คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๓๕ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถาพันธนสูตรที่ ๑๐

พึงทราบวินิจฉัยในพันธนสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-

ภิกษุเหล่านั้นทูลเหตุที่พระอานนทเถระกระทำดีในมนุษย์เหล่านั้น ดังนี้ว่า อิธ ภนฺเต รญฺญา.

ได้ยินว่า แก้วมณี ๘ เหลี่ยมที่ท้าวสักกะประทานแก่พระเจ้ากุสราช มาสืบๆ กันตามประเพณี. เวลาทรงประดับ พระราชาตรัสสั่งให้นำแก้วมณีนั้นมา. มนุษย์ทั้งหลายกราบทูลว่า พวกข้าพระองค์ไม่พบในที่เก็บ. พระราชาจึงให้จองจำพนักงานที่ปฏิบัติงานภายในพระราชนิเวศน์ไว้ สั่งว่า พวกเจ้าจงเสาะหาแก้วมณีนั้นมาให้.

พระอานนทเถระเห็นคนเหล่านั้นแล้วก็ให้กั้นม่านไว้ แล้วบอกอุบายแก่พวกคนเก็บรักษา. คนเหล่านั้นกราบทูลแด่พระราชา. พระราชารับสั่งว่า พระเถระเป็นบัณฑิต พวกเจ้าจงทำตามพระเถระ พวกคนเก็บรักษาก็ตั้งหม้อน้ำไว้ที่พระลานหลวงกั้นม่านไว้ แล้วบอกผู้คนเหล่านั้นว่า พวกท่านจงห่มผ้าแล้วไปที่นั้นจงจุ่มมือลง.

คนขโมยแก้วมณีคิดว่า เราไม่อาจจำหน่ายหรือใช้สอยของของพระราชาได้ กลับไปเรือนเอาแก้วมณีหนีบรักแร้ห่มผ้ามาแล้วใส่ลงในหม้อน้ำ แล้วก็หลีกไป.

เมื่อมหาชนกลับไปแล้ว พวกคนของพระราชา เอามือควานในหม้อน้ำก็พบแก้วมณีแล้วนำไปถวายแด่พระราชา.

ได้ยินว่า พระอานนทเถระเห็นแก้วมณี โดยนัยที่แสดงแล้ว.

มหาชนก็โกลาหลแตกตื่น.

ภิกษุเหล่านั้น เมื่อกราบทูลเหตุที่พระอานนทเถระทำดีนั้นแด่พระตถาคต จึงกราบทูลเรื่องนี้. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่อัศจรรย์เลยที่อานนท์ให้นำแก้วมณีที่ตกอยู่ในมือพวกมนุษย์มาได้ พวกบัณฑิตแต่ก่อน ตั้งอยู่ในญาณของตนแล้วก็ให้นำสิ่งของที่ตกอยู่ในความครอบครอง แม้ของสัตว์ดิรัจฉานซึ่งบังเกิดในอเหตุกปฏิสนธิ มาถวายแด่พระราชาได้ แล้วตรัสมหาราชสารชาดกว่า

อุกฺกุฏฺเฐ สูรมิจฺฉนฺติ มนฺเตสุ อกุตูหลํ ปิยญฺจ อนฺนปานมฺหิ อตฺเถ ชาเต จ ปณฺฑิตํ ในคราวคับขันต้องการคนกล้า

ในคราวปรึกษาต้องการคนไม่พูดพล่าม

ในคราวมีข้าวน้ำต้องการคนรัก

ในคราวเกิดคดีต้องการบัณฑิต.

บทว่า น ตํ ทฬฺหํ ความว่า ปราชญ์ทั้งหลายไม่กล่าวว่าเครื่องจองจำนั้นมั่นคง.

บทว่า ยทายสํ ได้แก่ เครื่องจองจำใดทำด้วยเหล็ก.

บทว่า สารตฺตรตฺตา ได้แก่ ยินดีแล้วยินดีเล่าด้วยดี หรือยินดีแล้ว โดยยินดีนักแล้ว. อธิบายว่า ยินดีแล้วด้วยความสำคัญว่าสิ่งนี้เป็นสาระ.

บทว่า อเปกฺขา ได้แก่ ความอาลัย ความเยื่อใย.

บทว่า อาหุ แปลว่า กล่าว.

บทว่า โอหารินํ ได้แก่ คร่าไปในอบาย ๔.

บทว่า สิถิลํ ได้แก่ ไม่ห้ามอิริยาบถ เหมือนอย่างเครื่องจองจำมีเหล็กเป็นต้น.

จริงอยู่ เหล่าคนที่ถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำนั้น ย่อมไปประเทศอื่นก็ได้ สมุทรอื่นก็ได้ทั้งนั้น.

บทว่า ทุปฺปมุญฺจํ ได้แก่ ไม่อาจแก้ได้ เว้นแต่โลกุตรญาณ.

จบอรรถกถาพันธนสูตรที่ ๑๐ จบปฐมวรรค -----------------------------------------------------

รวมพระสูตรในปฐมวรรคที่ ๑ นี้ คือ

๑. ทหรสูตร

๒. ปุริสสูตร

๓. ราชสูตร

๔. ปิยสูตร

๕. อัตตรักขิตสูตร

๖. อัปปกสูตร

๗. อรรถกรณสูตร

๘. มัลลิกาสูตร

๙. ยัญญสูตร

๑๐. พันธนสูตร -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร