คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๔๕ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถาเทวทหสูตรที่ ๒

ในเทวทหสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

เจ้าทั้งหลายท่านเรียกว่าเทวะ สระอันเป็นมงคลของเจ้าเหล่านั้น ชื่อว่าเทวทหะ.

อีกนัยหนึ่ง สระนั้นเกิดเอง เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงเรียกว่าเทวทหะ นิคมมีอยู่ในที่ไม่ไกลสระเทวทหะนั้น จึงว่าเทวทหะนั้นแหละโดยเป็นนปุงสกลิงค์

บทว่า ปจฺฉาภูมคามิกา ได้แก่ ผู้ใคร่จะไปยังปัจฉาภูมชนบทที่ตั้งอยู่ในทิศอื่นอีก.

บทว่า นิวาสํ ได้แก่ อยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือน.

บทว่า อปโลกิโต แปลว่า บอกลา.

บทว่า อปโลเกถ แปลว่า ขอท่านจงบอกลา.

ถามว่า เพราะเหตุไร จึงให้พระเถระบอกลา?

ตอบว่า เพราะมีพุทธประสงค์จะทำให้ท่านเหล่านั้นมีภาระหน้าที่.

จริงอยู่ ผู้ใดแม้เมื่ออยู่ในวิหารเดียวกันก็ไม่ไปสู่สำนัก เมื่อจะหลีกไปก็หลีกไปโดยไม่บอกลา ผู้นี้ชื่อว่า นิพฺภาโร ไม่มีภาระ. ผู้ใดแม้อยู่ในวิหารเดียวกัน ก็มาพบกันได้ เมื่อจะหลีกจำต้องบอกลา ผู้นี้ชื่อว่ามีภาระ.

ภิกษุแม้เหล่านี้หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า ภิกษุเหล่านี้จักเจริญด้วยคุณมีศีลเป็นต้นแม้ด้วยอาการอย่างนี้ จึงมีพระพุทธประสงค์จะทรงนำภิกษุเหล่านั้นให้มีภาระหน้าที่ จึงรับสั่งให้บอกลา.

บทว่า ปณฺฑิโต ความว่า ผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต ๔ อย่างมีความเป็นผู้ฉลาดในธาตุเป็นต้น.

บทว่า อนุคฺคาหโก ได้แก่ผู้อนุเคราะห์ด้วยการอนุเคราะห์ ๒ อย่าง คือ อนุเคราะห์ด้วยอามิสและอนุเคราะห์ด้วยธรรม

ได้ยินว่า พระเถระไม่ไปบิณฑบาตแต่เช้าตรู่เหมือนภิกษุเหล่าอื่น เมื่อภิกษุทั้งปวงไปแล้ว ก็เดินตรวจไปตามลำดับทั่วสังฆาราม กวาดที่ที่ไม่ได้กวาด ทั้งหยากเยื่อที่ยังไม่ได้ทิ้ง เก็บงำ เตียงตั่ง เครื่องไม้และเครื่องดินที่เก็บไว้ไม่ดีในสังฆาราม.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

แก้ว่า เพราะประสงค์ว่า อัญญเดียรถีย์ผู้เข้าไปวิหารเห็นเข้า อย่ากระทำความดูหมิ่น.

แต่นั้นได้ไปยังศาลาภิกษุไข้ ปลอบใจภิกษุไข้ถามว่าต้องการอะไร จึงหาภิกษุหนุ่มและสามเณรของภิกษุเหล่านั้นไปเพื่อประโยชน์ตามที่ประสงค์ แล้วแสวงหาเภสัชด้วยภิกขาจารวัตรหรือในที่ที่คนชอบพอกัน ถวายแก่ภิกษุเหล่านั้น จึงส่งภิกษุเหล่านั้นไปด้วยกล่าวว่า ขึ้นชื่อการบำรุงภิกษุไข้ พระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าสรรเสริญแล้ว ไปเถิด ท่านสัปปุรุษ พวกท่านอย่าเป็นผู้ประมาท แล้วตนเองก็เที่ยวไปบิณฑบาตหรือกระทำภัตกิจในตระกูลอุปัฏฐาก แล้วไปสู่วิหาร ข้อนี้เป็นเพราะพระเถระนั้นเคยประพฤติมาในสถานที่อยู่ประจำก่อน

ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไป พระเถระคิดว่า เราเป็นพระอัครสาวกจึงไม่เดินสวมรองเท้ากั้นร่มไปข้างหน้า.

ก็ในบรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้แก่ เป็นผู้ไข้ หรือยังหนุ่มนัก พระเถระก็ให้เอาน้ำมันทาที่เจ็บของภิกษุเหล่านั้น แล้วให้ภิกษุหนุ่มและสามเณรของตนถือบาตรและจีวร วันนั้นหรือวันรุ่งขึ้นก็พาภิกษุเหล่านั้นไป.

วันหนึ่ง พระศาสดาทรงเห็นท่านผู้นี้แล ไม่ได้เสนาสนะนั่งอยู่ในกลด เพราะมาถึงเวลาวิกาลเกินไป วันรุ่งขึ้นจึงให้ประชุมภิกษุสงฆ์แสดงเรื่องช้าง ลิงและนกกระทา แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ท่านพึงให้เสนาสนะตามลำดับผู้แก่.

อันดับแรก พระองค์ทรงอนุเคราะห์ด้วยอามิสด้วยประการฉะนี้ ก็แลพระองค์เมื่อจะทรงโอวาทร้อยครั้งบ้าง พันครั้งบ้าง จนกระทั่งบุคคลนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. ลำดับนั้น จึงทรงผละบุคคลนั้นแล้วโอวาทบุคคลอื่น โดยนัยนี้คนทั้งหลายตั้งอยู่ในโอวาทของพระองค์ผู้ทรงโอวาทอยู่ ก็บรรลุพระอรหัตนับไม่ถ้วน พระองค์ทรงอนุเคราะห์ด้วยธรรมด้วยประการฉะนี้.

บทว่า ปจฺจสฺโสสุํ ความว่า ภิกษุเหล่านั้นคิดว่า ผู้นี้ไม่ได้เป็นอุปัชฌาย์ ไม่ได้เป็นอาจารย์ ไม่ได้เป็นเพื่อนเห็นเพื่อนคบกันมา ดังนั้น เราจักทำในสำนักของท่านดังนี้แล้ว มิได้นิ่งเฉยเสีย จึงรับพระดำรัสพระศาสดาว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

บทว่า เอลคลาคุมฺเพ ได้แก่ ที่โรงที่มุงบังด้วยตะไคร่น้ำ.

ได้ยินว่า พุ่มตะไคร่น้ำนั้นเกิดในที่มีน้ำขังนานๆ ครั้งนั้นภิกษุเหล่านั้น ทำโรง ๔ เสาในที่นั้นแล้วยกพุ่มตะไคร่น้ำนั้นขึ้นไว้บนโรงนั้น ตะไคร่น้ำนั้นปิดกั้นโรงนั้น ทีนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงก่ออิฐไว้ภายใต้โรงนั้น เกลี่ยทรายปูลาดอาสนะไว้ ลมอ่อนๆ พัดต้องที่พักกลางวันอันร่มเย็น พระเถระนั่งในที่นั้น ซึ่งท่านมุ่งหมายกล่าวไว้ว่า ที่พุ่มตะไคร่น้ำ.

บทว่า นานาเวรชฺชคตํ ความว่า ได้แก่ประเทศต่างๆ นอกจากประเทศพระราชาพระองค์หนึ่ง.

บทว่า วิรชฺชํ ได้แก่ ประเทศอื่น เหมือนอย่างว่า ถิ่นอื่นนอกจากถิ่นของตนออกไป ชื่อว่า วิเทส (ต่างถิ่น) ฉันใด ประเทศอื่นนอกจากประเทศที่เคยอยู่อาศัยชื่อวิรัชชะ (ต่างประเทศ) ฉันนั้น. ต่างประเทศนั้นท่านเรียกว่า เวรัชชะ.

บทว่า ขตฺติยปณฺฑิตา ได้แก่ พระราชาผู้เป็นบัณฑิตมีพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าโกศลเป็นต้น.

บทว่า พฺราหฺมณปณฺฑิตา ได้แก่ พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตมีจังกีพราหมณ์และตารุกขพราหมณ์เป็นต้น.

บทว่า คหปติปณฺฑิตา ได้แก่ คฤหบดีผู้เป็นบัณฑิตมีจิตตคฤหบดีและสุทัตตคฤหบดีเป็นต้น.

บทว่า สมณปณฺฑิตา ได้แก่ นักบวชผู้เป็นบัณฑิตมีสัพพิยปริพาชกและปิโลติกปริพาชกเป็นต้น.

บทว่า วีมํสกา ได้แก่ ผู้แสวงหาประโยชน์.

บทว่า กึวาที ได้แก่ ท่านกล่าวความเห็นของตนว่าอย่างไร. อธิบายว่า ผู้มีลัทธิว่าอย่างไร.

บทว่า กิมกฺขายี ได้แก่ บอกโอวาทและอนุสาสน์แก่สาวกทั้งหลายว่าอย่างไร.

บทว่า ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ ได้แก่ พยากรณ์ตามพยากรณ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว.

บทว่า สหธมฺมิโก ได้แก่ ผู้เป็นไปกับด้วยเหตุ.

บทว่า วาทานุวาโท ได้แก่ กล่าวตามวาทะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส. บาลี วาทานุวาโต ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า ตกไปตาม คล้อยตาม เป็นไปตาม. แม้ด้วยบทนี้ เป็นอันท่านแสดงเฉพาะวาทะที่คล้อยตามวาทะนั่นเอง

ในบทว่า อวีตราคสฺส พึงทราบอรรถโดยตัณหานั่นเอง เพราะฉะนั้นตัณหาแล ท่านเรียกว่าราคะ เพราะกำหนัด, ว่าฉันทะ เพราะพอใจ, ว่าเปมะ เพราะอรรถว่าประพฤติรักใคร่, ว่าปิปาสา ระหาย เพราะอรรถว่าประสงค์จะดื่ม, ว่าปริฬาหะ รุ่มร้อน เพราะอรรถว่าตามเผา.

ถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงเริ่มคำเป็นต้นว่า อกุสเล จาวุโส ธมฺเม.

แก้ว่า เพื่อแสดงโทษของผู้ไม่ปราศจากราคะและอานิสงส์ของผู้ปราศจากราคะในขันธ์ ๕.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวิฆาโต ได้แก่ ผู้หมดทุกข์แล้ว.

บทว่า อนุปายาโส ได้แก่ ผู้หมดความเดือดร้อน.

บทว่า อปริฬาโห ได้แก่ ผู้ไม่มีความรุ่มร้อน

พึงทราบความทุกบทดังว่ามานี้.

จบอรรถกถาเทวทหสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร