คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๑๖ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถานทีสูตรที่ ๑

พึงทราบวินิจฉัยในนทีสูตรที่ ๑ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ปพฺพเตยฺยา แปลว่า เป็นไปในภูเขา.

บทว่า โอหาริณี ความว่า พัดพาหญ้า ใบไม้และท่อนไม้เป็นต้นที่หล่นลงไปๆ ในกระแสน้ำลงมาข้างล่าง.

บทว่า ทูรงฺคมา ความว่า มีปกติไหลไปได้ (ไกล) ถึง ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ นับตั้งแต่ที่ (เริ่ม) ไหลออก.

บทว่า สีฆโสตา แปลว่า มีกระแสเชี่ยวกราก.

บทว่า กาสา เป็นต้น หมายถึง ติณชาติทั้งหมด.

บทว่า รุกฺขา ได้แก่ ต้นไม้ล้มลุกมีต้นละหุ่งเป็นต้น.

บทว่า เต นํ อชฺโฌลมฺเพยฺยุํ ความว่า ต้นไม้เหล่านั้นแม้เกิดอยู่ริมฝั่งน้ำ เอนลงไป มียอดสระน้ำ ห้อยย้อยอยู่. อธิบายว่า ห้อยย้อยอยู่เบื้องบนน้ำ.

บทว่า ปลุชฺเชฺยุํ ความว่า พึงหล่นลงไปบนศีรษะ พร้อมกับดินติดราก บุรุษนั้นถูกหญ้าเลาเหล่านั้น (ล้ม) ทับแล้ว มีน้ำปนทรายปนดินไหลเข้าปาก (เขา) ก็จะพึงประสบกับความพินาศอย่างหนัก.

ในบทว่า เอวเมว โข นี้ มีอธิบายว่า :-

พาลปุถุชนที่อาศัยวัฏฏะ พึงเห็นเหมือนบุรุษที่ตกลงไปในกระแสน้ำ.

เบญจขันธ์ที่ทุรพลพึงเห็นเหมือนต้นเลาเป็นต้นที่เกิดอยู่ตามริมฝั่งทั้งสองข้าง.

การที่พาลปุถุชนไม่รู้ (ตามความเป็นจริง) ว่า ขันธ์เหล่านี้ไม่ใช่สหายของเรา แล้วยึดถือไว้ด้วยการยึดถือ ๔ อย่าง พึงเห็นเหมือนการที่บุรุษนั้นยึด (ต้นไม้) เพราะไม่รู้ว่า ต้นไม้เหล่านี้แม้ยึดไว้แล้วก็จักไม่สามารถรับน้ำหนักเราไว้ได้.

การเกิดขึ้นแห่งความพินาศมีโสกะเป็นต้น แก่พาลปุถุชนในเพราะขันธ์ที่ยึดไว้ด้วยความยึดถือ ๔ อย่างแปรปรวนไป พึงทราบว่าเหมือนการที่บุรุษ (นั้น) เกิดความพินาศ เพราะต้นไม้ที่ยึดไว้ๆ หลุดไป.

จบอรรถกถานทีสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร