คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา ·

เล่ม ๑๔

ข้ออื่นในเล่มนี้

มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค เทวทหสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค ปัญจัตตยสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค กินติสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค สามคามสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค สุนักขัตตสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค อาเนญชสัปปายสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค คณกโมคคัลลานสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค โคปกโมคคัลลานสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค มหาปุณณมสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค จูฬปุณณมสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค อนุปทสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค ฉวิโสธนสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค สัปปุริสสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค พหุธาตุกสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค อิสิคิลิสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค มหาจัตตารีสกสูตร ว่าด้วยมรรคที่เป็นโลกิยะและโลกุตระมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค อานาปานสติสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค กายคตาสติสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค สังขารูปปัตติสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค จูฬสุญญตสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค มหาสุญญตสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค อัจฉริยัพภูตธัมมสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค พักกุลัตเถรัจฉริยัพภูตสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค ทันตภูมิสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค ภูมิชสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค อนุรุทธสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค อุปักกิเลสสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค พาลบัณฑิตสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค เทวทูตสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค ภัทเทกรัตตสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค อานันทภัทเทกรัตตสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค โลมสกังคิยภัทเทกรัตตสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค จูฬกัมมวิภังคสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค มหากัมมวิภังคสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค สฬายตนวิภังคสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค อุทเทสวิภังคสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค อรณวิภังคสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค ธาตุวิภังคสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค สัจจวิภังคสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ วิภังควรรค ทักขิณาวิภังคสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค อนาถปิณฑิโกวาทสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค ฉันโนวาทสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค ปุณโณวาทสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค นันทโกวาทสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค จูฬราหุโลวาทสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค ฉฉักกสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค สฬายตนวิภังคสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค นครวินเทยยสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตรมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค อินทริยภาวนาสูตร

ศาสนา

มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค มหาปุณณมสูตร

อรรถกถาแปลไทย

๔๕ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๙. อรรถกถามหาปุณณมสูตร

มหาปุณณมสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในมหาปุณณมสูตรนั้น ดังต่อไปนี้.

บทว่า ตทหุ แยกเป็น ตสฺมึ อหุ แปลความว่า ในวันนั้น. ชื่อว่าอุโบสถ เพราะอรรถว่าเป็นวันที่เข้าอยู่จำ.

บทว่า อุปวสนฺติ ความว่า เข้าไปอยู่จำด้วยศีลหรือด้วยการอดอาหาร.

ก็ในที่นี้การขยายความดังต่อไปนี้ ก็การแสดงปาติโมกข์ ชื่อว่าอุโปสถ

ในคำเป็นต้นว่า อายามาวุโส กปฺปิน อุโปสถํ คมิสสาม ท่านกัปปินะมาเถิด พวกเราไปยังอุโบสถกัน.

ศีลชื่อว่า อุโปสถ ในคำเป็นต้นว่า เอวํ อฏฺฐงฺคสมนฺนาคโต โข วิสาเข อุโปสโถ อุปวุตฺโถ ดูก่อนวิสาขา อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ แล อันบุคคลเข้าจำแล้วด้วยอาการอย่างนี้.

อุปวาส ชื่อว่า อุโปสถ (การจำศีลด้วยการอดอาหาร)

ในคำเป็นต้นว่า สุทฺธสฺส สทา ผคฺคุ สุทฺธสฺสุโปสโถ สทา ผัคคุฤกษ์ (คือฤกษ์เดือนผัคคุ) สำหรับผู้หมดจดทุกเมื่อ แต่อุโบสถก็สำหรับผู้หมดจดทุกเมื่อ.

ชื่อว่าเป็นบัญญัติ (คือชื่อที่เรียก) ในคำเป็นต้นว่า อุโปสโถ นาม นาคราชา พระยาช้างชื่อว่า อุโบสถ. วันที่พึงเข้าไปอยู่ (จำศีล) ชื่อว่า อุโปสถ ในคำเป็นต้นว่า น ภิกฺขเว ตทหุโปสเถ สภิกฺขุกา อาวาสา ภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถวันนั้น ไม่พึงไปจากอาวาสที่มีภิกษุ. แม้ในที่นี้ ก็ประสงค์เอาการเข้าอยู่ (จำศีล) นั้นนั่นแหละ.

ก็วันที่เข้าอยู่ (จำศีล) นี้นั้น มี ๓ อย่าง โดยวันอัฏฐมี วันจาตุททสีและวันปัณณรสี เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า ปณฺณรเส (ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ) เพื่อจะห้ามบททั้งสองที่เหลือ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชื่อว่าวันอุโบสถ เพราะเป็นวันที่เข้าอยู่ (จำศีล).

ชื่อว่า ปุณฺณา เพราะเต็มแล้วคือ เต็มบริบูรณ์ เพราะเป็นวันเต็มเดือน. ท่านเรียกพระจันทร์ว่า มา. พระจันทร์นั้นเต็มดวงแล้วใน (วัน) ดิถีนี้ เพราะเหตุนั้นดิถีนี้ จึงชื่อว่า ปุณณมา (วันพระจันทร์เต็มดวง). พึงทราบความหมายในบททั้งสองนี้ว่า ปุณฺณาย ปุณฺณมาย (ในวันเพ็ญมีพระจันทร์เต็มดวง) ด้วยประการอย่างนี้.

บทว่า เทสํ แปลว่า เหตุการณ์.

บทว่า เตนหิ ตฺวํ ภิกฺขุ สเก อาสเน นิสีทิตฺวา ปุจฺฉ ความว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสแก่ภิกษุผู้ที่ยืน รับสั่งให้นั่งลง.

ได้ยินว่า ภิกษุนี้เป็นพระสังฆเถระของภิกษุเหล่านั้น เรียนกรรมฐานในสำนักของท่านแล้วพากเพียรพยายามอยู่ กำหนดพิจารณามหาภูตรูป (และ) อุปาทายรูป กำหนดพิจารณาวิปัสสนา มีลักษณะของตนอันมีนามรูปเป็นปัจจัยให้เป็นอารมณ์.

ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นมายังที่ปรนนิบัติอาจารย์ในเวลาเย็น ไหว้แล้วนั่งอยู่ พระเถระจึงถามถึงเรื่องกรรมฐานทั้งหลาย มีการกำหนดพิจารณามหาภูตรูปเป็นต้น. ภิกษุเหล่านั้นบอกได้ทั้งหมด. แต่ถูกถามปัญหาในมรรคและผล ไม่อาจบอกได้.

ทีนั้น พระเถระจึงคิดว่า ในสำนักเราไม่มีการละเลยการให้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านี้ และภิกษุเหล่านี้ก็ปรารภความเพียรอยู่. กิริยาที่ประมาทก็ไม่มีแก่ภิกษุเหล่านั้น แม้มาตรว่า ชั่วเวลาไก่กินน้ำ. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ภิกษุเหล่านี้ก็ไม่อาจทำมรรคผลให้เกิดขึ้นได้. เราไม่รู้อัธยาศัยของภิกษุเหล่านี้ ภิกษุเหล่านี้คงจะเป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าต้องทรงแนะนำ เราจักพาภิกษุเหล่านั้นไปยังสำนักของพระศาสดา เมื่อเป็นอย่างนั้น พระศาสดาจักทรงแสดงธรรมอันเกี่ยวเนื่องกับความประพฤติของภิกษุเหล่านั้น (ครั้นคิดแล้ว) จึงพาภิกษุเหล่านั้นมายังสำนักของพระศาสดา.

แม้พระศาสดาก็ทรงถือเอาน้ำที่พระอานนท์นำเข้าไปถวายในตอนเย็น ทรงกระทำพระสรีระให้สดชื่นแล้วประทับนั่งบนเสนาสนะอันประเสริฐ ที่เขาปูลาดไว้ในบริเวณปราสาทของมิคารมารดา. แม้ภิกษุสงฆ์ก็นั่งแวดล้อมพระองค์.

เวลานั้น พระอาทิตย์กำลังอัสดงคต พระจันทร์กำลังขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่ท่ามกลาง. พระจันทร์ไม่มีรัศมี พระอาทิตย์ไม่มีรัศมี พระพุทธรัศมีเป็นคู่ๆ มีวรรณะ ๖ ประการ ข่มรัศมีของพระจันทร์และพระอาทิตย์เสีย ส่องแสงโชติช่วงเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล่นไปทั่วทิศานุทิศ.

เรื่องทั้งหมดนั้นพึงให้พิสดารโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.

นี้ชื่อว่าพื้นภูมิของการพรรณนาในอธิการนี้ กำลัง (ความสามารถ) ของพระธรรมกถึกเท่านั้นที่อาจกล่าวให้พอควรแก่ประมาณได้ เรื่องที่ควรแก่ประมาณนั้น ควรกล่าวในการพรรณนาพระพุทธรัศมีนั้น. ไม่ควรพูดว่า กล่าวยาก.

เมื่อบริษัทประชุมกันอย่างนี้แล้ว พระเถระลุกขึ้น ขอให้พระศาสดาประทานโอกาสเพื่อพยากรณ์ปัญหา.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า ถ้าเมื่อภิกษุนี้ยืนถามปัญหา พวกภิกษุที่เหลือจักลุกขึ้นด้วยคิดกันว่า อาจารย์ของพวกเราลุกขึ้นแล้ว เมื่อเป็นอย่างนั้น จักเป็นอันกระทำความไม่เคารพในพระตถาคต. ถ้าภิกษุเหล่านั้นจักนั่งทูลถาม (ปัญหา) จักเป็นอันกระทำความไม่เคารพในอาจารย์ จักไม่อาจทำจิตให้แน่วแน่รับธรรมเทศนา. แต่เมื่ออาจารย์นั่ง ภิกษุเหล่านั้นจักนั่ง แต่นั้นจักเป็นผู้มีจิตแน่วแน่ อาจรับพระธรรมเทศนาได้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสแก่ภิกษุที่ยืน รับสั่งให้นั่งลง ฉะนี้แล.

บทว่า อิเม นุ โข ภนฺเต ความว่า กระทำเหมือนถามด้วยความสงสัย. ก็พระเถระกำหนดพิจารณาความเกิดแห่งเบญจขันธ์แล้ว บรรลุพระอรหัต เป็นพระมหาขีณาสพ. ความสงสัยของพระเถระนี้ย่อมไม่มี. ก็แม้รู้อยู่ทำเป็นเหมือนไม่รู้ตามก็ควร. ก็ถ้าทำเหมือนรู้ตาม เมื่อจะแก้แก่เขาย่อมกล่าวแต่บางส่วนเท่านั้นด้วยสำคัญว่าผู้นี้รู้. แต่เมื่อทำเป็นไม่รู้ตาม เมื่อจะกล่าวย่อมนำเอาเหตุการณ์ทุกด้านมากล่าวให้ปรากฏ. ก็บางคนแม้ไม่รู้ก็ทำเป็นเหมือนรู้ตาม. พระเถระจะกระทำอย่างไรกะคำเห็นปานนี้ ก็พระเถระรู้อยู่ทีเดียว พึงทราบว่า ถามเหมือนไม่รู้.

บทว่า ฉนฺทมูลกา แปลว่า มีตัณหาเป็นมูล.

บทว่า เอวํ รูโป สิยํ ความว่า ถ้าประสงค์เป็นคนขาว ย่อมปรารถนาว่า ขอเราจงเป็นคนมีวรรณะเหมือนหรดาล หรือเหมือนมโนศิลา หรือเหมือนทอง. ถ้าประสงค์จะเป็นคนดำก็ปรารถนาว่า ขอเราจงเป็นผู้มีวรรณะเหมือนดอกอุบลเขียว เหมือนดอกอัญชัน หรือเหมือนดอกฝ้าย.

บทว่า เอวํเวทโน ได้แก่ ปรารถนาว่า ขอเราจงเป็นผู้มีเวทนาเป็นกุศล หรือเป็นผู้มีเวทนาเป็นสุข. แม้ในสัญญาเป็นต้นก็มีนัยนี้แหละ. ก็เพราะธรรมดาว่า ความปรารถนาในอดีต ย่อมมีไม่ได้ และแม้ถึงจะปรารถนาก็ไม่อาจได้มัน แม้ในปัจจุบันก็ไม่ได้ คนขาวปรารถนาความเป็นคนดำ แล้วจะเป็นคนดำไปในปัจจุบันก็ไม่ได้ คนดำจะเป็นคนขาว คนสูงจะเป็นคนเตี้ย หรือคนเตี้ยจะเป็นคนสูงก็ไม่ได้ แต่เมื่อบุคคลให้ทาน สมาทานศีลแล้วปรารถนาว่า ขอเราจงเป็นกษัตริย์หรือจงเป็นพราหมณ์ในอนาคตกาลเถิด ดังนี้ ความปรารถนาย่อมสำเร็จ ฉะนั้นท่านถือเอาแต่อนาคตเท่านั้น.

บทว่า ขนฺธาธิวจนํ ได้แก่ ถามว่า การบัญญัติว่าขันธ์แห่งขันธ์ทั้งหลายย่อมมีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใด.

บทว่า มหาภูตเหตุ ความว่า ก็เหตุท่านเรียกว่าเหตุ ในคำเป็นต้นว่า กุศลเหตุ ๓ ประการ. อวิชชาชื่อว่า สาธารณเหตุ เพราะเป็นเหตุทั่วไปแก่ปุญญาภิสังขารเป็นต้น. กุศลกรรมและอกุศลกรรมเป็นเหตุสูงสุดในการให้ผลของตนๆ. ในที่นี้ท่านประสงค์เอาปัจจัยเหตุในอธิการว่าด้วยปัจจัยเหตุนั้น มหาภูตรูป คือปฐวีธาตุเป็นเหตุและเป็นปัจจัย เพื่อแสดงการบัญญัติภูตรูป ๓ นอกนี้ และอุปาทายรูป พึงทราบการประกอบความแม้ในบทที่เหลืออย่างนี้.

บทว่า ผสฺโส ความว่า ผัสสะ เป็นเหตุและเป็นปัจจัยแห่งการบัญญัติขันธ์ ๓ โดยพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ถูกกระทบย่อมรู้สึก ย่อมจำได้ ย่อมคิด (ปรุงแต่ง) ดังนี้.

ในบทว่า วิญฺญณกฺขนฺธสฺส นี้มีความว่า รูป ๓๐ ถ้วนและขันธ์ ๓ ที่สัมปยุตกับวิญญาณ โดยกำหนดอย่างสูง ย่อมเกิดแก่คัพภเสยยกสัตว์ทั้งหลายพร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณก่อน นามรูปนั้นเป็นเหตุและปัจจัยแห่งการบัญญัติปฏิสนธิวิญญาณ. ในจักขุทวาร จักขุปสาทรูปกับรูปารมณ์ จัดเป็นรูปขันธ์ ขันธ์ ๓ ที่สัมปยุตกับวิญญาณ จัดเป็นนาม. นามรูปนั้นเป็นเหตุและเป็นปัจจัยแห่งการบัญญัติจักขุวิญญาณ. ในวิญญาณที่เหลือมีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า กถํ ปน ภนฺเต ความว่า ในที่นี้ (ภิกษุ) เมื่อถามวัฏฏะว่า มีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร จึงกล่าวอย่างนั้น.

บทว่า สกฺกายทิฏฺฐิ น โหติ ความว่า เมื่อจะถามวิวัฏฏะนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น. ด้วยคำว่า นี้เป็นความชอบใจในรูป นี้ตรัสปริญญาปฏิเวธการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้และทุกขสัจด้วยคำนี้ว่า นี้เป็นโทษในรูป ดังนี้ ตรัสปหานปฏิเวธการแทงตลอดด้วยการละ และสมุทัยสัจด้วยคำนี้ว่า นี้เป็นการสลัดออกในรูป ดังนี้ ตรัสสัจฉิกิริยปฏิเวธ การแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งและนิโรธสัจ. ธรรมทั้งหลายมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้นในฐาน ๓ ประการเหล่านี้ นี้เป็นภาวนา ปฏิเวธ การแทงตลอดด้วยภาวนา และเป็นมรรคสัจ.

แม้ในบทที่เหลือทั้งหลาย ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า พหิทฺธา คือ ในกายที่มีวิญญาณของผู้อื่น.

ก็ด้วย บทว่า สพฺพนิมิตฺตเตสุ นี้ ทรงสงเคราะห์เอาแม้สิ่งที่ไม่เนื่องกับอินทรีย์.

อีกอย่างหนึ่ง ในคำว่า สวิญฺญาเณ กาเย ดังนี้ ถือเอากายทั้งของตนและของคนอื่นด้วยเหมือนกัน. และถือเอาสิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ด้วยการถือเอานิมิตทุกอย่างในภายนอก.

บทว่า อนตฺตกตานิ (ที่อนัตตาทำ) ได้แก่ ตั้งอยู่ในอนัตตากระทำ.

บทว่า กตมตฺตานํ ผุสิสฺสนฺติ ความว่า หยั่งลงสู่ความเห็นว่าเที่ยง (สัสสตทิฏฐิ) ว่า ตั้งอยู่ในตน เช่นไรจึงแสดงผลดังนี้ จึงได้กล่าวอย่างนั้น.

บทว่า ตณฺหาธิปเตยฺเยน คือ มีตัณหาเป็นใหญ่.

บทว่า ตตฺร ตตฺร ได้แก่ ในธรรมทั้งหลายนั้นๆ.

บทว่า สฏฺฐิมตฺตานํ ความว่า ภิกษุเหล่านี้ละกรรมฐานตามปกติเสียแล้ว พิจารณากรรมฐานใหม่อย่างอื่น ไม่ทำลายบัลลังก์ บรรลุพระอรหัตในที่นั่งนั่นแล.

บทที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถามหาปุณณมสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร