสันตุฏฐิตานั้น บำเพ็ญศีลแล้วย่อมยังฌานให้เกิดขึ้น, ได้ฌานแล้ว ย่อมเริ่มวิปัสสนา, เริ่มวิปัสสนาแล้ว ยังไม่บรรลุพระอรหัต ย่อมไม่ย่อหย่อนเสียในระหว่าง.

คำว่า อปฺปฏิวานิตา จ ปธานสฺมึ หมายความว่า อาการที่ยังไม่บรรลุพระอรหัตแล้ว ไม่ท้อถอยในความเพียรที่ริเริ่มขึ้น ด้วยอำนาจชาคริยานุโยคที่ทำวันคืนหนึ่งให้เป็น ๖ ส่วน ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่าการทำโดยตั้งใจ การทำติดต่อกัน การทำไม่หยุด การประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ทอดทิ้งความพอใจ การไม่ทอดธุระ การเสพคุ้น การทำให้มีขึ้น การทำให้มาก ในการเจริญกุศลธรรมทั้งหลาย.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๕

คำว่า วิชฺชา ได้แก่ วิชชา ๓. คำว่า วิมุตฺติ ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ อธิมุตติแห่งจิตและนิพพาน. และในที่นี้ สมาบัติ ๘ ชื่อว่าอธิมุตติ เพราะพ้นแล้วเป็นอันดีจากกิเลสทั้งหลายมีนิวรณ์เป็นต้น. นิพพาน พึงทราบว่า ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นแล้วจากสังขตธรรมทั้งปวง.

คำว่า ขเย ญาณํ ได้แก่ ญาณในอริยมรรค อันทำให้กิเลสสิ้นไป. คำว่า อนุปฺปาเท ญาณํ ได้แก่ ญาณในอริยผล อันเป็นผลที่ยังไม่เกิดโดยปฏิสนธิ

หรือที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งความไม่เกิดขึ้นแห่งกิเลสที่มรรคนั้นๆ ฆ่าได้แล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า คำว่า ขเย ญาณํ คือ ญาณของผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค. คำว่า อนุปฺปาเท ญาณํ คือ ญาณของผู้พรั่งพร้อมด้วยผล.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๗๗

คำว่า อิเม โข อาวุโส เป็นต้น พึงประกอบความตามนัยที่กล่าวแล้วในหมวดหนึ่งนั่นแล. พระเถระแสดงสามัคคีรสด้วยอำนาจธรรมหมวดสอง รวม ๓๕ คู่ ด้วยประการดังนี้แล. จบธรรมหมวด ๒

ว่าด้วยธรรมหมวด ๓

ครั้นแสดงสามัคคีรส ด้วยอำนาจธรรมหมวดสอง ดังนี้แล้ว บัดนี้ พระเถระเริ่มเทศนาต่อไป เพื่อจะแสดงด้วยอำนาจธรรมหมวดสาม.

บรรดาธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าโลภะ ด้วยอรรถว่าอยากได้. อกุศลนั้นด้วย เป็นมูลรากด้วย หรือว่า (โลภะเป็น) มูลรากแห่งอกุศลทั้งหลาย ดังนั้น จึงชื่อว่าอกุศลมูล. ชื่อว่าโทสะ ด้วยอรรถว่าประทุษร้าย. ชื่อว่าโมหะ ด้วยอรรถว่างมงาย.

ส่วนอโลภะเป็นต้น พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามกับโลภะเป็นต้นเหล่านั้น.

ความประพฤติเลวร้าย หรือว่าความประพฤติผิดรูป ดังนั้น จึงชื่อว่าทุจริต. ทุจริตด้วยกาย หรือว่าทุจริตอันเป็นไปทางกาย ดังนั้น จึงชื่อว่ากายทุจริต.

แม้คำที่เหลือก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้.

ความประพฤติถูกต้อง หรือว่าความประพฤติดีงาม ดังนั้น จึงชื่อว่าสุจริต. และธรรมหมวดสามทั้ง ๒ ข้อนี้ ควรจะกล่าวโดยบัญญัตินัยหนึ่ง โดยกรรมบถนัยหนึ่ง.

จะว่าโดยบัญญัติก่อน.

ความล่วงละเมิดสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วในกายทวาร ชื่อว่ากายทุจริต. ความไม่ล่วงละเมิด ชื่อว่ากายสุจริต. ความล่วงละเมิดสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วในวจีทวาร ชื่อว่าวจีทุจริต. ความไม่ล่วงละเมิดชื่อว่าวจีสุจริต. ความล่วงละเมิดสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วในทวารทั้ง ๒ นั่นเอง ชื่อว่ามโนทุจริต, ความไม่ล่วงละเมิด ชื่อว่ามโนสุจริต. นี้กล่าวโดยบัญญัติ.

ส่วนเจตนา ๓ อย่างมีปาณาติบาตเป็นต้นที่เกิดขึ้น ทั้งในกายทวาร ทั้งในวจีทวาร ชื่อว่ากายสุจริต. เจตนา ๔ อย่างมีมุสาวาทเป็นต้น ชื่อว่าวจีทุจริต. ธรรม ๓ อย่างที่ประกอบด้วยเจตนา คืออภิชฌา (เพ่งเล็งอยากได้ของเขา) พยาบาท (ปองร้ายเขา) มิจฉาทิฐิ (เห็นผิด) ชื่อว่ามโนทุจริต.

เจตนาก็ดี วิรัติก็ดี ทั้ง ๓ อย่าง ที่เกิดขึ้นแก่ผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่า กายสุจริต. เจตนาก็ดี วิรัติก็ดี ทั้ง ๔ อย่างที่เกิดขึ้นแก่ผู้งดเว้นจากมุสาวาทเป็นต้น ชื่อว่าวจีสุจริต. ธรรม ๓ อย่างที่ประกอบด้วยเจตนา คืออนภิชฌา (ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา) อพยาบาท (ไม่ปองร้ายเขา) สัมมาทิฐิ (เห็นถูก) ชื่อว่ามโนสุจริต. นี้กล่าวโดยกรรมบถ.

วิตกที่ประกอบด้วยกาม ชื่อว่ากามวิตก. วิตกที่ประกอบด้วยพยาบาท ชื่อว่าพยาบาทวิตก. วิตกที่ประกอบด้วยวิหิงสา (ความเบียดเบียน) ชื่อว่าวิหิงสาวิตก.

บรรดาวิตกเหล่านี้ วิตก ๒ อย่างย่อมเกิดขึ้นทั้งในสัตว์ ทั้งในสังขาร. เป็นความจริงที่เมื่อคิดถึงสัตว์ก็ตาม สังขารก็ตามที่น่ารักใคร่พอใจ กามวิตกย่อมเกิดขึ้น. ตั้งแต่เวลาที่โกรธแล้วมองดูสัตว์ก็ตาม สังขารก็ตาม ที่ไม่รักไม่ชอบใจ จนกระทั่ง (เห็นสัตว์หรือสังขารนั้น) พินาศไป พยาบาทวิตกย่อมเกิดขึ้น. วิหิงสาวิตกย่อมไม่เกิดขึ้นในสังขาร เพราะสังขารที่ชื่อว่าควรจะทำให้ถึงความลำบากได้ หามีไม่. แต่วิหิงสาวิตกย่อมเกิดขึ้นในสัตว์ในเวลาที่คิดว่า สัตว์พวกนี้จงถูกฆ่า จงขาดสูญไป จงพินาศไป หรือว่าจงอย่าได้มี.

วิตกที่ประกอบด้วยเนกขัมมะ (ความออกจากกาม) ชื่อว่าเนกขัมมวิตก. เนกขัมมวิตกนั้นจัดเป็นกามาวจรในบุรพภาคแห่งอสุภฌาน, จัดเป็นรูปาวจรในอสุภฌาน, จัดเป็นโลกุตตระในเวลาที่ทำฌานนั้นให้เป็นพื้นฐานแล้วเกิดมรรคผล. วิตกที่ประกอบด้วยอพยาบาท ชื่อว่าอพยาบาทวิตก. อพยาบาทวิตกนั้นจัดเป็นกามาวจรในบุรพภาคแห่งเมตตาฌาน, จัดเป็นรูปาวจรในเมตตาฌาน, จัดเป็นโลกุตตระในเวลาที่ทำฌานให้เป็นพื้นฐานแล้วเกิดมรรคผล. วิตกที่ประกอบด้วยอวิหิงสา ชื่อว่าอวิหิงสาวิตก. อวิหิงสาวิตกนั้นจัดเป็นกามาวจรในบุรพภาคแห่งกรุณา, จัดเป็นรูปาวจรในกรุณาฌาน, จัดเป็นโลกุตตระในเวลาที่ทำฌานนั้นให้เป็นพื้นฐานแล้วเกิดมรรคผล.

เมื่อใดอโลภะเป็นตัวนำ เมื่อนั้นธรรม ๒ อย่างนอกนี้ก็ย่อมเป็นตัวตาม. เมื่อใดเมตตาเป็นตัวนำ เมื่อนั้นธรรม ๒ อย่างนอกนี้ก็ย่อมเป็นตัวตาม. เมื่อใดกรุณาเป็นตัวนำ เมื่อนั้นธรรม ๒ อย่างนอกนี้ก็ย่อมเป็นตัวตามด้วยประการดังนี้. ส่วนกามสังกัปปะเป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. เพราะข้อนี้เป็นแต่เพียงเทศนาเท่านั้น. แต่โดยความหมายแล้ว ทั้งกามวิตกเป็นต้นและกามสังกัปปะเป็นต้น ไม่มีอะไรที่ทำให้แตกต่างกัน.

สัญญาที่ประกอบด้วยกาม ชื่อว่ากามสัญญา. สัญญาที่ประกอบด้วยพยาบาท ชื่อว่าพยาบาทสัญญา. สัญญาที่ประกอบด้วยวิหิงสา ชื่อว่าวิหิงสาสัญญา. แม้อาการที่เกิดขึ้นแห่งสัญญาเหล่านั้น ก็พึงทราบเช่นเดียวกับกามวิตกเป็นต้น. เพราะสัญญาเหล่านี้ก็ล้วนแต่ประกอบด้วยกามวิตกเป็นต้นนั้นเช่นเดียวกัน. แม้เนกขัมมสัญญาเป็นต้นก็ประกอบด้วยเนกขัมมวิตกเป็นต้นเช่นกัน. เพราะฉะนั้น พึงทราบความเป็นกามาวจรเป็นต้นแห่งสัญญาเหล่านั้น เช่นเดียวกับเนกขัมมวิตกเป็นต้นนั้นนั่นเอง

พึงทราบวินิจฉัยในธรรมทั้งหลายมีกามธาตุเป็นต้น (ต่อไป).

ความตรึก วิตก ความดำริผิดที่ประกอบด้วยกาม นี้เรียกว่ากามธาตุ. อกุศลธรรมทั้งปวง ชื่อว่ากามธาตุ ดังกล่าวมานี้คือกามธาตุ. ความตรึก วิตก ความดำริผิดที่ประกอบด้วยพยาบาท นี้เรียกว่าพยาบาทธาตุ. ความอาฆาต ความกระทบแห่งจิต ความไม่พอใจ ในบรรดาวัตถุแห่งความอาฆาต ๑๐ อย่าง ดังกล่าวมานี้ คือพยาบาทธาตุ. ความตรึก วิตก ความดำริผิดที่ประกอบด้วยวิหิงสา นี้เรียกว่าวิหิงสาธาตุ, บางคนในโลกนี้ย่อมเบียดเบียน สัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัตราบ้าง ด้วยเชือกบ้าง ด้วยวัตถุหรือกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ดังกล่าวมานี้ คือวิหิงสาธาตุ.

ในเรื่องกามธาตุนั้น มีกถาอยู่ ๒ อย่าง คือ สัพพสังคาหิกกถาและอสัมภินนกถา.

ในกถา ๒ อย่างนั้น ถือเอากามธาตุ ย่อมเป็นอันถือเอาธาตุ ๒ อย่างนอกนี้ด้วย แต่ทรงแยกออกจากธาตุนั้นแสดงว่า นี้คือพยาบาทธาตุ นี้คือวิหิงสาธาตุ ดังกล่าวมานี้ ชื่อว่าสัพพสังคาหิกกถา. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสกามธาตุ ก็ทรงงดพยาบาทธาตุไว้ในที่ของพยาบาทธาตุ ทรงงดวิหิงสาธาตุไว้ในที่ของวิหิงสาธาตุ แล้วตรัสส่วนที่เหลือว่า นี้คือกามธาตุ, ดังที่กล่าวมานี้ ชื่อว่าอสัมภินนกถา.

พึงทราบวินิจฉัยในธรรมทั้งหลายมีเนกขัมมธาตุเป็นต้น.

ความตรึก วิตก ความดำริถูกที่ประกอบด้วยเนกขัมมะนี้ เรียกว่าเนกขัมมธาตุ. กุศลธรรมทั้งปวง ชื่อว่าเนกขัมมธาตุ ดังกล่าวมานี้ คือเนกขัมมธาตุ. ความตรึก ฯลฯ ที่ประกอบด้วยอพยาบาท นี้เรียกว่าอพยาบาทธาตุ. ไมตรีในสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ เมตตาเจโตวิมุตติ ดังกล่าวมานี้ คืออพยาบาทธาตุ. ความตรึก ฯลฯ ที่ประกอบด้วยอวิหิงสา นี้เรียกว่าอวิหิงสาธาตุ. ความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ กรุณาเจโตวิมุตติ ดังกล่าวมานี้ คืออวิหิงสาธาตุ. แม้กถา ๒ อย่างในที่นี้ ก็พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วแต่หนหลังนั่นแล.

คำว่า อปราปิ ติสฺโส ธาตุโย หมายถึงธาตุอย่างอื่นอีก ๓ ด้วยอรรถว่าเปล่า. บรรดาธาตุเหล่านั้น กามภพที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธาตุเหล่านั้น กามธาตุคืออะไร? คือ กามภพมีอเวจีนรกเบื้องต่ำให้เป็นที่สุด ดังนี้ ชื่อว่ากามธาตุ. ส่วนรูปภพและอรูปภพ ที่ท่านแถลงรายละเอียดไว้อย่างนี้ว่า รูปภพมีพรหมโลกชั้นต่ำเป็นที่สุด. อรูปภพมีเทพที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะเป็นที่สุด ดังนี้ ชื่อว่ารูปธาตุและอรูปธาตุ ทั้ง ๒.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๑๐๓

ในที่มาแห่งธาตุ พึงกำหนดเขตด้วยภพ. ในที่มาแห่งภพ พึงกำหนดเขตด้วยธาตุ. ในที่นี้ ท่านแถลงการกำหนดเขตด้วยภพ.

พึงทราบวินิจฉัยในรูปธาตุเป็นต้น.

รูปธาตุและอรูปธาตุ ก็คือรูปภพ และอรูปภพนั่นเอง. ท่านแถลงนิพพานด้วยนิโรธธาตุ.

พึงทราบวินิจฉัยในหีนธาตุเป็นต้น.

คำว่า หีนธาตุ ได้แก่ จิตตุปบาทอันเป็นอกุศล ๑๒. ธรรมที่เหลืออันเป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่า มัชฌิมธาตุ. โลกุตตรธรรม ๙ ชื่อว่า ปณีตธาตุ.

คำว่า กามตัณหา ได้แก่ราคะอันประกอบด้วยเบญจกามคุณ. ส่วนราคะในรูปภพและอรูปภพจัดเป็นฌานนิกันติ (ความติดใจในฌาน), ราคะที่ประกอบด้วยสัสสตทิฐิคือการปรารถนาด้วยอำนาจภพ ชื่อว่าภวตัณหา. ราคะที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฐิ ชื่อว่าวิภวตัณหา.

อีกนัยหนึ่ง ยกเว้นตัณหา ๒ อย่างหลัง (คือภวตัณหา และวิภวตัณหา) ตัณหาที่เหลือ ชื่อว่ากามตัณหา.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

บรรดาตัณหาเหล่านั้น ภวตัณหาคืออะไร? คือราคะที่ประกอบด้วยสัสสตทิฐิ, สาราคะ (ความกำหนัดจัด) ฯลฯ สาราคะแห่งจิต นี้เรียกว่าภวตัณหา.

บรรดาตัณหาเหล่านั้น วิภวตัณหาคืออะไร? คือราคะที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฐิ, สาราคะ ฯลฯ สาราคะแห่งจิต นี้เรียกว่าวิภวตัณหา.

ตัณหาที่เหลือ ชื่อว่ากามตัณหา.

พึงทราบวินิจฉัยในกามตัณหาเป็นต้น อีกหมวดหนึ่ง.

ราคะอันประกอบด้วยเบญจกามคุณ ชื่อว่ากามตัณหา. ฉันทราคะในรูปภพและอรูปภพ ชื่อว่ารูปตัณหาและอรูปตัณหา ๒ อย่างนอกนี้.

ส่วนในพระอภิธรรม ท่านแถลงรายละเอียดเรื่องตัณหาหมวดนี้ไว้อย่างนี้ว่า ฉันทราคะที่ประกอบด้วยกามธาตุ ฯลฯ ที่ประกอบด้วยอรูปธาตุ.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๙๓๓

ด้วยวาระนี้ ท่านแสดงอย่างไร.

ท่านรวมเอาตัณหาทั้งหมดไว้ด้วยกามตัณหาว่า ธรรมทั้งปวงที่เป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งตัณหา ด้วยอรรถว่าน่ากำหนัดยินดี. แล้วแสดงตัณหา ๒ อย่างนอกนี้แยกออกจากกามตัณหานั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในรูปตัณหาเป็นต้น.

ฉันทราคะในรูปภพ ชื่อว่ารูปตัณหา. ฉันทราคะในอรูปภพ ชื่อว่าอรูปตัณหา. ราคะที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฐิ ชื่อว่านิโรธตัณหา.

พึงทราบวินิจฉัยในสังโยชน์ ๓ อย่าง.

ชื่อว่าสังโยชน์ เพราะอรรถว่าร้อยรัดผูกพันไว้ในวัฏฏะ. ความเห็นในกายเช่นรูปเป็นต้นว่ามีอยู่ หรือว่าความเห็นในกายอันมีอยู่ ดังนั้น จึงชื่อว่าสักกายทิฐิ. เมื่อพิจารณาเลือกเฟ้นอยู่ ย่อมสงสัย คือไม่สามารถที่จะตกลงใจได้ เพราะธรรมชาติอันนี้ ดังนั้น ธรรมชาติอันนั้นจึงชื่อว่าวิจิกิจฉา. บุคคลย่อมลูบคลำ (ยึดติด) ศีลด้วย วัตรด้วย ดังนั้น จึงชื่อว่าสีลัพพตปรามาส.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๙๓๒

แต่ว่าโดยความหมายแล้ว ทิฐิอันมีวัตถุ ๒๐ ที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า "ย่อมพิจารณาเห็นรูปว่าเป็นตัวตน" ชื่อว่าสักกายทิฐิ. ความสงสัยอันมีวัตถุ ๘ ที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า "ย่อมสงสัยในพระศาสดา" ชื่อว่าวิจิกิจฉา. การยึดถืออย่างผิดปรกติ ที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า บางคนในโลกนี้ลูบคลำ (ยึดติด) ศีล ลูบคลำวัตร ลูบคลำศีลพรตว่า "หมดจดได้ด้วยศีล หมดจดได้ด้วยวัตร หมดจดได้ด้วยศีลพรต ทิฐิความเห็นไปข้างทิฐิมีลักษณะอย่างนี้" ดังนี้ ชื่อว่าสีลัพพตปรามาส.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ตโย อาสวา นี้ต่อไป.

ชื่อว่าอาสวะ ด้วยอรรถว่า เป็นฐานะที่อาศัยอยู่ช้านานบ้าง ด้วยอรรถว่าไหลไปทั่วบ้าง. ใน ๒ ความหมายนั้น พึงทราบอาสวะโดยความหมายที่ว่า เป็นฐานะที่อาศัยอยู่ช้านาน ก่อนอย่างนี้ :-

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชา ย่อมไม่ปรากฏว่า ก่อนแต่นี้อวิชชามิได้มี ต่อมาภายหลังจึงได้มี

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งภวตัณหา ภวทิฐิ ย่อมไม่ปรากฏว่า ก่อนแต่นี้ภวทิฐิมิได้มี ต่อมาภายหลังจึงได้มี ดังนี้.

____________________________

องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๖๑

พึงทราบอาสวะโดยความหมายที่ว่า ไหลไปทั่ว อย่างนี้ว่า

อาสวะย่อมไหลไป ไหลไปทั่ว ไหลทั่วไป เป็นไปในรูป โดยทางตา ในเสียง โดยทางหู ในกลิ่น โดยทางจมูก ในรส โดยทางลิ้น ในโผฏฐัพพะ โดยทางกาย. ย่อมไหลไป ไหลไปทั่ว ไหลทั่วไป เป็นไปในธรรมารมณ์ โดยทางใจ ดังนี้.

แต่ในพระบาลีบางแห่ง อาสวะมีมา ๒ อย่าง คือ ทิฏฐธรรมิกาสวะ (อาสวะในภพนี้) และสัมปรายิกาสวะ (อาสวะในภพหน้า). บางแห่งมีมา ๓ อย่าง เช่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะ ๓ เหล่านี้ คือกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ.

ในพระอภิธรรม อาสวะ ๓ เหล่านั้นเอง รวมกับทิฐิอาสวะ เป็น ๔.

ในนิพเพธิกปริยายสูตรมี ๕ อย่างนี้คือ :-

ภิกษุทั้งหลาย อาสวะที่ยังให้ถึงนรกมีอยู่. อาสวะที่ยังให้ถึงกำเนิดดิรัจฉานมีอยู่. อาสวะที่ยังให้ถึงเปรตวิสัยมีอยู่. อาสวะที่ยังให้ถึงมนุษย์โลกมีอยู่. อาสวะที่ยังให้ถึงเทวโลก มีอยู่.

ในอาหุเนยยสูตร ฉักกนิบาต มี ๖ อย่างนี้คือ :-

ภิกษุทั้งหลาย อาสวะที่พึงละด้วยความสำรวมระวังมีอยู่, อาสวะที่พึงละด้วยการคบหามีอยู่, อาสวะที่พึงละด้วยการเว้นรอบมีอยู่, อาสวะที่พึงละด้วยความอดกลั้นมีอยู่, อาสวะที่พึงละด้วยการบรรเทามีอยู่, อาสวะที่พึงละด้วยการอบรมมีอยู่.

ในสัพพาสวปริยายสูตร อาสวะ ๖ เหล่านี้เองรวมกับอาสวะที่พึงละด้วยทัสสนะเป็น ๗.

ส่วนในสังคีติสูตรนี้ อาสวะมีมา ๓ อย่าง.

บรรดาอาสวะ ๓ อย่างนั้น ราคะที่ประกอบด้วยเบญจกามคุณ อันท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า กามฉันทะในกามทั้งหลาย ดังนี้ ชื่อว่ากามาสวะ. ราคะที่ประกอบด้วยสัสตทิฐิ อันท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ภวฉันทะในภพทั้งหลาย ดังนี้ หรือความปรารถนาเนื่องด้วยภพ ชื่อว่าภวาสวะ. อวิชชาที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า ความไม่รู้ทุกข์ ชื่อว่าอวิชชาสวะ ดังนี้แล.

กามภพเป็นต้นได้กล่าวมาแล้วโดยเกี่ยวกับกามธาตุเป็นต้นนั่นเอง.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๙๓๑

พึงทราบวินิจฉัยในกาเมสนาเป็นต้น.

ราคะที่แสวงหากาม อันท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น กาเมสนาคืออะไร? คือกามฉันทะในกามทั้งหลาย ฯลฯ ความจมลงในกาม นี้เรียกว่ากาเมสนา (แสวงหากาม).

ราคะที่แสวงหาภพ อันท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ภเวสนาคืออะไร? คือ ภวฉันทะในภพทั้งหลาย ฯลฯ ความจมลงในภพนี้เรียกว่า ภเวสนา (แสวงหาภพ).

ทิฐิที่แสวงหาพรหมจรรย์ที่รู้กันว่าเป็นคติแห่งทิฐิ อันท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น พรหมจริเยสนาคืออะไร? คือทิฐิ ความเห็นไปข้างทิฐิ การยึดถืออย่างผิดปรกติ ถึงขนาดนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์ตายแล้วไม่เกิดอีกบ้าง สัตว์ตายแล้วจะไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง นี้เรียกว่า พรหมจริเยสนา (แสวงหาพรหมจรรย์) ดังนี้ ชื่อว่าพรหมจริเยสนา.

มิใช่เฉพาะภวราคทิฐิอย่างเดียวเท่านั้น แม้กรรมที่มีความหมายอย่างเดียวกันนั้น ก็จัดเป็นเอสนาเช่นกัน.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

บรรดาเอสนาเหล่านั้น กาเมสนาคืออะไร? คือกามราคะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันเป็นอกุศล ที่มีความหมายอย่างเดียวกันนั้น นี้เรียกว่ากาเมสนา.

บรรดาเอสนาเหล่านั้น ภเวสนาคืออะไร? คือภวราคะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันเป็นอกุศล ที่มีความหมายอย่างเดียวกันนั้น นี้เรียกว่าภเวสนา.

บรรดาเอสนาเหล่านั้น พรหมจริเยสนาคืออะไร? คือทิฐิที่ยึดถือจนสุดเหวี่ยง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันเป็นอกุศล ที่มีความหมายอย่างเดียวกันนั้น นี้เรียกว่าพรหมจริเยสนา.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๙๓๖

พึงทราบวินิจฉัยในวิธา.

การตั้งไว้ซึ่งอาการ ดังเช่นในประโยคว่า บัณฑิตกล่าวถึงคนมีศีลว่าเป็นอย่างไร, กล่าวถึงคนมีปัญญาว่าเป็นอย่างไร ดังนี้ ชื่อว่าวิธา.

ส่วนก็ชื่อว่าวิธา ดังเช่นในประโยคว่า ญาณวัตถุโดย ๑ ส่วน, ญาณวัตถุโดย ๒ ส่วน.

มานะชื่อว่าวิธา ดังเช่นในประโยคว่า วิธา (มานะ) ว่าเราดีกว่าเขา.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๗๙๖

ในที่นี้มุ่งหมายเอาวิธาที่แปลว่า มานะ นั้น.

อันที่จริง มานะ ท่านเรียกว่าวิธา เพราะจัดแจงด้วยอำนาจที่ให้ถือว่าดีกว่าเขาเป็นต้น. ด้วยคำว่า เสยฺโย หมสฺมิ นี้ท่านกล่าวถึงมานะ ๓ อย่าง คือดีกว่าเขา เสมอเขา เลวกว่าเขา. แม้ในสทิสวิธา และหีนวิธา ก็มีนัยเดียวกันนี้.

ที่จริง มานะนี้มี ๙ อย่าง คือ คนดีกว่าเขามีมานะ ๓ อย่าง คนเสมอเขามีมานะ ๓ อย่าง คนเลวกว่าเขามีมานะ ๓ อย่าง.

บรรดามานะ ๙ อย่างนั้น สำหรับคนดีกว่าเขา มานะว่าเราดีกว่าเขา ย่อมเกิดขึ้นแก่พระราชาและบรรพชิต. พระราชาย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า ใครหรือจะมาสู้เราได้ ไม่ว่าจะทางราชอาณาเขต ทางราชทรัพย์ หรือว่าทางไพร่พลพาหนะ. ฝ่ายบรรพชิตก็ย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า ใครเล่าจะมาทัดเทียมเราได้ด้วยศีลคุณ และธุดงคคุณเป็นต้น.

แม้มานะว่า เราเสมอเขาสำหรับคนดีกว่าเขา ก็ย่อมเกิดขึ้นได้แก่พระราชาและบรรพชิตนั้นเช่นกัน. พระราชาย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า อะไรล่ะที่จะมาแตกต่างกันระหว่างเรากับราชาอื่นๆ ไม่ว่าจะทางราชอาณาเขต ทางราชทรัพย์ หรือว่าทางไพร่พลพาหนะ. ฝ่ายบรรพชิตก็ย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า อะไรเล่าที่จะมาผิดแผกกัน ระหว่างเรากับภิกษุอื่น ไม่ว่าจะโดยศีลคุณหรือธุดงคคุณเป็นต้น.

แม้มานะว่า เราเลวกว่าเขาสำหรับคนดีกว่าเขา ก็ย่อมเกิดขึ้นได้แก่พระราชาและบรรพชิตนั้นเช่นกัน. พระราชาองค์ใดมีราชอาณาเขต ราชทรัพย์ หรือไพร่พลพาหนะเป็นต้น ไม่สมบูรณ์มากนัก. พระราชาองค์นั้นย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า เขาสักแต่เรียกเราว่าพระราชาไปอย่างนั้นเอง อย่างเราน่ะรึ ชื่อว่าราชา. ฝ่ายบรรพชิตที่ลาภสักการะน้อย ก็ย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า เขาก็เพียงแต่เรียกเราว่า พระธรรมกถึก พหูสูต พระมหาเถระ ไปอย่างนั้นเอง อย่างเราไม่มีลาภสักการะ จะเป็นพระธรรมกถึก เป็นพหูสูต เป็นมหาเถระ ไปได้อย่างไร.

สำหรับคนเสมอเขามานะว่า เราดีกว่าเขาเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นแก่อำมาตย์เป็นต้น. อำมาตย์หรือข้าราชการย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า ข้าราชการอื่นๆ ใครหรือจะมาสู้เราได้ ไม่ว่าจะเป็นทางโภคทรัพย์ หรือทางยานพาหนะ เป็นต้น ดังนี้บ้าง ว่า อะไรล่ะที่จะมาแตกต่างกันระหว่างเรากับคนอื่น ดังนี้บ้าง. ว่า เขาสักแต่เรียกเราว่า อำมาตย์ไปอย่างนั้นเอง แม้เพียงของกินและเสื้อผ้าเราก็ไม่มี อย่างเรานี้หรือจะชื่อว่า อำมาตย์ ดังนี้บ้าง.

สำหรับคนเลวกว่าเขา มานะว่าเราดีกว่าเขาเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นแก่คนใช้เป็นต้น. คนใช้ย่อมมีมานะเช่นนี้ว่า ชื่อว่าคนใช้อื่นๆ ใครหรือจะมาสู้เราได้ ไม่ว่าจะฝ่ายข้างแม่ หรือว่าฝ่ายข้างพ่อก็ตาม พวกอื่นๆ น่ะไม่สามารถจะเลี้ยงชีพอยู่ได้ จึงต้องมาเป็นขี้ข้าเขา แต่เรานี้ดีกว่าเพราะเป็นคนใช้สืบกันมาตามเชื้อสาย ดังนี้บ้าง. ว่า อะไรล่ะที่จะมาแตกต่างกันระหว่างเรากับคนใช้คนโน้น ไม่ว่าจะโดยความเป็นคนใช้ สืบกันมาตามเชื้อสาย หรือว่าโดยความเป็นคนใช้ขนานแท้ ทางฝ่ายแม่และฝ่ายพ่อ ดังนี้บ้าง. ว่า เราน่ะ ต้องเป็นคนใช้เขาก็เพราะต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่ว่ากันให้ถึงที่สุดพ่อแม่แล้ว เรามิได้มีฐานะเป็นคนใช้เลย อย่างเรานะรึจะชื่อว่าเป็นคนใช้ ดังนี้บ้าง.

แม้พวกคนขนขยะ และคนจัณฑาลเป็นต้น ก็ย่อมมีมานะเช่นนี้ ดุจเดียวกับคนใช้เหมือนกัน.

บรรดามานะเหล่านี้ คนดีกว่า มานะว่าเราดีกว่าเขา. คนเสมอเขา มานะว่าเราเสมอเขา และคนเลวกว่าเขา มานะว่าเราเลวกว่าเขา ทั้ง ๓ ประเภทนี้ได้ชื่อว่าเป็นมานะอย่างเข้มข้น จะฆ่าเสียได้ด้วยอรหัตตมรรค.

ธรรมที่เหลือได้ชื่อว่าเป็นมานะอย่างไม่เป็นไปตามความจริง ฆ่าเสียได้ด้วยมรรคชั้นต้น.

คำว่า ตโย อทฺธา หมายถึง กาล ๓.

ในคำเป็นต้นว่า อตีโต อทฺธา มีปริยาย ๒ อย่าง คือ ปริยายแห่งพระสูตร และปริยายแห่งพระอภิธรรม. โดยปริยายแห่งพระสูตร ก่อนแต่ปฏิสนธิ ชื่อว่าอตีตัทธา (กาลอดีต). ภายหลังแต่จุติ ชื่อว่าอนาคตัทธา (กาลอนาคต). ในระหว่างนั้น พร้อมทั้งจุติและปฏิสนธิ ชื่อว่าปัจจุปปันนัทธา (กาลปัจจุบัน).

อภิธมฺมปริยาเยน ตีสุ ขเณสุ ภงฺคโต อุทฺธํ อตีโต อทฺธา นามฯ

อุปฺปาทโต ปุพฺเพ อนาคโต อทฺธา นาม ฯ

ขณตฺตเย ปจฺจุปฺปนฺโนอทฺธา นาม ฯ

อันว่า อัทธาอันต่างโดยอตีตัทธาเป็นต้นนี้ย่อมมีแก่ธรรมทั้งหลาย มิใช่มีแก่กาลเวลา. แต่อาศัยธรรมอันต่างโดยอตีตัทธาเป็นต้น กาลเวลาแม้จะไม่มีโดยปรมัตถ์ในที่นี้ ท่านก็เรียก (ว่า อตีตัทธาเป็นต้น) โดยโวหารนั้นนั่นเอง. พึงทราบตามที่กล่าวมานี้.

คำว่า ตโย อนฺตา หมายถึง ส่วนทั้ง ๓.

ที่สุดนั่นเอง ชื่อว่าอันตะ (ริม) ดังเช่นในประโยคว่า ริม (หรือชาย) ผ้ารัดประคต ย่อมเก่าไป. ส่วนอื่นชื่อว่าอันตะ ดังเช่นในประโยคว่า นั่นเป็นส่วนอื่นแห่งทุกข์. ความเลวทราม ชื่อว่าอันตะ ดังเช่นในพระบาลีนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความเลวทรามของการเลี้ยงชีวิต. ส่วนชื่อว่าอันตะ ดังเช่นในประโยคว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ สักกายะแลเป็นส่วนที่หนึ่ง.

____________________________

วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๑๖๔ สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๘๕ สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๑๙๕

สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๖๗ องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๓๒

ในที่นี้หมายเอาอันตะที่แปลว่าส่วน.

คำว่า สกฺกาโย หมายถึง อุปาทานขันธ์ ทั้ง ๕.

คำว่า สกฺกายสมุทโย หมายถึง ตัณหาในเบื้องต้นอันเป็นตัวทำให้เกิดอุปาทานขันธ์เหล่านั้น. คำว่า สกฺกายนิโรโธ หมายถึง ความดับที่ทำให้อุปาทานขันธ์และตัณหาทั้งคู่นั้นเป็นไปไม่ได้. ส่วนมรรคพึงทราบว่า เมื่อกล่าวถึงนิโรธแล้วก็เป็นอันกล่าวถึงด้วยทีเดียว เพราะเป็นอุบายแห่งการบรรลุนิโรธ.

คำว่า ทุกฺขทุกฺขตา หมายเอาทุกข์เพราะเป็นทุกข์. คำนี้เป็นชื่อของทุกขเวทนา.

คำว่า สงฺขารทุกฺขตา หมายเอาทุกข์เพราะความเป็นสังขาร. คำนี้เป็นชื่อของอทุกขมสุขเวทนา. ความเป็นทุกข์เพราะสังขารนั้นมีความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ถูกความแตกดับบีบคั้น เพราะเป็นสภาพที่ถูกปรุงแต่ง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวความเป็นทุกข์เพราะสังขารไว้ โดยเว้นจากสภาวะแห่งทุกข์อื่น.

คำว่า วิปริณามทุกฺขตา หมายเอาทุกข์เพราะแปรปรวนไป. คำนี้เป็นชื่อของสุขเวทนา. แท้จริง เพราะสุขแปรปรวนไป ทุกข์จึงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกสุขว่า ทุกข์เพราะแปรปรวน.

อีกประการหนึ่ง ธรรมทั้งปวงอันเป็นไปในภูมิ ๓ เว้นทุกขเวทนาและสุขเวทนา พึงทราบว่าทุกข์เพราะสังขาร โดยพระบาลีว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์.

____________________________

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๐

คำว่า มิจฺฉตฺตนิยโต คือ เป็นสภาพความผิดที่แน่นอน. คำนี้เป็นชื่อของอนันตริยกรรม พร้อมทั้งนิยตมิจฉาทิฐิ. ชื่อว่าสัมมัตตนิยตะ เพราะแน่นอนในสภาพที่ถูกต้อง. คำนี้เป็นชื่อของ อริยมรรค ๔. ชื่อว่าอนิยตะ เพราะไม่แน่นอน. คำนี้เป็นชื่อของธรรมที่เหลือ.

อวิชชา ชื่อว่า ตมะ (ความมืด) ในคำว่า ตโย ตมา เพราะพระบาลีว่า ห้วงน้ำคืออวิชชาทำให้มืดมิด ลุ่มหลง มีภัยมาก. แต่ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงวิจิกิจฉา โดยหัวข้อว่า อวิชชา. คำว่า อารพฺภ เท่ากับ อาคมฺม (แปลว่า มาถึงหรืออาศัย). คำว่า กงฺขติ ความว่า ให้เกิดความสงสัย. คำว่า วิจิกิจฺฉติ ความว่า เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ย่อมถึงอาการลังเล ไม่อาจที่จะตกลงใจได้. คำว่า นาธิมุจฺจติ ความว่า ไม่อาจที่จะน้อมเชื่อในกาลนั้น.

บทว่า น สมฺปสีทติ ความว่า ไม่อาจเพื่อจะปลูกความเลื่อมใสโดยอาศัยกาลนั้น.

คำว่า อรกฺเขยฺยานิ แปลว่า ไม่ต้องรักษาไว้. ท่านแสดงความหมายว่า ไม่มีหน้าที่จะต้องรักษาเป็นอย่างๆ ไป ในทวารทั้ง ๓, ทุกอย่างรักษาไว้แล้วด้วยสติอย่างเดียว. คำว่า ปฏิจฺฉาเทมิ ความว่า กายทุจริต. ข้อนี้เกิดขึ้นเพราะความไม่รอบคอบของเรา, เราจะรักษาไว้มิให้คนอื่นรู้. คำว่า นตฺถิ ตถาคตสฺส ความว่า กายทุจริตที่จะต้องรักษาอย่างนั้น ไม่มีแก่พระตถาคต. แม้ในส่วนที่เหลือก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้.

ถามว่า พระขีณาสพอื่นๆ มีกายสมาจารเป็นต้น ไม่บริสุทธิ์กระนั้นหรือ.

ตอบว่า ไม่ใช่ไม่บริสุทธิ์ เพียงแต่ว่าบริสุทธิ์ไม่เท่ากับพระตถาคต. พระขีณาสพที่ฟังมาน้อย ย่อมไม่ต้องอาบัติที่เป็นโลกวัชชะ ก็จริงอยู่ แต่เพราะไม่ฉลาดในพุทธบัญญัติ ก็ย่อมจะต้องอาบัติในกายทวาร ประเภททำวิหาร ทำกุฏิ (คลาดเคลื่อนไปจากพุทธบัญญัติ) อยู่ร่วมเรือน นอนร่วมกัน (กับอนุปสัมบันเป็นต้น). ย่อมต้องอาบัติในวจีทวารประเภทชักสื่อ กล่าวธรรมโดยบท พูดเกินกว่า ๕-๖ คำ บอกอาบัติที่เป็นจริง (เป็นต้น). ย่อมต้องอาบัติเพราะรับเงินรับทอง ในทางมโนทวารด้วยอำนาจยินดีเงินทองที่เขาเก็บไว้เพื่อตน.

แม้พระขีณาสพขนาดพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรก็ยังเกิดมโนทุจริตขึ้นได้ ด้วยอำนาจที่นึกตำหนิในมโนทวาร. เมื่อศากยะปาตุเมยยกะขอขมาพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อประโยชน์แก่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะในคราวที่ทรงประณาม. พระเถระทั้งสองนั้นพร้อมกับภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ในเรื่องปาตุมะ.

พระเถระอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า เธอคิดอย่างไร สารีบุตร เมื่อภิกษุสงฆ์ถูกเราประณามแล้ว ดังนี้ ก็ให้เกิดความคิดขึ้นว่า เราถูกพระศาสดาประณาม เพราะไม่ฉลาดเรื่องบริษัท, ตั้งแต่บัดนี้ไป เราจะไม่สอนคนอื่นละ. จึงได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ามีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุสงฆ์อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประณามแล้ว บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงขวนขวายน้อย ประกอบทิฐธรรมสุขวิหารธรรมอยู่. แม้เราทั้งสองก็จักขวนขวายน้อย ประกอบทิฐธรรมสุขวิหารธรรมอยู่.

ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงยกข้อตำหนิเพราะมโนทุจริตนั้นของพระเถระ จึงตรัสว่า เธอจงรอก่อนสารีบุตร. ความคิดอย่างนี้ไม่ควรที่เธอจะให้เกิดขึ้นอีกเลย สารีบุตร. แม้เพียงความคิดว่า เราจะไม่ว่ากล่าวสั่งสอนคนอื่น อย่างนี้ก็ชื่อว่าเป็นมโนทุจริตของพระเถระ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่มีพระดำริเช่นนั้น และการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว จะไม่พึงมีทุจริตนั้น ไม่ใช่ของน่าอัศจรรย์. แม้แต่ดำรงอยู่ในภูมิแห่งพระโพธิสัตว์ ทรงประกอบความเพียรอยู่ ๖ ปี พระองค์ก็มิได้มีทุจริต. แม้เมื่อเหล่าเทวดาเกิดความสงสัยขึ้นอย่างนี้ว่า หนังท้องติดกระดูกสันหลัง (อย่างนี้) พระสมณโคดมถึงแก่การดับสูญ (เสียละกระมัง).

เมื่อถูกมารใจบาปกล่าวอยู่ว่า สิทธัตถะ ท่านจะต้องมาลำบากลำบนทำไม ท่านสามารถที่จะเสวยโภคสมบัติไปด้วย สร้างบุญกุศลไปด้วยได้ ดังนี้. แม้เพียงความคิดว่า "เราจัก (กลับไป) เสวยโภคสมบัติ" ก็ไม่เกิด.

ครั้นแล้ว มารก็ติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลาที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ถึง ๖ ปีในเวลาที่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว อีก ๑ ปี ก็มิได้เห็นโทษผิดอันหนึ่งอันใด จึงกล่าวความข้อนี้ไว้ แล้วหลบไปว่า :-

เราติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปทุกย่างก้าว

ตลอดเวลา ๗ ปี ก็มิได้เห็นข้อบกพร่องใดๆ ของ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระสติไพบูลย์นั้นเลย.

อีกประการหนึ่ง พึงทราบความไม่มีทุจริตของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ด้วยอำนาจแห่งพุทธธรรม ๑๘ ประการ.

อันว่าพุทธธรรม ๑๘ ประการ ดังนี้

พระตถาคตไม่มีกายทุจริต ๑ ไม่มีวจีทุจริต ๑ ไม่มีมโนทุจริต ๑ พุทธญาณไม่มีอะไรติดขัดในอดีต ๑ พุทธญาณไม่มีอะไรติดขัดในอนาคต ๑ พุทธญาณไม่มีอะไรติดขัดในปัจจุบัน ๑ กายกรรมทั้งปวงของพระผู้มีพระภาคเจ้า คล้อยตามพระญาณ ๑ วจีกรรมทั้งปวงของพระผู้มีพระภาคเจ้า คล้อยตามพระญาณ ๑ มโนกรรมทั้งปวงของพระผู้มีพระภาคเจ้า คล้อยตามพระญาณ ๑ ไม่มีความเสื่อมฉันทะ ๑ ไม่มีความเสื่อมวิริยะ ๑ ไม่มีความเสื่อมสติ ๑ ไม่มีการเล่น ๑ ไม่มีการวิ่ง ๑ ไม่มีความพลาดพลั้ง ๑ ไม่มีความผลุนผลัน ๑ ไม่มีพระทัยที่ไม่ขวนขวาย ๑ ไม่มีอกุศลจิต ๑.

คำว่า กิญฺจนา หมายถึง ปลิโพธ เครื่องกังวล. คำว่า ราโค กิญฺจนํ มีคำนิยามว่า ราคะ เมื่อเกิดขึ้นย่อมผูกมัดขัดข้องสัตว์เอาไว้ (ไม่ให้หลุดพ้นจากวัฏฏะ) ดังนั้น ท่านจึงเรียกว่า กิญฺจนะ (เครื่องข้อง). แม้ใน ๒ บทนอกนี้ก็มีนัยเดียวกันนี้แล.

คำว่า อคฺคิ มีคำนิยามว่า ชื่อว่าอัคคี เพราะอรรถว่าตามเผาไหม้.

คำว่า ราคคฺคิ มีคำนิยามว่า ราคะ เมื่อเกิดขึ้น ย่อมตามไหม้เผาผลาญสัตว์ให้ร้อน ดังนั้น ท่านจึงเรียกว่า อัคคี.

แม้ใน ๒ บทนอกนี้ ก็มีนัยเดียวกันนี้.

ในกรณีนั้น มีเรื่อง (ดังต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง).

ภิกษุณีสาวรูปหนึ่งไปยังโรงอุโบสถ ที่จิตตลบรรพตวิหาร ยืนมองร่างของนายทวารบาลอยู่. ครั้นแล้ว ราคะก็เกิดขึ้นภายในใจของเธอ. เธอถูกราคะนั้นเองเผาเอาจนตายไป (ในขณะที่ยืนอยู่ตรงนั้นเอง). พวกภิกษุณี เมื่อจะกลับ จึงกล่าวขึ้นว่า ภิกษุณีรูปนี้ยืนอยู่ (ตรงนั้นเอง) ไปเรียกเธอมา. ภิกษุณีรูปหนึ่งเดินไปจับแขนพูดว่า ยืนทำอะไรอยู่. พอถูกเข้าร่างภิกษุณีสาวนั้นก็ล้มพับลงไป. นี้เป็นเรื่องที่ราคะตามเผาเอาก่อน.

ส่วนเรื่องที่โทสะตามเผาเอานั้น ก็อย่างพวกเทวดาประเภทมโนปโทสิกา (พวกถูกทำร้ายด้วยใจ คือโกรธขึ้นมาแล้วต้องจุติไป).

เรื่องที่โมหะตามเผาเอานั้น พึงเห็นอย่างพวกเทวดาประเภทขิฑฑาปโทสิกา (พวกถูกทำร้ายด้วยการเล่น). คือ เทวดาพวกนั้นหลงลืมสติด้วยอำนาจโมหะ. เพราะฉะนั้น พอเลยเวลาอาหารไปแล้ว มัวแต่เที่ยวเล่นอยู่จึงต้องสิ้นชีวิตไป.

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อาหุเนยฺยคฺคิ เป็นต้น.

เครื่องสักการะ ท่านเรียกว่าอาหุนะ. บุคคลผู้ควรแก่อาหุนะ ชื่อว่าอาหุไนย. แท้จริง มารดาบิดาย่อมควรแก่อาหุนะ เพราะมีอุปการะมากแก่บุตร. บุตรทั้งหลาย เมื่อปฏิบัติผิดพลาดในมารดาบิดา ก็ย่อมไปเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น. ดังนั้น แม้ว่า มารดาบิดาจะไม่ตามเผาไหม้บุตรก็จริง แต่ก็เป็นต้นเหตุแห่งการถูกเผาไหม้. ท่านเรียกว่า อาหุเนยยัคคิ (ไฟคืออาหุไนยบุคคล) โดยอรรถว่าตามเผาไหม้ ด้วยประการดังนี้.

ความข้อนี้นั้น พึงทราบด้วยเรื่องนายมิตตวินทุกะ.

เรื่องมีอยู่ว่า นายมิตตวินทุกะถูกมารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย วันนี้เจ้าจงรักษาอุโบสถฟังธรรมที่วัดตลอดทั้งคืนเถิด แม่จะให้เจ้าพันหนึ่ง. ด้วยความอยากได้ทรัพย์จึงสมาทานอุโบสถไปวัด หมายใจว่าที่ตรงนี้ปลอดภัย จึงหลบเข้าไปนอนอยู่ใต้ธรรมาสน์ หลับไปตลอดทั้งคืน (รุ่งเช้า) ก็กลับบ้าน.

ฝ่ายมารดาต้มยาคูไว้ แต่เช้าตรู่ เสร็จแล้วก็ยกเข้าไปให้. นายมิตตวินทุกะดื่มยาคูทั้งๆ ที่ยังกำเงินพันไว้. ต่อมาเขามีความคิดขึ้นว่าจะรวบรวมทรัพย์. ก็เลยคิดอยากจะไป (ค้าขาย) ทางเรือเดินทะเล. ทีนั้น มารดาห้ามเขาไว้ว่า ลูกเอ๋ย ในตระกูลนี้มีทรัพย์อยู่ถึง ๔๐ โกฏิแล้ว อย่าไปเลย. เขาไม่เอาใจใส่ต่อคำขอร้องของมารดา ขืนจะไปให้ได้. มารดาจึงยืนขวางหน้าไว้. เขาโกรธมารดาว่า แม่นี่มายืนขวางหน้าเราได้ จึงเตะมารดาล้มลง แล้วเดินข้ามไป.

มารดาลุกขึ้นกล่าวว่า ลูกเอ๋ย เจ้าคงจะสำคัญว่า ทำกรรมเห็นปานนี้ในคนที่เป็นแม่อย่างเรา แล้วเดินทางไป จักมีความสุขในที่ที่ไปถึง.

เมื่อนายมิตตวินทุกะลงเรือไป ถึงวันที่ ๗ เรือก็หยุด (ขึ้นมาเฉยๆ). คนทั้งหลาย (ที่ไปในเรือ) เหล่านั้นพากันกล่าวว่า ในเรือลำนี้มีคนบาปอยู่เป็นแน่ จงจับสลากกันดูเถิด. เมื่อจับสลากกันก็ตกอยู่แก่นายมิตตวินทุกะนั่นเองถึง ๓ ครั้ง. คนเหล่านั้นก็เอาเขาลงแพ ลอยไปในทะเล.

เขาไปถึงเกาะแห่งหนึ่งเสวยสมบัติอยู่กับพวกนางเวมานิกเปรต เมื่อเปรตพวกนั้นบอกว่า อย่าไปต่อๆ ไปอีกเลย ก็กลับมองเห็นสมบัติ (ข้างหน้า) เป็นสองเท่าอยู่ร่ำไป จนกระทั่งได้พบสัตว์ตนหนึ่งมีจักรคม (พัดผันอยู่ที่ศีรษะ).

เขาเห็นจักรนั้นเป็นประหนึ่งดอกบัว จึงกล่าวกับสัตว์ตนนั้นว่า นี่แม่ท่านจงให้ดอกบัวที่ท่านประดับอยู่นี้แก่ข้าพเจ้าเถิด.

สัตว์นั้นกล่าวว่า นายเอย นี่มิใช่ดอกบัวดอก นี่มันจักรคม. เขากลับพูดว่า ท่านหลอกข้าพเจ้า, ดอกบัวทำไมข้าพเจ้าจะไม่เคยเห็น ดังนี้แล้วกล่าวต่อไปว่า ท่านลูบไล้จันทน์แดงอยู่แล้ว ไม่อยากจะให้ดอกบัวเครื่องประดับแก่ข้าพเจ้า.

สัตว์ตนนั้นคิดว่า บุรุษผู้นี้คงจะได้ทำกรรมอย่างเดียวกับที่เราทำ จึงอยากจะเสวยผลกรรมนั้น. ครั้นแล้ว จึงกล่าวกับนายมิตตวินทุกะว่า เอาเถิด ข้าพเจ้ายกให้ แล้วเหวี่ยงจักรไปบนศีรษะของเขา.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า

ได้สี่แล้วอยากได้แปด ได้แปดแล้วอยากได้สิบหก

ได้สิบหกแล้วอยากได้สามสิบสอง จึงต้องมาทูนจักรไว้

คนที่ถูกความอยากเล่นงานเอา จักรกำลังหมุนอยู่บนหัว.

เจ้าของเรือน ท่านเรียกว่าคฤหบดี, คฤหบดีนั้น ชื่อว่ามีอุปการะมากแก่มาตุคามด้วยการเพิ่มให้ซึ่งสิ่งของ เช่นที่นอน ผ้าผ่อนเครื่องแต่งตัวเป็นต้น. มาตุคามนอกใจคฤหบดี ย่อมไปเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น ดังนั้น คฤหบดีนั้น ท่านจึงเรียกว่า คหปตัคคิ ด้วยอรรถว่าตามเผาไหม้โดยนัยก่อนเช่นกัน.

ในกรณีนั้น มีเรื่อง (นี้เป็นตัวอย่าง) :-

ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ภริยาของอุบาสกผู้เป็นโสดาบัน ประพฤตินอกใจ. อุบาสกเห็นเหตุนั้นโดยประจักษ์จึงกล่าวว่า เหตุไร เธอจึงทำอย่างนี้. ภริยาตอบว่า ถ้าดิฉันทำเห็นปานนั้น (จริงอย่างที่ท่านว่า) ขอให้สุนัขตัวนี้ทิ้งกัดดิฉันเถิด ดังนี้แล้วตายไปเกิดเป็นเวมานิกเปรตที่สระกัณณมุณฑกะ. กลางวันเสวยสมบัติ กลางคืนเสวยทุกข์.

คราวนั้น พระเจ้าพาราณสีเสด็จล่าเนื้อเข้าไปในป่า เสด็จไปถึงสระกัณณมุณฑกะโดยลำดับ ได้เสวยสมบัติอยู่กับนาง. นางเปรตลวงท้าวเธอไปเสวยทุกข์ในตอนกลางคืน. พระราชาทรงทราบความแล้ว ทรงสงสัยว่านางไปที่ไหนหนอ จึงเสด็จตามไปข้างหลัง ทรงหยุดอยู่ไม่ห่างนัก ทอดพระเนตรเห็นสุนัขตัวหนึ่งออกมาจากสระกัณณมุณฑกะ กัดกินนาง เสียงดังกรุบๆ กรับๆ อยู่ จึงทรงฟันด้วยพระแสงดาบ ขาดสองท่อน. สุนัขกลับเพิ่มขึ้นเป็น ๒. เมื่อถูกฟันขาดอีกก็เป็น ๔. เมื่อถูกฟันขาดอีกก็เพิ่มเป็น ๘. เมื่อถูกฟันขาดอีกก็เพิ่มเป็น ๑๖.

นางทูลว่า สวามี พระองค์ทรงทำอะไร.

ท้าวเธอตรัสว่า นี้อะไรกัน.

นางทูลว่า พระองค์อย่าทำอย่างนั้น จงทรงถ่มก้อนเขฬะลงบนพื้นแล้วขยี้ด้วยพระบาท. ท้าวเธอทรงทำตามที่นางทูลบอก. สุนัขทั้งหลายก็หายไป. วันนั้น พอดีนางสิ้นกรรม. พระราชาไม่ทรงสบายพระทัย จึงทรงเริ่มจะเสด็จกลับ. นางทูลว่า สวามี กรรมของหม่อมฉันสิ้นแล้ว อย่าเสด็จไปเลย. พระราชาไม่ทรงฟัง เสด็จไปจนได้.

ส่วนในคำว่า ทกฺขิเณยฺยคฺคิ นี้. คำว่า ทกฺขิณา คือปัจจัย ๔. ภิกษุสงฆ์ ชื่อว่าทักขิไณยบุคคล. ภิกษุสงฆ์ ชื่อว่ามีอุปการะมากแก่คฤหัสถ์ ด้วยการชักนำให้ประพฤติในกัลยาณธรรมทั้งหลายเป็นต้นว่า สรณะ ๓ ศีล ๕ ศีล ๑๐ การเลี้ยงดูมารดาบิดา การบำรุงสมณพราหมณ์ผู้มีธรรม. คฤหัสถ์ที่ปฏิบัติผิดในภิกษุสงฆ์ บริภาษด่าทอภิกษุสงฆ์ ย่อมไปเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น ดังนั้นแม้ภิกษุสงฆ์ ท่านก็เรียกว่าทักขิเณยยัคคิ ด้วยอรรถว่าตามเผาไหม้โดยนัยก่อนเช่นกัน. และเพื่อจะให้ความข้อนี้กระจ่าง ควรจะแถลงเรื่องเวมานิกเปรตโดยละเอียดด้วย.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ติวิเธนรูปสงฺคโห นี้ต่อไป.

คำว่า ติวิเธน แปลว่า ๓ ส่วน.

คำว่า สงฺคโห หมายเอาสังคหะ ๔ อย่างคือ ชาติสังคหะ สัญชาติสังคหะ กิริยสังคหะและคณนสังคหะ.

บรรดาสังคหะ ๔ อย่างนั้น การรวบรวมเป็นต้นว่า กษัตริย์ทั้งปวงจงมา ดังนี้ ชื่อว่า ชาติสังคหะ (รวบรวมตามชาติกำเนิด). การรวบรวมเป็นต้นว่า ชาวโกศลทั้งหมดจงมา ดังนี้ ชื่อว่า สัญชาติสังคหะ (รวบรวมตามสัญชาติ). การรวบรวมเป็นต้นว่า ควาญช้างทั้งหมดจงมา ดังนี้ ชื่อว่า กิริยสังคหะ (รวบรวมตามอาการที่ทำ). การรวบรวมนี้ว่า ถามว่า อายตนะคือจักษุนับเข้าในขันธ์ไหน. ตอบว่า อายตนะคือจักษุนับเข้าในรูปขันธ์. พระสกวาทีกล่าวว่า ถ้าอายตนะคือจักษุนับเข้าในรูปขันธ์ ด้วยเหตุนั้น ก็ควรจะกล่าวว่า อายตนะคือจักษุ สงเคราะห์เข้าด้วยรูปขันธ์ ดังนี้ ชื่อว่า คณนสังคหะ (รวบรวมตามการนับเข้าได้).

____________________________

อภิ. ก. เล่ม ๓๗/ข้อ ๑๑๒๘

คณนสังคหะนั้นมุ่งหมายเอาในที่นี้. เพราะฉะนั้น คำว่า ติวิเธน รูปสงฺคโห จึงมีความหมายว่า การนับรูปเป็น ๓ ส่วน.

พึงทราบวินิจฉัยในสนิทัสสนะเป็นต้น.

รูปพร้อมทั้งนิทัสสนะ กล่าวคือจักษุวิญญาณที่เป็นไปปรารภตน ชื่อว่าสนิทัสสนะ. รูปพร้อมทั้งปฏิฆะ เพราะสามารถที่จะกระทบจักษุ ชื่อว่าสัปปฏิฆะ. สัปปฏิฆะนั้นโดยความหมาย ก็คือรูปายตนะนั่นเอง. นิทัสสนะกล่าวคือจักษุวิญญาณของรูปนั้นไม่มี ดังนั้น จึงชื่อว่าอนิทัสสนะ. รูปพร้อมทั้งปฏิฆะ เพราะสามารถที่จะกระทบโสต ชื่อว่าสัปปฏิฆะ. สัปปฏิฆะนั้นโดยความหมาย ก็คืออายตนะ ๙ มีอายตนะคือจักษุเป็นต้น. นิทัสสนะมีประการดังกล่าวมาแล้วของรูปนั้นไม่มี ดังนั้น จึงชื่อว่าอนิทัสสนะ. ปฏิฆะของรูปนั้นไม่มี ดังนั้น จึงชื่อว่าอัปปฏิฆะ. อัปปฏิฆะนั้นโดยความหมาย ก็คือสุขุมรูปที่เหลือ ยกเว้นอายตนะ ๑๐.

คำว่า ตโย สงฺขารา มีคำนิยามว่า ชื่อว่าสังขาร เพราะปรุงขึ้น คือทำให้เป็นกลุ่มขึ้น ซึ่งธรรมที่เกิดร่วมกัน และธรรมที่มีผลในกาลต่อไป. ชื่อว่าอภิสังขาร เพราะปรุงขึ้นอย่างยิ่ง. อภิสังขารคือบุญ ชื่อว่าปุญญาภิสังขาร.

คำว่า ปุญญาภิสังขาร นั้นเป็นชื่อของมหาจิตเจตนา อันเป็นกามาวจรกุศล ๘ ดวง และเจตนาอันเป็นรูปาวจรกุศล ๕ ดวง ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า

บรรดาอภิสังขารเหล่านั้น ปุญญาภิสังขารคืออะไร คือ กุศลเจตนาเป็นกามาวจร รูปาวจร สำเร็จด้วยทาน สำเร็จด้วยศีล สำเร็จด้วยภาวนา.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๒๕๗

บรรดาเจตนาเหล่านั้น เฉพาะเจตนา ๘ ดวง สำเร็จด้วยทาน สำเร็จด้วยศีล. ทั้ง ๑๓ ดวง สำเร็จด้วยภาวนา. อุปมาเหมือนบุคคลสาธยายธรรมที่ตนคล่อง แม้จะว่าไป ๑ หรือ ๒ หัวข้อแล้วก็ไม่รู้ ภายหลังระลึกขึ้นมาจึงรู้ฉันใด ท่านผู้ทำกสิณบริกรรม พิจารณาฌานที่ตนคล่องอยู่ภาวนาก็ย่อมเป็นญาณวิปยุต (ไม่ประกอบด้วยความรู้) ได้บ้างฉันนั้นเหมือนกันฯ ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวว่าทั้ง ๑๓ ดวง สำเร็จด้วยภาวนา.

บรรดาปุญญาภิสังขารที่สำเร็จด้วยทานเป็นต้นนั้น ความตั้งใจจำนง จงใจที่ปรารภทานเกิดขึ้น มีทานเป็นหลัก นี้ท่านเรียกว่าปุญญาภิสังขารที่สำเร็จด้วยทาน. ความตั้งใจจำนง จงใจที่ปรารภศีล ... ปรารภภาวนาเกิดขึ้น มีภาวนาเป็นหลัก นี้ท่านเรียกว่าปุญญาภิสังขารที่สำเร็จด้วยภาวนา. ดังกล่าวมานี้ เป็นสังเขปเทศนา.

เจตนาที่เป็นไปในกาลทั้ง ๓ ของผู้ถวายสิ่งของนั้นๆ ในจำพวกปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น อารมณ์ ๖ มีรูปารมณ์เป็นต้น หรือทานวัตถุ ๑๐ อย่างมีข้าวเป็นต้น คือในกาลเบื้องต้นตั้งแต่ยังสิ่งของเหล่านั้นให้เกิดขึ้น ๑ ในกาลขณะกำลังบริจาค ๑ ในกาลที่หวนระลึกในภายหลังด้วยจิตโสมนัส ๑ ดังนี้ ชื่อว่าทานมัยเจตนา (เจตนาที่สำเร็จด้วยทาน).

ส่วนเจตนาที่เป็นไปแล้ว ของท่านผู้ไปวัดด้วยตั้งใจว่าจักบวชบำเพ็ญศีล ของผู้กำลังบวช ของผู้ยังมโนรถให้ถึงที่สุดแล้ว หวนระลึกว่า เราบวชแล้วหนอ สำเร็จประโยชน์ด้วยของผู้สำรวมพระปาฏิโมกข์ ของผู้พิจารณาปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้น ของผู้สำรวมทวารมีจักษุทวารเป็นต้นในอารมณ์มีรูปเป็นต้นที่มาถึงเข้า และของผู้ชำระอาชีวะให้หมดจด (ดังนี้) ชื่อว่าสีลมัยเจตนา (เจตนาที่สำเร็จด้วยศีล).

เจตนาที่เป็นไปแล้วของท่านผู้อบรมจักษุ โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาด้วยวิปัสสนา. มรรคที่กล่าวไว้ในปฏิสัมภิทา ของท่านผู้อบรมใจ ฯลฯ ของท่านผู้อบรมจักษุวิญญาณ มโนวิญญาณ จักษุสัมผัส มโนสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส ในรูปารมณ์ ในธรรมารมณ์, ของท่านผู้อบรมรูปสัญญา ฯลฯ ชรามรณะ โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ชื่อว่าภาวนามัยเจตนา (เจตนาที่สำเร็จด้วยภาวนา),

ดังกล่าวมานี้ เป็นวิตถารกถา.

อภิสังขารนั้นด้วย มิใช่บุญ (เป็นบาป) ด้วยดังนั้น จึงชื่อว่าอปุญญาภิสังขาร (อภิสังขารอันเป็นบาป).

คำว่า อปุญญาภิสังขาร นี้เป็นชื่อของเจตนาที่สัมปยุตด้วยอกุศลจิต.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาอภิสังขารเหล่านั้น อปุญญาภิสังขารคืออะไร? คืออกุศลเจตนาที่เป็นกามาวจร นี้เรียกว่าอปุญญาภิสังขาร.

ชื่อว่าอาเนญชาภิสังขาร เพราะปรุงขึ้นอย่างยิ่ง ซึ่งอรูปนั่นเองที่เป็นวิบาก ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นคลอน สงบ.

คำว่า อาเนญชาภิสังขาร นี้เป็นชื่อของกุศลเจตนาอันเป็นอรูปาวจร ๔ ดวง.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาอภิสังขารเหล่านั้น อาเนญชาภิสังขารคืออะไร? คือกุศลเจตนาอันเป็นอรูปาวจร นี้เรียกว่าอาเนญชาภิสังขาร.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๒๕๗

พึงทราบวินิจฉัยในปุคคลัตติกะต่อไป.

บุรุษบุคคล ๗ ชนิด ย่อมศึกษาไตรสิกขา ดังนั้น จึงชื่อว่าเสกขะ (ผู้ยังต้องศึกษา). พระขีณาสพไม่ต้องศึกษาอีก เพราะศึกษาไตรสิกขาจบแล้ว ดังนั้น จึงชื่อว่าอเสกขะ (ผู้ไม่ต้องศึกษา). ปุถุชน ชื่อว่าเสกขะก็ไม่ใช่ อเสกขะก็ไม่ใช่ เพราะอยู่ภายนอกจากสิกขาทั้งหลาย.

พึงทราบวินิจฉัยในเถรัตติกะต่อไป.

ท่านเป็นผู้ใหญ่โดยชาติ ชื่อว่า คิหิชาติเถระ.

ท่านผู้ประกอบด้วยธรรมอย่างเดียว หรือหลายอย่าง ในบรรดาธรรมทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ทำให้เป็นเถระ ๔ ประการเหล่านี้ คือ พระเถระในพระศาสนานี้ เป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต ได้ฌาน ๔ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย ฯลฯ เข้าถึงพร้อมอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ทำให้เป็นเถระ ๔ ประการเหล่านี้แล ดังนี้ชื่อว่าธรรมเถระ.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๒

ท่านผู้มีชื่อว่าเถระอย่างนี้ คือภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่ชื่อว่าพระเถระก็ดี คนทั้งหลายเห็นนักบวชเช่นสามเณรเป็นต้นที่บวชเวลามีอายุมากแล้วเรียกขานว่า พระเถระ พระเถระก็ดี นี้ชื่อว่าสมมติเถระ.

พึงทราบวินิจฉัยในบุญกิริยาวัตถุต่อไป.

ทานนั่นเอง ชื่อว่าทานมัย. การทำบุญนั้นด้วยวัตถุ (คือที่ตั้ง) แห่งบุญญานิสงส์เหล่านั้นด้วย ดังนั้น จึงชื่อบุญญกิริยาวัตถุ (ที่ตั้งแห่งการทำบุญ). แม้ในบุญญกิริยาวัตถุข้ออื่นๆ ก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้.

แต่โดยความหมาย พึงทราบบุญญกิริยาวัตถุ ๓ อย่างเหล่านี้ พร้อมทั้งบุรพภาคเจตนา (ความตั้งใจก่อนแต่จะทำ) และอปรภาคเจตนา (ความตั้งใจภายหลังจากทำแล้ว) ด้วยอำนาจแห่งเจตนาที่สำเร็จด้วยทานเป็นต้น ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น.

และในเรื่องนี้ บุคคลทำกรรมอย่างหนึ่งๆ ด้วยกาย นับตั้งแต่บุรพภาคเจตนา ก็จัดเป็นกายกรรม. เมื่อเปล่งวาจาอันมีความหมายอย่างนั้น จัดเป็นวจีกรรม. เมื่อไม่ได้ยังองค์แห่งกายและองค์แห่งวาจาให้ไหว คิดด้วยใจ (อย่างเดียว) ก็จัดเป็นมโนกรรม.

อีกนัยหนึ่ง สำหรับผู้ให้ทานวัตถุมีข้าวเป็นต้น (ในเวลาที่กล่าวว่า) ข้าพเจ้าให้อันนทาน (ให้ข้าว) เป็นต้นก็ดี ในเวลาที่ระลึกถึงทานบารมีแล้วให้ก็ดี จัดเป็นบุญญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน. ตั้งอยู่ในวัตรและศีลแล้วให้ จัดเป็นบุญญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีล. เริ่มตั้งความพิจารณาโดยความสิ้นไปเสื่อมไปแล้วให้ จัดเป็นบุญญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยภาวนา.

บุญกิริยาวัตถุอย่างอื่นมีอีก ๗ อย่าง คือ บุญญกิริยาวัตถุอันประกอบด้วยความเคารพยำเกรง ประกอบด้วยการขวนขวาย (ช่วยทำกิจของผู้อื่น) การให้ส่วนบุญ การอนุโมทนาส่วนบุญ อันสำเร็จด้วยการแสดงธรรม อันสำเร็จด้วยการฟังธรรม บุญกิริยาวัตถุคือการทำความเห็นให้ตรงดังนี้.

บรรดาบุญญกิริยาวัตถุทั้ง ๗ นั้น ความเคารพยำเกรง พึงทราบโดยอาการ เช่นเห็นพระผู้เฒ่าแล้ว ลุกรับ รับบาตรจีวร กราบไหว้ หลีกทางให้เป็นต้น. การขวนขวาย พึงทราบด้วยการทำวัตร ปฏิบัติแก่พระภิกษุผู้แก่กว่าตน ด้วยการที่เห็นภิกษุเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต แล้วถือบาตรไปชักชวน รวบรวมภิกษาในบ้าน และด้วยการได้ฟังว่า ไปเอาบาตรของพวกภิกษุมา ดังนี้แล้วเร่งรีบไปนำบาตรมา เป็นต้น. การให้ส่วนบุญพึงทราบ ด้วยการที่ถวายปัจจัย ๔ แล้ว (ตั้งจิตอุทิศ) ให้เป็นไปว่าส่วนบุญจงมีแก่สรรพสัตว์. การอนุโมทนาส่วนบุญ พึงทราบด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญที่ผู้อื่นให้ว่า สาธุ ถูกดีนักแล้ว.

ภิกษุรูปหนึ่งตั้งอยู่ในความปรารถนาว่า คนทั้งหลายจักรู้จักเราว่าเป็นธรรมกถึกด้วยอุบายอย่างนี้. เป็นผู้หนักในลาภแสดงธรรม ข้อนั้นไม่มีผลมาก. ภิกษุรูปหนึ่งแสดงธรรมที่ตนคล่องแก่ชนอื่นๆ โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน นี้ชื่อว่าบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยการแสดงธรรม.

บุคคลผู้หนึ่ง เมื่อจะฟังธรรมก็ฟังด้วยความมุ่งหมายว่า คนทั้งหลายจักได้รู้จักเราว่ามีศรัทธาด้วยอาการอย่างนี้ ข้อนั้นไม่มีผลมาก. บุคคลผู้หนึ่งฟังธรรมด้วยจิตที่อ่อนโยนแผ่ประโยชน์ว่าจักมีผลมากแก่เราด้วยอาการอย่างนี้ นี้ชื่อว่าบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยการฟังธรรม.

ส่วนการทำความเห็นให้ตรงเป็นลักษณะกำหนดสำหรับบุญญกิริยาวัตถุทุกอย่าง.

ที่จริง คนทำบุญอย่างใดๆ ก็ตาม มีผลมากได้ ก็ด้วยความเห็นตรงนั่นเอง.

บุญญกิริยาวัตถุ ๗ อย่างเหล่านี้ พึงทราบว่ารวมเข้าได้กับบุญญกิริยาวัตถุ ๓ อย่างข้างต้นนั่นเองด้วยประการดังนี้. ในที่นี้ ความเคารพยำเกรงและการขวนขวาย (ช่วยทำกิจของผู้อื่น) รวมลงได้ในสีลมัยบุญญกิริยาวัตถุ. การให้ส่วนบุญและการอนุโมทนาส่วนบุญ รวมลงได้ในทานมัยบุญญกิริยาวัตถุ, การแสดงธรรมและการฟังธรรม รวมลงได้ในภาวนามัยบุญญกิริยาวัตถุ, การทำความเห็นให้ตรง รวมลงได้ทั้ง ๓ อย่าง.

คำว่า โจทนาวตฺถิ หมายถึงเหตุที่จะโจท (กล่าวหา) กัน.

คำว่า ทิฏฺเฐน หมายความว่า เห็นความผิดด้วยตาเนื้อก็ตาม ด้วยตาทิพย์ก็ตาม แล้วโจทขึ้น. คำว่า สุเตน หมายความว่า ได้ยินเสียง (เล่าอ้าง) ของผู้อื่นด้วยหูธรรมดาก็ตาม ด้วยหูทิพย์ก็ตาม แล้วโจทขึ้น. คำว่า ปริสงฺกาย หมายความว่า โจทขึ้นด้วยความสงสัยเพราะได้เห็นมาก็ตาม ด้วยความสงสัยเพราะได้ยินมาก็ตาม ด้วยความสงสัยเพราะได้ทราบมาก็ตาม.

นี้เป็นความสังเขปในเรื่องนี้. ส่วนรายละเอียดพึงทราบตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในสมันตปาสาทิกานั่นแล.

บทว่า ผู้เข้าถึงกาม หมายความว่า ผู้เข้าไปเสพกาม หรือได้เฉพาะกาม.

บทว่า ผู้มีกามปรากฏแล้ว ได้แก่ ผู้มีกามผูกมัดไว้ คือผู้มีอารมณ์ผูกมัด.

คำว่า เปรียบเหมือนมนุษย์ คือ เหมือนพวกมนุษย์. เพราะว่า พวกมนุษย์ย่อมยังอำนาจให้เป็นไปในวัตถุที่ผูกพันเท่านั้น มีจิตปฏิพัทธ์ในมาตุคามคนใดก็ให้เงินร้อยหนึ่งบ้าง สองร้อยบ้าง แล้วนำมาตุคามนั้นมาบริโภคโภคะที่ผูกพัน. เทพยดาผู้อยู่ในเทวโลก ๔ เหล่า ชื่อว่าเทพยดาบางพวก. แม้เทพยดาเหล่านั้นก็ยังอำนาจให้เป็นไปในวัตถุที่ผูกพันนั่นแหละ. เทพยดาที่เหลือ เว้นพวกสัตว์นรก ชื่อว่าพวกวินิบาต. เพราะแม้ปลาและเต่าเป็นต้นก็ยังอำนาจให้เป็นไปในวัตถุที่ผูกพันนั้นแหละ.

อธิบายว่า ปลาก็ยังอำนาจให้เป็นไปกับนางปลา เต่าก็ยังอำนาจให้เป็นไปกับนางเต่า.

สองบทว่า เนรมิตแล้วๆ ความว่า เนรมิตรูปนั้นๆ ที่ปรารถนาสำหรับตน โดยเป็นรูปสีเขียวและรูปสีเหลืองเป็นต้น เหมือนเทวดาเหล่ามนาปกายิกาเนรมิตรูปไว้ข้างหน้าท่านพระอนุรุทธะฉะนั้น.

บทว่า นิมฺมานรตี ความว่า ชื่อว่าเทวดาเหล่านิมมานรดี เพราะอรรถว่าเทวดาเหล่านั้นยินดีในของเนรมิตที่ตนเนรมิตแล้วๆ อย่างนั้น.

บทว่า ปรนิมฺมิตกามา แปลว่า ผู้มีกามที่ผู้อื่นเนรมิตให้. เพราะว่าเทวดาพวกอื่นรู้ใจของเทวดาเหล่านั้น แล้วก็เนรมิตกามโภคะตามที่ชอบใจให้ เทวดาเหล่านั้นย่อมยังอำนาจให้เป็นไปในกามโภคะนั้นนั่นแหละ.

ถามว่า ผู้อื่นรู้ใจของคนอื่นได้อย่างไร.

ตอบว่า รู้ได้ด้วยอำนาจการเสพใช้ตามปรกติ.

อุปมาเหมือนพ่อครัวผู้ฉลาด เมื่อพระราชาเสวยอยู่ย่อมรู้ได้ว่า พระราชาพระองค์นั้นทรงรับสิ่งใดๆ มาก พระองค์ย่อมโปรดสิ่งนั้นๆ. ผู้อื่นรู้อารมณ์ที่เขาชอบใจมากตามปรกติด้วยอาการอย่างนี้แล้ว จึงเนรมิตอารมณ์เช่นนั้นนั่นแลให้ พวกเขาย่อมยังอำนาจให้เป็นไปในสิ่งที่เขาเนรมิตให้นั้น คือเสพเมถุน.

ส่วนพระเถระบางท่านกล่าวว่า กามกิจย่อมสำเร็จแก่พวกเขาด้วยอาการสักว่าหัวเราะ สักว่ามองดูและสักว่าการสวมกอด. คำของพระเถระบางท่านนั้นถูกคัดค้านไว้ในอรรถกถาว่าคำที่กล่าวนั้นไม่มี. กามกิจที่จะพึงถูกต้องจะสำเร็จแก่ผู้ไม่ถูกต้องด้วยกาย หามิได้. เพราะว่า กามทั้งหลายของเหล่าเทพชั้นฉกามาวจรเป็นไปตามปรกติเหมือนกัน.

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า

เทพเหล่ากามาวจรหกชั้นเหล่านั้น พรั่งพร้อมด้วย

กามทั้งปวง อายุของเทพเหล่านั้น เมื่อนับรวมกัน

จะเป็นเท่าไร.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๑๐๖

บทว่า สุขูปปตฺติโย แปลว่า ผู้ได้เฉพาะสุข.

คำว่า อุปฺปาเทตฺวา อุปฺปาเทตฺวา สุขํ วิหรนฺติ ความว่า ยังความสุขในปฐมฌานให้เกิดขึ้นในขั้นต่ำ แล้วเสวยความสุขในฌานอันเป็นตัววิบากในชั้นสูง.

สองบทว่า สุเขน อภิสนนา แปลว่า ชุ่มฉ่ำด้วยสุข ในทุติยฌาน.

บทว่า ปริสนฺนา แปลว่า ชุ่มฉ่ำโดยทั่วถึง.

บทว่า ปริปูรา แปลว่า บริบูรณ์.

บทว่า ปริปฺผุฏา เป็นไวพจน์ของคำว่า ปริปูรา นั้นนั่นแหละ.

แม้คำนี้ที่ว่า สุขหนอ สุขหนอ ก็ทรงตรัสหมายเอาความสุขอันเป็นตัววิบากนั้นนั่นเอง.

ได้ยินว่า เทพเหล่านั้นเกิดความโลภในภพมากชั้น เพราะฉะนั้น จึงเปล่งอุทานอย่างนั้นในที่บางแห่ง ในบางเวลา.

บทว่า สนฺตเมว แปลว่า ประณีตแท้.

บทว่า สนฺตุสิตา หมายความว่า เป็นผู้สันโดษ เพราะไม่ต้องการสุขยิ่งขึ้นไปกว่านั้น.

สองบทว่า สุขํ ปฏิเวเทนฺติ แปลว่า เสวยสุขในตติยฌาน.

ปัญญาของพระอริยเจ้า ๗ พวก ชื่อว่าเสกขปัญญา ปัญญาของพระอรหันต์เป็นอเสกขปัญญา ปัญญาที่เหลือเป็นเนวเสกขานาเสกขปัญญา (เป็นเสกขปัญญาก็ไม่ใช่ เป็นอเสกขปัญญาก็ไม่ใช่).

ในปัญญาที่สำเร็จด้วยความคิดเป็นต้น มีความพิสดารดังต่อไปนี้

ที่ว่าบรรดาปัญญาเหล่านั้น ปัญญาที่สำเร็จด้วยความคิดเป็นไฉน

ในบ่อเกิดของการงานที่น้อมนำเข้าไปด้วยปัญญา หรือในบ่อเกิดของศิลปะที่น้อมนำไปด้วยปัญญา หรือในสถานที่ของวิชาที่น้อมนำเข้าไปด้วยปัญญา บุคคลไม่ได้ฟังมาแต่ผู้อื่น กลับได้กัมมัสกตาญาณ หรือสัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมิกขันติ ทิฐิ รุจิ มุนี เปกขะ ธัมมนิชฌานขันติ เห็นปานนี้ อันใดว่ารูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง นี้เรียกว่าจินตามยปัญญา.

ในปัญญา ๓ ประการนั้น ปัญญาที่สำเร็จด้วยการฟังเป็นไฉน

ในบ่อเกิดของการงานที่น้อมนำเข้าไปด้วยปัญญา ได้ฟังจากผู้อื่นเท่านั้น จึงกลับได้ ฯลฯ ธัมมนิชฌานขันติ นี้เรียกว่าสุตมยปัญญา.

ในปัญญา ๓ ประการนั้น ปัญญาที่สำเร็จด้วยการเจริญภาวนาเป็นไฉน

ปัญญาแม้ทั้งหมดของผู้เข้าสมาบัติ ชื่อว่าภาวนามยปัญญา.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๐๔

บทว่า สุตาวุธํ ได้แก่ อาวุธคือสุตะ.

อาวุธคือสุตะนั้น โดยใจความได้แก่ พระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก. เพราะว่า ภิกษุอาศัยอาวุธนั้น คืออาศัยอาวุธ ๕ ประการ ย่อมเป็นผู้ไม่ครั่นคร้าม ข้ามล่วงสังสารกันดารได้ เหมือนทหารกล้าไม่ครั่นคร้ามข้ามล่วงมหากันดารได้ฉะนั้น.

เพราะเหตุนั้นแหละ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีสุตะเป็นอาวุธ ย่อมละอกุศล ทำกุศลให้เจริญ ละสิ่งที่มีโทษ ทำสิ่งที่ไม่มีโทษให้เจริญ บริหารตนให้บริสุทธิ์อยู่ดังนี้.

____________________________

องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๖๔

บทว่า ปวิเวกาวุธํ ความว่า อาวุธคือวิเวก แม้สามประการนี้คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก. วิเวก ๓ ประการนั้นมีการกระทำต่างๆ กัน. กายวิเวกสำหรับบุคคลผู้มีกายหลีกออกไป ยินดีในเนกขัมมะ. จิตตวิเวกสำหรับบุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ บรรลุถึงความผ่องแผ้วอย่างยอด และอุปธิวิเวกสำหรับบุคคลผู้ไม่มีอุปธิ ถึงซึ่งวิสังขาร (คือพระนิพพาน). ก็บุคคลผู้ยินดียิ่งแล้วในวิเวก ๓ อย่างนี้ ย่อมไม่กลัวแต่ที่ไหนๆ เพราะฉะนั้น วิเวกแม้นี้ก็เรียกว่าอาวุธ เพราะอรรถว่าเป็นที่พึ่งอาศัย.

อาวุธคือปัญญา อันเป็นโลกิยะและโลกุตตระ จัดเป็นอาวุธคือปัญญา. เพราะว่า บุคคลผู้มีอาวุธคือปัญญานั้น ย่อมไม่กลัวแต่ที่ไหนๆ ทั้งใครๆ ก็ไม่กลัวบุคคลนั้น เพราะฉะนั้น ปัญญาแม้นั้นก็เรียกว่าอาวุธ เพราะอรรถว่าเป็นที่พึ่งอาศัย.

บทว่า อนญฺญตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ความว่า อินทรีย์ที่เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติด้วยหวังว่า เรารู้จักธรรมที่ยังไม่รู้ ยังไม่แจ้งในกาลก่อนแต่นี้.

คำว่า อนญฺญตญฺญตสฺสามีตินฺทฺริยํ นี้ เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ.

บทว่า อญฺญินฺทฺริยํ ได้แก่ อินทรีย์อันเป็นความรู้ทั่วถึง คือเป็นความรู้.

คำว่า อญฺญินฺทฺริยํ นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ ประการ เริ่มแต่โสดาปัตติผลไป.

บทว่า อญฺญาตาวินฺทฺริยํ นี้ได้แก่ อินทรีย์ในธรรมทั้งหลายที่เป็นของท่านผู้รู้ทั่วถึง คืออันถึงที่สุดกิจของการรู้.

คำว่า อญฺญาตาวินฺทฺริยํ นี้เป็นชื่อของอรหัตตผลญาณ.

มังสจักขุ ได้แก่จักขุประสาท. ทิพยจักขุ ได้แก่ญาณอาศัยแสงสว่าง. ปัญญาจักขุ ได้แก่ปัญญาอันเป็นโลกิยะและโลกุตตระ.

พึงทราบวินิจฉัยในอธิสีลสิกขาเป็นต้นต่อไป.

ศีลอันยิ่งนั้นด้วย ชื่อว่าสิกขา เพราะจะต้องศึกษาด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอธิสีลสิกขา. แม้ในสิกขาทั้ง ๒ นอกนั้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในอธิสีลสิกขาเป็นต้นนั้น ศีลคือศีลอันยิ่ง จิตคือจิตอันยิ่ง ปัญญาก็คือปัญญาอันยิ่ง เพราะเหตุนั้น พึงทราบความต่างกันเพียงเท่านี้.

ศีล ๕ และศีล ๑๐ ชื่อว่าศีล. ความสำรวมในพระปาฏิโมกข์ ชื่อว่าศีลอันยิ่ง. สมาบัติ ๘ จัดเป็นจิต (สมาธิ). ฌานอันเป็นบาทของวิปัสสนาจัดเป็นจิตอันยิ่ง. กัมมัสสกตาญาณจัดเป็นปัญญา. วิปัสสนาจัดเป็นปัญญาอันยิ่ง. เพราะว่า ศีล ๕ และศีล ๑๐ ย่อมมีในพุทธุปบาทกาลแม้ยังไม่เกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น ศีล ๕ ศีล ๑๐ จึงคงเป็นศีลนั้นแหละ. ปาติโมกขสังวรศีลย่อมมีเฉพาะในพุทธุปบาทกาลเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ปาติโมกขสังวรจึงจัดเป็นศีลอันยิ่ง. แม้ในจิตและปัญญาก็นัยนี้เหมือนกัน.

อีกอย่างหนึ่ง ศีล ๕ ก็ดี ศีล ๑๐ ก็ดี ที่บุคคลปรารถนาพระนิพพานสมาทานแล้ว จัดเป็นศีลอันยิ่งเหมือนกัน แม้สมาบัติ ๘ ที่บุคคลเข้าแล้ว ก็จัดเป็นจิตอันยิ่งเหมือนกัน. หรือว่าโลกิยศีลทั้งหมดเป็นศีลเท่านั้น. (ส่วน) โลกุตตรศีลเป็นศีลอันยิ่ง. แม้ในจิตและปัญญาก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

พึงทราบวินิจฉัยในภาวนาต่อไป.

กายอันเป็นไปในทวาร ๕ ของพระขีณาสพ ชื่อว่ากายภาวนา. สมาบัติ ๘ ชื่อว่าจิตตภาวนา. ปัญญาในอรหัตตผล ชื่อว่าปัญญาภาวนา. ก็พระขีณาสพย่อมเป็นผู้อบรมกายอันเป็นไปในทวาร ๕ มาดีแล้วโดยส่วนเดียว. สมาบัติ ๘ ของท่านก็ไม่ทุรพลเหมือนของคนอื่น และปัญญาของท่านเท่านั้น ชื่อว่าอบรมแล้ว เพราะถึงความไพบูลย์ด้วยปัญญา. เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวอย่างนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในอนุตตริยะต่อไป.

วิปัสสนาจัดเป็นทัสสนานุตตริยะ มรรคจัดเป็นปฏิปทานุตตริยะ ผลจัดเป็นวิมุตตานุตตริยะ. หรือว่า ผลเป็นทัสสนานุตตริยะ มรรคเป็นปฏิปทานุตตริยะ นิพพานเป็นวิมุตตานุตตริยะ. หรือว่า นิพพานจัดเป็นทัสสนานุตตริยะ เพราะว่า ธรรมดาสิ่งที่จะพึงเห็นที่ยิ่งไปกว่าพระนิพพานนั้น ย่อมไม่มี มรรคจัดเป็นปฏิปทานุตตริยะ ผลจัดเป็นวิมุตตานุตตริยะ.

คำว่า อนุตฺตริยํ แปลว่า สูงสุด คือเจริญที่สุด.

พึงทราบวินิจฉัยในสมาธิต่อไป.

สมาธิในปฐมฌาน มีทั้งวิตกและวิจาร. โดยปัญจกนัย สมาธิในทุติยฌานไม่มีวิตก มีแต่วิจาร. สมาธิที่เหลือ (จากสมาธิในทุติยฌาน) ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร.

กถาในสุญญตะเป็นต้น มี ๓ อย่างคือ โดยความสำเร็จ โดยคุณของตน โดยอารมณ์.

ภิกษุรูปหนึ่ง ยึดถือโดยความเป็นอนัตตา เห็นโดยความเป็นอนัตตา ย่อมออกไป (คือหลุดพ้น) โดยความเป็นอนัตตา ชื่อว่า (สุญญตะ) โดยความสำเร็จ. วิปัสสนาของท่าน ชื่อว่าเป็นสุญญตะ.

เพราะเหตุไร.

เพราะกิเลสตัวกระทำไม่ให้เป็นสุญญตะไม่มี. มรรคสมาธิชื่อว่าเป็นสุญญตะ เพราะสำเร็จด้วยวิปัสสนา ผลสมาธิชื่อว่าเป็นสุญญตะ เพราะสำเร็จด้วยมรรค.

รูปอื่นอีก ยึดถือโดยความเป็นของไม่เที่ยง เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง แล้วออกไปโดยความเป็นของไม่เที่ยง. วิปัสสนาของท่าน ชื่อว่าเป็นอนิมิตตะ.

เพราะเหตุไร.

เพราะไม่มีกิเลสที่กระทำนิมิต. มรรคสมาธิชื่อว่าเป็นอนิมิตตะ เพราะสำเร็จโดยวิปัสสนา. ผลชื่อว่าอนิมิตตะ เพราะสำเร็จโดยมรรค.

รูปอื่นอีก ยึดมั่นโดยความเป็นทุกข์ เห็นโดยความเป็นทุกข์ แล้วออกไป (หลุดพ้น) โดยความเป็นทุกข์. วิปัสสนาของท่าน ชื่อว่าเป็นอัปปณิหิตะหาที่ตั้งมิได้.

เพราะเหตุไร.

เพราะไม่มีกิเลสตัวที่กระทำปณิธิที่ปรารถนา. มรรคสมาธิชื่อว่าเป็นอัปปณิหิตะ เพราะสำเร็จโดยวิปัสสนา. ผลชื่อว่าเป็นอัปปณิหิตะ เพราะสำเร็จโดยมรรค.

กถาโดยความสำเร็จมีเท่าที่พรรณนามานี้แล.

ก็มรรคสมาธิ ชื่อว่าสุญญตะ เพราะว่างเปล่าจากราคะเป็นต้น ชื่อว่าอนิมิตตะ เพราะไม่มีราคะเป็นนิมิตเป็นต้น. ชื่อว่าอัปปณิหิตะ เพราะไม่มีราคะเป็นที่ตั้งอาศัยเป็นต้น.

กถาโดยคุณของตนมีเท่าที่พรรณนามานี้แล.

พระนิพพาน ชื่อว่าสุญญตะ อนิมิตตะและอัปปณิหิตะ เพราะว่างเปล่าจากราคะเป็นต้น และเพราะไม่มีราคะเป็นต้นเป็นเครื่องหมายและเป็นที่ตั้งอาศัย. มรรคสมาธิซึ่งมีนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ จึงเป็นสุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ.

กถาว่าโดยอารมณ์มีเพียงเท่านี้.

ธรรมอันทำความสะอาด คือปฏิปทาแห่งความสะอาด ชื่อว่า โสเจยฺยานิ. ก็ในข้อที่ว่าด้วยความสะอาดนี้ พึงทราบความพิสดารด้วยอำนาจสุจริต ๓ ซึ่งตรัสไว้โดยนัยมีอาทิดังนี้ว่า ในความสะอาด ๓ อย่างนั้น ความสะอาดทางกายเป็นไฉน คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต.

ธรรมอันทำความเป็นมุนี ได้แก่ โมเนยฺยปฏิปทา ชื่อว่า โมเนยฺยานิ.

ความพิสดารแห่งธรรมอันทำความเป็นมุนีเหล่านั้น ดังนี้ว่า

ในความเป็นมุนีเหล่านั้น ความเป็นมุนีทางกายเป็นไฉน คือการละกายทุจริต ๓ อย่าง เป็นกายโมเนยยะ กายสุจริต ๓ อย่าง เป็นกายโมเนยยะ ญาณมีกายเป็นอารมณ์ เป็นกายโมเนยยะ มรรคอันสหรคตด้วยการกำหนดรู้กายเป็นกายโมเนยยะ การละฉันทราคะในกาย เป็นกายโมเนยยะ การเข้าจตุตถฌานอันดับเสียซึ่งกายสังขาร เป็นกายโมเนยยะ.

ในความเป็นมุนีเหล่านั้น ความเป็นมุนีทางวาจาเป็นไฉน การละวจีทุจริต ๔ เป็นวจีโมเนยยะ. วจีสุจริต ๔ ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ มรรคอันสหรคตด้วยการกำหนดรู้วาจา การละฉันทราคะในวาจา การเข้าทุติยฌานอันดับเสียซึ่งวจีสังขาร เป็นวจีโมเนยยะ.

ในความเป็นมุนีเหล่านั้น ความเป็นมุนีทางใจเป็นไฉน การละมโนทุจริต ๓ เป็นมโนโมเนยยะ. มโนสุจริต ๓ ญาณมีใจเป็นอารมณ์ มรรคอันสหรคตด้วยการกำหนดรู้ใจ การละฉันทราคะในใจ การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติอันดับเสียซึ่งจิตตสังขาร เป็นมโนโมเนยยะ.

พึงทราบวินิจฉัยในความเป็นผู้ฉลาดต่อไป.

ความเจริญ ชื่อว่าอายะ. ความไม่เจริญ ชื่อว่าอปายะ. เหตุแห่งความเจริญและไม่เจริญนั้นๆ เป็นอุบาย. ความรู้ทั่วถึงความเจริญ ความไม่เจริญ และเหตุแห่งความเจริญและไม่เจริญเหล่านั้น เป็นความฉลาด.

ก็ความพิสดารตรัสไว้ในวิภังค์นั่นแล.

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า

ในความฉลาดเหล่านั้น ความฉลาดในความเจริญเป็นไฉน

ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ความเห็นชอบในความเจริญนั้นอันใดว่า เมื่อเรามนสิการถึงธรรมเหล่านี้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป ก็หรือว่า เมื่อเรามนสิการถึงธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความภิญโญภาพ เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ นี้เรียกว่าความเป็นผู้ฉลาดในความเจริญ

ในความฉลาดเหล่านั้น ความฉลาดในความไม่เจริญเป็นไฉน

ปัญญา ความรอบรู้ ฯลฯ ความเห็นชอบในความไม่เจริญนั้น อันใดว่า เมื่อเรามนสิการถึงธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิด และกุศลที่เกิดแล้ว ย่อมดับไป ก็หรือว่า เมื่อเรามนสิการถึงธรรมเหล่านี้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความภิญโญภาพ เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ นี้เรียกว่า ความเป็นผู้ฉลาดในความไม่เจริญ.

ปัญญาอันเป็นอุบายในความเจริญและความไม่เจริญนั้น แม้ทั้งหมดเป็นความฉลาดในอุบาย ดังนี้.

ก็ความฉลาดในอุบายนี้ พึงทราบด้วยอำนาจการรู้เหตุแห่งฐานะที่เกิดขึ้น เพื่อแก้ไขกิจรีบด่วนหรือภัยนั้น ในตอนที่กิจรีบด่วนหรือภัยเกิดขึ้น.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๐๗

บทว่า มทา แปลว่า เป็นไปด้วยอำนาจแห่งอาการมัวเมา.

ในบรรดาความมัวเมาเหล่านั้น การกระทำมานะอย่างนี้ว่า เราเป็นคนไม่มีโรคตั้ง ๖๐ หรือ ๗๐ ปีล่วงไปแล้ว แม้แต่ชิ้นสมอเรายังไม่เคยขบเคี้ยว ส่วนคนอื่นเหล่านี้เที่ยวพูดว่า ที่โน้นยอกขัด พวกเราจะเคี้ยวกินยา ใครอื่นชื่อว่าเป็นคนไม่มีโรคเหมือนเราดังนี้ ชื่อว่าความเมาในความเป็นผู้ไม่มีโรค. การที่ยังอยู่ในความเป็นหนุ่มสาว แล้วทำมานะว่า พวกเราจักทำบุญในตอนแก่ ตอนนี้ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ก่อน ดังนี้ ชื่อว่าเมาในความเป็นหนุ่มสาว. การกระทำมานะอย่างนี้ว่า เราเป็นอยู่มานานแล้ว ยังเป็นอยู่นาน จักเป็นอยู่อีกนาน เราอยู่เป็นสุขมาแล้ว กำลังเป็นอยู่อย่างเป็นสุข จักเป็นอยู่อย่างเป็นสุข (ต่อไป) ดังนี้ ชื่อว่าเมาในชีวิต.

พึงทราบวินิจฉัยในความเป็นใหญ่ต่อไป

คุณชาติอันมาแล้วจากความเป็นใหญ่ ชื่อว่าอาธิปเตยยะ. การทำตนให้เป็นใหญ่คือให้เป็นหัวหน้าอย่างนี้ว่า เราเป็นคนเท่านี้โดยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ข้อนั้นไม่ควรแก่เรา ดังนี้แล้วไม่กระทำความชั่ว ชื่อว่าอัตตาธิปไตย. การทำชาวโลกให้เป็นใหญ่แล้วไม่ทำความชั่ว ชื่อว่าโลกาธิปไตย. การทำโลกุตตรธรรมให้เป็นใหญ่แล้วไม่ทำความชั่ว ชื่อว่าธรรมาธิปไตย.

เหตุของการกล่าวถ้อยคำ ชื่อว่า กถาวัตถุ.

สองบทว่า อตีตํ วา อทฺธานํ แปลว่า คติธรรมที่ล่วงไปแล้ว. อธิบายว่า ขันธ์ที่เป็นอดีต.

อีกอย่างหนึ่ง พึงแสดงเนื้อความในคำว่า อตีตํ วา อทฺธานํ นี้ โดยนิรุตติปถสูตร (สูตรที่ว่าด้วยหลักภาษา) ซึ่งมีที่มาอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายรูปใดล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว การนับรูปนั้นว่าได้มีแล้ว การบัญญัติรูปนั้นว่าได้มีแล้ว การให้ชื่อรูปนั้นว่าได้มีแล้ว รูปนั้นไม่นับว่าจักมี รูปนั้นไม่นับว่ามีอยู่.

____________________________

สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๓๔

บทว่า วิชฺชา ความว่า ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าแทงทะลุความมืด. ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าทำให้รู้แจ้งก็ได้. ก็บุพเพนิวาสานุสสติญาณซึ่งเกิดขึ้นอยู่ ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าทำลายความมืดซึ่งตั้งปกปิดขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อน และกระทำขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน ให้รู้แจ้ง. จุตูปปาตญาณ ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าทำลายความมืดที่ปกปิดจุติ และกระทำจุติและปฏิสนธินั้นให้รู้แจ้ง. ญาณ ความรู้ในความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าทำลายความมืดที่ปกปิดสัจจะ ๔ และกระทำสัจจะธรรมทั้ง ๔ ให้รู้แจ้ง.

พึงทราบวินิจฉัยในวิหารธรรมต่อไป.

สมาบัติ ๘ ชื่อว่าทิพยวิหารธรรม. อัปปมัญญา ๔ ชื่อว่าพรหมวิหารธรรม. ผลสมาบัติ ชื่อว่าอริยวิหารธรรม.

ปาฏิหาริย์ทั้งหลายทรงให้พิสดารแล้วในเกวัฏฏสูตร.

ในคำว่า อิเม โข อาวุโส ดังนี้เป็นต้น พึงประกอบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

พระเถระเมื่อกล่าวปัญหา ๑๘๐ ข้อด้วยอำนาจติกะ ๖๐ ถ้วน จึงได้แสดงสามัคคีรสไว้ด้วยประการฉะนี้แล. จบธรรมหมวด ๓

ว่าด้วยธรรมหมวด ๔

พระเถระครั้นแสดงสามัคคีรสด้วยอำนาจหมวด ๓ ด้วยประการดังนี้แล้ว บัดนี้ หวังจะแสดงด้วยอำนาจหมวด ๔ จึงเริ่มเทศนาอีก.

บรรดาหมวด ๔ เหล่านั้น หมวด ๔ ว่าด้วยสติปัฏฐาน ท่านให้พิสดารแล้วในเบื้องต้นนั่นเอง.

พึงทราบอธิบายในหมวด ๔ ว่าด้วยสัมมัปปธาน.

ข้อว่า ฉนฺทํ ชเนติ ความว่า ให้เกิดกัตตุกัมยตาฉันทะ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความพอใจ ความเป็นผู้มีความพอใจ ความเป็นผู้ใคร่จะทำอันใดนั้นจัดเป็นกุศล คือความเป็นผู้มีความพอใจในธรรม.

ข้อว่า วายมติ ความว่า ทำความพยายาม.

ข้อว่า วิริยํ อารภติ ความว่า ทำความเพียรให้เกิดขึ้น.

ข้อว่า จิตฺตํ ปคฺคณฺหติ ความว่า ค้ำชูจิตไว้.

นี้เป็นความย่อในที่นี้. ส่วนความพิสดารมาแล้วในสัมมัปปธานวิภังค์นั่นเอง.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๔๖๕

ในอิทธิบาททั้งหลาย พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้.

สมาธิที่อาศัยฉันทะเป็นไป ชื่อว่าฉันทสมาธิ. สังขารทั้งหลายที่เป็นประธาน ชื่อว่าปธานสังขาร.

ข้อว่า สมนฺนาคตํ ความว่า เข้าถึงแล้วด้วยธรรมเหล่านี้. บาทแห่งฤทธิ์ หรือทางอันเป็นเครื่องถึงซึ่งเป็นความสำเร็จ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อิทธิบาท.

แม้ในอิทธิบาทข้อที่เหลือ ก็นัยนั้นเหมือนกัน.

นี้เป็นความย่อในที่นี้. ส่วนความพิสดารมาแล้วในอิทธิบาทวิภังค์นั่นแล.

ส่วนเนื้อความของอิทธิบาทนั้น ท่านแสดงไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. กถาว่าด้วยฌาน ท่านให้พิสดารไว้แล้วในวิสุทธิมรรคเหมือนกัน.

ข้อว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่การอยู่สบายในอัตตภาพนี้นั่นเทียว. ผลสมาบัติและฌาน และฌานที่พระขีณาสพให้เกิดขึ้นแล้ว ในเวลาต่อมา ท่านกล่าวไว้ในที่นี้. ข้อว่า อาโลกสญฺญํ มนสิกโรติ ความว่า ทำไว้ในใจถึงแสงสว่าง มีแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และแก้วมณีเป็นต้น ทั้งกลางวันหรือกลางคืนว่า อาโลโก ดังนี้. ข้อว่า ทิวาสญฺญํ อธิฏฺฐาติ ความว่า ครั้นมนสิการอย่างนี้แล้ว ก็ตั้งสัญญาไว้ว่า กลางวัน ดังนี้.

ข้อว่า ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ความว่า เห็นแสงสว่างในกลางวันฉันใด ในกลางคืนก็มนสิการไปเหมือนฉันนั้น. ข้อว่า ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา ความว่า เห็นแสงสว่างในกลางคืนฉันใด ในกลางวันก็มนสิการไปฉันนั้นเหมือนกัน.

ข้อว่า อิติ วิวเฏน เจตสา ความว่า มีจิตที่เปิดแล้วอย่างนี้.

ข้อว่า อปริโยนทฺเธน ความว่า ไม่ถูกผูกมัดไว้โดยรอบ.

ข้อว่า สปฺปภาสํ ความว่า เป็นไปกับแสงสว่าง.

ข้อว่า ญาณทสฺสนปฏิลาภาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่การได้ญาณทัสสนะ.

ท่านกล่าวอะไรไว้ด้วยคำนี้. ท่านกล่าวถึงแสงสว่างที่เป็นเครื่องบรรเทาถีนมิทธะ หรือแสงสว่างในการบริกรรม. แม้ด้วยคำนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงอะไร. เป็นอันท่านกล่าวถึงทิพยจักษุญาณของพระขีณาสพ.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อทิพยจักษุญาณนั้นมาแล้วก็ตาม ยังไม่มาก็ตาม ท่านหมายถึงสมาบัติที่มีฌานเป็นบาทนั่นแหละ จึงกล่าวคำว่า ยังจิตที่มีแสงสว่างให้เกิดมีขึ้น.

ข้อว่า สติสมฺปชญฺญาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่สติสัมปชัญญะอันมีสัตว์เป็นที่ตั้ง.

ในข้อว่า วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ เป็นต้นความว่า วัตถุเป็นอันพระขีณาสพรู้แล้ว อารมณ์ก็เป็นอันรู้แล้ว เวทนาทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ ย่อมตั้งอยู่อย่างนี้ ย่อมดับไปอย่างนี้ เพราะรู้ทั้งวัตถุและอารมณ์. ไม่เฉพาะเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ แม้สัญญาเป็นต้นก็เป็นอันรู้ชัดแล้ว ย่อมเกิดขึ้น ย่อมตั้งอยู่ และย่อมดับไป.

อีกอย่างหนึ่ง ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาก็เป็นอันท่านรู้แล้ว ความตั้งอยู่ก็เป็นอันท่านรู้แล้ว. ภิกษุแม้เมื่อเห็นลักษณะแห่งความเกิดขึ้นว่า เพราะอวิชชาเกิด เวทนาจึงเกิด เพราะตัณหาเกิด เพราะกรรมเกิด เพราะผัสสะเกิด จึงเกิดเวทนา ชื่อว่าย่อมเห็นความเกิดของเวทนาขันธ์. ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ย่อมเป็นอันท่านทราบแล้วอย่างนี้.

ท่านทราบถึงความตั้งอยู่แห่งเวทนาอย่างไร.

เมื่อท่านมนสิการอยู่โดยความเป็นของไม่เที่ยง ก็ย่อมเป็นอันทราบถึงความตั้งอยู่โดยความเป็นของสิ้นไป. เมื่อมนสิการอยู่โดยความเป็นทุกข์ ย่อมเป็นอันทราบถึงความตั้งอยู่โดยความเป็นของน่ากลัว. เมื่อมนสิการอยู่ โดยความเป็นอนัตตา ก็ย่อมทราบถึงความตั้งอยู่โดยความเป็นของว่างเปล่า. ความตั้งอยู่แห่งเวทนาเป็นอันท่านทราบแล้วอย่างนี้. ท่านย่อมรู้โดยความเป็นของสิ้นไป โดยความเป็นของน่ากลัว โดยความเป็นของว่างเปล่า. ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งเวทนา เป็นอันท่านทราบแล้วอย่างไร. ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งเวทนา ย่อมมีได้อย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาดับ เวทนาจึงดับ ฯลฯ ดังนี้. ในข้อนี้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความตามนัยแม้นี้.

คำว่า รูปํ เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้.

ข้อว่า อยํ อาวุโส สมาธิภาวนา ความว่า สมาธิภาวนาซึ่งฌานเป็นบาทนี้ ย่อมมีแก่ญาณเป็นเครื่องรู้ถึงความสิ้นอาสวะ.

ข้อว่า อปฺปมญฺญา ความว่า อัปปมัญญา ด้วยอำนาจการไม่ถือเอาประมาณแผ่ไปหมดทั้งสิ้น.

ทัสสนภาวนาและวิธีแห่งสมาธิ ซึ่งมีการพรรณนาไปตามลำดับบทแห่งอัปปมัญญาเหล่านั้น ท่านให้พิสดารไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล. แม้กถาว่าด้วย อรูป (ฌาน) ท่านก็ให้พิสดารไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแหละ.

ข้อว่า อปสฺเสนานิ ความว่า ที่สำหรับอิง.

ข้อว่า สงฺขาย ความว่า ด้วยญาณ

ข้อว่า ปฏิเสวติ ความว่า ภิกษุรู้ด้วยญาณแล้ว ย่อมเสพเฉพาะของที่ควรเสพได้เท่านั้น. ก็ความพิสดารแห่งการเสพนั้น พึงทราบโดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงเสพจีวร.

ข้อว่า สงฺขาเยกํ อธิวาเสติ ความว่า ภิกษุรู้ด้วยญาณแล้ว ย่อมอดกลั้นอารมณ์ที่ควรจะอดกลั้นได้นั่นแล. ก็ในข้อนี้ พึงทราบความพิสดารโดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมเป็นผู้อดทนต่อความหนาวได้.

ข้อว่า ปริวชฺเชติ ความว่า ภิกษุรู้ด้วยญาณแล้ว ย่อมเว้นสิ่งที่ควร เพื่อละเว้นนั่นแล. ความพิสดารแห่งการเว้นนั้น พึงทราบโดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมหลีกเลี่ยงช้างดุเสีย.

ข้อว่า วิโนเทติ ความว่า ภิกษุรู้ด้วยญาณแล้ว ย่อมบรรเทาสิ่งควรบรรเทานั่นแล คือไล่ออก นำออกไม่ให้อยู่ในภายใน. ความพิสดารแห่งการบรรเทานั้น พึงทราบโดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุอดกลั้นกามวิตกที่เกิดขึ้นไม่ได้ ดังนี้.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๔ ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๕

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๗

อริยวํสจตุกฺกวณฺณนา

ข้อว่า อริยวํสา ความว่า วงศ์ของพระอริยะ.

เหมือนอย่างว่า วงศ์กษัตริย์ วงศ์พราหมณ์ วงศ์แพทย์ วงศ์ศูทร วงศ์สมณะ วงศ์พระราชาฉันใด วงศ์พระอริยะแบบแผนพระอริยะที่ ๘ แม้นี้ก็ชื่อว่าประเพณีของพระอริยะฉันนั้น.

ก็อริยวงศ์นี้นั้นแล ท่านกล่าวว่าเป็นเลิศกว่าวงศ์เหล่านี้ ดุจกลิ่นมีกลิ่นกะลัมพักเป็นต้น เป็นยอดกว่ากลิ่นที่เกิดจากรากเป็นต้นฉะนั้น.

ก็วงศ์เหล่านี้มีอยู่แก่พระอริยะเหล่าใด พระอริยะเหล่านั้นได้แก่คนจำพวกไหน.

ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกของพระพุทธเจ้า ที่ท่านเรียกว่า พระอริยะ. วงศ์ของพระอริยเหล่านี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อริยวงศ์.

จริงอยู่ ในกาลก่อนแต่นี้ มีพระพุทธเจ้า ๔ องค์ คือ พระพุทธเจ้าตัณหังกร พระพุทธเจ้าเมธังกร พระพุทธเจ้าสรณังกร พระพุทธเจ้าทีปังกร ทรงอุบัติขึ้นแล้วในที่สุด สี่อสงไขยกับแสนกัปป์ พระพุทธเจ้าเหล่านั้นชื่อว่าพระอริยวงศ์ของพระอริยะเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า อริยวงศ์.

ในกาลต่อมาแต่การปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเหล่าล่วงไปหนึ่งอสงไขย พระพุทธเจ้าพระนามว่า โกณฑัญญะ ทรงอุบัติขึ้นแล้ว ฯลฯ ในกัปป์นี้ มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ๔ องค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเราพระนามว่าโคดม วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อริยวงศ์.

อีกอย่างหนึ่ง วงศ์ของพระอริยะ คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ทั้งในอดีต อนาคตและปัจจุบัน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อริยวงศ์.

ก็อริยวงศ์เหล่านี้นั้นแล พึงทราบว่าเป็นวงศ์ขั้นยอด เพราะรู้กันว่าเป็นวงศ์อันล้ำเลิศ พึงทราบว่าเป็นไปตลอดกาลนาน เพราะรู้จักกันมานาน พึงทราบว่าเป็นวงศ์ เพราะรู้ว่าเป็นวงศ์.

ข้อว่า เป็นวงศ์เก่า ความว่า มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้.

ข้อว่า ไม่กระจัดกระจาย ความว่า ไม่เกลื่อนกล่น คือไม่ถูกนำออกไป.

ข้อว่า อสงฺกิณฺณปุพฺพา ความว่า เป็นวงศ์ไม่เคยถูกนำออกไป เพราะอรรถว่าเป็นวงศ์ไม่เคยเกลื่อนกล่นแม้กับอดีตพุทธเจ้าทั้งหลาย จะเกลื่อนกล่นกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ได้อย่างไร.

ข้อว่า น สํกิยนฺติ ความว่า ถึงในบัดนี้ ก็มิได้ถูกนำออกไป.

ข้อว่า น สํกิยิสฺสนฺติ ความว่า แม้อันพระพุทธเจ้าในอนาคตทั้งหลายก็จักไม่นำออกไป. สมณะและพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูเหล่าใดในโลก ก็ไม่ถูกสมณะและพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูชนเหล่านั้น สาปแช่ง นินทา ติเตียน.

ข้อว่า สนฺตุฏฺโฐ โหติ ความว่า เป็นผู้สันโดษด้วยอำนาจความสันโดษในปัจจัย.

ข้อว่า อิตรีตเรน จีวเรน ความว่า (เป็นผู้สันโดษ) ด้วยบรรดาจีวรที่เนื้อหยาบ ละเอียด เศร้าหมอง ประณีต มั่นคง เก่าชนิดใดชนิดหนึ่งหามิได้ โดยที่แท้ เป็นผู้สันโดษด้วยบรรดาจีวรตามที่ได้เป็นต้น ชนิดใดชนิดหนึ่งตามแต่จะได้.

ก็ในจีวรมีสันโดษ ๓ คือ สันโดษตามได้ สันโดษตามกำลัง สันโดษตามสมควร. แม้ในบิณฑบาตเป็นต้น ก็นัยนั้นเหมือนกัน. กถาโดยพิสดารแห่งสันโดษเหล่านั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในสามัญญผลสูตรนั้นแล.

คำว่า เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรตามที่ได้เป็นต้นชนิดใดชนิดหนึ่ง ท่านกล่าวหมายเอาสันโดษ ๓ เหล่านี้ด้วยประการฉะนี้.

ก็ในข้อนี้พึงทราบจีวร พึงทราบเขตแห่งจีวร พึงทราบบังสุกูลจีวร พึงทราบความสันโดษในจีวร พึงทราบธุดงค์ที่เกี่ยวเนื่องกับจีวร.

ข้อว่า จีวรํ ชานิตพฺพํ ความว่า พึงทราบ จีวร ๖ ชนิดมีผ้าเปลือกไม้เป็นต้น อนุโลมจีวร ๖ ชนิดมีผ้าทุกูลเป็นต้น จีวร ๑๒ ชนิดเหล่านี้ ชื่อว่ากัปปิยจีวร.

ส่วนจีวรมีอาทิอย่างนี้ว่า ผ้าคากรอง ผ้าเปลือกปอ ผ้าทอเป็นแผ่น ผ้ากัมพลทอด้วยผมมนุษย์ ผ้ากัมพลทอด้วยขนหางสัตว์ หนังเสือ หนังสัตว์ ปีกนกเค้า ผ้าที่พันด้วยต้นไม้ ผ้าที่ใช้เถาวัลย์ถัก ผ้าที่ทำด้วยตระไคร้น้ำ ผ้าที่ถักด้วยปอกล้วย ผ้าที่สานด้วยดอกไม้ไผ่ ชื่อว่าอกัปปิยจีวร (จีวรที่ไม่สมควรจะใช้).

ข้อว่า จีวรกฺเขตฺตํ ความว่า ชื่อว่า เขตมี ๖ อย่าง เพราะเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า จากสงฆ์ จากคณะ จากญาติ จากมิตร จากทรัพย์ของตน หรือเป็นผ้าบังสุกูล. ส่วนเขต ๘ พึงทราบด้วยอำนาจมาติกา ๘.

ข้อว่า ปํสุกูลํ ความว่า พึงทราบผ้าบังสุกูล ๒๓ ชนิดคือ

๑. ผ้าโสสานิกะ (ผ้าที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า)

๒. ผ้าปาปณิกะ (ผ้าที่เขาทิ้งอยู่ตามทางเข้าตลาด)

๓. ผ้ารถิกะ (ผ้าที่เขาทิ้งอยู่ตามตรอก)

๔. ผ้าสังการโจฬกะ (ผ้าที่เขาทิ้งไว้ในกองหยากเยื่อ)

๕. ผ้าโสตถิยะ (ผ้าที่เขาใช้เช็ดครรภ์มลทินแล้วทิ้ง)

๖. ผ้าสินานะ (ผ้าที่เขาผลัดอาบน้ำมนต์แล้วทิ้ง)

๗. ผ้าติตถะ (ผ้าที่ทิ้งอยู่ตามท่าน้ำ)

๘. ผ้าคตปัจจาคตะ (ผ้าที่ใช้ห่มศพไปป่าช้า แล้วนำกลับมาทิ้งไว้)

๙. ผ้าอัคคิทัฑฒะ (ผ้าถูกไฟไหม้แล้วเขาทิ้งไว้)

๑๐. ผ้าโคขายิตะ (ผ้าที่โคเคี้ยวแล้วเขาทิ้งไว้)

๑๑. ผ้าอุปจิกขายิตะ (ผ้าปลวกกัดแล้วเขาทิ้งไว้)

๑๒. ผ้าอุนธูรขายิตะ (ผ้าหนูกัดแล้วเขาทิ้งไว้)

๑๓. ผ้าอันตัจฉินนะ (ผ้าขาดริมแล้วเขาทิ้งไว้)

๑๔. ผ้าทสัจฉินนะ (ผ้าขาดชายแล้วเขาทิ้งไว้)

๑๕. ผ้าธชาหฏะ (ผ้าที่เขาชักเป็นธงแล้วทิ้งไว้)

๑๖. ผ้าถูปะ (ผ้าที่เขาบูชาจอมปลวกทิ้งไว้)

๑๗ ผ้าสมณจีวร (ผ้าของภิกษุด้วยกัน)

๑๘. ผ้าสามุททิยะ (ผ้าที่คลื่นทะเลซัดขึ้นฝั่ง)

๑๙. ผ้าอาภิเสกิกะ (ผ้าที่เขาทิ้งไว้ในที่ราชาภิเษก)

๒๐. ผ้าปันถิกะ (ผ้าที่ตกอยู่ตามหนทาง ไม่ปรากฏเจ้าของ)

๒๑. ผ้าวาตาหฏะ (ผ้าที่ลมหอบเอาไปไม่มีเจ้าของติดตาม)

๒๒. ผ้าอิทธิมยะ (ผ้าสำหรับเอหิภิกษุ)

๒๓. ผ้าเทวทัตติยะ (ผ้าที่เทวดาถวาย)

ก็บรรดาผ้าเหล่านี้ ผ้าที่ชื่อว่า โสตถิยะ ได้แก่ผ้าสำหรับเช็ดครรภ์มลทิน. ผ้าที่ชื่อว่า คตปัจจาคตะ ได้แก่ผ้าที่เขาห่มศพนำไปป่าช้าแล้วนำกลับมา. ผ้าที่ชื่อว่า ธชาหฏะ ได้แก่ผ้าที่เขาชักเป็นธง แล้วภิกษุนำมาจากที่นั้น. ผ้าที่ชื่อว่า ถูปะ ได้แก่ผ้าที่เขาบูชาจอมปลวก. ผ้าที่ชื่อว่า สามุททิยะ ได้แก่ผ้าที่ถูกคลื่นทะเลซัดขึ้นบก. ผ้าที่ชื่อว่า ปันถิกะ ได้แก่ผ้าที่คนเดินทางใช้แผ่นหินทุบแล้วห่ม เพราะกลัวโจร. ผ้าที่ชื่อว่า อิทธิมยะ ได้แก่ผ้าของเอหิภิกขุ. ผ้าที่เหลือปรากฏชัดแล้ว.

ข้อว่า จีวรสนฺโตโส ได้แก่ ความสันโดษในจีวร ๒๐.

ก็ในจีวรมีสันโดษ ๒๐ คือ สันโดษในการตรึก สันโดษในการไป สันโดษในการแสวงหา สันโดษในการได้ สันโดษในการรับแต่พอประมาณ สันโดษในการเว้นจากความอยากได้ สันโดษตามแต่ได้ สันโดษตามกำลัง สันโดษตามความสมควร สันโดษในน้ำ (ซัก) สันโดษในการซัก สันโดษในการทำ สันโดษในปริมาณ สันโดษในด้าย สันโดษในการเย็บ สันโดษในการย้อม สันโดษในการทำกัปปะ สันโดษในการใช้สอย สันโดษในการเว้นจากการสะสม สันโดษในการสละ.

บรรดาสันโดษเหล่านั้น ภิกษุผู้ยินดีอยู่จำพรรษาประจำครบไตรมาส จะตรึกเพียงเดือนเดียวก็ควร. ก็ภิกษุนั้นปวารณาแล้วย่อมทำจีวรในเดือนที่ทำจีวร. ภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลย่อมทำโดยครึ่งเดือนเท่านั้น. การตรึกเพียงหนึ่งเดือนหรือครึ่งเดือน ชื่อว่าสันโดษในการตรึกด้วยประการฉะนี้. ก็ภิกษุผู้สันโดษด้วยการสันโดษในการตรึก พึงเป็นผู้เช่นกับพระบังสุกูลเถระผู้จำพรรษาอยู่ในปาจีนขัณฑราชีวิหารเถิด.

มีเรื่องเล่ามาว่า พระเถระมาด้วยความหวังว่าจักไหว้พระเจดีย์ในเจติยบรรพตวิหาร ครั้นไหว้พระเจดีย์แล้วก็คิดว่า จีวรของเราเก่าแล้ว เราจักได้ในที่อยู่ของภิกษุมาก. ท่านจึงไปยังมหาวิหาร พบพระสังฆเถระ แล้วถามถึงที่อยู่ แล้วก็อยู่ในที่นั้น.

วันรุ่งขึ้นจึงถือเอาจีวรมาไหว้พระเถระ. พระเถระถามว่า อะไรคุณ. ก็ตอบว่า ท่านขอรับ ผมจักไปประตูบ้าน. พระเถระจึงกล่าวว่า คุณ แม้ผมจักไป. จึงกล่าวว่า ดีแล้ว ขอรับ พลางไปยืนที่ซุ้มประตูด้านต้นมหาโพธิ์ คิดว่า เราจักได้จีวรที่น่าพอใจในที่อยู่ของคนผู้มีบุญ แล้วจึงกลับคิดได้ว่า การตรึกของเราไม่บริสุทธิ์ กลับจากที่นั้นทันที.

รุ่งขึ้นจึงไปยังที่ใกล้เนินมะม่วง รุ่งขึ้นก็กลับจากประตูด้านทิศเหนือของมหาเจดีย์เหมือนอย่างนั้น แม้ในวันที่ ๔ ก็ได้ไปยังสำนักของพระเถระ. พระเถระรู้ว่า ภิกษุนี้จักมีความตรึกไม่บริสุทธิ์ จึงถือเอาจีวร ถามปัญหาพลางเข้าบ้านไปกับเธอทีเดียว.

ก็ในคืนนั้น มนุษย์คนหนึ่งถูกอุจจาระเบียดเบียนเอา จึงถ่ายอุจจาระลงในผ้าสาฎกนั้นทิ้งผ้าสาฎกนั้นไว้ในกองขยะ. พระบังสุกูลิกเถระเห็นผ้าสาฎกนั้นมีแมลงวันหัวเขียวรุมตอมอยู่ จึงประคองอัญชลี. พระมหาเถระจึงถามว่า ทำไมคุณจึงได้ประคองอัญชลีต่อกองหยากเยื่อเล่า. ก็ตอบว่า ท่านขอรับ ผมมิได้ประคองอัญชลีต่อกองหยากเยื่อดอก ผมประคองอัญชลีต่อพระทศพลพระบิดาของผมต่างหาก ท่านขอรับ การที่ภิกษุถือเอาผ้าบังสุกุลที่เขาห่มซากของนางปุณณทาสีแล้วทิ้งไว้ ไล่ตัวสัตว์เล็กๆ ประมาณทะนานหนึ่งออกมาจากป่าช้า ทำได้ยาก. พระมหาเถระคิดว่า การตรึกของภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลหมดจดแล้ว. แม้พระเถระผู้ทรงผ้าบังสุกุลยืนอยู่ในที่นั้นนั่นเอง เจริญวิปัสสนาบรรลุผล ๓ ถือเอาผ้าสาฎกผืนนั้นทำเป็นจีวรห่มไปยังปาจีนขัณฑราชีวิหาร บรรลุพระอรหัตต์ซึ่งเป็นผลชั้นเลิศ.

ก็การที่ภิกษุเมื่อไปเพื่อต้องการจีวร ไม่ต้องคิดว่า จักได้ที่ไหน แล้วไปโดยมุ่งกรรมฐานเป็นใหญ่ทีเดียว ชื่อว่าสันโดษในการไป. ก็การที่ภิกษุเมื่อแสวงหา อย่าแสวงหากับใครส่งๆ ไป พาเอาภิกษุผู้เป็นลัชชีมีศีลเป็นที่รักไปแสวงหา ชื่อว่าสันโดษในการแสวงหา. การที่ภิกษุเมื่อแสวงหาไปอย่างนี้ เห็นคนนำจีวรมาแต่ไกล อย่าตรึกอย่างนี้ว่า จีวรนั่นจักเป็นของน่าพอใจ จีวรนั่นไม่เป็นของน่าพอใจ ดังนี้แล้ว ยินดีด้วยบรรดาจีวรเนื้อหยาบหรือเนื้อละเอียดเป็นต้นตามแต่จะได้ ชื่อว่าสันโดษในการได้. การที่ภิกษุแม้รับเอาจีวรที่ได้แล้วอย่างนี้ ยินดีโดยประมาณที่เพียงพอแก่ตนเท่านั้นว่า ผ้าเท่านี้จักมีเพื่อจีวร ๒ ชั้น ผ้าเท่านี้จักมีเพื่อจีวรชั้นเดียว ชื่อว่าสันโดษในการรับแต่พอประมาณ.

ก็การที่ภิกษุเมื่อแสวงหาจีวร ไม่ต้องคิดว่า เราจักได้จีวรที่น่าพอใจที่ประตูเรือนของคนโน้น ดังนี้แล้ว เที่ยวไปตามลำดับประตู ชื่อว่าสันโดษในการเว้นจากความอยากได้. การที่ภิกษุเมื่อสามารถจะยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยบรรดาจีวรที่เศร้าหมองหรือประณีตอย่างใดอย่างหนึ่ง ยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรตามที่ได้นั่นแหละ ชื่อว่าสันโดษตามได้. การที่ภิกษุรู้ถึงกำลังของตนแล้ว สามารถจะยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรชนิดใด ยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรนั้น ชื่อว่าสันโดษตามกำลัง. การที่ภิกษุให้จีวรที่น่าชอบใจแก่ภิกษุอื่น ตนเองยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสันโดษตามความเหมาะสม.

การที่ภิกษุไม่เลือกว่า น้ำที่ไหนน่าพอใจ ที่ไหนไม่น่าพอใจดังนี้แล้ว ซักด้วยน้ำที่พอจะซักได้บางอย่าง ชื่อว่าสันโดษในน้ำ. ก็การที่ภิกษุจะเว้นน้ำที่ขุ่นไปด้วยดินสีเหลือง ดินสอพอง และในหญ้าเน่าเสียก็ควร. ก็การที่ภิกษุเมื่อซักไม่ใช้ไม้ค้อนเป็นต้นทุบ ใช้มือขยำซัก ชื่อว่าสันโดษในการซัก. การที่ภิกษุใส่ใบไม้ลงไปแล้วซักจีวรที่ไม่สะอาดอย่างนั้น แม้ด้วยน้ำร้อนก็ควร. การที่ภิกษุเมื่อซักทำไปอย่างนี้ ไม่ให้ใจกำเริบว่า ผ้าผืนนี้เนื้อหยาบ ผ้าผืนนี้เนื้อละเอียด ทำไปโดยทำนองที่เพียงพอนั้นแหละ ชื่อว่าสันโดษในการกระทำ. การทำจีวรที่เพียงพอจะปิดมณฑล ๓ ได้นั่นแหละ ชื่อว่าสันโดษในปริมาณ.

ก็เพื่อจะทำจีวร การที่ภิกษุไม่กะเกณฑ์ลงไปว่า เราจักแสวงหาด้ายที่ถูกใจดังนี้ แล้วนำด้ายในสถานที่มีตรอกเป็นต้น หรือในเทวสถานมา หรือถือเอาด้ายอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นแหละที่เขาวางไว้ใกล้เท้ามากระทำ ชื่อว่าสันโดษในเส้นด้าย. ก็ในเวลาเย็บกุสิพึงสอยได้ ๗ ครั้งห่างกันประมาณ ๑ องคุลี. ก็เมื่อภิกษุทำอย่างนี้ ภิกษุรูปใดไม่มีสหาย แม้วัตตเภทก็ไม่มีแก่ภิกษุนั้น. แต่พึงสอย ๗ ครั้งประมาณ ๓ องคุลี. ภิกษุผู้กระทำอย่างนี้ พึงมีสหายผู้เดินทางด้วยกันเถิด. ภิกษุใดไม่มีสหาย เป็นวัตตเภทแก่ภิกษุนั้น. นี้ชื่อว่าความสันโดษในการเย็บ.

ก็ภิกษุเมื่อย้อมไม่พึงเที่ยวแสวงหาไทรดำเป็นต้น ได้สิ่งใด บรรดาเปลือกไม้สีดำเป็นต้น พึงย้อมด้วยเปลือกไม้นั้น. เมื่อไม่ได้ พึงถือเอาน้ำย้อมที่พวกมนุษย์ ถือเอาปอในป่าแล้วทิ้งไว้ หรือกากที่พวกภิกษุต้มแล้วทิ้งไว้ ย้อมเถิด. นี้ชื่อว่าความสันโดษในการย้อม. การที่ภิกษุถือเอาบรรดาสีเขียว เปลือกตม สีดำและสีครามอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำกัปปะขนาดเท่าคนนั่งบนหลังช้างมองเห็น ชื่อว่าสันโดษในการทำกัปปะ. การใช้สอยเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะที่จะทำให้ความอายกำเริบ ชื่อว่าสันโดษในการบริโภค.

ก็ภิกษุได้ท่อนผ้าแล้ว แต่ยังไม่ได้ด้าย เข็มหรือ ผู้ (ช่วย) ทำ จะเก็บไว้ก็ควร. เมื่อได้แล้วจะเก็บไว้ไม่ควร. ถ้าประสงค์จะให้จีวรที่ทำเสร็จแล้วแก่พวกอันเตวาสิกเป็นต้น แต่พวกอันเตวาสิกนั้นไม่อยู่ ควรจะเก็บไว้จนกว่าพวกเขาจะมา พอเมื่อพวกอันเตวาสิกมาถึงพึงให้เถิด เมื่อไม่สามารถจะให้ได้ก็พึงอธิษฐานไว้ เมื่อมีจีวรอื่นจะอธิษฐานเป็นผ้าปูพื้นก็ควร ก็จีวรที่ไม่ได้อธิษฐานเท่านั้นจึงเป็นสันนิธิจีวร ที่อธิษฐานแล้วหาเป็นสันนิธิไม่ พระมหาสิวเถระกล่าวไว้ดังนี้. นี้ชื่อว่าสันโดษในการเว้นจากการสะสม. ภิกษุเมื่อสละ ไม่พึงให้โดยเห็นแก่หน้า. พึงตั้งอยู่ในสาราณียธรรมแล้ว สละเถิด. นี้ชื่อว่าสันโดษในการสละ.

ปังสุกูลิกังคธุดงค์และเตจีวริกังคธุดงค์ ชื่อว่าธุดงค์ที่เกี่ยวเนื่องด้วยจีวร.

กถาอย่างพิสดารของธุดงค์ทั้ง ๒ นั้น พึงทราบจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

ภิกษุผู้บำเพ็ญมหาอริยวงศ์ข้อว่า การสันโดษด้วยจีวร ย่อมรักษาธุดงค์ ๒ ข้อนี้ไว้ได้ด้วยประการฉะนี้. ภิกษุเมื่อรักษาธุดงค์ ๒ ข้อนี้ได้ ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าสันโดษด้วยตามมหาอริยวงศ์ข้อว่า การสันโดษด้วยจีวร.

บทว่า วณฺณวาที พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้.

ภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้สันโดษจริงๆ แต่หากล่าวพรรณนาถึงความสันโดษไม่. อีกรูปหนึ่งไม่เป็นผู้สันโดษ แต่กลับกล่าวพรรณนาถึงความสันโดษ. อีกรูปหนึ่งทั้งไม่สันโดษ ทั้งไม่กล่าวพรรณนาถึงความสันโดษ. อีกรูปหนึ่งทั้งเป็นผู้สันโดษทั้งกล่าวพรรณนาถึงความสันโดษ. เพื่อแสดงเหตุผลข้อนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า เป็นผู้มีปกติกล่าวพรรณนาถึงความสันโดษในจีวรตามมีตามได้.

บทว่า อเนสนํ ความว่า การแสวงหาอันไม่สมควร อันต่างด้วยการส่งข่าวสาส์น การเดินทาง และการตามประกอบในกรรมทั้ง ๒ นั้น ซึ่งเป็นการงานของทูต.

บทว่า อปฺปฏิรูปํ ความว่า ไม่ควร.

บทว่า อลทฺธา จ แปลว่า ไม่ได้. ภิกษุผู้สันโดษถึงไม่ได้จีวร ก็หาเดือดร้อนเหมือนภิกษุบางรูปคิดว่า เราจักได้จีวรอย่างไรหนอแล้วเข้าพวกกับภิกษุผู้มีบุญ ทำการหลอกลวง ย่อมสะดุ้ง ย่อมเดือดร้อนฉันนั้นไม่.

บทว่า ลทฺธา จ ความว่า ได้โดยชอบธรรม.

บทว่า อคธิโต ความว่า ผู้ไม่ถูกความโลภผูกมัดไว้. บทว่า อมุจฺฉิโต ความว่า ไม่ถึงความสยบ เพราะความอยากจัด. บทว่า อนชฺฌาปนฺโน ความว่า ไม่ถูกตัณหาท่วมทับ คือมัดไว้.

บทว่า อาทีนวทสฺสาวี ความว่า เห็นโทษในอาบัติที่ต้องเพราะการแสวงหาอันไม่สมควร และในการบริโภคลาภที่ถูกความอยากผูกมัดไว้.

บทว่า นิสฺสรณปญฺโญ ความว่า ผู้รู้ถึงการสลัดออกที่ท่านกล่าวไว้ว่า เพียงเพื่อบำบัดความหนาวเป็นต้น.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๔

บทว่า อิตรีตรจีวรสนฺตุฏฺฐิยา ความว่า ด้วยการสันโดษด้วยจีวรอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า เนวตฺตานุกฺกํเสติ ความว่า ไม่ทำการยกตนขึ้นว่า เราเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุล เราสมาทานปังสุกูลังกังคธุดงค์ ตั้งแต่อยู่ในโรงอุปสมบททีเดียว จะมีใครเหมือนเรา ดังนี้.

สองบทว่า น ปรํ วมฺเภติ ความว่า ไม่ข่มผู้อื่นอย่างนี้ว่า ก็ภิกษุพวกอื่นนี้หาเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลไม่ หรือว่า ภิกษุพวกนี้หามีแม้แต่เพียงปังสุกูลิกังคธุดงค์ไม่ดังนี้.

หลายบทว่า โย หิ ตตฺถ ทกฺโข ความว่า ผู้ใดเป็นผู้ขยัน ฉลาดเฉียบแหลม ในการสันโดษด้วยจีวรนั้น หรือในคุณมีความเป็นผู้กล่าวพรรณนาเป็นต้น.

บทว่า อนลโส ความว่า เว้นจากความเกียจคร้าน โดยการทำติดต่อ.

สองบทว่า สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต ความว่า ประกอบด้วยปัญญาในการรู้ตัว และด้วยการระลึกได้.

สองบทว่า อริยวํเส ฐิโต ความว่า ดำรงอยู่ในอริยวงศ์.

ข้อว่า อิตริตเรน ปิณฺฑปาเตน ความว่า ด้วยบิณฑบาตอย่างใดอย่างหนึ่ง.

แม้ในข้อนี้ บัณฑิตก็พึงทราบบิณฑบาต เขตในการเที่ยวบิณฑบาต ความสันโดษในบิณฑบาต ธุดงค์ที่เกี่ยวเนื่องด้วยบิณฑบาต.

บรรดา ๔ ข้อนั้น ข้อว่าบิณฑบาต ๑๖ อย่าง คือ ข้าวสุก ขนมกุมมาส ข้าวตู ปลา เนื้อ น้ำนม เนยส้ม เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ข้าวต้ม ของควรเคี้ยว ของควรลิ้ม ของควรเลีย (ชิม).

ข้อว่า ปิณฺฑปาตกฺเขตฺตํ ความว่า เขตแห่งการเที่ยวบิณฑบาตมี ๑๕ คือ ภัตที่เขาถวายพระสงฆ์ ภัตที่เขาถวายเจาะจง ภัตที่ได้ในที่นิมนต์ ภัตที่เขาถวายพร้อมกับสลาก ภัตที่เขาถวายประจำปักษ์ ภัตที่เขาถวายในวันอุโบสถ ภัตที่เขาถวายในวันปาฏิบท (คือวันขึ้นหรือแรมค่ำหนึ่ง) ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้จรมา ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้เตรียมจะไป ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุไข้ ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้ ภัตที่เขาถวายในวิหารใกล้ ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้เฝ้ากุฏิ ภัตที่เขาถวายประจำวัน ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้เฝ้าวิหาร.

ข้อว่า ปิณฺฑปาตสนฺโตโส ความว่า สันโดษมี ๑๕ คือ สันโดษในการตรึกในบิณฑบาต สันโดษในการไป สันโดษในการแสวงหา สันโดษในการได้เฉพาะ สันโดษในการรับ สันโดษในการรับแต่พอประมาณ สันโดษในการเว้นจากความอยากได้ สันโดษตามได้ สันโดษตามกำลัง สันโดษตามสมควร สันโดษในการบำรุง สันโดษในการกำหนด สันโดษในการบริโภค สันโดษในการเว้นจากการสะสม สันโดษในการสละ.

บรรดาสันโดษเหล่านั้น ภิกษุผู้ยินดีล้างหน้าแล้ว ย่อมตรึก. ก็ภิกษุผู้เที่ยวไปกับคณะ ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ในเวลาอุปัฏฐากพระเถระในเวลาเย็น ถูกถามว่า พรุ่งนี้พวกเราจักเที่ยวบิณฑบาตที่ไหน. ตอบว่า ในบ้านชื่อโน้นขอรับ คิดเพียงเท่านี้ จากนั้นไปก็ไม่พึงตรึก (อีก). ภิกษุผู้เที่ยวไปรูปเดียว พึงยืนตรึกในโรงสำหรับตรึกเถิด. ภิกษุผู้ตรึกเกินกว่านั้น ย่อมเป็นผู้เคลื่อน เหินห่างจากอริยวงศ์. ข้อที่ว่ามานี้ ชื่อว่าสันโดษในการตรึก.

ก็ภิกษุผู้จะเข้าไปบิณฑบาต ไม่ต้องคิดว่า จักได้ที่ไหน พึงไปโดยมีกรรมฐานเป็นใหญ่เถิด. ข้อนี้ชื่อว่าสันโดษในการไป. ภิกษุผู้แสวงหาไม่ต้องกำหนดว่าเป็นอะไร พึงพาเอาภิกษุผู้เป็นลัชชี มีศีลเป็นที่รักเท่านั้น ไปแสวงหาเถิด. ข้อนี้ชื่อว่าสันโดษในการแสวงหา. ภิกษุเห็นคนนำอาหารมาแต่ไกล ไม่พึงให้เกิดความคิดขึ้นว่า ของนั้นน่าพอใจ ของนั่นไม่น่าพอใจ ดังนี้. นี้ชื่อว่าสันโดษในการได้เฉพาะ.

ภิกษุไม่พึงคิดว่า ของนี้น่าชอบใจ เราจักรับ ของนี้ไม่น่าชอบใจ เราจะไม่รับ ดังนี้แล้ว รับเอาแต่เพียงอาหารพอยังอัตตภาพอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นเถิด. นี้ชื่อว่าสันโดษในการรับ.

ก็ในสันโดษข้อนี้ ไทยธรรมมีมาก แต่ทายกต้องการจะถวายแต่น้อย พึงรับเอาแต่น้อย. แม้ไทยธรรมก็มีมาก ถึงทายกก็ต้องการจะถวายมาก พึงรับเอาแต่พอประมาณเท่านั้น. ไทยธรรมมีไม่มาก ถึงทายกก็ต้องการจะถวายไม่มาก พึงรับเอาแต่น้อย. ไทยธรรมมีไม่มาก แต่ทายกต้องการจะถวายมาก ก็พึงรับเอาแต่พอประมาณเท่านั้น.

ก็ภิกษุผู้ไม่รู้จักประมาณในการรับย่อมทำความเลื่อมใสของพวกมนุษย์ให้แปดเปื้อน ทำศรัทธาไทยให้ตกไป ไม่กระทำคำสอน ไม่สามารถจะยึดจิตแม้ของมารดาผู้บังเกิดเกล้าได้. ภิกษุพึงรู้จักประมาณเสียก่อนแล้วจึงรับ ด้วยประการฉะนี้แล. นี้ชื่อว่าสันโดษในการรับแต่พอประมาณ.

ภิกษุไม่ไปยังตระกูลที่มั่งคั่งเท่านั้น พึงไปตามลำดับประตูเถิด. นี้ชื่อว่าสันโดษในการเว้นจากการอยากได้.

ยถาลาภสันโดษเป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วในจีวรนั่นแหละ.

การที่ภิกษุรู้อุปการอย่างนี้ว่า เราจักฉันบิณฑบาตแล้ว รักษาสมณธรรมดังนี้แล้วฉัน ชื่อว่าอุปการสันโดษ.

ภิกษุไม่พึงรับบิณฑบาตที่เขาบรรจุเต็มบาตร แล้วนำมา (ถวาย) เมื่อมีอนุปสัมบัน (ลูกศิษย์) พึงให้อนุปสัมบันนั้นนำมา เมื่อไม่มี ก็พึงให้เขานำมาแล้วรับเท่าที่พอรับได้. นี้ชื่อว่าสันโดษในการกำหนด.

การที่ภิกษุฉันโดยมนสิการอย่างนี้ว่า การฉันนี้บรรเทาความหิวได้ การออกไปจากภพจะมีได้ในเพราะการฉันนี้ ชื่อว่าสันโดษในการบริโภค. ภิกษุไม่พึงเก็บสะสมไว้ฉัน. นี้ชื่อว่าสันโดษในการเว้นจากการสะสม. ภิกษุไม่พึงเห็นแก่หน้า ตั้งอยู่ในสาราณิยธรรมแล้ว พึงสละเถิด. นี้ชื่อว่าสันโดษในการสละ.

ก็ธุดงค์ ๕ ข้อคือ ปิณฑปาติกังคะ สปทานจาริกังคะ เอกาสนิกังคะ ปัตตปิณฑิกังคะ ขลุปัจฉาภัตติกังคะ เกี่ยวเนื่องกับบิณฑบาต.

กถาอย่างพิสดารของธุดงค์ทั้ง ๕ ข้อนั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.

ภิกษุผู้บำเพ็ญมหาอริยวงศ์ข้อว่าการสันโดษในบิณฑบาต ย่อมรักษาธุดงค์ ๕ ข้อนี้ไว้ได้ด้วยประการฉะนี้. ภิกษุเมื่อรักษาธุดงค์ ๕ ข้อนี้ได้ ย่อมเป็นผู้สันโดษตามมหาอริยวงศ์ ข้อว่าการสันโดษด้วยบิณฑบาต.

บทว่า วณฺณวาที เป็นต้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.

ในบทว่า เสนาสเนน นี้ บัณฑิตพึงทราบเสนาสนะ เขตแห่งเสนาสนะ ความสันโดษในเสนาสนะ ธุดงค์ที่เกี่ยวกับเสนาสนะ.

บรรดา ๔ ข้อนั้น ข้อว่า เสนาสนํ ความว่า เสนาสนะมี ๑๕ ชนิดนี้ คือ เตียง ตั่ง ฟูก หมอน วิหาร เพิง ปราสาท ปราสาทโล้น ถ้ำ ที่เร้น ป้อม เรือนยอดเดียว พุ่มไม้ไผ่ โคนต้นไม้ ก็หรือว่าที่ที่สมควรแก่ภิกษุ.

ข้อว่า เขตของเสนาสนะ ความว่า เขตมี ๖ คือ จากสงฆ์ จากคณะ จากญาติ จากมิตร จากทรัพย์ของตน หรือเขตที่เป็นของบังสุกุล.

ข้อว่า สันโดษในเสนาสนะ ความว่า ในเสนาสนะ มีสันโดษ ๑๕ อย่าง มีสันโดษในการตรึกเป็นต้น. สันโดษเหล่านั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในบิณฑบาตนั่นแหละ.

ก็ธุดงค์ ๕ ข้อคือ อารัญญิกังคะ รุกขมูลิกังคะ อัพโภกาสิกังคะ โสสานิกังคะ ยถาสันถติกังคะ เกี่ยวเนื่องด้วยเสนาสนะ. กถาอย่างพิสดารของธุดงค์เหล่านั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.

ภิกษุผู้บำเพ็ญมหาอริยวงศ์ ข้อว่าการสันโดษในเสนาสนะ ย่อมชื่อว่ารักษาธุดงค์ ๕ ข้อนี้ด้วยประการฉะนี้. เมื่อรักษาธุดงค์ ๕ ข้อนี้ได้ จัดว่าเป็นผู้สันโดษตามมหาอริยวงศ์ ข้อว่าการสันโดษในเสนาสนะ.

ก็คิลานปัจจัยรวมเข้าในบิณฑบาตนั่นแหละ. ในคิลานปัจจัยนั้น ภิกษุพึงเป็นผู้สันโดษด้วยการสันโดษตามได้ สันโดษตามกำลัง และสันโดษตามสมควรทีเดียว.

ภิกษุ (เมื่อสมาทาน) เนสัชชิกังคธุดงค์ ชื่อว่าย่อมคบอริยวงค์ ข้อว่าการยินดีในภาวนา.

สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ในเสนาสนะท่านกล่าวธุดงค์ไว้ ๕ ข้อ ธุดงค์ ๕ ข้อ

อาศัยอาหาร ข้อหนึ่งเกี่ยวเนื่องกับความเพียร และ

อีก ๒ ข้ออาศัยจีวร.

ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ กล่าวอริยวงศ์ ข้อว่าการสันโดษในจีวรข้อที่หนึ่ง เป็นเหมือนกับจะแบ่งขยายมหาปฐวี เป็นเหมือนกับจะยังท้องน้ำให้เต็ม และเป็นเหมือนกับจะขยายอากาศให้กว้างขวาง.

กล่าวอริยวงศ์ข้อว่าการสันโดษในบิณฑบาต ข้อที่ ๒ เป็นเหมือนกับจะยังพระจันทร์ให้ตั้งขึ้น และเป็นเหมือนกับจะยังพระอาทิตย์ให้โลดขึ้นมา.

กล่าวอริยวงศ์ข้อว่าการสันโดษในเสนาสนะ ข้อที่ ๓ เป็นเหมือนกับจะยกเขาสิเนรุขึ้น บัดนี้เพื่อจะกล่าวอริยวงศ์ข้อว่าความยินดีในภาวนา ข้อที่ ๔ ซึ่งประดับไปด้วยนัยหนึ่งพัน จึงเริ่มเทศนาว่า ท่านผู้มีอายุ ก็ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุย่อมเป็นผู้ยินดีในการละ ดังนี้.

ในข้อนั้น ความยินดี ชื่อว่า อาราโม อธิบายว่า ความยินดียิ่ง. ภิกษุชื่อว่ายินดีในการละ เพราะอรรถว่ามีความยินดีในการละ ๕ อย่าง.

ภิกษุชื่อว่ายินดีแล้วในการละ เพราะอรรถว่ายินดีแล้วในการละอย่างนี้ว่า เมื่อละความพอใจในกามได้ ย่อมยินดี เมื่อเจริญเนกขัมมะย่อมยินดี เมื่อละพยาบาทได้ย่อมยินดี ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งหมดได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอรหัตตมรรค ย่อมยินดี.

ภิกษุชื่อว่ายินดีในภาวนา เพราะอรรถว่ามีความยินดีในภาวนา ตามนัยที่กล่าวนั่นแล. ชื่อว่ายินดีแล้วในภาวนา เพราะอรรถว่าเป็นผู้ยินดีแล้วในภาวนา.

ก็บรรดาอริยวงศ์ ๔ ข้อเหล่านี้ ด้วยอริยวงศ์ข้างต้น ๓ ข้อแรก เป็นอันท่านกล่าวถึงวินัยปิฎกทั้งสิ้นด้วยอำนาจแห่งธุดงค์ ๑๓ ข้อ และการสันโดษในปัจจัย ๔. ด้วยอริยวงศ์ข้อว่าการยินดีในภาวนา เป็นอันท่านกล่าวถึงปิฎก ๒ ข้อที่เหลือ.

ก็ภิกษุเมื่อกล่าวอริยวงศ์ ข้อว่าความยินดีในภาวนานี้ พึงกล่าวตามบาลีแห่งเนกขัมมะ ในปฏิสัมภิทามรรค พึงกล่าวโดยบรรยายแห่งทสุตตรสูตรในทีฆนิกาย พึงกล่าวโดยบรรยายแห่งสติปัฏฐานสูตร ในมัชฌิมนิกาย (และ) พึงกล่าวโดยบรรยายแห่งนิเทสในอภิธรรมเถิด.

ใน ๔ ข้อนั้น ข้อว่า ปฏิสมฺภิทามคฺเค เนกฺขมฺมปาลิยา ความว่า ภิกษุพึงกล่าวตามบาลีแห่งเนกขัมมะ ในปฏิสัมภิทามรรคอย่างนี้ว่า

ภิกษุนั้น เมื่อเจริญเนกขัมมะย่อมยินดี เมื่อละกามฉันทะได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญความไม่พยาบาทย่อมยินดี เมื่อละความพยาบาทได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอาโลกสัญญาย่อมยินดี เมื่อละถีนมิทธะได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญความสงบย่อมยินดี เมื่อละอุทธัจจะได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญการกำหนดธรรมย่อมยินดี เมื่อละวิจิกิจฉาได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญญาณ (ปัญญา) ย่อมยินดี เมื่อละอวิชชาได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญปราโมชย่อมยินดี เมื่อละความไม่ยินดีได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญปฐมฌานย่อมยินดี เมื่อละนิวรณ์ ๕ ได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญทุติยฌานย่อมยินดี เมื่อละวิตกวิจารได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญตติยฌานย่อมยินดี เมื่อละปีติได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญจตุตถฌานย่อมยินดี เมื่อละสุขและทุกข์ได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอากาสานัญจายตนสมาบัติย่อมยินดี เมื่อละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ย่อมยินดี เมื่อเจริญวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมยินดี เมื่อละอากิญจัญญายตนสมาบัติได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอนิจจานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละนิจจสัญญาได้ ย่อมยินดี เมื่อเจริญทุกขานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละสุขสัญญาได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอนัตตานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละอัตตสัญญาได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญนิพพิทานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละความพอใจได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญวิราคานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละราคะได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญนิโรธานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละสมุทัยได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญปฏินิสสัคคานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละความยึดถือได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญขยานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละฆนสัญญาได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญวยานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละอายูหนะ (การประมวลไว้) ได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญวิปริณามานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละธุวสัญญา (ความสำคัญว่ายั่งยืน) ได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอนิมิตตานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละนิมิตได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอัปปณิหิตานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละปณิธิ ย่อมยินดี เมื่อเจริญสุญญตานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละอภินิเวสได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละสาราทานาภินิเวสได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญยถาภูตญาณทัสสนะ ย่อมยินดี เมื่อละสัมโมหาภินิเวสได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอาทีนวานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละอาลยาภินิเวส ย่อมยินดี เมื่อเจริญปฏิสังขาภินิเวส ย่อมยินดี เมื่อละอัปปฎิสังขะได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญวิวัฏฏานุปัสสนา ย่อมยินดี เมื่อละสังโยคาภินิเวสได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญโสดาปัตติมรรค ย่อมยินดี เมื่อละกิเลสที่ตั้งอยู่ที่เดียวกับทิฏฐิได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญสกทาคามิมรรค ย่อมยินดี เมื่อละกิเลสอย่างหยาบเสียได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอนาคามิมรรค ย่อมยินดี เมื่อละกิเลสอย่างละเอียดได้ย่อมยินดี เมื่อเจริญอรหัตตมรรค ย่อมยินดี เมื่อละกิเลสทั้งหมดได้ย่อมยินดี ดังนี้.

ข้อว่า ทีฆนิกาเย ทสุตฺตรสุตฺตนฺตปริยาเยน กเถตพฺโพ ความว่า พึงกล่าวโดยบรรยายแห่งทสุตตรสูตรในทีฆนิกาย อย่างนี้ว่า

ภิกษุเมื่อเจริญธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมยินดี เมื่อละธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมยินดี ฯลฯ เมื่อเจริญธรรมสิบ ย่อมยินดี เมื่อละธรรมได้ ๑๐ ย่อมยินดี.

ภิกษุเมื่อเจริญธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมยินดีเป็นไฉน

เมื่อเจริญกายคตาสติ อันเป็นธรรมที่สหรคตด้วยความยินดี ย่อมยินดี ภิกษุเมื่อเจริญธรรมอย่างหนึ่งนี้ ย่อมยินดี.

ภิกษุเมื่อละธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมยินดี เป็นไฉน

เมื่อละอัสมิมานะได้ ย่อมยินดี ภิกษุเมื่อละธรรมอย่างหนึ่งนี้ได้ ย่อมยินดี.

เมื่อเจริญธรรม ๒ อย่าง ย่อมยินดี เป็นไฉน ฯลฯ เมื่อเจริญธรรมสิบอย่าง ย่อมยินดี เป็นไฉน

เมื่อเจริญกสิณสิบ ย่อมยินดี เมื่อเจริญธรรมเหล่านี้ ย่อมยินดี เมื่อละธรรมสิบเหล่าไหนได้ ย่อมยินดี เมื่อละมิจฉัตตะสิบได้ ย่อมยินดี เมื่อละธรรมสิบเหล่านี้ได้ ย่อมยินดี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ยินดีในภาวนา อย่างนี้แล.

ข้อว่า มชฺฌิมนิกาเยน สติปฏฺฐานสุตฺตนฺตปริยาเย กเถตพฺโพ ความว่า พึงกล่าวโดยบรรยายแห่งสติปัฏฐานสูตร ในมัชฌิมนิกายอย่างนี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นหนทางเครื่องดำเนินไปอย่างเอก ฯลฯ เพียงเพื่อความรู้ เพียงเพื่อเป็นที่อาศัยระลึก เธอไม่ติดอาศัยอยู่ และไม่ยึดถืออะไรในโลก.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุย่อมเป็นผู้ยินดีในภาวนา เป็นผู้ยินดีแล้วในภาวนา เป็นผู้ยินดีในการละ เป็นผู้ยินดีแล้วในการละ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุเมื่อกำลังไปก็รู้ว่า เรากำลังไป ฯลฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุแม้พึงเหมือนผู้เห็นร่างกายที่ทิ้งไว้ในป่าช้า ฯลฯ เป็นของเปื่อยเน่า ผุพัง เธอย่อมนำเข้าไปเปรียบเทียบกับกายนี้นี่แหละว่า ร่างกายแม้นี้แล ก็มีธรรมอย่างนี้ มีภาวะอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นภาวะอย่างนี้ไปได้ ดังนี้ เธอย่อมเห็นกายในกายอันเป็นภายในด้วยประการฉะนี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ยินดีในภาวนา แม้อย่างนี้แล.

ข้อว่า อภิธมฺเม นิทฺเทสปริยาเยน ความว่า พึงกล่าวโดยบรรยายแห่งนิเทสในอภิธรรมอย่างนี้ว่า ภิกษุเมื่อเห็นสังขตธรรมแม้ทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นแผล ฝี ฯลฯ เป็นธรรมมีความเศร้าหมอง ย่อมยินดี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้แลย่อมเป็นผู้ยินดีในภาวนา.

ข้อว่า เนว อตฺตานุกฺกํเสติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่ทำการยกตนขึ้นอย่างนี้ว่า เมื่อเราทำการงานในวิปัสสนาว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตลอด ๖๐ หรือ ๗๐ ปี ในวันนี้จะมีใครเหมือนเรา ดังนี้.

ข้อว่า นรํปรํ วมฺเภติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่ทำการข่มผู้อื่นอย่างนี้ว่า แม้เพียงเหตุสักว่า วิปัสสนาว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาก็ไม่มี (แก่ภิกษุเหล่านี้) ทำไมภิกษุเหล่านี้จึงละทิ้งกรรมฐานเที่ยวไป ดังนี้.

คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวแล้วนั่นเอง.

ข้อว่า ปธานานิ ได้แก่ ความเพียรขั้นสูงสุด. ข้อว่า สํวรปธานํ ความว่า ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้สำรวมอายตนะมีจักษุเป็นต้น.

ข้อว่า ปหานปธานํ ความว่า ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ละกามวิตกเป็นต้น. ข้อว่า ภาวนาปธานํ ความว่า ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์. ข้อว่า อนุรกฺขนาปธานํ ความว่า ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ตามรักษาสมาธินิมิต.

ในข้อว่า วิเวกนิสฺสิตํ เป็นต้น ความว่า แม้คำทั้ง ๓ คือวิเวก วิราคะ นิโรธก็เป็นชื่อของพระนิพพาน.

จริงอยู่ พระนิพพาน ชื่อว่าวิเวก เพราะสงัดจากอุปธิกิเลส ชื่อว่าวิราคะเพราะอรรถว่ากิเลสมีราคะเป็นต้น มาถึงพระนิพพานนั้นย่อมบำราศไป ชื่อว่านิโรธ เพราะอรรถว่าดับ เพราะเหตุนั้นในคำว่า วิเวกนิสฺสิตํ เป็นต้น จึงมีอธิบายว่า อาศัยพระนิพพานด้วยอำนาจความเป็นอารมณ์ หรือด้วยอำนาจพึงบรรลุ.

ในคำว่า โวสฺสคฺคปริณามี นี้ ความว่า การสละลงมี ๒ อย่าง คือ การสละลงคือการบริจาค ๑ การสละลงคือการแล่นไป ๑.

ใน ๒ อย่างนั้น วิปัสสนา ชื่อว่าการสละลงคือการบริจาค เพราะอรรถว่าสละกิเลสและขันธ์ได้ด้วยองค์นั้น. มรรคชื่อว่าการสละลงคือการแล่นไป เพราะอรรถว่าแล่นไปสู่พระนิพพานโดยความเป็นอารมณ์.

เพราะฉะนั้นในข้อว่า โวสฺสคฺคปริณามี นี้จึงมีอธิบายอย่างนี้ว่า

สติสัมโพชฌงค์ที่ภิกษุเจริญอยู่ ย่อมน้อมไปเพื่อความสละลง เธอย่อมบรรลุวิปัสสนาภาวนาและมรรคภาวนาฉันใด เธอย่อมเจริญโวสสัคคะฉันนั้น ดังนี้.

แม้ในบทที่เหลือก็นัยนั้นเหมือนกัน.

สมาธินิมิตอันเจริญ ท่านเรียกว่า ภทฺทกํ. สมาธินั่นแหละเป็นอันภิกษุบรรลุแล้วด้วยอำนาจอัฏฐิกสัญญาเป็นต้น.

ข้อว่า อนุรกฺขติ ความว่า เมื่อภิกษุชำระราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายข้าศึก ย่อมรักษาสมาธิไว้ได้.

ก็ในข้อนี้ท่านกล่าวสัญญาไว้ ๕ ข้อมีอัฏฐิกสัญญาเป็นต้น. ก็ในฐานะนี้ ท่านกล่าวอสุภะไว้ครบทั้ง ๑๐ โดยพิสดาร. ความพิสดารของอสุภเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล.

ข้อว่า ธมฺเม ญาณํ ความว่า ญาณในสัจจธรรมสี่ และญาณในนิโรธธรรมในภายในสัจจสี่ด้วยอำนาจการแทงตลอดเป็นอันเดียวกัน. เหมือนที่กล่าวไว้แล้ว.

ถามว่า ในญาณ ๒ นั้น ญาณในธรรมเป็นไฉน

ตอบว่า ญาณในมรรค ๔ ผล ๔.

ข้อว่า อนฺวเย ญาณํ ความว่า ญาณที่เป็นไปตามญาณนั้นอย่างนี้ว่า ภิกษุเห็นสัจจะ ๔ โดยประจักษ์ในบัดนี้ฉันใด ถึงในอดีต ถึงในอนาคต ก็ฉันนั้น ขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่นเอง ชื่อว่าทุกขสัจจะ. ตัณหานี้นั่นแหละชื่อว่าสมุทัยสัจจะ. นิโรธนี้เทียว ชื่อว่านิโรธสัจจะ. มรรคนี้ทีเดียว ชื่อว่ามรรคสัจจะ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เธอย่อมนำนัยไปในอดีตและอนาคต ด้วยการรู้ การเห็น การบรรลุ การรู้ชัด การหยั่งเห็นตามธรรมนี้.

ข้อว่า ปริจฺเฉเท ญาณํ ความว่า ญาณในการกำหนดใจของคนพวกอื่น เหมือนที่ท่านกล่าวไว้แล้ว. บัณฑิตพึงให้ข้อความพิสดารว่า ในญาณนั้น ญาณในการกำหนดใจเป็นไฉน ภิกษุในศาสนานี้กำหนดใจของสัตว์อื่น บุคคลอื่นได้ด้วยใจ ก็ย่อมรู้ได้ ดังนี้.

ก็ญาณที่เหลือเว้นญาณ ๓ เหล่านี้ ชื่อว่าสัมมติญาณ เหมือนดังท่านกล่าวไว้แล้ว. ในข้อนั้น สัมมติญาณเป็นไฉน ญาณที่เหลือ เว้นญาณในธรรม เว้นญาณในการไปตาม เว้นญาณในการกำหนดใจเสียแล้ว ชื่อว่าสัมมติญาณ ดังนี้.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๒๕

กรรมฐานในสัจจะ ๔ ท่านกล่าวสรุปไว้สำหรับภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งบรรลุอรหัตด้วยญาณในทุกขสัจจะเป็นต้น.

บรรดาสัจจะ ๔ นั้น สัจจะ ๒ ข้อเป็นวัฏฏะ อีก ๒ ข้อเป็นวิวัฏฏะ. อภินิเวสะ (ความยึดมั่น) ย่อมมีในวัฏฏะ แต่หามีในวิวัฏฏะไม่. ภิกษุเรียนพระปริยัติในสำนักอาจารย์ ชื่อว่าย่อมทำการงานในสัจจะ ๒. ภิกษุย่อมทำงานในสัจจะ ๒ ข้อด้วยอำนาจการฟังว่า ธรรมดาว่า นิโรธสัจจะเป็นของดี น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ธรรมดาว่า มรรคสัจจะ เป็นของน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ. การแทงตลอดด้วยอำนาจการเรียน การสอบถาม การฟัง การทรงจำ การใคร่ครวญ ในสัจจะ ๒ ย่อมควร. การแทงตลอดด้วยอำนาจการฟังในสัจจะ ๒ ย่อมควร. เธอย่อมแทงตลอด สัจจะ ๓ ด้วยอำนาจกิจ. ย่อมแทงตลอดสัจจะ ๑ ด้วยอำนาจความเป็นอารมณ์. สัจจะ ๒ ข้อเป็นของลึกซึ้งเพราะเห็นได้ยาก. สัจจะ ๒ ข้อ ที่ชื่อว่าเห็นได้ยากเพราะเป็นสภาพลึกซึ้ง.

โสตาปตฺติยงฺคาทิจตุกฺกวณฺณนา

ข้อว่า โสตาปตฺติยงฺคานิ ความว่า องค์แห่งการบรรลุกระแส. อธิบายว่า เหตุแห่งการได้โสดาปัตติมรรค. ข้อว่า สปฺปุริสสํเสโว ความว่า การเข้าไปคบหาสัตบุรุษ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. ข้อว่า สทฺธมฺมสฺสวนํ ความว่า การฟังธรรม คือพระไตรปิฎกอันเป็นที่สบาย. ข้อว่า โยนิโสมนสิกาโร ความว่า การทำไว้ในใจด้วยอำนาจอนิจจลักษณะเป็นต้น. ข้อว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ ความว่า ปฏิบัติ ข้อปฏิบัติอันมีในส่วนเบื้องต้น อันเป็นธรรมไปตามโลกุตตรธรรม. ข้อว่า อเวจฺจปฺปสาเทน ความว่า ด้วยศรัทธาอันมั่นคง.

พระพุทธคุณว่า อิติปิ โส ภควา ดังนี้เป็นต้น ท่านให้พิสดารไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.

หมวดสี่แห่งผล ธาตุ และอาหาร มีเนื้อความง่ายทีเดียว.

อีกอย่างหนึ่งในข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบความเป็นของหยาบและละเอียด ด้วยอำนาจความเป็นของหยาบและประณีต.

ข้อว่า วิญฺญาณฏฺฐิติโย ความว่า ที่ชื่อว่าวิญญาณฐิติ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งของวิญญาณ. คำนี้ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจเป็นที่ตั้งของอารมณ์.

ข้อว่า รูปูปายํ ความว่า เป็นสภาพเข้าถึงรูป.

จริงอยู่ อภิสังขารวิญญาณอาศัยรูปขันธ์ ตั้งอยู่ในปัญจโวการภพ. คำนี้ท่านกล่าวหมายถึงวิญญาณนั้น.

ข้อว่า รูปารมฺมณํ ความว่า มีรูปขันธ์เป็นอารมณ์. ข้อว่า รูปปฺปติฏฺฐํ ความว่า เป็นของตั้งอยู่เฉพาะแล้วในรูป. ข้อว่า นนฺทูปเสวนํ ความว่า เป็นของอันความพอใจเข้าไปอาศัย เพราะสัมปยุตด้วยจิตที่สหรคตด้วยโลภะ. นอกนี้เป็นของถูกส่วนสุดแห่งความประพฤติที่เคยชิน เข้าไปอาศัย.

ข้อว่า วุฑฺฒึ วิรุฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชติ ความว่า ถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ ซึ่งเป็นไปอยู่อย่างนี้ ๖๐ ปีบ้าง ๗๐ ปีบ้าง. นัยแม้ในอุบายแห่งเวทนาเป็นต้น ก็นัยนี้.

ก็ในจตุโวการภพ ท่านกล่าวอภิสังขารวิญญาณไว้ด้วยบททั้ง ๓ เหล่านี้. พึงทราบการถึงความเจริญงอกงาม ไพบูลย์ด้วยอำนาจความเป็นไปตราบเท่าชั่วอายุของวิญญาณนั้น. ท่านไม่กล่าวว่า อุบายแห่งวิญญาณ ดังนี้ เพราะมาแล้วด้วยเทศนาตามหมวด ๔. ก็เมื่อกล่าวไปอย่างนี้ ก็จะเป็นการฟั่นเฝือหนักขึ้นว่า ในที่นี้ กัมมวิญญาณเป็นไฉน วิบากวิญญาณเป็นไฉน แม้เพราะเหตุนั้น จึงไม่กล่าวไว้.

การถึงอคติ ท่านให้พิสดารไว้แล้วทีเดียว.

ข้อว่า จีวรเหตุ ความว่า เกิดขึ้นเพราะมีจีวรเป็นเหตุว่า เราจักได้จีวรที่ชอบใจในที่ไหน. อิติศัพท์ในข้อว่า อิติภวาภวเหตุ นี้ เป็นนิบาตลงในการชี้แจง. อธิบายว่า เหตุมีจีวรเป็นต้นเป็นฉันใด เหตุมีภพและอภพเป็นต้น (เหตุที่ประณีตและประณีตกว่า) ก็เป็นฉันนั้น.

ในข้อว่า ภวาภโว นี้ท่านประสงค์เอาน้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นที่ประณีตและประณีตกว่า. พึงทราบว่า ก็อริยวงศ์ ๔ ท่านแสดงไว้ตามลำดับทีเดียว เพื่อต้องการละตัณหา และอุปาทาน ๔ เหล่านี้.

หมวด ๔ แห่งปฏิปทา ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.

ในการอดทนไม่ได้เป็นต้น มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้.

ภิกษุที่ชื่อว่าอักขมา เพราะอรรถว่าอดทนความหนาวเป็นต้นไม่ได้ ในเวลาทำความเพียร. ชื่อว่าขมา เพราะอรรถว่าทนได้. การฝึกอินทรีย์ ชื่อว่าทมา. ความสงบวิตก โดยนัยเป็นต้นว่า อดกลั้นกามวิตกที่เกิดขึ้นไม่ได้ ชื่อสมา.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๔

ข้อว่า ธมฺมปทานิ ความว่า ส่วนแห่งธรรม. ความไม่เพ่งเล็ง ชื่อว่าบทแห่งธรรม. อีกอย่างหนึ่ง ความไม่โลภโดยมีความไม่โลภเป็นใหญ่ หรือการบรรลุฌานวิปัสสนามรรคผลและนิพพาน ก็ชื่อว่าบทแห่งธรรม. ความไม่พยาบาท ชื่อว่าบทแห่งธรรม หรือความไม่โกรธโดยมีเมตตาเป็นหลัก หรือการบรรลุฌานเป็นต้น ชื่อว่าบทแห่งธรรม. สัมมาสติ ชื่อว่าบทแห่งธรรม. อีกอย่างหนึ่ง การตั้งสติมั่น โดยมีสติเป็นหลัก หรือการบรรลุฌานเป็นต้น ชื่อว่าบทแห่งธรรม. สัมมาสมาธิ ชื่อว่าบทแห่งธรรม.

อีกอย่างหนึ่ง สมาบัติด้วยอำนาจสมาบัติ ๘ หรือการบรรลุฌานวิปัสสนามรรคผล และนิพพาน ชื่อว่าบทแห่งธรรม. การบรรลุฌานเป็นต้นด้วยอำนาจอสุภะ ๑๐ หรือความไม่เพ่งเล็ง ชื่อว่าบทแห่งธรรม. บทแห่งธรรมที่บรรลุด้วยอำนาจพรหมวิหาร ๔ (หรือ) ความไม่พยาบาท ชื่อว่าบทแห่งธรรม. บทแห่งธรรมที่บรรลุด้วยอำนาจอนุสสติ ๑๐ และอาหารปฏิกูลสัญญา (หรือ) สัมมาสติ ชื่อว่าบทแห่งธรรม. บทแห่งธรรมที่บรรลุด้วยอำนาจกสิณ ๑๐ และอานาปานสติ (หรือ) สัมมาสมาธิ ชื่อว่าบทแห่งธรรมดังนี้แล.

ในการสมาทานธรรมทั้งหลาย มีเนื้อความดังต่อไปนี้.

การสมาทานข้อแรก เป็นปฏิปทาของอเจลกะ.

การสมาทานข้อที่ ๒ เป็นการประพฤติพรหมจรรย์อย่างบริสุทธิ์ของบุคคลผู้มีกิเลสกล้า ไม่สามารถจะคว้าเอาพระอรหัตไว้ได้ ร้องไห้น้ำตาเปียกหน้าอยู่.

การสมาทานข้อที่ ๓ เป็นการสมาทานที่ตกไปในกามทั้งหลาย.

การสมาทานข้อที่ ๔ เป็นการประพฤติพรหมจรรย์ในศาสนาของบุคคลผู้แม้ไม่ได้ปัจจัยสี่ แต่ก็พรั่งพร้อมไปด้วยความสุขตามอำนาจฌานและวิปัสสนา.

ในข้อว่า ธมฺมกฺขนฺธา นี้ ได้แก่ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในคุณ คือตั้งอยู่ในขันธ์. ข้อว่า ลีลกฺขนฺโธ ได้แก่ คุณของศีล. ก็ผลของศีล ท่านประสงค์เอาในข้อนี้. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. ผลนั่นเอง ท่านกล่าวไว้ในฐานแม้ทั้ง ๔ ด้วยประการฉะนี้.

ข้อว่า พลานิ ความว่า ที่ชื่อว่ากำลังทั้งหลาย เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องช่วยเหลือ และเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว. บัณฑิตพึงทราบความที่กำลังเหล่านั้นเป็นของไม่หวั่นไหวด้วยธรรมมีโกสัชชะเป็นต้น ซึ่งเป็นข้าศึกกัน. กำลังแม้ทั้งหมดทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจสมถะ วิปัสสนาและมรรค.

อธิศัพท์ในข้อว่า อธิฏฺฐานานิ นี้เป็นเพียงอุปสรรค. แต่ว่าโดยความหมายแล้ว ก็มีความหมายว่า เป็นเหตุตั้งอยู่ เป็นที่ตั้งอยู่ของคุณธรรม หรือว่าเป็นฐานะ คือความตั้งใจมั่นของคนที่สร้างสมคุณนั้นๆ. การตั้งใจมั่นคือปัญญา ชื่อว่าปัญญาธิฏฐาน.

ก็ในที่นี้ พระมูสิยาภยเถระกล่าวไว้ว่า บัณฑิตพึงทราบว่า ปัญญาในมรรคและผล ท่านกล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่หนึ่ง. วาจาสัตย์ กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่สอง. การบริจาคอามิส กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่สาม. การสงบกิเลส กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่สี่.

อีกอย่างหนึ่ง ปัญญาในผล เริ่มต้นแต่กัมมัสสกตาปัญญาหรือวิปัสสนาปัญญา กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่หนึ่ง พระนิพพานซึ่งเป็นปรมัตถสัจจะ เริ่มต้นแต่วาจาสัตย์ กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่สอง การสละกิเลสด้วยอรหัตตมรรค เริ่มต้นแต่การบริจาคอามิส กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่สาม การสงบกิเลสด้วยอรหัตตมรรค เริ่มต้นแต่การข่มกิเลสได้ด้วยสมาบัติ กล่าวไว้ด้วยอธิฏฐานข้อที่สี่.

อีกอย่างหนึ่ง ปัญญาในอรหัตตผล กล่าวไว้ด้วยปัญญาธิฏฐานข้อหนึ่ง ปรมัตถสัจจะ กล่าวไว้ด้วยปัญญาธิฏฐานข้อที่เหลือ อีกอย่างหนึ่ง ปรมัตถสัจจะ กล่าวไว้ด้วยสัจจาธิฏฐานข้อหนึ่ง ปัญญาในอรหัตตผล กล่าวไว้ด้วยปัญญาธิฏฐานที่เหลือ ดังนี้.

ปญฺหพฺยากรณาทิจตุกฺกวณฺณนา

การพยากรณ์ปัญหา ท่านให้พิสดารแล้วในกถามหานิเทสนั้นแหละ.

ข้อว่า กณฺหํ แปลว่า อกุศลกรรมบถสิบ ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายดำ. ข้อว่า กณฺหวิปากํ ได้แก่ ผลของอกุศลกรรม เพราะให้สัตว์ผู้ทำเกิดในอบาย.

ข้อว่า สุกฺกํ ได้แก่ กุศลกรรมบถสิบ ซึ่งเป็นธรรมฝ่ายขาว. ข้อว่า สุกฺกวิปากํ ได้แก่ ผลของกุศลกรรม เพราะให้สัตว์ผู้ทำเกิดในสวรรค์.

ข้อว่า กณฺหสุกฺกํ ได้แก่ กรรมที่ระคนกัน. ข้อว่า กณฺหสุกฺกวิปากํ ได้แก่ ผลที่เป็นสุขและเป็นทุกข์.

จริงอยู่ บุคคลที่ทำกรรมอันเจือกันไปเกิดในที่แห่งช้างมงคลเป็นต้น ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เพราะอกุศล เสวยสุขในปัจจุบัน เพราะกุศล. บุคคลผู้เกิดแม้ในราชตระกูลเพราะกุศล ย่อมเสวยทุกข์ในปัจจุบันด้วยอกุศล.

ข้อว่า ไม่ดำไม่ขาว ความว่า ท่านประสงค์เอาญาณในมรรค ๔ อันทำความสิ้นกรรม.

จริงอยู่ กรรมนั้นถ้าเป็นกรรมฝ่ายดำ (อกุศล) ก็พึงให้ผลของกรรมฝ่ายดำ ถ้าเป็นกรรม ฝ่ายขาว (กุศล) ก็พึงให้ผลของกรรมฝ่ายขาว. กรรมที่ชื่อว่า ไม่ดำไม่ขาว เพราะไม่ให้ผลทั้งสอง เพราะมีผลไม่ดำไม่ขาว ในข้อนี้ มีอธิบายดังว่ามานี้.

ข้อว่า สจฺฉิกรณียานิ ความว่า พึงทำให้แจ้ง โดยทำให้ประจักษ์และโดยการได้เฉพาะ.

บทว่า จกฺขุนา ได้แก่ ทิพยจักษุ. ข้อว่า กาเยน ได้แก่ สหชาตนามกาย. ข้อว่า ปญฺญาย ได้แก่ ญาณในอรหัตตผล.

ในบทว่า โอฆะ มีวิเคราะห์ว่า ที่ชื่อว่าโอฆะ เพราะอรรถว่ากดคือทำสัตว์ให้จมลงในวัฏฏะ. บรรดาโอฆะนั้น ความกำหนัดที่เกี่ยวเนื่องกับกามคุณ ๕ ชื่อว่าโอฆะคือกาม. ความกำหนัดด้วยความพอใจในรูปภพและอรูปภพ ชื่อว่าโอฆะคือภพ. ความติดใจในญาณ และความกำหนัดที่สหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิ ก็เหมือนกัน. ทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่าโอฆะคือทิฏฐิ.

ที่ชื่อว่าโยคะ เพราะอรรถว่า ประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ.

โยคะเหล่านั้นพึงทราบว่าเหมือนโอฆะ.

ที่ชื่อว่าวิสังโยค เพราะอรรถว่าไม่ประกอบสัตว์ไว้. ในวิสังโยคนั้น อสุภฌาน ชื่อว่าการไม่ประกอบไว้ด้วยกามโยคะ อนาคามิมรรคที่บุคคลบรรลุโดยทำอสุภฌานนั้นให้เป็นบาท ชื่อว่าการไม่ประกอบด้วยกามโยคะ โดยส่วนเดียวทีเดียว. อรหัตตมรรค ชื่อว่าการไม่ประกอบด้วยภวโยคะ. โสดาปัตติมรรค ชื่อว่าการไม่ประกอบในทิฏฐิโยคะ. อรหัตตมรรค ชื่อว่าการไม่ประกอบในอวิชชาโยคะ.

กิเลสที่ชื่อว่า คันถา ด้วยสามารถผูก (สัตว์) ไว้. ที่ชื่อว่ากายคันถะ เพราะอรรถว่าผูกคือพัน ได้แก่ร้อยรัดนามกายและรูปกายไว้ในวัฏฏะ. ข้อว่า อิทํสจฺจาภินิเวโส ความว่า อภินิเวส คือทิฏฐิที่เป็นไปอย่างนี้ว่า นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ดังนี้.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๗๔๐

ข้อว่า อุปาทานานิ ได้แก่ การยึดมั่นถือมั่น. ความกำหนัด ชื่อว่ากาม. กามนั้นนั่นแหละ ชื่อว่ากามุปาทาน เพราะอรรถว่าถือมั่น ด้วยอรรถว่ายึดไว้. มิจฉาทิฏฐิ ชื่อว่าทิฏฐิ. ทิฏฐิแม้นั้น ชื่อว่าทิฏฐุปาทาน เพราะอรรถว่าถือมั่น ด้วยอรรถว่ายึดถือไว้. การยึดถือศีลพรตอย่างนี้ว่า ความหมดจดมีได้ด้วยศีลพรตนี้ ชื่อว่าการยึดมั่นศีลพรต. ชื่อว่าอัตตวาทุปาทาน เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้เรียกว่าตน และเป็นเหตุแห่งการยึดมั่น.

ข้อว่า โยนิโย แปลว่า ส่วนทั้งหลาย. เหล่าสัตว์ที่ชื่อว่าอัณฑชะ เพราะอรรถว่าเกิดในไข่. ชื่อว่าชลาพุชะ เพราะอรรถว่าเกิดในครรภ์. ชื่อว่าสังเสทชะ เพราะอรรถว่า เกิดในเหงื่อไคล. คำนี้เป็นชื่อของสัตว์ที่เกิดในที่นอน และในที่โสโครกมีปลาเน่า เป็นต้น. ที่ชื่อว่าโอปปาติกะ เพราะอรรถว่า เป็นเหมือนมาเกิดขึ้นโดยฉับพลัน.

ในข้อนั้น นี้เป็นความแตกต่างกันระหว่างสัตว์เกิดในเหงื่อไคล กับสัตว์ที่เกิดผุดขึ้นในจำพวกเทวดาและมนุษย์. สัตว์จำพวกสังเสทชะ เกิดเป็นตัวอ่อนเล็กๆ. สัตว์จำพวกโอปปาติกะ เกิดเป็นตัวเท่ากับคนอายุ ๑๖ ปี.

จริงอยู่ ในหมู่มนุษย์และภุมมเทวดาย่อมหากำเนิดสี่เหล่านี้ได้ครบ. ในจำพวกครุฑและนาคเป็นต้นซึ่งเป็นสัตว์ดิรัจฉานก็เหมือนกัน.

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาครุฑและนาคนั้น พวกครุฑซึ่งเป็นสัตว์ในไข่ ย่อมสังหารพวกนาค ซึ่งเป็นสัตว์เกิดในไข่ด้วยกัน แต่หาสังหารสัตว์จำพวกชลาพุชะ สังเสทชะ โอปปาติกะ ไม่.

____________________________

สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๕๓๑

เทวดาชั้นสูงๆ ขึ้นไปตั้งแต่ชั้นจาตุมมหาราชิกา จัดเป็นจำพวกโอปปาติกะทั้งนั้น. สัตว์นรกก็เช่นกัน.

ในจำพวกเปรตก็หากำเนิดได้ครบทั้ง ๔.

การก้าวลงสู่ครรภ์ ท่านกล่าวไว้แล้วในสัมปสาทนียสูตร นั่นแล.

ในการกลับได้อัตตภาพ สัตว์จำพวกที่หนึ่งพึงทราบด้วยอำนาจการขวนขวายในการเล่น จำพวกที่สองพึงทราบด้วยอำนาจสัตว์ในภายในเป็นต้น ซึ่งถูกสัตว์ภายในเป็นต้นทำลาย จำพวกที่สามพึงทราบด้วยอำนาจการประทุษร้ายทางใจจำพวกที่สี่พึงทราบด้วยอำนาจเทวดาที่เหลือชั้นสูงขึ้นไปเริ่มตั้งแต่ชั้นจาตุมมหาราชิกา.

จริงอยู่ เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่ตายด้วยความจงใจของตนเอง ทั้งไม่ตายด้วยความจงใจของสัตว์อื่น.

ทกฺขิณาวิสุทฺธาทิจตุกฺกวณฺณนา

ในข้อว่า ทกฺขณาวิสุทฺธิโย มีวิเคราะห์ว่า ที่ชื่อว่าทักษิณาวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้ทักษิณากล่าวคือทาน หมดจดมีผลมาก.

ข้อว่า ทายกโต วิสุชฌติ โน ปฏิคฺคาหกโต ความว่า ในทักษิณาใด ทายกเป็นคนมีศีล ถวายไทยธรรมที่เกิดขึ้นโดยธรรม แต่ปฏิคคาหก (ผู้รับ) เป็นคนทุศีล ทักษิณานี้เป็นเหมือนทักษิณาของพระเวสสันดรมหาราช.

ข้อว่า ปฏิคฺคาหกโต วิสุชฺฌติ โน ทายกโต ความว่า ในทักษิณาใด ปฏิคคาหกเป็นคนมีศีล แต่ทายกเป็นคนเสียศีล ถวายไทยธรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่เป็นธรรม ทักษิณานี้เป็นเหมือนทักษิณาของคนฆ่าโจร.

ข้อว่า เนว ทายกโต วิสุชฺฌติ โน ปฏิคฺคาหกโต ความว่า ในทักษิณาใดทั้งสองฝ่ายเป็นคนทุศีล ถึงไทยธรรมก็เกิดโดยไม่เป็นธรรม.

จำพวกที่ ๔ พึงทราบโดยปริยายตรงกันข้าม.

ข้อว่า สงฺคหวตฺถูนิ ความว่า เหตุแห่งการสงเคราะห์. การสงเคราะห์เหล่านั้น ท่านจำแนกไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.

ข้อว่า อนริยโวหารา ความว่า โวหารของบุคคลผู้มิใช่อริยะ คือของคนลามก.

ข้อว่า อริยโวหารา ความว่า โวหารของพระอริยะ คือสัตบุรุษ.

ข้อว่า ทิฏฺฐวาทิตา ความว่า ความเป็นผู้มีปกติกล่าวอย่างนี้ว่า เราเห็นมา เป็นต้น. ก็ในข้อนี้ พึงทราบเนื้อความด้วยอำนาจเจตนาเป็นเหตุให้ถ้อยคำนั้นๆ ตั้งขึ้น.

อตฺตนฺตปาทิจตุกฺกวณฺณนา

ในจำพวกชนที่มีตปะเป็นของตนเป็นต้น มีอธิบายดังนี้.

จำพวกที่หนึ่ง ได้แก่อเจลกะ. จำพวกที่สอง ได้แก่บรรดาคนภายในเป็นต้นคนใดคนหนึ่ง. จำพวกที่สาม ได้แก่คนบูชายัญ. จำพวกที่สี่ ได้แก่คนผู้ปฏิบัติชอบในศาสนา.

ในจำพวกชนผู้ที่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ตนเป็นต้น มีอธิบายดังนี้.

จำพวกที่หนึ่ง ได้แก่คนที่ตนเองเพียบพร้อมด้วยคุณมีศีลเป็นต้น แต่ไม่ชักชวนคนอื่นในคุณมีศีลเป็นต้น เปรียบเหมือนท่านพระวักกลิเถระฉะนั้น. จำพวกที่สอง ได้แก่คนที่ตนเองไม่สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น แต่ชักชวนคนอื่นในคุณมีศีลเป็นต้น เปรียบเหมือนท่านพระอุปนันทะฉะนั้น. จำพวกที่สาม ได้แก่คนที่ตนเองก็ไม่สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น และไม่ชักชวนคนอื่นในคุณมีศีลเป็นต้น เปรียบเหมือนพระเทวทัตต์ฉะนั้น. จำพวกที่สี่ ได้แก่บุคคลที่ตนเองก็สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น และทั้งชักชวนคนอื่นในคุณมีศีลเป็นต้น เปรียบเหมือนพระมหากัสสปฉะนั้น.

ในบุคคลที่ชื่อว่า มืด เป็นต้นมีอธิบายดังนี้.

ข้อว่า ตโม ได้แก่ คนที่มืดสนิท.

ข้อว่า ตมปรายโน ความว่า คนที่ชื่อว่า ตมปรายโน เพราะอรรถว่ามีความมืดนั่นแล เป็นทางดำเนินไป คือไปในเบื้องหน้า. ในทุกๆ บทพึงทราบเนื้อความอย่างนี้.

ก็ในคนสี่จำพวกนี้ จำพวกที่หนึ่งเกิดในอัตตภาพที่เลว มีการเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง มีตระกูลคนจัณฑาลเป็นต้น ซึ่งเป็นตระกูลต่ำ ทำทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์. จำพวกที่สองก็เป็นคนอย่างนั้น แต่บำเพ็ญสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์. จำพวกที่ ๓ บังเกิดในอัตตภาพที่สมบูรณ์ มีข้าวและน้ำมาก มีตระกูลกษัตริย์เป็นต้น ซึ่งเป็นตระกูลอันโอฬาร แต่ทำทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์. จำพวกที่ ๔ ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน แต่บำเพ็ญสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์.

ข้อว่า สมณมจโล ความว่า สมณะผู้ไม่หวั่นไหว. ม อักษร เป็นเพียงบทสนธิ.

สมณะผู้ไม่หวั่นไหวนั้น พึงทราบ (ว่า) ได้แก่พระโสดาบัน.

จริงอยู่ พระโสดาบัน ชื่อว่าสมณะผู้ไม่หวั่นไหว เพราะอรรถว่าเป็นผู้ไม่หวั่นไหว ด้วยการกล่าวร้ายของคนอื่น เหมือนเสาเขื่อนไม่หวั่นไหวเพราะลมทั้ง ๔ ฉะนั้น เป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธาอันไม่คลอนแคลน.

สมจริงตามคำที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ความพิสดารว่า

ก็บุคคลคนไหน ชื่อว่าสมณะผู้ไม่หวั่นไหว บุคคลบางคนในโลกนี้ (ที่ชื่อว่าสมณะผู้ไม่หวั่นไหว) เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓.

ส่วนพระสกทาคามี ชื่อว่าสมณะดอกปทุม เพราะอรรถว่ามีราคะโทสะและโมหะเบาบาง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็บุคคลคนไหน ชื่อว่าสมณะดอกปทุม บุคคลบางคนในโลกนี้มาสู่โลกนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ย่อมทำความสิ้นทุกข์ได้ บุคคลนี้ ท่านเรียกว่าสมณะดอกปทุม.

พระอนาคามี ชื่อว่าสมณะดอกบุณฑริก เพราะอรรถว่าจักตรัสรู้ (บาน) พลันทีเดียว เพราะไม่มีราคะและโทสะ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บุคคลคนไหน ชื่อว่าสมณะดอกบุณฑริก บุคคลบางคนในโลกนี้ (ละ) สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ฯลฯ บุคคลนี้ ท่านเรียกว่าสมณะดอกบุณฑริก.

ส่วนพระอรหันต์ ชื่อว่าสมณะสุขุมาล (สมณะผู้ละเอียดอ่อน) ในบรรดาสมณะ (ด้วยกัน) เพราะไม่มีกิเลสทุกอย่างที่ทำให้กระด้าง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็ในบรรดาสมณะบุคคลคนไหน ชื่อว่าสมณะสุขุมาละ บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย ฯลฯ สำเร็จอยู่ บุคคลนี้ ท่านเรียกสมณสุขุมาละ ในบรรดาพระสมณะทั้งหลาย.

____________________________

อภิ. ปุ เล่ม ๓๖/ข้อ ๑๔๐

คำว่า อิเม โข อาวุโส เป็นต้น บัณฑิตพึงประกอบเข้าด้วยกันตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

พระเถระเมื่อกล่าว (แก้) ปัญหาสองร้อยข้อด้วยสามารถแห่งจตุกห้าสิบถ้วน ด้วยประการฉะนี้ ก็ชื่อว่าแสดงแล้วซึ่งสามัคคีรส ดังนี้แล. จบธรรมหมวด ๔

ว่าด้วยธรรมหมวด ๕

พระเถระครั้นแสดงสามัคคีรสด้วยอำนาจหมวดสี่ ด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้หวังจะแสดงด้วยอำนาจหมวด ๕ จึงเริ่มเทศนาอีก.

ในหมวด ๕ นั้น พึงทราบอธิบายดังนี้.

บรรดาขันธ์ ๕ รูปขันธ์เป็นโลกิยะ. ขันธ์ที่เหลือเป็นทั้งโลกิยะและโลกุตตระ. อุปทานขันธ์เป็นโลกิยะอย่างเดียว.

ก็กถาว่าด้วยขันธ์ ท่านกล่าวไว้โดยพิสดารแล้วในวิสุทธิมรรค.

กามคุณทั้งหลาย ท่านให้พิสดารแล้วในหนหลัง.

ที่ชื่อว่า คติ เพราะอรรถว่าสัตว์พึงดำเนินไป เพราะกรรมที่ทำดี และกรรมที่ทำไม่ดีเป็นต้น.

ข้อว่า นิรโย แปลว่า หมดความยินดี.

ขันธ์ทั้งหลาย ท่านกล่าวไว้พร้อมกับโอกาส (ที่อยู่) ร่วมกัน. ขันธ์ที่เกิดขึ้นในที่ ๓ แห่ง นอกจากนี้ ท่านกล่าวแล้ว. แม้โอกาส ท่านก็กล่าวไว้แล้วในขันธ์ที่ ๔.

ความตระหนี่ในอาวาส ชื่อว่าอาวาสมัจฉริยะ.

ภิกษุผู้ประกอบด้วยอาวาสมัจฉริยะนั้น เห็นอาคันตุกะแล้ว กล่าวคำเป็นต้นว่า ในอาวาสหลังนี้ เขาเก็บบริขารของเจดีย์หรือของสงฆ์ไว้ ย่อมกันอาวาสแม้ที่เป็นของสงฆ์. เธอทำกาละแล้ว ย่อมไปเกิดเป็นเปรต หรืองูเหลือม.

ความตระหนี่ในตระกูลชื่อว่ากุลมัจฉริยะ.

ภิกษุผู้ประกอบด้วยความตระหนี่ในตระกูลนั้น ย่อมกันภิกษุพวกอื่นจะเข้าไปในตระกูลอุปัฏฐากของตน ด้วยเหตุนั้นๆ.

ความตระหนี่ในลาภ ชื่อว่าลาภมัจฉริยะ.

ภิกษุผู้ประกอบด้วยความตระหนี่ในลาภนั้น ตระหนี่ลาภแม้เป็นของสงฆ์ กระทำโดยประการที่ภิกษุพวกอื่นจะไม่ได้.

ความตระหนี่ในวรรณะ ชื่อว่าวรรณมัจฉริยะ.

ก็ในคำว่า วณฺโณ นี้ บัณฑิตพึงทราบทั้งสรีรวรรณะทั้งคุณวรรณะ.

ความตระหนี่ในปริยัติธรรม ชื่อว่าธรรมมัจฉริยะ. ภิกษุผู้ประกอบด้วยความตระหนี่ในปริยัติธรรมนั้น ย่อมไม่ให้ (ปริยัติธรรม) แก่ภิกษุอื่นด้วยคิดเสียว่า ภิกษุนี้เรียนธรรมนี้แล้วจักข่มเรา. ส่วนภิกษุใดไม่ให้เพราะอนุเคราะห์ธรรม หรืออนุเคราะห์บุคคล อันนั้นไม่จัดเป็นความตระหนี่ (สำหรับภิกษุนั้น).

ธรรมชาติที่ชื่อว่านิวรณ์ เพราะอรรถว่าห้าม คือปิดกั้นจิตไว้. กามฉันท์ที่ถึงความเป็นนิวรณ์ ฆ่าด้วยอรหัตตมรรคได้. อนุสัยคือกามราคะที่ถึงความเป็นกามราคสังโยชน์ ฆ่าด้วยอนาคามิมรรคได้. ถีนะเป็นความขัดข้องทางจิต. มิทธะเป็นความขัดข้องของขันธ์ ๓. ถีนะและมิทธะ แม้ทั้งสองฆ่าด้วยอรหัตตมรรคได้. อุทธัจจะก็เหมือนกัน. กุกกุจจะฆ่าด้วยอนาคามิมรรคได้. วิจิกิจฉาฆ่าด้วยโสดาปัตติมรรคได้.

ข้อว่า สญฺโญชนานิ ได้แก่ เครื่องผูกมัด.

ก็บรรดาบุคคลที่ถูกสัญโยชน์เหล่านั้นผูกไว้ พระโสดาบันและพระสกทาคามีซึ่งเกิดในรูปภพและอรูปภพ ชื่อว่านอนแล้วในภายนอกจากเครื่องผูกในภายใน. จริงอยู่ พระโสดาบันและพระสกทาคามีเหล่านั้น ยังมีเครื่องผูกมัดไว้ในกามภพ.

พระอนาคามี ชื่อว่านอนในภายในจากเครื่องผูกในภายนอก ในกามภพ. จริงอยู่ สำหรับพระอนาคามีเหล่านั้น ยังมีเครื่องผูกมัดไว้ในรูปภพและอรูปภพ. พระโสดาบันและพระสกทาคามี ชื่อว่านอนในภายในจากเครื่องผูกในภายใน ในกามภพ. พระอนาคามี ชื่อว่านอนในภายนอกจากเครื่องผูกในภายนอก ในรูปภพและอรูปภพ. พระขีณาสพไม่มีเครื่องมัดไว้ในทุกๆ ภพ.

บทที่พึงศึกษา ชื่อว่า สิกขาบท. อธิบายว่า ส่วนแห่งสิกขา.

อีกอย่างหนึ่งว่า บทแห่งสิกขา ชื่อว่าสิกขาบท. อธิบายว่า อุบายเครื่องบรรลุอธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา.

นี้เป็นความย่อในที่นี้. ส่วนกถาแห่งสิกขาบทโดยพิสดารมาแล้วในสิกขาปทวิภังค์ในวิภังค์ปกรณ์นั่นแล.

อภพฺพฏฺฐาทิปญฺจกวณฺณนา

คำเป็นต้นว่า อาวุโส ภิกษุผู้ขีณาสพเป็นผู้ไม่ควรที่จะแกล้งฆ่าสัตว์ดังนี้ เป็นหัวข้อแห่งเทศนานั่นแล. ถึงแม้พระโสดาบันเป็นต้นก็เป็นผู้ไม่ควร.

การนินทาและการสรรเสริญ ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ สำหรับปุถุชนและพระขีณาสพ. ธรรมดาว่า ปุถุชนที่เป็นคนต่ำช้า ย่อมทำแม้การฆ่ามารดาเสียก็ได้. ส่วนพระขีณาสพเป็นผู้สูงส่ง ย่อมไม่กระทำแม้การฆ่ามดดำมดแดงเป็นต้น.

ในความย่อยยับทั้งหลาย มีเนื้อความดังต่อไปนี้.

ข้อว่า พฺยสติ แปลว่า ความฉิบหาย. อธิบายว่า ซัดไป คือกำจัดประโยชน์เกื้อกูลและความสุขเสีย. ความพินาศแห่งญาติ ชื่อว่าญาติพยสนะ. อธิบายว่า ความพินาศแห่งญาติ เพราะโจรภัยและโรคภัยเป็นต้น. ความพินาศแห่งโภคะ ชื่อว่าโภคพยสนะ. อธิบายว่า ความพินาศแห่งโภคะด้วยอำนาจพระราชาและโจรเป็นต้น. ความพินาศคือโรค ชื่อว่าโรคพยสนะ.

จริงอยู่ โรคย่อมทำลาย คือยังความไม่มีโรคให้พินาศไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าพยสนะ.

ความพินาศแห่งศีล ชื่อว่าสีลพยสนะ. คำนี้เป็นชื่อของความทุศีล. ความย่อยยับ คือทิฏฐิซึ่งทำสัมมาทิฏฐิให้พินาศเกิดขึ้น ชื่อว่าทิฏฐิพยสนะ.

ก็ในข้อนี้ ความย่อยยับ ๓ อย่างมีความย่อยยับแห่งญาติเป็นต้น เป็นอกุศลหามิได้ (ทั้ง) ไม่ทำลายลักษณะ ๓ ด้วย. ความย่อยยับแห่งศีลและทิฏฐิทั้ง ๒ เป็นอกุศล ไม่ทำลายลักษณะ ๓. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า นาวุโส สตฺตา ญาติพฺยสนเหตุ วา ดังนี้.

ข้อว่า ญาติสมฺปทา ความว่า ความถึงพร้อม ความบริบูรณ์ ความมีญาติมาก. แม้ในความถึงพร้อมแห่งโภคะเป็นต้นก็นัยนี้. ความถึงพร้อมแห่งความเป็นผู้ไม่มีโรค ชื่อว่า อาโรคยสัมปทา ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่มีโรคตลอดกาลนาน. แม้ในความถึงพร้อมแห่งศีลและทิฏฐิเป็นต้นก็นัยนี้. แม้ในข้อนี้ ความถึงพร้อมแห่งญาติเป็นต้นไม่เป็นกุศล ไม่ทำลายลักษณะ ๓. ความถึงพร้อมแห่งศีลและทิฏฐิเป็นกุศล ไม่ทำลายลักษณะ ๓. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า นาวุโส สตฺตา ญาติสมฺปทาเหตุ วา. กถาว่าด้วยศีลวิบัติและศีลสมบัติ ท่านให้พิสดารแล้วในมหาปรินิพพานสูตรแล.

ข้อว่า โจทเกน ความว่า ถูกโจทด้วยเรื่องสำหรับโจท ๔ อย่างคือ การเทียบเคียงเรื่องราว การเทียบเคียงอาบัติ การห้ามการอยู่ร่วม การห้ามสามีจิกรรม.

ในข้อว่า กาเลน วกฺขามิโน อกาเลน ความว่า สำหรับจำเลยต้องบอกเวลาสำหรับโจทก์ไม่ต้อง.

จริงอยู่ ภิกษุเมื่อจะโจทผู้อื่น ไม่พึงโจทในท่ามกลางบริษัท ในโรงอุโบสถ ในโรงปวารณา หรือในโรงฉัน โรงเลี้ยงเป็นต้น. เวลาที่ท่านนั่งพักในที่พักกลางวัน พึงให้ท่านให้โอกาสเสียก่อนแล้วจึงโจทขึ้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ ขอท่านจงให้โอกาส ผมต้องการจะพูดกับท่าน. ก็ครั้นสอบสวนบุคคลแล้ว ผู้ใดเป็นบุคคลเหลาะแหละ พูดเท็จ ยกโทษมิใช่ยศขึ้นแก่พวกภิกษุทั้งหลาย ผู้นั้นแม้เว้นการทำโอกาส ก็โจทได้.

ข้อว่า ภูเตน ความว่า ตามสภาพที่เป็นจริง.

ข้อว่า สณฺเหน ความว่า เกลี้ยงเกลา อ่อนโยน.

ข้อว่า อตฺถสญฺหิเตน ความว่า ด้วยการเข้าถึงโดยความเป็นผู้ใคร่ประโยชน์ ความเป็นผู้ใคร่ความเกื้อกูล.

ปธานิยงฺคปญฺจกวณฺณนา

ข้อว่า ปธานิยงฺคานิ ความว่า ภาวะที่เป็นที่ตั้ง ท่านเรียกว่าปธาน. ปธานของบุคคลนั้นมีอยู่ เหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่าปธานิยะ. องค์แห่งภิกษุผู้มีปธาน ชื่อว่าปธานิยังคะ (องค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียร).

ข้อว่า สทฺโธ ความว่า ประกอบด้วยศรัทธา.

ก็ศรัทธามี ๔ อย่าง คือ อาคมนศรัทธา อธิคมนศรัทธา โอกัปปนศรัทธา ปสาทศรัทธา.

บรรดาศรัทธา ๔ อย่างนั้น ความเชื่อต่อปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าอาคมนศรัทธา เพราะมาแล้วตั้งแต่ (เริ่มทำ) อภินิหาร. ความเชื่อต่อพระอริยสาวกทั้งหลาย ชื่อว่าอธิคมนศรัทธา เพราะบรรลุแล้วด้วยการแทงตลอด. เมื่อมีคนกล่าวว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ดังนี้แล้ว การปลงใจลงเชื่อโดยความไม่หวั่นไหว ชื่อว่าโอกัปปนศรัทธา. ความเกิดขึ้นแห่งความเลื่อมใส ชื่อว่าปสาทศรัทธา.

ในที่นี้ท่านประสงค์เอาศรัทธาคือการปลงใจลงเชื่อ.

ข้อว่า โพธึ ได้แก่ ญาณในมรรคที่ ๔. บุคคลย่อมเชื่อว่า ญาณในมรรคที่ ๔ นั้นเป็นอันพระตถาคตเจ้าตรัสรู้แล้ว. ก็คำนี้เป็นแง่แห่งเทศนานั่นเทียว. ก็ความเชื่อในรัตนะแม้ทั้ง ๓ ประการด้วยองค์นี้ ท่านประสงค์เอาแล้ว.

จริงอยู่ ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ของบุคคลใดเป็นสภาพมีกำลัง ความเพียรที่ตั้งไว้ของบุคคลนั้น ย่อมสำเร็จได้.

ข้อว่า อปฺปาพาโธ แปลว่า ไม่มีโรค. ข้อว่า อปฺปาตงฺโก แปลว่า หมดทุกข์. ข้อว่า สมเวปากินิยา แปลว่า มีผลสุกงอม. ข้อว่า คหณิยา ได้แก่ เตโชธาตุซึ่งเกิดแต่กรรม.

ข้อว่า นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย ความว่า ก็บุคคลที่มีน้ำย่อยออกมาเย็นมาก ย่อมกลัวต่อความเย็น. บุคคลที่มีน้ำย่อยออกมาร้อนมาก ย่อมกลัวต่อความร้อน. ความเพียรย่อมไม่สำเร็จแก่พวกเขา. สำหรับบุคคลผู้ที่มีน้ำย่อยพอปานกลาง สำเร็จได้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เหมาะแก่ความเพียรระดับกลาง.

ข้อว่า ยถาภูตํ อตฺตานํ อาวิกตฺตา ความว่า ประกาศโทษของตนตามที่เป็นจริง.

ข้อว่า อุทยตฺถคามินิยา ความว่า สามารถที่จะขึ้นไปและที่จะกำหนดถึงเวลาขึ้นและเวลาตก. อุทยัพยญาณที่กำหนดเอาลักษณะ ๕๐ ประการ ท่านกล่าวไว้ด้วยคำนี้.

ข้อว่า อริยาย ความว่า สะอาดหมดจด. ข้อว่า นิพฺเพธิกาย ความว่า สามารถเพื่อแทงตลอดขันธ์มีความโลภเป็นต้น ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน.

ข้อว่า สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา ความว่า ทุกข์ใดๆ จะสิ้นไปได้ ดำเนินไปเพื่อความสิ้นทุกข์นั้นๆ เพราะละกิเลสได้ด้วยอำนาจองค์นั้นๆ. วิปัสสนาปัญญา ท่านกล่าวไว้ด้วยบทเหล่านี้ทุกบท ด้วยประการฉะนี้.

จริงอยู่ ความเพียรหาสำเร็จแก่คนทรามปัญญาไม่.

สุทฺธาวาสาทิปญฺจกวณฺณนา

ข้อว่า สุทฺธาวาสา ความว่า พวกพรหมชั้นสุทธาวาสอยู่แล้ว กำลังอยู่ หรือจักอยู่ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุทธาวาส. ข้อว่า สุทฺธา ได้แก่ พระอนาคามีและพระขีณาสพ ซึ่งปราศจากกิเลสมลทิน. คำใดที่พึงกล่าวในข้อว่า อวิหา เป็นต้น คำนั้นท่านกล่าวไว้แล้วในมหาปทานสูตรนั่นแล.

ในบรรดาพระอนาคามีบุคคลทั้งหลาย พึงทราบดังต่อไปนี้.

พระอนาคามีผู้ยังไม่ล่วงวัยกลางคน แล้วบรรลุพระอรหัต ซึ่งเป็นการดับกิเลสเสียได้ในระหว่าง ชื่อว่า อันตรปรินิพพายี (ปรินิพพานในระหว่าง). พระอนาคามีผู้ล่วงเลยวัยกลางคนไปแล้ว จึงบรรลุชื่อว่า อุปหัจจปรินิพพายี (นิพพานเมื่อล่วงวัยกลางคนแล้ว).

พระอนาคามีผู้ไม่ลำบากเพราะไม่ต้องประกอบความเพียร โดยไม่มีสังขาร (เครื่องปรุงแต่งช่วยเหลือ) บรรลุได้อย่างง่ายดาย ชื่อว่า อสงฺขารปรินิพฺพายี (นิพพานโดยไม่มีสังขาร). พระอนาคามีผู้ลำบาก เพราะต้องประกอบความเพียรพร้อมกับสังขาร บรรลุได้โดยความลำบาก ชื่อว่า สสังขารปรินิพพายี (ปรินิพพานพร้อมสังขาร).

พระอนาคามีทั้ง ๔ เหล่านี้หาได้ในสุทธาวาสทั้ง ๕ ชั้น.

บัณฑิตพึงทราบหมวด ๔ ในข้อว่า อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี นี้ต่อไป.

ก็พระอนาคามีท่านใดชำระเทวโลกสี่ชั้น ตั้งแต่ชั้นอวิหาไปให้หมดจด ไปยังอกนิฏฐภพแล้วปรินิพพาน พระอนาคามีนี้ ชื่อว่า อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี มีกระแสในเบื้องบน ไปยังอกนิฏฐภพ.

พระอนาคามีท่านใดไปยังเทวโลกชั้นที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ตั้งแต่ชั้นอวิหาไปแล้วปรินิพพาน พระอนาคามีนี้ ชื่อว่า อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามี มีกระแสในเบื้องบน ไม่ไปยังอกนิฏฐภพ.

พระอนาคามีท่านใดจากกามภพ แล้วเกิดในอกนิฏฐภพแล้วปรินิพพาน พระอนาคามีนี้ ชื่อว่า น อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี ไม่มีกระแสในเบื้องบน ไปยังอกนิฏฐภพ.

พระอนาคามีท่านใดบังเกิดในที่นั้นๆ นั่นแหละ บรรดาเทวโลก ๔ ชั้นเบื้องล่างแล้วปรินิพพาน (ที่ชั้นนั้นๆ) พระอนาคามีนี้ ชื่อว่า น อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามี.

ยุเม จตฺตาโร ปญฺจสุปิ สุทฺธาวาเสสุ ลพฺภนฺติ ฯ

อุทฺธํโสโตอกนิฏฺฐคามีติ เอตฺถ ปน จตุกฺกํ เวทิตพฺพํ ฯ โย หิ อวิหาโต ปฏฺฐาย จตฺตาโร เทวโลเก โสเธตฺวา อกนิฏฺฐํ คนฺตฺวา ปรินิพฺพายติ ฯ อยํ อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี นาม.

โย อวิหาโต ปฏฺฐาย ทุติยํ วา ตติยํ วา จตุตฺถํ วา เทวโลกํ คนฺตฺวา ปรินิพฺพายติ ฯ อยํ อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามี นาม.

โย กามภวโตว อกนิฏฺเฐสุ นิพฺพตฺติตฺวา ปรินิพฺพายติ ฯ อยํ น อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี นามฯ

โย เหฏฺฐา จตูสุ เทวโลเกสุ ตตฺถ ตตฺเถว นิพฺพตฺติตฺวา ปรินิพฺพายติ ฯ อยํ น อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามี นามาติ ฯ

____________________________

ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

เจโตขีลปญฺจกวณฺณนา

ข้อว่า เจโตขีลา ความว่า ภาวะที่จิตแข็งกระด้าง.

ข้อว่า สตฺถริ กงฺขติ ความว่า ย่อมสงสัยในพระสรีระหรือในพระคุณของพระศาสดา. บุคคลเมื่อสงสัยในพระสรีระย่อมสงสัยไปว่า ขึ้นชื่อว่าสรีระที่ประดับด้วยมหาปุริสลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการมีอยู่หรือไม่หนอ. บุคคลผู้สงสัยในพระคุณ ย่อมสงสัยว่า สัพพัญญุตญาณที่สามารถจะรู้อดีตอนาคตและปัจจุบัน มีหรือไม่หนอ.

ข้อว่า อาตปฺปาย ความว่า เพื่อบำเพ็ญเพียร. ข้อว่า อนุโยคาย ความว่า โดยการประกอบเนืองๆ. ข้อว่า สาตจฺจาย ความว่า โดยกระทำติดต่อ. ข้อว่า ปธานาย ความว่า เพื่อการตั้งไว้.

ข้อว่า อยํ ปฐโม เจโตขีโล นี้ความว่า ความที่จิตกระด้างข้อแรกนี้ ได้แก่ความสงสัยในพระศาสดา.

ข้อว่า ธมฺเม ความว่า ในปริยัติธรรมและปฏิเวธธรรม. บุคคลผู้สงสัยในปริยัติธรรม ย่อมสงสัยว่าคนทั้งหลายพูดกันว่า พระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกมี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระพุทธพจน์นั้นมีอยู่หรือไม่หนอ. บุคคลผู้สงสัยในปฏิเวธธรรม ย่อมสงสัยว่า คนทั้งหลายพากันพูดว่าผลของวิปัสสนา ชื่อว่ามรรค ผลของมรรคชื่อว่าผล การสละสังขารทั้งปวงเสียได้ชื่อว่านิพพาน นิพพานนั้นมีอยู่หรือไม่หนอ.

ข้อว่า สงฺเฆ กงฺขติ ความว่า ย่อมสงสัยว่า ประชุมแห่งบุคคลผู้ปฏิบัติปฏิทาอย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งบทเป็นต้นว่า อุชุปฏิปนฺโน ดังนี้มี ๘ คือ พระผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ พระผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ ชื่อว่าพระสงฆ์ พระสงฆ์นั้นมีอยู่หรือไม่หนอ.

บุคคลผู้สงสัยในสิกขา ย่อมสงสัยว่า คนทั้งหลายพูดว่า ชื่อว่าอธิสีลสิกขา ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา สิกขานั้นมีอยู่หรือไม่หนอ.

ข้อว่า อยํ ปญฺจโม นี้ความว่า ภาวะที่จิตแข็ง ภาวะที่จิตเป็นดุจกองหยากเยื่อ ภาวะที่จิตเป็นดุจตอนี้เป็นที่ ๕ ได้แก่ความโกรธเคืองในเรื่องสพรหมจารีทั้งหลาย.

เจตโสวินีพนฺธาทิปญฺจกวณฺณนา

ข้อว่า เจตโส วินิพนฺธา ความว่า เหล่ากิเลสที่ชื่อว่า เป็นเครื่องผูกมัดจิตไว้ เพราะอรรถว่าผูกจิตยึดไว้ เหมือนทำไว้ในกำมือฉะนั้น. ข้อว่า กาเมสุ ความว่า ทั้งในวัตถุกาม ทั้งในกิเลสกาม. ข้อว่า กาเย ได้แก่ กรัชกายของตน. ข้อว่า รูเป ได้แก่ รูปภายนอก. ข้อว่า ยาวทตฺถํ ความว่า เท่าที่ต้องการ. ข้อว่า อุทราวเทหกํ ความว่า เต็มท้อง. จริงอยู่ ท้องนั้นท่านเรียกว่า อุทราวเทหกัง เพราะเลี้ยงร่างกายไว้. ข้อว่า เสยฺยสุขํ ความว่า มีความสุขเพราะเตียงและตั่ง. ข้อว่า ปสฺสสุขํ ความว่า สำหรับบุคคลผู้นอนกลิ้งไปตามสบาย นอนตะแคงขวาหรือนอนตะแคงซ้าย ก็มีความสุข ความสุขเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้. ข้อว่า มิทฺธสุขํ ความว่า สุขอันเกิดจากความหลับ. ข้อว่า อนุยุตฺโต ความว่า ประกอบสิ่งที่สมควรอยู่. ข้อว่า ปณิธาย ความว่า ตั้งไว้แล้ว. ข้อว่า พฺรหฺมจริเยน ความว่า ประพฤติพรหมจรรย์งดเว้นเมถุน. ข้อว่า เทโว วา ภิวสฺสามิ ความว่า เราจักเป็นเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่หรือ. ข้อว่า เทวญฺญตโร วา ความว่า หรือว่าบรรดาเทพผู้มีศักดิ์น้อยทั้งหลาย เทพองค์ใดองค์หนึ่ง.

พึงทราบวินิจฉัยในอินทรีย์ทั้งหลายต่อไป.

อินทรีย์ที่เป็นโลกิยะเท่านั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในปัญจกะที่หนึ่ง. ปฐมฌานทุติยฌาน และจตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ ท่านกล่าวไว้แล้วในปัญจกะที่ ๒ ตติยฌานและปัญจมฌาน เป็นทั้งโลกิยะและโลกุตตระ (ท่านก็กล่าวไว้ในปัญจกะที่ ๒). ที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ท่านกล่าวไว้ในปัญจกะที่ ๓ ด้วยอำนาจสมถะวิปัสสนาและมรรค.

นิสฺสรนียปญฺจกวณฺณนา

ข้อว่า นิสฺสารณียา ความว่า แล่นออกไป คือหมดความทรงจำ.

ข้อว่า ธาตุโย ได้แก่ สภาวะที่ว่างจากตัวตน.

ข้อว่า กามํ มนสิกโรติ ความว่า นึกถึงแต่เรื่องกาม. อธิบายว่า ออกจากอสุภฌานแล้วส่งจิตมุ่งต่อกามเพื่อจะทดลองดู เหมือนคนจับงูแล้วจะทดลองพิษดูฉะนั้น.

ข้อว่า น ปกฺขนฺทติ ความว่า ไม่เข้าไป. ข้อว่า น ปสีทติ ความว่า ไม่ถึงกับเลื่อมใส. ข้อว่า น สนฺติฏฺฐติ ความว่า ตั้งอยู่ไม่ได้.

ข้อว่า น วิมุจฺจติ ความว่า ไม่หลุดพ้นไปได้. ขนปีกไก่ หรือท่อนเอ็นที่คนโยนเข้าในไฟ ย่อมหงิก งอ ม้วนเข้า คือไม่เหยียดออก ฉันใด จิตนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมหดหู่ ไม่ร่าเริง.

ในข้อว่า เนกฺขมฺมํ โข ปน นี้ ความว่า ปฐมฌานในอสุภ ๑๐ ชื่อว่าเนกขัมมะ. เมื่อบุคคลนั้นมนสิการถึงปฐมฌานนั้น จิตก็ย่อมแล่นไป.

ข้อว่า ตสฺส ตํ จิตฺตํ ความว่า อสุภฌาน จิตดวงนั้นของบุคคลนั้น.

ข้อว่า สุคตํ ความว่า ดำเนินไปดี เพราะไปในโคจร. ข้อว่า สุภาวิตํ ความว่า อบรมมาอย่างดี เพราะเป็นส่วนที่ไม่เลวทราม. ข้อว่า สุวุฏฺฐิตํ ความว่า ออกจากกามได้ด้วยดี. ข้อว่า สุวิมุตฺตํ ความว่า พ้นเด็ดขาดด้วยดีจากกามทั้งหลาย. อาสวะ ๔ ที่มีกามเป็นเหตุ ชื่อว่าอาสวะมีกามเป็นปัจจัย.

ข้อว่า วิฆาตา แปลว่า เป็นทุกข์.

ข้อว่า ปริฬาหา ความว่า เร่าร้อนเพราะกามราคะ.

ข้อว่า น โส ตํ เวทนํ เวเทติ ความว่า บุคคลนั้นย่อมไม่เสวยเวทนาอันเกิดจากความใคร่ และเวทนาอันเกิดจากความคับแค้น และความเดือดร้อนนั้น.

ข้อว่า อิทมกฺขาตํ กามานํ นิสฺสรณํ ความว่า อสุภฌานนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นเครื่องสลัดกามออกไป เพราะสลัดออกไปจากกามทั้งหลาย ก็บุคคลใดทำฌานนั้นให้เป็นบาท พิจารณาสังขารทั้งหลายบรรลุมรรคที่ ๓ เห็นพระนิพพานด้วยอนาคามิผล รู้ว่า ชื่อว่ากามทั้งหลายไม่มีอีก จิตของบุคคลนั้นก็เป็นอันสลัดออกไปได้อย่างแน่นอน (จากกามทั้งหลาย).

แม้ในบททั้งหลายที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.

อันนี้เป็นข้อที่แตกต่างกัน. ในวาระที่ ๒ เมตตาฌาน ชื่อว่าเป็นการสลัดพยาบาทออกไป. ในวาระที่ ๓ กรุณาฌาน ชื่อว่าการสลัดออกไปจากความเบียดเบียน. ในวาระที่ ๔ อรูปฌาน ชื่อว่าการสลัดออกไปซึ่งรูป. ก็ในข้อนี้ พึงประกอบอรหัตตผลเข้าในการสลัดออกได้อย่างแน่นอน

พึงทราบอธิบายในวาระที่ ๕ ต่อไป.

ข้อว่า สกฺกายํ มนสิกโรโต ความว่า พระขีณาสพสุกขวิปัสสกกำหนดเอาสังขารที่หมดจด แล้วบรรลุพระอรหัตออกจากผลสมาบัติ ส่งจิตมุ่งตรงไปยังอุปาทานขันธ์ ๕ เพื่อจะทดลองดู.

ข้อว่า อิทมกฺขาตํ สกฺกายสฺส นิสฺสรณํ นี้ ความว่า จิตที่สัมปยุตด้วยอรหัตตผลสมาบัติเกิดขึ้นว่า ร่างกายของเราจะไม่มีอีกต่อไปของภิกษุผู้เห็นพระนิพพานด้วยอรหัตตมรรคและอรหัตตผล ท่านเรียกว่าการสลัดออกซึ่งกายของตน.

วิมุตฺตายตนปญฺจกวณฺณนา

ข้อว่า วิมุตฺตายตนานิ ความว่า เหตุแห่งการหลุดพ้น. ข้อว่า อตฺถปฏิสํเวทิโน ความว่า รู้อรรถแห่งพระบาลี. ข้อว่า ธมฺมปฏิสํเวทิโน ความว่า รู้พระบาลี. ข้อว่า ปาโมชฺชํ ได้แก่ ปีติอย่างอ่อน. ข้อว่า ปิติ ความว่า ปีติอย่างรุนแรง อันเป็นเหตุแห่งอาการยินดี. ข้อว่า กาโย ความว่า นามกายย่อมสงบ. ข้อว่า สุขํ เวเทติ ความว่า ได้รับความสุข.

ข้อว่า จิตฺตํ สมาธิยติ ความว่า จิตตั้งมั่นด้วยอรหัตตผลสมาธิ.

ก็บุคคลนี้เมื่อฟังธรรมนั้นย่อมรู้ฌานวิปัสสนามรรค และผลในฐานที่มาแล้วและมาแล้ว. เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ ปีติย่อมเกิดขึ้น. เธอไม่ยอมให้ปีตินั้นลดถอยลงเสียในระหว่าง เป็นผู้ประกอบไปด้วยอุปจารกัมมัฏฐาน เจริญวิปัสสนา ย่อมบรรลุพระอรหัต.

คำว่า จิตตั้งมั่นดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาพระอรหัตนั้น.

แม้ในคำที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. นี้เป็นข้อที่แตกต่างกัน.

ข้อว่า สมาธินิมิตฺตํ ความว่า บรรดาอารมณ์ ๓๘ สมาธิอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง ชื่อว่าสมาธินิมิต.

ข้อว่า สุคหิตํ โหติ ความว่า เมื่อเธอเรียนเอากรรมฐานในสำนักอาจารย์ ก็ชื่อว่า เป็นอันเรียนอย่างดี.

ข้อว่า สุมนสิกตํ ความว่า ทำไว้ในใจอย่างดี.

ข้อว่า สุปธาริตํ ความว่า ทรงจำไว้ได้อย่างดี.

ข้อว่า สุปฏิวิทฺธํ ปญฺญาย ความว่า ทำให้ประจักษ์ด้วยดีด้วยปัญญา.

ข้อว่า ตสฺมึ ธมฺเม ความว่า ธรรมในพระบาลีว่าด้วยเรื่องกรรมฐานนั้น.

ข้อว่า วิมุตฺติปริปาจนิยา ความว่า ความหลุดพ้น ท่านเรียกว่าอรหัต คุณธรรมเหล่าใดย่อมอบรมพระอรหัตต์นั้น เพราะเหตุนั้น คุณธรรมนั้นจึงชื่อว่า วิมุตติปริปาจนิยา.

บทว่า อนิจฺจสญฺญา ความว่า สัญญาซึ่งเกิดขึ้นในอนิจจานุปัสสนาญาณ.

ข้อว่า อนิจฺเจ ทุกฺขสญฺญา ความว่า สัญญาซึ่งเกิดขึ้นในทุกขานุปัสสนาญาณ.

ข้อว่า ทุกฺเข อนตฺตสญฺญา ความว่า สัญญาซึ่งเกิดขึ้นในอนัตตานุปัสสนาญาณ.

ข้อว่า ปหานสญฺญา ความว่า สัญญาซึ่งเกิดขึ้นในปหานานุปัสสนาญาณ.

ข้อว่า วิราคสญฺญา ความว่า สัญญาซึ่งเกิดขึ้นในวิราคานุปัสสนาญาณ.

คำเป็นต้นว่า อิเม โข อาวุโส พึงประกอบเข้ากับนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.

พระเถระเมื่อกล่าวปัญหา ๑๓๐ ด้วยสามารถแห่งปัญจกะ ๒๖ ชื่อว่าแสดงสามัคคีรสแล้ว ด้วยประการฉะนี้. จบธรรมหมวด ๕

ว่าด้วยธรรมหมวด ๖

พระเถระ (พระสารีบุตร) ครั้นแสดงสามัคคีรส ด้วยสามารถแห่งธรรมหมวดห้า ด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งธรรมหมวดหก จึงเริ่มปรารภพระธรรมเทศนาต่อไปอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌตฺติกานิ ได้แก่ อายตนะภายใน.

บทว่า พาหิรานิ ได้แก่ อายตนะที่มีในภายนอกจากอายตนะภายในนั้น. ส่วนว่า อายตนะกถาโดยพิสดาร ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) กล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคแล้วแล.

บทว่า วิญฺญาณกายา ได้แก่ หมู่แห่งวิญญาณ.

บทว่า จกฺขุวิญฺญาณํ ได้แก่ วิญญาณที่เป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบากอันอาศัยจักษุประสาท. ในวิญญาณทั้งปวง ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า จกฺขุสมฺผสฺโส ได้แก่ สัมผัสอันอาศัยจักษุ. แม้ในโสตสัมผัสเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า มโนสมฺผสฺโส ได้แก่ สัมผัสทั้งปวงที่เหลือ เว้นสัมผัส ๑๐ เหล่านี้เสีย ชื่อว่ามโนสัมผัส. แม้หมวดหกแห่งเวทนาบัณฑิต ก็พึงทราบโดยนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า รูปสญฺญา ได้แก่ สัญญาที่กระทำรูปให้เป็นอารมณ์บังเกิดขึ้น.

แม้สัญญาที่เหลือ บัณฑิตก็พึงทราบโดยอุบายนี้.

แม้ในหมวดหกแห่งเจตนาก็นัยนี้เหมือนกัน.

ในหมวดหกแห่งตัณหาก็เหมือนกัน.

บทว่า อคารโว ได้แก่ เว้นจากความเคารพ.

บทว่า อปฺปฏิสฺโส ได้แก่ ไม่ยำเกรง คือไม่ประพฤติอ่อนน้อม.

ก็ภิกษุใด ในพระศาสนานี้ ครั้นเมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ย่อมไม่ไปสู่ที่บำรุง ในกาลทั้ง ๓ ครั้นเมื่อพระศาสดาไม่สวมรองเท้า เสด็จจงกรมอยู่ ก็สวมรองเท้าจงกรม ครั้นเมื่อพระศาสดาเสด็จจงกรมอยู่ ในที่จงกรมต่ำ ก็จงกรมในที่จงกรมสูง ครั้นเมื่อพระศาสดาเสด็จอยู่ในเบื้องล่าง ก็อยู่ในเบื้องบน ในที่เห็นพระศาสดา ก็ห่มคลุมไหล่ทั้งสอง กั้นร่ม สวมรองเท้า อาบน้ำ ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ก็หรือว่า ครั้นเมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว ย่อมไม่ไปเพื่อจะไหว้พระเจดีย์ กระทำกิจทั้งปวงตามที่กล่าวแล้ว ในที่พระเจดีย์ยังปรากฏอยู่ (หรือ) ในที่เห็นพระศาสดา ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่เคารพในพระศาสดา.

ก็ภิกษุใด ครั้นเมื่อเขาประกาศการฟังธรรม ก็ไม่ไปโดยเคารพ ไม่ฟังธรรมโดยเคารพ นั่งคุยฟุ้งอยู่ ไม่เรียน ไม่บอก โดยเคารพ ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่เคารพในพระธรรม.

ก็ภิกษุใด อันภิกษุผู้เถระมิได้เชื้อเชิญ ก็แสดงธรรม นั่งกล่าวปัญหา เบียดภิกษุผู้เฒ่า ไปยืน นั่ง กระทำการรัดเข่าด้วยผ้าหรือด้วยมือในท่ามกลางสงฆ์ ก็ห่มคลุมไหล่ทั้งสอง กั้นร่ม หรือสวมรองเท้า ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่เคารพในพระสงฆ์. ก็เมื่อภิกษุกระทำความไม่เคารพแม้ในภิกษุรูปเดียว ความไม่เคารพในพระสงฆ์ ก็จัดว่าเป็นอันเธอกระทำแล้วเหมือนกัน.

ส่วนภิกษุผู้ไม่ยังสิกขาทั้ง ๓ ให้บริบูรณ์อยู่นั่นแล ชื่อว่าไม่เคารพในสิกขา. ภิกษุผู้ไม่ตามพอกพูนซึ่งลักษณะแห่งความไม่ประมาท ชื่อว่าไม่เคารพในความไม่ประมาท. ภิกษุ เมื่อไม่กระทำปฏิสันถาร แม้ทั้ง ๒ อย่าง ชื่อว่าไม่เคารพในปฏิสันถาร.

ความเคารพ บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งนัยตรงกันข้ามตามที่กล่าวไว้แล้ว.

บทว่า โสมนสฺสูปวิจารา ได้แก่ วิจารที่สัมปยุตด้วยโสมนัส.

บทว่า โสมนสฺสฏฺฐานียํ คือ เป็นเหตุแห่งโสมนัส.

บทว่า อุปวิจรติ ได้แก่ ตรึกด้วยวิตก (ก่อน) แล้วจึงกำหนดด้วยวิจาร.

ในคำที่เหลือทั้งปวง ก็นัยนี้เหมือนกัน.

แม้โทมนัสสูปวิจาร บัณฑิตก็พึงทราบอย่างนั้นนั่นแหละ.

อุเปกขูปวิจารก็เหมือนกัน.

สาราณิยธรรม ท่านให้พิสดารในหนหลัง.

ส่วนปฐมมรรค ท่านกล่าวไว้ในโกสัมพิกสูตร ด้วยบทนี้ว่า ทิฏฺฐิสามญฺญคโต. มรรคแม้ทั้ง ๔ ท่านกล่าวไว้ในที่นี้.

วิวาทมูลฉกฺกวณฺณนา

บทว่า วิวาทมูลานิ ได้แก่ มูลแห่งวิวาท.

บทว่า โกธโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความโกรธ อันมีความเกรี้ยวกราดเป็นลักษณะ.

บทว่า อุปนาหิ ได้แก่ ประกอบด้วยความเข้าไปผูกโกรธไว้ อันมีการไม่สลัดการจองเวรกันเป็นลักษณะ.

หลายบทว่า อหิตาย ทุกฺขาย เทวมนุสฺสานํ ได้แก่ วิวาทแห่งภิกษุทั้งสองย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอย่างไร.

เหมือนอย่างในโกสัมพิกขันธกะ

เมื่อภิกษุ ๒ รูปวิวาทกัน พวกอันเตวาสิกของเธอทั้งสองนั้น ในวิหารนั้นก็วิวาทกัน. ภิกษุณีสงฆ์ผู้รับโอวาทของพวกภิกษุเหล่านั้นก็วิวาทกัน แต่นั้นพวกอุปัฏฐากของภิกษุเหล่านั้นก็วิวาทกัน. ลำดับนั้น เหล่าอารักขเทวดาของพวกมนุษย์ก็ (แยก) เป็นสองฝ่าย. บรรดาเทวดาเหล่านั้น เหล่าอารักขเทวดาของพวกมนุษย์ผู้เป็นธรรมวาที ก็เป็นธรรมวาทีด้วย. สำหรับพวกมนุษย์ผู้เป็นอธรรมวาที ก็เป็นอธรรมวาทีตาม.

จากนั้นเหล่าภุมมเทวดาผู้เป็นมิตรของอารักขเทวดา จึงแตกกัน. เทวดาและมนุษย์ทั้งหมดยกเว้นพระอริยสาวกเสีย ต่อๆ กันไป จนกระทั่งถึงพรหมโลก ก็ (แยก) เป็นสองฝ่ายด้วยประการฉะนี้. ก็พวกที่เป็นอธรรมวาทีเทียวมีจำนวนมากกว่าพวกธรรมวาที.

ลำดับนั้น พวกเทวดาและมนุษย์ก็ปรารถนาที่จะยึดถือสิ่งที่ชนเป็นอันมากพากันยึดถือ พวกอธรรมวาทีที่มากกว่านั่นแหละ ก็แก้สภาพที่เป็นธรรมแล้ว พากันยึดถือสภาพที่มิใช่ธรรม. พวกอธรรมวาทีเหล่านั้น กระทำสภาพที่มิใช่ธรรมให้อยู่ในเบื้องหน้ากล่าวอยู่ จึงบังเกิดในอบายทั้งหลาย.

วิวาทของภิกษุทั้งสองฝ่าย ย่อมมีเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์แห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อชฺฌตฺตํ วา ได้แก่ ในภายในบริษัทของท่าน.

บทว่า พหิทฺธา ได้แก่ ในบริษัทของชนเหล่าอื่น.

บทว่า มกฺขิ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความลบหลู่ อันมีการลบหลู่คุณของชนเหล่าอื่นเป็นลักษณะ.

บทว่า ปลาสิ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยการตีตนเสมอ อันมีการแข่งดีเป็นลักษณะ.

บทว่า อิสฺสุกิ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความริษยา อันมีการริษยาเครื่องสักการะของชนอื่นเป็นต้นเป็นลักษณะ.

บทว่า มจฺฉริ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความตระหนี่ที่อยู่เป็นต้น.

บทว่า สโฐ ได้แก่ ผู้เต็มไปด้วยการหลอกลวง (ผู้โอ้อวด).

บทว่า มายาวี ได้แก่ ผู้ปกปิดความชั่วที่ตัวกระทำแล้ว.

บทว่า ปาปิจฺโฉ ได้แก่ผู้ปรารถนาจะให้มีในสิ่งที่ไม่มี คือผู้ทุศีล.

บทว่า มิจฉาทิฏฺฐิ ได้แก่ ผู้มีปกติกล่าวว่าไม่มี ผู้มีปกติกล่าวว่าหาเหตุมิได้ ผู้มีปกติกล่าวว่าไม่เป็นอันทำฯ.

บทว่า สนฺทิฏฺฐิปรามาสิ คือ ลูบคลำทิฏฐิเองทีเดียว ฯ.

บทว่า อาธานคฺคาหี คือ ผู้ยึดถืออย่างมั่น ฯ.

บทว่า ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี ได้แก่ ไม่อาจที่จะสละสิ่งที่ตนยึดถือไว้ฯ.

ธาตุที่ตั้งอยู่เฉพาะ ชื่อว่าปฐวีธาตุ ฯ ธาตุที่เอิบอาบ ชื่อว่าอาโปธาตุ ฯ ธาตุที่ยังอาหารให้ย่อย ชื่อว่าเตโชธาตุ ฯ ธาตุที่เคลื่อนไหวได้ ชื่อว่าวาโยธาตุ ฯ ธาตุที่ถูกต้องไม่ได้ ชื่อว่าอากาสธาตุ ฯ ธาตุที่รู้ชัดอย่างเดียว ชื่อว่าวิญญาณธาตุ ฯ.

นิสฺสรณิยฉกฺกวณฺณนา

ธาตุที่พ้นออกไป ชื่อว่า นิสสารณียธาตุ.

หลายบทว่า ปริยาทาย ติฏฺฐติ ได้แก่ ครอบงำให้เสื่อมแล้วคงอยู่.

หลายบทว่า มา เหวนฺติสฺส วจนีโย ได้แก่ เพราะเหตุที่ภิกษุพยากรณ์ ซึ่งคำพยากรณ์อันไม่เป็นจริง ฉะนั้น พึงถูกกล่าวว่า ท่านอย่าพูดอย่างนี้.

สองบทว่า ยทิทํ เมตฺตาเจโตวิมุตฺติ ได้แก่ เมตตาเจโตวิมุตตินี้เป็นเครื่องสลัดออก ซึ่งความพยาบาท. อธิบายว่า ออกไปจากความพยาบาท. ก็ภิกษุใดออกจากติกฌานหรือจตุกกฌานด้วยเมตตา แล้วพิจารณาสังขารทั้งหลาย บรรลุตติยมรรคแล้ว เห็นพระนิพพานด้วยตติยผลว่า พยาบาทไม่มีอีก จิตของภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นจิตที่สลัดออกซึ่งความพยาบาทโดยส่วนเดียว.

บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยอุบายนี้.

สมาบัติของพระอรหัตตผล ชื่อว่าอนิมิตตาเจโตวิมุตติ. ก็สมาบัติของพระอรหัตตผลนั้น ท่านเรียกว่าไม่มีนิมิต เพราะไม่มีราคนิมิตเป็นต้น. เพราะไม่มีรูปนิมิตเป็นต้น และเพราะไม่มีนิจจนิมิตเป็นต้น.

บทว่า นิมิตฺตานุสารี ความว่า ภิกษุผู้แล่นไปตามนิมิต อันมีประเภทตามที่กล่าวแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่านิมิตตานุสารี (ผู้แล่นไปตามนิมิต).

บทว่า อสฺมิ ได้แก่ การถือว่าเรามีอยู่ (อัสมิมานะ).

บทว่า อยมหมสฺมิ ได้แก่ พระอรหัตต์เป็นอันท่านพยากรณ์แล้วด้วยคำมีประมาณเท่านี้ว่า เราชื่อนี้มีอยู่ในขันธ์ห้า.

บทว่า วิจิกิจฺฉากถํกถาสลฺลํ ได้แก่ ลูกศร คือความเคลือบแคลงสงสัยอันเป็นตัววิจิกิจฉา.

หลายบทว่า มา เหวนฺติสฺส วจนีโย ความว่า ถ้าว่า วิจิกิจฉาอันควรกำจัดด้วยปฐมมรรค จะบังเกิดขึ้นแก่ท่านไซร้ การพยากรณ์พระอรหัตต์ ก็เป็นอันผิด เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นพึงถูกห้ามว่า ท่านอย่ากล่าวคำที่ไม่จริง.

บทว่า อสฺมิ ความว่า พระอรหัตตมรรค ชื่อว่าถอนมานะเสียได้. ก็เมื่อบุคคลเห็นพระนิพพาน ด้วยอำนาจแห่งพระอรหัตตผลแล้ว อัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเรามีอยู่) ย่อมไม่มีอีก เพราะเหตุนั้น พระอรหัตตมรรค ท่านจึงกล่าวว่า ถอนอัสมิมานะเสียได้.

อนุตฺตริยาทิฉกฺกวณฺณนา

บทว่า อนุตฺตริยานิ ได้แก่ ไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า คือประเสริฐที่สุด. ไม่มีอะไรอื่นยิ่งกว่าในการเห็นทั้งหลาย ชื่อว่าทัสสนานุตตริยะ.

แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.

บรรดาการเห็นเหล่านั้น การเห็นช้างแก้วเป็นต้นไม่จัดเป็นทัสสนานุตตริยะ. ส่วนว่าสำหรับผู้มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว การเห็นพระทศพล หรือพระภิกษุสงฆ์ด้วยอำนาจแห่งความรักที่ตั้งมั่นแล้ว หรือว่าการเห็น บรรดากสิณนิมิตและอสุภนิมิตเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทัสสนานุตตริยะ.

การฟังคุณกถาของกษัตริย์เป็นต้นไม่จัดเป็นสวนานุตตริยะ. ส่วนสำหรับผู้มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว การฟังคุณกถาของพระรัตนตรัยด้วยอำนาจแห่งความรักที่ตั้งมั่นแล้ว หรือว่าการฟังพระพุทธวจนะคือพระไตรปิฎก ชื่อว่าสวนานุตตริยะ.

การได้รัตนะ คือแก้วมณีเป็นต้น ไม่จัดเป็นลาภานุตตริยะ. ส่วนการได้อริยทรัพย์ ๗ อย่าง ชื่อว่าลาภานุตตริยะ.

การศึกษาศิลปะ มีศิลปะเพราะช้างเป็นต้น ไม่จัดเป็นสิกขานุตตริยะ. ส่วนการบำเพ็ญสิกขาทั้ง ๓ ให้บริบูรณ์ ชื่อว่าสิกขานุตตริยะ.

การบำเรอกษัตริย์เป็นต้น ไม่จัดเป็นปาริจริยานุตตริยะ. ส่วนการบำเรอพระรัตนตรัย ชื่อว่าปาริจริยานุตตริยะ.

การตามระลึกถึงคุณของกษัตริย์เป็นต้น ไม่จัดเป็นอนุสสรณานุตตริยะ (อนุสสตานุตตริยะ). ส่วนการตามระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ชื่อว่าอนุสสรณานุตตริยะ (อนุสสตานุตตริยะ).

อนุสสติทั้งหลายเทียว ชื่อว่าอนุสสติฐาน (ที่ตั้งแห่งความระลึกถึง). การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ชื่อว่าพุทธานุสสติ. ก็เมื่อบุคคลระลึกถึงอยู่อย่างนี้ ปีติย่อมบังเกิดขึ้น. บุคคลนั้นเริ่มตั้งปีตินั้นโดยความสิ้นไปโดยความเสื่อมไป ย่อมบรรลุความเป็นพระอรหันต์ได้. ธรรมดาว่าอุปจารกัมมัฏฐานนี้ แม้คฤหัสถ์ทั้งหลายก็ย่อมได้ (บรรลุได้) ในกัมมัฏฐานทั้งปวง ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ส่วนกถาโดยพิสดาร บัณฑิตพึงทราบโดยนัยอันข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล.

สตตวิหารฉกฺกวณฺณนา

การอยู่ประจำของพระขีณาสพ ชื่อว่า สตตวิหาร.

หลายบทว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ความว่า ครั้นเมื่ออารมณ์แห่งจักขุทวารไปสู่คลอง ภิกษุเห็นรูปนั้นด้วยจักขุวิญญาณแล้ว ไม่ยินดีในชวนขณะที่น่ายินดี ย่อมเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่ประทุษร้ายในชวนขณะที่ไม่น่ายินดี ย่อมเป็นผู้ไม่เสียใจ ไม่ยังโมหะให้บังเกิดขึ้น ในเพราะการเพ่งที่ไม่สม่ำเสมอ วางเฉย มีตนเป็นกลางอยู่ มีสติ เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยสติ มีสัมปชัญญะ เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยสัมปชัญญะ.

แม้ในบทที่เหลือทั้งหลาย ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ภิกษุย่อมวางเฉยอยู่ แม้ในทวารทั้ง ๖ ด้วยประการฉะนี้. ท่านกล่าวฉฬังคุเบกขา ไว้ด้วยบทนี้.

ก็เพราะคำว่า สมฺปชาโน บัณฑิตย่อมได้ญาณสัมปยุตตจิต ๔ ดวง.

คำว่า สตตวิหารา บัณฑิตย่อมได้มหาจิตแม้ทั้ง ๘ ดวง. เพราะคำว่า อรชฺชนฺโต อทุสฺสนฺโต บัณฑิตย่อมได้จิตแม้ทั้ง ๑๐ ดวง.

หากมีคำถามสอดเข้ามาว่า โสมนัสจะมีได้อย่างไร.

แก้ว่า มีได้เพราะอาเสวนะ.

อภิชาติฉกฺกวณฺณนา

ชาติทั้งหลายชื่อว่า อภิชาติ.

สองบทว่า กณฺหาภิชาติโก สมาโน ความว่า ผู้เกิดแล้วในที่ดำ คือในตระกูลต่ำ. หลายบทว่า กณฺหํ ธมฺมํ อภิชายติ ความว่า ย่อมประสบ คือกระทำธรรมคือความเป็นผู้ทุศีล ๑๐ ประการ อันเป็นธรรมฝ่ายดำ. บุคคลนั้นประสบธรรม คือความเป็นผู้ทุศีล ๑๐ ประการนั้นแล้ว ย่อมบังเกิดในนรก.

สองบทว่า สุกฺกํ ธมฺมํ ความว่า เราเกิดแล้วในตระกูลต่ำ เพราะความที่ไม่ได้กระทำบุญไว้แม้ในกาลก่อน บัดนี้ เราจักทำบุญ เพราะเหตุนั้น เขาย่อมประสบธรรมฝ่ายขาว กล่าวคือบุญ. บุคคลนั้นย่อมบังเกิดในสวรรค์ด้วยธรรมฝ่ายขาว กล่าวคือบุญนั้น.

หลายบทว่า อกณฺหํ อสุกฺกํ นิพฺพานํ ความว่า ก็พระนิพพาน หากว่าจะพึงเป็นธรรมฝ่ายดำไซร้ ก็จะพึงให้วิบากที่ดำ หากว่าจะพึงเป็นธรรมฝ่ายขาวไซร้ ก็จะพึงให้วิบากที่ขาว แต่เพราะไม่ให้วิบากแม้ทั้ง ๒ พระนิพพาน ท่านจึงกล่าวว่า ไม่ดำ ไม่ขาว.

ก็ธรรมดาว่า พระนิพพาน ท่านประสงค์เอาพระอรหัตต์ในอรรถนี้.

จริงอยู่ พระอรหัตต์นั้นชื่อว่าพระนิพพาน เพราะเกิดในที่สุดแห่งการดับกิเลส. บุคคลนั้นย่อมพบ คือประสบ กระทำ พระนิพพานนั้น.

สองบทว่า สุกฺกาภิชาติโก สมาโน ความว่า เป็นผู้เกิดแล้วในที่ขาว คือในตระกูลสูง.

คำที่เหลือ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

นิพฺเพธภาคิยฉกฺกวณฺณนา

บทว่า นิพฺเพธภาคิยา ความว่า พระนิพพาน ท่านเรียกว่านิพเพธ. ชนทั้งหลายย่อมคบ คือย่อมเข้าไปใกล้พระนิพพานนั้น เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า นิพเพธภาคิยา (ส่วนแห่งการแทงตลอด).

อนิจจสัญญาเป็นต้น ท่านกล่าวไว้ในหมวดห้า.

ความกำหนดหมายในนิโรธานุปัสสนาญาณ ชื่อว่านิโรธสัญญา.

คำเป็นต้นว่า อิเม โข อาวุโส บัณฑิตพึงประกอบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

พระเถระกล่าวอยู่ซึ่งปัญหา ๑๓๒ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดหก ๒๒ หมวด แสดงสามัคคีรสด้วยประการฉะนี้ ดังนี้แล. จบหมวด ๖

ว่าด้วยธรรมหมวด ๗

พระเถระครั้นแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งหมวดหก ด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งหมวดเจ็ด จึงเริ่มปรารภพระธรรมเทศนาอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น ทรัพย์คือศรัทธา ชื่อว่าทรัพย์คือศรัทธา ด้วยอรรถว่าได้เฉพาะซึ่งสมบัติ. ในบททั้งปวงก็นัยนี้เหมือนกัน.

ก็บรรดาอริยทรัพย์เหล่านี้ ทรัพย์คือปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งปวง. เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ในปัญญาแล้ว บำเพ็ญสุจริต ๓ ศีล ๕ ศีล ๑๐ ให้บริบูรณ์ ย่อมเข้าถึงสวรรค์ คือย่อมแทงตลอดซึ่งสาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณและพระสัพพัญญุตญาณได้. ปัญญา ท่านเรียกว่าทรัพย์คือปัญญา เพราะเป็นเหตุแห่งการได้เฉพาะซึ่งสมบัติเหล่านี้. ก็อริยทรัพย์แม้ทั้ง ๗ ประการเหล่านี้ ท่านกล่าวว่า เจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระทีเดียว.

โพชฌงค์กถา ท่านกล่าวไว้แล้วเทียว.

บริวารแห่งสมาธิ ชื่อว่า สมาธิปริกฺขารา. สัมมาทิฏฐิเป็นต้น มีอรรถอันท่านกล่าวไว้แล้วนั่นเทียว. ด้วยบทว่า สัมมาทิฏฐิเป็นต้นเหล่านี้ บริขาร ๗ ท่านกล่าวว่าเป็นทั้งโลกิยะทั้งโลกุตตระเทียว.

ธรรมของอสัตบุรุษทั้งหลาย ชื่อว่าอสัทธรรม. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมอันไม่สงบ คือธรรมอันลามก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอสัทธรรม. บัณฑิตพึงทราบสัทธรรมโดยปริยายตรงกันข้าม.

บรรดาบทเหล่านี้ คำที่เหลือมีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

ก็บรรดาสัทธรรมทั้งหลาย สัทธรรมแม้ทั้งปวงมีศรัทธาเป็นต้น ท่านกล่าวไว้เฉพาะพระวิปัสสนา. ปัญญาแม้ในสัทธรรมเหล่านั้นเป็นทั้งโลกิยะทั้งโลกุตตระ.

นี้ความย่อ.

สองบทว่า สปฺปุริสานํ ธมฺมา ได้แก่ ธรรมของสัตบุรุษ.

ชนใดรู้ธรรม ในบรรดาสัปปุริสธรรมเหล่านั้นมีสุตตะและเคยยะเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่าธัมมัญญู (รู้จักเหตุ). ชนใดรู้อรรถแห่งภาษิตนั้นๆ นั่นแล เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่าอัตถัญญู (รู้จักผล). ชนใดรู้จักตนอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีประมาณเท่านี้ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่าอัตตัญญู (รู้จักตน). ชนใดรู้จักประมาณในการรับและการบริโภค เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่ามัตตัญญู (รู้จักประมาณ). ชนใดรู้จักกาลอย่างนี้ว่า นี้กาลแสดง นี้กาลไต่ถาม นี้กาลบรรลุโยคธรรม เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่ากาลัญญู (รู้จักกาล).

ก็บรรดากาลเหล่านั้น กาลแสดง ๕ ปี กาลไต่ถาม ๑๐ ปี นี้นับว่าคับแคบยิ่งนัก. กาลแสดง ๑๐ ปี กาลไต่ถาม ๒๐ ปี. เบื้องหน้าต่อแต่นั้นไป บัณฑิตพึงกระทำกรรมในการประกอบเถิด.

ชนใดรู้จักบริษัท ๘ อย่าง เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่าปริสัญญู (รู้จักบริษัท). ชนใดรู้จักบุคคลที่ควรเสพหรือไม่ควรเสพ เพราะเหตุนั้น ชนนั้นชื่อว่าปุคคลัญญู (รู้จักบุคคล).

วัตถุมีนิททสเป็นต้น ชื่อว่า นิททสวัตถุ. เหตุแห่งคำอย่างนี้ว่า ภิกษุไม่มี ๑๐ ภิกษุไม่มี ๒๐ ไม่มี ๓๐ ไม่มี ๔๐ ไม่มี ๕๐.

เล่ากันว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นในสมัยเดียรถีย์. ก็พวกเดียรถีย์กล่าวถึงนิครนถ์ผู้ตายในเวลา ๑๐ ปี ว่าไม่ใช่ ๑๐. เล่ากันว่า นิครนถ์นั้นมีกาลฝน ๑๐ ก็ไม่ใช่อีก. อนึ่ง จะว่า ๑๐ ปีอย่างเดียวก็ไม่ใช่ แม้ ๙ ปี ฯลฯ แม้ ๑ ปีก็ไม่ใช่. โดยนัยนั้นนั่นแหละ พวกเดียรถีย์กล่าวถึงนิครนถ์ผู้ตายแม้ในเวลา ๒๐ ปีเป็นต้นว่า ไม่ใช่ ๒๐ ไม่ใช่ ๓๐ ไม่ใช่ ๔๐ ไม่ใช่ ๕๐.

ท่านพระอานนท์เที่ยวไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว จึงไปยังวิหาร กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ นี้ไม่ใช่คำของพวกเดียรถีย์หรอก นั่นเป็นคำของพระขีณาสพในศาสนาของเราดังนี้. ด้วยว่า พระขีณาสพปรินิพพานแล้วในเวลา ๑๐ ปี จะเป็นผู้ชื่อว่า มีกาลฝน ๑๐ อีกก็ไม่ใช่.

อนึ่ง พระขีณาสพจะเป็นผู้ชื่อว่า มีกาลฝน ๑๐ อย่างเดียวก็หามิได้ แม้จะเป็นผู้มีกาลฝน ๙ ฯลฯ แม้จะเป็นผู้มีกาลฝน ๑. อนึ่ง พระขีณาสพจะเป็นผู้ชื่อว่า มีกาลฝน ๑ อย่างเดียวก็หามิได้ จะเป็นผู้ชื่อว่า ๑๐ เดือนบ้าง ฯลฯ ๑ เดือนบ้าง ๑ วันบ้าง ครู่หนึ่งบ้าง ก็หามิได้นั่นเทียว.

ถามว่า เพราะเหตุอะไร.

แก้ว่า เพราะความไม่มีปฏิสนธิอีก.

แม้ในคำว่า ไม่มี ๒๐ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสว่า นั่นเป็นคำของพระขีณาสพในศาสนาของเราด้วยประการฉะนี้ ดังนี้แล้ว เพื่อจะทรงแสดงเหตุที่พระขีณาสพนั้น เป็นผู้มิใช่ (มีกาลฝน) ๑๐ จึงทรงแสดงนิททสวัตถุ ๗ ประการ. แม้พระเถระครั้นยกพระธรรมเทศนานั้นนั่นแหละขึ้นแล้ว จึงกล่าวนิททสวัตถุ ๗ ประการดังมีคำเป็นอาทิว่า ดูก่อนผู้มีอายุ ภิกษุในพระศาสนานี้เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้า ในการสมาทานสิกขา.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อิธ ได้แก่ ในพระศาสนานี้.

หลายบทว่า สิกฺขาสมาทาเน ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ ความว่า เป็นผู้มีความพอใจอย่างมากในการบำเพ็ญไตรสิกขา.

หลายบทว่า อายติญฺจ สิกฺขาสมาทาเน อวิคตเปโม ความว่า เป็นผู้มาตามพร้อมด้วยความรักอันตนบรรลุแล้วในการบำเพ็ญสิกขา แม้ในวันรุ่งขึ้นเป็นต้น ในอนาคต.

บทว่า ธมฺมนิสนฺติยา ความว่า ด้วยการพิจารณาธรรม. คำนั่นเป็นชื่อของวิปัสสนา.

บทว่า อิจฺฉาวินเย ความว่า ในการปราบตัณหา.

บทว่า ปฏิสลฺลาเน ความว่า ในความเป็นผู้เดียว.

บทว่า วิริยารมฺเภ ความว่า ในการบำเพ็ญความเพียรที่เป็นไปทางกายและเป็นไปทางจิต.

บทว่า สติเนปกฺเก ความว่า ในสติและในความเป็นผู้มีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน.

บทว่า ทิฏฺฐิปฏิเวเธ ความว่า ในการเห็นมรรค.

คำที่เหลือ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในที่ทั้งปวงเถิด.

พึงทราบวินิจฉัยในสัญญาทั้งหลาย.

สัญญาในอสุภานุปัสสนาญาณ ชื่อว่าอสุภสัญญา. สัญญาในอาทีนวานุปัสสนาญาณ ชื่อว่าอาทีนวสัญญา. สัญญาที่เหลือท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.

หมวด ๗ แห่งพละ หมวด ๗ แห่งวิญญาณฐิติ และหมวด ๗ แห่งบุคคล มีนัยอันท่านกล่าวไว้แล้วนั่นเทียว.

กิเลสทั้งหลายเหล่าใดย่อมนอนเนื่อง ด้วยอรรถว่าละไม่ได้ เพราะเหตุนั้น กิเลสเหล่านั้นชื่อว่าอนุสัย. กามราคะที่มีกำลังเรี่ยวแรง ชื่อว่ากามราคานุสัย. ในราคะทั้งปวงก็นัยนี้.

หมวดเจ็ดแห่งสัญโญชน์ มีเนื้อความชัดทั้งนั้น.

อธิกรณสมถสตฺตกวณฺณนา

พึงทราบวินิจฉัยในอธิกรณสมถะต่อไปนี้.

อธิกรณ์ทั้งหลายย่อมสงบ คือเข้าไประงับ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อธิกรณสมถะ.

บทว่า อุปฺปนฺนุปฺปนฺนานํ ความว่า เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นแล้ว.

บทว่า อธิกรณานํ ความว่า แห่งอธิกรณ์ ๔ เหล่านี้คือ วิวาทาธิกรณ์ ๑ อนุวาทาธิกรณ์ ๑ อาปัตตาธิกรณ์ ๑ กิจจาธิกรณ์ ๑.

สองบทว่า สมถาย วูปสมาย ความว่า เพื่อสงบและเพื่อเข้าไประงับ.

พระวินัยธรพึงให้สมถะ ๗ เหล่านี้ คือพึงให้สัมมุขาวินัย ฯลฯ พึงให้ติณวัตถารกวินัย.

นัยแห่งการวินิจฉัยในสมถะเหล่านั้นดังต่อไปนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในอธิกรณ์ทั้งหลายก่อน

วิวาทอันใดแห่งภิกษุทั้งหลาย ผู้วิวาทกันด้วยวัตถุ ๑๘ ประการว่า ธรรมหรือมิใช่ธรรมก็ตาม อันนี้ชื่อว่าวิวาทาธิกรณ์ การกล่าวโทษ. การกล่าวโทษ การติเตียนและการโจทกันอันใด แห่งภิกษุผู้กล่าวโทษกันถึงศีลวิบัติก็ดี ถึงอาจารวิบัติและอาชีววิบัติก็ดี อันนี้ชื่อว่าอนุวาทาธิกรณ์. กองแห่งอาบัติแม้ทั้ง ๗ คือ กองแห่งอาบัติ ๕ มาในมาติกา กองแห่งอาบัติ ๒ มาในวิภังค์ อันนี้ชื่อว่าอาปัตตาธิกรณ์. การกระทำกรรม ๔ อย่างมีอปโลกนกรรมเป็นต้นแห่งสงฆ์ อันนี้ชื่อว่ากิจจาธิกรณ์.

บรรดาอธิกรณ์เหล่านั้น วิวาทาธิกรณ์ระงับได้ด้วยสมถะ ๒ คือ สัมมุขาวินัย ๑ เยภุยยสิกา ๑. วิวาทาธิกรณ์ ระงับอยู่ด้วยสัมมุขาวินัยเท่านั้น คือ วิวาทาธิกรณ์เกิดขึ้นในวิหารใด อันสงฆ์วินิจฉัยแล้วในวิหารนั้นนั่นแหละ ย่อมระงับ เมื่อภิกษุไปเพื่อจะระงับในที่อื่น อันสงฆ์วินิจฉัยแล้วในระหว่างทางก็ย่อมระงับได้ อันภิกษุไปมอบให้แก่สงฆ์ในที่ใด อันสงฆ์ในที่นั้นวินิจฉัยแล้ว ก็ย่อมระงับได้ หรือว่า ครั้นเมื่อสงฆ์ไม่อาจเพื่อจะระงับอันบุคคลผู้อันสงฆ์สมมติแล้ว วินิจฉัยเพื่อดึงออก (จากอาบัติ) ในที่นั้นนั่นแหละ ย่อมระงับได้เช่นกัน.

ก็แลครั้นเมื่อวิวาทาธิกรณ์นั้นระงับอยู่อย่างนี้ ความพร้อมหน้าสงฆ์ ความพร้อมหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัย ความพร้อมหน้าบุคคล อันใด อันนี้ชื่อว่าสัมมุขาวินัย.

ก็บรรดาความพร้อมหน้าเหล่านั้น ความที่สงฆ์ผู้กระทำ (กรรม) พร้อมหน้ากันด้วยสามารถแห่งความสามัคคีของสงฆ์ อันนี้ชื่อว่าความพร้อมหน้าสงฆ์. ความที่มีวัตถุ (เรื่อง) อันจะพึงระงับ ชื่อว่าความพร้อมหน้าธรรม. การพิจารณาโดยประการที่วิวาทาธิกรณ์จะพึงระงับไป ชื่อว่าความพร้อมหน้าวินัย. ภิกษุใดวิวาทกัน และวิวาทด้วยเนื้อความอันใด ความพร้อมหน้ากันแห่งเนื้อความและคู่กรณี (ข้าศึก) ทั้งสองนั้น ชื่อว่าความพร้อมหน้าบุคคล.

ก็ความพร้อมหน้าสงฆ์ในวิวาทาธิกรณ์นี้ ย่อมเสื่อมหายไป ในเพราะการเข้าไประงับเพื่อดึงออก (จากอาบัติ). วิวาทาธิกรณ์ย่อมระงับไปด้วยสัมมุขาวินัยเท่านั้น อย่างนี้ก่อน.

ก็ถ้าว่า วิวาทาธิกรณ์ไม่ระงับไปแม้อย่างนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้พวกภิกษุผู้อันสงฆ์สมมุติ เพื่อดึงออก (จากอาบัติ) ย่อมมอบเรื่องนั้นแก่สงฆ์นั่นแหละด้วยคิดว่า พวกเราไม่อาจเพื่อจะระงับได้. ลำดับนั้น สงฆ์จึงสมมุติภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ห้า ให้เป็นผู้จับฉลาก เพราะความที่พระธรรมวาทีแห่งบริษัท ผู้ยังภิกษุรูปนั้นให้จับฉลาก ด้วยสามารถแห่งวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาการจับฉลาก ๓ อย่าง คือ ซ่อน ๑ เปิดเผย ๑ กระซิบที่หูของตน ๑ ประชุมกันแล้วมีมาก อธิกรณ์ที่เข้าไประงับโดยประการที่พระธรรมวาทีเหล่านั้นกล่าว ก็จัดว่าเป็นอันเข้าไประงับแล้วด้วยสัมมุขาวินัยและเยภุยยสิกา.

สัมมุขาวินัยในวิวาทาธิกรณ์นั้น มีนัยอันท่านกล่าวไว้แล้วนั่นเทียว.

ก็การกระทำกรรมโดยเสียงข้างมากเป็นประมาณอันใด อันนี้ชื่อว่าเยภุยยสิกา.

วิวาทาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสมถะ ๒ อย่าง ด้วยประการฉะนี้.

อนุวาทาธิกรณ์ ย่อมระงับด้วยสมถะ ๔ คือ สัมมุขาวินัย ๑ สติวินัย ๑ อมุฬหวินัย ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑. อนุวาทาธิกรณ์ระงับอยู่ด้วยสัมมุขาวินัยนั่นเทียว คือ ภิกษุผู้โจทกล่าวโทษ และโจทกล่าวโทษผู้ใด อนุวาทาธิกรณ์อันสงฆ์ฟังถ้อยคำของทั้งสองฝ่ายนั้นแล้ว วินิจฉัยอย่างนี้ว่า ถ้าว่า อาบัติบางอย่างไม่มี ยังเธอทั้งสองให้อดโทษแล้ว ถ้าว่ามีอาบัติ อาบัติในอนุวาทาธิกรณ์นี้ ชื่อนี้ ย่อมเข้าไประงับได้. ลักษณะแห่งสัมมุขาวินัย ในอนุวาทาธิกรณ์นั้น มีนัยอันข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วนั่นเทียว.

ก็ในกาลใด สงฆ์ให้สติวินัยด้วยญัตติจตุตถกรรมแก่ภิกษุผู้เป็นพระขีณาสพผู้ถูกโจทด้วยศีลวิบัติอันหามูลมิได้ผู้ขอสติวินัยอยู่ ในกาลนั้น อนุวาทาธิกรณ์เป็นอันระงับไปด้วยสัมมุขาวินัยและสติวินัย. ก็เมื่อสงฆ์ให้สติวินัยแล้ว การกล่าวโทษของใครๆ ย่อมไม่ขึ้นในบุคคลนั้นอีก.

ในกาลใด ภิกษุผู้เป็นบ้า ถูกพวกภิกษุโจทว่า ท่านผู้มีอายุระลึกถึงอาบัติเห็นปานนี้ได้หรือในความประพฤติอันไม่ใช่ของสมณะด้วยอำนาจแห่งความเป็นบ้า แม้กล่าวอยู่ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย กระผมผู้เป็นบ้า กระทำกรรมนั้นแล้ว กระผมหาระลึกได้ไม่ ดังนี้แล้ว ยังถูกพวกภิกษุโจทอยู่เทียว ขออมุฬหวินัยเพื่อประโยชน์แก่การไม่โจทอีก และสงฆ์ให้อมุฬหวินัยแก่ภิกษุนั้นด้วยญัตติจตุตถกรรม ในกาลนั้น อนุวาทาธิกรณ์เป็นอันเข้าไประงับด้วยสัมมุขาวินัยและอมุฬหวินัย. ก็ครั้นเมื่อสงฆ์ให้อมุฬหวินัยแล้ว การกล่าวโทษของใครๆ เพราะความที่ภิกษุนั้นเป็นบ้า เป็นปัจจัย ย่อมไม่ขึ้นในบุคคลนั้นอีก.

ก็ในกาลใด เมื่อบุคคลผู้ลามกเพราะมากด้วยความชั่ว ถูกโจทด้วยอาบัติปาราชิก หรือใกล้เคียงปาราชิก กลับประพฤติเป็นอย่างอื่น ถ้าว่าบุคคลผู้นี้จักเป็นผู้มีมูล อันตนต้องการแล้ว ประพฤติโดยชอบเทียว จักได้การรวมกัน (เข้าหมู่) ถ้าว่า เป็นผู้มีมูลอันตนตัดแล้ว สงฆ์สำคัญอยู่ว่า การขับไล่นี้นั่นแหละจักมีแก่บุคคลนั้น จึงกระทำตัสสปาปิยสิกา (การลงโทษแก่ผู้ผิด) ด้วยญัตติจตุตถกรรม ในกาลนั้น อนุวาทาธิกรณ์เป็นอันเข้าไประงับด้วยสัมมุขาวินัยและตัสสปาปิยสิกา.

อนุวาทาธิกรณ์ย่อมระงับไปด้วยสมถะ ๔ อย่างด้วยประการฉะนี้.

อาปัตตาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสมถะ ๓ คือ สัมมุขาวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ ติณวัตถารกะ ๑. อาปัตตาธิกรณ์นั้นไม่มีการเข้าไประงับด้วยสัมมุขาวินัยทีเดียว. ก็ในกาลใด ภิกษุแสดงลหุกาบัติในสำนักแห่งภิกษุรูปหนึ่ง หรือในท่ามกลางคณะสงฆ์ ในกาลนั้น อาปัตตาธิกรณ์ย่อมเข้าไประงับด้วยสัมมุขาวินัยและปฏิญญาตกรณะ. บรรดาสมถะเหล่านั้นพึงทราบวินิจฉัยในสัมมุขาวินัยก่อน ภิกษุผู้แสดงและแสดงแก่ผู้ใด ความพร้อมหน้ากันแห่งบุคคลทั้งสองนั้น ชื่อว่าความพร้อมหน้าบุคคล. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.

ความพร้อมหน้าสงฆ์ย่อมเสื่อมหายไปในกาลที่แสดงแก่บุคคลและคณะ. ก็บรรดาสมถะเหล่านี้ การกระทำปฏิญญาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมต้องแล้วซึ่งอาบัติชื่อนี้ และว่า ขอรับ กระผมเห็นอยู่ (ผู้รับแสดงอาบัติกล่าวว่า) ท่านพึงสำรวมระวังต่อไป อันใด อันนั้นชื่อว่าปฏิญญาตกรณะ. การขอปริวาสเป็นต้นจากอาบัติสังฆาทิเสสทั้งหลาย ชื่อว่าปฏิญญา การให้ปริวาสเป็นต้นชื่อว่าปฏิญญาตกรณะ.

ก็พวกภิกษุผู้กระทำการทะเลาะกัน เกิดแยกเป็นสองฝ่าย ประพฤติล่วงละเมิดกิจอันมิใช่ของสมณะเป็นอันมาก ครั้นเมื่อลัชชีธรรมเกิดขึ้นอีกเห็นโทษในการชักชวนกันและกันให้กระทำอาบัติว่า ถ้าว่าพวกเราพึงกระทำกันและกันด้วยอาบัติเหล่านี้ไซร้ อธิกรณ์นั้น แม้จะพึงมี ก็พึงเป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้หยาบช้า แล้วจึงกระทำติณวัตถารกกรรมในกาลใด ในกาลนั้น อาปัตตาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสัมมุขาวินัยและติณวัตถารกะ.

ก็ภิกษุผู้เข้าอยู่ในหัตถบาสในกรรมนั้น ไม่กระทำกรรมให้แจ้งอันตนเห็นอย่างนี้ว่า กรรมนั้นไม่เหมาะแก่เรา แล้วพากันหลบไปเสีย. อาบัติทั้งปวงของภิกษุทั้งปวงเหล่านั้น เว้นโทษที่หยาบและที่ปฏิสังยุตต์ด้วยคฤหัสถ์ย่อมออกพ้นไปได้. อาปัตตาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสมถะ ๓ อย่างด้วยประการฉะนี้.

กิจจาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสมถะ ๑ คือ สัมมุขาวินัยเท่านั้น.

อธิกรณ์ ๔ เหล่านี้ย่อมระงับด้วยสมถะ ๗ ประการเหล่านี้ตามสมควร. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า เพื่อความสงบระงับอธิกรณ์ อันบังเกิดขึ้นแล้วๆ พึงให้สัมมุขาวินัย พึงให้สติวินัย พึงให้อมุฬหวินัย พึงปรับตามปฏิญญา พึงถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ พึงปรับตามความผิดของจำเลย พึงใช้ติณวัตถารกวิธี ดังนี้แล.

นี้เป็นนัยแห่งการวินิจฉัยในอธิกรณ์เหล่านี้. ส่วนความพิสดารมาแล้วในสมถขันธกะนั่นแล. แม้การวินิจฉัยแห่งความพิสดารนั้น ข้าพเจ้าก็กล่าวไว้แล้วในสมันตปาสาทิกา.

คำเป็นต้นว่า อิเม โข อาวุโส บัณฑิตพึงประกอบโดยนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั่นเทียว.

พระเถระกล่าว ๙๘ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดเจ็ด ๑๔ หมวด แสดงสามัคคีรสด้วยประการฉะนี้ ดังนี้แล. จบธรรมหมวด ๗

ว่าด้วยธรรมหมวด ๘

พระเถระ ครั้นแสดงสามัคคีรส ด้วยสามารถแห่งหมวดเจ็ดด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งหมวดแปด จึงเริ่มปรารภพระธรรมเทศนาต่อไปอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิจฺฉตฺตา คือ ไม่แน่นอน ได้แก่มีสภาพที่ผิด.

บทว่า สมฺมตฺตา คือ แน่นอน ได้แก่มีสภาพที่ถูกโดยชอบ.

บทว่า กุสีตวตฺถูนิ ได้แก่ เรื่อง คือที่พึ่งของคนเกียจคร้าน คือของคนขี้เกียจ. อธิบายว่า เหตุของความเกียจคร้าน.

หลายบทว่า กมฺมํ กตฺตพฺพํ โหติ ความว่า พึงกระทำกรรมมีการกะจีวรเป็นต้น.

หลายบทว่า น วิริยํ อารภติ ความว่า ไม่ปรารภความเพียรแม้ทั้ง ๒ อย่าง.

บทว่า อปฺปตฺตสฺส ความว่า เพื่อบรรลุธรรม คือฌาน วิปัสสนา มรรคและผลที่ตนยังไม่บรรลุ. บทว่า อนธิคตสฺส ความว่า เพื่อประโยชน์ คือการบรรลุธรรม คือฌาน วิปัสสนา มรรคและผลนั้นนั่นแหละอันตนยังมิได้บรรลุ.

บทว่า อสจฺฉิกตสฺส ความว่า เพื่อประโยชน์คือการกระทำให้แจ้งธรรม คือฌาน วิปัสสนา มรรคและผลนั้นที่ตนยังไม่กระทำให้แจ้ง.

สองคำนี้ว่า อิทํ ปฐมํ ได้แก่ การนั่งลง (ด้วยการคิด) อย่างนี้ว่า เอาเถิด เราจะนอน ดังนี้ จัดเป็นเรื่องของความเกียจคร้านทีแรก. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยนัยนี้.

ก็ถั่วราชมาสอันชุ่มชื่อว่ามาสาจิตะ ในคำนี้ว่า มาสาจิตํ มญฺเญ ดังนี้. อธิบายว่า เป็นผู้หนักเหมือนถั่วราชมาสที่เปียกชุ่ม เป็นของหนักฉะนั้น.

สองบทว่า คิลานวุฏฺฐิโต โหติ ความว่า เป็นไข้หายออกไปทีหลัง.

บทว่า อารพฺภวตฺถูนิ ได้แก่ เหตุแห่งความเพียร บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้เทียวแห่งบททั้งหลาย แม้เหล่านั้น.

บทว่า คือ เหตุแห่งทาน. หลายบทว่า อาสชฺช ทานํ เทติ ความว่า ถึงแล้วจึงให้ทาน. บุคคลเห็นภิกษุผู้มาแล้วเทียว นิมนต์ท่านให้นั่งครู่หนึ่งเท่านั้น แล้วจึงกระทำสักการะถวายทาน ย่อมไม่ลำบาก ด้วยการคิดว่า เราจักให้. ความหวังในการให้นี้ ชื่อว่า เหตุแห่งการให้ ด้วยประการฉะนี้.

เหตุทั้งหลายมีความกลัวเป็นต้น แม้ในคำเป็นต้นว่า ให้ทาน เพราะความกลัว บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นเหตุแห่งการให้. บรรดาเหตุเหล่านั้น ความกลัวต่อคำติเตียน หรือความกลัวต่ออบายว่า บุคคลผู้นี้เป็นผู้ไม่ให้ (ทาน) เป็นผู้ไม่กระทำ (สักการะ) ชื่อว่าความกลัว.

สองบทว่า อทาสิ เม ความว่า บุคคลย่อมให้ตอบด้วยคิดว่า บุคคลนั้นได้ให้วัตถุชื่อนี้แก่เราในกาลก่อน. สองบทว่า ทสฺสติ เม ความว่า บุคคลย่อมให้ด้วยคิดว่า เขาจักให้วัตถุชื่อนี้ในอนาคต. สองบทว่า สาหุ ทานํ ความว่า บุคคลย่อมให้ (ทาน) ด้วยคิดว่า ธรรมดาว่า การให้เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จ คือเป็นกรรมดี อันบัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงสรรเสริญแล้ว.

หลายบทว่า จิตฺตาลงฺการจิตฺตปริกฺขารตฺกํ ทานํ เทติ ความว่า บุคคลย่อมให้ทานเพื่อเป็นเครื่องประดับ และเพื่อเป็นบริวารของจิตในสมถะและวิปัสสนา.

จริงอยู่ ทานย่อมกระทำจิตให้อ่อนได้. อันผู้ใดได้วัตถุ แม้ผู้นั้นก็ย่อมมีจิตอ่อนว่า เราได้แล้ว. อันผู้ใดให้แล้ว แม้ผู้นั้นก็ย่อมมีจิตอ่อนว่า เราให้แล้ว. ทานย่อมกระทำจิตของบุคคลแม้ทั้งสองให้อ่อนได้ด้วยประการฉะนี้. เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำเป็นต้นว่า การฝึกจิตซึ่งยังไม่เคยฝึก (ชื่อว่าทาน). เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

การฝึกจิตซึ่งยังไม่เคยฝึก ชื่อว่าทาน

การไม่ให้เป็นเหตุประทุษร้ายจิตที่ฝึกแล้ว

สัตว์ทั้งหลายย่อมฟูขึ้นและฟุบลง ด้วยทาน

และวาจาที่อ่อนหวาน ดังนี้.

ก็บรรดาทานทั้ง ๘ ประการเหล่านี้ ทานที่เป็นเครื่องประดับจิตเท่านั้นสูงสุด.

บทว่า ทานูปปตฺติโย ความว่า เข้าถึงเพราะทานเป็นปัจจัย. บทว่า ทหติ แปลว่า ตั้งไว้. คำว่า อธิฏฺฐาติ เป็นไวพจน์ของคำว่า ทหติ นั้นนั่นแหละ. บทว่า ภาเวติ แปลว่า ให้เจริญ.

สองบทว่า หีเน วิมุตฺตํ ความว่า หลุดพ้นกามคุณ ๕ อันเลว.

บทว่า อุตฺตริอภาวิตํ ความว่า แต่นั้น ไม่อบรมเพื่อต้องการมรรคผลอันยอดเยี่ยม.

สองบทว่า ตตฺรูปปตฺติยาสํวตฺตติ ความว่า บุคคลปรารถนา (เกิด) ที่ใด กระทำกุศลไว้ก็ย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อประโยชน์แก่การเกิดในที่นั้นๆ.

บทว่า วีตราคสฺส ความว่า ผู้มีราคะอันตัดได้เด็ดขาดด้วยมรรค หรือผู้มีราคะอันข่มได้ด้วยสมาบัติ.

จริงอยู่ สัตว์ไม่อาจที่จะเกิดในพรหมโลกได้ด้วยกุศลสักว่าทานเท่านั้น. ก็ทานย่อมเป็นเครื่องประดับเป็นบริวารของจิตในสมาธิและวิปัสสนา. บุคคลผู้มีจิตอ่อนโยนเพราะทานนั้น เจริญพรหมวิหารแล้ว ย่อมบังเกิดในพรหมโลกได้. เพราะเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวไว้ว่า ของผู้มีราคะไปปราศแล้ว ไม่ใช่ของผู้มีราคะ.

บริษัทของกษัตริย์ ชื่อว่าขัตติยปริสา (บริษัทของกษัตริย์) อธิบายว่า หมู่.

ในบททั้งปวงก็นัยนี้นั่นเทียว.

ธรรมของโลก ชื่อว่าโลกธรรม. ธรรมดาว่าบุคคลผู้พ้นจากโลกธรรมเหล่านั้นไม่มี. แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ยังต้องมีนั่นเทียว.

สมจริงดังพระดำรัสแม้ที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการเหล่านี้ย่อมหมุนเวียนไปตามโลก และโลกก็ย่อมหมุนเวียนไปตามโลกธรรม ๘ ประการดังนี้.

____________________________

องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๙๕

สองบทว่า ลาโภ อลาโภ บัณฑิตพึงทราบว่า ครั้นเมื่อลาภมา ความไม่มีลาภก็มาด้วยนั่นเทียว. แม้ในยศเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.

กถาว่าด้วยอภิภายตนะและวิโมกข์ ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.

คำว่า อิเม โข อาวุโส เป็นต้น บัณฑิตพึงประกอบโดยนัยดังที่กล่าวแล้วเหมือนกัน. พระเถระกล่าวปัญหา ๘๘ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดแปด ๑๑ หมวด แสดงสามัคคีรสแล้วด้วยประการฉะนี้แล. จบธรรมหมวด ๘

ว่าด้วยธรรมหมวด ๙

พระเถระครั้นแสดงสามัคคีรส ด้วยสามารถแห่งหมวดแปดด้วยประการฉะนี้ บัดนี้เพื่อจะแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งหมวดเก้า จึงปรารภพระธรรมเทศนาอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาฆาตวตฺถูนิ แปลว่า เหตุแห่งความอาฆาต.

สองบทว่า อาฆาตํ พนฺธติ ความว่า ผูกไว้คือกระทำได้แก่ยังความโกรธให้เกิดขึ้น.

หลายบทว่า ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา ความว่า การประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์นั้น อย่าได้มีแล้ว เพราะเหตุนั้น อันบุคคลพึงได้จากที่ไหน คืออาจเพื่อจะได้ด้วยเหตุอะไรในบุคคลนี้. บุคคลคิดอย่างนี้ว่า ธรรมดาว่าบุคคลอื่นย่อมกระทำความฉิบหายตามความพอใจแห่งจิตของตนแก่บุคคลอื่น ดังนี้ ย่อมบรรเทาความอาฆาตได้.

อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า ถ้าว่า เราพึงกระทำความโกรธตอบไซร้ การกระทำความโกรธนั้นอันเราพึงได้แต่ที่ไหนในบุคคลนี้ หรือพึงได้ด้วยเหตุอะไร. บาลีว่า กุโต ลาภา ดังนี้ก็มี. ถ้าว่า เราพึงกระทำความโกรธในบุคคลนี้ไซร้ ธรรมดาว่า ลาภอันเราได้แต่ที่ไหนในการกระทำความโกรธของเรานั้น. อธิบายว่า ลาภเหล่าไหนพึงมี.

ก็ในอรรถนี้ ศัพท์ว่า ตํ เป็นเพียงนิบาตเท่านั้น.

บทว่า สตฺตาวาสา ได้แก่ ถิ่นเป็นที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย. อธิบายว่า ที่เป็นที่อยู่.

บรรดาสัตตาวาสเหล่านั้น แม้สุทธาวาสทั้งหลายก็จัดเป็นสัตตาวาสเหมือนกัน แต่ว่า ท่านมิได้จัดไว้ เพราะความที่ไม่เป็นไปในกาลทั้งปวง.

จริงอยู่ สุทธาวาสทั้งหลายเป็นเหมือนกับค่าย (ถิ่นที่ประทับ) ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เพราะว่าในอสงไขยกัปป์ ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าไม่บังเกิด ที่นั้นย่อมว่างเปล่า เพราะเหตุนั้น ท่านจึงไม่จัดไว้ (ว่าเป็นสัตตาวาส) เพราะความที่ไม่เป็นไปในกาลทั้งปวง.

คำที่เหลือในอรรถนี้ บัณฑิตพึงทราบดังต่อไปนี้

คำที่จะพึงกล่าวท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.

พึงทราบวินิจฉัยในอขณะทั้งหลาย.

หลายบทว่า ธมฺโม จ เทสิยติ ความว่า สัจจธรรม ๔ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดง. บทว่า โอปสมิโก ความว่า กระทำการเข้าไประงับกิเลส. บทว่า ปรินิพฺพานิโก ความว่า นำมาซึ่งการดับรอบแห่งกิเลส. บทว่า สมฺโพธคามี ความว่า ผู้แทงตลอดด้วยมรรคญาณ ๔. บทว่า อญฺญตรํ ความว่า อสัญญภพหรือว่าอรูปภพ.

บทว่า อนุปุพฺพวิหารา ความว่า วิหารธรรมอันจะพึงเข้าไปตามลำดับ.

บทว่า อนุปุพฺพนิโรธา ความว่า ดับไปตามลำดับ.

คำว่า อิเม โข อาวุโส เป็นต้น บัณฑิตพึงประกอบโดยนัยดังที่กล่าวแล้วนั่นแล.

พระเถระเมื่อกล่าวปัญหา ๕๔ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดเก้า ๖ หมวด แสดงสามัคคีรสแล้วด้วยประการฉะนี้ดังนี้แล. จบธรรมหมวด ๙

ว่าด้วยธรรมหมวด ๑๐

พระเถระครั้นแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งหมวดเก้าด้วยประการฉะนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงสามัคคีรสด้วยสามารถแห่งหมวดสิบ จึงปรารภพระธรรมเทศนาอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาถกรณา ความว่า ธรรมอันกระทำที่พึ่งแห่งตน อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมีที่พึ่งอยู่เถิด อย่าอยู่ไม่มีที่พึ่งเลย.

ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้เป็นธรรมที่กระทำที่พึ่ง.

____________________________

องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๑๗

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า กลฺยาณมิตฺโต เป็นต้น.

มิตรทั้งหลายของบุคคลนั้นถึงพร้อมด้วยคุณมีศีลเป็นต้น คือเป็นคนดี เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่ากัลยาณมิตร (ผู้มีมิตรดี). อนึ่ง มิตรเหล่านั้นของบุคคลนั้น ชื่อว่าสหาย เพราะไปร่วมกันในอิริยาบถทั้งหลายมีการยืนและการนั่งเป็นต้น เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่ากัลยาณสหาย (ผู้มีสหายดี). ความเข้าพวกในกัลยาณมิตรนั่นแล น้อมไปทั้งจิตและกาย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากัลยาณสัมปวังกะ (ผู้มีพวกดี).

สองบทว่า สุพฺพโจ โหติ ความว่า เป็นผู้อันเขาพึงว่ากล่าวได้โดยง่าย คืออันเขาพึงตามสอนได้โดยง่าย. บทว่า ขโม ความว่า ผู้ถูกเขาว่าด้วยถ้อยคำอันหนักคือหยาบคาย ได้แก่แข็งกระด้าง ย่อมอดทนได้ คือไม่โกรธ.

สองบทว่า ปทกฺขิณคฺคาหี อนุสาสนี ความว่า ผู้ไม่กระทำเหมือนบุคคลบางคน พอถูกเขาโอวาทก็รับโดยเบื้องซ้าย แตกแยกกันไป หรือไม่ฟังไปเสีย ย่อมรับเบื้องขวาด้วยกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงโอวาท จงตามสอนเถิด เมื่อท่านไม่โอวาท คนอื่นใครเล่า จักโอวาทดังนี้.

บทว่า อุจฺจาวจานิ ความว่า สูงและต่ำ.

บทว่า กึกรณียานิ ความว่า การงานอันจะพึงกล่าวกระทำอย่างนี้ว่า กระผมจะทำอะไร.

บรรดาการงานเหล่านั้น การงานมีอาทิอย่างนี้ว่า การกระทำจีวร การย้อมจีวร การทำความสะอาดที่พระเจดีย์ การงานอันจะพึงกระทำที่โรงอุโบสถ เรือนพระเจดีย์ และเรือนโพธิ์ทั้งหลาย ชื่อว่าการงานสูง. การงานเล็กน้อยมีการล้างเท้าและทาเท้าเป็นต้น ชื่อว่าการงานต่ำ.

บทว่า ตตฺรูปายาย ความว่า ควรเข้าไปในที่นั้น. สองบทว่า อลํ กาตุํ ความว่า เป็นผู้สามารถเพื่อจะทำ. สองบทว่า อลํ สํวิธาตุํ ความว่า ผู้สามารถเพื่อจะพิจารณา. อธิบายว่า เป็นผู้ใคร่ที่จะแสดงแก่คนเหล่าอื่น.

ความใคร่คือความรักในธรรมของบุคคลนั้นมีอยู่ เหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า ธัมมกาโม (ผู้ใคร่ในธรรม). อธิบายว่า ย่อมประพฤติรักซึ่งพระพุทธวจนะคือพระไตรปิฎก.

บทว่า ปิยสมุทาหาโร ความว่า เมื่อบุคคลอื่นกล่าวอยู่ ย่อมฟังโดยเคารพ และเป็นผู้ใคร่เพื่อจะแสดงแก่ชนเหล่าอื่นเอง.

ในหมวดสองแห่งบทนี้ว่า อภิธมฺเม อภิวินเย บัณฑิตพึงทราบหมวดสี่แห่งคำว่า ธมฺโม อภิธมฺโม วินโย อภิวินโย ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ได้แก่ พระสุตตันปิฎก. บทว่า อภิธมฺโม ได้แก่ สัตตัปปกรณ์ (ปกรณ์ ๗). บทว่า วินโย ได้แก่ อุภโตวิภังค์. บทว่า อภิวินโย ได้แก่ ขันธกบริวาร.

อีกอย่างหนึ่ง แม้พระสุตตันตปิฎก คือพระธรรมนั่นเอง มรรคและผลทั้งหลาย คือพระอภิธรรม พระวินัยปิฎกทั้งสิ้น คือพระวินัย การกระทำการเข้าไประงับกิเลส คืออภิวินัย. บัณฑิตพึงทราบอธิบายในธรรม อภิธรรม วินัยและอภิวินัย นี้แม้ทั้งหมดด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อุฬารปาโมชฺโช ความว่า เป็นผู้มีความปราโมทย์มาก. กุสเลสุ ธมฺเมสุ ความว่า สัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งตติภวิภัตติ. เพราะเหตุแห่งกุศลธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๔. อธิบายว่า เป็นผู้ไม่ทอดธุระ เพื่อประโยชน์แก่การบรรลุกุศลธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๔ เหล่านั้น.

บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในหมวดสิบแห่งกสิณดังต่อไปนี้.

โดยอรรถทั้งสิ้น กสิณทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นแดน ด้วยอรรถว่าเป็นเขต หรือด้วยอรรถว่าการตั้งใจมั่น แห่งธรรมทั้งหลายอันเป็นตทารมณ์.

บทว่า อุทฺธํ ความว่า ผู้มีหน้าเฉพาะต่อพื้นท้องฟ้าในเบื้องบน. บทว่า อโธ ความว่า ผู้มีหน้าเฉพาะต่อพื้นแผ่นดินเบื้องต่ำ. บทว่า ติริยํ ความว่า กำหนดตัดโดยรอบเหมือนมณฑลแห่งนา.

จริงอยู่ บุคคลบางคนย่อมขยายกสิณไปเบื้องบนอย่างเดียว บางคนขยายไปเบื้องล่าง บางคนขยายไปโดยรอบ. บุคคลผู้ใคร่ในการเห็นรูป ประดุจเหมือนแสงสว่าง ย่อมแผ่ออกไปอย่างนั้นหรือโดยเหตุนั้นนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ผู้หนึ่งย่อมจำปฐวีกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง.

ส่วนคำว่า อนฺวยํ นี้ ท่านกล่าวไว้เพื่อการเข้าถึงความเป็นอย่างอื่นแห่งบุคคลผู้หนึ่ง. เหมือนอย่างว่า เมื่อบุคคลดำลงน้ำ น้ำเท่านั้นย่อมปรากฏมีในทิศทั้งปวง สิ่งอื่นหามีไม่ฉันใด ปฐวีกสิณก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเป็นปฐวิกสิณอยู่นั่นเอง ความเจือด้วยกสิณอย่างอื่นของผู้นั้นย่อมไม่มี. ในกสิณทั้งปวงก็นัยนี้.

คำว่า อปฺปมาณํ นี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปไม่มีประมาณแห่งบุคคลนั้นๆ.

จริงอยู่ บุคคลเมื่อแผ่กสิณนั้นไปด้วยใจ ชื่อว่าแผ่ไปทั้งสิ้นทีเดียว คือไม่ถือเอาประมาณว่า นี้เป็นเบื้องต้น นี้เป็นท่ามกลางแห่งกสิณนั้น ดังนี้แล.

ก็ในคำว่า วิญฺญาณกสิณํ นี้ได้แก่ วิญญาณที่เป็นไปในกสิณุคฆาติมากาศ (อากาศที่เพิกกสิณ). บัณฑิตพึงทราบความเป็นเบื้องบน เบื้องล่างและเบื้องขวาง ในวิญญาณที่เป็นไปในกสิณนั้น ด้วยสามารถแห่งกสิณุคฆาติมากาศด้วยอำนาจแห่งกสิณในวิญญาณนั้น. นี้เป็นความย่อในกสิณนี้.

ก็แล กสิณทั้งหลายมีปฐวีกสิณเป็นต้นเหล่านั้นอันข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วโดยพิสดารในวิสุทธิมรรคนั่นแล โดยภาวนามัยแห่งกัมมัฏฐาน.

อกุสลกมฺมปถทสกวณฺณนา

พึงทราบวินิจฉัยในกรรมบถทั้งหลายดังต่อไปนี้.

กรรมทั้งหลายนั่นเอง ชื่อว่าเป็นกรรมบถ เพราะความเป็นทางแห่งทุคคติและสุคติทั้งหลาย. บรรดากรรมบถเหล่านั้น กรรมบถทั้ง ๔ มีปาณาติบาต อทินนาทานและมุสาวาทเป็นต้น ท่านให้พิสดารแล้วในพรหมชาลสูตรนั่นแล.

ส่วนในกรรมบถข้อว่า กาเมสุ มิจฺฉาจาโร นี้ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า กาเมสุ ความว่า ในความประพฤติเมถุน หรือในวัตถุแห่งเมถุน.

บทว่า มิจฺฉาจาโร ความว่า ความประพฤติอันลามก ที่บัณฑิตติเตียนโดยส่วนเดียว. ส่วนโดยลักษณะเจตนาที่ก้าวล่วงฐานะอันไม่พึงถึง ที่เป็นไปทางกายทวาร โดยความประสงค์จะเสพอสัทธรรม ก็จัดเป็นกาเมสุมิจฉาจาร.

ในกาเมสุมิจฉาจารนั้น สำหรับบุรุษทั้งหลายก่อน หญิง ๑๐ จำพวกมีหญิงอันมารดารักษาเป็นต้น คือ หญิงอันมารดารักษา ๑ หญิงอันบิดารักษา ๑ หญิงอันมารดาและบิดารักษา ๑ หญิงอันพี่น้องชายรักษา ๑ หญิงอันพี่น้องหญิงรักษา ๑ หญิงอันญาติรักษา ๑ หญิงอันโคตรรักษา ๑ หญิงอันธรรมรักษา ๑ หญิงที่มีการอารักขา ๑ หญิงที่มีอาชญา ๑

และหญิงอีก ๑๐ จำพวกมีหญิงที่ซื้อมาด้วยทรัพย์เป็นต้น เหล่านั้นคือ หญิงที่ซื้อมาด้วยทรัพย์ ๑ หญิงที่อยู่ด้วยความพอใจ ๑ หญิงที่อยู่ด้วยโภคะ ๑ หญิงที่อยู่ด้วยแผ่นผ้า ๑ หญิงผู้มีถังน้ำ (ตักน้ำ) ๑ หญิงผู้มีเทริดนำไป ๑ ภริยาผู้เป็นทาสี ๑ ภริยาผู้ทำงาน ๑ หญิงผู้นำมาด้วยธง ๑ หญิงผู้อยู่ชั่วครู่ ๑ รวมเป็นหญิง ๒๐ จำพวกชื่อว่า ฐานอันไม่พึงถึง.

ส่วนบรรดาหญิงทั้งหลาย บุรุษเหล่าอื่น ชื่อว่าเป็นฐานะอันไม่พึงถึงแห่งหญิง ๑๒ จำพวก คือ หญิงที่มีการอารักขาและมีอาชญา ๒ และหญิงที่ซื้อมาด้วยทรัพย์เป็นต้นอีก ๑๐.

ก็มิจฉาจารนี้นั้น จัดว่ามีโทษน้อยในฐานะอันไม่พึงถึงที่เว้นจากคุณมีศีลเป็นต้น, จัดว่ามีโทษมากในฐานะอันไม่พึงถึงที่ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น.

กาเมสุมิจฉาจารนั้นมีสัมภาระ (องค์) ๔ คือ วัตถุอันไม่พึงถึง ๑ จิตคิดจะเสพในวัตถุอันไม่พึงถึงนั้น ๑ ความพยายามในการเสพ ๑ การหยุดอยู่แห่งการปฏิบัติต่อองค์มรรคด้วยมรรค ๑. การกระทำด้วยมือของตนก็เป็นความพยายามอย่างหนึ่งนั่นแล.

บทว่า อภิชฺฌายติ แปลว่า การเพ่ง. อธิบายว่า เป็นผู้มีหน้าเฉพาะต่อภัณฑะของผู้อื่นเป็นไป เพราะความที่น้อมไปในภัณฑะของผู้อื่นนั้น.

อภิชฌานั้นมีการเพ่งต่อภัณฑะของผู้อื่นเป็นลักษณะอย่างนี้ว่า โอหนอ วัตถุนี้พึงเป็นของเรา มีโทษน้อยและมีโทษมาก เหมือนอทินนาทาน. อภิชฌานั้น สัมภาระ (องค์) ๒ คือ ภัณฑะของผู้อื่น ๑ น้อมภัณฑะนั้นไปเพื่อตน ๑. ก็ครั้นเมื่อความโลภอันมีภัณฑะของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง แม้บังเกิดขึ้นแล้ว บุคคลไม่น้อมภัณฑะนั้นไปเพื่อตนว่า โอหนอ วัตถุนี้พึงเป็นของเราดังนี้เพียงใด ความแตกแห่งกรรมบถก็ไม่มีเพียงนั้น.

กิเลสใดยังหิตสุขให้ย่อยยับไป เหตุนั้น กิเลสนั้นชื่อว่าพยาบาท. พยาบาทนั้นมีลักษณะประทุษร้ายทางใจ เพื่อความพินาศของผู้อื่น มีโทษน้อยและมีโทษมากเหมือนผรุสวาจา. พยาบาทนั้นมีสัมภาระ (องค์) ๒ คือ สัตว์อื่น ๑ การคิดเพื่อความพินาศแห่งสัตว์อื่นนั้น ๑. ก็ครั้นเมื่อความโกรธอันมีสัตว์อื่นเป็นที่ตั้ง แม้บังเกิดขึ้นแล้ว บุคคลไม่คิดถึงความพินาศแห่งสัตว์อื่นนั้นว่า โอหนอ บุคคลนี้พึงขาดสูญ พึงพินาศดังนี้เพียงใด ความแตกแห่งกรรมบถก็ไม่มีเพียงนั้น.

ที่ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็นผิดโดยไม่มีการถือเอาตามสภาพที่เป็นจริง. มิจฉาทิฏฐินั้นมีลักษณะเห็นผิด โดยนัยเป็นต้นว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ดังนี้ มีโทษน้อยและมีโทษมาก เหมือนสัมผัปปลาปะ.

อีกอย่างหนึ่ง มิจฉาทิฏฐิที่ไม่แน่นอน (ไม่มั่นคง) มีโทษน้อย ที่แน่นอน (มั่นคง) มีโทษมาก. มิจฉาทิฏฐินั้นมีสัมภาระ (องค์) ๒ คือ ความที่วัตถุผิดจากอาการที่ตนถือเอา ๑ การบำเรอวัตถุนั้นโดยความเป็นเหมือนอย่างที่ตนถือเอา ๑.

ส่วนอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการเหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัย โดยอาการ ๕ คือ โดยธรรม ๑ โดยส่วน ๑ โดยอารมณ์ ๑ โดยเวทนา ๑ โดยมูล ๑.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมโต ความว่า เจตนาธรรม ๗ โดยลำดับเทียว ย่อมมีในอกุศลกรรมบถเหล่านั้น. เจตนาธรรม ๓ มีอภิชฌาเป็นต้น ชื่อว่าสัมปยุตด้วยเจตนา.

บทว่า โกฏฺฐาสโต ความว่า เจตนาธรรม ๘ เหล่านี้ คือ โดยลำดับ ๑ และมิจฉาทิฏฐิอีก ๗ เป็นกรรมบถแท้ทีเดียว แต่ไม่เป็นมูล. อภิชฌาและพยาบาทเป็นทั้งกรรมบถและเป็นทั้งมูล.

จริงอยู่ อภิชฌาถึงความเป็นมูลแล้ว ย่อมเป็นโลภะอกุศลมูล. พยาบาทเป็นโทสะอกุศลมูล.

บทว่า อารมฺมณโต ความว่า ปาณาติบาตมีสังขารเป็นอารมณ์ โดยมีชีวิตินทรีย์เป็นอารมณ์. อทินนาทานมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง. มิจฉาจารมีสังขารเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจแห่งโผฏฐัพพะ. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า มีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง.

มุสาวาทมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง ปิสุณวาจาก็อย่างนั้น. ผรุสวาจามีสัตว์เป็นอารมณ์. สัมผัปปลาปะมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง ด้วยสามารถแห่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟังและอารมณ์ที่ได้ทราบแล้วรู้แจ้งแล้ว. อภิชฌาก็อย่างนั้น. พยาบาทมีสัตว์เป็นอารมณ์. มิจฉาทิฏฐิมีสังขารเป็นอารมณ์ด้วยสามารถแห่งธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ บ้าง มีสัตว์เป็นอารมณ์ด้วยสามารถแห่งบัญญัติบ้าง.

บทว่า เวทนาโต ความว่า ปาณาติบาตเป็นทุกขเวทนา.

เหมือนอย่างว่า พระราชาทั้งหลายทรงเห็นโจรแล้ว แม้จะทรงร่าเริงอยู่ ตรัสว่า พวกท่านจงไปฆ่าโจรนั้น ดังนี้แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น สันนิฏฐาปกเจตนา (เจตนาที่ให้สำเร็จ) ก็ชื่อว่าสัมปยุตด้วยทุกข์แท้. อทินนาทานมีเวทนา ๓. มิจฉาจารมีเวทนา ๒ คือ สุขและมัชฌัตตเวทนา (อุเบกขา). ส่วนว่า ในสันนิฏฐาปกจิต (จิตที่ให้สำเร็จ) มิจฉาจารไม่เป็นมัชฌัตตเวทนา. มุสาวาทมีเวทนา ๓. ปิสุณวาจาก็อย่างนั้น. ผรุสวาจาเป็นทุกขเวทนา. สัมผัปปลาปะมีเวทนา ๓. อภิชฌามีเวทนา ๒ คือสุขและมัชฌัตตเวทนา (อุเบกขา). มิจฉาทิฏฐิก็อย่างนั้น. พยาบาทเป็นทุกขเวทนา.

บทว่า มูลโต ความว่า ปาณาติบาตมีมูล ๒ คือ โทสะและโมหะ. อทินนาทานก็มีมูล ๒ เหมือนกัน คือโทสะและโมหะบ้าง โลภะและโมหะบ้าง. มิจฉาจารมีมูล ๒ คือโลภะและโมหะ. มุสาวาทก็มีมูล ๒ คือโทสะและโมหะบ้าง โลภะและโมหะบ้าง. ปิสุณวาจาและสัมผัปปลาปะก็อย่างนั้น. ผรุสวาจามีมูล ๒ คือโทสะและโมหะ. อภิชฌามีมูลเดียวคือโมหะ. พยาบาทก็อย่างนั้น. มิจฉาทิฏฐิมีมูล ๒ คือโลภะและโมหะดังนี้แล.

กุสลกมฺมปถทสกวณฺณนา

กุศลกรรมบถทั้งหลายมีเจตนางดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งสมาทานวิรัติ สัมปัตตวิรัติและสมุจเฉทวิรัติ ส่วนโดยธรรม เจตนาทั้ง ๗ ก็ดี วิรัติทั้งหลายก็ดี ย่อมเป็นไปโดยลำดับในกุศลกรรมบถ แม้เหล่านั้น. เจตนาธรรม ๓ ในที่สุด ชื่อว่าสัมปยุตด้วยเจตนาแท้.

บทว่า โกฏฺฐาสโต ความว่า เจตนาธรรม ๗ โดยลำดับชื่อว่าเป็นกรรมบถแท้ทีเดียว แต่ไม่มีมูล. เจตนาธรรม ๓ ในที่สุด เป็นทั้งกรรมบถและเป็นมูล.

จริงอยู่ อนภิชฌาถึงความเป็นมูลแล้ว ย่อมเป็นอโลภะกุศลมูล. อัพยาบาทเป็นอโทสะกุศลมูล. สัมมาทิฏฐิเป็นอโมหะกุศลมูล.

บทว่า อารมฺมณโต ความว่า อารมณ์แห่งปาณาติบาตเป็นต้นนั่นเทียว แม้เป็นอารมณ์แห่งกุศลกรรมบถเหล่านั้นโดยลำดับ. จริงอยู่ เจตนานั้น ชื่อว่าเป็นเจตนางดเว้น เพราะความเป็นสภาพอันจะพึงก้าวล่วง. ก็อริยมรรคอันมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ย่อมละกิเลสทั้งหลายได้ฉันใด กรรมบถทั้งหลายเหล่านั้น แม้มีชีวิตินทรีย์เป็นต้นเป็นอารมณ์ บัณฑิตพึงทราบว่า ย่อมละความเป็นผู้ทุศีลทั้งหลาย มีปาณาติบาตเป็นต้นฉันนั้น.

บทว่า เวทนาโต ความว่า กุศลกรรมบถทั้งปวงเป็นสุขเวทนาบ้าง เป็นมัชฌัตตเวทนา (อุเบกขาเวทนา) บ้าง. จริงอยู่ ธรรมดาว่าทุกขเวทนา ถึงความเป็นกุศลไม่มี.

ว่าโดยมูล กุศลกรรมบถ ๗ โดยลำดับ ย่อมมีมูล ๓ คือ อโลภะ อโทสะและอโมหะแก่บุคคลผู้เว้นด้วยญาณสัมปยุตตจิต. ย่อมมีมูล ๒ แก่บุคคลผู้เว้นด้วยญาณวิปปยุตตจิต. อนภิชฌามีมูลสองสำหรับผู้เว้นด้วยญาณสัมปยุตตจิต มีมูลหนึ่งแก่บุคคลผู้เว้นด้วยญาณวิปปยุตตจิต. ก็อโลภะไม่เป็นมูลแก่ตนด้วยตนเลย. แม้ในอัพยาบาทก็นัยนี้เหมือนกัน. สัมมาทิฏฐิมีมูล ๒ คือ อโลภะและอโทสะเท่านั้น ดังนี้แล.

อริยวาสทสกวณฺณนา

บทว่า อริยวาสา ความว่า พระอริยะทั้งหลายนั่นเทียว อยู่แล้ว คือย่อมอยู่ ได้แก่จักอยู่ในธรรมเหล่านั้น เหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นชื่อว่าอริยวาส.

บทว่า ปญฺจงฺควิปฺปหีโน ความว่า เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยองค์ห้า พระขีณาสพได้อยู่แล้ว คือย่อมอยู่ ได้แก่จักอยู่ เพราะเหตุดังนี้นั้นความเป็นผู้ละองค์ห้าเสียได้นี้ ท่านเรียกว่า อริยวาส เพราะความเป็นธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยะ.

ในธรรมทั้งปวงก็นัยนี้เหมือนกัน.

ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์หก อย่างนี้แล เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยฉฬังคุเบกขา.

ถามว่า ธรรมเหล่าไร ชื่อว่า ฉฬังคุเบกขา.

แม้ว่าธรรมมีญาณเป็นต้น ชื่อว่าฉฬังคุเบกขา. เมื่อท่านกล่าวว่าญาณ บัณฑิตย่อมได้ญาณสัมปยุตตจิต ๔ ดวง โดยกิริยา. เมื่อท่านกล่าวว่าสตตวิหาร ย่อมได้มหาจิต ๘ ดวง. เมื่อท่านกล่าวว่า รชฺชนทุสฺสนํ นตฺถิ ย่อมได้จิต ๑๐ ดวง. โสมนัส บัณฑิตย่อมได้ด้วยสามารถแห่งอาเสวนะ.

สองบทว่า สตารกฺเขน เจตสา ความว่า ก็สติย่อมยังกิจแห่งการรักษาให้สำเร็จ ตลอดกาลทั้งปวง ในทวารทั้ง ๓ ของพระขีณาสพ. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ญาณทัสสนะอันสงบระงับ แล้วติดต่อกัน ท่านจึงเรียกว่าเป็นญาณอันปรากฏเฉพาะแล้วแก่พระขีณาสพนั้นผู้เที่ยวไปอยู่ ผู้ยืนอยู่ ผู้หลับและผู้ตื่น.

บทว่า ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ความว่า แห่งสมณพราหมณ์มาก.

ก็บรรดาคำเหล่านั้น ที่ชื่อว่าสมณะ ได้แก่ผู้เข้าถึงการบรรพชา. ที่ชื่อว่าพราหมณ์ ได้แก่ผู้มีปกติกล่าวว่า เจริญ. บทว่า ปุถุปจฺเจกสจฺจานิ ความว่า สัจจะเฉพาะตัวมาก. อธิบายว่า สัจจะเป็นอันมากที่ท่านถือเอาเฉพาะอย่างนี้ว่า นี้เท่านั้นจริง.

บทว่า นุณฺณานิ ความว่า ถูกนำออก.

บทว่า ปนุณฺณานิ ความว่า ถูกนำออกด้วยดี.

บทว่า จตฺตานิ ความว่า ปล่อยแล้ว.

บทว่า วนฺตานิ ความว่า คายแล้ว.

บทว่า มุตฺตานิ ความว่า กระทำการตัดเครื่องผูก.

บทว่า ปหีนานิ ความว่า ละแล้ว.

บทว่า ปฏินิสิสฏฺฐานิ ความว่า สละเฉพาะโดยประการที่กิเลสจะไม่ขึ้นสู่จิตอีก.

คำเหล่านั้นทั้งปวงนั่นแล เป็นไวพจน์แห่งความสละการยึดถืออันตนยึดถืออยู่แล้ว.

บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สมวยสฏฺเฐสโน นี้ดังต่อไปนี้.

บทว่า อวยา ได้แก่ ไม่ขาดแคลน.

บทว่า สฏฺฐา ได้แก่ สละแล้ว บุคคลนี้มีการแสวงหาอันไม่ขาดแคลน คือสละแล้วโดยชอบ เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่าผู้มีการแสวงหาอันไม่ขาดแคลนและสละแล้วเสมอ. อธิบายว่า ผู้มีการแสวงหาทั้งปวงอันสละแล้วโดยชอบ.

ด้วยคำเป็นต้นว่า จิตหลุดพ้นแล้วจากราคะ เป็นอันกล่าวความสำเร็จแห่งกิจของมรรค. ด้วยคำเป็นต้นว่า เราละราคะได้แล้ว เป็นอันกล่าวผลของการพิจารณา.

อเสกฺขธมฺมทสกวณฺณนา

พระอเสขะ ชื่อว่ามีธรรมอันสัมปยุตด้วยผลแม้ทั้งปวง มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น.

ก็ในบรรดาธรรมเหล่านั้น ปัญญาเทียวเป็นอันท่านกล่าวไว้ในฐานะทั้ง ๒ คือ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาญาณ ๑. ธรรม คือผลสมาบัติที่เหลือ ท่านกล่าวไว้ด้วยบทนี้ว่า สัมมาวิมุตติ บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านสงเคราะห์เข้าแล้ว.

คำว่า อิเม โข อาวุโส เป็นต้น บัณฑิตพึงประกอบโดยนัย ดังที่กล่าวแล้วนั่นแล. พระเถระเมื่อกล่าวปัญหา ๖๐ ถ้วนด้วยสามารถแห่งหมวดสิบ ๖ หมวดด้วยประการฉะนี้ แสดงสามัคคีรสแล้วดังนี้แล. จบธรรมหมวด ๑๐

ปญฺหสโมธานวณฺณนา

ก็ภิกษุดำรงในศาสนานี้แล้ว พึงประชุมปัญหาดังต่อไปนี้.

จริงอยู่ ในพระสูตรนี้เป็นอันท่านกล่าว ๒ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดหนึ่งๆ กล่าว ๗๐ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดสอง กล่าว ๑๘๐ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดสาม กล่าว ๒๐๐ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดสี่ กล่าว ๑๓๐ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดห้า กล่าว ๑๓๒ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดหก กล่าว ๙๘ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดเจ็ด กล่าว ๘๘ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดแปด กล่าว ๕๔ ปัญหาด้วยสามารถแห่งหมวดเก้า กล่าว ๖๐ ปัญหาถ้วนด้วยสามารถแห่งหมวดสิบ

รวมเป็นอันท่านกล่าวปัญหาไว้ ๑,๐๑๔ ปัญหาด้วยประการฉะนี้.

จริงอยู่ เว้นพระสูตรนี้เสีย พระสูตรอื่นในพระพุทธวจนะคือพระไตรปิฎกอันประดับด้วยปัญหามากอย่างนี้ไม่มี. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับพระสูตรนี้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นแล้ว ดำริว่า พระสารีบุตรผู้เป็นธรรมเสนาบดีแสดงกำลังแห่งพระพุทธเจ้า บรรลือสีหนาทในอัปปฏิวัตกาล เมื่อเรากล่าวว่าเป็นสาวกภาษิต ความปลงใจเชื่อก็จะไม่มี ครั้นเมื่อเรากล่าวว่าเป็นชินภาษิต ดังนี้ ความปลงใจเชื่อจึงจะมี เพราะเหตุนั้น เรากระทำให้เป็นชินภาษิตแล้ว ยังความปลงใจเชื่อให้เกิดแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในพระสูตรนี้ ดังนี้แล้ว จึงเสด็จลุกจากที่นั้นได้ประทานสาธุการแล้ว. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้น ตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมาว่า สารีบุตร ดีละ ดีนักแล สารีบุตร เธอได้กล่าวสังคีติปริยายสูตรแก่ภิกษุทั้งหลายแล้วดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺคีติปริยายํ ได้แก่ เหตุแห่งความสามัคคี.

มีคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า สารีบุตร ดีนักแล เธอเทียบเคียงด้วยสัพพัญญุตญาณของเรา ได้กล่าวสามัคคีรสแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว.

หลายบทว่า สมนุญฺโญ สตฺถา อโหสิ ความว่า ได้เป็นผู้พอใจด้วยการอนุโมทนาแล้ว. พระสูตรนี้ชื่อว่าชินภาษิต เกิดแล้วด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้. ในกาลเป็นที่สิ้นสุดแห่งพระเทศนา ภิกษุเหล่านั้นกระทำไว้ในใจซึ่งพระสูตรนี้ บรรลุพระอรหัตต์แล้วดังนี้แล.

จบอรรถกถาสังคีติสูตรที่ ๑๐ -----------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

อรรถกถา สังคีติสูตร