คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๗๔๑ บรรทัด๑ ฉบับ

เอตทัคควรรคที่ ๔ ๑. วรรคที่ ๑ อรรถกถาสูตรที่ ๑

ในสูตรที่ ๑ ของวรรคที่ ๑ ในเอตทัคควรรค พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า เอตทคฺคํ ตัดบทเป็น เอตํ อคฺคํ.

ก็อัคคศัพท์นี้ ในบทว่า เอตทคฺคํ นั้นปรากฏในอรรถว่า เบื้องต้น ปลาย ส่วน และประเสริฐที่สุด.

อัคคศัพท์ปรากฏในอรรถว่า เบื้องต้น ในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนนายประตูผู้สหาย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราปิดประตู สำหรับพวกนิครนถ์ชายหญิง.

มาในอรรถว่าปลาย ในประโยคมีอาทิว่า บุคคลพึงเอาปลายนิ้วมือนั้นนั่นแล แตะต้องปลายนิ้วมือนั้น, ปลายอ้อย ปลายไม้ไผ่.

มาในอรรถว่าส่วน ในประโยคมีอาทิว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตแบ่งส่วนเปรี้ยว ส่วนอร่อย หรือส่วนขม, ตามส่วนแห่งวิหาร หรือตามส่วนแห่งบริเวณ.

มาในอรรถว่าประเสริฐสุด ในประโยคมีอาทิว่า ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายมีประมาณเท่าใด ไม่มีเท้าก็ตาม ฯลฯ พระตถาคตปรากฏว่าประเสริฐสุดกว่าสัตว์เหล่านั้น.

ในที่นี้ อัคคศัพท์นี้ย่อมใช้ได้ ทั้งในอรรถว่าปลาย ทั้งในอรรถว่าประเสริฐสุด.

จริงอยู่ พระเถระเหล่านั้นชื่อว่าอัคคะ เพราะเป็นที่สุดบ้าง เพราะประเสริฐสุดบ้าง ในตำแหน่งอันประเสริฐสุดของตนๆ เพราะฉะนั้น อรรถในบทว่า เอตทคฺคํ นี้ มีดังนี้ว่า นี้เป็นที่สุด นี้ประเสริฐสุด.

แม้ในสูตรทั้งปวงก็นัยนี้เหมือนกัน.

ก็ธรรมดาการแต่งตั้งในตำแหน่งเอตทัคคะนี้ ย่อมได้โดยเหตุ ๔ ประการ คือ โดยเหตุเกิดเรื่อง โดยการมาก่อน โดยเป็นผู้ช่ำชองชำนาญ โดยเป็นผู้ยิ่งด้วยคุณ.

ในเหตุ ๔ อย่างนั้น พระเถระบางรูปย่อมได้ตำแหน่งเอตทัคคะ โดยเหตุอย่างเดียว บางรูปได้โดยเหตุ ๒ อย่าง บางรูปได้โดยเหตุ ๓ อย่าง บางรูปได้ด้วยเหตุทั้ง ๔ อย่างหมดทีเดียว เหมือนท่านพระสารีบุตรเถระ.

จริงอยู่ ท่านพระสารีบุตรเถระนั้นได้ตำแหน่งเอตทัคคะ เพราะเป็นผู้มีปัญญามาก โดยเหตุเกิดเรื่องบ้าง โดยเหตุการมาก่อนบ้าง.

อย่างไร?

สมัยหนึ่ง พระศาสดาประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ปราบพวกเดียรถีย์ ณ โคนต้นคัณฑามพฤกษ์ ไม้มะม่วงหอม ทรงดำริว่า พระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลายทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์แล้ว เข้าจำพรรษา ณ ที่ไหนหนอ ทรงทราบว่า ณ ภพดาวดึงส์ ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ ๒ รอย รอยที่ ๓ ประทับไว้ ณ ดาวดึงส์.

ท้าวสักกเทวราชทอดพระเนตรเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ลุกจากบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เสด็จไปต้อนรับพร้อมด้วยหมู่เทพดา. เทวดาทั้งหลายคิดกันว่า ท้าวสักกเทวราชแวดล้อมไปด้วยหมู่เทพ ประทับนั่งบนบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ยาว ๖๐ โยชน์ เสวยมหาสมบัติ. จำเดิมแต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายประทับนั่งแล้วคนอื่นไม่สามารถ จะวางแม้แต่มือลง ณ พระแท่นนี้ได้

ฝ่ายพระศาสดาประทับนั่ง ณ ที่นั้นแล้ว ทรงทราบวาระจิตของทวยเทพเหล่านั้นแล้ว ประทับนั่งล้นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์หมดเลย เหมือนท่านผู้ทรงผ้าบังสุกุลผืนใหญ่ นั่งล้นตั่งน้อยฉะนั้น.

แต่ใครๆ ไม่ควรกำหนดว่า พระศาสดา เมื่อประทับนั่งอย่างนี้ ทรงนิรมิตพระสรีระของพระองค์ให้ใหญ่ หรือทรงทำบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ให้เล็ก. ด้วยว่าพุทธวิสัยเป็นอจินไตย (ใครๆ ไม่ควรคิด) ก็พระองค์ประทับนั่งอย่างนี้แล้ว กระทำพระมารดาให้เป็นกายสักขีประจักษ์พยาน เริ่มทรงแสดงอภิธรรมปิฎกมีอาทิว่า กุศลธรรม อกุศลธรรม โปรดทวยเทพในหมื่นจักรวาล.

แม้ในที่ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ บริษัททั้งหมดประมาณ ๑๒ โยชน์เข้าไปหาพระอนุรุทธะ ถามว่า ท่านผู้เจริญ พระทสพลประทับอยู่ ณ ที่ไหน?

พระอนุรุทธะตอบว่า พระทสพลเข้าจำพรรษา ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ในภพดาวดึงส์ เริ่มแสดงอภิธรรมปิฎก. บริษัทถามว่า ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าไม่เห็นพระศาสดา ก็จักไม่กลับไป ท่านทั้งหลายจงรู้เวลาที่พระศาสดาเสด็จมาว่า เมื่อไรพระศาสดาจักเสด็จมา.

พระอนุรุทธะกล่าวว่า พวกท่านจงไว้หน้าที่แก่พระมหาโมคคัลลานเถระเถิด ท่านไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว จักนำข่าวมา. บริษัทถามว่า ก็กำลังของพระเถระที่จะไปในที่นั้นไม่มีหรือ? พระอนุรุทธะกล่าวอย่างนี้ว่า มีอยู่ แต่ขอบริษัทจงดูคุณวิเศษเถิด.

มหาชนเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานเถระ อ้อนวอนขอให้ท่านรับข่าวของพระศาสดาเสด็จมา. เมื่อมหาชนกำลังเห็นอยู่นั่นแหละ พระเถระก็ดำลงในมหาปฐพีไปภายในเขาสิเนรุ ถวายบังคมพระศาสดาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหาชนประสงค์จะเฝ้าพระองค์ อยากจะทราบวันที่พระองค์จะเสด็จมา.

พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เธอจงบอกว่า ท่านทั้งหลายจะเห็นที่ประตูเมืองสังกัสสะ.

ฝ่ายพระศาสดาทรงแสดงธรรม ๗ คัมภีร์ แล้วทรงแสดงอาการเพื่อเสด็จกลับมนุษยโลก. ท้าวสักกเทวราชตรัสเรียกวิสสกัมมเทพบุตรมา มีเทวโองการสั่งให้นิรมิตบันได เพื่อพระตถาคตเสด็จลง วิสสุกัมมเทพบุตรเนรมิตบันไดทองข้างหนึ่ง บันไดเงินข้างหนึ่ง แล้วเนรมิตบันไดแก้วมณีไว้ตรงกลาง.

พระศาสดาประทับยืนบนบันไดแก้วมณี ทรงอธิษฐานว่า ขอมหาชนจงเห็นเรา ทรงอธิษฐานด้วยอานุภาพของพระองค์ว่า ขอมหาชนจงเห็นอเวจีมหานรก และทรงทราบว่า มหาชนเกิดความสลดใจ เพราะเห็นนรก จึงทรงแสดงเทวโลก.

ลำดับนั้น เมื่อพระองค์เสด็จลง ท้าวมหาพรหมกั้นฉัตร ท้าวสักกเทวราชทรงรับบาตร ท้าวสุยามเทวราชพัดด้วยวาลวีชนีอันเป็นทิพย์ ปัญจสิขคันธัพพเทพบุตรบรรเลงพิณสีเหลืองดังผลมะตูมให้เคลิบเคลิ้มด้วยมุจฉนาเสียงประสาน ๕๐ ถ้วนลงนำเสด็จ.

ในเวลาที่พระพุทธเจ้าประทับยืนบนแผ่นดิน มหาชนอธิษฐานว่า ข้าฯ จักถวายบังคมก่อนๆ พร้อมด้วยการเหยียบมหาปฐพีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งมหาชน ทั้งพระอสีติมหาสาวก ไม่ทันได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน.

พระธรรมเสนาบดี สารีบุตรเถระเท่านั้นทันถวายบังคม. ตั้งแต่นี้ล่วงไป ๓ เดือน. พระเถระนำข่าวของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาบอกแก่มหาชน. มหาชนตั้งค่ายอยู่ในที่นั้นนั่นเอง ๓ เดือน. ท่านจุลลอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ถวายข้าวยาคูและภัต แก่บริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์ตลอด ๓ เดือน.

ลำดับนั้น พระศาสดาทรงเริ่มปุถุชนปัญจกปัญหา (ปัญหามีปุถุชนเป็นที่ ๕) ในระหว่างบริษัท ๑๒ โยชน์ ด้วยพระพุทธประสงค์ว่า มหาชนจงรู้อานุภาพปัญญาของพระเถระ.

ครั้งแรกตรัสถามปุถุชนด้วยพุทธประสงค์ว่า โลกิยมหาชนจักกำหนดได้. ชนเหล่าใดๆ กำหนดได้ ชนเหล่านั้นๆ ก็ตอบได้.

ครั้งที่ ๒ ตรัสถามปัญหาในโสดาปัตติมรรค ล่วงวิสัยปุถุชน. ปุถุชนทั้งหลายก็นิ่ง พระโสดาบันเท่านั้นตอบได้. ลำดับนั้นจึงตรัสถามปัญหาในสกทาคามิมรรค ล่วงวิสัยพระโสดาบัน.พระโสดาบันก็นิ่ง พระสกทาคามิบุคคลเท่านั้นตอบได้. ตรัสถามปัญหาในอนาคามิมรรค ล่วงวิสัยแม้ของพระสกทาคามิบุคคลเหล่านั้น พระสกทาคามิบุคคลก็นิ่งพระอนาคามิบุคคลเท่านั้นตอบได้. ตรัสถามปัญหาในอรหัตมรรค ล่วงวิสัยของพระอนาคามิบุคคลแม้เหล่านั้น พระอนาคามีก็นิ่ง พระอรหันต์เท่านั้นตอบได้.

ตั้งแต่เงื่อนปัญหาเบื้องต่ำกว่านั้นตรัสถามพระสาวกผู้รู้ยิ่ง พระสาวกเหล่านั้นตั้งอยู่ในวิสัยแห่งปฏิสัมภิทาของตนๆ ก็ตอบได้. ลำดับนั้นจึงตรัสถามพระมหาโมคคัลลานเถระ. พระสาวกนอกนั้นก็นิ่งเสีย พระเถระเท่านั้นตอบได้. ทรงล่วงวิสัยของพระเถระแม้นั้น ตรัสถามปัญหาในวิสัยของพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะก็นิ่งเสียพระสารีบุตรเถระเท่านั้นตอบได้. ทรงล่วงวิสัยแม้ของพระเถระ ตรัสถามปัญหาในพุทธวิสัย พระธรรมเสนาบดีแม้นึกอยู่ ก็ไม่สามารถจะเห็น มองดูไปรอบๆ คือ ทิศใหญ่ ๔ คือทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้และทิศน้อยทั้ง ๔ ก็ไม่สามารถจะกำหนดฐานที่เกิดปัญหาได้.

พระศาสดาทรงทราบว่า พระเถระลำบากใจ จึงทรงดำริว่า สารีบุตรลำบากใจ จำเราจักแสดงแนวทางแก่เธอ จึงตรัสว่า เธอจงรอก่อนสารีบุตร แล้วตรัสบอกว่าปัญหานั้นเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า ด้วยพระดำรัสว่า ปัญหานี้มิใช่วิสัยของเธอ เป็นวิสัยของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้มียศ แล้วตรัสว่า สารีบุตรเธอจงเห็นภูตกายนี้.

พระเถระรู้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกการกำหนดกายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ แล้วทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์รู้แล้ว ข้าแต่พระสุคตเจ้า ข้าพระองค์รู้แล้ว.

เกิดการสนทนากันขึ้นในที่นี้ดังนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าพระสารีบุตร มีปัญญามากหนอ ตอบปัญหาที่คนทั้งปวงไม่รู้ และตั้งอยู่ในนัยที่พระพุทธเจ้าประทานแล้ว ตอบปัญหาในพุทธวิสัยได้ ดังนั้น ปัญญานุภาพของพระเถระจึงขจรไปท่วมฐานะทั้งปวง เท่าที่กิตติศัพท์ของพระพุทธเจ้าขจรไป.

พระเถระได้ตำแหน่งเอตทัคคะ เพราะมีปัญญามาก โดยอัตถุปปัตติ (เหตุเกิดเรื่อง) ด้วยประการฉะนี้ก่อน.

ได้ตำแหน่งเอตทัคคะ โดยการมาก่อนอย่างไร? โดยนัยแห่งอัตถุปปัตตินี้นี่แหละ พระศาสดาตรัสว่า สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาแต่ในปัจจุบันนี้เท่านั้นหามิได้ ในอดีตกาล แม้เธอบวชเป็นฤาษี ๕๐๐ ชาติก็ได้เป็นผู้มีปัญญามากเหมือนกัน.

สาวกรูปใด ละกามที่น่ารื่นรมย์ใจแล้ว บวชถึง

๕๐๐ ชาติ ท่านทั้งหลายจงไหว้สาวกรูปนั้น ผู้

ปราศจากราคะ ผู้มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว ผู้ดับ

สนิทแล้ว คือสารีบุตร.

ท่านเพิ่มพูนการบวชอย่างนี้ สมัยหนึ่งบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ กรุงพาราณสี เรียนไตรเพท ไม่เห็นสาระในไตรเพทนั้น จึงเกิดความคิดขึ้นว่า ควรที่เราจะบวชแสวงหาโมกขธรรมสักอย่างหนึ่ง.

สมัยนั้น แม้พระโพธิสัตว์ก็บังเกิดในตระกูลอุทิจจพราหมณ์ผู้มหาศาล เจริญวัยแล้วเรียนศิลปะ เห็นโทษในกามทั้งหลายและอานิสงส์ในเนกขัมมะ ละการครองเรือน เข้าป่าหิมพานต์ กระทำบริกรรมกสิณ ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด มีผลหมากรากไม้ในป่าเป็นอาหาร ใกล้หิมวันตประเทศ.

แม้มาณพนั้นก็บวชแล้วในสำนักของพระโพธิสัตว์นั้นนั่นแล. ท่านมีบริวารมาก มีฤาษีประมาณ ๕๐๐ เป็นบริวาร. ลำดับนั้น หัวหน้าอันเตวาสิกของท่านได้พาบริษัทส่วนหนึ่ง ไปยังถิ่นมนุษย์เพื่อเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว.

สมัยนั้น พระโพธิสัตว์ได้ทำกาละ (ตาย) ณ หิมวันตประเทศนั้นนั่นเอง. ในเวลาจะทำกาละ อันเตวาสิกทั้งหลายประชุมกันถามว่า คุณวิเศษอะไร ที่ท่านบรรลุมีอยู่หรือ. พระโพธิสัตว์ตอบว่า อะไรๆ ไม่มี. เป็นผู้ไม่เสื่อมฌานบังเกิดในพรหมโลกชั้นอาภัสสร.

ท่านได้อากิญจัญญายตนสมาบัติก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น ธรรมดาว่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลายไม่ปฏิสนธิในอรูปาวจรภูมิ.

เพราะเหตุไร?

เพราะเป็นฐานะอันไม่ควร. ดังนั้น ท่านถึงแม้ได้อรูปสมาบัติก็บังเกิดในรูปาวจรภูมิ.

ฝ่ายอันเตวาสิกของท่านไม่กระทำสักการะและสัมมานะอะไรๆ ด้วยคิดว่า อาจารย์กล่าวว่า อะไรๆ ไม่มี การกระทำกาลกิริยาของท่านเป็นโมฆะเปล่าคุณ.

ลำดับนั้น หัวหน้าอันเตวาสิกรูปนั้น เมื่อล่วงพรรษาแล้ว จึงกลับมาแล้วถามว่า อาจารย์ไปไหน? อันเตวาสิกทั้งหลายตอบว่า ทำกาละเสียแล้ว. ท่านถามว่า พวกท่านถามถึงคุณที่อาจารย์ได้บ้างหรือ? อันเตวาสิกตอบว่า ขอรับ พวกกระผมถามแล้ว. หัวหน้าอันเตวาสิกถามว่า ท่านพูดว่ากระไร? พวกอันเตวาสิกตอบว่า อาจารย์กล่าวว่า อะไรๆ ไม่มี แม้พวกกระผมก็คิดว่า ชื่อว่าคุณที่อาจารย์ได้แล้ว ย่อมไม่มี จึงไม่กระทำสักการะและสัมมานะแก่ท่าน.

หัวหน้าอันเตวาสิกกล่าวว่า พวกท่านไม่รู้ความของภาษิต ท่านอาจารย์ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ. อันเตวาสิกเหล่านั้นก็ไม่เชื่อคำของหัวหน้าอันเตวาสิก. หัวหน้าอันเตวาสิกแม้พูดอยู่บ่อยๆ ก็ไม่อาจให้พวกอันเตวาสิกเชื่อได้.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์รำพึงถึงอยู่คิดว่า มหาชนผู้บอดเขลาย่อมไม่เชื่อคำของหัวหน้าอันเตวาสิกของเรา จำเราจักกระทำเหตุนี้ให้ปรากฏ ดังนี้แล้วลงจากพรหมโลก ยืนอยู่ท้ายอาศรมทั้งที่อยู่ในอากาศนั่นแล พรรณนาอานุภาพแห่งปัญญาของหัวหน้าอันเตวาสิก ได้กล่าวคาถานี้ว่า

ปโรสหสฺสํปิ สมาคตานํ

กนฺเทยฺยํ เต วสฺสสตํ อปญญา

เอโกว เสยฺโย ปุริโส สปญฺโญ

โย ภาสิตสฺส วิชานามิ อตฺกํ

คนแม้เกินกว่า ๑๐๐๐ คนประชุมกัน ผู้ที่ไม่มีปัญญา

พึงคร่ำครวญอยู่ตลอด ๑๐๐ ปี บุคคลผู้รู้แจ้งความ

หมายของภาษิต เป็นผู้มีปัญญาคนเดียวเท่านั้น

ประเสริฐกว่า (คนตั้ง ๑๐๐๐ คน).

พระโพธิสัตว์ทำให้หมู่ฤาษีเข้าใจอย่างนี้แล้ว กลับไปพรหมโลก. แม้หมู่ฤาษีที่เหลือไม่เสื่อมฌานทำกาละแล้ว มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

ในบรรดาบุคคลเหล่านั้น พระโพธิสัตว์บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ หัวหน้าอันเตวาสิกเป็นพระสารีบุตร ฤาษีที่เหลือเป็นพุทธบริษัท.

แม้ในอดีตกาล ก็พึงทราบว่าพระสารีบุตรมีปัญญามาก สามารถรู้อรรถของภาษิตที่ตรัสไว้อย่างสังเขป โดยพิสดารได้ด้วยประการฉะนี้

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำปุถุชนปัญจกปัญหา ให้เป็นเหตุเกิดเรื่องแล้ว ตรัสชาดกนี้ว่า

ถ้าแม้คนเกิน ๑๐๐ คนประชุมกัน คนเหล่านั้นไม่ปัญญา

พึงเพ่งพินิจอยู่ถึง ๑๐๐ ปี ผู้รู้อรรถของภาษิต ผู้มีปัญญา

คนเดียวเท่านั้นประเสริฐกว่า.

เนื้อความของชาดกนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในชาดกก่อนนั่นแล.

ทรงกระทำปุถุชนปัญจกปัญหานี้แลอีกข้อหนึ่งให้เป็นเหตุเกิดเรื่องแล้ว ทรงแสดงอนังคณชาดกนี้ว่า

ทั้งคนมีสัญญาก็ทุคคตะ ทั้งคนไม่มีสัญญาก็ทุคคตะ

สุขในสมาบัตินั้นไม่มีเครื่องยียวน ย่อมมีได้แก่เหล่า

ชนผู้เว้นคน ๒ พวกนั้น.

ก็ในชาดกนี้ อาจารย์เมื่อจะทำกาละ ถูกอันเตวาสิกทั้งหลายถาม จึงกล่าวว่า เนวสัญญีนาสัญญี (ผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่).

คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

ทรงกระทำปุถุชชนปัญจกปัญหาอื่นอีกให้เป็นอัตถุปปัตติแล้วตรัสจันทาภชาดกนี้ว่า

จนฺทาภํ สุริยาภญฺจ โยธ ปญฺญาย คาธติ อวิตกฺเกน ฌาเนน โหติ อาภสฺสรูปโคติ ในโลกนี้ ผู้ใดหยั่งลงสู่แสงจันทร์และแสงอาทิตย์ด้วยปัญญา

ผู้นั้นย่อมเข้าถึงอาภัสสรพรหมโลก ด้วยฌานอันไม่มีวิตก.

ในชาดกนี้ อาจารย์เมื่อจะทำกาละ ถูกอันเตวาสิกถาม จึงกล่าวว่า จนฺทาภํ สุริยาภํ หมายเอาว่า ผู้ใดหยั่งลง เข้าไป แล่นไปสู่กสิณทั้ง ๒ นั้นคือ โอทาตกสิน ชื่อว่าจันทาภะ ปิตกสิณ ชื่อว่าสุริยาภะ แม้ผู้นั้นก็เข้าถึงอาภัสสรพรหมด้วยทุติยฌาน อันไม่มีวิตก เราก็เป็นเช่นนั้น.

คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแล.

ทรงกระทำปุถุชชนปัญจกปัญหานี้แลให้เป็นอัตถุปัตติ จึงตรัสสรภชาดก ในเตรสนิบาตนี้ว่า

เป็นบุรุษพึงหวังอยู่ร่ำไป เป็นบัณฑิตไม่พึง

เหนื่อยหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใด

ก็ได้เป็นอย่างนั้น เป็นบุรุษพึงพยายามร่ำไป

เป็นบัณฑิตไม่พึงเหนื่อยหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า

ได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นจากน้ำสู่บกได้ นรชน

ผู้มีปัญญา แม้ประสบทุกข์ ก็ไม่ควรตัดความหวัง

ในอันจะมาสู่ความสุข ด้วยว่าผัสสะทั้งที่ไม่เกื้อกูล

และเกื้อกูลมีมาก คนที่ไม่ใฝ่ฝันถึงก็ต้องเข้าทาง

แห่งความตาย.

แม้สิ่งที่ไม่ได้คิดไว้ก็มีได้ แม้สิ่งที่คิดไว้ก็หาย

ไปได้ โภคะทั้งหลายของสตรีหรือบุรุษ สำเร็จได้

ด้วยความคิดนึกหามีไม่ เมื่อก่อนพระองค์เสด็จติด

ตามกวางตัวใด ไปติดที่ซอกเขา พระองค์ทรงพระ

ชนม์สืบมาได้ด้วยอาศัยความบากบั่นของกวางตัว

นั้นผู้มีจิตไม่ท้อแท้.

กวางตัวใดพยายามเอาหินถมเหว ช่วยพระองค์

ขึ้นจากเหวลึกที่ขึ้นได้ยาก ปลดเปลื้องพระองค์ผู้เข้าถึง

ทุกข์ออกจากปากมฤตยู พระองค์กำลังตรัสถึงกวางตัว

นั้นผู้มีจิตไม่ท้อแท้.

ดูก่อนพราหมณ์ คราวนั้น ท่านอยู่ที่นั้นด้วยหรือ

หรือว่าใครบอกเรื่องนี้แก่ท่าน ท่านเป็นผู้เปิดเผยข้อที่

เคลือบคลุม เห็นเรื่องทั้งหมดละสิหนอ ความรู้ของท่าน

แก่กล้าหรือหนอ.

ข้าแต่พระธีรราชผู้เป็นจอมชน คราวนั้น ข้าพระ

องค์หาได้อยู่ในที่นั้นไม่ และใครก็มิได้บอกแก่ข้าพระ

องค์ แต่ว่านักปราชญ์ทั้งหลายย่อมนำเนื้อความแห่ง

บทคาถาที่พระองค์ทรงภาษิตไว้ดีแล้ว มาใคร่ครวญดู.

ก็ชาดกทั้ง ๕ นี้ พระศาสดาตรัสไว้เพื่อประกาศอานุภาพแห่งปัญญาของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระเท่านั้นว่า แม้ในอดีต บุตรของเราก็รู้อรรถแห่งธรรมที่เรากล่าวแต่สังเขปโดยพิสดารได้ เพราะฉะนั้น พระเถระได้ตำแหน่งเอตทัคคะ เพราะความที่ตนมีปัญญามาก แม้โดยการมาก่อน ด้วยประการอย่างนี้.

โดยเป็นผู้ช่ำชองชำนาญอย่างไร?

ได้ยินว่า ข้อนั้นเป็นความช่ำชองของพระเถระ. พระเถระเมื่อแสดงธรรมท่ามกลางบริษัท ๔ ย่อมแสดงไม่พ้นสัจจะ ๔ เพราะฉะนั้นพระเถระได้เอตทัคคะ เพราะเป็นผู้มีปัญญามาก แม้โดยเป็นผู้ช่ำชองชำนาญ ด้วยประการฉะนี้.

โดยยิ่งด้วยคุณอย่างไร?

จริงอยู่ เว้นพระทสพลเสีย คนอื่นใครเล่าแม้เป็นสาวกเอกที่จะเสมอเหมือนพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ย่อมไม่มี เพราะท่านเป็นผู้มีปัญญามาก เพราะฉะนั้น พระเถระได้ตำแหน่งเอตทัคคะ เพราะมีปัญญามาก แม้โดยยิ่งด้วยคุณ ด้วยประการฉะนี้.

ก็แม้พระมหาโมคคัลลานะก็เหมือนพระสารีบุตรเถระ ได้ตำแหน่งเอตทัคคะด้วยเหตุแม้ ๔ ประการนี้ทั้งหมด.

ได้อย่างไร?

ก็พระเถระมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ทรมานนาคราช เช่นนันโทปนันทนาคราช เพราะฉะนั้น พระเถระย่อมได้โดยอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่องอย่างนี้ เป็นอันดับแรก.

ก็พระเถระนี้มิใช่เป็นผู้มีฤทธิ์มาก แต่ในปัจจุบันเท่านั้น ถึงในอดีต แม้ท่านบวชเป็นฤาษี ก็เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากถึง ๕๐๐ ชาติแล.

สาวกใด ละกามทั้งหลาย อันเป็นที่รื่นรมย์ใจ

บวช ๕๐๐ ชาติ ท่านทั้งหลายจงไหว้พระสาวก

นั้น ผู้ปราศจากราคะ ผู้มีอินทรีย์ตั้งมั่นแล้ว ดับ

สนิทแล้ว คือโมคคัลลานะ แล.

ก็ท่านได้แม้โดยการมาก่อนอย่างนี้.

ก็ข้อนั้นเป็นความช่ำชองของพระเถระ.

พระเถระไปนรก อธิษฐานความเย็น เพื่อให้เกิดความเบาใจแก่สัตว์ทั้งหลายในนรก ด้วยกำลังฤทธิ์ของตนแล้ว เนรมิตดอกปทุมขนาดเท่าล้อ นั่ง ณ กลีบปทุม แสดงธรรมกถา. ท่านไปเทวโลก ทำทวยเทพให้รู้คติแห่งกรรม แล้วแสดงสัจจกถา. เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้โดยเป็นผู้ช่ำชองชำนาญอย่างนี้.

ได้โดยยิ่งด้วยคุณอย่างไร?

เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระสาวกอื่น ใครเล่าย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น พระเถระได้ตำแหน่งเอตทัคคะ โดยยิ่งด้วยคุณอย่างนี้.

แม้พระมหากัสสปเถระก็ได้ตำแหน่งเอตทัคคะ โดยเหตุทั้งหมดนี้ เหมือนพระมหาโมคคัลลานะนี้.

ได้อย่างไร?

ความจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกระทำการต้อนรับพระเถระสิ้นระยะทางประมาณ ๓ คาวุต ทรงให้อุปสมบทด้วยโอวาท ๓ ทรงเปลี่ยนจีวรประทานให้.

ในสมัยนั้น มหาปฐพีไหวถึงน้ำรองแผ่นดิน เกียรติคุณของพระเถระก็ขจรท่วมไประหว่างมหาชน. ท่านได้โดยอัตถุปปัตติ

สาวกใด ละกามทั้งหลาย อันน่ารื่นรมย์ใจ บวช ๕๐๐

ชาติ ขอท่านทั้งหลายจงไหว้สาวกนั้นผู้ปราศจากราคะ

ผู้มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว ผู้ดับสนิท คือกัสสปะแล.

ท่านได้โดยการมาอย่างนี้.

ความจริง ข้อนั้นเป็นความช่ำชองของพระเถระ. ท่านอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔ เมื่อแสดงธรรม ย่อมแสดงไม่ละเว้นกถาวัตถุ ๑๐ เลย เพราะฉะนั้น พระเถระได้โดยเป็นผู้ช่ำชองอย่างนี้.

เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสีย สาวกอื่นใครเล่าผู้เสมอ เหมือนพระมหากัสสปะด้วยธุดงคคุณ ๑๓ ไม่มี เพราะฉะนั้น พระเถระได้โดยยิ่งด้วยคุณอย่างนี้.

ควรประกาศคุณของพระเถระทั้งหลายนั้นๆ ตามที่ได้โดยทำนองนี้.

จริงอยู่ เมื่อว่าด้วยอำนาจคุณนั่นแล พระเจ้าจักรพรรดิ์ทรงเสวยสิริราชสมบัติ ในห้องจักรวาล ด้วยอานุภาพแห่งจักรรัตนะ หาได้ทรงขวนขวายน้อยว่า สิ่งที่ควรบรรลุเราก็บรรลุแล้ว บัดนี้จะต้องการอะไรด้วยมหาชนที่เราดูแลอยู่แล้ว จึงเสวยแต่เฉพาะสิริราชสมบัติเท่านั้นไม่ แต่ทรงประทับนั่งในโรงศาลตามกาลอันสมควร ทรงข่มบุคคลที่ควรข่ม ทรงยกย่องบุคคลที่ควรยกย่อง ทรงตั้งไว้ในฐานันดรทั้งหลาย เฉพาะฐานันดรที่ควรแต่งตั้งเท่านั้นฉันใด

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้เป็นพระธรรมราชาผู้บรรลุความเป็นพระราชา เพราะธรรมโดยลำดับ ด้วยอานุภาพแห่งพระสัพพัญญุตญาณที่พระองค์ทรงบรรลุ ณ มหาโพธิมัณฑสถาน ไม่ทรงขวนขวายน้อยว่า บัดนี้จะต้องการอะไรด้วยชาวโลกที่เราจะต้องตรวจดู เราจักเสวยสุขในผลสมาบัติอันยอดเยี่ยม ยังประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่เขาบรรจงจัดไว้ท่ามกลางบริษัท ๔. ทรงเปล่งพระสุรเสียงดังเสียงพรหม อันประกอบด้วยองค์ ๘ แล้วทรงแสดงธรรม.

ทรงข่มบุคคลผู้มีธรรมฝ่ายดำ ผู้ควรข่มด้วยการขู่ด้วยภัยในอบาย เหมือนทรงโยนไปในเหวแห่งขุนเขาสิเนรุ. ทรงยกย่องบุคคลผู้มีธรรมอันดี ผู้ควรยกย่อง เหมือนยกขึ้นให้นั่งในภวัคคพรหม. ทรงตั้งพระสาวกมีพระอัญญาโกณฑัญญเถระเป็นต้นผู้ควรตั้งไว้ในฐานันดรทั้งหลายให้ดำรงในฐานันดรทั้งหลายด้วยอำนาจคุณ พร้อมด้วยกิจคือหน้าที่ตามความเป็นจริงนั่นแล จึงตรัสคำมีอาทิว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเราผู้รัตตัญญู รู้ราตรีนาน อัญญาโกณฑัญญะเป็นเลิศ ดังนี้. เอตทคฺคปทวณฺณนา นิฏฺฐิตา ฯ -----------------------------------------------------

เรื่องพระอัญญาโกณฑัญญะเถระ

บทว่า เอตทคฺคํ ในบาลีนั้น มีอรรถได้กล่าวไว้แล้วทั้งนั้น.

บทว่า รตฺตญฺญูนํ แปลว่า ผู้รู้ราตรี.

จริงอยู่ เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสีย สาวกอื่น ชื่อว่าผู้บวชก่อนท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระ ไม่มี เพราะเหตุนั้น พระเถระย่อมรู้ราตรีตลอดกาลนาน จำเดิมตั้งแต่บวช เหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นรัตตัญญู. เพราะท่านแทงตลอดธรรมก่อนใครทั้งหมด ท่านรู้ราตรีที่รู้แจ้งธรรมนั้นมานาน แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่ารัตตัญญู.

อีกอย่างหนึ่ง การกำหนดคืนและวันของท่านผู้สิ้นอาสวะทั้งหลายเป็นของปรากฎชัด และพระอัญญาโกณฑัญญเถระนี้เป็นผู้สิ้นอาสวะก่อน เพราะเหตุนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะนี้แลเป็นผู้เลิศ เป็นยอดคนแรก เป็นผู้ประเสริฐสุดแห่งเหล่าสาวกผู้รัตตัญญู แม้ด้วยประการอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า รตฺตญฺญูนํ ยทิทํ อญฺญาโกณฺฑญฺโญ ดังนี้.

ก็ศัพท์ ยทิทํ ในบาลีนี้เป็นนิบาต (ถ้า) เพ่งเอาพระเถระนั้น มีอรรถว่า โย เอโส เพ่งอัคคศัพท์ มีอรรถว่า ยํ เอตํ.

บทว่า อญฺญาโกณฺฑญฺโญ แปลว่า โกณฑัญญะรู้ทั่วแล้ว โกณฑัญญะแทงตลอดแล้ว. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อิติ หิทํ อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส อญฺญาโกณฺฑญฺโญเตฺวว นามํ อโหสิ โกณฑัญญะรู้ทั่วแล้วหนอ โกณฑัญญะรู้ทั่วแล้วหนอ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพระโกณฑัญญะจึงได้มีชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ ดังนี้.

พึงทราบปัญหากรรม (กรรมที่ตั้งปรารถนาไว้ครั้งแรกในอดีต) ในพระสาวกผู้เอตทัคคะทุกรูป โดยนัยนี้ว่า

ก็พระเถระนี้ได้กระทำความปรารถนาครั้งก่อนให้เป็นความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ในครั้งพระพุทธเจ้าพระองค์ไหน? ท่านบวชเมื่อไร? ท่านบรรลุธรรมครั้งแรกเมื่อไร? ได้รับสถาปนาในตำแหน่งเมื่อไร? บรรดาพระเถระเอตทัคคะเหล่านั้น ก่อนอื่นในปัญหากรรมของพระเถระนี้ มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้ :-

พึงทราบปัญหากรรมในพระสาวกผู้เอตทัคคะทุกรูป โดยนัยนี้ว่า ก็พระเถระนี้ ได้กระทำความปรารถนาครั้งก่อนให้เป็นความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ในครั้งพระพุทธเจ้าพระองค์ไหน? ท่านบวชเมื่อไร ? ท่านบรรลุธรรมครั้งแรกเมื่อไร? ได้รับสถาปนาในตำแหน่งเมื่อไร? บรรดาพระเถระเอตทัคคะเหล่านั้น ก่อนอื่นในปัญหากรรมของพระเถระนี้มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้ :

ปลายแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ อุบัติขึ้นในโลก. เมื่อพระองค์ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ เสด็จลุกจากมหาโพธิบัลลังก์ พอยกพระบาทขึ้นเพื่อวางบนมหาปฐพี ดอกปทุมขนาดใหญ่ผุดขึ้นรับพระบาท. ดอกปทุมนั้นกลีบยาว ๙๐ ศอก เกสร ๓๐ ศอก ช่อ ๑๒ ศอก ที่ประดิษฐานพระบาท ๑๑ ศอก.

ก็พระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นสูง ๕๘ ศอก เมื่อพระบาทขวาของพระองค์ประดิษฐานอยู่บนช่อปทุม ละอองเกษรประมาณทะนานใหญ่พลุ่งขึ้นโปรยรดพระสรีระ. แม้ในเวลาวางพระบาทซ้าย ดอกปทุมเห็นปานนั้นนั่นแลผุดขึ้นรับพระบาท. ละอองมีขนาดดังกล่าวแล้วนั่นแลพลุ่งขึ้นจากนั้น โปรยรดพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. ก็รัศมีพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าเปล่งออกปกคลุมละอองนั้น กระทำที่ประมาณ ๑๒ โยชน์โดยรอบให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน เหมือนสายน้ำทองที่พุ่งออกทะนานยนต์.

ในเวลาย่างพระบาทครั้งที่ ๓ ดอกปทุมที่ผุดขึ้นก่อนก็หายไป. ปทุมดอกใหม่อื่นก็ผุดขึ้นรับพระบาท. โดยทำนองนี้แล พระองค์ประสงค์จะเสด็จไปในที่ใดๆ ปทุมดอกใหญ่ก็ผุดขึ้นในที่นั้นๆ ทุกย่างพระบาท.

ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระองค์จึงมีพระนามว่า ปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงอุบัติขึ้นในโลกอย่างนี้ มีภิกษุแสนรูปเป็นบริวาร เสด็จเที่ยวภิกษาในคามนิคมและราชธานี เพื่อสงเคราะห์มหาชน เสด็จถึงกรุงหังสวดี. มหาราชาผู้เป็นพระพุทธบิดาทรงทราบข่าวว่า พระศาสดานั้นเสด็จมา จึงได้เสด็จออกไปต้อนรับ.

พระศาสดาได้ตรัสธรรมกถาแด่พระพุทธบิดา. จบเทศนา บางพวกเป็นพระโสดาบัน บางพวกเป็นพระสกทาคามี บางพวกเป็นพระอนาคามี บางพวกบรรลุพระอรหัต. พระราชาทรงนิมนต์พระทศพล เพื่อเสวยภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ ในวันรุ่งขึ้นทรงให้แจ้งเวลา (ภัตตาหาร) ได้ถวายมหาทานในพระราชนิเวศน์ของพระองค์แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีภิกษุแสนรูปเป็นบริวาร.

พระศาสดาทรงกระทำภัตตานุโมทนาแล้วเสด็จไปพระวิหารตามเดิม. โดยทำนองนั้นนั่นแล ได้ถวายทานตลอดกาลยืดยาวนาน คือวันรุ่งขึ้น ชาวเมืองถวาย วันรุ่งขึ้น (ต่อไป) พระราชาถวาย.

ครั้งนั้น พระเถระนี้บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล กรุงหังสวดี.

วันหนึ่ง ในเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เห็นชาวกรุงหังสวดีต่างถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นผู้น้อมไป โอนไป เงื้อมไปทางพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ แล้วได้ไปยังที่แสดงธรรม พร้อมกับมหาชนนั้นนั่นแล.

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งผู้แทงตลอดธรรมก่อนในพระศาสนาของพระองค์ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ.

กุลบุตรนั้นได้สดับเหตุนั้นแล้วคิดว่า ภิกษุนี้เป็นผู้ใหญ่หนอ ได้ยินว่า เว้นพระพุทธเจ้าเสีย ผู้อื่นชื่อว่าผู้แทงตลอดธรรมก่อนกว่าภิกษุนี้ ย่อมไม่มี แม้เราพึงเป็นผู้สามารถแทงตลอดธรรมก่อน ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต.

ในเวลาจบเทศนา จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า นิมนต์ว่า พรุ่งนี้ขอพระองค์โปรดทรงรับภิกษาของข้าพระองค์. พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว กุลบุตรนั้นถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกระทำประทักษิณแล้วไปยังที่อยู่ของตน ประดับที่ประทับนั่งสำหรับพระพุทธเจ้า ด้วยของหอมและพวงมาลัยเป็นต้น ให้จัดของควรเคี้ยวและควรบริโภคอันประณีต ตลอดคืนยังรุ่ง.

ล่วงราตรีนั้นได้ถวายข้าวสาลีหอมมีแกงและกับข้าวต่างๆ รส มีข้าวยาคูและของเคี้ยวอันวิจิตรเป็นบริวาร แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร ในที่อยู่ของตน ในเวลาเสร็จภัตกิจ ได้วางผ้าคู่พอทำจีวรได้สามผืน ใกล้พระบาทของพระตถาคต คิดว่า

เราไม่ได้ขอเพื่อประโยชน์แก่ตำแหน่งเล็กน้อย เราปรารถนาตำแหน่งใหญ่จึงขอ แต่เราไม่อาจให้ทานเพียงวันเดียวเท่านั้นแล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงคิด (อีก) ว่า จักถวายทานตลอด ๗ วัน ติดต่อกันไป แล้วจึงจักปรารถนา.

โดยทำนองนั้นนั่นเอง เขาจึงถวายมหาทาน ๗ วัน ในเวลาเสร็จภัตกิจ ได้ให้เปิดคลังผ้าวางผ้าเนื้อละเอียดอย่างดีเยี่ยม ไว้ใกล้พระบาทแห่งพระพุทธเจ้า ให้ภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูปครองไตรจีวรแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท้าย ๗ วันแต่วันนี้ ข้าพระองค์พึงเป็นผู้สามารถบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้จะอุบัติในอนาคตแล้วรู้แจ้งได้ก่อนเหมือนภิกษุนี้ แล้วหมอบศีรษะลงใกล้พระบาทของพระศาสดา.

พระศาสดาทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงส่งอนาคตังสญาณไปตรวจดูว่า กุลบุตรนี้ได้กระทำบุญญาธิการไว้มาก ความปรารถนาของเธอจักสำเร็จไหมหนอ เมื่อทรงรำลึกก็ทรงเห็นความสำเร็จ.

จริงอยู่ เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงรำพึงถึงอดีต อนาคตหรือปัจจุบัน ย่อมไม่มีอะไรขัดขวางเลย. เหตุที่เป็นอดีตหรือเหตุที่เป็นอนาคต ที่เป็นไปในภายในระหว่างแสนโกฏิกัปเป็นอันมากก็ดี ปัจจุบันระหว่างแสนจักรวาลก็ดี ย่อมเนื่องด้วยการนึก เนื่องด้วยมนสิการทั้งนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ได้ทรงเห็นเหตุนี้ ด้วยญาณที่ไม่มีใครๆ ให้เป็นไปได้ว่า ในอนาคต ในที่สุดแสนกัป พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคตมะ จักอุบัติขึ้นในโลก ครั้งนั้น ความปรารถนาของกุลบุตรนี้จักสำเร็จ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะกุลบุตรนั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนกุลบุตรผู้เจริญ ในอนาคต ในที่สุดแสนกัป พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคตมะ จักอุบัติขึ้นในโลก ท่านจักดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล อันถึงพร้อมด้วยนัยพันนัย พร้อมด้วยพรหม ๑๘ โกฏิ เวลาจบพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตรอันมีวนรอบ ๓ ด้วยการแสดงธรรมครั้งแรกของพระโคดมพุทธเจ้านั้น.

พระศาสดาครั้นทรงพยากรณ์กุลบุตรนั้นดังนี้แล้ว ทรงแสดงธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แล้วปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ, สรีระของพระองค์ผู้ปรินิพพานแล้ว ได้เป็นแท่งอันเดียวกัน เหมือนก้อนทองฉะนั้น.

ก็ชนทั้งหลายได้สร้างเจดีย์บรรจุพระสรีระของพระองค์สูง ๗ โยชน์ อิฐทั้งหลายล้วนแล้วด้วยทองคำ ชนทั้งหลายใช้หรดาลและมโนสิลาแทนดินเหนียว ใช้น้ำมันงาแทนน้ำ ในเวลาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายยังทรงพระชนม์อยู่รัศมีแห่งพระสรีระแผ่ไป ๑๒ โยชน์. ก็เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพานแล้ว รัศมีนั้นสร้านออกปกคลุมที่ร้อยโยชน์โดยรอบ.

เศรษฐีนั้นให้สร้างของควรค่าเท่ารัตนะพันดวงล้อมเจดีย์บรรจุพระสรีระของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ในวันประดิษฐานพระเจดีย์ ให้สร้างเรือนแก้วภายในเจดีย์. เศรษฐีนั้นกระทำกัลยาณกรรม ล้วนแล้วด้วยทานใหญ่โตถึงแสนปี เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในสวรรค์.

เมื่อเศรษฐีนั้นท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนั่นเอง ล่วงไป ๙๙,๙๐๙ กัป เมื่อกาลล่วงไปเท่านี้ ในท้ายกัปที่ ๙๑ จากภัทรกัปนี้ กุลบุตรนี้บังเกิดในเรือนแห่งกุฏุมพี ในรามคาม ใกล้ประตูกรุงพันธุมดี ได้นามว่ามหากาล. ส่วนน้องชายของท่านนามว่าจุลกาล.

สมัยนั้น พระโพธิสัตว์พระนามว่าวิปัสสี จุติจากดุสิตบุรี บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพันธุมะ กรุงพันธุมดี บรรลุพระสัพพัญญุตญาณโดยลำดับ อันท้าวมหาพรหมอาราธนาเพื่อประโยชน์แก่การแสดงธรรม จึงดำริว่า เราจักแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงเห็นพระราชกุมารทรงพระนามว่าขัณฑะ ผู้เป็นพระกนิฏฐาของพระองค์ และบุตรปุโรหิตชื่อติสสะ ว่าเป็นผู้สามารถตรัสรู้ธรรมก่อน จึงทรงดำริว่า เราจักแสดงธรรมแก่ชนทั้งสองนั้น และจักสงเคราะห์พระพุทธบิดา จึงเสด็จเหาะมาจากโพธิมัณฑสถาน ลงที่เขมมิคทายวัน รับสั่งให้เรียกคนทั้ง ๒ นั้นมาแล้วแสดงธรรม.

ในเวลาจบเทศนา ชนทั้งสองดำรงอยู่ในพระอรหัตผลพร้อมกับสัตวโลก ๘๔,๐๐๐ คน อีกพวกหนึ่งผู้บวชตามในเวลาพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ ฟังเรื่องนั้นแล้ว ก็มาเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมเทศนา ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล.

ณ ที่นั้นเอง พระศาสดาทรงสถาปนาพระขัณฑเถระไว้ ในตำแหน่งพระอัครสาวกรูปที่ ๑ ทรงสถาปนาพระติสสเถระไว้ในตำแหน่งอัครสาวกรูปที่ ๒.

ฝ่ายพระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่าจักเยี่ยมบุตรจึงเสด็จไปพระราชอุทยาน ทรงสดับพระธรรมเทศนา ดำรงอยู่ในรัตนะ ๓ นิมนต์พระศาสดาเพื่อเสวยภัตตาหาร ถวายบังคมแล้ว กระทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับ พระองค์ขึ้นสู่ปราสาทอันประเสริฐแล้วประทับนั่ง ทรงดำริว่า บุตรคนโตของเราออกบวชเป็นพระพุทธเจ้า บุตรคนที่ ๒ ของเราก็เป็นอัครสาวก บุตรปุโรหิตเป็นสาวกที่ ๒ และภิกษุที่เหลือเหล่านี้ ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ เที่ยวแวดล้อมบุตรของเราเท่านั้น ภิกษุเหล่านี้ทั้งเมื่อก่อน ทั้งบัดนี้เป็นภาระของเราผู้เดียว เราเท่านั้นจักบำรุงภิกษุเหล่านั้นด้วยปัจจัย ๔ จักไม่ให้โอกาสแก่คนเหล่าอื่น จึงให้สร้างรั้วไม้ตะเคียนสองข้าง ตั้งแต่ซุ้มประตูพระวิหารจนถึงทวารพระตำหนักพระราชนิเวศน์ ให้ปิดด้วยผ้า ให้สร้างเพดานพวงดอกไม้ต่างๆ แม้ขนาดต้นตาล วิจิตรด้วยดาวทองห้อยเป็นระย้า ให้ลาดพื้นล่างด้วยเครื่องลาดอันวิจิตร ให้ตั้งหม้อน้ำเต็ม ไว้ใกล้กอมาลัยและของหอมทั้งสองข้าง วางดอกไม้ไว้ระหว่างของหอม และวางของหอมไว้ในระหว่างดอกไม้ เพื่อให้กลิ่นตลบตลอดทาง แล้วกราบทูลเวลาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าอันหมู่ภิกษุแวดล้อมแล้วเสด็จไปสู่พระราชมณเฑียร กระทำภัตกิจแล้ว กลับมายังวิหารภายในม่านนั่นแหละ. ใครๆ อื่น แม้จะดูก็ยังไม่ได้ แล้วไฉนจะได้ถวายภิกษาหารและการบูชาเล่า.

ชาวพระนครคิดว่าเมื่อพระศาสดาเสด็จอุบัติขึ้นในโลกเป็นเวลา ๗ ปี ๗ เดือน ในวันนี้ พวกเราก็ยังไม่ได้เฝ้า จะป่วยกล่าวไปไยที่จะได้ถวายภิกษา กระทำการบูชา หรือฟังธรรมเล่า. พระราชายึดถือว่า พระพุทธเจ้าเป็นของเรา พระสงฆ์เป็นของเรา จึงทรงบำรุงด้วยพระองค์เองผู้เดียว. พระศาสดา เมื่อเสด็จอุบัติก็อุบัติเพื่อประโยชน์แก่โลกพร้อมด้วยเทวโลก หาอุบัติเพื่อประโยชน์แก่พระราชาเท่านั้นไม่ นรกเป็นของร้อนสำหรับพระราชาพระองค์เดียว สำหรับชนเหล่าอื่นเป็นเหมือนดอกอุบลเขียว ก็หาไม่ เพราะฉะนั้น เราจะกราบทูลพระราชาอย่างนี้ว่า ถ้าพระราชาจะประทานพระศาสดาแก่พวกเราไซร้ ข้อนั้นเป็นการดี ถ้าไม่ให้ พวกเราจะรบกับพระราชาแล้วรับสงฆ์ไปกระทำบุญมีทานเป็นต้น

ก็แลชาวพระนครล้วนๆ ไม่อาจทำอย่างนี้ได้ พวกเราจะยึดเอาแม้คนผู้เป็นหัวหน้าไว้คนหนึ่ง ดังนี้แล้วจึงเข้าไปหาเสนาบดี บอกความนั้นแก่ท่าน แล้วกล่าวว่า นาย ท่านเป็นฝ่ายของเรา หรือฝ่ายพระราชา.

เสนาบดีกล่าวว่า เราจะเป็นฝ่ายท่าน ก็แต่ว่า พวกท่านต้องให้เราวันแรก.

ชาวพระนครก็รับคำ.

เสนาบดีเข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ชาวพระนครโกรธพระองค์. พระราชาถามว่า โกรธเรื่องไรละพ่อ.

เสนาบดีกราบทูลว่า ได้ยินว่า พระองค์เท่านั้นบำรุงพระศาสดา พวกเราไม่ได้ แล้วทูลว่า ถ้าพวกอื่นได้ เขาไม่โกรธ เมื่อไม่ได้ ประสงค์จะรบกับพระองค์ พระเจ้าข้า.

พระราชาตรัสว่า รบก็รบซิพ่อ เราไม่ให้ภิกษุสงฆ์ละ.

เสนาบดีทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พวกทาสของพระองค์พูดว่าจะรบกับพระองค์ แล้วพระองค์จักเอาใครรบ. พระราชาตรัสว่า ท่านเป็นเสนาบดี มิใช่หรือ? เสนาบดีทูลว่า เว้นชาวพระนครเสีย ข้าพระองค์ไม่สามารถ พระเจ้าข้า.

ลำดับนั้น พระราชาทราบว่า ชาวพระนครมีกำลัง ทั้งเสนาบดีก็เป็นฝ่ายของชาวพระนครเหล่านั้นเหมือนกัน จึงตรัสว่า ชาวพระนครจงให้ภิกษุสงฆ์แก่เราอีก ๗ ปี ๗ เดือน. ชาวพระนครไม่รับ พระราชาทรงให้ลดลงอย่างนี้คือ ๖ ปี ๕ ปี จึงขออีก ๗ วัน.

ชาวพระนครอนุญาตด้วยเห็นว่า การที่เรากระทำกรรมอันหยาบช้า กับพระราชาในบัดนี้ ไม่สมควร.

พระราชาทรงจัดทานมุข (ทานที่เป็นประธาน) ที่จัดไว้สำหรับ ๗ ปี ๗ เดือน เพื่อ ๗ วันเท่านั้น เมื่อใครๆ ไม่เห็นอยู่เลย ให้ทานอยู่ ๖ วัน ในวันที่ ๗ จึงให้เรียกชาวพระนครมาตรัสว่า ดูก่อน พ่อทั้งหลาย พวกท่านจักอาจให้ทานเห็นปานนี้หรือ.

ชาวพระนครแม้เหล่านั้นกราบทูลว่า ทานนั้นเกิดขึ้นแก่พระองค์ เพราะอาศัยพวกข้าพระองค์เท่านั้นมิใช่หรือ? เพราะฉะนั้น พวกข้าพระองค์จักอาจถวายทานได้.

พระราชาทรงเอาหลังพระหัตถ์เช็ดน้ำพระเนตร ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์คิดว่า จักทำภิกษุ ๖,๘๐๐,๐๐๐ รูปให้เป็นภาระของคนอื่นแล้วบำรุงด้วยปัจจัย ๔ ตลอดชีวิต บัดนี้ ข้าพระองค์อนุญาตให้ชาวพระนครแล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ชาวพระนครเขาโกรธว่า พวกเขาไม่ได้ถวายทาน ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป โปรดทรงอนุเคราะห์แก่ชาวพระนครเหล่านั้นเถิด.

ครั้นในวันที่ ๒ เสนาบดีได้ถวายมหาทาน. ต่อแต่นั้น ชาวพระนครกระทำสักการะและสัมมานะให้ยิ่งกว่าสักการะที่พระราชาทรงกระทำแล้ว ได้ถวายทานโดยทำนองนั้นนั่นแหละ เมื่อถึงลำดับของชาวพระนครทั่วๆ ไป ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ประตูได้ตระเตรียมสักการะสัมมานะแล้ว.

กุฏุมพีมหากาลกล่าวกะกุฏุมพีจุลกาลว่า สักการะและสัมมานะของพระทศพล ถึงแก่เราวันพรุ่งนี้ เราจะทำสักการะอย่างไร? จุลกาลกล่าวว่า ดูก่อนพี่ท่าน ท่านเท่านั้นจงรู้.

มหากาลกล่าวว่า ถ้าท่านทำตามชอบใจของเรา ข้าวสาลีที่ตั้งท้องแล้วๆ มีอยู่ในนา ประมาณ ๑๖ กรีสของเรา เราจักให้ฉีกท้องข้าวสาลี ถือเอามาหุงให้สมควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. จุลกาลกล่าวว่า เมื่อทำอย่างนี้ย่อมไม่เป็นอุปการะแก่ใครๆ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่พอใจข้อนั้น.

มหากาลกล่าวว่า ถ้าท่านกล่าวอย่างนี้ ข้าก็จะทำตามความชอบใจของข้า แล้วจึงแบ่งนา ๑๖ กรีส ผ่ากลางเป็น ๒ ส่วนเท่าๆ กัน ปักเขตในที่ ๘ กรีส ผ่าท้องข้าวสาลีเอาไปเคี่ยวด้วยน้ำนมไม่ผสม ใส่ของอร่อย ๔ ชนิด แล้วถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. ที่ที่ฉีกท้องข้าวสาลีแม้นั้นแล้วถือเอาๆ ก็กลับเต็มอีก. ในเวลาข้าวเม่า ได้ถวายส่วนเลิศในข้าวเม่า ได้ถวายข้าวกล้าอย่างเลิศ พร้อมกับชาวบ้าน ในเวลาเกี่ยว ถวายส่วนเลิศในข้าวเกี่ยว ในเวลาทำเขน็ดก็ถวายส่วนเลิศในข้าวเขน็ด ในเวลามัดเป็นฟ่อนเป็นต้นก็ถวายส่วนเลิศในข้าวฟ่อน ได้ถวายส่วนเลิศในข้าวในลาน ในเวลานวดก็ถวายส่วนเลิศในข้าวนวด ในเวลาข้าวขึ้นยุ้งก็ถวายส่วนเลิศในข้าวขึ้นยุ้ง ได้ถวายทานตามคราว ๙ ครั้งสำหรับข้าวกล้าอย่างเดียวเท่านั้น ดังกล่าวมาฉะนี้ ข้าวกล้าแม้นั้นก็คงยังตั้งขึ้นเหลือเฟือ.

ท่านกระทำกรรมงามตามทำนองนั้นแลตราบเท่าที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ และตราบเท่าที่พระสงฆ์ยังมีอยู่. (ครั้น) จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก. ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ เสวยสมบัติตลอด ๙๑ กัป.

ในเวลาที่พระศาสดาของเราทรงอุบัติขึ้นในโลก ก็บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในบ้านพราหมณ์โทณวัตถุ ไม่ไกลกรุงกบิลพัสดุ. ในวันขนานนาม พวกญาติขนานนามท่านว่า โกณฑัญญมาณพ. ท่านเจริญวัยแล้ว เรียนไตรเพทจบ ลักษณะมนต์ทั้งหลาย (ตำราทายลักษณะ).

สมัยนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต บังเกิดในกรุงกบิลพัสดุ์ ในวันถวายพระนามของพระองค์ พระประยูรญาติได้เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนครองผ้าใหม่ ให้ดื่มข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อย เลือกพราหมณ์ ๘ คน ในระหว่างพราหมณ์ ๑๐๘ นั้นให้นั่งบนพื้นใหญ่ ให้พระโพธิสัตว์ผู้ประดับตกแต่งแล้วนอนบนเบาะผ้าที่ทำด้วยผ้าเนื้อละเอียด นำมายังสำนักของพราหมณ์เหล่านั้น เพื่อตรวจพระลักษณะ.

พราหมณ์ผู้นั่งบนอาสนะใหญ่ ตรวจดูสมบัติแห่งพระสรีระของพระมหาบุรุษแล้วยกขึ้น ๒ นิ้ว. ๗ คนยกขึ้น ตามลำดับอย่างนี้. ก็บรรดาพราหมณ์ ๘ คนนั้น โกณฑัญญมาณพผู้หนุ่มกว่าเขาหมด ตรวจดูลักษณะอันประเสริฐ ยกนิ้วขึ้นนิ้วเดียวเท่านั้นว่า ไม่มีเหตุที่พระองค์จะทรงดำรงอยู่ท่ามกลางเรือน พระกุมารนี้จักเป็นพระพุทธเจ้ามีกิเลสดังหลังคาอันเปิดแล้วโดยส่วนเดียว. ฝ่ายคนทั้ง ๗ นี้เห็นคติเป็น ๒ ว่า ถ้าอยู่ครองเรือนจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าบวชจักเป็นพระพุทธเจ้า จึงยกขึ้น ๒ นิ้ว.

ก็พระอัญญาโกณฑัญญะนี้ได้สร้างบุญญาธิการไว้ เป็นสัตว์เกิดในภพสุดท้าย เหนือคนทั้ง ๗ นอกนี้ด้วยปัญญา ได้เห็นคติเพียงอย่างเดียวว่าชื่อว่าท่านผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้ ไม่ดำรงอยู่ท่ามกลางเรือน จักเป็นพระพุทธเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้น จึงยกนิ้วเดียว.

ลำดับนั้น พราหมณ์เหล่านั้นไปสู่เรือนของตนๆ ปรึกษากับบุตรทั้งหลายว่า ลูกเอย พ่อแก่แล้วจะได้ชมเชยหรือไม่ได้ชมเชยพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ผู้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ พวกเจ้าเมื่อพระกุมารบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว พึงบวชในพระศาสนาของพระองค์.

ฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงจัดการบริหาร เช่นแต่งตั้งแม่นมเป็นต้นสำหรับพระโพธิสัตว์ ทรงเลี้ยงดูพระโพธิสัตว์ให้เติบโต.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงเจริญวัยแล้ว เสวยสมบัติเหมือนเทพเจ้า เมื่อพระญาณแก่กล้าแล้ว ทรงเห็นโทษในกาม เห็นอานิสงส์ในการออกจากกาม จึงในวันที่พระราหุลกุมารประสูติ มีนายฉันนะเป็นพระสหาย ทรงขึ้นม้ากัณฐกะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทางประตูที่เทวดาเปิดให้ เสด็จเลยไป ๓ ราชอาณาเขตโดยตอนกลางคืนนั้นนั่นเอง. ทรงบรรพชาที่ฝั่งแม่น้ำอโนมานที พอทรงรับธงชัยแห่งพระอรหันต์ที่ท้าวฆฏิการมหาพรหมนำมาถวายเท่านั้น เป็นเหมือนพระเถระ ๑๐๐ พรรษา เสด็จถึงกรุงราชคฤห์ด้วยพระอิริยาบถอันน่าเลื่อมใส เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์นั้น เสวยบิณฑบาตที่ร่มเงาแห่งภูเขา ชื่อว่าปัณฑวะ. ถูกพระเจ้ามคธทรงเชื้อเชิญให้ครองราชสมบัติ ก็ทรงปฏิเสธ เสด็จถึงอุรุเวลาประเทศโดยลำดับ ทรงเกิดพระดำริมุ่งหน้าต่อความเพียรขึ้นว่า ภูมิภาคนี้น่ารื่นรมย์หนอ ที่นี้เหมาะจะทำความเพียรของกุลบุตรที่ต้องการจะทำความเพียรหนอ ดังนี้แล้วจึงเสด็จประทับอยู่ ณ ที่นั้น.

สมัยนั้น พราหมณ์อีก ๗ คน ได้ไปตามกรรม. ส่วนโกณฑัญญมาณพผู้ตรวจพระลักษณะ หนุ่มกว่าเขาทั้งหมด เป็นผู้ปราศจากป่วยไข้. ท่านทราบว่า พระมหาบุรุษทรงผนวชแล้ว จึงเข้าไปหาพวกบุตรพราหมณ์เหล่านั้น กล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า พระสิทธัตถราชกุมารทรงผนวชแล้ว ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า โดยไม่ต้องสงสัย ถ้าบิดาของพวกท่านไม่ป่วยไข้สบายดี วันนี้ก็พึงออกบวช ถ้าแม้ท่านทั้งหลายปรารถนาไซร้ มาเถิด พวกเราจะบวชตามเสด็จพระมหาบุรุษนั้น.

บุตรพราหมณ์เหล่านั้นก็ไม่อาจจะมีฉันทเป็นอันเดียวกันได้หมดทุกคน. ๓ คนไม่บวช. อีก ๔ คนมีโกณฑัญญพราหมณ์เป็นหัวหน้า บวชแล้ว. บรรพชิตทั้ง ๕ นี้เที่ยวภิกษาในคามนิคมและราชธานีได้ไปยังสำนักพระโพธิสัตว์. บรรพชิตเหล่านั้น เมื่อพระโพธิสัตว์เริ่มตั้งความเพียรใหญ่ตลอด ๖ ปี คิดว่า บัดนี้พระโพธิสัตว์จักเป็นพระพุทธเจ้า บัดนี้พระโพธิสัตว์จักเป็นพระพุทธเจ้า จึงบำรุงพระมหาสัตว์ ได้เป็นผู้เที่ยวไปเที่ยวมาในสำนักพระโพธิสัตว์นั้น.

ก็เมื่อใด พระโพธิสัตว์ แม้ทรงยับยั้งอยู่ด้วยงาและข้าวสารเมล็ดเดียวเป็นต้น ทรงรู้ว่าจะไม่แทงตลอดอริยธรรมด้วยทุกกรกิริยา จึงเสวยพระกระยาหารหยาบ. เมื่อนั้น บรรพชิตเหล่านั้นก็หลบไปอยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระกระยาหารหยาบ ทำพระฉวีวรรณ พระมังสะและพระโลหิตให้บริบูรณ์แล้ว. ในวันวิสาขบุรณมี ทรงเสวยโภชนะอย่างดีที่นางสุชาดาถวาย ทรงลอยถาดทองไป ทวนกระแสแม่น้ำจึงตกลงพระทัยว่า เราจักเป็นพระพุทธเจ้าในวันนี้. ในเวลาเย็น พญากาลนาคราชชมเชยด้วยการชมเชยหลายร้อย ทรงขึ้นสู่มหาโพธิมัณฑสถาน บ่ายพระพักตร์ไปสู่โลกธาตุด้านตะวันออก นั่งขัดสมาธิในที่อันไม่หวั่นไหว อธิษฐานความเพียรประกอบด้วยองค์ ๔ เมื่อพระอาทิตย์ยังโคจรอยู่นั่นแล ทรงกำจัดมารและพลมาร ปฐมยามทรงรำลึกถึงปุพเพนิวาสญาณ มัชฌิมยามทรงชำระทิพจักษุณาณ ในเวลาต่อเนื่องกันแห่งปัจจุสสมัย ทรงหยั่งพระญาณลงในปฏิจจสมุปบาท พิจารณาปัจจยาการทั้งอนุโลมและปฏิโลม ตรัสรู้เฉพาะพระสัพพัญญุตญาณ อันเป็นอสาธารณญาณ (ญาณที่ไม่มีทั่วไปแก่สาวกอื่น) ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงแทงตลอดแล้ว ทรงยับยั้งในโพธิมัณฑสถานนั้นนั่นแล ๗ วัน ด้วยผลสมาบัติอันมีพระนิพพานเป็นอารมณ์.

____________________________

ญาณนี้มี ๖ คือ

๑. อินทริยปโรปริยัตติญาณ ปรีชากำหนดรู้ความยิ่งและความหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย

๒. อาสยานุสยญาณ ปรีชากำหนดรู้อัธยาศัยและกิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน

๓. ยมกปาฏิหิรญาณ ญาณในยมกปาฏิหาริย์

๔. มหากรุณาสมาบัติญาณ ญาณในมหากรุณาสมาบัติ

๕. สัพพัญญุตญาณ ญาณในความเป็นพระสัพพัญญู

๖. อนาวรญาณ ญาณที่ไม่มีอะไรขัดขวางได้.

ขุ.ป. เล่ม เล่ม ๓๑/หน้า ๔

ด้วยอุบายนั้นนั่นแล ทรงประทับอยู่ ณ โพธิมัณฑสถาน ๗ สัปดาห์ เสวยข้าวสัตตุก้อน ที่โคนต้นไม้เกต แล้วเสด็จกลับมาที่โคนต้นอชปาลนิโครธอีก ประทับนั่ง ณ ที่นั้น ทรงพิจารณาความที่ธรรมอันลึกซึ้ง เมื่อพระทัยน้อมไปในความเป็นผู้ขวนขวายน้อย อันท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายต่างด้วยสัตว์มีอินทรีย์กล้าและมีอินทรีย์อ่อนเป็นต้น จึงประทานปฏิญญาแด่ท้าวมหาพรหมเพื่อแสดงธรรม ทรงพระดำริว่า เราจักแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงทราบว่าอาฬารดาบสและอุททกดาบสทำกาละแล้ว เมื่อทรงดำริต่อไป ก็เกิดพระดำริขึ้นว่า ภิกษุปัญจวัคคีย์ผู้บำรุงเราตอนเราตั้งความเพียร นับว่าเป็นผู้มีอุปการะมากแก่เรา ถ้ากระไร เราจะพึงแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ก่อน.

ก็ข้อนี้ทั้งหมดเทียวเป็นเพียงพระปริวิตกของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น.

ก็เว้นโกณฑัญญพราหมณ์เสีย คนอื่นใครเล่า ชื่อว่าเป็นผู้สามารถแทงตลอดธรรมก่อนไม่มี.

จริงอยู่ โกณฑัญญพราหมณ์นั้นได้กระทำกรรมคือบุญญาธิการไว้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป เพื่อประโยชน์นี้เอง จึงได้ถวายทานในเพราะข้าวกล้าอันเลิศ ๙ ครั้งแก่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.

ลำดับนั้น พระศาสดาทรงถือบาตรและจีวร เสด็จไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน โดยลำดับ เสด็จไปหาภิกษุปัญจวัคคีย์. พระปัญจวัคคีย์เหล่านั้นเห็นพระตถาคตเสด็จมา ไม่อาจดำรงอยู่ในกติกาของพวกตน (ที่ตกลงกันไว้) องค์หนึ่งล้างพระบาท องค์หนึ่งจับพัดใบตาลยืนถวายงานพัด. เมื่อพระปัญจวัคคีย์เหล่านั้นแสดงวัตรอย่างนี้แล้วนั่ง ณ ที่ใกล้ พระศาสดาทรงกระทำพระโกณฑัญญเถระให้เป็นกายสักขีพยานแล้ว ทรงเริ่มธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มีวนรอบ ๓ อันยอดเยี่ยม.

มนุษยบริษัท ก็คือชนทั้ง ๕ (ปัญจวัคคีย์) เท่านั้น เทวบริษัท พระศาสดาทรงกระทำพระโกณฑัญญะ ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมกับท้าวมหาพรหม ๑๘ โกฏิ. ครั้งนั้น พระศาสดาทรงดำริว่า โกณฑัญญะรู้ทั่วธรรมที่เราได้ ได้มาด้วยการทำความเพียรอย่างหนัก ก่อนผู้อื่นทั้งนั้น เมื่อทรงเรียกพระเถระว่า ภิกษุนี้ชื่ออัญญาโกณฑัญญะ จึงตรัสว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ โกณฑัญญะ รู้ทั่วแล้วหนอ โกณฑัญญะ รู้ทั่วแล้วหนอ ดังนี้.

คำนั้นนั่นแลจึงเป็นชื่อของท่าน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อิติ หิทํ อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส อญฺญาโกณฺฑญฺโญ เตฺวว นามํ อโหสิ ดังนั้น คำนี้ว่าอัญญาโกฑัญญะ จึงได้เป็นชื่อของท่านโกณฑัญญะ ดังนั้น พระเถระจึงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ในวันอาสาฬหปุรณมี เพ็ญกลางเดือน ๘ วันแรม ๑ ค่ำ พระภัททิยเถระ วันแรม ๒ ค่ำ พระวัปปเถระ. วันแรม ๓ ค่ำ พระมหานามเถระ. วันแรม ๔ ค่ำ พระอัสสชิเถระดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. ส่วนวันแรม ๕ ค่ำ จบอนัตตลักขณสูตร ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัตหมดทุกรูป.

สมัยนั้นแล จึงมีพระอรหันต์ในโลก ๖ องค์

ตั้งแต่นั้นมา พระศาสดาทรงให้มหาชนหยั่งลงสู่อริยภูมิอย่างนี้คือ บุรุษ ๕๕ คนมียสกุลบุตรเป็นหัวหน้า ภัททวัคคิยกุมารจำนวน ๓๐ คนที่ป่าฝ้าย ปุราณชฎิลจำนวน ๑,๐๐๐ รูปที่หลังแผ่นหิน คยาสีสประเทศ ทรงให้ราชบริพาร ๑๑ นหุตมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ๑ นหุตให้ดำรงอยู่ในไตรสรณะ ทรงทำพระศาสนาให้ผลิตดอกออกผล บนพื้นชมพูทวีป ทรงทำทั่วมณฑลชมพูทวีปให้รุ่งเรืองด้วยกาสาวพัสตร คลาคล่ำไปด้วยนักแสวงบุญ.

สมัยหนึ่ง เสด็จถึงพระเชตวันมหาวิหาร สถิตอยู่ ณ ที่นั้น ประทับบนพระพุทธอาสน์อย่างดีที่เขาจัดไว้แล้ว ทรงแสดงธรรมท่ามกลางภิกษุสงฆ์เพื่อทรงแสดงว่า โกณฑัญญะ บุตรเราเป็นยอดระหว่างเหล่าภิกษุผู้แทงตลอดธรรมก่อนใคร จึงทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ.

แม้พระเถระเห็นพระอัครสาวกทั้งสองกระทำความเคารพนบนอบตน ประสงค์จะหลีกไปเสียจากสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เห็นว่า ปุณณมานพบวชแล้วจักเป็นยอดธรรมกถึกในพระศาสนา จึงกลับไปตำบลบ้านพราหมณ์ชื่อโทณวัตถุ (ชาติภูมิของท่าน) ให้ปุณณมานพหลานชายบรรพชาแล้ว คิดว่า ปุณณมาณพนี้จักอยู่ในสำนักของพระพุทธเจ้า จึงได้ปุณณมานพนั้นอยู่ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

ท่านเองก็เข้าไปเฝ้าพระทศพล ขออนุญาตพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เสนาสนะใกล้บ้านไม่เป็นสัปปายะสำหรับข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่อาจอยู่เกลื่อนกล่น จำจักไปอยู่สระฉัททันต์ พระเจ้าข้า.

ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมแล้วไปยังสระฉัททันต์ อาศัยโขลงช้างสกุลฉัททันต์ ยับยั้งอยู่ ๑๒ ปี ปรินิพพานด้วยอนุปานิเสสนิพพานธาตุ ณ ที่นั้นเอง.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๒-๓ ประวัติพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานเถระ

สูตรที่ ๒-๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า มหาปญฺญานํ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญาอย่างมากมาย.

บทว่า อิทฺธิมนฺตานํ ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยฤทธิ์.

คำว่า สารีบุตร โมคคัลลานะ เป็นชื่อของพระเถระทั้งสองนั้น.

ในปัญหากรรมของพระเถระทั้ง ๒ นี้ มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังนี้.

ในที่สุดอสงไขยกัปยิ่งด้วยแสนกัป นับแต่กัปนี้ ท่านพระสารีบุตรบังเกิดในครอบครัวพราหมณมหาศาล ชื่อสรทมาณพ. ท่านพระโมคคัลลานะบังเกิดในครอบครัวคฤหบดีมหาศาล ชื่อสิริวัฑฒกุฏมพี. ทั้ง ๒ คนเป็นเพื่อนเล่นฝุ่นด้วยกันมา เมื่อบิดาล่วงลับไป สรทมาณพก็ได้ทรัพย์เป็นอันมากซึ่งเป็นสมบัติของสกุล.

วันหนึ่ง [สรทมาณพ] อยู่ในที่ลับคิดว่า เราไม่รู้อัตภาพในโลกนี้ ไม่รู้อัตภาพในโลกอื่น ขึ้นชื่อว่าความตายเป็นของแน่สำหรับเหล่าสัตว์ที่เกิดมาแล้ว ควรที่เราจะถือบวชสักอย่างหนึ่ง แสวงหาโมกขธรรม. สรทมาณพนั้นไปหาสหาย กล่าวว่า เพื่อนสิริวัฑฒ์ เราจักบวชแสวงหาโมกขธรรม เจ้าจักบวชพร้อมกับเราได้ไหม. สิริวัฑฒกุฏมพีตอบว่า ไม่ได้ดอกเพื่อน เจ้าบวชคนเดียวเถิด.

สรทมาณพคิดว่า คนเมื่อไปปรโลก จะพาสหายหรือญาติมิตรไปด้วยหามีไม่ กรรมที่ตนทำก็เป็นของตนผู้เดียว ต่อนั้นก็สั่งให้เปิดเรือนคลังรัตนะให้มหาทานแก่คนกำพร้า คนเดินทางไกล วณิพกและยาจกทั้งหลาย แล้วบวชเป็นฤษี. มีคนบวชตามสรทมาณพนั้น อย่างนี้คือ คน ๑-๒ คน ๓ คน กลายเป็นชฎิลจำนวนประมาณ ๗๔,๐๐๐ รูป. สรทฤษีนั้นทำอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ให้บังเกิดแล้วก็สอนกสิณบริกรรมแก่ชฎิลเหล่านั้น. ชฎิลเหล่านั้นก็ทำอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ให้บังเกิดทุกรูป.

สมัยนั้น พระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ทรงอุบัติขึ้นในโลก พระนครชื่อว่าจันทวดี พระพุทธบิดาเป็นกษัตริย์พระนามว่ายศวันตะ พระพุทธมารดาเป็นพระเทวีพระนามว่ายโสธรา. ต้นไม้ที่ตรัสรู้ชื่อว่าอัชชุนพฤกษ์ ต้นกุ่ม (ต้นรกฟ้าขาวก็ว่า). พระอัครสาวกทั้ง ๒ ชื่อว่าพระนิสภเถระและพระอโนมเถระ. พระพุทธอุปฐากชื่อพระวรุณเถระ. พระอัครสาวิกาทั้ง ๒ ชื่อสุนทราและสุมนา. ทรงมีพระชนมายุ ๑๐๐,๐๐๐ พรรษา. พระวรกายสูง ๕๘ ศอก. รัศมีพระวรกายแผ่ไป ๑๒ โยชน์. มีภิกษุเป็นบริวาร ๑๐๐,๐๐๐ รูป.

ต่อมาวันหนึ่ง พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าเสด็จออกจากพระมหากรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูโลกเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นสรทดาบส ทรงพระดำริว่า วันนี้ เพราะเราไปหาสรทดาบสเป็นปัจจัย จักมีธรรมเทศนากัณฑ์ใหญ่ และสรทดาบสนั้นจักปรารถนาตำแหน่งอัครสาวก สิริวัฑฒกุฏุมพีสหายของเขาจักปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่ ๒ จบเทศนาชฎิล ๗๔,๐๐๐ รูปบริวารของเขาจักบรรลุพระอรหัต ควรที่เราจะไปที่นั้น ดังนี้แล้ว ทรงถือบาตรและจีวรของพระองค์ ไม่เรียกใครอื่น เสด็จลำพังพระองค์เหมือนราชสีห์

เมื่อเหล่าอันเตวาสิก ศิษย์ของสรทดาบสออกไปแสวงหาผลาผล ทรงอธิษฐานว่า ขอสรทดาบสจงรู้ว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อสรทดาบสกำลังดูอยู่นั่นเอง ก็เสด็จลงจากอากาศ ประทับยืนบนพื้นดิน.

สรทดาบสเห็นพระพุทธานุภาพและพระสรีรสมบัติของพระองค์ จึงพิจารณาลักษณมนต์ ก็รู้ว่าธรรมดาผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้ เมื่ออยู่ครองเรือนก็ต้องเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ เมื่อบวชก็ต้องเป็นพระสัพพัญญูพุทธะผู้ทรงเปิดกิเลสดุจหลังคาเสียแล้วในโลก มหาบุรุษผู้นี้ต้องเป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย จึงออกไปต้อนรับ ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ปูอาสนะถวาย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูแล้ว. แม้สรทดาบสก็ถือเอาอาสนะที่สมควรแก่ตน นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.

สมัยนั้น ชฎิล ๗๔,๐๐๐ รูปก็ถือผลาผลมีโอชะอันประณีตๆ มาถึงสำนักของอาจารย์ มองดูอาสนะที่พระพุทธเจ้าและอาจารย์นั่งแล้วกล่าวว่า ท่านอาจารย์ พวกเราเที่ยวไปด้วยเข้าใจว่า ไม่มีใครเป็นใหญ่กว่าท่านในโลกนี้ แต่บุรุษผู้นี้เห็นทีจะใหญ่กว่าท่านแน่.

สรทดาบสกล่าวว่า พ่อเอ๋ย พูดอะไร พวกเจ้าประสงค์จะเปรียบขุนเขาสิเนรุซึ่งสูง ๖,๐๐๐,๐๐๐ โยชน์ ทำให้เท่ากับเมล็ดพันธุ์ผักกาด. ลูกเอ๋ย พวกเจ้าอย่าเปรียบเรากับพระสัพพัญญูพุทธะเลย.

ครั้งนั้น ชฎิลเหล่านั้นคิดว่า ถ้าบุรุษผู้นี้จักเป็นสัตว์ต่ำช้าแล้วไซร้ อาจารย์ของเราคงไม่นำมาเปรียบเช่นนี้ ที่แท้บุรุษผู้นี้ต้องเป็นใหญ่หนอ ทุกรูปจึงหมอบแทบเบื้องพระยุคลบาท ไหว้ด้วยเศียรเกล้า.

ลำดับนั้น อาจารย์จึงกล่าวกะชฎิลเหล่านั้นว่า พ่อเอ๋ย ไทยธรรมของเราที่คู่ควรแก่พระพุทธเจ้าไม่มีเลย. ในเวลาภิกษาจาร พระศาสดาก็เสด็จมาแล้วในที่นี้ พวกเราจักถวายไทยธรรมตามกำลัง พวกเจ้าจงนำผลาผลของเราที่ประณีตๆ มา แล้วให้นำมา ล้างมือแล้วก็วางไว้ในบาตรของพระตถาคตด้วยตนเอง. พอพระศาสดาทรงรับผลาผล เทวดาทั้งหลายก็ใส่ทิพโอชะลง. ดาบสก็กรองน้ำถวายด้วยตนเอง.

ลำดับนั้น เมื่อพระศาสดาประทับนั่งเสวยเสร็จแล้ว ดาบสก็เรียกอันเตวาสิกมาทุกคน นั่งพูดแต่ถ้อยคำที่เป็นสาราณียกถา (ถ้อยคำให้หวนระลึกถึงกัน) ในสำนักพระศาสดา.

พระศาสดาทรงดำริว่า พระอัครสาวกทั้งสองจงมาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ พระอัครสาวกเหล่านั้นรู้พระดำริของพระศาสดา มีพระขีณาสพแสนองค์เป็นบริวาร มาถวายบังคมพระศาสดาแล้วยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ลำดับนั้น สรทดาบสเรียกพวกอันเตวาสิกมาพูดว่า พ่อทั้งหลาย อาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งก็ต่ำ อาสนะที่พระสมณะแสนองค์นั่งก็ไม่มี วันนี้ ควรที่ท่านทั้งหลายจะกระทำพุทธสักการะให้โอฬาร ท่านทั้งหลายจงนำดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นจากเชิงเขามา.

เวลาที่กล่าวย่อมเป็นเหมือนเนิ่นนานแต่วิสัยของผู้มีฤทธิ์เป็นอจินไตย เพราะเหตุนั้น ดาบสเหล่านั้นจึงนำดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมา โดยกาลชั่วครู่เดียวเท่านั้น ตกแต่งอาสนะดอกไม้ประมาณโยชน์หนึ่งสำหรับพระพุทธเจ้า สำหรับพระอัครสาวกทั้งหลาย ๓ คาวุต สำหรับภิกษุที่เหลือต่างกันกึ่งโยชน์เป็นต้น สำหรับภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์ประมาณอุสภะเดียว.

เมื่อตกแต่งอาสนะเสร็จเรียบร้อยแล้ว สรทดาบสยืนประคองอัญชลีตรงพระพักตร์พระตถาคต แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอจงเสด็จขึ้นอาสนะดอกไม้นี้ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด.

(ครั้นกล่าวแล้ว จึงได้กล่าวเป็นคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า)

นานาปุบฺผํ จ คนฺธญฺจ สมฺปาเทตฺวาน เอกโต ปุบฺผาสนํ ปญฺญาเปตฺวา อิทํ วจนมพฺธรวึ ฯลฯ ข้าพระองค์ร่วมกันรวบรวมดอกไม้ต่างๆ และ

ของหอมมาตกแต่งอาสนะดอกไม้ ได้กราบทูลคำนี้ว่า

ข้าแต่พระผู้กล้าหาญ อาสนะนี้ตกแต่งไว้เพื่อพระองค์

เหมาะสมแก่พระองค์ ขอพระองค์จงยังจิตของข้าพระ

องค์ให้ผ่องใส ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้เถิด.

พระพุทธเจ้าได้ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้

ตลอดบนอาสนะดอกไม้ตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน ทำจิต

ของเราให้ผ่องใส ทำโลกพร้อมทั้งเทวดาให้ร่าเริง.

เมื่อพระศาสดาประทับนั่งอย่างนี้แล้ว พระอัครสาวกทั้งสองกับเหล่าภิกษุที่เหลือ ก็นั่งบนอาสนะอันถึงแล้วแก่ตนๆ สรทดาบสถือฉัตรดอกไม้ใหญ่ยืนกั้นเหนือพระเศียรพระตถาคต.

พระศาสดาทรงเข้านิโรธสมาบัติด้วยพระดำริว่า สักการะนี้จงมีผลมากแก่ชฎิลทั้งหลาย. พระอัครสาวกทั้งสองก็ดี ภิกษุที่เหลือก็ดี รู้ว่าพระศาสดาทรงเข้าสมาบัติก็พากันเข้าสมาบัติ. เมื่อพระตถาคตนั่งเข้านิโรธสมาบัติตลอด ๗ วัน.

พวกอันเตวาสิก เมื่อถึงเวลาภิกขาจาร ก็บริโภคมูลผลาหารของป่า ในเวลาที่เหลือก็ยืนประคองอัญชลีแด่พระพุทธเจ้า. ส่วนสรทดาบส แม้ภิกขาจารก็ไม่ไป ยับยั้งอยู่ด้วยปีติและสุขทั้ง ๗ วัน โดยทำนองที่ถือฉัตรดอกไม้อยู่นั่นแหละ.

พระศาสดาทรงออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ตรัสเรียกพระนิสภเถระอัครสาวกผู้นั่งอยู่ ณ เบื้องขวาว่า นิสภะ เธอจงทำบุปผาสนานุโมทนาแก่ดาบสทั้งหลายผู้กระทำสักการะ. พระเถระดีใจเหมือนทหารใหญ่ได้ลาภมากจากสำนักของพระเจ้าจักรพรรดิ ตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณ เริ่มอนุโมทนาเกี่ยวกับการถวายอาสนะดอกไม้. ในเวลาจบเทศนาของพระอัครสาวกนั้น จึงตรัสเรียกทุติยสาวกว่า ภิกษุ แม้เธอก็จงแสดงธรรม. ฝ่ายพระอโนมเถระพิจารณาพระไตรปิฎกพุทธวจนะมากล่าวธรรมกถา.

ด้วยเทศนาของพระอัครสาวกทั้งสอง แม้ชฎิลสักรูปหนึ่งก็ไม่ได้ตรัสรู้.

ลำดับนั้น พระศาสดาทรงดำรงอยู่ในพุทธวิสัยอันหาประมาณไม่ได้ ทรงเริ่มพระธรรมเทศนา. ในเวลาจบเทศนา เว้นสรทดาบส ชฎิลแม้ทั้งหมดจำนวน ๗๔,๐๐๐ รูปบรรลุพระอรหัต. พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ ตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้นเอง ผมและหนวดของชฎิล เหล่านั้นก็หายไป บริขาร ๘ ก็ได้สวมสอดเข้าในกายทันที.

ถามว่า เพราะเหตุไร สรทดาบสจึงไม่บรรลุพระอรหัต.

ตอบว่า เพราะมีจิตฟุ้งซ่าน.

ได้ยินว่า จำเดิมตั้งแต่เริ่มฟังเทศนาของพระอัครสาวกผู้นั่งบนอาสนะที่สองของพระพุทธเจ้า ผู้ตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณแสดงธรรมอยู่ สรทดาบสนั้นเกิดความคิดขึ้นว่า โอหนอ แม้เราก็ควรได้หน้าที่ที่พระสาวกนี้ได้ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้จะเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต. สรทดาบสนั้นไม่อาจทำให้แจ้งมรรคผล ก็เพราะความปริวิตกนั้น จึงถวายบังคมพระตถาคตแล้วยืนตรงพระพักตร์ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้นั่งบนอาสนะติดกับพระองค์ชื่อไร ในศาสนาของพระองค์.

พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุนี้ผู้ประกาศตามพระธรรมจักรที่เราประกาศแล้ว ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ แทงตลอดโสฬสปัญหา ชื่อว่านิสภเถระอัครสาวกในศาสนาของเรา.

สรทดาบส (ได้ฟังแล้ว) จึงได้ทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์กั้นฉัตรดอกไม้ตลอด ๗ วันกระทำสักการะนี้ใด ด้วยผลของสักการะนี้นั้น ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาเป็นท้าวสักกะหรือเป็นพรหมสักอย่างหนึ่ง แต่ในอนาคต ขอให้ข้าพระองค์พึงเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เหมือนพระนิสภเถระนี้.

พระศาสดาทรงส่งอนาคตังสญาณไปตรวจดูว่า ความปรารถนาของดาบสนี้จักสำเร็จไหมหนอ ก็ได้ทรงเห็นว่าล่วงไปหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปจะสำเร็จ ก็แหละครั้นทรงเห็นแล้ว จึงตรัสกะสรทดาบสว่า ความปรารถนาอันนี้ของท่านจักไม่เป็นของเปล่า แต่ในอนาคตล่วงไปหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม จักอุบัติขึ้นในโลก จักมีพระพุทธมารดานามว่ามหามายาเทวี จักมีพระพุทธบิดานามว่าสุทโธทนมหาราช จักมีพระโอรสนามว่าราหุล จักมีพระอุปัฏฐากนามว่าอานนท์ จักมีพระทุติยสาวกนามว่าโมคคัลลานะ ส่วนตัวท่านจักเป็นพระอัครสาวกของพระโคดมนั้น นามว่าพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร.

ครั้นทรงพยากรณ์ดาบสนั้นอย่างนี้แล้วตรัสธรรมกถา มีภิกษุสงฆ์เป็นบริวารเสด็จเหาะไปทางอากาศ.

ฝ่ายสรทดาบสไปยังสำนักของพระเถระผู้เคยเป็นอันเตวาสิก แล้วให้ส่งข่าวแก่สิริวัฑฒกุฏุมพีผู้เป็นสหายว่า ท่านผู้เจริญ ท่านจงบอกสหายของข้าพเจ้าว่า สรทดาบสผู้สหายของท่าน ปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้าผู้จะเสด็จอุบัติในอนาคต ณ ที่ใกล้บาทมูลของพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า ส่วนท่านจงปรารถนาตำแหน่งทุติยสาวกเถิด ก็แหละครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ไปโดยครู่เดียวก่อนหน้าพระเถระทั้งหลาย ได้ยืนอยู่ที่ประตูนิเวศน์ของสิริวัฑฒกุฏุมพี

สิริวัฑฒกุฏุมพีปราศัยว่า นานหนอ พระผู้เป็นเจ้าจะได้มา แล้วให้นั่งบนอาสนะ ส่วนตนนั่งบนอาสนะตัวที่ต่ำกว่าถามว่า ก็อันเตวาสิกบริษัทของท่านไม่ปรากฏหรือขอรับ.

สรทดาบสกล่าวว่า เจริญพร สหาย พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าเสด็จมาในอาศรมของพวกอาตมภาพๆ ได้กระทำสักการะแด่พระองค์ท่านตามกำลังของตนๆ พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ดาบสทั้งหมด ในเวลาจบเทศนา ดาบสที่เหลือบรรลุพระอรหัต เว้นอาตมภาพ.

สิริวัฑฒกุฏุมพีถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่บวช.

สรทดาบสกล่าวว่า อาตมภาพเห็นพระนิสภเถระอัครสาวกของพระศาสดาแล้ว จึงได้ปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกในศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม ผู้จะเสด็จอุบัติในอนาคต. แม้ตัวท่านก็จงปรารถนาตำแหน่งทุติยสาวกในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเถิด.

สิริวัฑฒกุฏุมพีกล่าวว่า ท่านขอรับ กระผมไม่มีความคุ้นเคยกับพระพุทธเจ้า.

สรทดาบสกล่าวว่า การกราบทูลกับพระพุทธเจ้า จงเป็นภาระของอาตมภาพ ท่านจงตระเตรียมอธิการ (สักการะอันยิ่งยวด) ไว้เถิด.

สิริวัฑฒกุฏุมพีฟังคำของสรทดาบสแล้ว จึงให้ปรับสถานที่ประมาณ ๘ กรีส ด้วยไม้วัดหลวงให้มีพื้นที่เสมอกัน ณ สถานที่ในนิเวศน์ของตน แล้วให้เกลี่ยทรายโปรยดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ ๕ ให้สร้างมณฑปมุงด้วยดอกอุบลขาบ ตกแต่งพุทธอาสน์ จัดอาสนะสำหรับพระภิกษุแม้ที่เหลือ เตรียมเครื่องสักการะสัมมานะใหญ่โต แล้วให้สัญญาณแก่สรทดาบสเพื่อทูลนิมนต์พระพุทธเจ้า.

ดาบสได้ฟังคำของสิริวัฑฒกุฏุมพีนั้นแล้ว จึงพาภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ไปยังนิเวศน์ของสิริวัฑฒกุฏุมพีนั้น.

สิริวัฑฒกุฏุมพีกระทำการรับเสด็จ รับบาตรจากพระหัตถ์ของพระตถาคต นิมนต์ให้เสด็จเข้าไปยังมณฑป ถวายน้ำทักษิโณทกแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ผู้นั่ง ณ อาสนะที่ตกแต่งไว้แล้ว เลี้ยงดูด้วยโภชนะอันประณีต ในเวลาเสร็จภัตกิจ ให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ครองผ้าอันควรค่ามาก แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความริเริ่มนี้ เพื่อต้องการฐานะอันมีประมาณเล็กน้อยก็หามิได้ ขอพระองค์ทรงกระทำความอนุเคราะห์ตลอด ๗ วัน โดยทำนองนี้แหละ.

พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว.

สิริวัฑฒกุฏุมพีนั้นยังมหาทานให้เป็นไปไม่ขาดสายตลอด ๗ วันโดยทำนองนั้นนั่นแหละ แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ายืนประคองอัญชลี กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญสรทดาบสสหายของข้าพระองค์ปรารถนาว่า ขอให้เป็นอัครสาวกของพระศาสดาองค์ใด ข้าพระองค์ขอเป็นทุติยสาวกของพระศาสดาองค์นั้นเหมือนกัน.

พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตทรงเห็นว่าความปรารถนาของเขาสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่า ล่วงไปหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปจากภัทรกัปนี้ไป ท่านจักเป็นทุติยสาวกของพระโคดมพุทธเจ้า. สิริวัฑฒกุฏุมพีได้ฟังคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นผู้ยินดีร่าเริง.

ฝ่ายพระศาสดาทรงทำภัตตานุโมทนาแล้ว พร้อมทั้งบริวารเสด็จกลับไปยังพระวิหาร.

จำเดิมแต่นั้นมา สิริวัฑฒกุฏุมพีกระทำกรรมงามตลอดชีวิตแล้วบังเกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร ในวารจิตที่สอง. สรทดาบสเจริญพรหมวิหาร ๔ ได้บังเกิดในพรหมโลก.

จำเดิมแต่นั้นมา ท่านไม่พูดถึงกรรมในระหว่างแม้ของท่านทั้งสองนี้.

ก็ก่อนแต่การเสด็จบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนั่นแล สรทดาบสถือปฏิสนธิในครรภ์ของสารีพราหมณีในบ้านอุปติสสคาม ไม่ไกลกรุงราชคฤห์. ก็ในวันนั้นแหละ แม้สหายของสรทดาบสนั้นก็ถือปฏิสนธิในครรภ์ของโมคคัลลีพราหมณี ในบ้านโกลิตคามอันไม่ไกลกรุงราชคฤห์เหมือนกัน.

ได้ยินว่า ตระกูลแม้ทั้งสองนั้นได้เป็นสหายเกี่ยวเนื่องกันมา ๗ ชั่วตระกูลทีเดียว. ญาติทั้งหลายได้ให้การบริหารครรภ์แก่คนแม้ทั้งสองนั้นในวันเดียวกัน ได้นำแม่นม ๖๖ คนเข้าไปให้แก่คนทั้งสองนั้น แม้ผู้ซึ่งเกิดแล้ว เมื่อล่วงไป ๑๐ เดือน. ในวันตั้งชื่อ ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อบุตรของสารีพราหมณีว่าอุปติสสะ เพราะเป็นบุตรของหัวหน้าตระกูลในบ้านอุปติสสคาม ตั้งชื่อบุตรนอกนี้ว่าโกลิตะ เพราะเป็นบุตรของหัวหน้าตระกูลในบ้านโกลิตคาม.

คนแม้ทั้งสองนั้นเจริญวัยขึ้นก็สำเร็จศิลปศาสตร์ทุกอย่าง.

ในเวลาไปยังแม่น้ำหรืออุทยานเพื่อจะเล่น อุปติสสมาณพมีวอทอง ๕๐๐ วอเป็นเครื่องแห่แหน โกลิตมาณพมีรถเทียมม้าอาชาไนย ๕๐๐ คันเป็นเครื่องแห่แหน ชนแม้ทั้งสองมีมาณพคนละ ๕๐๐ เป็นบริวาร.

ก็ในกรุงราชคฤห์มีมหรสพบนยอดเขาเป็นประจำปี. ชนทั้งหลายผูกเตียงไว้ในที่เดียวกัน สำหรับมาณพแม้ทั้งสองนั้น แม้มาณพทั้งสองก็นั่งรวมกันดูมหรสพ ร่าเริงในฐานะที่ควรร่าเริง สังเวชในฐานะที่ควรสังเวช ตกรางวัลในฐานะที่ควรตกรางวัล.

วันหนึ่ง เมื่อชนทั้งสองนั้นดูมหรสพโดยทำนองนี้แหละ มิได้มีความร่าเริงในฐานะที่ควรร่าเริง สังเวชในฐานะที่ควรสังเวช หรือตกรางวัลในฐานะที่ควรตกรางวัล เพราะญาณแก่กล้าแล้ว. ก็ชนแม้ทั้งสองต่างคิดอย่างนี้ว่า มีอะไรที่เราจะควรดูในมหรสพนี้ คนเหล่านี้แม้ทั้งหมดยังไม่ถึง ๑๐๐ ปี ต่างก็จะล้มหายตายจากกันไป ก็เราทั้งหลายควรแสวงหาโมกขธรรมสักอย่างหนึ่งดังนี้ แล้วนั่งนึกเอาเป็นอารมณ์อยู่.

ลำดับนั้น โกลิตะกล่าวกะอุปติสสะว่า เพื่อนอุปติสสะ ท่านไม่สนุกร่าเริงเหมือนวันก่อนๆ ใจลอย ท่านคิดอะไรหรือ. อุปติสสะกล่าวว่า เพื่อนโกลิตะ เรานั่งคิดถึงเรื่องนี้อยู่ว่า ในการดูของคนเหล่านี้ ไม่มีแก่นสารเลย การดูนี้ไม่มีประโยชน์ ควรแสวงหาธรรมเครื่องหลุดพ้นสำหรับตน ก็ท่านเล่า เพราะเหตุไรจึงใจลอย แม้โกลิตะนั้นก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน.

ครั้นอุปติสสะรู้ว่าโกลิตะนั้นมีอัชฌาศัยอย่างเดียวกับตน จึงกล่าวอย่างนี้ว่า สิ่งที่เราแม้ทั้งสองคิดเป็นการคิดที่ดี เมื่อจะแสวงหาโมกขธรรม ควรจะได้การบวชสักอย่างหนึ่งดังนั้น พวกเราจักบวชในสำนักใคร.

ก็สมัยนั้น สัญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ พร้อมกับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่. มาณพทั้งสองนั้นตกลงว่า จักบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชกนั้น จึงบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชกพร้อมกับมาณพ ๕๐๐ คน. จำเดิมแต่กาลที่มาณพทั้งสองนั้นบวชแล้ว สัญชัยปริพาชกได้ลาภได้ยศเหลือหลาย.

มาณพทั้งสองนั้นเรียนจบลัทธิของสัญชัยปริพาชกทั้งหมด โดย ๒-๓ วันเท่านั้นแล้วถามว่า ท่านอาจารย์ ลัทธิอันเป็นความรู้ของท่านมีเท่านี้ หรือมียิ่งขึ้นไปอีก.

สัญชัยปริพาชกกล่าวว่า มีเท่านี้แหละ พวกท่านรู้หมดแล้ว.

มาณพเหล่านั้นฟังถ้อยคำของสัญชัยปริพาชกนั้นแล้ว คิดกันว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของสัญชัยปริพาชกนี้ก็ไม่มีประโยชน์ พวกเราออกบวชก็เพื่อแสวงหาโมกขธรรม พวกเราไม่อาจให้เกิดขึ้นในสำนักของสัญชัยปริพาชกนี้ ก็ชมพูทวีปใหญ่โต พวกเราเที่ยวไปยังคาม นิคมและราชธานี จักได้อาจารย์สักท่านหนึ่งผู้แสวงโมกขธรรมได้เป็นแน่.

จำเดิมแต่นั้น มาณพทั้งสองนั้นได้ฟังว่าสมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต มีอยู่ ณ ที่ใดๆ ก็ไป ณ ที่นั้นๆ กระทำการสนทนาปัญหา. ปัญหาที่มาณพทั้งนั้นถามแล้ว คนอื่นๆ ไม่มีความสามารถที่จะแก้ได้. แต่มาณพทั้งสองนั้นแก้ปัญหาของคนเหล่านั้นได้. มาณพทั้งสองนั้นเที่ยวสอบไปทั่วชมพูทวีป ด้วยอาการอย่างนี้ แล้วกลับมาที่อยู่เดิมของตน ได้ทำกติกากันว่า เพื่อนโกลิตะ ผู้ใดบรรลุอมตะก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่กัน.

ก็สมัยนั้น พระศาสดาของเราทั้งหลายบรรลุพระปรมาภิสัมโพธิญาณแล้วประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จถึงกรุง ราชคฤห์โดยลำดับ.

ครั้งนั้น พระอัสสชิเถระในจำนวนภิกษุปัญจวัคคีย์ ในระหว่างภิกษุทั้งหลายที่ทรงส่งไปประกาศคุณของพระรัตนตรัยว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก ดังนี้ ในสมัยที่กล่าวว่า พระอรหันต์ ๖๑ องค์อุบัติขึ้นแล้วในโลก ดังนี้ ท่านหวนกลับมายังกรุงราชคฤห์ ในวันรุ่งขึ้น ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์แต่ เช้าตรู่.

สมัยนั้น อุปติสสปริพาชกทำภัตกิจแต่เช้ามืดแล้วเดินไปอารามปริพาชก ได้เห็นพระเถระจึงคิดว่า ชื่อว่าบรรพชิตเห็นปานนี้ เราไม่เคยเห็นเลย ภิกษุนี้คงจะเป็นภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในบรรดาภิกษุผู้เป็นอรหันต์ หรือผู้บรรลุอรหัตตมรรคในโลก ถ้ากระไร เราควรเข้าไปหาภิกษุนี้แล้วถามปัญหาว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านบวชจำเพาะใคร หรือใครเป็นศาสดาของท่าน หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร.

ลำดับนั้น เขาได้มีความคิดว่า มิใช่กาลที่จะถามปัญหากะภิกษุนี้ๆ เข้าไปยังละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ไฉนหนอเราพึงติดตามภิกษุนี้ไปข้างหลังๆ เพราะการติดตามภิกษุนี้ไปนั้น เป็นทางที่ผู้ต้องการเข้าไปรู้แล้ว. อุปติสสปริพาชกเห็นพระเถระได้บิณฑบาตแล้วไปยังโอกาสแห่งหนึ่ง และรู้ว่าพระเถระนั้นต้องการจะนั่ง จึงได้ลาดตั่งปริพาชกของตนถวาย แม้ในเวลาเสร็จภัตกิจ ก็ได้ถวายน้ำในคณโฑน้ำของตนแก่พระเถระนั้น กระทำอาจริยวัตรอย่างนี้แล้วกระทำปฏิสันถารอ่อนหวาน กับพระเถระผู้กระทำภัตกิจเสร็จ แล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ทั้งหลายของท่านผ่องใสนักแล ฉวีวรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้มีอายุ ท่านบวชจำเพาะใคร หรือใครเป็นศาสดาของท่าน หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร.

พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ พระมหาสมณะศากยบุตรออกบวชจากศากยตระกูลมีอยู่ เราบวชจำเพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น และพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น.

ลำดับนั้น อุปติสสปริพาชกจึงถามพระเถระนั้นว่า ก็พระศาสดาของท่านผู้มีอายุมีวาทะอย่างไร กล่าวอย่างไร. พระเถระคิดว่า ธรรมดาปริพาชกทั้งหลายนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา เราจักแสดงความลึกซึ้งในพระศาสนาแก่ปริพาชกนี้ เมื่อจะถ่อมตนว่าเรายังเป็นผู้ใหม่จึงกล่าวว่า ผู้มีอายุ เราแลเป็นผู้ใหม่บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่มาสู่พระวินัยนี้ เราไม่อาจแสดงธรรมโดยพิสดารได้ก่อน.

ปริพาชกคิดว่า เราชื่อว่าอุปติสสะ ท่านจงกล่าวน้อยหรือมากตามความสามารถ การแทงตลอดธรรมนั่นด้วยร้อยนับพันนัย เป็นภาระของเรา จึงกล่าวว่า

อปฺปํ วา พหุํ วา ภาสสฺสุ อตฺถํเยว เม พฺรูหิ

อตฺเถเนว เม อตฺโถ กึ กาหสิ พฺยญฺชนํ พหุํ

ท่านจงกล่าวเถิด น้อยก็ตามมากก็ตาม จงกล่าวเฉพาะ

แต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความเท่านั้น.

ท่านจะทำพยัญชนะให้มากไปทำไม.

เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้ว พระเถระจึงกล่าวคาถาว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา (ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด) ดังนี้เป็นต้น. ปริพาชกฟังเฉพาะ ๒ บทแรกเท่านั้นก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคอันสมบูรณ์ด้วยนัยพันหนึ่ง ทำ ๒ บทหลังให้จบลงในเวลาเป็นพระโสดาบันแล้ว.

ปริพาชกนั้นได้เป็นพระโสดาบันแล้ว เมื่อคุณวิเศษชั้นสูงยังไม่เกิด จึงกำหนดว่าเหตุในคำสอนนี้จักมี จึงกล่าวกะพระเถระว่า ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าขยายธรรมเทศนาให้สูงไป คำมีประมาณเท่านี้แหละพอแล้ว พระศาสดาของเราทั้งหลายประทับอยู่ที่ไหน.

พระเถระบอกว่า ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน.

ปริพาชกกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงล่วงหน้าไปก่อน กระผมมีสหายอยู่คนหนึ่ง และได้ทำกติกากันไว้ว่า ผู้ใดบรรลุอมตะก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่กัน กระผมจักเปลื้องปฏิญญาข้อนั้น แล้วพาสหายไปยังสำนักของพระศาสดา ตามทางที่ท่านไปนั่นแหละ แล้วหมอบลงแทบเท้าพระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กระทำประทักษิณ ๓ ครั้ง แล้วส่งพระเถระไป. ส่วนตนก็เดินมุ่งตรงไปยังอารามของปริพาชก

โกลิตปริพาชกเห็นอุปติสสปริพาชกเดินมาแต่ไกล คิดว่า วันนี้สหายเรามีสีหน้าไม่เหมือนวันก่อนๆ เขาจักได้บรรลุอมตะแน่แท้ จึงถามถึงการบรรลุอมตะ. แม้อุปติสสปริพาชกนั้นก็ได้ปฏิญญาแก่โกลิตปริพาชกนั้นว่า ผู้มีอายุ เราบรรลุอมตะแล้ว จึงได้กล่าวคาถานั้นนั่นแหละ.

ในเวลาจบคาถา โกลิตะตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วกล่าวว่า สหาย ได้ยินว่าพระศาสดาประทับอยู่ที่ไหน.

อุปติสสะกล่าวว่า สหาย นัยว่าพระศาสดาประทับอยู่ในพระเวฬุวัน. พระอัสสชิเถระอาจารย์ของพวกเราบอกอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

โกลิตะกล่าวว่า สหาย ถ้าอย่างนั้น มาเถิด พวกเราจักเฝ้าพระศาสดา.

ธรรมดาว่าพระสารีบุตรเถระนี้เป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ในกาลทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวกะโกลิตมาณพผู้สหายอย่างนี้ว่า สหาย เราจักบอกอมตะที่เราบรรลุ แม้แก่สัญชัยปริพาชกอาจารย์ของเรา ท่านรู้อยู่ก็จักแทงตลอด เมื่อไม่แทงตลอด เชื่อพวกเราก็จักไปยังสำนักของพระศาสดา ฟังธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วจักกระทำการแทงตลอดมรรคผล.

แต่นั้น ชนแม้ทั้งสองไปยังสำนักของสัญชัยกล่าวว่า อาจารย์ขอรับ ท่านจักทำอย่างไร พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก พระธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว มาเถิด พวกเราจักเฝ้าพระทศพล. สัญชัยปริพาชกกล่าวว่า พูดอะไร พ่อ แล้วห้ามชนทั้งสองแม้นั้น แสดงแต่การได้ลาภอันเลิศและยศอันเลิศเท่านั้น แก่ชนทั้งสองนั้น.

ชนทั้งสองนั้นกล่าวว่า การอยู่เป็นอันเตวาสิกเห็นปานนี้ของข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นประจำไปทีเดียว จงยกเสียเถิด แต่ท่านจงรู้ตัวท่านว่าจะไปหรือไม่ไป. สัญชัยปริพาชกรู้ว่า ชนเหล่านี้รู้ความต้องการมีประมาณเท่านี้แล้ว จักไม่เชื่อถือคำพูดของเรา จึงกล่าวว่า ไปเถิดพ่อทั้งหลาย เราไม่อาจอยู่เป็นอันเตวาสิก (ของคนอื่น) ในคราวเป็นคนแก่.

ชนทั้งสองนั้นไม่อาจให้สัญชัยปริพาชกนั้นเข้าใจด้วยเหตุแม้เป็นอันมาก จึงได้พาชนผู้ประพฤติตามโอวาทของตนไปยังพระเวฬุวัน. ครั้งนั้น ในบรรดาอันเตวาสิก ๕๐๐ คนของชนทั้งสองนั้น ๒๕๐ คนกลับ อีก ๒๕๐ คนได้ไปกับชนทั้งสองนั้น.

พระศาสดากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔ ทรงเห็นชนเหล่านั้นแต่ไกล จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ภิกษุทั้งหลาย สหาย ๒ คนนั้นคือโกลิตะและอุปติสสะกำลังเดินมา คู่สาวกนี้แหละจักเป็นคู่สาวกที่เลิศที่เจริญ.

ครั้นแล้วทรงขยายพระธรรมเทศนา เนื่องด้วยจริยาแห่งบริษัทของ ๒ สหายนั้น. เว้นพระอัครสาวกทั้งสอง ปริพาชก ๒๕๐ คนแม้ทั้งหมดนั้นบรรลุพระอรหัต พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด. ผมและหนวดของปริพาชกเหล่านั้นหายไป บาตรและจีวรอันล้วนแล้วด้วยฤทธิ์ก็ได้มีมาแม้แก่พระอัครสาวกทั้งสองด้วย แต่กิจด้วยมรรคทั้ง ๓ เบื้องสูงยังไม่สำเร็จ.

เพราะเหตุไร? เพราะสาวกบารมีญาณเป็นของใหญ่.

ครั้นในวันที่ ๗ ตั้งแต่วันบวช ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปอาศัยบ้านกัลลวาลคามแคว้นมคธ กระทำสมณธรรมอยู่ เมื่อถูกถีนมิทธะครอบงำ พระศาสดาทรงทำให้สังเวชใจ บรรเทาถีนมิทธะเสียได้ กำลังฟังธาตุกรรมฐานที่พระตถาคตประทานอยู่ทีเดียว ทำกิจแห่งมรรค ๓ เบื้องสูงให้สำเร็จถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ.

แม้พระสารีบุตรเถระล่วงเลยเวลาไปครึ่งเดือนตั้งแต่วันบวช เข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์นั้นนั่นแหละอยู่ในถ้ำสุกรขาตา กับพระศาสดา เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลานของตน ได้ส่งญาณไปตามกระแสพระสูตร ก็ได้บรรลุถึงที่สุดสาวกบารมีญาณ เหมือนบริโภคข้าวที่คดไว้เพื่อคนอื่น ส่วนหลานของท่านตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ในเวลาจบเทศนา.

ดังนั้น เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์นั่นแล กิจแห่งสาวกบารมีญาณของพระอัครสาวกแม้ทั้งสองได้ถึงที่สุดแล้ว.

ก็ในเวลาต่อมาอีก พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวัน ได้ทรงสถาปนาพระมหาสาวกแม้ทั้งสองไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า สารีบุตรเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามาก มหาโมคคัลลานะเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์มาก ดังนี้.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๒-๓ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๔ ประวัติพระมหากัสสปเถระ

ในสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

ในบทว่า ธุตวาทานํ นี้ พึงทราบธุตบุคคล (บุคคลผู้กำจัดกิเลส) ธุตวาทะ (การสอนเรื่องการกำจัดกิเลส) ธุตธรรม (ธรรมเครื่องกำจัดกิเลส) ธุดงค์ (องค์ของผู้กำจัดกิเลส).

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธุโต ได้แก่ บุคคลผู้กำจัดกิเลสหรือธรรมอันกำจัดกิเลส.

ก็ในบทว่า ธุตวาโท นี้ (พึงทราบว่า)

มีบุคคลผู้กำจัดกิเลส ไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส ๑

มีบุคคลผู้ไม่กำจัดกิเลสแต่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส ๑

มีบุคคลผู้ไม่กำจัดกิเลส ทั้งไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส ๑

มีบุคคลผู้ทั้งกำจัดกิเลสและมีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส ๑.

ในบรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลใดกำจัดกิเลสของตนด้วยธุดงค์ แต่ไม่โอวาท ไม่อนุศาสน์คนอื่นด้วยธุดงค์เหมือนพระพักกุลเถระ บุคคลนี้ชื่อว่าผู้กำจัดกิเลสแต่ไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส เหมือนดังท่านกล่าวว่า คือท่านพระพักกุละเป็นผู้กำจัดกิเลส แต่ไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส.

ก็บุคคลใดไม่กำจัดกิเลสของตนด้วยธุดงค์ แต่โอวาทอนุศาสน์ คนอื่นด้วยธุดงค์อย่างเดียว เหมือนพระอุปนันทเถระ ก็บุคคลนี้ชื่อว่าไม่เป็นผู้กำจัดกิเลส แต่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส เหมือนดังท่านกล่าวว่า คือท่านพระอุปนันทะศากยบุตร ไม่เป็นผู้กำจัดกิเลส แต่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส.

ก็บุคคลใดไม่กำจัดกิเลสของตนด้วยธุดงค์ ไม่โอวาท ไม่อนุศาสน์คนอื่นด้วยธุดงค์ เหมือนพระโลลุทายีเถระ ก็บุคคลนี้ชื่อว่าไม่เป็นผู้กำจัดกิเลส (และ) ไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส เหมือนดังท่านกล่าวว่า คือท่านพระมหาโลลุทายีไม่เป็นผู้กำจัดกิเลส ไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส.

ส่วนบุคคลใดสมบูรณ์ด้วยการกำจัดกิเลสและมีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส เหมือนพระมหากัสสปเถระ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้กำจัดกิเลสและมีการสอนเรื่องกำจัดกิเลสเหมือนดังท่านกล่าวว่า คือ ท่านพระมหากัสสปะเป็นผู้กำจัดกิเลสและมีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส ดังนี้.

บทว่า ธุตธมฺมา เวทิตพฺพา ความว่า ธรรม ๕ ประการอันเป็นบริวารของธุดงคเจตนาเหล่านี้ คือ ความเป็นผู้มักน้อย ๑ ความเป็นผู้สันโดษ ๑ ความเป็นผู้ขัดเกลา ๑ ความเป็นผู้สงัด ๑ ความเป็นผู้มีสิ่งนี้ ๑.

ชื่อว่าธรรมเครื่องกำจัดกิเลส เพราะพระบาลีว่า อปฺปิจฺฉํเยว นิสฺสาย (อาศัยความมักน้อยเท่านั้น) ดังนี้เป็นต้น.

ในธรรม ๕ ประการนั้น ความมักน้อยและความสันโดษเป็นอโลภะ. ความขัดเกลาและความวิเวกจัดเข้าในธรรม ๒ ประการ คืออโลภะและอโมหะ. ความเป็นผู้มีสิ่งนี้คือญาณนั่นเอง.

บรรดาอโลภะและอโมหะเหล่านั้น กำจัดความโลภในวัตถุที่ต้องห้ามด้วยอโลภะ กำจัดโมหะอันปกปิดโทษในวัตถุที่ต้องห้ามเหล่านั้นแหละด้วยอโมหะ.

อนึ่ง กำจัดกามสุขัลลิกานุโยคอันเป็นไปโดยมุข คือการซ่องเสพสิ่งที่ทรงอนุญาต ด้วยอโลภะ กำจัดอัตตกิลมถานุโยคอันเป็นไปโดยมุข คือการขัดเกลายิ่งในธุดงค์ทั้งหลาย ด้วยอโมหะ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านี้พึงทราบว่าธรรมเครื่องกำจัดกิเลส.

บทว่า ธุตงฺคานิ เวทิตพฺพานิ ความว่า พึงทราบธุดงค์ ๑๓ คือ ปังสุกูลิกังคะ (องค์ของภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร) ฯลฯ เนสัชชิกังคะ (องค์ของภิกษุผู้ถือการนั่งเป็นวัตร).

บทว่า ธุตวาทานํ ยทิทํ มหากสฺสโป ความว่า ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะในระหว่างภิกษุผู้สอนธุดงค์ว่า มหากัสสปเถระนี้เป็นยอด.

บทว่า มหากสฺสโป ความว่า ท่านกล่าวว่า ท่านพระมหากัสสปะองค์นี้ เพราะเทียบกับพระเถระเล็กน้อยเหล่านี้ คือ พระอุรุเวลกัสสปะ พระนทีกัสสปะ พระคยากัสสปะ พระกุมารกัสสปะ.

ในปัญหากรรม แม้ของพระมหากัสสปะนี้มีเรื่องที่กล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้ :-

ได้ยินว่า ในอดีตกาล ปลายแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ อุบัติขึ้นในโลก เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปอาศัยกรุงหงสวดี ประทับอยู่ในเขมมฤคทายวัน.

กุฏุมพีนามว่าเวเทหะ มีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ บริโภคอาหารดีแต่เช้าตรู่ อธิษฐานองค์อุโบสถ ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปพระวิหารบูชาพระศาสดา ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

ขณะนั้น พระศาสดาทรงสถาปนาสาวกองค์ที่ ๓ นามว่ามหานิสภเถระ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิสภะเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้สอนธุดงค์.

อุบาสกฟังพระดำรัสนั้นแล้วเลื่อมใสเวลาจบธรรมกถา มหาชนลุกไปแล้ว จึงถวายบังคมพระศาสดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงรับภิกษาของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้.

พระศาสดาตรัสว่า อุบาสก ภิกษุสงฆ์มากนะ. อุบาสกทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุสงฆ์มีประมาณเท่าไร? พระศาสดาตรัสว่า มีประมาณหกล้านแปดแสนองค์. อุบาสกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงรับภิกษา แม้แต่สามเณรรูปเดียวก็อย่าเหลือไว้ในวิหาร.

พระศาสดาทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ. อุบาสกรู้ว่าพระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว จึงไปเรือนตระเตรียมมหาทานในวันรุ่งขึ้น ส่งให้คนไปกราบทูลเวลา (ภัตตาหาร) แด่พระศาสดา.

พระศาสดาทรงถือบาตรและจีวร มีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมไปยังเรือนของอุบาสก ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาแต่งไว้ถวาย. เวลาเสร็จหลั่งน้ำทักษิโณทก ทรงรับข้าวต้มเป็นต้น ได้ทรงสละข้าวสวย. แม้อุบาสกก็นั่งอยู่ที่ใกล้พระศาสดา.

ระหว่างนั้น พระมหานิสภเถระกำลังเที่ยวบิณฑบาต เดินไปยังถนนนั้นนั่นแหละ. อุบาสกเห็นจึงลุกขึ้นไปไหว้พระเถระแล้ว กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้บาตร. พระเถระได้ให้บาตร. อุบาสกกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอนิมนต์เข้าไปในเรือนนี้แหละ แม้พระศาสดาก็ประทับนั่งอยู่ในเรือน. พระเถระกล่าวว่า ไม่ควรนะ อุบาสก.

อุบาสกรับบาตรของพระเถระใส่บิณฑบาตเต็มแล้ว ได้นำออกไปถวาย. จากนั้นได้เดินส่งพระเถระไปแล้วกลับมานั่งในที่ใกล้พระศาสดา กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระมหานิสภเถระ แม้ข้าพระองค์กล่าวว่า พระศาสดาประทับอยู่ในเรือน ก็ไม่ปรารถนาจะเข้ามา พระมหานิสภเถระนั่นมีคุณยิ่งกว่าพระองค์หรือหนอ.

อันธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่มีวรรณมัจฉริยะ (ตระหนี่คุณความดีของคนอื่น).

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนอุบาสก เรานั่งคอยภิกษาอยู่ในเรือน แต่ภิกษุนั้นไม่นั่งคอยภิกษาในเรือนอย่างนี้ เราอยู่ในเสนาสนะชายบ้าน ภิกษุนั้นอยู่ในป่าเท่านั้น เราอยู่ในที่มุงบัง ภิกษุนั้นอยู่กลางแจ้งเท่านั้น ดังนั้น ภิกษุนั้นมีคุณนี้ๆ ตรัสประหนึ่งทำมหาสมุทรให้เต็มฉะนั้น.

อุบาสกแม้ตามปกติเป็นผู้เลื่อมใสดียิ่งอยู่แล้ว จึงเป็นประหนึ่งประทีปที่ลุกโพรงอยู่ (ซ้ำ) ถูกราดด้วยน้ำมันฉะนั้น คิดว่า ต้องการอะไรด้วยสมบัติอื่นสำหรับเรา เราจักกระทำความปรารถนา เพื่อต้องการความเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธุตวาทะ ในสำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต.

อุบาสกแม้นั้นจึงนิมนต์พระศาสดาอีก ถวายมหาทานทำนองนั้นนั่นแหละถึง ๗ วัน วันที่ ๗ ถวายไตรจีวรแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วหมอบกราบพระบาทของพระศาสดา กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ของข้าพระองค์ผู้ถวายมหาทาน ๗ วัน ข้าพระองค์จะปรารถนาสมบัติของเทวดา หรือสมบัติของท้าวสักกะ มารและพรหมสักอย่างหนึ่งก็หาไม่ ก็กรรมของข้าพระองค์นี้จงเป็นปัจจัยแก่ความเป็นยอดของภิกษุผู้ทรงธุดงค์ ๑๓ เพื่อต้องการถึงตำแหน่งที่พระมหานิสภเถระถึงแล้ว ในสำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต.

พระศาสดาทรงตรวจดูว่า ที่อุบาสกนี้ปรารถนาตำแหน่งใหญ่ จักสำเร็จหรือไม่หนอ ทรงเห็นว่าสำเร็จ จึงตรัสว่า ท่านปรารถนาอัครฐานอันใหญ่โต พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักอุบัติขึ้นในที่สุดแสนกัปในอนาคต ท่านจักเป็นพระสาวกที่ ๓ ของพระโคดมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามหากัสสปเถระ.

อุบาสกได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว คิดว่า ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ตรัสเป็นคำ ๒ จึงได้สำคัญสมบัตินั้นเหมือนดังจะได้ในวันพรุ่งนี้. อุบาสกนั้นดำรงอยู่ชั่วอายุ ถวายทานมีประการต่างๆ รักษาศีลกระทำกุศลกรรมนานัปประการ ตายไปในอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในสวรรค์. จำเดิมแต่นั้น เขาเสวยสมบัติทั้งในเทวดาและมนุษย์.

ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เมื่อพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอาศัยกรุงพันธุมดี ประทับอยู่ในมฤคทายวันอันเกษม ก็จุติจากเทวโลกไปเกิดในตระกูลพราหมณ์เก่าแก่ตระกูลหนึ่ง.

ก็ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามวิปัสสี ตรัสพระธรรมเทศนาทุกๆ ปีที่ ๗ ได้มีความโกลาหลใหญ่หลวง. เทวดาทั้งหลายทั่วชมพูทวีป ได้บอกพราหมณ์นั้นว่า พระศาสดาจักทรงแสดงธรรม. พราหมณ์ได้สดับข่าวนั้น.

พราหมณ์นั้นมีผ้านุ่งอยู่ผืนเดียว นางพราหมณีก็เหมือนกัน แต่ทั้งสองคนมีผ้าห่มอยู่ผืนเดียวเท่านั้น จึงปรากฏไปทั่วพระนครว่า เอกสาฎกพราหมณ์. เมื่อพวกพราหมณ์ประชุมกันด้วยกิจบางอย่าง ต้องให้นางพราหมณีอยู่บ้าน ตนเองไป. เมื่อ (ถึงคราว) พวกพราหมณีประชุมกัน ตนเองต้องอยู่บ้าน นางพราหมณีห่มผ้านั้นไป (ประชุม).

ก็ในวันนั้น พราหมณ์พูดกะพราหมณีว่า แม่มหาจำเริญ เธอจักฟังธรรมกลางคืนหรือกลางวัน. พราหมณีพูดว่า พวกฉันชื่อว่าเป็นหญิงแม่บ้าน ไม่อาจฟังกลางคืนได้ขอฟังกลางวันเถิด แล้วให้พราหมณ์อยู่เฝ้าบ้าน (ตนเอง) ห่มผ้านั้นไปตอนกลางวันพร้อมกับพวกอุบาสิกา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฟังธรรมแล้วกลับมาพร้อมกับพวกอุบาสิกา. ทีนั้น พราหมณ์ได้ให้พราหมณีอยู่บ้าน (ตนเอง) ห่มผ้านั้นไปวิหาร.

สมัยนั้น พระบรมศาสดาประทับนั่งบนธรรมาสน์ที่เขาตกแต่งไว้ท่ามกลางบริษัท ทรงจับพัดอันวิจิตร ตรัสธรรมกถาประหนึ่งทำสัตว์ให้ข้ามอากาศคงคา และประหนึ่งทรงกระทำเขาสิเนรุให้เป็นโม่กวนสาคร ฉะนั้น.

เมื่อพราหมณ์นั่งฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท ปีติ ๕ ประการเกิดขึ้นเต็มทั่วสรีระในปฐมยามนั่นเอง พราหมณ์นั้นดึงผ้าที่ตนห่มออกมาคิดว่า จักถวายพระทศพล. ครั้งนั้น ความตระหนี่ชี้โทษถึงพันประการเกิดขึ้นแก่พราหมณ์นั้นว่า พราหมณีกับเรามีผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้น ผ้าห่มผืนอื่นไรๆ ไม่มี ก็ธรรมดาว่าไม่ห่มก็ออกไปข้างนอกไม่ได้จึงตกลงใจไม่ต้องการถวายโดยประการทั้งปวง.

ครั้นเมื่อปฐมยามล่วงไป ปีติเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละเกิดขึ้นแก่พราหมณ์นั้น แม้ในมัชฌิมยาม พราหมณ์คิดเหมือนอย่างนั้นแล้วไม่ได้ถวายเหมือนเช่นนั้น.

ครั้นเมื่อมัชฌิมยามล่วงไป ปีติเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละเกิดขึ้นแก่พราหมณ์นั้นแม้ในปัจฉิมยาม. พราหมณ์นั้นคิดว่า เป็นไรเป็นกัน ค่อยรู้กันทีหลัง ดังนี้แล้วดึงผ้ามาวางแทบพระบาทพระบรมศาสดา. ต่อแต่นั้น ก็งอมือซ้ายเอามือขวาตบลง ๓ ครั้งแล้วบันลือขึ้น ๓ วาระว่า ชิตํ เม ชิตํ เม ชิตํ เม (เราชนะแล้วๆ).

สมัยนั้น พระเจ้าพันธุมราชประทับนั่งสดับธรรมอยู่ภายในม่านหลังธรรมาสน์ อันธรรมดาพระราชาไม่ทรงโปรดเสียงว่า ชิ ตํ เม ชิ ตํ เม จึงส่งราชบุรุษไปด้วยพระดำรัสว่า เธอจงไปถามพราหมณ์นั้นว่า เขาพูดทำไม.

พราหมณ์นั้นถูกราชบุรุษไปถาม จึงกล่าวว่า คนอื่นนอกจากข้าพเจ้า ขึ้นยานคือช้างเป็นต้น ถือดาบและโล่หนังเป็นต้น จึงได้ชัยชนะกองทัพข้าศึก ชัยชนะนั้น ไม่น่าอัศจรรย์ ส่วนเราได้ย่ำยีจิตตระหนี่แล้ว ถวายผ้าที่ห่มอยู่แด่พระทศพล เหมือนคนเอาค้อนทุบหัวโคโกงที่ตามมาข้างหลัง ทำให้มันหนีไป ชัยชนะของเรานั้นจึงน่าอัศจรรย์.

ราชบุรุษจึงไปกราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระราชา.

พระราชารับสั่งว่า พนาย พวกเราไม่รู้สิ่งที่สมควรแก่พระทศพล พราหมณ์รู้ จึงให้ส่งผ้าคู่หนึ่ง (ผ้านุ่งกับผ้าห่ม) ไปพระราชทาน.

พราหมณ์เห็นผ้าคู่นั้นแล้วคิดว่า พระราชานี้ไม่พระราชทานอะไรเป็นครั้งแรกแก่เราผู้นั่งนิ่งๆ เมื่อเรากล่าวคุณทั้งหลายของพระบรมศาสดาจึงได้พระราชทาน จะมีประโยชน์อะไรแก่เรากับผ้าคู่ที่อาศัยพระคุณของพระบรมศาสดาเกิดขึ้น จึงได้ถวายผ้าคู่แม้คู่นั้นแด่พระทศพลเสียเลย.

พระราชาตรัสถามว่า พราหมณ์ทำอย่างไร ทรงสดับว่า พราหมณ์ถวายผ้าคู่ แม้นั้นแด่พระตถาคตเท่านั้น จึงรับสั่งให้ส่งผ้าคู่ ๒ ชุดแม้อื่นไปพระราชทาน. พราหมณ์นั้นได้ถวายผ้าคู่ ๒ ชุดแม้นั้น. พระราชาทรงส่งผ้าคู่ ๔ ชุดแม้อื่นไปพระราชทาน ทรงส่งไปพระราชทานถึง ๓๒ คู่ด้วยประการอย่างนี้.

ลำดับนั้น พราหมณ์คิดว่า การทำดังนี้เป็นเหมือนให้เพิ่มขึ้นแล้วจึงจะรับเอา จึงถือเอาผ้า ๒ คู่ คือเพื่อประโยชน์แก่ตนคู่ ๑ เพื่อนางพราหมณีคู่ ๑ แล้วถวายเฉพาะพระทศพล ๓๐ คู่.

จำเดิมแต่นั้น พราหมณ์ก็ได้เป็นผู้สนิทสนมกับพระบรมศาสดา.

ครั้นวันหนึ่ง พระราชาทรงสดับธรรมในสำนักของพระบรมศาสดาในฤดูหนาว ได้พระราชทานผ้ากัมพลแดงสำหรับห่มส่วนพระองค์มีมูลค่าพันหนึ่งกะพราหมณ์ แล้วรับสั่งว่า จำเดิมแต่นี้ไป ท่านจงห่มผ้ากัมพลแดงผืนนี้ฟังธรรม. พราหมณ์นั้นคิดว่า เราจะประโยชน์อะไรกับผ้ากัมพลแดงนี้ที่จะน้อมนำเข้าไปในกายอันเปื่อยเน่านี้ จึงได้ทำเป็นเพดานเหนือเตียงของพระตถาคตในภายในพระคันธกุฎี แล้วก็ไป.

อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปพระวิหารแต่เช้าตรู่ ประทับนั่งในที่ใกล้พระบรมศาสดาในพระคันธกุฎี ก็ในขณะนั้น พระพุทธรัศมีมีพรรณ ๖ ประการกระทบที่ผ้ากัมพล ผ้ากัมพลก็บรรเจิดจ้าขึ้น พระราชาทอดพระเนตรเห็นก็จำได้จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้ากัมพลผืนนี้ของข้าพระองค์ๆ ให้เอกสาฎกพราหมณ์.

มหาบพิตร พระองค์บูชาพราหมณ์ พราหมณ์บูชาอาตมภาพ.

พระราชาทรงเลื่อมใสว่า พราหมณ์รู้สิ่งที่เหมาะที่ควร เราไม่รู้ จึงพระราชทานสิ่งที่เป็นของเกื้อกูลแก่มนุษย์ทุกอย่างๆ ละ ๘ ชนิด ๘ ครั้ง ให้เป็นของประทานชื่อว่า สัพพัฏฐกทาน แล้วทรงตั้งให้เป็นปุโรหิต. พราหมณ์นั้นคิดว่า ชื่อว่าของ ๘ ชนิด ๘ ครั้งก็เป็น ๖๔ ชนิด จึงตั้งสลากภัต ๖๔ ที่ให้ทาน รักษาศีลตลอดชีวิต จุติจากชาตินั้นไปเกิดในสวรรค์ จุติจากสวรรค์กลับมาเกิดในเรือนของกุฏุมพี ในกรุงพาราณสี ในระหว่างกาลของพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าโกนาคมน์และพระกัสสปทศพล ในกัปนี้ เขาเจริญวัยก็แต่งงานมีเหย้าเรือน วันหนึ่งเดินเที่ยวพักผ่อนไปในป่า.

ก็สมัยนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้ากระทำจีวรกรรม (คือการเย็บจีวร) อยู่ที่ริมแม่น้ำ ผ้าอนุวาต (ผ้าแผ่นบางๆ ที่ทาบไปตามชายสบงจีวรและสังฆาฏิ) ไม่พอจึงเริ่มจะพับเก็บ. เขาเห็นเข้าจึงกล่าวถามว่า เพราะอะไรจึงจะพับเก็บเสียเล่า เจ้าข้า. พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ผ้าอนุวาตไม่พอ. กุฏุมพีกล่าวว่า โปรดเอาผ้าสาฎกนี้ทำเถิด เจ้าข้า. เขาถวายผ้าสาฎกแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า ในที่ที่ข้าพเจ้าเกิดแล้วๆ ความเสื่อมไรๆ ขอจงอย่าได้มี.

ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปบิณฑบาตแม้ในเรือนของเขา ในเมื่อภรรยากับน้องสาวกำลังทะเลาะกัน.

ที่นั้น น้องสาวของเขาถวายบิณฑบาตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว กล่าวอย่างนี้มุ่งถึงภรรยาของเขา ตั้งความปรารถนาว่า ขอให้เราห่างไกลหญิงพาลเห็นปานนี้ร้อยโยชน์. ภรรยาของเขายืนอยู่ที่ลานบ้านได้ยินจึงคิดว่า พระรูปนี้จงอย่าได้ฉันอาหารที่นางคนนี้ถวาย จึงจับบาตรมาเทบิณฑบาตทิ้งแล้วเอาเปือกตมมาใส่จนเต็ม.

นางเห็นจึงกล่าวว่า หญิงพาลเจ้าจงด่าจงบริภาษเราก่อนเถิด การเทภัตตาหารจากบาตรของท่านผู้ได้บำเพ็ญบารมีมา ๒ อสงไขยเห็นปานนี้ แล้วใส่เปือกตมให้ไม่สมควรเลย.

ครั้งนั้น ภรรยาของเขาเกิดความสำนึกขึ้นได้จึงกล่าวว่า โปรดหยุดก่อนเจ้าข้า แล้วเทเปือกตมออกล้างบาตร ชโลมด้วยผงเครื่องหอมแล้วได้ใส่ของมีรสอร่อย ๔ อย่างเต็มบาตรแล้ววางถวายบาตรอันผุดผ่องด้วยเนยใส มีสีเหมือนกลีบปทุมอันลาดรดลงข้างบนในมือของพระปัจเจกพุทธเจ้า ตั้งความปรารถนาว่า สรีระของเราจงผุดผ่องเหมือนบิณฑบาตอันผุดผ่องนี้เถิด.

พระปัจเจกพุทธเจ้าอนุโมทนาแล้วเหาะขึ้นสู่อากาศ.

ผัวเมียแม้ทั้งสองนั้นดำรงอยู่ชั่วอายุแล้วไปเกิดบนสวรรค์ จุติจากสวรรค์นั้นอีกครั้ง อุบาสกเกิดเป็นบุตรเศรษฐีมีสมบัติ ๘๐ โกฏิในกรุงพาราณสี ในครั้งพระกัสสปทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝ่ายภรรยาเกิดเป็นธิดาของเศรษฐีเหมือนกัน เมื่อเขาเจริญวัย พวกญาติก็นำธิดาของเศรษฐีคนนั้นแหละมา.

ด้วยอานุภาพของกรรมซึ่งมีวิบากอันไม่น่าปรารถนาในชาติก่อน พอนาง (ถูกส่งตัว) เข้าไปยังตระกูลของสามี ทั่วทั้งสรีระเกิดกลิ่นเหม็นเหมือนส้วมที่เขาเปิดไว้ (ตั้งแต่ย่างเข้าไป) ภายในธรณีประตู. เศรษฐีกุมารถามว่า นี้กลิ่นของใคร ได้ฟังว่าของลูกสาวเศรษฐี จึงกล่าวว่า นำออกไปๆ แล้วส่งกลับไปเรือนตระกูล โดยทำนองที่มา นางถูกส่งกลับมาถึง ๗ แห่งโดยทำนองนี้นั่นแล.

ก็สมัยนั้น พระกัสสปทศพลเสด็จปรินิพพานแล้ว พุทธศาสนิกชนเริ่มก่อพระเจดีย์สูงโยชน์หนึ่งด้วยอิฐทองสีแดงทั้งหนาทั้งแน่น มีราคาก้อนละหนึ่งแสน. เมื่อเขากำลังสร้างพระเจดีย์กันอยู่ เศรษฐีธิดาคนนั้นคิดว่า เราต้องถูกส่งกลับถึง ๗ แห่งแล้ว จะประโยชน์อะไรกับชีวิตของเรา จึงให้ยุบสิ่งของเครื่องประดับตัว ทำอิฐทองยาวศอก กว้างคืบ สูง ๔ นิ้ว ต่อแต่นั้นถือก้อนหรดาลและมโนสิลา เก็บเอาดอกบัว ๘ กำไปยังสถานที่ที่สร้างพระเจดีย์.

ขณะนั้น แถวก้อนอิฐแถวหนึ่งก่อมาต่อกันขาดอิฐแผ่นต่อเชื่อม นางจึงพูดกับช่างว่า ท่านจงวางอิฐก้อนนี้ตรงนี้. นายช่างกล่าวว่า นางผู้เจริญ ท่านมาได้เวลา จงวางเองเถิด.

____________________________

ปาฐะว่า อิฏฺฐกา สนฺธึ ปริกฺขิปิตฺวา พม่าเป็น อิฏฺฐกาปนฺติ ปริกฺขิปิตฺวา แปลตามพม่า.

นางจึงขึ้นไปเอาน้ำมันผสมกับหรดาลและมโนสิลาวางอิฐติดอยู่ได้ด้วยเครื่องยึดนั้น แล้วบูชาด้วยดอกอุบล ๘ กำมือข้างบน (อิฐ) ไหว้แล้วตั้งความปรารถนาว่า ในที่ที่เราเกิดกลิ่นจันทน์จงฟุ้งออกจากตัว กลิ่นอุบลจงฟุ้งออกจากปาก แล้วไหว้พระเจดีย์ ทำประทักษิณแล้วกลับไป.

ครั้นแล้วในขณะนั้นเอง เศรษฐีบุตรก็เกิดสติปรารภถึงเศรษฐีธิดาที่เขานำมาเรือนครั้งแรก. แม้ในพระนครก็มีนักขัตฤกษ์เสียงกึกก้อง เขาจึงพูดกับคนรับใช้ว่า คราวนั้น เขานำเศรษฐีธิดามาในที่นี้ นางอยู่ที่ไหน. คนรับใช้กล่าวว่า อยู่ที่เรือนตระกูลขอรับ นายท่าน. เศรษฐีบุตรกล่าวว่า พวกท่านจงพามา เราจักเล่นนักขัตฤกษ์กับนาง. พวกคนรับใช้ไปไหว้นางแล้ว ยืนอยู่ถูกนางถามว่า พ่อทั้งหลายมาทำไมกัน จึงบอกเรื่องราวที่มานั้น.

นางกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย เราเอาเครื่องอาภรณ์บูชาพระเจดีย์เสียแล้ว เราไม่มีเครื่องอาภรณ์. คนรับใช้เหล่านั้นจึงไปบอกแก่บุตรเศรษฐี. บุตรเศรษฐีกล่าวว่า จงนำมาเถอะ นางจักได้เครื่องประดับนั้น พวกเขาจึงไปนำนางมา กลิ่นจันทน์และกลิ่นอุบลขาบฟุ้งไปทั่วเรือนพร้อมกับที่นางเข้าไปในเรือน. บุตรเศรษฐีจึงถามนางว่า ครั้งแรก กลิ่นเหม็นฟุ้งออกจากตัวก่อน แต่บัดนี้ กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากตัว กลิ่นอุบลฟุ้งออกจากปากของเธอ นี่อะไรกัน.

ธิดาเศรษฐีจึงบอกกรรมที่ตนกระทำตั้งแต่ต้น.

บุตรเศรษฐีเลื่อมใสว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นนิยยานิกธรรมหนอ จึงเอาเครื่องปกคลุมที่ทำด้วยผ้ากัมพลหุ้มพระเจดีย์ทองมีประมาณโยชน์หนึ่ง แล้วเอาดอกประทุมทองขนาดเท่าล้อรถประดับที่พระเจดีย์ทองนั้น. ดอกประทุมทองที่แขวนห้อยไว้มีขนาด ๑๒ ศอก.

บุตรเศรษฐีนั้นดำรงอยู่ชั่วอายุในมนุษยโลกนั้นแล้วเกิดในสวรรค์ จุติจากสวรรค์นั้นบังเกิดในตระกูลอำมาตย์ตระกูลหนึ่ง (ซึ่งพำนักอยู่) ในที่ประมาณโยชน์หนึ่งจากกรุงพาราณสี. ฝ่ายลูกสาวเศรษฐีจุติจากเทวโลกเกิดเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ในราชตระกูล.

เมื่อคนทั้งสองนั้นเจริญวัย เขาป่าวร้องงานนักขัตฤกษ์ในหมู่บ้านที่กุมารอยู่.

กุมารนั้นกล่าวกะมารดาว่า แม่จ๋า แม่จงให้ผ้าสาฎกฉัน ฉันจะเล่นนักขัตฤกษ์ มารดาได้นำผ้าที่ใช้แล้วมาให้. เขาปฏิเสธว่า ผ้านี้หยาบจ้ะแม่. นางก็นำผืนอื่นมาให้ แม้ผ้าผืนนั้น เขาก็ปฏิเสธ. ทีนั้น มารดาจึงกล่าวกะเขาว่า พ่อ เราเกิดในเรือนเช่นนี้ พวกเราไม่มีบุญที่จะได้ผ้าเนื้อละเอียดกว่านี้. เขากล่าวว่า แม่จ๋า ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปยังที่ที่จะได้.

มารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย แม่ปรารถนาให้เจ้าได้ราชสมบัติในกรุงพาราณสีวันนี้ทีเดียวน่ะ. เขาไหว้มารดาแล้วกล่าวว่า ฉันไปละแม่.

มารดาว่า ไปเถอะพ่อ. นัยว่ามารดาของเขามีความคิดอย่างนี้ว่า มันจะไปไหน คงจักนั่งที่นี่ ที่นั่นอยู่ในเรือนหลังนี้แหละ.

ก็กุมารนั้นออกไปตามกำหนดของบุญไปถึงกรุงพาราณสี นอนคลุมศีรษะอยู่บนแผ่นมงคลสิลาอาสน์ ในพระราชอุทยาน. ก็พระเจ้าพาราณสีนั้นสวรรคตแล้วเป็นวันที่ ๗. อำมาตย์ทั้งหลายทำการถวายพระเพลิงแล้วนั่งปรึกษาอยู่ที่พระลานหลวงว่า พระราชามีแต่พระธิดา ไม่มีพระราชโอรส ราชสมบัติไม่มีพระราชา ไม่สมควร ใครจะเป็นพระราชา ต่างพูดกันว่า ท่านเป็น ท่านเป็น.

ปุโรหิตกล่าวว่า ไม่ควรเลือกมาก เอาเถอะ พวกเราจักเชิญเทวดาแล้วเสี่ยงบุษยรถ (รถเสี่ยงปล่อยไปเพื่อหาผู้ที่สมควรจะครองราชย์ เมื่อพระราชาองค์ก่อนสวรรคตแล้ว ไม่มีรัชทายาท) ไป.

อำมาตย์เหล่านั้นเทียมม้าสินธพ ๔ ตัวมีสีดังดอกโกมุท แล้วตั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่างกับเศวตฉัตรไว้บนรถนั่นแหละ ปล่อยบุษยรถนั้นไปให้ประโคมดนตรีไปข้างหลัง. รถออกทางประตูด้านทิศปราจีน บ่ายหน้าไปทางพระราชอุทยาน. อำมาตย์บางพวกกล่าวว่า รถบ่ายหน้าไปทางพระราชอุทยาน เพราะความคุ้นเคย พวกท่านจงให้กลับมา. ปุโรหิตกล่าวว่า อย่าให้กลับ.

รถทำประทักษิณกุมารแล้วได้หยุดเตรียมพร้อมที่จะให้ขึ้น ปุโรหิตเลิกชายผ้าห่มตรวจดูพื้นเท้ากล่าวว่า ทวีปนี้จงยกไว้ ผู้นี้สมควรครองราชย์ในทวีปทั้ง ๔ มีทวีปสองพันเป็นบริวาร แล้วสั่งให้ประโคมดนตรีขึ้น ๓ ครั้งว่า พวกท่านจงประโคมดนตรีขึ้นอีก.

ครั้งนั้น กุมารเปิดหน้ามองดูแล้วพูดว่า พ่อทั้งหลาย พวกท่านมาด้วยกิจกรรมอะไรกัน. พวกอำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ราชสมบัติถึงแก่พระองค์.

กุมาร. พระราชาไปไหน.

อำมาตย์. ทิวงคตแล้ว นาย.

กุมาร. ล่วงไปกี่วันแล้ว.

อำมาตย์. วันนี้เป็นวันที่ ๗.

กุมาร. พระราชโอรสหรือพระราชธิดาไม่มีหรือ?

อำมาตย์. ข้าแต่สมมติเทพ พระราชธิดามี พระราชโอรสไม่มี.

กุมาร. เราจักครองราชย์.

อำมาตย์เหล่านั้นสร้างมณฑปสำหรับอภิเศกในขณะนั้นทันที ประดับพระราชธิดาด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างนำมายังพระราชอุทยาน ทำการอภิเษกกับกุมาร.

ครั้งนั้น เมื่อพระกุมารทำการอภิเษกแล้ว ประชาชนนำผ้ามีราคาแสนหนึ่งมาถวาย. พระกุมารกล่าวว่า นี้อะไรพ่อ. พวกอำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ผ้านุ่งพระเจ้าข้า,

พระกุมาร. เนื้อหยาบมิใช่หรือ พ่อ. ผ้าอื่นที่เนื้อละเอียดกว่านี้ไม่มีหรือ?

อำมาตย์. ข้าแต่สมมติเทพ ในบรรดาผ้าที่มนุษย์ทั้งหลายใช้สอย ผ้าที่เนื้อละเอียดกว่านี้ไม่มี พระเจ้าข้า.

พระกุมาร. พระราชาของพวกท่านทรงนุ่งผ้าเห็นปานนี้หรือ?

อำมาตย์. พระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพ.

พระกุมาร. พระราชาของพวกท่านคงจะไม่มีบุญ พวกท่านจงนำพระเต้าทองมา เราจักได้ผ้า.

อำมาตย์เหล่านั้นนำพระเต้าทองมาถวาย.

พระกุมารนั้นลุกขึ้นล้างพระหัตถ์บ้วนพระโอฐ เอาพระหัตถ์วักน้ำสาดไปทางทิศตะวันออก. ในขณะนั้นเอง ต้นกัลปพฤกษ์ก็ชำแรกแผ่นดินทึบผุดขึ้นมา ๘ ต้น ทรงวักน้ำสาดไปอีกทั่วทิศ ๓ ทิศอย่างนี้ คือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ. ต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้นในทิศทั้ง ๔ ทิศละ ๘ ต้น รวมเป็น ๓๒ ต้น.

พระกุมารนั้นทรงนุ่งผ้าทิพผืนหนึ่ง ทรงห่มผืนหนึ่ง แล้วรับสั่งว่า พวกท่านจงเที่ยวตีกลองป่าวร้องอย่างนี้ว่า ในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทราช พวกสตรีที่ทำหน้าที่กรอด้าย อย่ากรอด้วย ดังนี้แล้วให้ยกฉัตรขึ้นทรงประดับตกแต่งพระองค์ ทรงขึ้นช้างตัวประเสริฐเสด็จเข้าพระนคร ขึ้นสู่ปราสาทเสวยมหาสมบัติ.

ครั้นกาลเวลาล่วงไปด้วยอาการอย่างนี้ วันหนึ่งพระเทวีเห็นมหาสมบัติของพระราชาแล้ว ทรงแสดงอาการของความกรุณาว่า โอ ท่านผู้มีตปะ. ถูกพระราชาตรัสถามว่า นี่อะไรกันนะ เทวี. จึงทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ สมบัติของพระองค์ยิ่งใหญ่ ในอดีตกาล พระองค์ได้ทรงเชื่อต่อพระพุทธะทั้งหลายได้ทำกรรมดีไว้ เดี๋ยวนี้ ยังไม่ทรงกระทำกุศลอันจะเป็นปัจจัยแก่อนาคต.

พระราชาตรัสว่า เราจักให้แก่ใคร ผู้มีศีลไม่มี.

พระเทวีทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ชมพูทวีปไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลายดอก พระองค์โปรดทรงตระเตรียมทานไว้เท่านั้น หม่อมฉันจะขอพระอรหันต์ในวันรุ่งขึ้น.

พระราชารับสั่งให้ตระเตรียมทานไว้ที่ประตูด้านทิศปราจีน.

พระเทวีทรงอธิษฐานองค์อุโบสถแต่เช้าตรู่บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก หมอบลงบนปราสาทชั้นบนแล้วกล่าวว่า ถ้าพระอรหันต์มีอยู่ในทิศนี้ พรุ่งนี้ขอนิมนต์มารับภิกษาหารของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.

ในทิศนั้นไม่มีพระอรหันต์ก็ได้ให้สักการะที่เตรียมไว้นั้นแก่คนกำพร้าและยาจก.

ในวันรุ่งขึ้นตระเตรียมทานไว้ทางประตูทิศใต้ แล้วได้กระทำเหมือนอย่างนั้น.

ในวันรุ่งขึ้นทางประตูทิศตะวันตกก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น.

ก็ในวันที่ทรงตระเตรียมไว้ทางประตูทิศเหนือ พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นพี่ชายของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ผู้เป็นโอรสของพระนางปทุมวดี อยู่ในป่าหิมวันต์ เรียกพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นน้องชายซึ่งถูกพระเทวีนิมนต์อย่างนั้นมาว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พระเจ้านันทราชนิมนต์ ท่านทั้งหลายจงรับนิมนต์ของท้าวเธอเถิด.

พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นรับนิมนต์แล้ว ในวันรุ่งขึ้นล้างหน้าที่สระอโนดาดแล้วเหาะไปลงที่ประตูทิศเหนือ. พวกมนุษย์มากราบทูลแก่พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์มาแล้ว พระเจ้าข้า.

พระราชาเสด็จไปพร้อมกับพระเทวี ไหว้แล้วรับบาตรนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายขึ้นสู่ปราสาท ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นบนปราสาทนั้น. ในเวลาเสร็จภัตตกิจ พระราชาหมอบที่ใกล้เท้าพระสังฆเถระ พระเทวีหมอบที่ใกล้เท้าพระสังฆนวกะ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจักไม่ลำบากด้วยเรื่องปัจจัย และข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักไม่ทำบุญให้เสื่อม ขอท่านทั้งหลายจงให้ปฏิญญาเพื่ออยู่ในที่นี้ตลอดอายุของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.

ครั้นให้ท่านรับปฏิญญาแล้วจึงให้ตกแต่งสถานที่สำหรับอยู่อาศัยแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นในพระอุทยาน โดยอาการทั้งปวง คือ บรรณศาลา ๕๐๐ หลัง ที่จงกรม ๕๐๐ ที่ แล้วให้ท่านอยู่ในที่นั้นนั่นแล. ครั้นกาลเวลาล่วงไปด้วยประการอย่างนั้น เมืองชายแดนของพระราชาก่อการกำเริบขึ้น. พระองค์ทรงโอวาทพระเทวีว่า พี่จะไประงับเมืองชายแดน เธออย่าละเลยพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วเสด็จออกไปจากพระนคร.

เมื่อพระองค์ยังไม่เสด็จกลับ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็สิ้นอายุสังขาร.

พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้าเล่นฌานตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม ในเวลาอรุณขึ้นยืนเหนี่ยวแผ่นกระดานสำหรับยึด ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหลือทั้งหมดทีเดียว ก็ปรินิพพานแล้วโดยวิธีนั้น.

ในวันรุ่งขึ้น พระเทวีให้กระทำที่นั่งของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ให้ชะอุ่มด้วยของสดเขียว โปรยดอกไม้ จุดเครื่องหอม นั่งคอยพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมา เมื่อไม่เห็นมาจึงส่งราชบุรุษไปว่า พ่อจงไป จงรู้ว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่มีความผาสุกอย่างไร?

ราชบุรุษนั้นไปแล้วเปิดประตูบรรณศาลาของพระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อไม่พบในบรรณศาลานั้น จึงไปยังที่จงกรม เห็นท่านยืนพิงแผ่นกระดานสำหรับยึด จึงไหว้แล้วกล่าวว่า ได้เวลาแล้วเจ้าข้า. สรีระของท่านผู้ปรินิพพานแล้ว จักพูดได้อย่างไร.

ราชบุรุษนั้นคิดว่าเห็นจะหลับ จึงเดินไปเอามือลูบที่หลังเท้า รู้ว่าปรินิพพานแล้ว เพราะเท้าทั้งสองเย็นและแข็ง จึงไปยังสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่ ๒ เมื่อรู้ว่าองค์ที่ ๒ ปรินิพพานแล้วอย่างนั้น ก็ไปยังสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ รู้ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกองค์ปรินิพพานแล้วด้วยประการดังนี้ จึงไปยังราชสกุล.

พระเทวีตรัสถามว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไปไหนพ่อ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระเทวี พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพานแล้ว. พระเทวีทรงกรรแสงคร่ำครวญเสด็จออกไปที่บรรณศาลานั้นพร้อมกับชาวเมือง รับสั่งให้เล่นสาธุกีฬา (การเล่นที่เกี่ยวกับเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) กระทำฌาปนกิจสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วเก็บธาตุสร้างพระเจดีย์ไว้.

พระราชาทรงปราบเมืองชายแดนให้สงบแล้วเสด็จกลับมา รับสั่งถามพระเทวีผู้เสด็จมาต้อนรับว่า แม่มหาจำเริญ เธอไม่ประมาท (คือไม่ละเลย) ในพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายหรือ? พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายสบายดีหรือ?

พระเทวีทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายปรินิพพานเสียแล้ว.

พระราชาทรงพระดำริว่า มรณะยังเกิดแก่บัณฑิตทั้งหลายเห็นปานนี้ พวกเราจะพ้นไปแต่ไหน พระองค์ไม่เสด็จไปพระนคร เสด็จเข้าไปยังพระราชอุทยานเลยทีเดียว รับสั่งให้เรียกพระโอรสองค์ใหญ่มาแล้วมอบราชสมบัติแก่พระโอรสนั้นแล้วโอวาท. ส่วนพระองค์ทรงผนวชเป็นสมณะประเภทหนึ่ง. ฝ่ายพระเทวีเมื่อพระราชาทรงผนวชแล้วทรงดำริว่า เราจะทำอะไร จึงทรงผนวชอยู่ในพระราชอุทยานนั้นเอง พระราชาและพระเทวีแม้ทั้งสองนั้นบำเพ็ญฌานได้จุติจากอัตตภาพนั้นไปบังเกิดในพรหมโลก.

เมื่อคนทั้งสองนั้นอยู่ในพรหมโลกนั้นนั่นแหละ พระศาสดาของเราทั้งหลายอุบัติขึ้นในโลกประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์โดยลำดับ.

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์นั้น ปิบผลิมาณพนี้บังเกิดในท้องภรรยาหลวงของกบิลพราหมณ์ในพราหมณ์คามชื่อมหาติตถะ ในมคธรัฐ. นางภัททากาปิลานี นี้บังเกิดในท้องของภรรยาหลวงของพราหมณ์โกลิยโคตร ในสาคลนครในมคธรัฐ.

เมื่อชนทั้งสองนั้นเติบโตขึ้นโดยลำดับ เมื่อนางภัททามีอายุถึงปีที่ ๑๖ ในปีที่ ๒๐ ของปิบผลิมาณพ บิดามารดามองดูบุตรแล้วแค่นได้อย่างหนักว่า พ่อ เจ้าก็เติบโตแล้ว ธรรมดาว่าตระกูลวงศ์จำต้องให้ดำรงอยู่.

มาณพกล่าวว่า ท่านทั้งสองอย่าได้กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้เข้าหูลูกเลย ลูกจะปฏิบัติตราบเท่าที่ท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ต่อเมื่อท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้ว ลูกจักบวช. บิดามารดาให้เวลาล่วงเลยไป ๒-๓ วันก็กล่าวอีก แม้มาณพนั้นก็ปฏิเสธเหมือนเดิมนั้นแหละ ตั้งแต่นั้น มารดาได้กล่าว (ถึงการแต่งงาน) อยู่เรื่อยๆ ทีเดียว.

มาณพคิดว่า เราจะยังมารดาให้ยินยอม จึงเอาทองคำสีสุกปลั่งพันลิ่ม ให้ช่างทองทำรูปหญิงคนหนึ่ง ในเวลาเสร็จงานมีการขัดและบุบเป็นต้นซึ่งรูปหญิงนั้น จึงให้รูปหญิงนั้นนุ่งผ้าแดง ประดับด้วยดอกไม้อันสมบูรณ์ด้วยสีและเครื่องประดับต่างๆ แล้วให้เรียกมารดามาพูดว่า คุณแม่ เมื่อลูกได้อารมณ์เห็นปานนี้จึงจะแต่งงาน ถ้าไม่ได้จักไม่แต่ง.

นางพราหมณีเป็นคนมีปัญญาจึงคิดว่า บุตรของเราเป็นผู้มีบุญ ให้ทานไว้แล้ว สร้างอภินิหารไว้แล้ว เมื่อจะกระทำบุญคงจะไม่ทำคนเดียว หญิงผู้ทำบุญร่วมกับบุตรของเรานี้ จักมีส่วนเปรียบด้วยทองคำแน่แท้ จึงให้เรียกพราหมณ์ ๘ คนมาเลี้ยงดูให้อิ่มหนำด้วยสิ่งที่ต้องการทุกอย่าง ให้ยกรูปทองคำ ขึ้นตั้งบนรถแล้วส่งไปว่า พ่อทั้งหลายจงพากันไป พบเห็นทาริกาเห็นปาน (ดังรูปทอง) นี้ ในตระกูลที่เสมอกันกับเราโดยชาติ โคตรและโภคทรัพย์ในที่ใด จงให้รูปทองนี้แหละให้เป็นบรรณการในที่นั้น.

พราหมณ์เหล่านั้นพากันออกไปด้วยตระหนักว่า นี้เป็นกิจกรรมชื่อว่าของพวกเรา จึงคิดว่าจะไปที่ไหน ตกลงกันว่า ธรรมดามัททรัฐเป็นบ่อเกิดแห่งสตรี พวกเราจักไปมัททรัฐ ดังนี้แล้ว จึงได้ไปยังสาคลนครในมัททรัฐ.

ครั้งนั้น แม่นมของนางภัททาให้นางภัททาอาบน้ำแล้วแต่งตัวให้นั่งในห้องอันโอ่อ่าแล้ว (ตนเอง) จะไปอาบน้ำ เห็นรูปนั้นจึงขู่ด้วยเข้าใจว่าธิดาแห่งแม่เจ้าของเรามาที่นี้ กล่าวว่า แน่ะแม่หัวดื้อ มาที่นี้ทำไม แล้วเงื้อฝ่ามือตีที่ข้างแก้ม (พร้อมกับ) พูดว่าจงรีบไป. มือสะท้อนเหมือนตีหิน. แม่นมนั้นรู้ว่าเป็นของแข็งด้วยอาการอย่างนี้จึงเลี่ยงไปพูดว่า เราเห็นรูปทองเข้าก็เกิดความเข้าใจว่าธิดาแห่งแม่เจ้าของเรา ก็นางนี้ แม้จะเป็นผู้รับผ้านุ่งของธิดาแห่งแม่เจ้าของเรา ก็ยังไม่เหมาะสม.

ทีนั้น พวกมนุษย์เหล่านั้นพากันห้อมล้อมนางแล้วถามว่า ธิดาแห่งเจ้านายของท่าน เห็นปานนี้ไหม? หญิงแม่นมพูดว่า นางนี่น่ะหรือ ธิดาแห่งแม่เจ้าของเรางามยิ่งกว่านางนี้ร้อยเท่า พันเท่า เมื่อเธอนั่งอยู่ในห้องประมาณ ๑๒ ศอก กิจด้วยดวงประทีปไม่มี เธอขจัดความมือด้วยแสงสว่างจากสรีระนั้นแหละ.

พวกมนุษย์เหล่านั้นกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น จงมากันเถอะ แล้วถือเครื่องบูชา ยกรูปทองคำขึ้นบนรถแล้วหยุดอยู่ที่ประตูบ้านของพราหมณ์โกสิยโคตร แจ้งให้ทราบถึงการมา.

พราหมณ์ทำปฏิสันถารแล้วถามว่า พวกท่านมาจากไหน? ชนเหล่านั้นตอบว่า มาจากเรือนของกบิลพราหมณ์ ในมหาติตถคาม ในมคธรัฐ. พราหมณ์ถาม มาเพราะเหตุไร? ชนเหล่านั้นตอบเพราะเหตุชื่อนี้.

พราหมณ์กล่าวว่า งามละพ่อทั้งหลาย พราหมณ์ของพวกเรามีชาติ โคตรและทรัพย์สมบัติเสมอกัน เราจักให้ทาริกา (ลูกสาว) ดังนี้แล้วก็รับเครื่องบรรณาการ.

ชนเหล่านั้นส่งข่าวแก่กบิลพราหมณ์ว่า ได้ทาริกาแล้ว ท่านจงทำสิ่งที่จะต้องทำ.

กบิลพราหมณ์ได้สดับข่าวนั้นแล้วจึงบอกแก่ปิบผลิมาณพว่า เขาว่าได้ทาริกาแล้ว.

มาณพคิดว่า เราคิดว่าจักไม่ได้ คนเหล่านี้พูดว่าได้แล้ว เราไม่มีความต้องการ จักส่งหนังสือไป (ให้รู้) แล้วไปในที่ลับ เขียนหนังสือว่า แม่ภัททาจงได้คู่ครองเรือนอันสมควรแก่ชาติ โคตรและทรัพย์สมบัติของตน เราจักออกบวช จะได้ไม่เดือดร้อนในภายหลัง.

แม้นางภัททาได้ฟังว่า เขาใคร่จะให้เราแก่คนโน้น จึงไปในที่ลับเขียนหนังสือว่า ลูกเจ้าจงได้คู่ครองเรือนอันสมควรแก่ชาติ โคตรและทรัพย์สมบัติของตน เราจักออกบวช จะได้ไม่เดือดร้อนในภายหลัง.

หนังสือทั้งสองฉบับมาประจวบกันในระหว่างทาง. ชนเหล่านั้น เมื่อถูกฝ่ายนางภัททาถามว่านี้หนังสือของใคร ก็กล่าวว่าปิบผลิมาณพส่งให้นางภัททา และเมื่อถูกฝ่ายปิบผลิมาณพถามว่านี้ของใคร ก็กล่าวว่านางภัททาส่งให้ปิบผลิมาณพ จึงพากันอ่านหนังสือแม้ทั้งสองฉบับ แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงดูการกระทำของเด็กๆ แล้วฉีกทิ้งไปในป่า เขียนหนังสืออันมีข้อความเสมอกันส่งไปให้คนทั้งสองนั้น ทั้งฝ่ายนี้และฝ่ายโน้น ดังนั้น คนทั้งสองนั้นไม่ปรารถนาเลย ก็ได้มา (อยู่) ร่วมกัน.

ในวันนั้นแล แม้มาณพก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้ แม้นางภัททากาปิลานีก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้. คนแม้ทั้งสองบริโภคอาหารเย็นแล้ว วางพวงดอกไม้เหล่านั้นไว้กลางที่นอน มาพร้อมกันด้วยหวังใจว่าจักขึ้นที่นอน มาณพขึ้นที่นอนทางด้านขวา นางภัททาขึ้นที่นอนทางด้านซ้ายแล้วกล่าวว่า ดอกไม้ในด้านของคนใดเหี่ยว พวกเราจักรู้ได้ว่าราคจิตเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้นั้น เพราะเหตุนั้น พวงดอกไม้นี้เราจึงไม่แตะต้อง.

ก็คนทั้งสองนั้นนอนไม่หลับตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม เพราะกลัวจะถูกตัวของกันและกัน จนราตรีล่วงไป. อนึ่ง ในเวลากลางวันก็ไม่มีแม้สักว่าการยิ้มหัว. คนทั้งสองนั้นไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องโลกามิส ไม่จัดการทรัพย์สมบัติตราบเท่าที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ เมื่อบิดามารดากระทำกาลกิริยาไปแล้ว จึงจัดการ.

ปิบผลิมาณพมีสมบัติ (คิดเป็นเงิน) ๘๗ โกฏิ เฉพาะผงทองคำที่ใช้ขัดสีสรีระแล้วทิ้งไปวันหนึ่งๆ ควรได้ประมาณ ๑๒ ทะนานโดยทะนานมคธ. มีเหมืองน้ำประมาณ ๖๐ แห่ง ติดเครื่องยนต์ มีการงานที่ทำ (กินเนื้อที่) ประมาณ ๑๒ โยชน์ มีหมู่บ้านทาส (๑๔ บ้าน) ขนาดเท่าเมืองอนุราธบุรี มีหัตถานึกคือกองช้าง ๑๔ กอง มีอัสสานึกคือกองม้า ๑๔ กอง มีรถานึกคือกองรถ ๑๔ กอง.

วันหนึ่ง ปิบผลิมาณพนั้นขึ้นม้าที่ประดับตกแต่งแล้ว แวดล้อมด้วยมหาชนไปยังที่ทำงาน ยืนอยู่ปลายนา เห็นพวกนกมีกาเป็นต้นคุ้ยเขี่ยสัตว์มีไส้เดือนเป็นต้น จากรอยไถเอามากิน จึงถามว่า พ่อทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้กินอะไร?

มหาชนตอบว่า นายท่าน มันกินไส้เดือน.

มาณพถามว่า บาปที่สัตว์เหล่านี้ทำเป็นของใคร? มหาชนตอบว่า นายท่าน บาปเป็นของท่าน. มาณพคิดว่า ถ้าบาปที่สัตว์เหล่านี้กระทำตกเป็นของเราไซร้ ทรัพย์ ๘๗ โกฏิจักทำอะไรแก่เรา การงาน ๑๒ โยชน์ เหมืองน้ำติดเครื่องยนต์ ๖๐ แห่ง หมู่บ้านทาส (๑๔ แห่ง) จักทำอะไรแก่เรา เราจะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้แก่ภัททากาปิลานี แล้วออกบวช.

ขณะนั้น นางภัททากาปิลานีให้หว่านเมล็ดงา ๓ หม้อลงในระหว่างไร่ พวกแม่นมห้อมล้อมนั่งอยู่ เห็นพวกกากินสัตว์ในเมล็ดงาจึงถามว่า แม่ทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้กินอะไร?

พวกแม่นมตอบว่า แม่เจ้า พวกมันกินสัตว์.

นางถามว่า อกุศลจะเป็นของใคร? พวกแม่นมตอบว่า เป็นของแม่เจ้า จ๊ะ.

นางคิดว่า เราได้ผ้า ๔ ศอกและข้าวสุกประมาณหนึ่งทะนานก็ควร ก็ถ้าอกุศลนี้อันชนมีประมาณเท่านี้กระทำจะเป็นของเราไซร้ เราไม่อาจยกหัวขึ้นจากวัฏฏะตั้ง ๑,๐๐๐ ภพ เมื่อลูกเจ้าพอมาถึง เราจะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดแก่ลูกเจ้านั้นแล้วออกบวช.

มาณพมาแล้วอาบน้ำขึ้นปราสาทนั่งบนแท่นอันควรค่ามาก. ครั้งนั้น พวกพ่อครัวจัดแจงโภชนะอันสมควรแก่พระเจ้าจักรพรรดิ. ชนแม้ทั้งสองบริโภคแล้ว เมื่อปริวารชนออกไปแล้ว ก็ไปในที่รโหฐาน นั่งในที่ที่มีความผาสุก.

ลำดับนั้น มาณพกล่าวกะนางภัททาว่า แม่ภัททา เธอเมื่อจะมาเรือนนี้ นำเอาทรัพย์มาเท่าไร. นางภัททากล่าวว่า พ่อเจ้า นำมาห้าหมื่นห้าพันเล่มเกวียน. มาณพกล่าวว่า ทรัพย์ทั้งหมดนั่นกับทรัพย์ ๘๗ โกฏิในเรือนนี้ และสมบัติอันต่างด้วยเหมือง ๖๐ เหมืองเป็นต้นที่ติดเครื่องยนต์. ทั้งหมด เราขอมอบแก่เธอเท่านั้น.

นางภัททากล่าวว่า พ่อเจ้า ก็ท่านเล่าจะไปไหน.

มาณพ. เราจักบวช

นางภัททา. แม้เราก็นั่งคอยการมาของท่านอยู่ แม้เราก็จักบวช.

ภพทั้งสามปรากฏแก่คนทั้งสองนั้นเหมือนกุฎีใบไม้ถูกไฟไหม้ฉะนั้น.

คนทั้งสองนั้นให้นำผ้ากาสายะและบาตรดินมาจากตลาด ต่างปลงผมให้กันและกัน กล่าวว่า การบวชของเราทั้งสองอุทิศพระอรหันต์ในโลก แล้วสอดบาตรลงในถุงคล้องที่ไหล่ลงจากปราสาท.

บรรดาทาสหรือกรรมกรทั้งหลายในเรือน ใครๆ จำไม่ได้.

ครั้งนั้น ชนหมู่บ้านทาสจำคนทั้งสองนั้นซึ่งออกจากบ้านพราหมณ์ กำลังเดินไปทางประตูบ้านทาสได้ด้วยอากัปกิริยาท่าทาง. ชนเหล่านั้นร้องไห้หมอบลงที่เท้ากล่าวว่า นายท่าน ท่านจะทำให้พวกข้าพเจ้าไร้ที่พึ่งหรือ.

คนทั้งสองกล่าวว่า แน่ะพนาย เราทั้งหลายเห็นว่า ภพทั้งสามเหมือนบรรณศาลาถูกไฟไหม้ จึงได้บวช ถ้าเราจะกระทำบรรดาพวกท่านคนหนึ่งๆ ให้เป็นไทแม้ ๑๐๐ ปีก็ไม่พอ พวกท่านเท่านั้นจงล้างศีรษะของท่านเป็นไท เลี้ยงชีวิตอยู่เถิด. เมื่อชาวบ้านทาสเหล่านั้นคร่ำครวญอยู่นั่นแหละ ก็หลีกไปแล้ว.

พระเถระเดินไปข้างหน้าหันกลับมาแลดูพลางคิดว่า ภัททากาปิลานีนี้เป็นหญิงมีค่าควรแก่ชมพูทวีปทั้งสิ้น เดินมาข้างหลังเรา มีฐานะอยู่ที่ใครๆ จะพึงคิดว่า ชนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ไม่อาจแยกกัน กระทำไม่สมควรดังนี้ เกิดความคิดว่า ใครๆ ทำใจให้ประทุษร้ายในเราทั้งหลาย จะพึงเต็มในอบาย ควรที่เราจะละนางไปเสีย.

พระเถระเดินไปข้างหน้าเห็นทาง ๒ แพร่ง ได้หยุดอยู่ที่หัวทางนั้น. ฝ่ายนางภัททามาแล้วไหว้ยืนอยู่. ครั้งนั้น พระเถระกล่าวกะนางภัททาว่า แม่นางเอย มหาชนเห็นสตรีเช่นเจ้าเดินมาข้างหลังเราจะคิดว่า ชนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ไม่อาจแยกกัน แล้วมีจิตประทุษร้ายในพวกเรา จะพึงเป็นผู้เต็มอยู่ในอบาย พวกเรายืนอยู่แล้วในทาง ๒ แพร่งนี้ ท่านจงถือเอาทางสายหนึ่ง ฉันจะไปทางอีกสายหนึ่ง.

นางภัททากล่าวว่า จริงสิ พ่อเจ้าธรรมดามาตุคามเป็นมลทินของบรรพชิตทั้งหลาย ชนทั้งหลายจักแสดงโทษของพวกเราว่า คนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ยังไม่แยกกัน ท่านจงถือเอาทางสายหนึ่ง ฉันจะถือเอาสายหนึ่ง พวกเราจักแยกกัน ดังนี้แล้วทำประทักษิณ ๓ ครั้ง ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ในที่ทั้ง ๔ แห่ง (คือ ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา) ประคองอัญชลีอันงดงามด้วยรวมนิ้วทั้งสิบ แล้วกล่าวว่า ความสนิทสนมฐานมิตร ซึ่งได้ทำไว้ตลอดกาลนานประมาณแสนกัป จำแตกในวันนี้ แล้วกล่าวว่าท่านมีชาติเบื้องขวา ทางขวาสมควรแก่ท่าน ฉันชื่อว่าเป็นมาตุคามมีชาติเบื้องซ้าย ทางซ้ายสมควรแก่ฉัน ดังนี้ไหว้แล้วเดินทางไป.

ในเวลาที่ท่านทั้งสองนั้นแยกทางกัน มหาปฐพีนี้ได้สะเทือนเลื่อนลั่น เหมือนจะพูดว่า เราสามารถรองรับเขาจักรวาลและเขาสิเนรุได้ แต่ไม่อาจรองรับคุณทั้งสองของพวกท่านได้. ในอากาศมีเสียงเหมือนฟ้าผ่า ภูเขาจักรวาลก็โอนโน้มลง.

แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งในพระคันธกุฎี ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ได้สดับเสียงแผ่นดินไหวจึงทรงพระรำพึงว่า แผ่นดินไหวเพื่อใครหนอ ทรงทราบว่า ปิบผลิมาณพและนางภัททากาปิลานี ละสมบัติอันนับไม่ได้แล้วบวชอุทิศเรา แผ่นดินไหวนี้เกิดด้วยกำลังแห่งคุณของคนแม้ทั้งสองในตอนที่คนทั้งสองนั้นแยกทางกัน แม้เราก็ควรทำการสงเคราะห์คนทั้งสองนี้ จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎีลำพังพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร ไม่ตรัสเรียกใครๆ ในบรรดาพระมหาสาวก ๘๐ องค์ เสด็จไปต้อนรับสิ้นทาง ๓ คาวุต ประทับนั่งขัดสมาธิที่โคนต้นพหุปุตตกนิโครธ ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา.

ก็เมื่อประทับนั่ง มิได้ประทับนั่งเหมือนพระผู้ถือบังสุกุลเป็นวัตรรูปหนึ่ง ทรงถือเพศเป็นพระพุทธเจ้า ประทับนั่งเปล่งพระรัศมีทึบประมาณ ๘๐ ศอก ดังนั้นในขณะนั้น พระพุทธรัศมีมีประมาณเท่าร่มใบไม้ ล้อรถ แลเรือนยอดเป็นต้นวิ่งฉวัดเฉวียนไปรอบด้าน ทำให้เหมือนเวลาพระจันทร์และพระอาทิตย์ขึ้นเป็นพันๆ ดวง ได้ทำชายป่านั้นให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน. พื้นท้องฟ้าประหนึ่งระยิบระยับด้วยหมู่ดาว เรืองรองด้วยพระสิริแห่งพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ชายป่ารุ่งโรจน์ดุจน้ำที่มีดอกบัวบานสะพรั่ง. ธรรมดาต้นนิโครธมีลำต้นขาวมีใบเขียว ผลสุกแดง. แต่วันนั้น ต้นนิโครธกลับมีกิ่งขาวมีสีเหมือนทอง.

พระมหากัสสปเถระคิดว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระศาสดาของเรา เราบวชอุทิศพระศาสดาพระองค์นี้ ดังนี้ จำเดิมแต่ที่ที่มองเห็นได้น้อมกายเดินไปไหว้ในที่ ๓ แห่งแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพระมหากัสสปเถระว่า

ดูก่อนกัสสป ถ้าเธอจะพึงทำการนบนอบนี้ไว้ในมหาปฐพีไซร้ แม้มหาปฐพีนั้นก็ไม่อาจรองรับเอาไว้ได้ การนบนอบที่เธอกระทำ ย่อมไม่อาจทำแม้ขนของเราให้สั่น เพราะตถาคตมีคุณใหญ่หลวงอย่างนี้ นั่งลงเถอะกัสสป เราจะให้ทรัพย์อันเป็นมรดกแก่เธอ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานอุปสมบทแก่พระมหากัสสปเถระด้วยโอวาท ๓ ประการ. ครั้นประทานแล้วก็เสด็จออกจากโคนต้นพหุปุตตกนิโครธ เสด็จเดินทางมีพระเถระเป็นปัจฉาสมณะ. พระสรีระของพระศาสดาตระการตาด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ สรีระของพระมหากัสสปประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๗ ประการ. พระมหากัสสปนั้นเดินตามเสด็จพระศาสดา เหมือนเรือพ่วงไปตามเรือใหญ่สีทองฉะนั้น พระศาสดาเสด็จเดินทางไปหน่อยหนึ่งแล้วแวะลง (ข้างทาง) แสดงอาการจะประทับนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง. พระเถระรู้ว่า พระศาสดามีพระประสงค์จะประทับนั่ง จึงกระทำสังฆาฏิอันเป็นผ้าเก่าที่ตนห่มให้เป็น ๔ ชั้นปูลาดถวาย.

พระศาสดาประทับนั่งบนผ้าสังฆาฏินั้นแล้ว เอาพระหัตถ์ลูบคลำเนื้อผ้า ตรัสว่า กัสสป สังฆาฏิอันทำด้วยผ้าเก่าผืนนี้ของเธอนุ่มดี. พระเถระรู้ว่า พระศาสดาตรัสถึงสังฆาฏิของเรานุ่ม คงจักประสงค์จะห่ม จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห่มสังฆาฏิเถิด. พระศาสดาตรัสว่า กัสสป เธอจะห่มอะไร? พระเถระกราบทูลว่า ข้าพระองค์ได้ผ้านุ่งของพระองค์จึงจักห่ม.

พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ก็เธอจักอาจทรงผ้าบังสุกุลที่ใช้จนเก่าผืนนี้อย่างนี้ได้หรือ ด้วยว่ามหาปฐพีได้ไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดินในวันที่เราซักผ้าบังสุกุลผืนนี้. ธรรมดาว่าจีวรที่เก่าเพราะใช้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ ถึงเก่าแล้วคนที่มีคุณนิดหน่อยไม่อาจครองได้ จีวรเก่าดังกล่าวนี้อันบุคคลผู้อาจสามารถในการบำเพ็ญข้อปฏิบัติ ผู้ถือผ้าบังสุกุลมาแต่เดิมจึงจะควรรับเอา แล้วทรงเปลี่ยนจีวรกับพระเถระ.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปลี่ยนจีวรอย่างนี้แล้ว ทรงห่มจีวรที่พระเถระห่มแล้ว พระเถระห่มจีวรของพระศาสดา. ในสมัยนั้น มหาปฐพีนี้แม้ไม่มีจิตใจก็ไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดินเหมือนจะกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงทำสิ่งที่ทำได้ยาก จีวรที่พระองค์ห่มแล้ว ชื่อว่าเคยได้ประทานแก่พระสาวกไม่มี (คือไม่เคยมีการประทานจีวรที่ทรงห่มแล้วแก่สาวก) ข้าพระองค์ไม่อาจรองรับคุณของพระองค์ได้.

แม้พระเถระก็มิได้กระทำเย่อหยิ่งว่า เดี๋ยวนี้เราได้จีวรสำหรับใช้สอยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย สิ่งที่เราจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปในบัดนี้ยังจะมีอยู่หรือ จึงได้สมาทานธุดงค์คุณ ๑๓ ข้อในสำนักของพระพุทธเจ้านั่นแหละ เป็นปุถุชนเพียง ๗ วัน ในอรุณที่ ๘ ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยสูตรทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัสสปเปรียบเหมือนพระจันทร์เข้าไปสู่ตระกูลทั้งหลาย หลีกกาย หลีกใจจากอกุศลธรรมทั้งหลายเป็นผู้ใหม่อยู่เสมอ ไม่คะนองในตระกูลทั้งหลาย.

ครั้นมาภายหลังทรงกระทำกัสสปสังยุตนี้แหละให้เป็นเหตุเกิดเรื่อง จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้วยพระดำรัสว่า มหากัสสปเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้ถือธุดงค์และสอนเรื่องธุดงค์ในศาสนาของเราดังนี้แล.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๕ ประวัติพระอนุรุทธเถระ

ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ทิพฺพจกฺขุกานํ ยทิทํ อนุรุทฺโธ ความว่า ตรัสว่า พระอนุรุทธเถระเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้มีจักษุทิพย์.

พึงทราบว่า พระอนุรุทธเถระนั้นเป็นผู้เลิศ เพราะเป็นผู้มีความชำนาญอันสั่งสมไว้แล้ว.

ได้ยินว่า พระเถระเว้นแต่ชั่วเวลาฉันเท่านั้น ตลอดเวลาที่เหลือ เจริญอาโลกกสิณตรวจดูเหล่าสัตว์ด้วยทิพยจักษุอย่างเดียวอยู่ ดังนั้น พระเถระนี้จึงชื่อว่าเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้มีทิพยจักษุ เพราะเป็นผู้มีความชำนาญอันสะสมไว้ตลอดวันและคืน.

อีกอย่างหนึ่ง เป็นยอดของภิกษุผู้มีทิพยจักษุที่เหลือ เพราะปรารถนาไว้ตลอดแสนกัป.

ก็ในเรื่องบุรพกรรมของท่านในข้อนั้นมีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไป.

ความพิสดารว่า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตรนั่นแล กุลบุตรแม้นี้ได้ไปกับมหาชนผู้ไปยังวิหารเพื่อฟังธรรมภายหลังภัตตาหาร.

ก็ครั้งนั้น กุลบุตรผู้นี้ได้เป็นกุฎุมพีผู้ยิ่งใหญ่ไม่ปรากฏชื่อคนหนึ่ง. เขาถวายบังคมพระทศพลแล้วยืนอยู่ท้ายบริษัทฟังธรรมกถา. พระศาสดาทรงสืบต่อพระธรรมเทศนาตามอนุสนธิแล้วทรงสถาปนาภิกษุผู้มีทิพยจักษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ.

ลำดับนั้น กุฎุมพีได้มีดำริดังนี้ว่าภิกษุนี้ใหญ่หนอ พระศาสดาทรงตั้งไว้ในความเป็นยอดของภิกษุผู้มีทิพยจักษุเอง ด้วยประการอย่างนี้ โอหนอ แม้เราก็พึงเป็นยอดของภิกษุผู้มีจักษุทิพย์ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้จะอุบัติในอนาคต ดังนี้แล้วเกิดความคิดดังนี้ขึ้น เดินเข้าไประหว่างบริษัท ทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระภิกษุแสนหนึ่ง เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้.

ในวันรุ่งขึ้น ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข คิดว่า เราปรารถนาตำแหน่งใหญ่ จึงทูลนิมนต์ในวันนี้ เพื่อเสวยวันพรุ่งนี้แล้วทำมหาทานให้เป็นไปถึง ๗ วัน โดยทำนองนั้นนั่นแล ถวายผ้าอย่างดีเยี่ยมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งบริวารแล้วทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทำสักการะนี้เพื่อประโยชน์แก่ทิพยสมบัติหรือมนุษยสมบัติก็หามิได้ ก็พระองค์ทรงตั้งภิกษุใดไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของภิกษุผู้มีทิพยจักษุใน ๗ วันที่แล้วมาจากวันนี้ แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็พึงเป็นยอดของภิกษุผู้มีทิพยจักษุเหมือนภิกษุองค์นั้น ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล ดังนี้แล้วหมอบลงแทบพระบาทของพระศาสดา.

พระศาสดาทรงตรวจดูในอนาคต ทรงทราบว่าความปรารถนาของเขาสำเร็จ จึงตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ในที่สุดแสนกัปในอนาคต พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักอุบัติขึ้น ท่านจักมีชื่อว่าอนุรุทธะเป็นยอดของภิกษุผู้มีทิพยจักษุในพระศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้านั้น. ก็แหละครั้นตรัสอย่างนี้แล้วทรงกระทำภัตตานุโมทนาเสด็จกลับไปพระวิหาร.

ฝ่ายกุฏุมพีทำกรรมงามไม่ขาดเลย ตราบที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อสร้างเจดีย์ทองประมาณ ๗ โยชน์สำเร็จแล้ว จึงเข้าไปหาภิกษุสงฆ์ถามว่า อะไรเป็นบริกรรมของทิพยจักษุ ขอรับ.

ภิกษุสงฆ์บอกว่า ควรให้ประทีปนะ อุบาสก.

อุบาสกกล่าวว่า ดีละขอรับ ผมจักทำ จึงให้สร้างต้นประทีปพันต้นเท่ากับประทีปพันดวงก่อน ถัดจากนั้นสร้างให้ย่อมกว่านั้น ถัดจากนั้นสร้างให้ย่อมกว่านั้น รวมความว่าได้สร้างต้นประทีปหลายพันต้น. ส่วนประทีปที่เหลือประมาณไม่ได้.

เขาทำกัลยาณกรรมอย่างนี้ตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ล่วงไปแสนกัป ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า บังเกิดในเรือนกุฎมพีใกล้กรุงพาราณสี.

เมื่อพระศาสดาปรินิพพาน เมื่อสร้างเจดีย์ประมาณ ๑ โยชน์สำเร็จแล้วให้สร้างภาชนะสำริดเป็นอันมากบรรจุเนยใสจนเต็ม ให้วางใส้ตะเกียงเว้นระยะองคุลีหนึ่งๆ ในท่ามกลาง ให้จุดไฟขึ้นให้ล้อมพระเจดีย์ ให้ขอบปากต่อขอบปากจดกัน ให้สร้างภาชนะสำริดใหญ่กว่าเขาทั้งหมดสำหรับตนใส่เนยใสเต็ม จุดใส้ตะเกียงพันดวงรอบๆ ขอบปากภาชนะสำริดนั้น เอาผ้าเก่าที่เป็นจอมหุ้มไว้ตรงกลาง ให้จุดไฟเทินภาชนะสำริด เดินเวียนเจดีย์ประมาณ ๑ โยชน์ตลอดคืนยังรุ่ง.

เขาทำกัลยาณกรรมตลอดชีวิตด้วยอัตตภาพแม้นั้น ด้วยอาการอย่างนี้ แล้วบังเกิดในเทวโลก. เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น เขาถือปฏิสนธิในเรือนของตระกูลเข็ญใจในนครนั้นนั่นแลอีก เป็นคนหาบหญ้า อาศัยสุมนเศรษฐีอยู่ เขาได้มีชื่อว่าอันนภาระ. ฝ่ายสุมนเศรษฐีนั้นให้มหาทานที่ประตูบ้านแก่คนกำพร้า คนเดินทางวณิพกและยาจกทุกวันๆ.

ภายหลัง ณ วันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะ เข้านิโรธสมาบัติที่ภูเขาคันธมาทน์ ออกจากสมาบัตินั้นแล้วพิจารณาว่า วันนี้ควรจะทำการอนุเคราะห์ใคร.

ก็ธรรมดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเป็นผู้อนุเคราะห์คนเข็ญใจ ท่านคิดว่าวันนี้เราควรทำการอนุเคราะห์นายอันนภาระ ทราบว่า นายอันนภาระจักออกจากดงมายังบ้านตน จึงถือบาตรและจีวรจากภูเขาคันธมาทน์ เหาะขึ้นสู่เวหาสมาปรากฏเฉพาะหน้านายอันนภาระที่ประตูบ้านนั่นเอง.

นายอันนภาระเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ถือบาตรเปล่าจึงอภิวาทพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วถามว่า ท่านได้ภิกษาบ้างไหมขอรับ.

พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า จักได้ ผู้มีบุญมาก.

เขากล่าวว่า โปรดรออยู่ที่นี้ก่อนเถิดขอรับ แล้วรีบไป ถามแม่บ้านในเรือนของตนว่า นางผู้เจริญ ภัตอันเป็นส่วนเก็บไว้เพื่อเรามีหรือไม่. นางตอบว่า มีจ้ะนาย.

เขาไปจากที่นั้นรับบาตรจากมือพระปัจเจกพุทธเจ้ามากล่าวว่า นางผู้เจริญ เพราะค่าที่ไม่ได้ทำกัลยาณกรรมไว้ในชาติก่อน เราทั้ง ๒ จึงหวังได้อยู่แต่การรับจ้าง เมื่อความปรารถนาจะให้ของพวกเรามีอยู่ แต่ไทยธรรมไม่มี เมื่อไทยธรรมมีก็ไม่ได้ปฏิคาหก วันนี้เราพบพระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าเข้าพอดี และภัตอันเป็นส่วนแบ่งก็มีอยู่ เจ้าจงใส่ภัตที่เป็นส่วนของฉันลงในบาตรนี้.

หญิงผู้ฉลาดคิดว่า เมื่อใดสามีของเราให้ภัตซึ่งเป็นส่วนแบ่ง เมื่อนั้นแม้เราก็พึงมีส่วนในทานนี้ จึงวางแม้ภัตอันเป็นส่วนของตนลงในบาตรถวายแก่อุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า.

นายอันนภาระนำบาตรอันบรรจุภัตมาวางในมือของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วกล่าวว่า ขอให้พวกข้าพเจ้าพ้นจากความอยู่อย่างลำบากเห็นปานนี้เถิดขอรับ.

พระปัจเจกพุทธเจ้าอนุโมทนาว่า จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด ผู้มีบุญมาก.

เขาลาดผ้าห่มของตนลง ณ ที่ส่วนหนึ่งแล้วกล่าวว่า ขอจงนั่งฉันที่นี้เถิด ขอรับ.

พระปัจเจกพุทธเจ้านั่ง ณ อาสนะนั้นแล้ว พิจารณาความเป็นของปฏิกูล ๙ อย่างแล้วจึงฉัน เมื่อฉันเสร็จแล้ว นายอันนภาระจึงถวายน้ำสำหรับล้างบาตร.

พระปัจเจกพุทธเจ้าเสร็จภัตกิจแล้วกระทำอนุโมทนาว่า

สิ่งที่ท่านต้องการแล้ว ปรารถนาแล้ว จงสำเร็จพลันเทียว

ความดำริจงเต็มหมด เหมือนพระจันทร์เพ็ญ ๑๕ ค่ำฉะนั้น

สิ่งที่ท่านต้องการแล้ว ปรารถนาแล้ว จงสำเร็จพลันเทียว

ความดำริจงเต็มหมด เหมือนมณีมีประกายโชติช่วง ฉะนั้น.

แล้วออกเดินทางไป.

เทวดาที่สิงอยู่ที่ฉัตรของสุมนเศรษฐีกล่าวว่า น่าอัศจรรย์ ทานที่ตั้งไว้ดีแล้วในพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะ เป็นทานอย่างยิ่งถึง ๓ ครั้ง แล้วได้ให้สาธุการ สุมนเศรษฐีกล่าวว่า ท่านไม่เห็นเราให้ทานอยู่ตลอดเวลามีประมาณเท่านี้ดอกหรือ. เทวดากล่าวว่า เราไม่ให้สาธุการในทานของท่าน เราเลื่อมใสในบิณฑบาตที่นายอันนภาระถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะ จึงให้สาธุการ.

สุมนเศรษฐีดำริว่า เรื่องนี้น่าอัศจรรย์หนอ เราให้ทานตลอดเวลามีประมาณเท่านี้ ก็ไม่อาจทำให้เทวดาให้สาธุการ นายอันนภาระนี้อาศัยเราอยู่ ด้วยการถวายบิณฑบาตครั้งเดียวเท่านั้นทำให้เทวดาให้สาธุการได้ เพราะได้บุคคลผู้เป็นปฏิคาหกที่สมควร เราให้สิ่งที่สมควรแก่นายอันนภาระนั้น แล้วทำบิณฑบาตนั้นให้เป็นของของเราจึงจะควร ดังนี้ เรียกนายอันนภาระมาแล้วถามว่า วันนี้เจ้าให้ทานอะไรๆ แก่ใครหรือ. ขอรับนายท่าน ข้าพเจ้าถวายภัตรที่เป็นส่วนของข้าพเจ้าแก่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะ

เศรษฐีกล่าวว่า เอาเถอะเจ้า เธอจงรับกหาปณะไปแล้วให้บิณฑบาตนั้นแก่เราเถอะ. ให้ไม่ได้หรอก นายท่าน. เศรษฐีเพิ่มทรัพย์ขึ้นจนถึงพันกหาปณะ. นายอันนภาระก็ยังกล่าวว่า แม้ถึงพันกหาปณะก็ยังให้ไม่ได้.

เศรษฐีกล่าวว่า ช่างเถอะเจ้า หากเจ้าไม่ให้บิณฑบาตก็จงรับทรัพย์พันกหาปณะไปแล้วจึงให้ส่วนบุญแก่ฉันเถอะ

นายอันนภาระกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าแม้ส่วนบุญนั้น ควรให้หรือไม่ควรให้ แต่ข้าพเจ้าจะถามพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะดู ถ้าควรให้ก็จักให้ ถ้าไม่ควรให้ก็จักไม่ให้.

นายอันนภาระเดินไปทันพระปัจเจกพุทธเจ้า ถามว่า ท่านเจ้าข้า สุมนเศรษฐีให้ทรัพย์แก่ข้าพเจ้าพันหนึ่ง ขอส่วนบุญในบิณฑบาตที่ถวายแก่ท่าน ข้าพเจ้าควรจะให้หรือไม่ให้.

พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า บัณฑิต เราจักทำอุปมาแก่ท่าน เหมือนอย่างว่า ในบ้านตำบลนี้มีร้อยตระกูล เราจุดประทีปไว้ในเรือนหลังหนึ่งเท่านั้น ตระกูลพวกนี้เอาน้ำมันเติมให้ใส้ตะเกียงชุ่มแล้วมาต่อไฟถือไป แสงของประทีปดวงเดิมยังมีอยู่หรือหาไม่

นายอันนภาระกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า แสงประทีปก็สว่างขึ้นไปอีก เจ้าข้า.

ข้อนี้อุปมาฉันใด ดูก่อนบัณฑิต ข้าวยาคูกระบวยหนึ่ง หรือข้าวสวยทัพพีหนึ่งจงยกไว้ เมื่อท่านให้ส่วนบุญแก่คนเหล่าอื่นในบิณฑบาตของตน พันคนหรือแสนคนก็ตาม ให้แก่คนเท่าใด บุญก็เพิ่มขึ้นแก่ตนมีประมาณเท่านั้น เมื่อท่านให้ก็ให้บิณฑบาตอันเดียวนั่นแหละ ต่อเมื่อให้ส่วนบุญแก่สุมนเศรษฐีอีกเล่า บิณฑบาตก็ขยายไปเป็น ๒ คือของท่านส่วนหนึ่ง ของเศรษฐีส่วนหนึ่ง ดังนี้

นายอันนภาระกราบพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วกลับไปยังสำนักของสุมนเศรษฐีกล่าวว่า ขอท่านจงรับส่วนบุญในบิณฑบาตทานเถิด นายท่าน.

เศรษฐีกล่าวว่า เชิญท่านรับทรัพย์พันกหาปณะไปเถิด.

นายอันนภาระกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ขายบิณฑบาตทาน แต่ข้าพเจ้าให้ส่วนบุญแก่ท่านด้วยศรัทธา.

เศรษฐีกล่าวว่า พ่ออันนภาระ พ่อให้ส่วนบุญแก่เราด้วยศรัทธา แต่เราบูชาคุณของพ่อ ฉันให้พันกหาปณะนี้ จงรับไปเถอะพ่ออันนภาระ.

นายอันนภาระกล่าวว่า จงเป็นอย่างนั้น จึงถือเอาทรัพย์พันกหาปณะไป.

เศรษฐีกล่าวว่า พ่ออันนภาระตั้งแต่พ่อได้ทรัพย์พันกหาปณะแล้ว ไม่ต้องทำกิจเกี่ยวแก่กรรมกรด้วยมือของตน จงปลูกเรือนอยู่ใกล้ถนนเถิด ถ้าพ่อต้องการสิ่งใด ฉันจะมอบสิ่งนั้นให้ พ่อจงมานำเอาไปเถอะ.

ธรรมดาบิณฑบาตที่บุคคลถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ ย่อมให้ผลในวันนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น สุมนเศรษฐีในวันอื่นแม้ไปสู่ราชตระกูล ไม่เคยชวนนายอันนภาระไปด้วย แต่ในวันนั้นได้ชวนไปด้วย เพราะอาศัยบุญของนายอันนภาระ พระราชาไม่มองดูเศรษฐีเลย ทรงมองแต่นายอันนภาระเท่านั้น.

เศรษฐีจึงทูลถามว่า เทวะ ข้าแต่สมมติเทพ เหตุไฉนพระองค์จึงทรงมองดูแต่บุรุษผู้นี้ยิ่งนักพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เรามองดูเพราะไม่เคยเฝ้าในวันอื่นๆ. เศรษฐีทูลว่า เทวะ เขาสมควรมองดูอย่างไร คุณที่ควรมองดูของเขาคืออะไร เพราะวันนี้เขาไม่บริโภคภัตรที่เป็นส่วนของตนด้วยตนเอง แต่ถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะ เขาได้ทรัพย์พันกหาปณะจากมือของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.

พระราชาตรัสถามว่า เขาชื่อไร. ชื่อนายอันนภาระพระเจ้าข้า. เพราะได้จากมือของท่าน ก็ควรจะได้จากมือของเราบ้าง เราเองก็จักทำการบูชาเขา จึงพระราชทานทรัพย์พันกหาปณะแล้วตรัสว่า พนาย จงสำรวจดูเรือนที่คนนี้จะอยู่ได้.

ราชบุรุษทูลว่า พระเจ้าข้า.

ราชบุรุษทั้งหลายจัดแจงแผ้วถางที่สำหรับเรือนนั้นได้พบขุมทรัพย์ชื่อปิงคละ ในที่ๆ จอบกระทบแล้วๆ ตั้งเรียงกัน จึงมากราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ.

พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นจงไปขุดขึ้นมา. เมื่อราชบุรุษเหล่านั้นขุดอยู่ ขุมทรัพย์ก็จมลงไป ราชบุรุษเหล่านั้นไปกราบทูลพระราชาอีก.

พระราชาตรัสว่า จงไปขุดตามคำของนายอันนภาระ. ราชบุรุษก็ไปขุดตามคำสั่ง ขุมทรัพย์เหมือนดอกเห็ดตูมๆ ผุดขึ้นในที่ๆ จอบกระทบแล้ว ราชบุรุษเหล่านั้นขนทรัพย์มากองไว้ในพระราชสำนัก. พระราชาประชุมอำมาตย์ทั้งหลายแล้วตรัสถามว่า ในเมืองนี้ ใครมีทรัพย์มีประมาณถึงเท่านี้ไหม. อำมาตย์ทูลว่า ไม่มีของใคร พระเจ้าข้า.

ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น นายอันนภาระนี้จงชื่อว่า ธนเศรษฐี ในพระนครนี้.

เขาได้ฉัตรประจำตำแหน่งเศรษฐีในวันนั้นนั่นเอง.

ตั้งแต่วันนั้น เขากระทำแต่กรรมอันดีงามจนตลอดชีวิต จุติจากภพนั้นไปเกิดในเทวโลก เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์เป็นเวลานาน ครั้งที่พระศาสดาของพวกเราทรงอุบัติ ก็มาถือปฏิสนธิในนิเวศน์เจ้าศากยะพระนามว่าอมิโตทนะ กรุงกบิลพัสดุ์ ในวันขนานนาม ผู้คนทั้งหลายตั้งชื่อเขาว่า เจ้าอนุรุทธ เป็นกนิษฐภาคาของเจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ เป็นโอรสของพระเจ้าอาของพระศาสดา เป็นสุขุมาลชาติอย่างยิ่ง เป็นผู้มีบุญมาก ภัตรเกิดขึ้นในถาดทองแก่เขาทีเดียว.

ภายหลังพระมารดาของเขาคิดว่าจักให้ลูกของเรารู้จักบทว่า “ไม่มี” เอาถาดทองปิดถาดทองอีกใบหนึ่ง แล้วส่งใบแต่ถาดเปล่าๆ ในระหว่างทาง เทวดาทำให้เต็มด้วยขนมทิพย์ เขามีบุญมากถึงเพียงนี้ อันเหล่านางฟ้อนที่ประดับตกแต่งแล้วแวดล้อมเสวยสมบัติบนปราสาท ๓ หลังเหมาะแก่ฤดูทั้ง ๓ เหมือนเทวดา.

ส่วนพระโพธิสัตว์ของเราจุติจากดุสิตในสมัยนั้น มาถือปฏิสนธิในครรภ์ของอัครมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ทรงเจริญวัยโดยลำดับ ทรงครองเรือนอยู่ ๒๙ ปี แล้วทรงเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณโดยลำดับ ทรงยับยั้งที่โพธิมัณฑสถาน ๗ สัปดาห์ ประกาศพระธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน ทรงกระทำการอนุเคราะห์โลก

ทรงให้อำมาตย์ ๑๐ คนพร้อมทั้งบริวารคนละพันที่พระราชบิดาทรงสดับข่าวว่า บุตรของเรามายังกรุงราชคฤห์แล้วตรัสว่า ไปเถิดพนาย พวกเจ้าจงนำบุตรของเรามาดังนี้ ให้บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาแล้ว อันพระกาฬุทายีเถระทูลวิงวอนให้เสด็จจาริกจึงมีภิกษุแสนรูปเป็นบริวาร เสด็จออกจากรุงราชคฤห์ไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงทำพระธรรมเทศนาอันวิจิตรมีปาฏิหาริย์ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์เป็นอันมากในสมาคมแห่งพระญาติ ยังมหาชนให้ดื่มน้ำอมฤตแล้ว.

ครั้นวันที่ ๒ ทรงถือบาตรและจีวรไปประทับยืนที่ทวารพระนคร ทรงรำพึงว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายทรงประพฤติการเสด็จกลับยังพระนครแห่งสกุลอย่างไรหนอ ดังนี้ ทราบว่า ทรงประพฤติเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก จึงทรงเสด็จเพื่อบิณฑบาตตามลำดับตรอก ทรงตรัสธรรมถวายพระราชาผู้ทรงสดับข่าวว่า บุตรของเราเที่ยวบิณฑบาตเสด็จมาแล้ว ผู้มีสักการะสัมมานะที่พระราชบิดาทูลเชิญให้เสด็จมาแล้ว ทูลเชิญให้เสด็จเข้านิเวศน์ของพระองค์ ทรงกระทำแล้ว ทรงอนุเคราะห์พระญาติที่พึงทรงกระทำในที่นั้น ทรงกระทำแล้ว ทรงอนุเคราะห์พระญาติที่พึงทรงกระทำในที่นั้นแล้วให้ราหุลกุมารบรรพชาแล้ว ไม่นานนักก็เสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์ไปจาริกในมัลลรัฐแล้วเสด็จกลับมายังอนุปิยอัมพวัน

สมัยนั้น พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงประชุมศากยะสกุลทั้งหลายตรัสว่า ถ้าบุตรของเราจักครองเรือน จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ประกอบด้วยรัตนะ ๗ แม้ราหุลกุมารนัดดาของเราจักแวดล้อมพระเจ้าจักรพรรดิ์นั้นเที่ยวไปกับหมู่กษัตริย์. อนึ่ง ขอให้พวกท่านทั้งหลายจงทราบความข้อนี้ไว้เถิดว่าแต่บัดนี้ บุตรของเราทรงเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขัตติยกุมารจงเป็นบริวารของพระองค์เถิด พวกท่านจงให้ทารกคนหนึ่งจากตระกูลหนึ่งๆ.

ครั้นพระเจ้าสุทโธทนะตรัสอย่างนี้แล้ว ขัตติยกุมารถึงพันองค์จึงออกผนวชโดยพระดำรัสครั้งเดียวเท่านั้น.

สมัยนั้น เจ้ามหานามเป็นเจ้าแห่งกุฏุมพี จึงเข้าไปหาเจ้าศากยะพระนามว่าอนุรุทธะ ได้กล่าวคำนี้ว่า พ่ออนุรุทธะ บัดนี้ ศากยะกุมารที่มีชื่อเสียงออกผนวชตามพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงผนวชแล้ว ไม่มีใครๆ ออกผนวชจากสกุลของเราเลย ถ้ากระนั้นเจ้าจงบวช หรือว่าพี่จักบวช

เจ้าอนุรุทธได้ฟังดำรัสของเจ้าพี่แล้วไม่ยินดีในการครองเรือน ได้ออกผนวชเป็นพระองค์ที่ ๗

ลำดับแห่งการผนวชของเจ้าอนุรุทธนั้นมาแล้วในคัมภีร์สังฆเภทขันธกะ.

เจ้าอนุรุทธเสด็จไปยังอนุปิยอัมพวัน บวชแล้วด้วยประการฉะนี้

บรรดาเจ้าศากยะกุมารเหล่านั้น พระภัททิยเถระบรรลุพระอรหัตภายในพรรษานั่นเอง พระอนุรุทธเถระทำทิพยจักขุให้บังเกิด พระเทวทัตทำสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด พระอานนทเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พระภัคคุเถระและพระกิมภิละเถระได้บรรลุอรหัตในภายหลัง. ก็อภินิหารแห่งความปรารถนา แต่ปางก่อนของพระเถระทุกรูปนั้น จักมาถึงในเรื่องของแต่ละคน.

ก็พระอนุรุทธเถระนี้เรียนกรรมฐานในสำนักของพระธรรมเสนาบดี แล้วไปบำเพ็ญสมณธรรม ที่ปาจีนวังสทายวัน แคว้นเจติยะ ก็ตรึกแล้วถึงมหาปริวิตก ๗ ประการ ลำบากในวิตกที่ ๘.

พระศาสดาทรงทราบว่าพระอนุรุทธลำบากในมหาปุริสวิตกที่ ๘ ทรงพระดำริว่า เราจักทำความดำริของเธอให้เต็มจึงเสด็จไปในที่นั้น ประทับนั่งบนพุทธอาสน์อันประเสริฐที่เขาปูลาดไว้ ทรงทำมหาปุริสวิตกที่ ๘ ให้เต็มแล้วตรัสมหาอริยวงสปฏิปทา ประดับไปด้วยความสันโดษด้วยปัจจัย ๔ และมีภาวนาเป็นที่มายินดีแล้ว เสด็จเหาะไปถึงเภสกฬาวันเทียว

พอพระตถาคตเสด็จไปแล้วเท่านั้น พระเถระมีวิชา ๓ เป็นพระมหาขีณาสพใหญ่ คิดว่า พระศาสดารู้ใจของเรา เสด็จมาประทานมหาปุริสวิตกที่ ๘ ให้เต็ม. อนึ่ง มโนรถของเรานั้นถึงที่สุดแล้ว ปรารภธรรมเทศนาอันไพเราะของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และธรรมที่ตนแทงตลอดแล้ว

ได้ภาษิตอุทานคาถาเหล่านี้ว่า

พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว

เสด็จมาหาเราด้วยมโนมยิทธิทางกาย เมื่อใดความดำริได้มีแก่เรา

เมื่อนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้สูงขึ้น พระพุทธเจ้าผู้ทรง

ยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า ได้ทรงแสดงธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า

เรารู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์แล้ว เป็นผู้ยินดีในพระศาสนาอยู่

วิชชา ๓ เราก็บรรลุโดยลำดับแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

เราก็ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

ต่อมาภายหลัง พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า อนุรุทธะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีทิพยจักขุในศาสนาของเรา.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๖ ประวัติพระภัททิยกาฬิโคธาบุตร

พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้

บทว่า อุจฺจากุลิกานํ ความว่า ผู้เกิดในตระกูลสูง.

บทว่า ภทฺทิโย ได้แก่ เจ้าศากยะผู้เป็นพระราชาออกผนวชพร้อมกับพระอนุรุทธเถระ.

บทว่า กาฬิโคธายปุตฺโต ความว่า พระเทวีนั้นเป็นผู้มีผิวดำ.

ส่วนคำว่า โคธา เป็นนามของพระเทวีนั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า นางกาฬิโคธา. อธิบายว่า เป็นบุตรของนางกาฬิโคธาเทวีนั้น.

ถามว่า ก็พระเถระนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นยอดของภิกษุสาวกผู้มีตระกูลสูง เพราะเหตุไร ผู้ที่มีตระกูลสูงกว่าพระภิททิยะนั้นไม่มีหรือ.

ตอบว่า ไม่มี.

จริงอยู่ พระมารดาของท่านเป็นใหญ่ที่สุดของเจ้าทั้งหมดโดยวัย ในระหว่างเจ้าสากิยานีทั้งหลาย ท่านสละราชสมบัติที่มาถึงในสากิยสกุลอย่างนั้นออกผนวช เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นยอดของภิกษุผู้มีตระกูลสูงทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง พระภัททิยะนี้ด้วยอานุภาพแห่งความปรารถนาในปางก่อน บังเกิดในราชตระกูล แล้วครองราชสมบัติถึง ๕๐๐ ชาติติดต่อกันมาโดยลำดับ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวว่า พระภัททิยะนั้นเป็นยอดของภิกษุผู้มีตระกูลสูง.

ก็ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับต่อไปนี้ :-

ความพิสดารว่า ในอดีตกาล แม้พระภัททิยะนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในสกุลมีโภคสมบัติมาก ไปฟังพระธรรมตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล ในวันนั้นได้เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูง

จึงคิดว่า แม้เราก็ควรเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูงในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตดังนี้ จึงนิมนต์พระตถาคตถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ๗ วัน หมอบแทบบาทมูล ตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มิได้หวังสมบัติอย่างอื่นด้วยผลแห่งทานนี้ แต่ในอนาคตกาล ขอข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูงในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเถิด.

พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตเล็งเห็นความสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่า กรรมนี้ของท่านจักสำเร็จในที่สุดแห่งแสนกัปแต่กัปนี้ไป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักทรงอุบัติขึ้น ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูงในศาสนาของพระองค์ ดังนี้แล้ว ทรงกระทำอนุโมทนาภัตแล้ว เสด็จกลับวิหาร.

ครั้นท่านได้ฟังพยากรณ์แล้วจึงทูลถามกรรมที่จะให้เป็นไปสำหรับภิกษุผู้เกิดในตระกูลสูง ได้กระทำกรรมอันดีงามมากหลายจนตลอดชีวิตอย่างนี้ คือสร้างธรรมาสน์ ปูลาดเครื่องลาดบนธรรมาสน์นั้น พัดสำหรับผู้แสดงธรรม รายจ่ายสำหรับพระธรรมกถึก โรงอุโบสถ กระทำกาละในอัตภาพนั้นแล้ว เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในระหว่างพระทศพลพระนามว่ากัสสป และพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา มาบังเกิดในเรือนของกุฎุมพีในกรุงพาราณสี

สมัยนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าหลายองค์มาแต่ภูเขาคันธมาทน์ นั่งฉันบิณฑบาตในที่ๆ สะดวกสบาย ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา เขตกรุงพาราณสี. กุฎุมพีนั้นทราบว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นกระทำการแบ่งปันภัตรนั้นในที่ตรงนั้นเป็นประจำทีเดียว จึงลาดแผ่นหินไว้ ๘ แผ่น บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายอยู่จนตลอดชีพ

ตอนนั้น ท่านเวียนว่ายไปในเทวดาและมนุษย์ถึงพุทธันดรหนึ่ง ครั้นในพุทธุปบาทกาลนี้จึงมาบังเกิดในขัตติยสกุลในกรุงกบิลพัสดุ์ และในวันขนานนาม พวกญาติทั้งหลายขนานนามของท่านว่า ภัททิยกุมาร.

ภัททิยกุมารนั้นอาศัยบุญเป็นกษัตริย์องค์หนึ่งในระหว่างกษัตริย์ ๖ พระองค์ ตามนัยที่กล่าวไว้ในอนุรุทธสูตร ในหนหลัง เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน ทรงผนวชในสำนักของพระศาสดาแล้วได้บรรลุพระอรหัต.

ต่อมาภายหลัง พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในเชตวันมหาวิหาร ได้ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ภัททิยะโอรสของพระนางกาฬิโคธา เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูงในศาสนาของเรา.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๗ ประวัติพระลกุณฎกภัททิยเถระ

พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้

บทว่า มญฺชุสฺสรานํ แปลว่า มีเสียงหวาน.

บทว่า ลกุณฺฏกภทฺทิโย ความว่า ท่านว่าโดยส่วนสูง เป็นคนเตี้ย โดยชื่อชื่อว่า ภัททิยะ.

ในปัญหากรรม แม้ของพระภัททิยะนั้นมีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับต่อไปนี้ :-

กล่าวโดยพิสดาร ท่านพระเถระแม้นี้บังเกิดในตระกูลที่มีโภคะมาก ในกรุงหงสวดี ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ไปพระวิหารฟังธรรมตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

สมัยนั้น ท่านเห็นพระภิกษุผู้มีเสียงไพเราะรูปหนึ่งที่พระศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เกิดจิตคิดว่า อัศจรรย์หนอ ต่อไปในอนาคต เราพึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีเสียงไพเราะในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เหมือนภิกษุนี้ จึงนิมนต์พระศาสดาถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ๗ วัน แล้วหมอบลงแทบพระบาทของพระศาสดา ตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยผลแห่งทานนี้ ข้าพระองค์มิได้หวังสมบัติอื่น แต่ในอนาคตกาล ขอข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีเสียงไพเราะในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเถิด.

พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตก็ทรงเห็นความสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่า กรรมของท่านนี้จักสำเร็จในที่สุดแห่งแสนกัปแต่กัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมจักทรงอุบัติขึ้น ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีเสียงไพเราะในศาสนาของพระองค์ ดังนี้แล้วเสด็จกลับพระวิหาร.

แม้ท่านได้พยากรณ์นั้นแล้ว กระทำกรรมดีงามอยู่ตลอดชีวิต ทำกาละในอัตภาพนั้นแล้ว เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดเป็นนกดุเหว่ามีขนปีกอันสวยงาม อยู่ในเขมมิคทายวัน.

วันหนึ่งไปยังหิมวันตประเทศ เอาปากคาบผลมะม่วงหวานมา เห็นพระศาสดามีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ถวายบังคมแล้วคิดว่า ในวันอื่นๆ เรามีตัวเปล่าพบพระตถาคต แต่วันนี้เรานำมะม่วงสุกผลนี้มาเพื่อฝากบุตรของเรา แต่สำหรับบุตรนั้นเราไปเอาผลอื่นมาให้ก็ได้ แต่ผลนี้เราควรถวายพระทศพลดังนี้ จึงคงบินอยู่ในอากาศ.

พระศาสดาทรงทราบใจของนกจึงแลดูพระอุปัฏฐากนามว่าอโสกเถระ. พระเถระจึงนำบาตรถวายพระศาสดา นกดุเหว่าจึงเอาผลมะม่วงสุกวางไว้ในบาตรของพระทศพล. พระศาสดาประทับนั่งเสวยในที่นั้นนั่นแหละ. นกดุเหว่ามีจิตเลื่อมใสนึกถึงพระคุณของพระทศพลเนืองๆ ถวายบังคมพระทศพลแล้วไปรังของตน ยับยั้งอยู่ด้วยสุขปีติ ๗ วัน. ในอัตภาพนั้น เธอทำกัลยาณกรรมไว้มีประมาณเท่านี้ด้วยกรรมนี้ เธอจึงมีเสียงไพเราะ.

แต่ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป เมื่อชนทั้งหลายปรารภเริ่มสร้างเจดีย์ ต่างพูดกันว่า เราจะสร้างขนาดเท่าไร เราสร้างขนาด ๗ โยชน์ก็จะใหญ่เกินไป ถ้าอย่างนั้นก็สร้างขนาด ๖ โยชน์ แม้ ๖ โยชน์นี้ก็ใหญ่เกินไป เราจะสร้าง ๕ โยชน์ เราจะสร้าง ๔ โยชน์… ๓ โยชน์… ๒ โยชน์ ดังนี้.

ท่านภัททิยะนี้ ครั้งนั้นเป็นนายช่างใหญ่พูดว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย การสร้างก็ควรนึกถึงการบำรุงได้ง่ายในอนาคตกาลบ้าง แล้วกล่าวว่า มุขแต่ละมุขขนาดคาวุตหนึ่ง เจดีย์ส่วนกลมโยชน์หนึ่ง ส่วนสูงโยชน์หนึ่ง ดังนี้ ชนเหล่านั้นก็เชื่อ. ท่านได้กระทำแต่พอประมาณแด่พระพุทธเจ้าผู้หาประมาณมิได้ ด้วยกรรมนั้นดังกล่าวมานี้ จึงเป็นผู้มีขนาดต่ำกว่าชนเหล่าอื่นในที่ที่ตนเกิดแล้ว ด้วยประการดังนี้.

ครั้งพระศาสดาของเรา ท่านมาบังเกิดในตระกูลที่มีโภคะสมบัติมากในกรุงสาวัตถี พวกญาติขนานนามของท่านว่า ภัททิยะ.

ท่านเจริญวัยแล้ว เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในเชตวันมหาวิหาร จึงไปพระวิหารฟังพระธรรมเทศนา ได้ศรัทธาแล้วรับกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว.

ต่อมาภายหลัง พระศาสดาประทับนั่งท่ามกลางพระอริยสงฆ์ ทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งผู้ยอดของเหล่าภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๘ ประวัติพระปิณโฑลภารทวาชะ

พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้.

บทว่า สีหนาทิกานํ ความว่า ผู้บันลือสีหนาท คือพระบิณโฑลภารทวาชะเป็นยอด.

ได้ยินมาว่า ในวันบรรลุพระอรหัต ท่านถือเอาผ้ารองนั่งออกจากวิหารนี้ไปวิหารโน้น ออกจากบริเวณนี้ไปบริเวณโน้น เที่ยวบันลือสีหนาทว่า ท่านผู้ใดมีความสงสัยในมรรคหรือผล ท่านผู้นั้นจงถามเราดังนี้ ท่านยืนต่อพระพักตร์พระพุทธทั้งหลายบันลือสีหนาทว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กิจที่ควรกระทำในศาสนานี้ถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้น ชื่อว่าผู้ยอดของเหล่าภิกษุผู้บันลือสีหนาท.

ก็ในปัญหากรรมของท่านมีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับต่อไปนี้

ได้ยินว่า ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระปิณโฑลภารทวาชะนี้บังเกิดในกำเนิดสีหะ ณ เชิงบรรพต.

พระศาสดาทรงตรวจดูโลก ทรงเห็นเหตุสมบัติของท่าน (ความถึงพร้อมแห่งเหตุ) จึงเสด็จทรงบาตรในกรุงสาวัตถี ภายหลังเสวยภัตตาหาร แล้ว ในเวลาใกล้รุ่ง เมื่อสีหะออกไปหาเหยื่อ จึงทรงเข้าไปยังถ้ำที่อยู่ของสีหะนั้น ประทับนั่งขัดสมาธิในอากาศเข้านิโรธสมาบัติ.

พระยาสีหะได้เหยื่อแล้ว กลับมาหยุดอยู่ที่ประตูถ้ำ เห็นพระทศพลประทับนั่งภายในถ้ำ ดำริว่า

ไม่มีสัตว์อื่นที่ชื่อว่าสามารถจะมานั่งยังที่อยู่ของเรา บุรุษนี้ใหญ่แท้หนอ มานั่งขัดสมาธิภายในถ้ำได้ แม้รัศมีสรีระของท่านก็แผ่ไปโดยรอบ เราไม่เคยเห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้ บุรุษนี้จักเป็นยอดของปูชนียบุคคลในโลกนี้ แม้เราควรกระทำสักการะตามสติกำลัง ถวายพระองค์.

จึงไปนำดอกไม้ต่างๆ ทั้งที่เกิดในน้ำ ทั้งที่เกิดบนบกลาดเป็นอาสนะดอกไม้ตั้งแต่พื้นจนถึงที่นั่งขัดสมาธิ ยืนนมัสการพระตถาคตในที่ตรงพระพักตรตลอดคืนยังรุ่ง รุ่งขึ้นวันใหม่ก็นำดอกไม้เก่าออก เอาดอกไม้ใหม่ลาดอาสนะโดยทำนองนี้ เที่ยวตกแต่งปุบผาสนะถึง ๗ วัน บังเกิดปีติโสมนัสอย่างแรง ยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูถ้ำ ในวันที่ ๗ พระศาสดาออกจากนิโรธ ประทับยืนที่ประตูถ้ำ.

พระยาสีหะราชาแห่งมฤคกระทำประทักษิณพระตถาคต ๓ ครั้ง ไหว้ในที่ทั้ง ๔ แล้วถอยออกไปยืนอยู่.

พระศาสดาทรงดำริว่า เท่านี้จักพอเป็นอุปนิสัยแก่เธอ เหาะกลับไปพระวิหารตามเดิม.

ฝ่ายพระยาสีหะนั้นเป็นทุกข์เพราะพลัดพรากจากพระพุทธองค์ กระทำกาละแล้วถือปฏิสนธิในตระกูลมหาศาลในกรุงหงสวดี เจริญวัยแล้ว วันหนึ่งไปพระวิหารกับชาวกรุง ฟังพระธรรมเทศนา บำเพ็ญมหาทาน ๗ วัน โดยนัยที่กล่าวแล้วแต่หลัง กระทำกาละในภพนั้น เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายมาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลในกรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ โดยชื่อมีชื่อว่า ภารทวาชะ.

ท่านเจริญวัยแล้ว ศึกษาไตรเพทเที่ยวสอนมนต์แก่มาณพ ๕๐๐ คน ท่านรับภิกษาของมาณพทุกคนด้วยตนเองเที่ยวในที่ที่เขาเชื้อเชิญ เพราะตนเป็นหัวหน้า เขาว่าท่านภารทวาชะนี้เป็นคนมักโลเลอยู่นิดหน่อย คือเที่ยวแสวงหาข้าวต้มข้าวสวยและของเคี้ยวไม่ว่าในที่ไหนๆ กับมาณพเหล่านั้น ในที่ที่ท่านไปแล้วไปอีกก็ต้อนรับเพียงข้าวถ้วยเดียวเท่านั้น ดังนั้น จึงปรากฎชื่อว่า ปิณโฑลภารทวาชะ.

วันหนึ่ง เมื่อพระศาสดาเสด็จถึงกรุงราชคฤห์ ท่านได้ฟังธรรมกถา ได้ศรัทธาแล้ว บวชบำเพ็ญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ในเวลาที่ท่านบรรลุพระอรหัตนั่นเอง ท่านถือเอาผ้าปูนั่งออกจากวิหารนี้ไปวิหารโน้น ออกจากบริเวณนี้ไปบริเวณโน้น เที่ยวบันลือสีหนาทว่า ท่านผู้ใดมีความสงสัยในมรรคหรือผล ขอท่านผู้นั้นจงถามเราเถิด.

วันหนึ่ง เศรษฐีในกรุงราชคฤห์เอาไม้ไผ่ต่อๆ กันขึ้นไป แขวนบาตรไม้แก่นจันทร์ มีสีดังดอกชัยพฤกษ์ไว้ในอากาศ ท่านเหาะไปถือเอาด้วยฤทธิ์ เป็นผู้ที่มหาชนให้สาธุการแวดล้อมไปพระวิหาร วางไว้ในพระหัตถ์ของพระตถาคตแล้ว.

พระศาสดาทรงทราบอยู่สอบถามว่า ภารทวาชะ เธอได้บาตรนี้มาแต่ไหน. ท่านจึงเล่าเหตุการณ์ที่ได้มาถวาย พระศาสดาตรัสว่า เธอแสดงอุตตริมนุสสธรรมเห็นปานนี้แก่มหาชน เธอกระทำกรรมสิ่งที่ไม่ควรทำแล้ว ทรงตำหนิโดยปริยายเป็นอันมากแล้วทรงบัญญัติสิกขาบทว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ควรแสดงอุตตริมนุสสธรรมอันเป็นอิทธิปาฏิหาริย์แก่พวกคฤหัสถ์ทั้งหลาย ผู้ใดขืนแสดงต้องอาบัติทุกกฎ” ดังนี้

ทีนั้นเกิดพูดกันในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ว่า พระเถระที่บันลือสีหนาทในวันที่ตนบรรลุพระอรหัต บอกในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ว่า ผู้ใดมีความสงสัยในมรรคหรือผล ผู้นั้นจงถามเรา ดังนี้ ในที่ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า ก็ทูลถึงการบรรลุพระอรหัตของตน พระสาวกเหล่าอื่นก็นิ่ง โดยความที่ตนชอบบันลือสีหนาทนั่นเอง แม้จะทำมหาชนให้เกิดความเลื่อมใสเหาะไปรับบาตรไม้แก่นจันทน์ ภิกษุเหล่านั้นกระทำคุณทั้ง ๓ เหล่านี้เป็นอันเดียวกัน กราบทูลแก่พระศาสดาแล้ว. ก็ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงติเตียนผู้ที่ควรติเตียน ย่อมทรงสรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญ ในฐานะนี้.

พระศาสดาทรงถือว่า ความเป็นยอดของพระเถระที่สมควรสรรเสริญนั้นแหละ แล้วสรรเสริญพระเถระว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอินทรีย์ ๓ นั่นแล เธอเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ภารทวาชภิกษุได้พยากรณ์พระอรหัตแลว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์เราอยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ เราทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้

อินทรีย์ ๓ เป็นไฉน คือ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอินทรีย์ ๓ เหล่านี้แล เธอเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ภารทวาชภิกษุพยากรณ์แล้วซึ่งพระอรหัตตผล ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์เราอยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ ดังนี้.

จึงทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุบันลือสีหนาทแล.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๙ ประวัติพระปุณณมันตานีบุตรเถระ

พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้

คำว่า ปุณณมันตานีบุตร คือพระเถระชื่อว่า ปุณณะ โดยชื่อ แต่ท่านเป็นบุตรของนางมันตานีพราหมณี (จึงชื่อว่า ปุณณมันตานีบุตร)

ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า ก่อนที่พระทศพลพระนามว่าปทุมุตตระทรงอุบัติ ท่านปุณณะบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล กรุงหงสวดี ในวันขนานนามท่าน พวกญาติขนานนามว่าโคตมะ.

ท่านเจริญวัยแล้ว เรียนไตรเพท เป็นผู้ฉลาดในศิลปศาสตร์ทั้งปวง มีมาณพ ๕๐๐ เป็นบริวารเที่ยวไป จึงพิจารณาไตรเพทดูก็ไม่เห็นโมกขธรรมเครื่องพ้น คิดว่า ธรรมดาไตรเพทนี้เหมือนต้นกล้วย ข้างนอกเกลี้ยงเกลา ข้างในหาสาระมิได้ การถือไตรเพทนี้เที่ยวไป ก็เหมือนบริโภคแกลบ เราจะต้องการอะไรด้วยศิลปะนี้ จึงออกบวชเป็นฤาษี ทำพรหมวิหารให้บังเกิด เป็นผู้มีฌานไม่เสื่อมก็จักเข้าถึงพรหมโลก ดังนี้ จึงพร้อมกับมาณพ ๕๐๐ ไปยังเชิงเขาบวชเป็นฤาษีแล้ว

ท่านมีชฎิล ๑๘,๐๐๐ เป็นบริวาร ท่านทำอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ให้บังเกิดแล้วบอกกสิณบริกรรมแก่ชฎิลเหล่านั้นด้วย. ชฎิลเหล่านั้นตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน บำเพ็ญจนได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ทุกรูป.

เมื่อกาลเป็นเวลานานไกลล่วงไป ในเวลาที่โคตมดาบสนั้นเป็นคนแก่ พระปทุมุตตระทศพลก็ทรงบรรลุปรมาภิสัมโพธิญาณ ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ มีภิกษุแสนรูปเป็นบริวาร ทรงอาศัยกรุงหงสวดีประทับอยู่.

วันหนึ่ง พระทศพลนั้นทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอรหัตตูปนิสัยของบริษัทโคตมดาบส และความปรารถนาของโคตมดาบส (ที่ปรารถนาว่า ขอเราพึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้จะทรงบังเกิดในกาลภายหน้าเถิด) จึงชำระเสรีระแต่เช้าตรู่ ถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง เสด็จไปโดยเพศที่ใครๆ ไม่รู้จัก ในเมื่ออันเตวาสิกของโคตมดาบสไปเพื่อแสวงหาผลหมากรากไม้ในป่า ไปประทับยืนที่ประตูบรรณศาลาของโคตมดาบส.

ฝ่ายโคตมดาบสแม้ไม่ทราบว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว เห็นพระทศพลมาแต่ไกลเทียวก็ทราบได้ว่า บุรุษผู้นี้ปรากฏ น่าจะเป็นคนพ้นโลกแล้ว เหมือนความสำเร็จแห่งสรีระของพระองค์ซึ่งประกอบด้วยจักกลักษณะ หากครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ หากออกบวชก็จักเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้มีกิเลสดุจหลังคาเปิดแล้ว ดังนี้ จึงถวายอภิวาทพระทศพล โดยการพบครั้งแรกเท่านั้น ทูลว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดมาประทับทางนี้ ปูลาดอาสนะถวายแล้ว

พระตถาคตประทับนั่งแสดงธรรมแก่โคตมดาบส.

ขณะนั้น พวกชฎิลเหล่านั้นมาด้วยหมายว่า จักให้ผลหมากรากไม้ในป่าที่ประณีตๆ แก่อาจารย์ ส่วนที่เหลือจักบริโภคเอง ดังนี้ เห็นพระทศพลประทับนั่งบนอาสนะสูง แต่อาจารย์นั่งบนอาสนะต่ำ ต่างสนทนากันว่า พวกเราคิดกันว่า ในโลกนี้ไม่มีใครที่ยิ่งกว่าอาจารย์ของเรา แต่บัดนี้ปรากฏว่า บุรุษนี้ผู้เดียวให้อาจารย์ของเรานั่งบนอาสนะต่ำ ตนเองนั่งบนอาสนะสูง มนุษย์นี้ทีจะเป็นใหญ่หนอ ดังนี้ ต่างถือตระกร้าพากันมา.

โคตมดาบสเกรงว่า ชฎิลเหล่านี้จะพึงไหว้เราในสำนักพระทศพล จึงกล่าวว่า พ่อทั้งหลายอย่าไหว้เรา บุคคลผู้เลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลกเป็นผู้ควรที่ท่านทุกคนพึงไหว้ได้ ท่านทั้งหลายจงไหว้บุรุษผู้นี้.

ดาบสทั้งหลายคิดว่า อาจารย์ไม่รู้คงไม่พูด จึงถวายบังคมพระบาทแห่งพระตถาคตเจ้าหมดทุกองค์. โคตมดาบสกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย เราไม่มีโภชนะอย่างอื่นที่สมควรถวายแด่พระทศพล เราจักถวายผลหมากรากไม้ในป่านี้ จึงเลือกผลาผลที่ประณีตๆ บรรจงวางไว้ในบาตรของพระพุทธเจ้า ถวายแล้ว. พระศาสดาเสวยผลหมากรากไม้ในป่าแล้ว ต่อจากนั้น แม้ดาบสเองกับอันเตวาสิกจึงฉัน.

พระศาสดาเสวยเสร็จแล้วทรงพระดำริว่า พระอัครสาวกทั้ง ๒ จงพาภิกษุแสนรูปมา ในขณะนั้น พระมหาวิมลเถระอัครสาวกรำลึกว่า พระศาสดาเสด็จไปที่ไหนหนอ ก็ทราบว่า พระศาสดาทรงประสงค์ให้เราไปจึงพาภิกษุแสนรูปไปเฝ้าถวายบังคมอยู่.

พระดาบสกล่าวกะอันเตวาสิกว่า พ่อทั้งหลาย พวกเราไม่มีสักการะอื่น (ทั้ง) ภิกษุสงฆ์ก็ยืนอยู่ลำบาก เราจักปูลาดบุปผาสนะถวายภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เจ้าเป็นประธาน ท่านทั้งหลายจงไปนำเอาดอกไม้ที่เกิดทั้งบนบกทั้งในน้ำมาเถิด.

ในทันใดนั้นเอง ดาบสเหล่านั้นจึงนำเอาดอกไม้อันสมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมาจากเชิงเขาด้วยอิทธิฤทธิ์ ปูลาดอาสนะทั้งหลายโดยนัยที่กล่าวไว้ในเรื่องของพระสารีบุตรเถระนั่นแล.

การเข้านิโรธสมาบัติก็ดี การกั้นฉัตรก็ดี ทุกเรื่องพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

ในวันที่ ๗ พระศาสดาทรงออกจากนิโรธสมาบัติ ทรงเห็นดาบสทั้งหลายยืนล้อมอยู่ จึงตรัสเรียกพระสาวกผู้บรรลุเอตทัคคะในความเป็นพระธรรมกถึกตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุ หมู่ฤาษีนี้ได้กระทำสักการะใหญ่ เธอจงกระทำอนุโมทนาบุปผาสนะแก่หมู่ฤาษีเหล่านี้.

ภิกษุนั้นรับพระพุทธดำรัสแล้วพิจารณาพระไตรปิฎกกระทำอนุโมทนา เวลาจบเทศนาของภิกษุนั้น พระศาสดาทรงเปล่งพระสุระเสียงดุจเสียงพรหมแสดงธรรมด้วยพระองค์เอง.

เมื่อจบเทศนา (เว้น) โคตมดาบสเสีย ชฎิล ๑๘,๐๐๐ รูปที่เหลือได้บรรลุพระอรหัต. ส่วนโคตมดาบสไม่อาจทำการแทงตลอดโดยอัตภาพนั้น จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุผู้ที่แสดงธรรมก่อนนี้ ชื่อว่าอย่างไรในศาสนาของพระองค์.

พ. ตรัสว่า โคตมดาบส ภิกษุนี้เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกในศาสนาของเรา.

โคตมดาบสหมอบแทบบาทมูล กระทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยผลแห่งบุญกุศลที่ข้าพระองค์ทำมา ๗ วันนี้ ข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต เหมือนดังภิกษุรูปนี้.

พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตกาล ก็ทรงทราบว่า ความปรารถนาของโคตมดาบสนั้นสำเร็จโดยหาอันตรายมิได้ แล้วทรงพยากรณ์ว่า ในที่สุดแห่งแสนกัปในอนาคตกาล พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตม จักทรงอุบัติขึ้น ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกในศาสนาของพระองค์ แล้วตรัสกะดาบสผู้บรรลุพระอรหัตว่า เอถ ภิกฺขโว จงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ ดาบสทุกรูปมีผมและหนวดอันตรธานไป ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเช่นกับพระเถระ ๑๐๐ พรรษา.

พระศาสดาทรงพาภิกษุสงฆ์เสด็จกลับพระวิหาร.

ฝ่ายโคตมดาบสก็บำรุงพระตถาคตจนตลอดชีวิต บำเพ็ญแต่กัลยาณกรรมตามกำลัง เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแสนกัป

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา จึงมาเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อโทณวัตถุ ไม่ไกลกรุงกบิลพัสดุ์ ในวันขนานนามของท่าน พวกญาติขนานนามท่านว่า ปุณณมาณพ.

ครั้งเมื่อพระศาสดาทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณ ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จดำเนินมาโดยลำดับ เข้าอาศัยอยู่ยังกรุงราชคฤห์

พระอัญญาโกณฑัญญเถระมายังกรุงกบิลพัสดุ์ ให้ปุณณมาณพหลานชายของตนบวชแล้ว รุ่งขึ้นจึงมาเฝ้าพระทศพล ถวายบังคมแล้วก็ทูลลาไปยังฉัททันตสระ เพื่อพักผ่อนกลางวัน.

ฝ่ายพระปุณณมันตานีบุตรมาเฝ้าพระทศพลพร้อมกับพระอัญญาโกณฑัญญเถระผู้ลุง คิดว่า เราจักทำกิจแห่งบรรพชิตของเราให้ถึงที่สุดแล้ว จึงจักไปเฝ้าพระทศพล ดังนี้ จึงถูกละไว้ในกรุงกบิลพัสดุ์นั่นเอง กระทำโยนิโสมนสิการกรรมฐาน ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัตมีกุลบุตรออกบวชในสำนักของท่านถึง ๕๐๐ รูป

พระเถระเองได้กถาวัตถุ ๑๐ จึงสอนแม้แก่บรรพชิตเหล่านั้นด้วยกถาวัตถุ ๑๐ บรรพชิตเหล่านั้นดำรงอยู่ในโอวาทของท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตทุกรูปเทียว. ภิกษุเหล่านั้นรู้ว่า กิจแห่งบรรพชิตของตนถึงที่สุดแล้ว จึงเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ กิจของพวกกระผมและผู้ได้มหากถาวัตถุ ๑๐ ถึงที่สุดแล้ว เป็นสมัยที่พวกกระผมจะเฝ้าพระทศพล.

พระเถระฟังถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นแล้วจึงคิดว่า พระศาสดาทรงทราบว่า เราได้กถาวัตถุ ๑๐ เมื่อเราแสดงธรรมก็แสดงไม่พ้นกถาวัตถุ ๑๐ เมื่อเราไปภิกษุทั้งหมดนี้ก็จะแวดล้อมไป ก็การไปด้วยคลุกคลีด้วยหมู่คณะอย่างนี้เข้าเฝ้าพระทศพลของเราก็ไม่ควร ภิกษุเหล่านี้จงไปเฝ้าก่อน ดังนี้ จึงกล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า อาวุโส ท่านทั้งหลายจงเดินล่วงหน้าไปเฝ้าพระตถาคต และจงกราบพระบาทของพระองค์ตามคำของเรา แม้เราก็จักไปตามทางที่ท่านไปแล้ว ดังนี้.

ภิกษุเหล่านั้นทุกรูปล้วนอยู่ในรัฐที่เป็นชาติภูมิเดียวกับพระทศพล ทั้งหมดเป็นพระขีณาสพ ได้กถาวัตถุ ๑๐ หมดทุกรูป ยินดียิ่งซึ่งโอวาทของอุปัชฌาย์ของตน ไหว้พระเถระแล้วเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ล่วงหนทางถึง ๖๐ โยชน์จนถึงพระเวฬุวันมหาวิหารในกรุงราชคฤห์ ถวายบังคมพระบาทของพระทศพล แล้วพากันนั่งอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง

ก็นี่เป็นอาจิณณวัตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายที่จะทรงชื่นชอบตอบกับอาคันตุกะภิกษุทั้งหลาย ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงกระทำปฏิสันถารด้วยมธุรวาจากับภิกษุเหล่านั้น โดยนัยมีอาทิว่า กจฺจิ ภิกฺขเว ขมนียํ พอทนได้หรือภิกษุทั้งหลาย แล้วตรัสถามว่า พวกเธอมาแต่ไหน เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลตอบว่าจากชาติภูมิ แล้วจึงตรัสถามภิกษุผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุผู้เป็นเพื่อนพรหมจรรย์ชาวชาติภูมิกันได้สรรเสริญใครหนอแลอย่างนี้ว่า ตนเองก็ปรารถนาน้อยด้วย สอนภิกษุทั้งหลายเรื่องปรารถนาน้อยด้วย ดังนี้

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ท่านชื่อว่าท่านปุณณมันตานีบุตร พระเจ้าข้า.

ท่านพระสารีบุตรได้ฟังถ้อยคำนั้น จึงเป็นผู้ใคร่เพื่อจะพบพระเถระ.

ครั้งนั้น พระศาสดาได้เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ไปสู่กรุงสาวัตถี พระปุณณเถระได้ยินว่าพระทศพลเสด็จมากรุงสาวัตถี จึงคิดว่าเราจักเฝ้าพระศาสดา จึงออกเดินไปจนทันเฝ้าพระตถาคตที่ภายในพระคันธกุฎีทีเดียว. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ท่าน พระเถระสดับธรรมแล้ว ถวายบังคมพระทศพลแล้วไปยังป่าอันธวันเพื่อหลีกเร้น จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง.

แม้พระสารีบุตรเถระทราบว่าท่านมา มองหาทิศทางแล้วเดินไปกำหนดโอกาสเข้าไปยังโคนไม้นั้นแล้วสนทนากับพระเถระ ถามถึงลำดับแห่งวิสุทธิ ๗ แม้พระเถระก็พยากรณ์ที่ท่านถามแล้วถามเล่าถวายท่าน พระเถระทั้งสองนั้นต่างอนุโมทนาสุภาษิตของกันและกัน.

ต่อมาภายหลัง พระศาสดาทรงประทับนั่งท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกแล.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๑๐ ประวัติพระมหากัจจายนเถระ

พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้.

บทว่า สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส ความว่า ของธรรมที่ตรัสไว้โดยย่อ.

บทว่า วิตฺถาเรน อตฺถํ วิภชนฺตานํ ความว่า จำแนกอรรถออกทำเทศนานั้นให้พิสดาร.

นัยว่า พวกภิกษุเหล่าอื่นไม่อาจทำพระดำรัสโดยย่อของพระตถาคตให้บริบูรณ์ ทั้งโดยอรรถทั้งโดยพยัญชนะได้ แต่พระเถระนี้อาจทำให้บริบูรณ์ได้แม้โดยทั้ง ๒ อย่าง เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าเป็นยอด.

ก็แม้ความปรารถนาแต่ปางก่อนของพระเถระนั้น ก็เป็นอย่างนี้.

อนึ่ง ในปัญหากรรมของพระเถระนั้น มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้ :-

ได้ยินว่า ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระเถระนั้นบังเกิดในสกุลคฤหบดีผู้มหาศาล เจริญวัยแล้ว วันหนึ่งไปวิหารตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท เห็นภิกษุรูปหนึ่งที่พระศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จำแนกอรรถแห่งพระดำรัสที่พระองค์ตรัสโดยย่อให้พิสดาร จึงคิดว่า ภิกษุซึ่งพระศาสดาทรงชมเชยอย่างนี้ เป็นใหญ่หนอ แม้ในอนาคตกาล เราก็ควรเป็นอย่างภิกษุนี้ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งดังนี้.

จึงนิมนต์พระศาสดา ถวายมหาทาน ๗ วันตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. หมอบลงแทบบาทมูลของพระศาสดา กระทำความปรารถนาว่า พระเจ้าข้า ด้วยผลแห่งสักการะนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอื่น แต่ในอนาคตกาล ขอข้าพระองค์พึงได้ตำแหน่งนั้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เหมือนภิกษุที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งในวันสุดท้าย ๗ วันนับแต่วันนี้.

พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตกาล ทรงเห็นว่าความปรารถนาของกุลบุตรนี้จักสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่า กุลบุตรผู้เจริญ ในที่สุดแห่งแสนกัปในอนาคต พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักทรงอุบัติขึ้น ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จำแนกอรรถแห่งคำที่ตรัสโดยสังเขปให้พิสดาร ในศาสนาของพระองค์ดังนี้ ทรงกระทำอนุโมทนาแล้วเสด็จกลับไป.

ฝ่ายกุลบุตรนั้นบำเพ็ญกุศลตลอดชีพแล้วเวียนว่ายในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแสนกัป. ครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า ก็มาถือปฏิสนธิในครอบครัวกรุงพาราณสี เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ก็ไปยังสถานที่สร้างเจดีย์ทอง จึงเอาอิฐทองมีค่าแสนหนึ่งบูชา ตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า สรีระของข้าพระองค์จงมีวรรณเพียงดังทองในที่ๆ เกิดแล้วเถิด. ต่อแต่นั้น ก็กระทำกุศลกรรมตราบเท่าชีวิต เวียนว่ายในเทวดาและมนุษย์พุทธันดรหนึ่ง.

ครั้งพระทศพลของเราอุบัติ มาบังเกิดในเรือนแห่งปุโรหิต ในกรุงอุชเชนี ในวันขนานนามท่าน มารดาบิดาปรึกษากันว่าบุตรของเรามีสรีระมีผิวดั่งทอง คงจะถือเอาชื่อของตนมาแล้ว จึงขนานนามท่านว่า กาญจนมาณพ ดังนี้.

พอท่านโตขึ้นแล้วก็ศึกษาไตรเพท เมื่อบิดาวายชนม์แล้วก็ได้ตำแหน่งปุโรหิตแทน โดยโคตรชื่อว่ากัจจายนะ. พระเจ้าจัณฑปัชโชตทรงประชุมอำมาตย์แล้วมีพระราชดำรัสว่า พระพุทธเจ้าทรงบังเกิดขึ้นในโลกแล้ว พวกเจ้าเป็นผู้สามารถจะทูลนำพระองค์มาได้ ก็จงนำพระองค์มานะพ่อนะ.

อำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ คนอื่นชื่อว่าเป็นผู้สามารถจะนำพระทศพลมาไม่มี อาจารย์กาญจนพราหมณ์เท่านั้นสามารถ ขอจงทรงส่งท่านไปเถิด พระเจ้าข้า.

พระราชาตรัสเรียกให้กัจจายนะมาตรัสสั่งว่า พ่อจงไปยังสำนักของพระทศพลเจ้า.

อ. ทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เมื่อข้าพระองค์ไปแล้วได้บวชก็จักไป.

พระราชาตรัสว่า เจ้าจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็นำพระตถาคตมาซิพ่อ.

กัจจายนอำมาตย์นั้นคิดว่าสำหรับผู้ไปสำนักของพระพุทธเจ้าไม่จำต้องทำด้วยคนจำนวนมากๆ จึงไปเพียง ๘ คน.

ครั้งนั้น พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่อำมาตย์นั้น จบเทศนาท่านได้บรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งปฏิสัมภิทากับชนทั้ง ๗ คน พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า เอถ ภิกฺขโว (ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุเถิด) ในขณะนั้นนั่นเทียว ทุกๆ คนก็มีผมและหนวดหายไป ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ เป็นประดุจพระเถระ ๑๐๐ พรรษาฉะนั้น.

พระเถระเมื่อกิจของตนถึงที่สุดแล้วไม่นั่งนิ่ง กล่าวสรรเสริญการเสด็จไปกรุงอุชเชนี ถวายพระศาสดาเหมือนพระกาฬุทายีเถระ. พระศาสดาสดับคำของท่านแล้วทรงทราบว่า พระกัจจายนะย่อมหวังการไปของเราในชาติภูมิของตน แต่ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอาศัยเหตุอันหนึ่ง จึงไม่เสด็จไปสู่ที่ที่ไม่สมควรเสด็จ. เพราะฉะนั้นจึงตรัสกะพระเถระว่า ภิกษุ ท่านนั่นแหละจงไป เมื่อท่านไปแล้ว พระราชาจักทรงเลื่อมใส.

พระเถระคิดว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ตรัสเป็นคำสอง ดังนี้จึงถวายบังคมพระตถาคต ไปกรุงอุชเชนีพร้อมกับภิกษุทั้ง ๗ รูปที่มาพร้อมกับตนนั่นแหละ ในระหว่างทางภิกษุเหล่านั้นได้เที่ยวบิณฑบาตในนิคมชื่อว่า นาลินิคม.

ในนิคมแม้นั้น มีธิดาเศรษฐี ๒ คน คนหนึ่งเกิดในตระกูลเก่าแก่เข็ญใจ เมื่อมารดาบิดาล่วงไปแล้ว ก็อาศัยเป็นนางนมเลี้ยงชีพ. แต่อัตภาพของเธอบึกบึน ผมยาวเกินคนอื่นๆ. ในนิคมนั้นนั่นแหละ ยังมีธิดาของตระกูลอิสรเศรษฐีอีกคนหนึ่ง เป็นคนไม่มีผม เมื่อก่อนนั้นมาแม้นางจะกล่าวว่า ขอให้นาง (ผมดก) ส่งไปให้ ฉันจักให้ทรัพย์ ๑๐๐ หนึ่ง หรือ ๑,๐๐๐ หนึ่งแก่เธอ ก็ให้เขานำผมมาไม่ได้.

ก็ในวันนั้น ธิดาเศรษฐีนั้นเห็นพระมหากัจจายนเถระมีภิกษุ ๗ รูปเป็นบริวาร เดินมามีบาตรเปล่า คิดว่าภิกษุผู้เป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์รูปหนึ่ง มีผิวดังทองรูปนี้เดินไปบาตรเปล่า ทรัพย์อย่างอื่นของเราก็ไม่มี แต่ว่าธิดาเศรษฐีบ้านโน้น (เคย) ส่ง (คน) มาเพื่อต้องการผมนี้ ตอนนี้เราอาจถวายไทยธรรมแก่พระเถระได้ด้วยทรัพย์ที่เกิดจากที่ได้ค่าผมนี้ ดังนี้จึงส่งสาวใช้ไปนิมนต์พระเถระทั้งหลายให้นั่งภายในเรือน พอพระเถระนั่งแล้ว (นาง) ก็เข้าห้องตัดผมของตน กล่าวว่า แน่แม่ จงเอาผมเหล่านี้ให้แก่ธิดาเศรษฐีบ้านโน้น แล้วเอาของที่นางให้มา เราจะถวายบิณฑบาตแก่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย

สาวใช้เอาหลังมือเช็ดน้ำตา เอามือข้างหนึ่งกุมเนื้อตรงหัวใจปกปิดไว้ในสำนักพระเถระทั้งหลาย ถือผมนั้นไปยังสำนักของธิดาเศรษฐี. ธรรมดาขึ้นชื่อว่าของที่จะขายแม้มีสาระ (ราคา) เจ้าของนำไปให้เอง ก็ไม่ทำให้เกิดความเกรงใจ. ฉะนั้น ธิดาเศรษฐีจึงคิดว่า เมื่อก่อนเราไม่อาจจะให้นำผมเหล่านี้มาได้ด้วยทรัพย์เป็นอันมาก แต่บัดนี้ตั้งแต่เวลาตัดออกแล้ว ก็ไม่ได้ตามราคาเดิม จึงกล่าวกะสาวใช้ว่า เมื่อก่อนฉันไม่อาจให้นำผมไปแม้ด้วยทรัพย์เป็นอันมาก แต่ผมนี้นำไปที่ไหนๆ ก็ได้ ไม่ใช่ผมของคนเป็น มีราคา ๘ กหาปณะ จึงให้ไป ๘ กหาปณะเท่านั้น

สาวใช้นำกหาปณะไปมอบให้แก่ธิดาเศรษฐี.

ธิดาเศรษฐีก็จัดบิณฑบาตแต่ละที่ให้มีค่าที่ละกหาปณะหนึ่งๆ ให้ถวายแด่พระเถระทั้งหลายแล้ว. พระเถระรำพึงแล้วเห็นอุปนิสัยของธิดาเศรษฐี จึงถามว่า ธิดาเศรษฐีไปไหน. สาวใช้ตอบว่า อยู่ในห้อง เจ้าค่ะ.

พระเถระว่า จงไปเรียกนางมาซิ.

พระเถระพูดครั้งเดียวนางมาด้วยความเคารพในพระเถระ ไหว้พระเถระแล้วเกิดศรัทธาอย่างแรง บิณฑบาตที่ตั้งไว้ในเขตอันบริสุทธิ์ ย่อมให้วิบากในปัจจุบันชาติทีเดียว เพราะฉะนั้น พร้อมกับการไหว้พระเถระ ผมทั้งหลายจึงกลับมาตั้งอยู่เป็นปกติ.

ฝ่ายพระเถระทั้งหลายถือเอาบิณฑบาตนั้นเหาะขึ้นไปทั้งที่ธิดาเศรษฐีเห็น ก็ลงพระราชอุทยานชื่ออุทธยานกัญจนะ คนเฝ้าพระราชอุทยานเห็นพระเถระนั้นแล้วจึงไปเจ้าเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระคุณเจ้ากัจจายนะปุโรหิตของเราบวชแล้วกลับมายังอุทยานแล้วพระเจ้าข้า.

พระเจ้าจันฑปัชโชตจึงเสด็จไปยังอุทยาน ไหว้พระเถระผู้กระทำภัตกิจแล้วด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง ตรัสถามว่า ท่านเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนล่ะ.

พระเถระทูลว่า พระองค์มิได้เสด็จมาเอง ทรงส่งอาตมะมา มหาบพิตร.

พระราชาตรัสถามว่า ท่านผู้เจริญ วันนี้พระคุณเจ้าได้ภิกษา ณ ที่ไหน.

พระเถระทูลบอกเรื่องที่กระทำได้โดยยากที่ธิดาเศรษฐีกระทำทุกอย่างให้พระราชาทรงทราบ ตามถ้อยคำควรแก่ที่ตรัสถาม.

พระราชาตรัสให้จัดแจงที่อยู่แก่พระเถระ แล้วนิมนต์พระเถระไปยังนิเวศน์ แล้วรับสั่งให้ไปนำธิดาเศรษฐีมาตั้งไว้ในตำแหน่งอัครมเหสีแล้ว ก็การได้ยศในปัจจุบันชาติได้มีแล้วแก่หญิงนี้ จำเดิมแต่นั้นพระราชาทรงกระทำสักการะใหญ่แด่พระเถระ.

มหาชนเลื่อมใสในธรรมกถาของพระเถระ บวชในสำนักของพระเถระ จำเดิมแต่กาลนั้น ทั่วพระนครก็รุ่งเรื่องด้วยผ้ากาสาวพัตรเป็นอันเดียวกัน คลาคล่ำไปด้วยหมู่ฤาษี.

ฝ่ายพระเทวีนั้นทรงครรภ์ พอล่วงทศมาสก็ประสูติพระโอรส ในวันถวายพระนามโอรสนั้น พระญาติทั้งหลายถวายพระนามของเศรษฐีผู้เป็นตาว่า โคปาลกุมาร.

พระมารดาก็มีพระนามว่า โคปาลมารดาเทวี ตามชื่อของพระโอรส. พระนางทรงเลื่อมใสในพระเถระอย่างยิ่ง ขอพระราชานุญาตสร้างวิหารถวายพระเถระในกัญจนราชอุทยาน.

พระเถระยังชาวอุชเชนีให้เลื่อมใสแล้ว ไปเฝ้าพระศาสดาอีกครั้งหนึ่ง.

ต่อมาภายหลัง พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร ทรงกระทำพระสูตร ๓ สูตรเหล่านี้คือ มธุบิณฑิกสูตร, กัจจายนเปยยาลสูตร, ปรายนสูตร ให้เป็นอัตถุปบัติเหตุ แล้วทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จำแนกอรรถแห่งพระดำรัสที่ทรงตรัสโดยย่อให้พิสดารแล้ว.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐ จบวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร