๑
อรรถกถาแปลไทย
อรรถกถาอกัมมนิยวรรค ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๓ สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อวิภาวิตํ ความว่า ไม่เจริญ คือไม่เป็นไปด้วยอำนาจภาวนา.
บทว่า อกมฺมนิยํ โหติ ได้แก่ ย่อมไม่ควรแก่งาน คือไม่คู่ควรแก่งาน. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ พึงทราบความโดยปริยายดังกล่าวแล้ว.
ก็บทว่า จิตฺตํ ในสูตรที่ ๑ นั้นได้แก่จิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวัฏฏะ.
(ในสูตรที่ ๒ ได้แก่จิตที่เกิดด้วยอำนาจวัฏฏะ).
ก็ในสองอย่างนั้น พึงทราบความแตกต่างกันดังนี้ คือ วัฏฏะ วัฏฏบาท วิวัฏฏะ วิวัฏฏบาท กรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่าวัฏฏะ กรรมคือการกระทำเพื่อได้วัฏฏะ ชื่อว่าวัฏฏบาท โลกุตรธรรม ๙ ชื่อว่าวิวัฏฏะ กรรมคือการปฏิบัติเพื่อได้วิวัฏฏะ ชื่อว่าวิวัฏฏบาท.
ท่านกล่าววัฏฏะและวิวัฏฏะไว้ในสูตรเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้ จบอรรถกถาสูตรที่ ๒
อรรถกถาสูตรที่ ๓
ในสูตรที่ ๓ พึงทราบจิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวัฏฏะนั่นแล
บทว่า มหโต อนตฺถาย สํวตฺตติ ความว่า จิตแม้ให้เทวสมบัติ มนุษยสมบัติและความเป็นใหญ่ในมารและพรหม ยังให้ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสเนืองๆ และให้วัฏฏะ คือขันธ์ ธาตุ อายตนะและปฏิจจสมุปบาท ย่อมให้แต่กองทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่. จบอรรถกถาสูตรที่ ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๔
บทว่า จิตฺตํ ในสูตรที่ ๔ ได้แก่ จิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวิวัฏฏะ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๕-๖
ในสูตรที่ ๕-๖ มีความแปลกกันเพียงเท่านี้ว่า อภาวิตํ อปาตุภูตํ ไม่อบรมแล้ว ไม่ปรากฎแล้ว ดังนี้ ในข้อนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ว่า
จิตแม้เกิดด้วยอำนาจวัฏฏะ ก็ชื่อว่าไม่อบรม ไม่ปรากฏ เพราะเหตุไร?
เพราะไม่สามารถจะแล่นไปในวิปัสสนาที่มีฌานเป็นบาท มรรคผลและนิพพานอันเป็นโลกุตตระ
ส่วนจิตที่เกิดด้วยอำนาจวิวัฏฏะ ชื่อว่าเป็นจิตอบรมแล้ว ปรากฏแล้ว เพราะเหตุไร?
เพราะสามารถแล่นไปในธรรมเหล่านั้นได้.
ส่วนท่านพระปุสสมิตตเถระผู้อยู่กุรุนทกวิหารกล่าวว่า ผู้มีอายุ มรรคจิตเท่านั้นชื่อว่าเป็นจิตอบรมแล้ว ปรากฏแล้ว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๕-๖
อรรถกถาสูตรที่ ๗-๘
ในสูตาที่ ๗-๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อพหุลีกตํ ได้แก่ ไม่กระทำบ่อยๆ พึงทราบเฉพาะจิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวัฏฏะและวิวัฏฏะทั้ง ๒ ดวงแม้นี้แล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๗-๘
อรรถกถาสูตรที่ ๙
ในสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
(จิต) ชื่อว่านำทุกข์มาให้ เพราะชักมาคือนำมาซึ่งวัฏฏทุกข์ ที่ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า ชาติปิ ทุกฺขา (แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์)
บาลีว่า ทุกฺขาธิวาหํ ดังนี้ก็มี ความแห่งบาลีนั้นพึงทราบดังต่อไปนี้ว่า
จิตชื่อว่าทุกขาธิวาหะ เพราะยากที่จะถูกนำส่งตรงต่ออริยธรรมอันมีฌานที่เป็นบาทของโลกุตตระเป็นต้น แม้จิตนี้ก็คือจิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวัฏฏทุกข์นั่นเอง.
จริงอยู่ จิตนั้น แม้จะให้เทวสมบัติและมนุษย์สมบัติมีประการดังกล่าวแล้ว ก็ชื่อว่านำทุกข์มาให้ เพราะนำชาติทุกข์เป็นต้นมาให้ และชื่อว่ายากที่จะนำไป เพราะส่งไปเพื่อบรรลุอริยธรรมได้โดยยาก. จบอรรถกถาสูตรที่ ๙
อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
ในสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
จิตก็คือจิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวิวัฏฏะนั่นแหละ.
จริงอยู่ จิตชื่อว่าสุขาธิวหะหรือสุขาธิวาหะ เพราะอรรถว่าชักมา คือนำมาซึ่งทิพยสุขอันละเอียดประณีตกว่าสุขของมนุษย์, ซึ่งฌานสุขอันละเอียดประณีตกว่าทิพยสุข, ซึ่งวิปัสสนาสุขอันละเอียดประณีตกว่าฌานสุข, ซึ่งมรรคสุขอันละเอียดประณีตกว่าวิปัสสนาสุข, ซึ่งผลสุขอันละเอียดประณีตกว่ามรรคสุข, ซึ่งนิพพานสุขอันละเอียดประณีตกว่าผลสุข.
จริงอยู่ จิตนั้นเป็นจิตสะดวกที่จะส่งตรงต่ออริยธรรม ซึ่งมีฌานอันเป็นบาทของโลกุตตระเป็นต้น เหมือนวชิราวุธของพระอินทร์ที่ปล่อยไป ฉะนั้น เหตุนั้นจึงเรียกว่าสุขาธิวาหะ.
ในวรรคนี้ท่านกล่าววัฏฏะและวิวัฏฏะเท่านั้นแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐ จบอรรถกถาอกัมมนิยวรรค ๓ -----------------------------------------------------