คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

โลภสูตร

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๖๘๗ บรรทัด๑ ฉบับ

อิติวุตตกวรรณนา อารัมภกถา

ข้าพเจ้าขอวันทาพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงเป็น

นาถะ ผู้มีพระทัยเปี่ยมล้นไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ

เสด็จถึงฝั่งสาคร คือไญยธรรมได้แล้ว ทรงมีนัยเทศนา

อันวิจิตรสุขุมคัมภีรภาพ.

ข้าพเจ้าขอวันทาพระธรรมนั้น อันอุดมที่สมเด็จ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบูชา ที่นำพาพระอริยสาวกทั้ง

หลายผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะให้พ้นไปจากโลก.

ข้าพเจ้าขอวันทาพระสงฆ์ ผู้เป็นพระอริยะนั้น

สถิตมั่นอยู่ในมรรคและผล สมบูรณ์แล้วด้วยศีลาทิคุณ

เป็นนาบุญอย่างเยี่ยมยอด.

ด้วยเดชานุภาพแห่งบุญที่เกิดจากการวันทาพระ

รัตนตรัย ดังได้พรรณนามานี้ ขอข้าพเจ้าจงปลอดภัย

จากอันตรายในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อเทอญ.

พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายผู้จำพรรษาอยู่

ในบุรี มีปกติแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ได้รวบรวมพระ

สูตรทั้งหลายที่พระผู้แสวงหาคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ ได้

ทรงแสดงไว้แล้ว โดยแยกเป็นนิบาต มีเอกนิบาตเป็น

อาทิอันส่องแสดงถึงการละซึ่งกิเลสทั้งหลายมีโลภะเป็น

ต้นไว้อย่างวิเศษเข้าเป็นสายเดียวกัน แล้วร้อยกรองบท

อักษรดังกล่าวมานี้ โดยเรียกชื่อว่า “อิติวุตตกะ”

อันที่จริง การแต่งอรรถกถาพรรณนาความลำดับ

บทที่มีอรรถอันลึกซึ้งในขุททกนิกาย เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้า

ทำได้ยาก เพราะเป็นอรรถที่จะพึงหยั่งถึงได้ก็ด้วยคัมภีร

ญาณ แต่เพราะเหตุที่อรรถกถาจะช่วยทรงศาสนาของ

พระศาสดาไว้ได้ ทั้งวินิจฉัยของบรรดาบุรพาจารย์ผู้

เปรียบปานด้วยราชสีห์ก็จะยังคงดำรงอยู่ด้วย

ฉะนั้น ข้าพเจ้าจักแต่งอรรถกถา “อิติวุตตกะ” ไว้

ให้ดีตามกำลัง โดยจะยึดวินิจฉัยของบรรดาบุรพาจารย์

นั้นเป็นหลัก ถือนิกาย ๕ เป็นเกณฑ์ อิงอาศัยนัยจาก

อรรถกถาเก่า แม้จะเป็นเพียงคำบอกกล่าวของนิสิต แต่ก็

บริสุทธิ์ ไม่คลาดเคลื่อน เป็นการวินิจฉัยอรรถที่ละเอียด

ของบรรดาบุรพาจารย์คณะมหาวิหาร แล้วเว้นความที่ซ้ำๆ

กันเสีย.

สาธุชนทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายได้โปรดตั้งใจ

สดับการพรรณนาความแห่งอรรถกถา “อิติวุตตกะ” นั้น

ของข้าพเจ้าผู้หวังให้พระสัทธรรมดำรงมั่นอยู่ได้นาน

จะได้จำแนกต่อไปนี้.

อธิบายอิติวุตตกะ

ในคาถานั้นชื่อว่าอิติวุตตกะ จัดเป็นนิบาต ๔ อย่าง คือเอกนิบาต ทุกนิบาต ติกนิบาต จตุกนิบาต. อิติวุตตกะแม้นั้นนับเนื่องในสุตตันตปิฏกในปิฏก ๓ อย่าง คือวินัยปิฏก สุตตันตปิฏก อภิธรรมปิฏก. นับเนื่องในขุททกนิกายในนิกาย ๕ อย่าง คือทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย. จัดเป็นอิติวุตตกะในนวังคสัตถุศาสน์ คือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ. สงเคราะห์เข้าในธรรมขันธ์จำนวนเล็กน้อย ในธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ ที่พระอานนทเถระผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริกปฏิญญาไว้อย่างนี้ว่า

ธรรมเหล่าใดที่เป็นไปแก่ข้าพเจ้า ธรรมเหล่านั้น

ข้าพเจ้าเรียนจากพระพุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ จากภิกษุ ๒,๐๐๐

รวมเป็น ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์.

____________________________

ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๙๗

โดยพระสูตร รวมพระสูตรไว้ ๑๑๒ พระสูตร คือ ในเอกนิบาต ๒๗ สูตร ในทุกนิบาต ๒๒ สูตร ในติกนิบาต ๕๐ สูตร ในจตุกนิบาต ๑๓ สูตร. อิติวุตตกะนั้น ในบรรดานิบาต มีเอกนิบาตเป็นนิบาตแรก ในบรรดาวรรคมีปาฏิโภควรรคเป็นวรรคแรก ในบรรดาสูตรมีโลภสูตรเป็นสูตรแรก.

อนึ่ง อิติวุตตกะแม้นั้นมีคำขึ้นต้นที่ท่านพระอานนท์กล่าวไว้ในคราวทำสังคายนาใหญ่ครั้งแรก มีอาทิว่า วุตฺตํ เหตํ ภควตา เป็นคำแรก. ก็การสังคายนาใหญ่ครั้งแรกนี้นั้น ยกขึ้นสู่แบบแผน ปรากฏอยู่ในวินัยปิฏกแล้วแล.

อนึ่ง กถามรรคใดที่จะพึงกล่าวไว้ เพื่อจะได้เข้าใจในคำขึ้นต้นในที่นี้ กถามรรคแม้นั้นก็ได้กล่าวไว้แล้วโดยพิสดารในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี เพราะเหตุนั้น นักศึกษาพึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้ในอรรถกถานั้นเถิด.

นิทานวรรณนา

ก็คำขึ้นต้นมีอาทิว่า วุตฺตํ เหตํ ภควตา และพระสูตรมีอาทิว่า เอกธมฺมํ ภิกฺขเว ปชหถ นี้ใด ในคำขึ้นต้นและพระสูตรนั้น บททั้งหลายมีอาทิว่า วุตฺตํ ภควตา เป็นบทนาม. บทว่า อิติ เป็นบทนิบาต. บทว่า ป ในบทว่า ปชหถ นี้ เป็นบทอุปสรรค. บทว่า ชหถ เป็นบทอาขยาต.

พึงทราบการจำแนกบทในที่ทุกแห่งตามนัยนี้.

อธิบาย วุตตศัพท์

อนึ่ง โดยอรรถ วุตตศัพท์ที่มีอุปสรรคและไม่มีอุปสรรคก่อน ย่อมปรากฏในอรรถทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ คือการหว่านพืช การทำพืชที่หว่านให้เสมอกัน การโกนผม การเลี้ยงชีวิต ความหลุดพ้น การเป็นไปโดยความเป็นปาพจน์ การเล่าเรียน การกล่าว.

จริงอย่างนั้น วุตตศัพท์นั่นมาในการหว่านพืช ในประโยคเป็นต้นว่า

โคทั้งหลายของเขากำลังตกลูก พืชที่หว่านในนากำลังงอก

ผู้ใดไม่ประทุษร้ายต่อมิตรทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมได้บริโภคผลของ

พืชทั้งหลายที่หว่านไว้แล้ว.

มาในการทำพืชที่หว่านให้เสมอกันด้วยวัตถุทั้งหลายมีคราดเป็นต้น ในประโยคมีอาทิว่า โน จ โข ปฏิวุตฺตํ. มาในการโกนผมในประโยคมีอาทิว่า มาณพหนุ่มชื่อ กาปฏิกะ โกนผมแล้ว. มาในการเลี้ยงชีวิต ในประโยคมิอาทิว่า มีขนตก อาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีวิต มีจิตดังมฤคอยู่. มาในความหลุดพ้นจากเครื่องผูก ในประโยคมีอาทิว่า ใบไม้เหลืองหลุดจากขั้ว ไม่สามารถกลับเป็นของเขียวสดได้อีก แม้ฉันใด. มาในการเป็นไปโดยความเป็นปาพจน์ ในประโยคมีอาทิว่า คนเหล่าใดขับ ร่าย สาธยายมนต์บทเก่านี้ ในบัดนี้. มาในการเล่าเรียนในประโยคมีอาทิว่า ก็คุณที่เล่าเรียนในโลก เป็นคุณที่จะต้องเล่าเรียนต่อไป. มาในการกล่าวในประโยคมีอาทิว่า ก็แลสมดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ขอเธอทั้งหลายจงเป็นธรรมทายาทของเราตถาคตเถิด อย่าเป็นอามิสทายาทเลย.

แต่ในที่นี้ วุตตศัพท์พึงเห็นว่าใช้ในการกล่าว เพราะเหตุนั้น จึงมีหมายความว่า พูด บอก กล่าว. ส่วนวุตตศัพท์ที่สอง พึงทราบว่าใช้ในคำพูดและในภาวะที่ประพฤติแล้ว.

____________________________

ขุ. ชา. เล่ม ๒๘/ข้อ ๔๐๑

ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๖๕๑

วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๓๔๖

ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๖๙

วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๓๔๖

อธิบาย หิ และเอตํศัพท์

ศัพท์ว่า หิ เป็นนิบาต ใช้ในความหมายนี้ว่า แน่แท้ ชัดแจ้ง. หิศัพท์นั้นส่องความว่า สูตรที่จะกล่าวในบัดนี้ เป็นสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างชัดแจ้ง. นิบาตทั้งหลายประกอบด้วยความประชุมพร้อมแห่งศัพท์ที่บอกความหมาย. จริงอยู่ นิบาตเหล่านั้นช่วยขยายความที่จะพึงกล่าวให้ชัดขึ้น.

เอตํ ศัพท์ในบทว่า เอตํ นี้ มาในอรรถว่า ประจักษ์ชัดในที่ใกล้ชิด ตามที่กล่าวแล้วในประโยคมีอาทิว่า

ก็บุคคลใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและ

พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ เห็นอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์

เหตุให้ทุกข์เกิด ความพ้นทุกข์ และอริยมรรคมี

องค์ ๘ อันมีปกติยังผู้ปฏิบัติให้ถึงความพ้นทุกข์

ด้วยปัญญาอันชอบ

การถึงสรณะของบุคคลนั้นนั่นแลเป็นที่พึ่ง

อันเกษม นั่นเป็นที่พึ่งอันสูงสุด เพราะว่าบุคคล

อาศัยสรณะนั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งหมด.

แต่ที่มาในอรรถว่า ประจักษ์ชัดในที่ใกล้ชิดที่กำลังกล่าวถึงอยู่ ในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลปุถุชนเมื่อกล่าวสรรเสริญคุณของพระตถาคตพึงกล่าวด้วยคำสรรเสริญ คำสรรเสริญนั่นเป็นเพียงเล็กน้อย เพียงขั้นต่ำ เพียงแค่ศีล.

อนึ่ง ในที่นี้ เอตํ ศัพท์พึงเห็นว่า ใช้ในความหมายว่า ประจักษ์ชัดในที่ใกล้ชิดที่กำลังกล่าวถึงอยู่นั่นแล. เพราะว่า สูตรที่กำลังกล่าวถึง ด้วยสามารถแห่งการพิจารณา พระอานนทเถระผู้ธรรมภัณฑาคาริก ดำรงอยู่แล้วในวุฒิธรรมกล่าวไว้ในครั้งแรกว่า เอตํ ดังนี้.

____________________________

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๔

ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๒

อธิบายคำว่า ภควา

ในบทว่า ภควตา นี้ พึงทราบอธิบายดังนี้

บทว่า ภควา เป็นคำเรียกบุคคลผู้เป็นที่เคารพ. เป็นความจริง คนทั้งหลายในโลกมักเรียกบุคคลผู้เป็นที่เคารพว่า ภควา และพระตถาคต ชื่อว่าเป็นที่เคารพของสัตว์ทั้งหลาย เพราะทรงวิเศษด้วยสรรพคุณ เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ภควา.

แม้พระโบราณาจารย์ทั้งหลายก็ได้กล่าวไว้ว่า

คำว่า ภควา เป็นคำประเสริฐที่สุด

คำว่า ภควา เป็นคำสูงสุด พระตถาคตนั้น

ทรงเป็นผู้ควรแก่ความเคารพคารวะ ด้วย

เหตุนั้น จึงขนานพระนามว่า ภควา.

อันที่จริง คำพูดที่ระบุถึงบุคคลผู้ประเสริฐที่สุด กล่าวกันว่า ประเสริฐที่สุด เพราะดำเนินไปด้วยกันกับคุณอันประเสริฐที่สุด. อีกประการหนึ่ง ที่ชื่อว่าวจนะ เพราะอรรถว่า อันบุคคลกล่าว ได้แก่ความหมาย. เพราะเหตุนั้น ในบทว่า ภควาติ วจนํ เสฏฐํ จึงมีความหมายว่า ความหมายใดที่จะพึงพูดด้วยคำว่า ภควา นี้ ความหมายนั้นประเสริฐที่สุด. แม้ในบทว่า ภควาติ วจนมุตฺตมํ นี้ ก็นัยนี้แล. บทว่า คารวยุตฺโต ได้แก่ ชื่อว่าทรงเป็นผู้ควรแก่ความเคารพคารวะ เพราะทรงประกอบด้วยคุณของบุคคลผู้เป็นที่เคารพ อีกประการหนึ่ง พระตถาคต ชื่อว่าทรงควรแก่ความเคารพ ก็เพราะเหตุที่ทรงควรซึ่งการกระทำความเคารพอย่างดียิ่ง. หมายความว่า ทรงควรแก่ความเคารพ. เมื่อเป็นเช่นนั้น คำว่า ภควา นี้จึงเป็นคำเรียกบุคคลผู้วิเศษโดยคุณบุคคลผู้สูงสุดกว่าสัตว์ และบุคคลผู้เป็นที่เคารพคารวะ ดังนี้แล.

อีกประการหนึ่ง พึงทราบความหมายของบทว่า ภควา ตามนัยที่มาในนิทเทสว่า

พระพุทธเจ้านั้น บัณฑิตขนานพระนามว่า ภควา

เพราะเหตุที่พระองค์ทรงมีภคธรรม ๑ ทรงมีปกติเสพภค

ธรรม ๑ ทรงมีภาคธรรม ๑ ทรงจำแนกแจกแจงธรรม ๑

ทรงทำลายนามรูป ๑ ทรงเป็นที่เคารพ ๑ ทรงมีภาคย

ธรรม ๑ ทรงมีพระองค์อบรมดีแล้วด้วยญายธรรมจำนวน

มาก ๑ ทรงถึงที่สุดแห่งภพ ๑.

และด้วยอำนาจแห่งคาถานี้ว่า

เพราะเหตุที่ พระพุทธเจ้า ทรงมีภาคยธรรม ๑

ทรงมีภัคคธรรม ๑ ทรงประกอบด้วยภัคคธรรม ๑ ทรง

จำแนกแจกแจงธรรม ๑ ทรงมีคนภักดี ๑ ทรงคายการ

ไปในภพทั้งหลาย ๑ ฉะนั้น จึงได้รับขนานพระนามว่า

ภควา.

ก็ความหมายนี้นั้น ได้กล่าวไว้แล้วในพุทธานุสตินิทเทส ในวิสุทธิมรรคอย่างครบถ้วน เพราะเหตุนั้น นักศึกษาพึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคนั้นเถิด.

____________________________

ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๓๗๙

ความหมายของภควาอีกนัยหนึ่ง

อีกนัยหนึ่ง พระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่า ทรงมีภาคธรรม

พระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่า ผู้อบรมพุทธกรธรรม

พระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่า ทรงเสพภาคธรรม

พระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่า ทรงเสพภคธรรม

พระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่า ทรงมีคนภักดี

พระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่า ทรงคายภคธรรม

พระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่า ทรงคายภาคธรรม

พระชินเจ้าทรงพระนามว่า ภควา เพราะหมายความ

ว่า ทรงมีภาคธรรม ๑ ทรงอบรมพุทธกรธรรม ๑ ทรงเสพ

ภาคธรรม ๑ ทรงเสพภคธรรม ๑ ทรงมีคนภักดี ๑ ทรงคาย

ภคธรรม ๑ ทรงคายภาคธรรม ๑.

ในความหมายเหล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

๑. ทรงมีภาคธรรม

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าภควา เพราะหมายความว่า ทรงมีภาคธรรม เป็นอย่างไร?

คือ กองธรรม ได้แก่ส่วนแห่งคุณมีศีลเป็นต้นที่วิเศษยิ่ง ไม่สาธารณ์แก่บุคคลอื่นมีอยู่ คือหาได้เฉพาะแก่พระตถาคตเจ้า.

จริงอย่างนั้น พระตถาคตเจ้านั้นทรงมี คือทรงได้ภาคแห่งคุณ ได้แก่ส่วนแห่งคุณ อันเป็นนิรัติสัย (ไม่มีส่วนแห่งคุณอื่นที่ยิ่งกว่า) ไม่จำกัดประเภท ไม่มีที่สุด ไม่สาธารณ์แก่บุคคลอื่น

มีอาทิอย่างนี้ คือ

ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ หิริ โอตตัปปะ ศรัทธา วิริยะ สติ สัมปชัญญะ สีลวิสุทธิ จิตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ สมถะ วิปัสสนา

กุศลมูล ๓ สุจริต ๓ สัมมาวิตก ๓ อนวัชชสัญญา ๓ ธาตุ ๓

สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อริยมรรค ๔ อริยผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ ญาณกำหนดรู้กำเนิด ๔ อริยวงศ์ ๔ เวสารัชชญาณ ๔ องค์ของภิกษุผู้บำเพ็ญเพียร ๕ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ นิสสารณียธาตุ ๕ วิมุตตายตนญาณ (ญาณเป็นบ่อเกิดแห่งวิมุตติ) ๕ วิมุตติปริปาจนียปัญญา (ปัญญาเป็นเครื่องบ่มวิมุตติ) ๕

อนุสติฐาน (ที่ตั้งแห่งอนุสติ) ๖ คารวะ ๖ นิสสารณียธาตุ ๖ สัตตวิหารธรรม ๖ อนุตริยะ ๖ นิพเพธภาคิยสัญญา ๖ อภิญญา ๖ อสาธารณญาณ ๖

อปริหานิยธรรม ๗ อริยทรัพย์ ๗ โพชฌงค์ ๗ สัปปุริสธรรม ๗ นิชชรวัตถุ ๗ สัญญา ๗ เทศนาว่าด้วยทักขิไณยบุคคล ๗ เทศนาว่าด้วยพลธรรมของพระขีณาสพ ๗

เทศนาว่าด้วยเหตุให้ได้ปัญญา ๘ สัมมัตตธรรม ๘ การล่วงพ้นโลกธรรม ๘ อารัมภวัตถุ ๘ อักขณเทศนา (เทศนาว่าด้วยขณะที่ไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้) ๘ มหาบุรุษวิตก ๘ เทศนาว่าด้วยอภิภายตนะ ๘ วิโมกข์ ๘

ธรรมที่มีโยนิโสมนสิการเป็นมูล ๙ องค์ของภิกษุผู้บำเพ็ญเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ๙ เทศนาว่าด้วยสัตตาวาส ๙ อุบายกำจัดอาฆาตวัตถุ ๙ สัญญา ๙ นานัตตธรรม ๙ อนุปุพพวิหารธรรม ๙

นาถกรณธรรม ๑๐ กสิณายตนะ (บ่อเกิดกสิณ) ๑๐ กุศลกรรมบถ ๑๐ สัมมัตตธรรม ๑๐ อริยวาสธรรม ๑๐ อเสกขธรรม ๑๐ ตถาคตพละ ๑๐

อานิสงส์เมตตา ๑๑ อาการธรรมจักร ๑๒ ธุดงค์คุณ ๑๓ พุทธญาณ ๑๔ วิมุตติปริปาจนียธรรม ๑๕ อานาปานสติ ๑๖ อตปนียธรรม ๑๖ พุทธธรรม ๑๘ ปัจจเวกขณญาณ ๑๙ ญาณวัตถุ ๔๔ อุทยัพพยญาณ ๕๐ กุศลธรรมมากกว่า ๕๐ ญาณวัตถุ ๗๗ สมาบัติสองล้านสี่แสนโกฏิ มหาวชิรญาณ ๕ เทศนานัยว่าด้วยการพิจารณาปัจจัยในอนันตนยสมันตปัฏฐานปกรณ์ และญาณแสดงถึงอาสยะเป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สุดในโลกธาตุอันไม่มีที่สุด.

เพราะเหตุนั้น เมื่อควรจะขนานพระนามว่า ภาควา เพราะเหตุที่ทรงมีภาคแห่งคุณ ตามที่ได้กล่าวจำแนกไว้แล้ว

ท่านก็ขนานพระนามว่า ภควา โดยรัสสะ อา อักษรเป็น อะ อักษร.

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าภควา เพราะหมายความว่าทรงมีภาคธรรม ดังพรรณนามานี้ก่อน

เพราะเหตุที่ภาคแห่งคุณทั้งหมด มีศีลเป็นต้น

มีอยู่ในพระสุคตอย่างครบถ้วน ฉะนั้น บัณฑิตจึงขนาน

พระนามพระองค์ว่า ภควา.

๒. ทรงอบรมพุทธกรธรรม

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่า ทรงอบรมพุทธกรธรรมเป็นอย่างไร?

คือ พุทธกรธรรม (ธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า) เหล่านั้นใดมีอาทิอย่างนี้ คือ บารมี ๑๐ ได้แก่ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี อุปบารมี ๑๐ และปรมัตถบารมี ๑๐ รวมเป็นบารมี ๓๐ ถ้วน สังคหวัตถุ ๔ มีทานเป็นต้น อธิษฐานธรรม ๔ มหาบริจาค ๕ คือ การบริจาคร่างกาย การบริจาคนัยนา (ดวงตา) การบริจาคทรัพย์ การสละราชสมบัติ การบริจาคบุตรและภรรยา บุพประโยค บุพจริยา การกล่าวธรรม พระจริยาที่เป็นประโยชน์แก่โลก พระจริยาที่เป็นประโยชน์แก่พระญาติ พระจริยาที่เป็นประโยชน์ในฐานะเป็นพระพุทธเจ้า ที่พระมหาสัตว์ทั้งหลายผู้ถึงความขวนขวาย เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลกทั้งมวล ผู้ประมวลธรรม ๘ ประการ มีความเป็นมนุษย์เป็นต้นไว้อย่างพร้อมมูลแล้วกระทำมหาภินิหารไว้ เพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ควรบำเพ็ญให้บริบูรณ์

หรือเมื่อว่าโดยย่อ คือพุทธกรธรรมที่เป็นเหตุเพิ่มบุญ เพิ่มญาณ (ปัญญา) พุทธกรธรรมเหล่านั้นที่พระองค์ทรงบำเพ็ญ คือสั่งสมมาโดยเคารพอย่างครบถ้วนไม่ขาดสาย สิ้นเวลา ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป นับแต่มหาภินิหาร (ที่ได้รับจากพระพุทธทีปังกร) มา โดยที่พุทธกรธรรมเหล่านั้นมิได้อยู่ในภาคเสื่อม มิได้อยู่ในภาคเศร้าหมอง หรือมิได้อยู่ในภาคหยุดชะงัก โดยที่แท้อยู่ในภาคคุณวิเศษที่สูงๆ ขึ้นไป มีอยู่แก่พระองค์ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า ภตวา (ผู้บำเพ็ญพุทธกรธรรม) ดังนั้น เมื่อควรขนานพระนามว่า ภตวา แต่กลับถวาย พระนามว่า ภควา เพราะแปลงอักษร ต ให้เป็นอักษร ค ตามนัยแห่งนิรุกติศาสตร์.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภตวา มีความว่า ทรงสั่งสม คืออบรมไว้ ได้แก่บำเพ็ญพุทธกรธรรม ตามที่กล่าวแล้วนั้นนั่นแล. พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่า ทรงอบรมพุทธกรธรรม แม้ด้วยประการฉะนี้.

เพราะเหตุที่พระโลกนาถทรงอบรมสัมภารธรรม

ทั้งหมดมีทานบารมีเป็นต้น เพื่อพระสัมมาสัมโพธิญาณ

ฉะนั้น จึงถวายพระนามว่า ภควา.

๓. ทรงเสพภาคธรรม

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่า ทรงเสพภาคธรรมเป็นอย่างไร?

คือส่วนแห่งสมาบัติที่ใช้ทุกวันนับได้จำนวนสองหมื่นสี่พันโกฏิเหล่าใดมีอยู่ พระพุทธเจ้าทรงใช้ ทรงคบ ทรงซ่องเสพ ได้แก่ทรงทำให้มากอยู่เนืองนิตย์ ซึ่งส่วนแห่งสมาบัติเหล่านั้นไม่มีเหลือ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลก และเพื่อประทับอยู่อย่างเป็นสุขในปัจจุบันของพระองค์ เพราะเหตุนั้น จึงทรงพระนามว่าภควา เพราะหมายความว่าทรงเสพภาคธรรม.

อีกประการหนึ่ง ในธรรมทั้งหลายที่ควรรู้ยิ่ง มีกุศลเป็นต้น และมีขันธ์เป็นต้น ธรรมเหล่าใดเป็นส่วนที่ควรรู้ยิ่งด้วยอำนาจเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้เป็นต้น หรือเป็นส่วนที่ควรรู้ยิ่ง โดยย่อก็มีอยู่ ๔ อย่าง

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๓

แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร ก็คือ

ธรรมทั้งหลายเป็นส่วนที่ควรกำหนดรู้หลายประเภทโดยนัยเป็นต้นว่า จักษุเป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ฯลฯ ชราและมรณะเป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ๑

ธรรมทั้งหลายเป็นส่วนที่ต้องละหลายประเภท โดยนัยเป็นต้นว่า เหตุเกิดของจักษุต้องละ ฯลฯ เหตุเกิดของชราและมรณะต้องละ ๑

ธรรมทั้งหลายเป็นส่วนต้องทำให้แจ้งหลายประเภทโดยนัยเป็นต้นว่า การดับของจักษุต้องทำให้แจ้ง ฯลฯ การดับของชราและมรณะต้องทำให้แจ้ง ๑

ธรรมทั้งหลายเป็นส่วนต้องทำให้เจริญหลายประเภทโดยนัยเป็นต้นว่า ปฏิปทาที่มีปกติให้ถึงความดับแห่งจักษุต้องเจริญ ฯลฯ สติปัฏฐาน ๔ ต้องเจริญ ๑

ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด พระพุทธเจ้าทรงใช้ ทรงคบ ทรงเสพด้วยอำนาจอารมณ์ ภาวนาและอาเสวนะตามควร.

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่า ทรงเสพภาคธรรมดังพรรณนามาฉะนี้.

อีกประการหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงเสพ ทรงปรารถนาด้วยพระมหากรุณาว่า หมวดธรรมมีศีลเป็นต้นเหล่านี้เป็นส่วนแห่งคุณ คือเป็นภาคแห่งคุณที่ทั่วไป ทำไฉนหนอ หมวดธรรมเหล่านั้นจะพึงดำรงมั่นอยู่ในสันดานของเวไนยสัตว์. และความปรารถนานั้นของพระองค์ ก็ได้นำผลมาให้สมพระประสงค์. พระพุทธเจ้าจึงทรงพระนามว่าภควา เพราะหมายความว่าทรงเสพภาคธรรมดังพรรณนามาฉะนี้.

เพราะเหตุที่พระตถาคตเจ้าทรงเสพ ทรงปรารถนา

ภาคแห่งคุณ คือการบรรลุไญยธรรม เพื่อเป็นประโยชน์

เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า ภควา.

๔. ทรงเสพภคธรรม

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่าทรงเสพภคธรรม เป็นอย่างไร?

คือว่าโดยย่อก่อน สมบัติทั้งหลายทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระชื่อว่าภคะ เพราะอันบุคคลทั้งหลายผู้ทำบุญไว้แล้ว ถึงพร้อมด้วยปโยคะ เสพได้ตามควรแก่สมบัติ.

ก่อนอื่นในภคธรรมทั้งสองนั้น ภคธรรมที่เป็นโลกิยะอันสูงสุดอย่างยิ่งยวด พระตถาคตเจ้า ครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ก่อนที่จะได้ตรัสรู้ ก็ได้เสวย คบ เสพมาแล้ว ซึ่งพระองค์ทรงดำรงอยู่ แล้วจึงได้พิจารณาพุทธกรธรรมอย่างครบถ้วน บ่มพุทธธรรมให้สุกเต็มที่

ต่อเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าก็ได้เสวย คบ เสพภคธรรมเหล่านั้นอันเป็นโลกุตระประกอบด้วยภาวะอันไม่มีโทษ ลึกซึ้ง ไม่สาธารณ์แก่บุคคลอื่น.

ส่วนที่ว่าโดยพิสดาร พระตถาคตเจ้า (ครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์) ก็ได้เสวย คบ เสพภคธรรม (อันเป็นโลกิยะ) ที่ไม่สาธารณะแก่บุคคลอื่นหลายอย่าง คือความเป็นพระเจ้าประเทศ ความเป็นเอกราช จักรพรรดิราชสมบัติ และเทวราชสมบัติเป็นต้น และครั้นได้เป็นพระพุทธเจ้าก็ได้เสวย คบ เสพภคธรรม (อันเป็นโลกุตระ) ที่ไม่สาธารณะแก่บุคคลอื่นหลายอย่าง คืออุตริมนุสธรรม มีฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ ญาณทัสสนะ การเจริญมรรคและการทำผลให้แจ้งเป็นต้น.

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ภควา เพราะความหมายว่าทรงเสพภคธรรม ดังพรรณนามาฉะนี้.

เพราะเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสพโลกิยสมบัติ

และโลกุตรสมบัติจำนวนมาก ฉะนั้น จึงได้รับขนานพระนาม

ว่า ภควา.

๕. ทรงมีคนภักดี

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่าทรงมีคนภักดี เป็นอย่างไร?

คือพระองค์ทรงมีคนภักดี คือมีคนที่ภักดีอย่างมั่งคงอยู่มาก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทรงมีคนภักดี.

เป็นความจริง พระตถาคตเจ้าชื่อว่าสูงสุดกว่าสรรพสัตว์ เพราะพรั่งพร้อมด้วยคุณวิเศษที่มีอำนาจหาที่เปรียบประมาณมิได้ อาทิพระมหากรุณาและพระสัพพัญญุตญาณ ชื่อว่าสูงสุดกว่าสรรพสัตว์ เพราะทรงมีอุปการะอย่างยิ่งยวดในหมู่สัตว์กับทั้งเทวดาและมนุษย์ ด้วยปโยคสมบัติอันยอดเยี่ยม นิรัติสัย มีการบำบัดสิ่งไม่เป็นประโยชน์ถึงก่อน มีการจัดสิ่งที่เป็นประโยชน์สุขให้ครบถ้วนเป็นเบื้องหน้า.

ชื่อว่าสูงสุดกว่าสรรพสัตว์ เพราะทรงมีรูปกายประดับด้วยคุณวิเศษอันไม่สาธารณะแก่บุคคลอื่น เช่น มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ อนุพยัญชนะ ๘๐ และพระรัศมีที่แผ่ซ่านออกไปวาหนึ่งเป็นต้น.

ชื่อว่าสูงสุดกว่าสรรพสัตว์ เพราะทรงประกอบด้วยเสียงสดุดีที่แสนไพบูลย์แสนบริสุทธิ์ แผ่ไปในไตรโลกเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า อิติปิโส ภควา ซึ่งพระองค์ทรงได้มาจากพระคุณตามที่เป็นจริง.

ชื่อว่าสูงสุดกว่าสรรพสัตว์ เพราะทรงดำรงมั่นอยู่ในพระคุณ มีความมักน้อยและความสันโดษเป็นต้นที่ถึงขั้นเป็นบารมีขั้นสูงสุด.

ชื่อว่าสูงสุดกว่าสรรพสัตว์ เพราะทรงประกอบด้วยคุณวิเศษอันยิ่งยวดมีทสพลญาณ และจตุเวสารัชชญาณเป็นต้น.

ชื่อว่าทรงเป็นยอด คือทรงเป็นฐานให้เกิดความภักดีอย่างพร้อมมูล เพราะทรงเป็นบ่อเกิดแห่งความเอื้อเฟื้อ ความนับถือและความเคารพอย่างมากของสัตว์ทั้งหลายไม่จำกัดรวมทั้งเทวดาและมนุษย์ เพราะทรงเป็นผู้ที่น่าเลื่อมใสทุกด้าน โดยทรงนำความเลื่อมใสมาให้โดยประการทั้งปวงในโลกสันนิวาสผู้ยึดถือประมาณ ๔ อย่างนี้คือ

ผู้ถือรูปเป็นประมาณก็เลื่อมใสในรูป ๑

ผู้ถือเสียงเป็นประมาณก็เลื่อมใสในเสียง ๑

ผู้ถือความเศร้าหมองเป็นประมาณก็เลื่อมใสในความเศร้าหมอง ๑

ผู้ถือธรรมเป็นประมาณก็เลื่อมใสในธรรม ๑.

บุคคลเหล่าใดตั้งอยู่ในโอวาทของพระองค์ ประกอบพร้อมด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ความภักดีของบุคคลเหล่านั้นอันใครๆ จะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร หรือพรหม ก็ลักไปไม่ได้. เป็นความจริง บุคคลเหล่านั้นแม้ตนเองจะต้องเสียชีวิต ก็จะไม่ยอมทิ้งความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้านั้น หรือคำสั่งของพระองค์ ก็เพราะต่างมีความภักดีอย่างมั่นคง

ด้วยเหตุนั้นแล พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

ผู้ใดแลเป็นปราชญ์ เป็นผู้กตัญญูกตเวที

ผู้นั้นย่อมเป็นกัลยาณมิตรและมีความภักดีอย่าง

มั่นคง.

และว่า ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมหาสมุทรตั้งอยู่เสมอฝั่งเป็นธรรมดาไม่ล้นฝั่ง ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เหล่าสาวกของเราก็จะไม่ยอมล่วงละเมิดสิกขาบทที่เราตถาคตบัญญัติแล้วแก่สาวกทั้งหลาย แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ฉันนั้นเหมือนกันแล.

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ภควา เพราะหมายความว่าทรงมีคนภักดี ดังพรรณนามาฉะนี้

เมื่อควรจะขนานพระนามว่า ภตฺตวา แต่กลับขนานพระนามว่า ภควา โดยลบ ต อักษรเสียตัวหนึ่งแล้วแปลง ต อักษรอีกตัวหนึ่งให้เป็น ค อักษร ตามนัยแห่งนิรุกติศาสตร์.

เพราะเหตุที่พระศาสดาผู้ประกอบด้วยพระคุณอันยิ่งยวด

ทรงมีปกติแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตวโลก ทรงมีคนภักดี

มาก ฉะนั้น จึงได้รับขนานพระนามว่า ภควา.

____________________________

ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๔๖๖

วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๔๕๘

๖. ทรงคายภคธรรม

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าภควา เพราะหมายความว่าทรงคายภคธรรมเป็นอย่างไร?

คือเพราะเหตุที่พระตถาคตเจ้า แม้ครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ ได้ทรงคายขยอกทิ้งซึ่งสิริและอิสริยยศ ที่เรียกว่าภคะ อย่างไม่ใยดีเหมือนทรงบ้วนก้อนเขฬะทิ้งฉะนั้น. จริงอย่างนั้น อัตภาพที่พระองค์ทรงสละสิริราชสมบัติอันเป็นเช่นกับราชสมบัติของเทวดาด้วยอำนาจการบำเพ็ญเนกขัมมบารมี กำหนดจำนวนไม่ได้ในชาติทั้งหลาย

มีอาทิอย่างนี้ คือ

ในคราวเกิดเป็นโสมนัสสกุมาร

ในคราวเกิดเป็นหัตถิปาลกุมาร

ในคราวเกิดเป็นอโยฆรบัณฑิต

ในคราวเกิดเป็นมูคปักขบัณฑิต (พระเตมีย์)

ในคราวเกิดเป็นพระเจ้าจูฬสุตโสม.

แม้ในอัตภาพก่อนๆ พระองค์ก็มิได้สำคัญสิริจักรพรรดิราชสมบัติมีความเป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ อันเป็นเช่นเดียวกับความเป็นใหญ่ในเทวโลก และยศที่สง่างามด้วยรัตนะ ๗ ซึ่งเป็นที่อาศัยของสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิที่อยู่แค่เอื้อมว่า ยิ่งไปกว่าหญ้า ทรงละทิ้งไปอย่างไม่ใยดี แล้วเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ จนได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ฉะนั้น จึงทรงพระนามว่าภควา เพราะหมายความว่าทรงคายภคธรรมมีสิริเป็นต้น ดังพรรณนามาฉะนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายชื่อว่า ภค เพราะเป็นเครื่องไป คือเป็นไปสม่ำเสมอแห่งนักษัตรทั้งหลาย ที่ชื่อว่า ภา อันอาศัยโลกพิเศษซึ่งจำแนกเป็นภูเขาสิเนรุ ยุคันธร อุตตรทวีป กุรุทวีปและภูเขาหิมวันต์เป็นต้น ชื่อว่าโสภา เพราะมีความตั้งมั่นตลอดกัป. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคาย คือทรงละภคธรรมแม้เหล่านั้นด้วยการละฉันทราคะอันปฏิพัทธ์ในภคธรรมนั้น เพราะก้าวล่วงซึ่งสัตตาวาสอันอยู่อาศัยภคธรรมนั้น. พระพุทธเจ้าพระนามว่าภควา เพราะทรงคายภคธรรมทั้งหลาย แม้ด้วยประการฉะนี้

พระสุคตพระนามว่า ภควา เพราะทรงละจักรพรรดิสิริ

ยศ อิสริยะ สุขและการสะสมโลก.

๗. ทรงคายภาคธรรม

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าภควา เพราะหมายความว่าทรงคายภาคธรรมเป็นอย่างไร?

คือชื่อว่าภาคะ ได้แก่โกฏฐาสทั้งหลาย. โกฏฐาสเหล่านั้นมีหลายอย่าง ด้วยอำนาจขันธ์ อายตนะ ธาตุเป็นต้น. แม้ขันธ์อายตนะ ธาตุเป็นต้นนั้น ก็มีโกฏฐาสหลายอย่าง ด้วยอำนาจขันธ์มีรูป เวทนาเป็นต้น และด้วยอำนาจขันธ์ที่เป็นอดีตเป็นต้น.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตัดขาดกิเลสเป็นเหตุให้เนิ่นช้าทั้งหมด (ปปัญจะ) กิเลสเครื่องประกอบไว้ทั้งหมด (โยคะ) กิเลสเครื่องรัดรึง (คัณฐะ) ทั้งหมด กิเลสเครื่องผูกมัดไว้ทั้งหมด (สังโยชน์) ได้แล้ว จึงบรรลุอมตธาตุ ทรงคายขยอกทิ้งภาคธรรมเหล่านั้นโดยมิทรงใยดี คือไม่เสด็จหวนกลับมาหาภาคธรรมเหล่านั้น.

จริงอย่างนั้น พระองค์ทรงคาย ขยอก สลัด ทิ้งส่วนแห่งธรรมทั้งหมดทีเดียวโดยไม่มีส่วนเหลือ แม้ด้วยการจำแนกธรรมไปตามลำดับบทมีอาทิ คือปฐวี อาโป เตโช วาโย ซึ่งมีอยู่ในที่ทุกแห่งทีเดียว จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มนะ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ จักษุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ จักษุสัมผัส ฯลฯ มโนสัมผัส จักษุสัมผัสชาเวทนา ฯลฯ มโนสัมผัสชาเวทนา จักษุสัมผัสชาสัญญา ฯลฯ มโนสัมผัสชาสัญญา จักษุสัมผัสชาเจตนา ฯลฯ มโนสัมผัสชาเจตนา รูปตัณหา ฯลฯ ธรรมตัณหา รูปวิตก ฯลฯ ธรรมวิตก รูปวิจาร ฯลฯ ธรรมวิจาร ทั่วถ้วนทุกอย่าง

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ดังนี้ว่า

อานนท์ สิ่งใดที่ตถาคตสละแล้ว คายแล้ว พ้นแล้ว ละได้แล้ว สละคืนแล้ว ตถาคตจักกลับมาหาสิ่งนั้นอีก เรื่องนี้ไม่ใช่ฐานะจะมีได้.

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าภควา เพราะหมายความว่าทรงคายภาคธรรม ดังว่ามานี้.

____________________________

ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๐๖

อีกประการหนึ่ง บทว่า ภาเค วมิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคาย ขยอก สละ ทิ้งธรรมทั้งหมด คือกุศลธรรมและอกุศลธรรม ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ ธรรมที่เลวและประณีต ธรรมที่มีส่วนเปรียบด้วยธรรมดำและธรรมขาว ทางพระโอษฐ์คืออริยมรรคญาณ และทรงแสดงธรรมเพื่อความเป็นอย่างนั้น แก่บุคคลเหล่าอื่น.

สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย แม้ธรรมทั้งหลายเธอก็ต้องละ จะป่วยกล่าวไปไยถึงอธรรมเล่า

ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตจึงแสดงธรรมเปรียบด้วยแพแก่เธอทั้งหลาย เพื่อต้องการให้ถ่ายถอน มิใช่เพื่อให้ยึดถือเป็นต้น.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๒๘๐

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าภควา เพราะหมายความว่า ทรงคายภาคธรรม แม้ดังพรรณนามาฉะนี้.

เพราะเหตุที่ธรรมดำและธรรมขาวซึ่งแยกประเภท

ออกเป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุเป็นต้น อันพระพุทธเจ้าผู้ทรง

แสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ทรงคายได้แล้ว ฉะนั้น พระองค์

จึงได้รับขนานพระนามว่า ภควา.

ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์จึงกล่าวว่า

พระชินเจ้าทรงพระนามว่า ภควา เพราะหมายความ

ว่า ทรงมีภาคธรรม ทรงอบรมพุทธกรธรรม ทรงเสพภาค

ธรรม ทรงมีภคธรรม ทรงมีคนภักดี ทรงคายภคธรรม ทรง

คายภาคธรรม.

อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ความหมายของอรหํ

บทว่า อรหตา ความว่า อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์

เพราะเหตุเหล่านี้คือ เพราะทรงห่างไกลจากกิเลสทั้งหลาย ๑

เพราะทรงทำลายข้าศึกคือกิเลสไม่มีส่วนเหลือ ๑

เพราะทรงทำลายซี่กำแห่งสังสารจักร ๑

เพราะทรงควรแก่ปัจจัยเป็นต้น ๑

เพราะไม่มีความลับในการทำบาป ๑

นี้คือความย่อในบทนี้

ส่วนความพิสดารพึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคเถิด.

อนึ่ง ในอธิการนี้พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้

ด้วยบทว่า ภควตา นี้ท่านแสดงถึงความถึงพร้อมด้วยพระรูปกาย อันไม่สาธารณ์แก่บุคคลอื่น ประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ อนุพยัญชนะ ๘๐ และพระเกตุมาลามีรัศมีแผ่ไปได้ประมาณ ๑ วา ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผู้ชื่อว่าทรงบุญลักษณะไว้ตั้ง ๑๐๐ เพราะทรงมีบุญสมภารที่ทรงสั่งสมไว้หลายอสงไขยกัป ด้วยการแสดงว่าพระองค์ทรงคายภาคยธรรมได้แล้ว.

ด้วยบทว่า อรหตา นี้ท่านแสดงถึงความถึงพร้อมด้วยพระธรรมกายที่เป็นอจินไตย อาทิ พลญาณ ๑๐ เวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ และอาเวณิกพุทธธรรม (ธรรมเฉพาะพระพุทธเจ้า) ๑๘ เพราะแสดงการบรรลุสัพพัญญุตญาณมีการสิ้นอาสวะเป็นปทัฏฐาน โดยการแสดงการละกิเลสที่ไม่มีส่วนเหลือ.

ด้วยบททั้งสอง ท่านแสดงถึงความที่พระองค์อันนักปราชญ์ชาวโลกนับถือมาก ๑ ความที่พระองค์อันคฤหัสถ์และบรรพชิตพึงเข้าไปหา ๑ ความที่พระองค์ทรงสามารถในการบำบัดทุกข์ทางกาย และทางใจของคฤหัสถ์และบรรพชิตเหล่านั้นผู้เข้าไปหา ๑ ความที่พระองค์ทรงมีอุปการะด้วยอามิสทาน และธรรมทาน ๑ ความที่พระองค์ทรงสามารถในการชักนำประชาชนให้ประกอบด้วยคุณที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ ๑.

อนึ่ง ด้วยบทว่า ภควตา นี้ ท่านแสดงความถึงพร้อมด้วยจรณะ (ของพระองค์) โดยแสดงความประกอบพร้อมด้วยวิหารธรรม อันวิเศษมีทิพวิหารธรรมเป็นต้น อันเป็นยอดในบรรดาจรณธรรมทั้งหลาย.

ด้วยบทว่า อรหตา นี้ ท่านแสดงความถึงพร้อมด้วยวิชชา โดยแสดงการบรรลุอาสวักขยญาณ อันเป็นยอด (สูงสุด) ในวิชชาทุกประการ

อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทแรก (ภควตา) ท่านประกาศถึงการประกอบด้วยเวสารัชชญาณข้อหลัง ๒ ข้อ โดยแสดงความที่อันตรายิกธรรม และนิยยานิกธรรม อันพระองค์ทรงจำแนกไว้ไม่มีผิดพลาด. ด้วยบทหลัง (อรหตา) ท่านประกาศถึงการประกอบด้วยเวสารัชชญาณข้อแรก ๒ ข้อ โดยแสดงการละกิเลส พร้อมทั้งวาสนาได้ไม่มีเหลือ.

อนึ่ง ด้วยบทแรก (ภควตา) ท่านประกาศถึงความบริบูรณ์แห่งอธิษฐานธรรมคือสัจจะ และอธิษฐานธรรมคือจาคะ โดยแสดงถึงปฏิญญาสัจจะ วจีสัจจะ และญาณสัจจะของพระตถาคต โดยแสดงถึงการสละทิ้งกามคุณ ความเป็นใหญ่ทางโลก ยศ ลาภ และสักการะเป็นต้น และโดยแสดงถึงการสละทิ้งอภิสังขารคือกิเลสไม่มีเหลือ. ด้วยบทที่ ๒ (อรหตา) ท่านประกาศถึงความบริบูรณ์แห่งอธิษฐานธรรมคืออุปสมะ และอธิษฐานธรรมคือปัญญา โดยแสดงถึงการได้บรรลุการสงบระงับสังขารทั้งหมด และโดยแสดงถึงการบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ.

จริงอย่างนั้น ความมีอธิษฐานธรรมคือสัจจะเป็นบารมีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ ได้ทำอภินิหารไว้ในโลกุตรคุณ ถึงความบริบูรณ์ เพราะทรงบำเพ็ญบารมีทุกข้อตามปฏิญญา เนื่องจากทรงประกอบด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ความมีอธิษฐานธรรมคือจาคะเป็นบารมี ถึงความบริบูรณ์ เพราะทรงสละทิ้งสิ่งที่เป็นข้าศึก ความมีอธิษฐานธรรมคืออุปสมะเป็นบารมี ถึงความบริบูรณ์ เพราะทำจิตให้สงบด้วยคุณทั้งหลาย รวมความว่า อธิษฐานธรรมคือปัญญา ถึงความบริบูรณ์ เพราะความที่พระองค์ทรงฉลาดในอุบายอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น ดังพรรณนามานี้แล.

อนึ่ง อธิษฐานธรรมคือสัจจะ ถึงความบริบูรณ์ เพราะทรงปฏิญญาว่าจักให้ไม่ทำชนผู้ขอ ให้คลาดเคลื่อน (พลาดหวัง) คือเพราะทรงให้โดยไม่ทำปฏิญญาให้คลาดเคลื่อน อธิษฐานธรรมคือจาคะ ถึงความบริบูรณ์ เพราะทรงสละไทยธรรม อธิษฐานธรรมคืออุปสมะ ถึงความบริบูรณ์ เพราะทรงระงับภัย คือโลภะ โทสะ โมหะ ได้ในเมื่อผู้รับไทยธรรมไม่มี และไทยธรรมคือทานหมดไป อธิษฐานธรรมคือปัญญา ถึงความบริบูรณ์ เพราะทรงให้ตามควรตามกาล และตามวิธี และเพราะทรงยิ่งด้วยปัญญา. ความบริบูรณ์แห่งอธิษฐานธรรม ๔ แม้ในบารมีที่เหลือก็พึงทราบตามนัยนี้.

ก็บารมีทั้งหมดอบรม (ทำให้เกิดมี) ด้วยสัจจะ เด่นชัดด้วยจาคะ เพิ่มพูนด้วยอุปสมะ บริสุทธิ์ด้วยปัญญา รวมความว่า อธิษฐานธรรม คือ สัจจะของพระตถาคต ผู้ประกอบด้วยอธิษฐานธรรม ๔ ถึงความบริบูรณ์ ดังพรรณนามานี้.

ศีลวิสุทธิ ถึงความบริบูรณ์ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือสัจจะ อาชีววิสุทธิ ถึงความบริบูรณ์ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือจาคะ จิตวิสุทธิ ถึงความบริบูรณ์ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคืออุปสมะ ทิฏฐิวิสุทธิ ถึงความบริบูรณ์ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือปัญญา.

อนึ่ง ศีลของพระตถาคตนั้น พึงทราบด้วยการอยู่ร่วมกัน เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือสัจจะ ความสะอาด พึงทราบด้วยการแลกเปลี่ยน (สังโวหาร) เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือจาคะ. กำลังใจ พึงทราบในคราวมีอันตรายทั้งหลาย เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคืออุปสมะ. ปัญญา พึงทราบในคราวสนทนา เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือปัญญา.

อนึ่ง พระตถาคตอันโทสะประทุษร้ายไม่ได้ ทรงยับยั้งพระทัยให้อยู่เหนือโทสะได้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือสัจจะ พระตถาคตอันโลภะให้ละโมบไม่ได้ ทรงเสพปัจจัย เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือจาคะ พระตถาคตอันภัยทำให้หวาดกลัวไม่ได้ ทรงหลีกเว้นได้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคืออุปสมะ พระตถาคตอันโมหะให้หลงไม่ได้ ทรงขจัดโมหะเสียได้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือปัญญา.

อนึ่ง การที่ทรงบรรลุถึงเนกขัมมสุขของพระตถาคตนั้น ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือสัจจะ. การที่ทรงบรรลุถึงปวิเวกสุข ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือจาคะ. การที่ทรงบรรลุถึงอุปสมสุข ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคืออุปสมะ. การที่ทรงบรรลุถึงสัมโพธิสุข ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือปัญญา.

อีกอย่างหนึ่ง การที่ทรงบรรลุถึงปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก ท่าน แสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือสัจจะ การที่ทรงบรรลุถึงปีติ และสุขอันเกิดจากสมาธิ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือจาคะ การที่ทรงบรรลุถึงสุขทางกายอันเกิดจากปีติ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคืออุปสมะ การที่ทรงบรรลุถึงอุเบกขาและสุขอันเกิดจากความบริสุทธิ์ของสติ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือปัญญา.

อนึ่ง การที่ทรงประกอบด้วยความสุขอันเกิดจากปัจจัย ซึ่งมีบริวารสมบัติเป็นลักษณะ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือสัจจะ เหตุที่ไม่ตรัสให้คลาดเคลื่อน การที่ทรงประกอบด้วยความสุขตามสภาวะซึ่งมีความสันโดษเป็นลักษณะ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือจาคะ เหตุที่พระองค์ไม่มีโลภะ การที่ทรงประกอบด้วยความสุขอันเกิดจากเหตุมีความเป็นผู้ได้ทำบุญไว้แล้วเป็นลักษณะ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคืออุปสมะ เหตุที่พระองค์ไม่ทรงถูกกิเลสครอบงำ การที่ทรงประกอบด้วยความสุขอันเกิดจากความสงบระงับทุกข์ ซึ่งมีวิมุตติสมบัติเป็นลักษณะ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือปัญญา เหตุที่ทรงบรรลุนิพพานได้ด้วยญาณสมบัติ.

อนึ่ง การที่ตรัสรู้และแทงตลอดศีลขันธ์อันเป็นอริยะได้สำเร็จ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือสัจจะ การที่ตรัสรู้และแทงตลอดสมาธิขันธ์อันเป็นอริยได้สำเร็จ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือจาคะ การที่ตรัสรู้และแทงตลอดปัญญาขันธ์อันเป็นอริยะได้สำเร็จ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคือปัญญา การที่ตรัสรู้และแทงตลอดวิมุตติขันธ์อันเป็นอริยะได้สำเร็จ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงประกอบด้วยอธิษฐานธรรมคืออุปสมะ. ความสำเร็จแห่งปัจจัย ๔ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงบำเพ็ญอธิษฐานธรรมคือสัจจะ ความสำเร็จแห่งการสละทิ้งทั้งปวง ท่านแสดงไว้ เพราะทรงบำเพ็ญอธิษฐานธรรมคือจาคะ ความสำเร็จแห่งอินทรียสังวร ท่านแสดงไว้ เพราะทรงบำเพ็ญอธิษฐานธรรมคืออุปสมะ ความสำเร็จแห่งพุทธิ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงบำเพ็ญอธิษฐานธรรมคือปัญญา และความสำเร็จแห่งนิพพาน ท่านก็แสดงไว้ เพราะทรงบำเพ็ญอธิษฐานธรรมคือปัญญานั้น.

อนึ่ง การได้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงบำเพ็ญอธิษฐานธรรมคือสัจจะ. การได้อริยวงศ์ ๔ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงบำเพ็ญอธิษฐานธรรมคือจาคะ การได้อริยวิหารธรรม ๔ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงบำเพ็ญอธิษฐานธรรมคืออุปสมะ การได้อริยโวหาร ๔ ท่านแสดงไว้ เพราะทรงบำเพ็ญอธิษฐานธรรมคือปัญญา.

อีกนัยหนึ่ง ท่านประกาศพระมหากรุณาของพระตถาคตเจ้า โดยแสดงการที่พระองค์ทรงปรารถนาโลกิยสมบัติและโลกุตรสมบัติแก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยบทว่า ภควตา นี้ ประกาศปหานปัญญาโดยแสดงการที่พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยการละ ด้วยบทว่า อรหตา นี้.

บรรดาพระปัญญาและพระกรุณาทั้งสองนั้น ประกาศการที่พระองค์ทรงบรรลุความเป็นพระสัทธรรมราชาด้วยพระปัญญา ประกาศการที่พระองค์ทรงจำแนกธรรมไว้อย่างดีด้วยพระกรุณา. ประกาศการที่พระองค์ทรงหน่ายในสังสารทุกข์ด้วยพระปัญญา ประกาศการที่พระองค์ทรงทำลายสังสารทุกข์ด้วยพระกรุณา. ประกาศการที่พระองค์ทรงกำหนดรู้สังสารทุกข์ด้วยพระปัญญา ประกาศการที่พระองค์ทรงเริ่มแก้ทุกข์ของบุคคลอื่นด้วยพระกรุณา. ประกาศการที่พระองค์ทรงมีพระทัยมุ่งมั่นต่อปรินิพพานด้วยพระปัญญา ประกาศการที่พระองค์ทรงบรรลุปรินิพพานนั้นด้วยพระกรุณา. ประกาศการที่พระองค์ทรงข้ามพ้นสังสารด้วยพระองค์เองด้วยพระปัญญา ประกาศการที่พระองค์ทรงยังบุคคลเหล่าอื่นให้ข้ามพ้นสังสารด้วยพระกรุณา. ประกาศความสำเร็จแห่งความเป็นพุทธะด้วยพระปัญญา ประกาศความสำเร็จแห่งพุทธกิจด้วยพระกรุณา.

อีกประการหนึ่ง ประกาศภาวะที่พระองค์ทรงเผชิญอยู่ในสงสารในภูมิแห่งพระโพธิสัตว์ด้วยพระกรุณา ประกาศการที่พระองค์ไม่ยินดีในสังสารนั้นด้วยพระปัญญา.

อนึ่ง ประกาศการที่พระองค์ทรงทำบุคคลเหล่าอื่นให้ได้รับอภิเษก (ด้วยน้ำอมฤต) ด้วยพระกรุณา ประกาศการที่พระองค์ไม่ทรงหวั่นเกรงบุคคลเหล่าอื่นด้วยพระปัญญา.

(ประกาศพระดำรัสที่ว่า) เมื่อรักษาคนอื่น ก็ชื่อว่า รักษาตนด้วยพระกรุณา (ประกาศพระดำรัสที่ว่า) เมื่อรักษาตน ก็ชื่อว่ารักษาบุคคลอื่นด้วย ด้วยพระปัญญา อนึ่ง ประกาศการที่พระองค์ไม่ทำบุคคลอื่นให้เดือดร้อน ด้วยพระกรุณาประกาศการที่พระองค์ ไม่ทำพระองค์เองให้เดือดร้อน ด้วยพระปัญญา. ด้วยการที่ไม่ทรงทำพระองค์เองให้เดือดร้อนนั้น จึงเป็นอันสำเร็จภาวะเป็นบุคคลที่สี่ (พระอรหันต์) ในบรรดาบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนเองเป็นต้น. อนึ่ง ประกาศความที่พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของโลก ด้วยพระกรุณาประกาศความที่พระองค์ ทรงเป็นที่พึ่งของพระองค์เอง ด้วยพระปัญญา. อนึ่ง ประกาศภาวะที่พระองค์ไม่มีอาการฟุบลง (ด้วยอำนาจความเกียจคร้าน) ด้วยพระกรุณา ประกาศภาวะที่พระองค์ไม่มีอาการฟูขึ้น (ด้วยอำนาจกิเลส) ด้วยพระปัญญา.

อนึ่ง ในบรรดาสรรพสัตว์ การทรงอนุเคราะห์หมู่ชนของพระตถาคตเจ้า มีเพราะพระกรุณา แต่พระตถาคตเจ้าก็หาได้มีพระทัยปราศจากพระกรุณาในที่ทุกแห่งไม่ เพราะทรงคล้อยตามพระปัญญา พระองค์ทรงมีพระทัยปล่อยวางในธรรมทั้งปวง ก็ด้วยพระปัญญา แต่พระองค์ก็หาได้ทรงประพฤติเพื่ออนุเคราะห์สัตว์ทุกประเภทไม่ เพราะทรงคล้อยตามพระกรุณา. เหมือนอย่างว่า พระกรุณาของพระตถาคตเจ้า เว้นจากความเสน่หา และความโศก ฉันใด พระปัญญาของพระองค์ก็ฉันนั้น คือพ้นจากอหังการ และมมังการ รวมความว่า พระกรุณาและปัญญา (ของพระองค์) ต่างชำระกันและกันให้บริสุทธิ์ จึงควรเห็นว่า เป็นพระคุณบริสุทธิ์อย่างยิ่ง.

บรรดาพระกรุณาและพระปัญญาทั้งสองนั้น ขอบเขตแห่งพระปัญญาเป็นพละ ขอบเขตแห่งพระกรุณาเป็นเวสารัชชะ. บรรดาพละและเวสารัชชะทั้งสองนั้น เพราะทรงประกอบด้วยพละ พระตถาคตเจ้าจึงไม่ถูกคนอื่นครอบงำ เพราะทรงประกอบด้วยเวสารัชชะ พระองค์จึงทรงครอบงำคนอื่นได้. ความสำเร็จแห่งสัตถุสัมปทา (ของพระองค์) มีได้เพราะพละทั้งหลาย ความสำเร็จแห่งศาสนสัมปทามีได้เพราะเวสารัชชะทั้งหลาย. อนึ่ง ความสำเร็จแห่งพุทธรัตนะมีได้เพราะพละทั้งหลาย ความสำเร็จแห่งธรรมรัตนะมีได้เพราะเวสารัชชะทั้งหลาย.

นี้เป็นการแสดงเพียงแนวทางการขยายความของบททั้งสองที่ว่า ภควตา อรหตา ในที่นี้.

เหตุผลที่กล่าว วุตฺตํ ไว้สองครั้ง

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในที่นี้ท่านกล่าวคำว่า วุตฺตํ เหตํ ภควตา ไว้แล้ว จึงกล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้อีกเล่า?

ตอบว่า ท่านกล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้อีก ก็เพื่อแสดงความแน่นอน โดยปฏิเสธการได้ฟังตามกันมา เหมือนอย่างว่า คนบางคนได้ฟังมาจากคนอื่นแล้วพูด ถ้าว่าเรื่องนั้นคนอื่นนั้นมิได้พูดเอง คือคนอื่นนั้นมิได้พูดเอง เพราะมีคนอื่นพูดไว้อีกทีหนึ่ง และเรื่องนั้นคนอื่นนั้น ก็มิได้พูดเองโดยที่แท้ ได้ฟังมาอีกต่อหนึ่งฉันใด ในที่นี้หาเป็นฉันนั้นไม่ เป็นความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงสดับมาจากบุคคลอื่น ตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงบรรลุด้วยพระองค์เอง ด้วยพระสยัมภูญาณ เพราะเหตุนั้น เพื่อแสดงความแปลกกันของ วุตฺตํ สองคำนี้ ท่านจึงได้กล่าวคำว่า วุตฺตํ ซ้ำถึงสองครั้ง.

มีคำอธิบายดังนี้ว่า ก็ข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ก็แลข้อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเองตรัสไว้ หาใช่ผู้อื่นกล่าวไว้ไม่เลย หาใช่พระองค์ได้ทรงสดับต่อมาจากคนอื่นไม่.

จริงอยู่ การกล่าวซ้ำย่อมช่วยให้เข้าใจความหมายของกันและกัน เพราะเหตุนั้น จึงไม่มีข้อเสียหายในเพราะการกล่าวซ้ำ.

แม้ในที่แห่งอื่นจากที่นี้ ก็มีนัยอย่างเดียวกันนี้.

อนึ่ง ที่ท่านกล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้ซ้ำถึงสองครั้ง ก็เพื่อแสดงว่าไม่มีการรจนาไว้ก่อน. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมได้เหมาะแก่อัธยาศัยของบริษัทที่มาประชุมกัน เพราะทรงมีปฏิภาณเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เหตุที่ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง.

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นไม่มีกิจรจนาเตรียมไว้ก่อน เปรียบเหมือนทานเป็นต้น ก็รจนา (แสดง) ไปตามเหตุการณ์.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงคำนี้ไว้ว่า ก็เรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ก็แลเรื่องนั้นหาได้ทรงประมวลมาด้วยตักกะ คิดไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยอำนาจการรจนาไว้ก่อนไม่ โดยที่แท้แล้ว พระองค์ตรัสขึ้นมาอย่างฉับพลัน เหมาะสมแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์เลยทีเดียว.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้สองครั้งก็เพื่อแสดงว่าพระดำรัสไม่มีใครปฏิวัติได้. เป็นความจริง พระดำรัสใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ก็เป็นอันตรัสแล้วทีเดียว ใครๆ ไม่สามารถจะคัดค้านพระดำรัสนั้นได้ เพราะอักขระสมบูรณ์ และอรรถก็สมบูรณ์ด้วย.

สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า

ธรรมจักรอันยอดเยี่ยมนั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี สมณะหรือพราหมณ์จะปฏิวัติไม่ได้.

ท่านกล่าวไว้อีกข้อหนึ่งว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พึงมากล่าวในที่นี้ ทุกข์ใดที่พระสมณโคดมบัญญัติไว้ ทุกข์นี้ไม่ใช่อริยสัจ ข้อที่เราตถาคตจักเว้นทุกขอริยสัจนี้แล้ว บัญญัติทุกข์อื่นว่า เป็นอริยสัจ ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ดังนี้เป็นต้น.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้สองครั้ง ก็เพื่อแสดงว่าพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีใครปฏิวัติได้

____________________________

วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๑๗ สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๖๗๑

อีกประการหนึ่ง ท่านกล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้สองครั้งก็เพื่อจะแสดงภาวะที่จะให้สำเร็จประโยชน์แก่ผู้ฟังทั้งหลาย เป็นความจริง บุคคลผู้มิใช่สัพพัญญูไม่รู้อาสยะเป็นต้นของบุคคลเหล่าอื่น กล่าวคำใดไม่ถูกเทสะหรือไม่ถูกกาละ คำนั้นแม้จะเป็นคำจริง ก็ไม่ชื่อว่ากล่าวไว้เลย เพราะไม่สามารถในอันให้สำเร็จประโยชน์แก่ผู้ฟังทั้งหลาย จะป่วยกล่าวไปไยถึงคำที่ไม่จริงเล่า แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอาสยะเป็นต้นของบุคคลเหล่าอื่น เทสะกาละและความสำเร็จประโยชน์อย่างถูกต้องทีเดียว เพราะพระองค์ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสพระดำรัสใดไว้ พระดำรัสนั้นก็ชื่อว่าตรัสไว้เสร็จแล้วทีเดียว เพราะให้สำเร็จประโยชน์ตามทีประสงค์แก่ผู้ฟังทั้งหลายโดยส่วนเดียว การอ้อมค้อมแห่งพระดำรัสนั้นไม่มี เพราะพระองค์มิได้ตรัสไว้. เพราะเหตุนั้น ท่านกล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้สองครั้งก็เพื่อจะแสดงภาวะที่จะให้สำเร็จประโยชน์แก่ผู้ฟังทั้งหลายด้วย.

อีกประการหนึ่ง คำที่มีความหมายที่ใครๆ เข้าใจไม่ได้ และคำที่ใครๆ ปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้นไม่ได้ ไม่ชื่อว่าฟังเสร็จแล้วฉันใด คำที่ใครๆ รับด้วยดีไม่ได้ ไม่ชื่อว่ากล่าวแล้วฉันนั้น. ก็บริษัท ๔ รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดีแล้ว พากันปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้สองครั้งเพื่อแสดงว่าพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า สาวกรับไว้ด้วยดีทีเดียว

อีกประการหนึ่ง ท่านกล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้สองครั้งเพื่อแสดงว่าพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ขัดแย้งกับพระอริยเจ้าทั้งหลาย. เหมือนอย่างว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมแยกประเภทเป็นกุศลอกุศล สาวัชชะ (มีโทษ) และอนวัชชะ (ไม่มีโทษ) ปวัตติ (ความเป็นไป) นิวัตติ (ความหมุนกลับ) สมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ ไม่คลาดเคลื่อน ฉันใด แม้พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระธรรมเสนาบดีเป็นต้นก็ฉันนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม ปรินิพพานแล้วก็ตาม ก็กล่าวคล้อยตามเทศนาของพระองค์ หาได้มีวาทะเป็นต่างๆ กันในเทศนานั้นไม่ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสไว้แล้ว ในกาลต่อมาจากนั้น แม้พระอริยสงฆ์ผู้เป็นพระอรหันต์ก็กล่าวไว้. ท่านกล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้อย่างนั้น (ซ้ำสองครั้ง) ก็เพื่อจะแสดงว่าพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ขัดแย้งกับพระอริยเจ้าทั้งหลายดังพรรณนาฉะนี้.

อีกประการหนึ่ง ท่านกล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้สองครั้งก็เพื่อแสดงว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีนัยอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ตรัสไว้ แม้จะมีความแตกต่างกันในเรื่องชาติ โคตร และจำนวนอายุเป็นต้น แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไม่มีความแตกต่างกันด้วยพระธรรมเทศนา เหมือนกับที่ไม่ทรงมีความแตกต่างกันด้วยพระคุณมีทสพลญาณเป็นต้น.

พระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสไม่ขัดกันเองและตรัสคำหน้าไม่ขัดแย้งกับคำหลังด้วยพระองค์เอง เพราะเหตุนั้น จึงสมด้วยคำที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายในปัจจุบันตรัสไว้แล้วด้วยพระองค์เองเมื่อก่อนเป็นฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ก็ตรัสคำนี้ไว้ฉันนั้น.

ท่านกล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้สองครั้งเพื่อแสดงว่า คำสอนของพระพุทธเจ้ามีนัยเดียวกับที่พระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ตรัสไว้ และมีนัยเดียวกับที่พระองค์เองตรัสไว้ในพระสูตรอื่นๆ ดังพรรณนามาฉะนี้. ความไม่ขัดแย้งกันแห่งเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในที่ทุกแห่งเป็นอันท่านแสดงไว้แล้วด้วยคำนั้น.

อีกประการหนึ่ง คำว่า วุตฺตํ คำที่สองพึงเห็นว่าเป็นคำพูดถึงภาวะ คือความยิ่งใหญ่ มีอธิบายนี้ว่า ก็คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ได้แก่คำพูดที่จะกล่าวต่อไปนี้มีอาทิว่า เอกธมฺมํ ภิกฺขเว พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระอรหันต์ตรัสไว้แล้ว.

อีกประการหนึ่ง คำว่า วุตฺตํ นี้ หมายถึงพูดถึงบทที่สองอีกบทหนึ่ง โดยที่แท้พึงเห็นว่ามีความหมาย หมายถึงการพูด ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงไว้อย่างนี้ว่า ก็คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ก็แลคำนั้นไม่ใช่สักแต่ว่าตรัสไว้แล้ว คือไม่ใช่สักแต่ว่าทรงบอกไว้แล้ว โดยที่แท้ทรงแสดงถึงกุศลมูลของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย.

อีกประการหนึ่ง คำว่า วุตฺตํ ที่เป็นบทที่สองนี้ มีความหมายว่าประพฤติ.

ก็บทนี้มีอธิบายดังนี้ว่า

ก็คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสไว้แล้ว ก็แลคำนั้นไม่ใช่เพียงแต่สักว่าตรัสไว้แล้ว ที่แท้คำนั้นทรงบำเพ็ญ คือทรงประพฤติจนเกิดประโยชน์. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีปกติตรัสอย่างใด ก็มีปกติทำอย่างนั้น.

อีกประการหนึ่ง มีความหมายว่า (คำนั้น) เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า คือผู้ควรเรียกว่าพระอรหันต์ตรัสไว้แล้ว.

อีกประการหนึ่ง ท่านกล่าวคำว่า วุตฺตํ (คำแรก) ไว้ หมายถึงการทรงยกขึ้นแสดงถ้อยคำแต่โดยย่อ. กล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้ซ้ำอีกหมายถึงการแสดงขยายถ้อยคำโดยพิสดาร. เป็นความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมทั้งโดยย่อทั้งโดยพิสดาร.

อีกประการหนึ่ง ท่านกล่าวคำว่า วุตฺตํ เหตํ ภควตา ไว้แล้ว ก็กล่าวคำว่า วุตฺตํ ไว้ซ้ำอีก ก็เพื่อแสดงว่าไม่มีคำพูดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ไม่ดี. เป็นความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละโทษทุกอย่างพร้อมทั้งวาสนา (ความเคยชิน) ไว้แล้ว มีครรลองแห่งคำพูดไม่ผิดพลาดจึงไม่มีคำพูดที่ไม่ดีแม้ในกาลไหนๆ เพราะพระองค์ทรงมีวจีกรรมอันคล้อยตามพระญาณอยู่ตลอดเวลา.

เหมือนอย่างว่า คนบางพวกในโลกพูดอะไรๆ ออกไปเพราะคะนองหรือเพราะความสนุกสนาน เนื่องจากเผลอสติ ต่อมา รู้ตัวก็ทำคำพูดที่พูดไปแล้วตอนก่อนให้เป็นอันไม่ได้พูด ปรับปรุงคำพูดบ้าง ไม่ปรับปรุงบ้างเป็นฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเป็นฉันนั้นหามิได้.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระทัยมั่นคงอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ มีความไม่เผลอสติเป็นธรรมดา และมีความไม่เลอะเลือนเป็นธรรมดา เมื่อจะทรงประกาศอริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นสวนานุตริยะ มีสาระที่น่าสดับให้เป็นเหมือนโปรยฝนอำมฤตแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ผู้กำลังสดับอรรถที่น้อมนำเข้าไปด้วยปฏิภาณปฏิสัมภิทา อันพระสัพพัญญุตญาณประคับประคองแล้ว อันเป็นโสตายตนะและรสายตนะ เพราะกรณวิญญูอันพิเศษที่ผ่องใสและบริสุทธิ์ซึ่งไม่ทั่วไปแก่บุคคลอื่น เกิดมาจากบุญสมภารอันสั่งสมไว้แล้วตลอดกาลประมาณไม่ได้ ได้ตรัสพระดำรัสเหมาะแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์ ด้วยภาษาที่เหมาะแก่สภาวะ ด้วยพระสุรเสียงที่ก้องกังวาลดังเสียงร้องของนกการเวก. ในพระดำรัสนั้นไม่มีความผิดพลาดแม้เพียงปลายขนทราย แล้วโอกาสที่จะตรัสพระดำรัสไม่ดีจักมีมาแต่ไหน?

เพราะเหตุนั้น เพื่อแสดงว่า คำใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว คำนั้นก็เป็นอันตรัสแล้วทีเดียว ไม่มีพระดำรัสที่ไม่ได้ตรัสไว้หรือตรัสไว้ไม่ดีในกาลไหนๆ ท่านจึงกล่าวว่า ก็คำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วดังนี้แล้ว กล่าวไว้อีกว่าพระอรหันต์กล่าวไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น ในที่นี้จึงไม่มีโทษแห่งคำที่กล่าวซ้ำอีก

พึงทราบว่า ศัพท์ที่กล่าวซ้ำไว้มีประโยชน์ในที่นี้ดังพรรณนามาฉะนี้.

อธิบาย อิติศัพท์

อิติศัพท์นี้ ในบทว่า อิติ เม สุตํ นี้ แตกต่างกันโดยความหมายเป็นอเนกมีอาทิว่า ความหมายว่าเหตุ ความหมายว่าปริสมาปันนะ ความหมายว่าเป็นเบื้องต้น ความหมายว่าปทัตถปริยยะ (ขยายความหมายของบท) ความหมายว่าปการะ (ประการ) ความหมายว่านิทัสสนะ ความหมายว่าอวธารณะ.

จริงอย่างนั้น อิติศัพท์นั้น ปรากฏในความหมายว่าเหตุ ในประโยคเป็นต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติที่เรียกว่ารูป เพราะเหตุที่แตกสลายแล.

ปรากฏในความหมายว่าปริสมาปันนะ ในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล ขอเธอทั้งหลายจงเป็นธรรมทายาทของเราตถาคตในพระศาสนานี้เถิด อย่าเป็นอามิสทายาทเลย เราตถาคตมีความอนุเคราะห์ในเธอทั้งหลาย ทำอย่างไร สาวกทั้งหลายของเราตถาคตจะพึงเป็นธรรมทายาท ไม่พึงเป็นอามิสทายาท.

ปรากฏความหมายว่าเป็นเบื้องต้น ในประโยคเป็นต้นว่า งดเว้นจากการดู การฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรีที่เป็นข้าศึกอย่างนี้ คือเห็นปานนี้เป็นเบื้องต้น.

ปรากฏในความหมายว่าปทัตถปริยายะ ในประโยคเป็นต้นว่า คำว่า มาคันทิยะ เป็นชื่อ เป็นสมัญญา เป็นบัญญัติ เป็นโวหาร เป็นนาม เป็นการตั้งนาม เป็นนามไธย เป็นภาษา เป็นพยัญชนะ เป็นคำร้องเรียกพราหมณ์นั้น.

ปรากฏในความหมายว่าปการะ (ประการ) ในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลมีภัยเฉพาะหน้า บัณฑิตไม่มีภัยเฉพาะหน้า คนพาลมีอุปัทวะ บัณฑิตไม่มีอุปัทวะ คนพาลมีอุปสรรค บัณฑิตไม่มีอุปสรรค ด้วยประการดังพรรณนามานี้แล.

ปรากฏในความหมายว่านิทัสสนะ ในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนกัจจานะ ความเห็นที่ว่า มีอยู่แล ก็เป็นที่สุดโต่งอันหนึ่ง ดูก่อนกัจจานะ ความเห็นที่ว่า ไม่มีแล ก็เป็นที่สุดโต่งอันหนึ่ง.

ปรากฏในความหมายว่าอวธารณะ อธิบายว่า ในการตกลงใจ ในประโยคเป็นต้นว่า หากใครจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ชราและมรณะมีเพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย บุคคลนั้นก็จะพึงถูกคัดค้าน ดังนี้ว่า ชราและมรณะมี เพราะมีชาติเป็นปัจจัย.

____________________________

สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๕๙

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๒๑

ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๓

ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๓๓๑ ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๓๔๑

องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๔๐

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๔๔

ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๕๗

ในที่นี้ อิติศัพท์นี้นั้น พึงเห็นว่าปรากฏในความหมายว่า ปการะ นิทัสสนะและอวธารณะ.

บรรดาความหมายทั้ง ๓ อย่างนั้น ด้วยอิติศัพท์ที่มีความหมายว่าปการะ พระอานนทเถระจึงแสดงความหมายนี้ไว้ว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีความหมายที่ละเอียดด้วยนัยต่างๆ มีสมุฏฐานมาจากอัธยาศัยเป็นอเนก สมบูรณ์ด้วยอรรถ และพยัญชนะ มีปาฏิหาริย์ต่างๆ อย่าง ลึกซึ้งด้วยธรรม (เหตุ) อรรถ (ผล) เทศนา และปฏิเวธ มากระทบคลองแห่งโสตประสาทของสรรพสัตว์ ตามสมควรแก่ภาษาของตนๆ ว่า ใครเล่าจะสามารถเข้าใจได้ครบทุกประการ ข้าพเจ้าแม้ยังความเป็นผู้ประสงค์จะฟังให้เกิดขึ้นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด ก็ฟังมาแล้วอย่างนี้ คือแม้ข้าพเจ้าก็ฟังมาด้วยประการอย่างหนึ่ง.

อธิบายบทว่า นานานยนิปุณํ เป็นต้น

ในบทว่า นานานยนิปุณํ เป็นต้นนี้ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้นัยต่างๆ อย่างกัน โดยแยกตามอารมณ์เป็นต้น กล่าวคือ เอกัตตนัย นานัตตนัย อัพยาปารนัย และธัมมตานัย และกล่าวคือนันทิยาวัฏฏนัย ติปุกขลนัย สีหวิกิฬิตนัย ทิสาโลจนนัย และอังกุสนัย ชื่อว่านานานัย (นัยต่างๆ).

อีกประการหนึ่ง นัยทั้งหลาย ได้แก่คติแห่งบาลี. และคติแห่งบาลีเหล่านั้นก็มีประการต่างๆ กัน ด้วยอำนาจบัญญัตินัย และอนุบัญญัตินัยเป็นต้น ด้วยอำนาจสังกิเลสภาคิยาทินัย โลกิยาทินัย และตทุภยโวมิสสตานัยเป็นต้น ด้วยอำนาจกุสลนัยเป็นต้น ด้วยอำนาจขันธนัยเป็นต้น ด้วยอำนาจสังคหนัยเป็นต้น ด้วยอำนาจสมยวิมุตตินัยเป็นต้น ด้วยอำนาจฐปนนัยเป็นต้น ด้วยอำนาจกุสลนัยเป็นต้น และด้วยอำนาจติกปัฏฐานนัยเป็นต้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่านานานัย (มีนัยต่างๆ กัน) ความหมายที่ชื่อว่าละเอียดด้วยนัยต่างๆ เพราะหมายความว่า ละเอียด คือละเอียดอ่อน ได้แก่สุขุมด้วยนัยเหล่านั้น.

อาสยะนั่นแล ชื่ออัชฌาสัย. และอัชฌาสัยนั้นก็มีหลายอย่าง โดยแยกเป็นสัสสตทิฏฐิเป็นต้น และโดยแยกเป็นผู้มีธุลี คือกิเลสในจักษุน้อยเป็นต้น จึงชื่อว่าอเนกัชฌาสัย (มีอัชฌาสัยเป็นอเนก) อีกประการหนึ่ง อัชฌาสัยเป็นอเนก มีอัชฌาสัยของตนเป็นต้น ชื่อว่าอเนกัชฌาสัย. อเนกัชฌาสัยนั้นเป็นสมุฏฐาน คือเป็นแดนเกิด ได้แก่เป็นเหตุแห่งพระพุทธพจน์นั้น เพราะเหตุนั้น พระพุทธพจน์นั้นจึงชื่อว่ามีอเนกัชฌาสัยเป็นสมุฏฐาน (พระพุทธพจน์) ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอรรถ เพราะเมื่อมีความถึงพร้อมด้วยอรรถมีกุศลเป็นต้น จึงประกอบด้วยบทแห่งอรรถ ๖ บท คือ สังกาสนะ ปกาสนะ วิวรณะ วิภชนะ อุตตานีกรณะ และบัญญัติ ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยพยัญชนะ เพราะเมื่อมีความถึงพร้อมด้วยพยัญชนะที่ประกาศอรรถนั้นให้แจ่มแจ้ง จึงประกอบด้วยบทแห่งพยัญชนะ ๖ บท คือ อักขระ บท พยัญชนะ อาการ นิรุกติ และนิเทศ. ชื่อว่ามีปาฏิหาริย์ต่างอย่างกัน เพราะหมายความว่ามีปาฏิหาริย์ต่างๆ อย่าง คือมากอย่าง โดยแยกเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ และโดยที่ปาฏิหาริย์ทั้ง ๓ นั้น ปาฏิหาริย์แต่ละอย่างก็แตกต่างกันไปตามอารมณ์เป็นต้น.

อธิบายคำว่า ปาฏิหาริย์

ในบทว่า วิวิธปาฏิหาริยํ นั้นพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้

ที่ชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ เพราะนำไปเสียซึ่งกิเลสที่เป็นข้าศึก คือเพราะกำจัดกิเลสมีราคะเป็นต้น เมื่อความหมายมีอยู่ดังว่ามานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่มีกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นที่เป็นปฏิปักษ์ ซึ่งจะต้องนำไปกำจัด แม้สำหรับปุถุชนทั้งหลาย เมื่อจิตปราศจากอุปกิเลส ประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ ขจัดกิเลสที่เป็นปฏิปักษ์ได้แล้ว อิทธิวิธี (การแสดงฤทธิ์ได้) จึงเป็นไป เพราะเหตุนั้น ตามโวหารที่เป็นไปในที่นั้น ใครๆ จึงไม่สามารถกล่าวว่าเป็นปาฏิหาริย์ในที่นี้ แต่เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระมหากรุณาธิคุณ ทรงมีกิเลสที่มีอยู่ในเวไนยสัตว์เป็นปฏิปักษ์ ฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ เพราะนำขจัดกิเลสเหล่านั้นไปเสีย.

อีกประการหนึ่ง คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพวกเดียรถีย์เป็นปฏิปักษ์ ชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ ก็เพราะนำ (ขจัด) เดียรถีย์เหล่านั้น. อธิบายว่า เดียรถีย์เหล่านั้นถูกพระผู้มีพระภาคเจ้านำ คือขจัดด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ เพราะไม่สามารถในการประกาศทิฏฐิ โดยนำขจัดทิฏฐิได้. อีกประการหนึ่ง บทว่า ปฏิ หมายความว่า ภายหลัง. เพราะเหตุนั้น ที่ชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ เพราะหมายความว่าเป็นสิ่งที่ท่านผู้ทำกิจเสร็จแล้ว พึงนำไป คือพึงให้เป็นไปภายหลัง ในเมื่อจิตตั้งมั่น ปราศจากอุปกิเลสแล้ว. อีกประการหนึ่ง เมื่ออุปกิเลสทั้งหลายของตนถูกมรรคอันประกอบด้วยฌานที่ ๔ นำไป (ขจัด) แล้ว การนำไปในภายหลังชื่อว่าปาฏิหาริย์.

ปาฏิหาริย์ทั้งหลายมีก็เพราะเหตุที่อิทธิวิธี อาเทสนาวิธี และอนุสาสนีวิธี อันท่านผู้ปราศจากอุปกิเลส และทำกิจเสร็จแล้วพึงให้เป็นไปอีก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ และเพราะเหตุที่เมื่อนำอุปกิเลสทั้งหลายของตนออกได้แล้ว จึงนำอุปกิเลสในสันดานของผู้อื่นออก (ภายหลัง) ปาฏิหาริย์นั่นแล ชื่อว่าปาฏิหาริย์.

อีกประการหนึ่ง คุณชาติแต่ละอย่างที่มีในเพราะปาฏิหาริย์อันเกิดมาจากอิทธิวิธี อาเทสนาวิธี และอนุสาสนีวิธี ท่านก็เรียกว่าปาฏิหาริย์.

อีกประการหนึ่ง ฌานที่ ๔ และมรรค ก็ชื่อว่าปาฏิหาริย์ เพราะนำไปซึ่งกิเลสที่เป็นข้าศึก. คุณชาติที่ชื่อว่าปาฏิหาริย์ เพราะเกิดในฌานที่ ๔ และมรรคนั้นบ้าง เพราะเป็นนิมิตในฌานที่ ๔ และมรรคนั้นบ้าง เพราะมาจากฌานที่ ๔ และมรรคนั้นบ้าง. ก็เพราะเหตุที่ตันติตันติเทศนา และอรรถตันติเทศนา กล่าวคือการบรรลุปาฏิหาริย์นั้น หรือกล่าวคือการแทงตลอดเหตุผล และการบัญญัติเหตุผลทั้งสองนั้น ลึกซึ้งด้วยเหตุผล เทศนาและปฏิเวธอันบุคคลผู้มีได้สั่งสมบุญกุศลไว้หยั่งถึงได้ยาก เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันสัตว์ทั้งหลายมีกระต่ายเป็นต้น หยั่งถึงได้ยากฉะนั้น และมีที่พึ่งอันบุคคลเหล่านั้นหาไม่ได้ ฉะนั้น จึงชื่อว่าลึกซึ้งด้วยเหตุ ผล เทศนา และปฏิเวธ เพราะประกอบด้วยคัมภีรภาพทั้ง ๔ เหล่านั้น.

เสียงแสดงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นไปในขณะเดียวกัน เป็นเสียงที่สัตว์ทั้งหลายผู้ต่างภาษากัน รับฟังได้พร้อมกันตามภาษาของตน ย่อมเป็นไปเพื่อให้เข้าใจความหมายได้. เพราะว่าพุทธานุภาพเป็นอจินไตย. นักศึกษาพึงเข้าใจว่า เสียงแสดงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาสู่คลองแห่งโสตประสาท (มากระทบโสตประสาท) ของสรรพสัตว์ตามควรแก่ภาษาของตนๆ.

ด้วยอิติศัพท์ที่มีความหมายว่า นิทัสสนะ พระอานนทเถระ เมื่อจะออกตัวว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่สยัมภู สูตรนี้ข้าพเจ้ามิได้ทำให้แจ้งด้วยตนเอง จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้ คือแม้ข้าพเจ้าเองก็ได้ฟังมาอย่างนี้. พระอานนทเถระแสดงไข (ขยาย) สูตรทั้งหมดที่จะพึงกล่าวในบัดนี้ ด้วยอิติศัพท์ที่มีความหมายว่า นิทัสสนะนี้.

ด้วยอิติศัพท์ที่มีความหมายว่า อวธารณะ พระอานนทเถระ เมื่อจะแสดงพลังแห่งความทรงจำของตน ซึ่งสมควรแก่ภาวะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเราตถาคตผู้เป็นพหูสูต มีคติ มีสติ มีธิติ เป็นพุทธอุปัฏฐาก อานนท์นี้เป็นยอด และสมควรแก่ภาวะที่พระธรรมเสนาบดีสรรเสริญไว้อย่างนี้ว่า ท่านพระอานนท์เป็นผู้ฉลาดในอรรถ เป็นผู้ฉลาดในธรรม เป็นผู้ฉลาดในพยัญชนะ เป็นผู้ฉลาดในภาษา เป็นผู้ฉลาดในบทต้นและบทปลาย จึงยังความเป็นผู้ใคร่จะฟังให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ ก็แลสูตรนั้น ไม่ขาดไม่เกินทั้งโดยอรรถหรือโดยพยัญชนะ พึงเห็นว่าเป็นอย่างนี้นั้นแล ไม่พึงเห็นว่าเป็นอย่างอื่น.

____________________________

องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๔๙

องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๑๖๙

บทว่า อญฺญถา ความว่า เป็นอย่างอื่นจากอาการที่ได้ฟังมา เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ว่าไม่ใช่เป็นอย่างอื่นจากอาการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง. ก็เทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอานุภาพเป็นอจินไตย เทศนานั้นใครๆ ไม่สามารถจะเข้าใจได้ครบทุกอย่าง ความนี้ท่านกล่าวไว้ดังพรรณนามานี้แล.

ก็การที่ไม่ผิดพลาดจากอาการที่ได้ฟังมาเป็นพลังแห่งความทรงจำ.

ก็ในที่นี้ ไม่มีการใช้ความหมายอย่างอื่น เพราะความหมายทั้งสองมีวิสัยเป็นอย่างเดียวกัน เพราะเมื่อว่าโดยประการนอกนี้ พระเถระก็จะต้องเป็นผู้สามารถ หรือไม่สามารถในการรับเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยประการทั้งปวงแล.

เมศัพท์ใช้ในอรรถ ๓ อย่าง

เมศัพท์ปรากฏในอรรถ ๓ อย่าง จริงอย่างนั้น เมศัพท์นั้นมีความหมายว่า มยา ในประโยคเป็นต้นว่า โภชนะนี้อันเราขับกล่อมคาถาได้มา จึงเป็นของไม่ควรบริโภค.

มีความหมายว่า มยฺหํ (แก่เรา, แก่ข้าพเจ้า, แก่ฉัน, แก่ข้าพระองค์) ดังในประโยคเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์แต่โดยย่อ.

มีความหมายว่า มม (ของเรา, ของข้าพเจ้า, ของฉัน, ของข้าพระองค์) ดังในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขอเธอทั้งหลายจงเป็นธรรมทายาทของเราตถาคตเถิด. แต่ในที่นี้ประกอบในอรรถ ๒ อย่าง คืออันข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว และการฟังมาของข้าพเจ้า

ก็ในที่นี้ เมศัพท์ทั้ง ๓ อย่าง แม้ถ้าจะปรากฏในความหมายอย่างเดียวกัน เพราะในเมื่อควรจะกล่าวอย่างนี้ว่า บุคคลใดไม่ใช่บุคคลอื่น บุคคลนั้นก็คือตัวเราก็กลับเป็นไปในสันดานของตน กล่าวคือเกิดภายในตนไซร้ ถึงกระนั้น เม ศัพท์นั้นก็ยังมีความหมายที่แตกต่างกันนี้อยู่แล กล่าวคือแตกต่างกันโดยเป็นตติยาวิภัตติและจตุตถีวิภัตติเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เม ศัพท์ปรากฏในความหมาย ๓ อย่าง.

____________________________

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๖๕๖

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๕๙๙

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๒๑

อธิบาย สุตะศัพท์

สุตะศัพท์ ในบทว่า สุตํ นี้ ที่มีอุปสรรคก็มี ที่ไม่มีอุปสรรคก็มี แตกต่างโดยความหมายเป็นอเนกมีอาทิ คือ คมนะ (การไป) วิสสุตะ (ฟัง) กิลินนะ (เปียกชุ่ม) อุปจิตะ (สั่งสม) อนุยุตตะ (ตามประกอบ, บำเพ็ญ) สุตวิญเญยยะ (รู้ได้ทางโสตะ) โสตทวารานุสาริวิญญาตะ (รู้ได้ตามกระแสแห่งโสตทวาร).

อธิบายว่า อุปสรรคเป็นตัวขยายกิริยา (ให้มีความหมาย) พิเศษออกไปก็จริง ถึงกระนั้น เมื่ออุปสรรคนั้นแม้มีอยู่ เพราะขยายความให้สุตะศัพท์นั่นแล ก็ยังกล่าวถึงความหมายนั้นๆ อยู่ เพราะเหตุนั้นในการยกความหมายของสุตะศัพท์ที่ไม่มีอุปสรรคขึ้นมา (เป็นตัวอย่าง) ท่านจึงยกเอาสุตะศัพท์ที่มีอุปสรรคขึ้นมา (เป็นตัวอย่าง) ด้วย.

ในสุตะศัพท์นั้นมีความหมายดังต่อไปนี้

๑. มีความหมายว่าไป ในประโยคเป็นต้นว่า ไปในกองทัพ.

๒. มีความหมายว่าผู้ฟังธรรมแล้ว ในประโยคเป็นต้นว่า ผู้มีธรรมที่ได้ฟังแล้ว เห็น (ธรรม) อยู่

๓. มีความหมายว่า ผู้เปียกชุ่มด้วยกิเลสยินดีการถูกต้องกายของผู้ชายผู้เปียกชุ่มด้วยกิเลส ในประโยคเป็นต้นว่า ภิกษุณีสุนทรีนันทาผู้อันราคะราดรดแล้ว ยินดีการถูกต้องกายของชายผู้ถูกราคะราดรดแล้ว.

๔. มีความหมายว่าสั่งสม ในประโยคเป็นต้นว่า บุญเป็นอันท่านทั้งหลายสั่งสมไว้แล้ว มิใช่น้อย.

๕. มีความหมายว่าบำเพ็ญฌาน ในประโยคเป็นต้นว่า นักปราชญ์เหล่าใดบำเพ็ญฌาน.

๖. มีความหมายว่ารู้แจ้งได้ทางโสตประสาท ในประโยคเป็นต้นว่า รูปอารมณ์ที่ได้เห็นแล้ว สัททารมณ์ที่ได้ฟังแล้ว คันธารมณ์ รสารมณ์ และโผฏฐัพพารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว.

๗. มีความหมายว่าทรงจำไว้ซึ่งอารมณ์ที่รู้แจ้งตามแนวแห่งโสตทวาร ในประโยคเป็นต้นว่า บุคคลผู้เป็นพหูสูตทรงจำสิ่งที่ได้ฟังมาแล้ว สั่งสมสิ่งที่ได้ฟังมาแล้วไว้.

____________________________

ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๕๑

วิ. ภิกฺขุนี. เล่ม ๓/ข้อ ๑

ขุ. ขุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๘

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๔

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๔

องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๘๘

แต่ในที่นี้ สุตะศัพท์นั้นมีความหมายว่า ทรงจำไว้แล้วตามแนวแห่งโสตทวาร หรือการทรงจำไว้ตามแนวแห่งโสตทวาร.

ก็เมื่อเมศัพท์มีความหมายเท่ากับ มยา (อันข้าพเจ้า) จึงมีเนื้อความว่า อันข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ คืออันข้าพเจ้าทรงจำไว้แล้วตามแนวแห่งโสตทวาร. เมื่อเมศัพท์มีความหมายเท่ากับ มม (ของข้าพเจ้า) จึงมีเนื้อความว่า การฟังของข้าพเจ้า คือการทรงจำไว้ตามแนวแห่งโสตทวาร เป็นอย่างนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในบททั้ง ๓ นี้อย่างนี้ว่า

เพราะเหตุที่ อิติศัพท์นั้นพึงเป็นศัพท์ที่อมความหมายของสุตศัพท์ไว้ และพึงเป็นศัพท์ที่ขยายความของกิริยา คือการฟัง ฉะนั้น บทว่า อิติ จึงแสดงถึงหน้าที่ของวิญญาณเป็นต้น

บทว่า เม แสดงถึงบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวิญญาณดังกล่าวแล้ว แม้ทุกพากษ์ (ทุกประโยค) จึงประกอบด้วยความหมายของ เอวํศัพท์นั่นเอง เพราะมีอวธารณะเป็นผล. ด้วยเหตุนั้น บทว่า สุตํ จึงเป็นคำแสดงถึงการรับเอามาไม่บกพร่อง และไม่ผิดพลาดเพราะปฏิเสธภาวะ คือการไม่ได้ฟัง เปรียบเหมือนว่า สิ่งที่ได้ฟังมาแล้วย่อมควรเป็นสิ่งที่จะพึงพูดว่า ได้ฟังมาแล้วฉันใด การฟังมาด้วยดีนั้นจึงเป็นการรับเอามาไม่บกพร่อง และเป็นการรับเอามาไม่ผิดพลาด ฉันนั้นดังนี้.

อีกประการหนึ่ง (พึงทราบว่า) ศัพท์ย่อมบอกความหมาย โดยไม่ให้หลงไปในความหมายของศัพท์อื่น เพราะเหตุที่ บทว่า สุตํ นี้มีความหมายดังนี้ว่าไม่ได้ฟังมาหามิได้ ฉะนั้น

บทว่า สุตํ จึงชื่อว่าแสดงการรับเอามาไม่บกพร่อง และไม่วิปริต เพราะปฏิเสธภาวะ คือการไม่ได้ฟัง.

มีคำอธิบายดังนี้ว่า เราได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ คือเราไม่ได้เห็นเอง ไม่ได้ทำให้แจ้งด้วยสยัมภูญาณ หรือไม่ใช่ได้มาโดยประการอื่น และการฟังนั้นก็เป็นการฟังด้วยดีทีเดียว.

อีกอย่างหนึ่ง อิติ ศัพท์ที่มีอวธารณะเป็นอรรถ (ความหมายห้ามเนื้อความอื่น) มีการ (อธิบาย) ประกอบความดังพรรณนามานี้ เพราะเหตุนั้น สุตะศัพท์ ซึ่งเพ่งถึง อิติ ศัพท์นั้นจึงมีความหมายว่า กำหนด (แน่นอน) เพราะฉะนั้น นักศึกษาพึงทราบการที่สุตะศัพท์ปฏิเสธภาวะคือการไม่ได้ฟัง และการที่สุตะศัพท์แสดงการรับเอามาไม่บกพร่องและไม่วิปริต.

นักศึกษาพึงเห็นว่า ท่านแต่งอรรถโยชนาของบททั้ง ๓ (เอวมฺเม สุตํ) ด้วยอำนาจเหตุแห่งการฟังและความแปลกกันแห่งการฟังดังพรรณนามานี้.

อนึ่ง บทว่า อิติ ชื่อว่าประกาศถึงภาวะคือความเป็นไปในอารมณ์มีประการต่างๆ เพราะวิญญาณวิถีที่เป็นไปตามแนวแห่งโสตทวารรับเอาอรรถและพยัญชนะต่างๆ กัน เพราะทำการอธิบายว่า อิติ ศัพท์มีความหมายถึงอาการ.

บทว่า เม ประกาศถึงตน.

บทว่า สุตํ ชื่อว่า ประกาศถึงธรรม เพราะวิญญาณวิถีตามที่กล่าวแล้วมีปริยัติธรรมเป็นอารมณ์.

ก็ในบทนี้มีความย่อดังต่อไปนี้ว่า

ข้าพเจ้า (พระอานนทเถระ) มิได้ทำสิ่งอื่น คือข้าพเจ้าได้ฟังธรรมนี้ด้วยวิญญาณวิถีที่เป็นไปในอารมณ์มีประการต่างๆ อันเป็นตัวเหตุ. อนึ่ง บทว่า อิติ ชื่อว่าประกาศถึงสิ่งที่ได้แสดงมาแล้ว เพราะสิ่งที่จะพึงแสดงก็ไม่มีภาวะที่จะพึงแสดง (อีก) เพราะอธิบายว่า อิติศัพท์มีนิสสนะเป็นอรรถ. เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่าท่านเท้าถึงสูตรทั้งหมดด้วยอิติศัพท์.

บทว่า เม ประกาศถึงบุคคล.

บทว่า สุตํ ประกาศถึงกิจของบุคคล. ก็กิริยาคือการฟังที่ได้มาด้วยเสียงที่ได้ยินมา เกี่ยวเนื่องผูกพันอยู่กับสวนวิญญาณ (วิญญาณในการฟัง) ก็ในธรรมประพันธ์ (การเอ่ยถึงธรรม) ที่ประกอบด้วยการกล่าวถึงบุคคลนั้น ย่อมได้กิริยา คือการฟัง. บทนั้นมีความย่อดังนี้ว่า ข้าพเจ้า (พระอานนทเถระ) จักแสดงอ้างสูตรใด สูตรนั้นข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.

อนึ่ง บทว่า อิติ เป็นบทมีการรับเอาอรรถและพยัญชนะต่างๆ กัน เพราะความเป็นไปแห่งจิตสันดานใดที่มีอารมณ์ต่างๆ กัน.

บทว่า อิติ ก็แสดงถึงอาการต่างๆ กัน แห่งจิตสันดานนั้น เพราะทำอธิบายว่า อิติศัพท์มีความหมายถึงอาการ. ด้วยว่าศัพท์ อิติ นี้ชื่อว่าเป็นการบัญญัติถึงอาการ เพราะธรรมทั้งหลายมีสภาวะที่จะต้องบัญญัติโดยอาศัยอาการ คือความเป็นไปนั้นๆ.

บทว่า เม แสดงถึงกัตตา.

บทว่า สุตํ แสดงถึงอารมณ์ เพราะว่าธรรมที่จะต้องฟังย่อมเป็นฐานให้บุคคลผู้ทำเป็นไปด้วยอำนาจ กิริยาคือการฟัง ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ เป็นอันท่านแสดงถึงการตกลงใจในการรับอารมณ์ของผู้ทำผู้พรั่งพร้อมด้วยกิริยา คือการฟังนั้น ด้วยจิตสันดานที่เป็นไปแล้ว โดยประการต่างๆ.

อีกประการหนึ่ง บทว่า อิติ แสดงถึงกิจของบุคคล.

อธิบายว่า จริงอยู่ ธรรมดาว่ากิจของบุคคลเป็นอันพระอานนทเถระแสดงแล้วด้วยอิติศัพท์ที่มีภาวะประกาศอรรถว่านิทัสสนะ หรือว่าอวธารณะ ที่มีอาการแห่งธรรมทั้งหลายที่ได้ฟังมาแล้ว อันตนรับไว้แล้ว เพราะการทรงจำอาการนั้นเป็นต้นไว้ เป็นความขวนขวายในธรรม ด้วยการยึดมั่น ในโวหารว่าบุคคล

บทว่า สุตํ แสดงถึงกิจของวิญญาณ.

อธิบายว่า จริงอยู่ กิริยา คือการฟังแม้ของผู้มีวาทะว่า บุคคลจะไม่เพ่งถึงวิญญาณก็หามิได้.

บทว่า เม แสดงถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยกิจทั้งสอง

อธิบายว่า จริงอยู่ ก็ความเป็นไปของศัพท์ว่า เม มีธรรมอันวิเศษที่ได้ฟังมาแล้วเป็นอารมณ์ โดยส่วนเดียวเท่านั้น และกิจของวิญญาณก็พึงตั้งลงในอารมณ์นั้นนั่นแล. แต่ในที่นี้มีความย่อดังนี้ว่า อันข้าพเจ้า (พระอานนท์เถระ) คือ อันบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวิญญาณที่มีหน้าที่ฟัง ได้ฟังมาแล้วด้วยสามารถแห่งวิญญาณที่ได้โวหารว่า ผู้มีหน้าที่ฟัง.

อนึ่ง บทว่า อิติ และบทว่า เม เป็นอวิชชมานบัญญัติด้วยอำนาจสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์แห่งความหมายที่แจ่มแจ้งและความหมายที่ยอดยิ่ง เพราะว่า ความหมายที่จะพึงเข้าใจได้ด้วยเสียงทั้งหมดก็ดี บัญญัติทั้งมวลเพราะจะต้องปฏิบัติตามแนวทางแห่งการบัญญัตินั่นเองก็ดี ย่อมมีความไม่ขัดแย้งกันในบัญญัติทั้ง ๖ นั่นแหละ มีวิชชมานบัญญัติเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ความหมายอันใดเป็นความหมายที่ไม่มีอยู่จริง เหมือนมายากลและพยับแดดเป็นต้น และไม่ใช่เป็นความหมายที่ไม่สูงสุด เหมือนอย่างความหมายที่ต้องรับไว้ด้วยการฟังกันสืบๆ มาเป็นต้น ความหมายเป็นปรมัตถสภาวะมีสัททรูปคือเสียงเป็นต้น และมีการแตกสลาย มีการเสวยอารมณ์เป็นต้น มีอยู่ด้วยอำนาจสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์

ส่วนความหมายอันใดมีความหมายถึงอาการเป็นต้น ที่กำลังกล่าวอยู่ว่า อิติ และว่า เม ความหมายอันนั้นมิใช่ปรมัตถสภาวะ คือไม่ได้ด้วยอำนาจสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ชื่อว่าอวิชชมานบัญญัติ.

ถามว่า บรรดาบททั้ง ๓ นี้ บทใดพึงได้การแสดงอ้างว่า อิติ หรือว่า เม บทนั้นมีอยู่โดยปรมัตถ์หรือ?

ตอบว่า บทว่า สุตํ เป็นวิชชมานบัญญัติ อธิบายว่าอารมณ์ที่ได้รับทางโสตประสาทนั้น มีอยู่โดยปรมัตถ์.

อนึ่ง บทว่า อิติ จัดเป็นอุปทายบัญญัติ เพราะจะพึงกล่าวด้วยอำนาจการพาดพิงถึงอาการทั้งหลาย มีอาการที่ทรงจำไว้เป็นต้นเหล่านั้นได้ก็โดยอาศัยธรรมทั้งหลายที่มากระทบโสต.

บทว่า เม ชื่อว่าเป็นอุปาทายบัญญัติ เพราะจะต้องพูดถึงโดยอาศัยขันธ์ทั้งหลายที่นับเนื่องในสันตติ ซึ่งที่สูงสุดโดยพิเศษมีการณะเป็นต้น.

บทว่า สุตํ ชื่อว่าเป็นอุปนิธายบัญญัติ เพราะจะต้องพูดถึงโดยเปรียบเทียบกับอารมณ์ทั้งหลายมีรูปที่ได้เห็นเป็นต้น โวหารว่า สุตะ แม้เป็นไปในสัททายตนะที่เว้นจากสภาวะของรูปที่ได้เห็นเป็นต้น จะต้องพูดถึงโดยเปรียบเทียบกับรูปที่ได้เห็นเป็นต้น เพราะเป็นสิ่งที่พึงทราบชัดว่า สิ่งใดไม่มุ่งถึงรูปที่ได้เห็น กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ได้ทราบและอารมณ์ที่ได้รู้แจ้ง สิ่งนั้นจัดเป็นสุตะ เปรียบเหมือนโวหารว่า ทุติยฌาน ตติยฌานเป็นต้นจะต้องพูดถึงโดยอาศัยปฐมฌานเป็นต้น ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงประกาศเนื้อความนี้ไว้ว่า ชื่อว่าสุตะ เพราะไม่ใช่ไม่ได้ฟังมา

อนึ่ง ในที่นี้ ท่านแสดงถึงความไม่หลงลืมออกมาด้วยคำว่า อิติ.

อธิบายว่า ประการที่แตกต่างกันออกไปแห่งความหมายที่ท่านพระอานนท์พาดพิงถึงในบทว่า อิติ นี้ท่านแทงตลอดแล้ว ความไม่หลงลืมของท่าน จึงเป็นอันท่านแสดงแล้วด้วยคำว่า อิติ นั้น. เป็นความจริง คนหลงลืมย่อมไม่สามารถแทงตลอดประการต่างๆ ได้ ประการต่างๆ คือการละโลภะเป็นต้น และประการที่แทงตลอดไว้ไม่ดี ท่านแสดงไว้ว่าเป็นสุตะ. ท่านแสดงความไม่เลอะเลื่อนด้วยคำว่า สุตะ เพราะอาการแห่งสุตะเป็นอาการที่เห็นอยู่ตามความเป็นจริง.

จริงอยู่ ผู้ใดมีสุตะหลงลืมแล้ว ผู้นั้นย่อมปฏิญญาไม่ได้ว่า เราได้ฟังมาแล้วในกาลอื่น เพราะความไม่หลงลืม เพราะไม่มีความหลงลืม หรือเพราะปัญญาที่เกิดในเวลาฟังของพระอานนท์นั้นเอง จึงมีความสำเร็จแห่งปัญญาในกาลอื่นจากนั้น ดังพรรณนามาฉะนี้.

อนึ่ง เพราะความไม่เลอะเลือน จึงมีความสำเร็จแห่งสติ.

บรรดาปัญญากับสติทั้งสองนั้น เพราะสติที่เป็นตัวนำปัญญา จึงมีความสามารถทรงจำพยัญชนะไว้ได้. เพราะว่าอาการแห่งพยัญชนะทั้งหลายที่จะพึงแทงตลอดไม่ลึกซึ้งยิ่งนัก การทรงจำไว้ตามที่ได้ฟังมานั่นแล เป็นกรณียกิจในเรื่องนั้น เพราะเหตุนั้น ความปรากฏของสติจึงเป็นของสำคัญ. ปัญญาเป็นคุณ (หนุน) ในข้อนั้น เพราะเหตุที่สติเป็นตัวนำของปัญญา. เพราะปัญญาเป็นตัวนำของสติ จึงมีความสามารถในการแทงตลอดความหมายได้. เพราะว่า อาการแห่งความหมายที่จะพึงแทงตลอดเป็นของลึกซึ้ง เพราะเหตุนั้น ความขวนขวายของปัญญาจึงเป็นของสำคัญ. สติเป็นตัวคุณธรรมในข้อนั้น เพราะเหตุที่ปัญญาเป็นตัวนำของสติ เพราะประกอบด้วยความสามารถทั้งสองนั้น (พระอานนท์) จึงมีความสำเร็จแห่งความเป็นพระธรรมภัณฑาคาริก (พระขุนคลังธรรมะ) เพราะท่านสามารถตามรักษาคลังพระธรรมที่สมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะได้.

อีกนัยหนึ่ง พระอานนท์แสดงการทำไว้ในใจโดยแยบคายด้วยคำว่า อิติ เพราะอรรถแห่งอาการะ นิทัสสนะ และอวธารณะที่กล่าวไว้ด้วยคำว่า อิติ นั้นซึ่งจะกล่าวถึงข้างหน้า อันส่องถึงการแทงตลอด โดยประการต่างๆ เป็นอรรถไม่วิปริต ก็มีสัทธรรมที่ไม่วิปริตเป็นอารมณ์.

อธิบายว่า การแทงตลอด (ธรรม) โดยประการต่างๆ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่ใส่ใจโดยแยบคาย. พระอานนท์แสดงความไม่ฟุ้งซ่านด้วยคำว่า สุตํ. การฟังสูตรที่กำลังกล่าวอยู่ ซึ่งจัดเป็นปกรณ์ด้วยอำนาจนิทานและปุจฉา เว้นสมาธิเสียย่อมไม่มี เพราะบุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่านจะฟังไม่ได้. เป็นความจริง บุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน แม้อันพระธรรมกถึกกล่าวอยู่ด้วยสมบัติทั้งปวง ก็มักกล่าวว่า ข้าพเจ้ามิได้ฟัง นิมนต์พระคุณเจ้ากล่าวซ้ำอีก.

อนึ่ง ในที่นี้ บุคคลจะให้อัตตสัมมาปณิธิ และปุพเพกตปุญญตาสำเร็จได้ก็ด้วยโยนิโสมนสิการ เพราะบุคคลผู้มิได้ตั้งตนไว้ชอบ หรือผู้มิได้ทำบุญไว้ในชาติปางก่อนจะมีโยนิโสมนสิการนั้นไม่ได้ บุคคลจะให้สัทธัมมัสสวนะ และสัปปุริสูปัสสยะสำเร็จได้ก็ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน เพราะบุคคลผู้มิได้สดับธรรมและผู้เว้นจากการเข้าไปนั่งใกล้สัตบุรุษ จะมีความไม่ฟุ้งซ่านนั้นไม่ได้. เป็นความจริง บุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่านจะไม่สามารถฟังพระสัทธรรมได้เลย และบุคคลผู้ไม่เข้าไปนั่งใกล้สัตบุรุษ จะไม่มีการฟัง (ธรรม) เลย.

อีกนัยหนึ่ง เพราะจิตสันดานใดเป็นไปโดยอาการต่างๆ กัน จึงมีการรับ (เข้าใจ) อรรถและพยัญชนะต่างๆ ได้ อิติศัพท์ ท่านจึงกล่าวว่าเป็นศัพท์แสดงอาการต่างๆ ของจิตสันดานนั้น.

ก็เพราะเหตุที่อาการแห่งพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่งามอย่างนี้ ที่เป็นเหตุให้ประโยชน์ของผู้อื่นบริบูรณ์ได้ครบถ้วน โดยทำให้ผู้อื่นนั้นหยั่งลงสู่ความสมบูรณ์แห่งพระศาสนาทั้งหมด ด้วยการกำหนดประเภทแห่งอรรถและพยัญชนะได้ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มิได้ตั้งตนไว้ชอบ หรือผู้มิได้ทำบุญไว้ในชาติปางก่อน ฉะนั้น พระอานนท์จึงแสดงความถึงพร้อมแห่งจักร ๒ ข้อหลังของตน โดยอาการอันงามด้วยคำนี้ว่า อิติ. พระอานนท์แสดงความถึงพร้อมแห่งจักร ๒ ข้อข้างต้น เพราะประกอบด้วยการฟัง ด้วยคำว่า สุตํ

อธิบายว่า การฟัง (ธรรม) ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้อยู่ในประเทศที่ไม่สมควร หรือผู้เว้นจากการเข้าไปนั่งใกล้สัตบุรุษ เพราะจักร ๒ ข้อหลังของพระอานนท์นั้นสำเร็จ ความบริสุทธิ์แห่งอาสยะจึงเป็นอันสำเร็จด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้ บุคคลผู้ตั้งตนไว้ชอบ และทำบุญไว้ในชาติปางก่อน ชื่อว่าเป็นผู้มีอาสยะบริสุทธิ์ เพราะกิเลสทั้งหลายที่เป็นเหตุให้อาสยะไม่บริสุทธิ์นั้นอยู่ไกล

สมจริงด้วยพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า

จิตที่บุคคลตั้งไว้ชอบแล้ว พึงทำบุคคลนั้นให้ประเสริฐกว่า เหตุนั้น

และว่า

ดูก่อนอานนท์ เธอเป็นผู้ที่ได้ทำบุญไว้แล้ว ขอเธอจงหมั่นประกอบความเพียรเถิด ไม่ช้าก็จักได้เป็นผู้ไม่มีอาสวะ.

____________________________

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๓

ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๓๕

เพราะจักร ๒ ข้อข้างต้นสำเร็จ ความบริสุทธิ์แห่งปโยคะก็เป็นอันสำเร็จด้วย.

อธิบายว่า พระอานนท์ชื่อว่าเป็นผู้มีปโยคะอันบริสุทธิ์ โดยสาธุชนทั้งหลาย ถือเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้ เพราะการอยู่ในประเทศอันสมควร และเพราะการเข้าไปนั่งใกล้สัตบุรุษ. ก็เพราะอาสยะบริสุทธิ์นั้น ความฉลาดในอธิคมสำเร็จได้ ก็เพราะเครื่องเศร้าหมอง คือตัณหาและทิฏฐิถูกชำระให้บริสุทธิ์แล้วในกาลก่อนนั่นแล. เพราะปโยคะบริสุทธิ์ ความฉลาดในอาคมจึงสำเร็จได้.

อธิบายว่า พระอานนท์มีกายปโยคะ และวจีปโยคะบริสุทธิ์ มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน เพราะไม่มีวิปปฏิสาร จึงเป็นผู้แกล้วกล้าในปริยัติ ถ้อยคำของพระอานนท์ ผู้มีปโยคะและอาสยะบริสุทธิ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยอาคมและอธิคม ดังว่ามานี้ สมควรที่จะเป็นคำนำแห่งพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนอรุณขึ้นควรมีมาก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและโยนิโสมนสิการควรเกิดขึ้นก่อนกุศลกรรม เพราะเหตุนั้น พระอานนท์ เมื่อจะตั้งนิทาน (คำเบื้องต้น) ในที่อันควรจึงกล่าวคำว่า อิติ เม สุตํ เป็นต้นไว้.

อีกนัยหนึ่ง พระอานนท์แสดงการเกิดมีแห่งสมบัติ คืออัตถปฏิสัมภิทา และปฏิภาณปฏิสัมภิทาของตน ด้วยคำว่า อิติ นี้ ที่แสดงถึงการแทงตลอดโดยประการต่างๆ ตามนัยที่กล่าวแล้วในกาลก่อน พระอานนท์แสดงการเกิดมีแห่งสมบัติ คือธรรมปฏิสัมภิทา และนิรุตติปฏิสัมภิทา ด้วยคำว่า สุตํ นี้ที่แสดงถึงการแทงตลอดที่แตกต่างจากสิ่งที่ควรสดับ เพราะอมความของอิติศัพท์ไว้ หรือเพราะมุ่งถึงเรื่องที่กำลังกล่าว.

อนึ่ง พระอานนท์กล่าวคำนี้ว่า อิติ ที่แสดงถึงโยนิโสมนสิการ ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล จึงเท่ากับแสดงว่า ธรรมเหล่านี้ข้าพเจ้าตามเพ่งด้วยใจ ขบคิดแล้วด้วยทิฏฐิ.

อธิบายว่า ปริยัติธรรมทั้งหลายที่บุคคลตามเพ่งด้วยใจ โดยนัยเป็นต้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสศีลไว้ในสูตรนี้ ตรัสสมาธิไว้ในสูตรนี้ ตรัสปัญญาไว้ในสูตรนี้ ในสูตรนี้มีอนุสนธิเท่านี้ ที่บุคคลกำหนดรูปธรรมและอรูปธรรม ที่กล่าวไว้ในสูตรนั้นๆ ด้วยดี โดยนัยเป็นต้นว่า รูปเป็นอย่างนี้ รูปมีเท่านี้ แล้วขบคิดด้วยทิฏฐิอันเกี่ยวเนื่องกับการตรึกตรองไปตามอาการที่ได้ฟังสืบๆ มา อันเป็นตัวทนต่อการเพ่งพินิจ (พิสูจน์) แห่งธรรมหรือกล่าวคือเป็นญาตปริญญา ย่อมนำประโยชน์เกื้อกูล และความสุขมาให้ทั้งแก่ตนและบุคคลอื่นแล.

พระอานนท์ เมื่อกล่าวคำว่า สุตํ นี้ ที่แสดงถึงการประกอบในการฟัง จึงเท่ากับแสดงว่า ธรรมเป็นอันมากอันข้าพเจ้าพึงทรงจำได้ สั่งสมไว้ด้วยวาจาแล้ว (สาธยาย).

อธิบายว่า การฟัง การทรงจำ และการสั่งสมปริยัติธรรมไว้ เกี่ยวเนื่องกับการเงี่ยโสตลงสดับ. พระอานนท์แสดงความบริบูรณ์แห่งอรรถและพยัญชนะโดยภาวะที่ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วทั้งสองนั้น จึงทำให้ (ผู้ฟัง) เกิดความเอื้อเฟื้อในการฟัง. จริงอยู่ บุคคลเมื่อไม่ฟังธรรมที่บริบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจากประโยชน์เกื้อกูลใหญ่ เพราะเหตุนั้น นักศึกษาพึงทำความเอื้อเฟื้อให้เกิดแล้ว ฟังธรรมเถิด.

ก็ด้วยคำทั้งหมดนี้ว่า อิติ เม สุตํ ท่านพระอานนท์ เมื่อไม่ตั้งธรรมวินัยที่พระตถาคตเจ้าประกาศแล้วเพื่อตนเอง ชื่อว่าก้าวสู่ภูมิของอสัตบุรุษ เมื่อปฏิญญาความเป็นพระสาวก ชื่อว่าก้าวลงสู่ภูมิของสัตบุรุษด้วยประการนั้น ท่านพระอานนท์ ชื่อว่ายังจิตให้ออกจากอสัทธรรม ชื่อว่ายังจิตให้สถิตอยู่ในสัทธรรม.

อนึ่ง ท่านพระอานนท์ เมื่อแสดงว่า คำนั้นคือพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล อันข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วทั้งหมดทีเดียว ชื่อว่าเปลื้องตน อ้างพระศาสดา แนบแน่นคำของพระชินเจ้า ตั้งเป็นแบบธรรมเนียมไว้.

อนึ่ง ด้วยคำว่า อิติ เม สุตํ ท่านพระอานนท์ เมื่อไม่ปฏิญญาว่า ธรรมตนเองให้เกิดขึ้น เปิดเผยคำพูดเริ่มต้น (ปุริมพจน์) ว่า คำนี้อันข้าพเจ้ารับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผู้แกล้วกล้าด้วยเวสารัชชญาณ ๔ ผู้ทรงไว้ซึ่งทสพลญาณ ผู้ทรงดำรงอยู่ในฐานะแห่งบุคคลผู้องอาจ ผู้ทรงมีปกติบันลือสีหนาทผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ ผู้ทรงเป็นพระธรรมิศร ธรรมราชา ธรรมาธิบดี ผู้ทรงเป็นธรรมประทีป ธรรมสรณะ ผู้ทรงหมุนล้อแห่งพระสัทธรรมอันประเสริฐ ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายไม่ควรทำความสงสัยหรือความแคลงใจ ในอรรถหรือธรรมในบทหรือพยัญชนะนี้ ดังนี้ ชื่อว่ายังความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาในธรรมวินัยนี้ให้พินาศ ยังสัทธาสัมปทาให้เกิดขึ้น.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ไว้ว่า

พระสาวกของพระโคดม เมื่อกล่าวว่า เอวมฺเมํ สุตํ ดังนี้

ชื่อว่า ยังอศรัทธาให้พินาศ ยังศรัทธาในพระศาสนาให้เจริญ.

ในที่นี้ อาจารย์บางท่านกล่าวว่า ก็เพราะเหตุไรในสูตรนี้ ท่านจึงไม่กล่าวคำนิทานไว้เหมือนในสูตรอื่นๆ ที่พระอานนท์กล่าวคำนิทานอ้างกาละเทสะ (เวลาและสถานที่) ไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ เล่า.

ตอบว่า เพราะอาจารย์พวกอื่นได้กล่าวไว้ก่อนแล้ว.

ก็คำนิทาน (ในสูตรนี้) พระเถระมิได้กล่าวไว้ เพราะมีผู้กล่าวไว้แล้ว.

อธิบายว่า คำนิทานนี้ ท่านพระอานนท์มิได้กล่าวก่อน แต่นางขุชชุตตราผู้ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแต่งตั้งไว้ในเอตทัคคะ เพราะในบรรดาอุบาสิกา นางเป็นพหูสูต เป็นอริยสาวิกาได้บรรลุเสกขปฏิสัมภิทา กล่าวไว้ก่อนแล้วแก่สตรี ๕๐๐ นางซึ่งมีพระนางสามาวดีเป็นประมุข.

ในเรื่องนั้นมีการเล่าไว้เป็นลำดับ ดังต่อไปนี้.

ประวัตินางขุชชุตตรา

ได้ทราบว่า นับจากนี้ไปในตอนท้ายแสนกัป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ แล้วประทับอยู่ในเมืองหงสาวดี.

อยู่มาวันหนึ่ง กุลธิดานางหนึ่งในเมืองหงสาวดี ได้ไปยังอารามพร้อมกับอุบาสิกา ซึ่งกำลังไปเพื่อฟังเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงแต่งตั้งอุบาสิกาคนหนึ่งไว้ในเอตทัคคะ (ตำแหน่งที่เลิศกว่า) อุบาสิกาทั้งหลายผู้เป็นพหูสูต จึงทำบุญแล้วปรารถนาฐานันดรนั้น.

ฝ่ายพระศาสดาก็ทรงพยากรณ์อุบาสิกานั้นว่า ในอนาคตกาล นางจักได้เป็นอุบาสิกา ผู้เป็นสาวิกาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักเป็นผู้เลิศในบรรดาอุบาสิกาผู้เป็นพหูสูตด้วยกัน. นางทำกุศลจนตลอดชีวิตแล้ว ก็ไปบังเกิดในเทวโลก (จุติจากเทวโลกแล้ว) ก็มาบังเกิดในหมู่มนุษย์อีก เมื่อนางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลกอย่างนี้แล ล่วงไปได้หนึ่งแสนกัป ครั้นแล้วในภัททกัปนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย นางก็ได้จุติจากเทวโลกมาถือปฏิสนธิ ในท้องหญิงพี่เลี้ยงในเรือนของโฆสิตเศรษฐี.

ชนทั้งหลายได้ตั้งชื่อให้นางว่า อุตตรา ในเวลาที่เกิดมาแล้ว นางได้กลายเป็นหญิงค่อม เพราะเหตุนั้น จึงปรากฏชื่อว่า ขุชชุตตรา ต่อมาในเวลาที่โฆสิตเศรษฐีถวายนางสามาวดีแก่พระเจ้าอุเทน นางขุชชุตตรานั้นก็ถูกยกให้ไปเป็นนางปริจาริกา ของนางสามาวดีนั้น (และ) อยู่ภายในราชสำนักของพระเจ้าอุเทน.

ก็สมัยนั้น โฆสิตเศรษฐี กุกกุฏเศรษฐี และปาวาริกเศรษฐี ในเมืองโกสัมพี ได้พากันสร้างวิหาร ๓ แห่ง อุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระตถาคตเจ้าเสด็จจาริกไปในชนบท ถึงพระนครโกสัมพี ก็ได้มอบถวายวิหารแด่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วพากันบำเพ็ญมหาทาน. ประมาณเดือนหนึ่งผ่านพ้นไป.

ครั้งนั้น เศรษฐีเหล่านั้นได้มีความคิด ดังนี้ว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงอนุเคราะห์โลกทั้งหมด พวกเราจักให้โอกาสแก่คนอื่นบ้าง แม้คนที่อยู่ในตัวเมืองโกสัมพี ก็ได้เปิดโอกาสให้แก่ประชาชนทั่วไป ตั้งแต่นั้นมา พวกชาวเมืองก็พากันถวายมหาทาน โดยรวมคนในถนน (เดียวกัน) บ้าง โดยรวมกันเป็นคณะบ้าง.

อยู่มาวันหนึ่ง พระศาสดาอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ประทับนั่งในเรือนของนายมาลาการผู้เป็นหัวหน้า. ขณะนั้น นางขุชชุตตราได้รับทรัพย์ ๘ กหาปณะ แล้วไปยังเรือนนั้นเพื่อซื้อดอกไม้ไปให้นางสามาวดี นายมาลาการผู้เป็นหัวหน้าเห็นนางแล้วก็กล่าวว่า แม่อุตตรา วันนี้ (ฉัน) ไม่มีเวลาที่จะให้ดอกไม้แก่เธอ ฉันกำลังอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แม้เธอก็จงเป็นสหายในการเลี้ยงดูเถิด เมื่อทำอย่างนี้แล้ว เธอก็จักพ้นไปจากการทำการรับใช้บุคคลอื่น (เสียที). ครั้งนั้น นางขุชชุตตราก็ได้ทำการรับใช้พระพุทธเจ้าทั้งหลายในโรงครัว. นางได้เรียนธรรมทั้งหมดที่พระศาสดาตรัสแล้วด้วยอำนาจเป็นอุปนิสินนกถา ต่อมาได้ฟังอนุโมทนาแล้วได้บรรลุโสดาปัตติผล.

ในวันอื่นๆ นางให้ ๔ กหาปณะเท่านั้น แล้วรับเอาดอกไม้ไป. แต่ในวันนั้น เพราะได้เห็นสัจจะ นางไม่ยังจิตให้เกิดในสิ่งของของบุคคลอื่นให้หมดทั้ง ๘ กหาปณะ แล้วได้รับเอาดอกไม้ไปยังสำนักของนางสามาวดี.

ลำดับนั้น พระนางสามาวดีนั้นได้ถามนางว่า แม่อุตตรา ในวันอื่นๆ เธอนำดอกไม้มาให้ไม่มาก แต่วันนี้นำมาให้มาก พระราชาของเราทั้งหลายทรงเลื่อมใสมากขึ้นหรือ? นางได้ทูลเรื่องทั้งหมดไม่ปกปิดเรื่องที่ตนได้ทำไปแล้ว เพราะไม่สามารถจะกล่าวเท็จได้ และเมื่อนางถูกถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร วันนี้จึงนำดอกไม้มามาก ก็ทูลตอบว่า วันนี้ หม่อมฉันได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วได้ทำให้แจ้งซึ่งอมตะ เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงลวงพระองค์ท่านไม่ได้.

พระนางสามาวดีทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็มิได้ทรงขู่ตะคอกว่า เฮ้ยนางทาสีผู้ชั่วร้าย แกจงคืนกหาปณะที่แก (ยักยอก) เอาไปตลอดเวลาเท่านี้มา (พระนาง) อันบุรพเหตุตักเตือน ได้ตรัสว่า แม่ ขอแม่จงให้พวกเราได้ดื่มน้ำอมฤตที่แม่ได้ดื่มแล้วบ้างเถิด. เมื่อนางขุชชุตตราทูลว่า ถ้าอย่างนั้น จงทรงพระกรุณาให้หม่อมฉันอาบน้ำ (ก่อน) ก็ทรงให้นางอาบน้ำด้วยน้ำหอม ๑๖ หม้อ แล้วรับสั่งให้ประทานผ้าเนื้อเกลี้ยง ๒ ผืน.

นางขุชชุตตรานั้นนุ่งผืนหนึ่ง อีกผืนหนึ่งเอาห่มเฉวียงบ่าแล้ว ปูลาดอาสนะนั่งบนอาสนะถือพัดอันวิจิตร ร้องทักมาตุคามทั้ง ๕๐๐ นางซึ่งนั่งอยู่บนอาสนะที่ต่ำกว่า ดำรงอยู่ในเสกขปฏิสัมภิทา แสดงธรรมแก่หญิงเหล่านั้น ตามนิยามที่พระศาสดาทรงแสดงแล้วนั่นแล.

เวลาจบเทศนา หญิงทั้งหลายนั้นได้บรรลุโสดาปัตติผล หญิงทั้งหมดนั้นไหว้นางขุชชุตตราพลางกล่าวว่า ข้าแต่แม่เจ้า ตั้งแต่วันนี้ไป ขอแม่เจ้าอย่าได้ทำงานอันต่ำต้อยอีกต่อไปเลย ขอแม่เจ้าจงดำรงอยู่ในฐานะเป็นมารดา ในฐานะเป็นอาจารย์ของเราทั้งหลายเถิด ดังนี้แล้วได้ตั้ง (นาง) ไว้ในฐานะเป็นที่เคารพ.

อดีตชาติของนางขุชชุตตรา

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร นางขุชชุตตรานี้จึงบังเกิดเป็นนางทาสี?

ตอบว่า เล่ากันว่า ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ นางบังเกิดเป็นธิดาของเศรษฐีในเมืองพาราณสี เมื่อพระเถรีผู้เป็นพระขีณาสพรูปหนึ่งไปยังตระกูลอุปัฏฐาก ก็เรียนว่า ข้าแต่แม่เจ้า ขอแม่เจ้าจงให้กระเช้าประดับนั่นแก่ดิฉันเถิด ดังนี้แล้ว สั่งให้คนใช้ทำการรับใช้ (พระเถรี).

ฝ่ายพระเถรีคิดว่า เมื่อเราไม่ให้ นางจักเกิดความอาฆาต (ตายแล้ว) จักไปเกิดในนรก เมื่อเราให้ นางจักเกิดเป็นทาสีของคนอื่น การที่นาง (เกิด) เป็นทาสีดีกว่าการไหม้ในนรก ดังนี้แล้ว อาศัยความกรุณาจึงได้ทำตามคำของนาง. ด้วยกรรมนั้น นางได้บังเกิดเป็นทาสีของคนอื่นสิ้น ๕๐๐ ชาติ.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร นางจึงได้เป็นหญิงค่อม?

ตอบว่า เล่ากันว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น นางอยู่ในพระราชวังของพระเจ้าพาราณสี เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นราชกุลุปกะองค์หนึ่งหลังค่อมนิดหน่อย เมื่อจะทำการล้อเลียนต่อหน้าหญิงที่อยู่ด้วยกันกับตน จึงได้แสดงอาการหลังค่อมเป็นการสนุกสนานตามที่กล่าว เพราะเหตุนั้น นางจึงบังเกิดเป็นหญิงค่อม

ถามว่า ก็นางทำกรรมอะไรไว้จึงเกิดเป็นหญิงมีปัญญามาก?

ตอบว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น นางอยู่ในพระราชวังของพระเจ้าพาราณสี เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ เปลี่ยน (มือ) อุ้มบาตรที่เต็มด้วยข้าวปายาสร้อน (ที่รับ) จากพระราชวังก็ได้ถวายวลัยงา ๘ อันซึ่งเป็นของตน พลางเรียนว่า ขอพระคุณเจ้าโปรดวาง (บาตร) ไว้บนวลัยนี้ แล้วอุ้ม (บาตร) เถิด. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นทำตามนั้นแล้วมองดู (นาง). นางเรียนว่า วลัยเหล่านี้ ดิฉันสละถวายแด่พระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าจงถือไปเถิด พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นได้ไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะ แม้จนวันนี้ วลัยเหล่านั้นก็ยังไม่ผุกร่อนเลย. นางเกิดเป็นหญิงมีปัญญามากเพราะผลแห่งกรรมนั้น.

ต่อมา สตรี ๕๐๐ นางซึ่งมีพระนางสามาวดีเป็นประมุข ได้กล่าวกะนางว่า ข้าแต่แม่ ขอแม่จงไปยังสำนักของพระศาสดาทุกวัน สดับธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว (มา) แสดงแก่เราบ้าง. นางได้ทำตามนั้น ในเวลาต่อมาจึงกลายเป็นผู้ทรงจำพระไตรปิฏก เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงตั้งนางไว้ในเอตทัคคะว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาอุบาสิกาสาวิกาของเราที่เป็นพหูสูต ขุชชุตตรานี้เป็นเลิศ

อุบาสิกาขุชชุตตราผู้เป็นอริยสาวิกาได้บรรลุปฏิสัมภิทาอันพระศาสดาทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะ เพราะเป็นพหูสูต

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี ได้ไปยังสำนักพระศาสดาตามกาลอันสมควร ได้ฟังธรรมแล้ว กลับไปภายในราชสำนัก เมื่อจะกล่าวธรรมตามที่ได้ฟังมา ตามนิยามที่พระศาสดาทรงแสดงแก่สตรีอริยสาวิกา ๕๐๐ นางมีพระนางสามาวดีเป็นประมุข เมื่อจะเปลื้องตนประกาศความที่ธรรมตนได้สดับในสำนักพระศาสดา

จึงยกนิทาน (คำเริ่มต้น) ขึ้นว่า

ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า ก็คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว คือพระอรหันต์ตรัสไว้แล้วดังพรรณนามาฉะนี้.

ก็เพราะเหตุที่นางขุชชุตตรานั้นได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในนครนั้นแล แล้วกล่าวแก่สตรีเหล่านั้นในวันนั้นด้วย ฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะอ้างเวลาและสถานที่ว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี เพราะเวลาและสถานที่ปรากฏชัดอยู่แล้ว.

ฝ่ายภิกษุณีทั้งหลายก็ได้เรียนเอาสูตรเหล่านี้ในสำนักนางขุชชุตตรานั้น.

แม้ในหมู่ภิกษุ นิทาน (คำเริ่มต้น) ที่นางขุชชุตตรานั้นยกขึ้นไว้ก็ปรากฏโดยสืบทอดกันมาอย่างนี้.

ต่อมา ท่านพระอานนท์นั่งสังคายนาพระธรรมอยู่ในท่ามกลางคณะพระเถระผู้เชี่ยวชาญมีพระมหากัสสปะเป็นประมุข ในสัทธรรมมณฑปที่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงให้สร้างขึ้นที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ภายหลังจากเวลาที่พระตถาคตเจ้าปรินิพพาน เมื่อจะหลีกเลี่ยง (ไม่ต้องการให้) นิทานของสูตรเหล่านี้มี ๒ นิทาน จึงยกนิทานขึ้นตามนิยามที่นางขุชชุตตรานั้นยกไว้แล้วแล.

แต่อาจารย์บางพวกขยายประการในที่นี้ให้มากออกไป ประโยชน์อะไรด้วยประการเหล่านั้น.

อิติวุตตกะมี ๑๑๒ สูตร

อีกอย่างหนึ่ง พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายสังคายนาพระธรรมวินัยไว้โดยนัยต่างๆ จริงอยู่ พระมหาเถระผู้สังคายนาพระธรรมเป็นพระอนุพุทธะ (ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า) พระมหาเถระเหล่านั้นรู้อาการสังคายนาพระธรรมวินัย โดยชอบแท้ทีเดียว ในที่บางแห่งจึงตั้งนิทาน (คำเริ่มต้น) ไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ในที่บางแห่งตั้งนิทานไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เตน สมเยน ในที่บางแห่งตั้งนิทาน โดยเป็นคาถาพันธ์ (แต่) ในที่บางแห่งไม่ตั้งนิทานไว้ทั้งหมด สังคายนาพระธรรมวินัย โดยแยกเป็นวรรคสังคหะเป็นต้น.

บรรดาอาคตสถานเหล่านั้น ในที่นี้ พระสังคีติกาจารย์ตั้งนิทานไว้โดยนัยเป็นต้นว่า วุตฺตํ เหตํ แล้วสังคายนา (พระธรรมวินัย) พุทธวจนะนี้มีองค์ ๙ โดยแยกเป็นสุตตะเคยยะเป็นต้นของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็เป็นเหมือนพุทธวจนะมีองค์ ๙ นั่น.

สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า ก็พุทธวจนะมีองค์ ๙ คือ สุตตะ เคยยะ ฯลฯ ของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นมีน้อย เป็นต้น

ในบรรดาองค์เหล่านั้น องค์ คืออิติวุตตกะไม่ปรากฏนิทานอะไรๆ อย่างอื่นเลย ยกเว้นคำนี้ว่า วุตฺตํ เหตํ ฯเปฯ เม สุตํ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของอิติวุตตกะนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า สูตร ๑๑๒ สูตรที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า วุตฺตํ เหตํ ภควตา จัดเป็นอิติวุตตกะ เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย หรือแม้พระอริยสาวิกาผู้รู้พระประสงค์ของพระศาสดา จึงได้ตั้งนิทานไว้โดยนัยนี้แล เพื่อให้ทราบว่า สูตรเหล่านี้จักเป็นองค์ คืออิติวุตตกะ.

กล่าวคำนิทานไว้ทำไม?

ถามว่า ก็พระอานนท์เมื่อจะทำการรวบรวมพระธรรมวินัย ได้กล่าวคำนิทานไว้เพื่ออะไร? ท่านควรทำการรวบรวมพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มิใช่หรือ?

ข้าพเจ้าจะเฉลย พระอานนท์กล่าวคำนิทานไว้เพื่อยังความดำรงมั่น ความไม่เลอะเลือน และความเป็นของควรเชื่อแห่งเทศนาให้ถึงพร้อม.

เป็นความจริง เทศนาที่ผูกพันอยู่กับข้ออ้าง คือกาละ (เวลา) เทสะ (สถานที่) ผู้แสดงและบริษัท ย่อมเป็นเทศนาดำรงอยู่ได้มั่นคง ไม่เลอะเลือน และเป็นเทศนาควรเชื่อ. การวินิจฉัยโวหารเป็นเหมือนผูกพันอยู่กับเครื่องหมาย คือเทสะ กาละ กัตตา (ผู้ทำ) และโสตา (ผู้ฟัง) ก็ท่านพระอานนท์ผู้เป็นขุนคลังแห่งพระธรรมนั้นแล เมื่อพระมหากัสสปะทำการปุจฉาถึงเทสะ (สถานที่ตรัส) เป็นอาทิแห่งพรหมชาลสูตรและมูลปริยายสูตรเป็นต้น จะทำการวิสัชนาปุจฉาเหล่านั้นจึงกล่าวคำนิทานไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เอวมฺเม สุตํ. แต่ในที่นี้ ท่านกล่าวเหตุไว้แล้วแล ในเพราะระบุถึงกาละและเทสะ.

อีกประการหนึ่ง คำนิทาน ท่านกล่าวไว้เพื่อประกาศสมบัติของพระศาสดา.

จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระตถาคต ทรงสำเร็จความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เพราะไม่มีการรจนาไว้ก่อน ไม่มีการอนุมาน และไม่มีตรรกในปริยัติ. ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีความต้องการด้วยการรจนาไว้ก่อนเป็นต้น เพราะทรงมีพระญาณสอดส่องไปไม่ถูกขัดขวางในธรรมทั้งปวง และเพราะทรงมีประมาณเป็นหนึ่งในไญยธรรมทั้งหลาย.

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จเป็นพระขีณาสพได้ เพราะไม่มีกำมือของอาจารย์ คือความตระหนี่ธรรม และความยินดีแม้แต่น้อยในผู้ฟังคำสอน (ของพระองค์) เพราะว่าธรรมเหล่านั้นหาเกิดขึ้นแก่พระขีณาสพโดยตลอดไม่ เพราะฉะนั้น พฤติกรรมที่อนุเคราะห์ผู้อื่น จึงเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงบริสุทธิ์อย่างยิ่ง.

ความสำเร็จเวสารัชชญาณ ๒ ข้อข้างต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า (สัมมาสัมพุทธปฏิญญา ๑ ขีณาสวปฏิญญา ๑) มีได้ด้วยสัมพุทธภาวะ (ตรัสรู้เองโดยชอบ) และวิสุทธภาวะ (ทรงหมดจด) ที่บ่งถึงความไม่มีโดยสิ้นเชิงแห่งอวิชชาและตัณหา อันเป็นตัวประทุษร้ายทิฏฐิสัมปทา และสีลสัมปทาเป็นสังกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) ของผู้แสดง และที่ทำญาณสัมปทา และปหานสัมปทาให้ปรากฏ

และความสำเร็จเวสารัชชญาณ ๒ ข้อหลัง (อันตรายิกธรรมวาทะ ๑ นิยยานิกธรรมเทศนา ๑) มีได้เพราะทรงด้วยคำนิทาน เป็นอันพระอานนทเถระประกาศการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบด้วยเวสารัชชญาณ ๔ อย่าง อันเป็นที่อาศัยบำเพ็ญประโยชน์เพื่อพระองค์ และประโยชน์เพื่อผู้อื่น เพราะทรงแสดงพระธรรมเทศนาด้วยพระปฏิภาณที่เกิดขึ้นตามฐานะที่ควร เหมาะสมกับอัธยาศัยของบริษัทผู้ประสบ (พระองค์) แล้วในที่นั้นๆ. แต่ในที่นี้ ควรประกอบคำพูดว่า การละโทษของกามโดยไม่มีส่วนเหลือ และโดยการแสดงถึงพระธรรมเทศนาตามวิธี ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ว่า ท่าน (พระอานนท์) กล่าวนิทานพจน์ไว้ เพื่อประกาศพระคุณสมบัติของพระศาสดา.

อนึ่ง ในเรื่องนี้ ท่านแสดงถึงการประกาศเนื้อความให้แจ่มแจ้งตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ในหนหลังนั่นเอง ด้วยบทเหล่านี้ว่า ภควตา อรหตา.

อนึ่ง พระอานนทเถระกล่าวคำนิคมไว้ เพื่อประกาศคุณสมบัติของพระศาสนา (คำสอนของพระองค์) เพราะว่า ข้อปฏิบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงมีพระกิริยาทุกอย่างอันพระญาณและพระกรุณาประคองไว้ที่ไร้ประโยชน์หรือเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พระองค์เท่านั้น คือการเห็นแก่ตัวจะไม่มี เพราะฉะนั้น กายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมแม้ทั้งหมดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระกิริยาทุกอย่างที่เป็นไปแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นทีเดียวที่กำลังกล่าวถึงตามที่เป็นไปแล้ว ชื่อว่าเป็นคำสอน (เหมือนกัน) เพราะอรรถว่าเป็นเหตุสอนสัตว์ทั้งหลายได้เนืองๆ ตามความเหมาะสมกับประโยชน์ชาตินี้ ประโยชน์ชาติหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ใช่เพราะรจนาไว้ทั้งหมด ท่านประกาศพระจริตของพระศาสดานี้นั้นไว้ตามสมควร ด้วยนิทานพจน์ทั้งหลาย ที่อ้างถึงกาละเทสะผู้แสดงและบริษัท แต่ในที่นี้ ควรประกอบถ้อยคำว่า ที่อ้างถึงผู้แสดงและบริษัทเข้าไว้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า (สาสนสมฺปตฺติปฺปกาสนตฺถํ นิทานวจนํ ท่านกล่าวนิทานพจน์ไว้ เพื่อประกาศคุณสมบัติของพระศาสนา).

อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวนิทานพจน์ไว้เพื่อแสดงว่า คำสอนเอาเป็นประมาณได้ เพราะประกาศว่า พระศาสดาเอาเป็นประมาณได้. ก็การแสดงว่า คำสอนนั้นเอาเป็นประมาณได้นั้น พึงทราบว่าได้ประกาศไว้แล้ว ด้วยบทเหล่านี้ว่า ภควตา อรหตา ตามแนวแห่งนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง ในที่นี้ คำนี้แสดงเพียงช่องทางของประโยชน์แห่งคำนิทานเท่านั้น ดังนี้แล. จบนิทานวรรณนา

เอกนิบาตวรรณนา ปฐมวคฺควณฺณนา โลภสุตฺตวณฺณนา

บัดนี้ ถึงโอกาสแห่งการพรรณนาพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงละธรรมอย่างหนึ่ง ดังนี้. ก็การพรรณนาความนี้นั้น เพราะเป็นการปรากฏที่ท่านกล่าววิจารณ์ ถึงบทตั้งของพระสูตรไว้ ฉะนั้น เราจักวิจารบทตั้งของพระสูตรก่อน.

จริงอยู่ บทตั้ง (ของพระสูตร) มี ๔ อย่าง คือ อัตตัชฌาสยะ ๑ ปรัชฌาสยะ ๑ ปุจฉาวสิกะ ๑ อัตถุปปัตติกะ ๑.

อันที่จริง พระสูตรทั้งหลาย แม้มีประเภทตั้งแสนมิใช่น้อย ก็ไม่เกิน ๑๖ อย่างไปได้โดยปัฏฐานนัย (การเริ่มต้น) มีสังกิเลสภาคิยะ (เป็นไปในส่วนแห่งความเศร้าหมอง) เป็นต้น ฉันใด พระสูตรทั้งหลายย่อมไม่เกิน ๔ อย่างไปได้ โดยบทตั้งของพระสูตรมีอัตตัชฌาสยะเป็นต้น ฉันนั้น ด้วยประการฉะนี้.

ใน ๔ อย่างนั้น อัตตัชฌาสยะและอัตถุปปัตติ ย่อมมีความเกี่ยวข้องกับปรัชฌาสยะและปุจฉา เพราะมีความสืบเนื่องกันแห่งอัตตัชฌาสยะ และปุจฉา คืออัตตัชฌาสยะและปรัชฌาสยะ อัตตัชฌาสยะและปุจฉาวสิกะ อัตถุปปัตติกะและปรัชฌาสยะ อัตถุปปัตติกะและปุจฉาวสิกะฉันใด เป็นความจริงแท้ที่แน่นอนที่อัตถุปปัตติ ย่อมมีความเกี่ยวข้องแม้ด้วยอัตตัชฌาสยะฉันนั้น แต่อัตถุปปัตติไม่มีความเกี่ยวข้องด้วยอัตตัชฌาสยะเป็นต้น อันเกิดขึ้นแต่ต้น เพราะฉะนั้น ปัฏฐานนัยอันไม่มีเศษเหลือ จึงไม่เกิด. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงบทตั้งของพระสูตรไว้ ๔ อย่างด้วยตั้งข้อมูลของบทตั้งที่เหลือ อันเกิดขึ้นเพราะหยั่งลงภายในของนัยนั้น.

พึงทราบเนื้อความในสูตรนั้นดังต่อไปนี้

ชื่อว่านิกเขปะ เพราะอรรถว่าอันเขาตั้งไว้ บทตั้งคือพระสูตร ชื่อว่าสุตตนิกเขปะ. อีกอย่างหนึ่ง การตั้งความ ชื่อว่านิกเขปะ การตั้งความแห่งพระสูตร ชื่อว่าสุตตนิกเขปะ.

อธิบายว่า แสดงพระสูตร อัธยาศัยของตน ชื่อว่าอัตตัชฌาสยะ ชื่อว่าอัตตัชฌาสยะ เพราะเป็นเหตุผลของตนนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอัตตัชฌาสยะ เพราะมีอัธยาศัยของตน แม้ในปรัชฌาสยะก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ชื่อปุจฉาวสะ เพราะอำนาจแห่งคำถาม ชื่อว่าปุจฉาวสิกะ. เพราะมีอำนาจแห่งคำถามเรื่องราวอันเป็นเหตุแสดงพระสูตรเกิดขึ้น ชื่อว่าอัตถุปปัตติ. อัตถุปปัตตินั้นแล ชื่อว่าอัตถุปปัตติกะ. ชื่อว่าอัตถุปปัตติกะ เพราะมีเรื่องเกิดขึ้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่านิกเขปะ เพราะเป็นเครื่องยกพระสูตรขึ้น ได้แก่อัตตัชฌาสยะเป็นต้นนั่นเอง. ในอรรถวิกัปนี้ อัธยาศัยของตน ชื่อว่าอัตตัชฌาสยะ อัธยาศัยของคนอื่นชื่อว่าปรัชฌาสยะ. ชื่อว่าปุจฉา เพราะถูกถาม ได้แก่เนื้อความที่ควรถาม ถ้อยคำของผู้รับธรรม อันเป็นไปด้วยคำถาม ชื่อว่าปุจฉาวสะ.

คำนั้น ท่านกล่าวโดยเป็นปุลลิงค์ว่า ปุจฺฉาวสิโก เพราะเพ่งถึงศัพท์ นิกฺเขป อนึ่ง พึงทราบความในบทนี้อย่างนี้ว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั่นเอง ชื่ออัตถุปปัตติกะ.

อีกอย่างหนึ่ง ความที่อัตตัชฌาสยะเป็นความตั้งของพระสูตร ต่างออกไปควรแล้ว เพราะมิได้เพ่งถึงเหตุ มีความแก่กล้าของอินทรีย์เป็นต้นของบุคคลเหล่าอื่น.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ด้วยอัชฌาสัยของตนอย่างเดียวดังนี้. เพราะให้เทศนาเป็นไป เพื่อดำรงแบบแผนของพระธรรมไว้. ข้อนี้ไม่ควรท้วงว่า ความไม่กีดกันอัชฌาสยะ และปุจฉาของคนเหล่าอื่น อันเป็นปรัชฌาสยะและปุจฉาวสิกะ อันเป็นเหตุของเทศนานิมิตที่เป็นไปแล้วในอุปปัตติ ในอัตถุปปัตติได้อย่างไร หรือความไม่กีดกันของปุจฉาวสิกะ และอัตถุปปัตติกะที่เป็นไปแล้ว ด้วยไม่เข้าไปกีดกันปรัชฌาสยะ ในปรัชฌาสยะได้อย่างไร. เป็นการแยกถือเอาแห่งปรัชฌาสยะ และปุจฉาวสิกะ เพราะถือเอาโดยความเป็นอัตถุปบัติ แห่งความเกิดของเหตุแสดงพระสูตร อันนอกเหนือจากอภินิหารและการสอบถามเป็นต้น เป็นความจริงดังนั้น การแสดงคุณโทษและความเกิดแห่งอามิสเป็นต้น ของพรหมชาลสูตร และธัมมทายาทสูตรเป็นต้น. ท่านเรียกว่านิมิต ท่านแสดงปรัชฌาสยะกระทำอัชฌาสยะ เว้นจากคำถามของคนเหล่าอื่นให้เป็นนิมิต ท่านแสดงปุจฉาวสิกะ ด้วยสามารถคำถาม เพราะเหตุนั้น เนื้อความนี้ปรากฏชัดแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าอันผู้อื่นมิได้ทูลเชิญ ตรัสพระสูตรเหล่าใดโดยอัชฌาสัยของพระองค์อย่างเดียวเท่านั้น เช่น อากังเขยยสูตร ตุวัฏฏกสูตรเป็นต้น อัตตัชฌาสัยเป็นความตั้งของสูตรเหล่านั้น พระสูตรเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจตราอัชฌาสัย ความอดทน อภินิหารและความรู้ของคนเหล่าอื่นว่า ธรรมอันแก่กล้าอันจะอบรมราหุลให้พ้นมีอยู่ เราพึงนำราหุลไปในความสิ้นอาสวะให้ยิ่งขึ้นไปแล้ว เช่น ราหุโลวาทสูตร ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นต้น โดยปรัชฌาสยะ ปรัชฌาสยะเป็นความตั้งของสูตรเหล่านั้น

ก็เหล่าเทวดามนุษย์ บริษัท ๔ วรรณะ ๔ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามปัญหาอย่างนั้นๆ พระสูตรเหล่าใดมีโพชฌงคสังยุตเป็นต้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามีผู้ทูลถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ตรัสโพชฌงค์ โพชฌงค์ ขอพระองค์ตรัสนิวรณ์ นิวรณ์ ดังนี้เป็นต้น แล้วตรัส ปุจฉาวสิกะเป็นความตั้งของพระสูตรเหล่านั้น ก็พระสูตรเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอาศัยเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว เช่นธัมมทายาทสูตร ปุตตมังสูปมสูตร ทารุกขันธูปมสูตรเป็นต้น อัตถุปัตติกะเป็นความตั้งของพระสูตรเหล่านั้น. ในความตั้งพระสูตร ๔ เหล่านี้ ปรัชฌาสยะเป็นความตั้งของพระสูตรนี้ ด้วยประการฉะนี้.

จริงอยู่ ท่านยกสูตรนี้ขึ้นด้วยสามารถปรัชฌาสยะ

ถามว่า ท่านยกขึ้นด้วยอัชฌาสัยของบุคคลเหล่าไหน

ตอบว่า ด้วยอัชฌาสัยของบุคคลผู้ไม่เห็นโทษในความโลภ. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่าเป็นอัตตัชฌาสยะ.

เอกศัพท์ในบทเป็นต้นว่า เอกธมฺมํ ภิกฺขเว ในสูตรนั้นย่อมมีในความอื่น ดังในประโยคเป็นต้นว่า คนพวกอื่นย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง นี้เท่านั้นเป็นสัจจะ อย่างอื่นเป็นโมฆะ.

ย่อมมีในความประเสริฐ ดังในประโยคเป็นต้นว่า เจตโส เอโกทิภาวํ ความที่มีจิตผุดขึ้นดวงเดียว.

ย่อมมีในความไม่มีเพื่อน ดังในประโยคเป็นต้นว่า เอโก วูปกฏฺโฐ ผู้เดียวหลีกไป

ย่อมมีในความนับ ดังในประโยคเป็นต้นว่า เอโก จ โข ภิกฺขเว ขโณ จ สมโย จ พฺรหฺมจริยวาสาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขณะและสมัยหนึ่งแล เพื่ออยู่พรหมจรรย์. แม้ในสูตรนี้พึงเห็นว่า ย่อมมีในความนับ

____________________________

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๓๔

ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๕๐

ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/เล่ม ๖๙ องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๕๖

องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๑๑๙

ธัมมะศัพท์ ย่อมปรากฏในความมี ปริยัติ สัจจะ สมาธิ ปัญญา ปกติ บุญ อาบัติ สุญญตา เญยยะ สภาวะ เป็นต้น. มีความว่าปริยัติ ในบทมีอาทิว่า ตถาหิสฺส อิธ ภิกฺขุ ธมฺมํ ปริยาปุณาติ เป็นความจริง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเรียนธรรม.

มีความว่าสัจจะ ในบทมีอาทิว่า ทิฏฺฐธมฺโม เห็นธรรมแล้ว

มีความว่าสมาธิ ในบทมีอาทิว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้นได้เป็นผู้มีธรรมอย่างนี้.

มีความว่าปัญญา ในบทมีอาทิว่า สจฺจํ ธมฺโม ธิติ จาโค สเว เปจฺจ น โสจติ

ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ๔ ประการ คือ

สัจจะ ธรรม ปัญญา จาคะ ละโลกนี้ไป

แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๑๙๑

ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๗๗

ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๙

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๑๑ ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๕๗

มีความว่าปกติ ในบทมีอาทิว่า ชาติธมฺมานํ ภิกฺขเว สตฺตานํ เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺชติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนาของสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีชาติเป็นปกติ ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้.

มีความว่าบุญ ในประโยคมีอาทิว่า ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี บุญแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม.

มีความว่าอาบัติ ในประโยคมีอาทิว่า ติณฺณํ ธมฺมานํ อญฺญตเรน วเทยฺย ปาราชิเกน วา สงฺฆาทิเสน วา ปาจิตฺติเยน วา ภิกษุพึงกล่าวถึงอาบัติ ๓ อย่าง คือปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์อย่างใดอย่างหนึ่ง.

มีความว่า สุญญตา ในบทมีอาทิว่า ตสฺมึ โข ปน สมเย ธมฺมา โหนฺติ ก็ในสมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายย่อมมี.

มีความว่า เญยยะ (ธรรมที่ควรรู้) ในบทมีอาทิว่า สพฺเพ ธมฺมา สพฺพากาเรน พุทฺธสฺส ภควโต ญาณมุเขน อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงย่อมมาสู่คลอง โดยญาณมุขของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะโดยอาการทั้งปวง.

มีความว่าสภาวะ ในบทมีอาทิว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล.

พึงทราบว่า ในที่นี้ได้แก่สภาวธรรม. เพราะฉะนั้น บทว่า เอกธมฺมํ ประสงค์เอาสภาวธรรมอันเศร้าหมองอย่างเดียว ชื่อว่าเอกธรรม เพราะอรรถว่าเป็นธรรมเดียว. (พวกเธอจงละ) ซึ่งเอกธรรมนั้น

____________________________

ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๙๕

ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๑๔๒๐

วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๖๓๕

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๙๙

ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๗๒๗ ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๔๙๒

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ภิกฺขเว ดังนี้

ถามว่า ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม ย่อมตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ไม่ทรงแสดงธรรมทีเดียว เพื่ออะไร.

ตอบว่า เพื่อให้เกิดสติ.

ด้วยว่า ภิกษุทั้งหลายนั่งคิดอย่างอื่นบ้าง นั่งพิจารณาธรรมบ้าง นั่งมนสิการกรรมฐานบ้าง. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสเรียกก่อน ทรงแสดงธรรมไปเลย ภิกษุทั้งหลายไม่อาจกำหนดได้ว่า เทศนานี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นปัจจัย. ต่อเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกแล้ว ภิกษุทั้งหลายจึงสามารถตั้งสติกำหนดได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อให้เกิดสติ จึงตรัสเรียกว่า ภิกฺขเว ดังนี้.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงประกาศข้อปฏิบัติที่ชนเสพที่หย่อนและยิ่ง ด้วยความสำเร็จในการประกอบคุณมีความเป็นผู้มีศีลเป็นต้นแก่ภิกษุเหล่านั้น จึงทรงทำการปรามในความที่จิตน้อมไปในความฟุ้งซ่าน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำภิกษุเหล่านั้นให้หันหน้าต่อพระองค์ ด้วยพระดำรัสอันแผ่ไปด้วยพระกรุณา น้ำพระทัยเยือกเย็น มีดวงพระเนตรเชื่อมฉ่ำเป็นเบื้องต้น ทรงให้ภิกษุเหล่านั้นเกิดความใคร่ที่จะฟัง ด้วยพระดำรัสอันแสดงถึงความเป็นผู้ใคร่ เพื่อจะกล่าวนั้นเอง ทรงชักจูงให้ตั้งใจฟังด้วยดี ด้วยมุ่งให้เกิดความรู้นั้นเอง.

จริงอยู่ การถึงพร้อมด้วยคำสอน อาศัยการตั้งใจฟัง.

ถามว่า เมื่อเทวดาและมนุษย์แม้เหล่าอื่น อันเนื่องด้วยบริษัทมีอยู่ เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายเล่า.

ตอบว่า เพราะภิกษุทั้งหลายเป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้นั่งใกล้ เป็นผู้ใกล้ชิดทุกเมื่อ. จริงอยู่ พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมสาธารณ์แก่บริษัททั้งปวง ภิกษุทั้งหลายชื่อว่าเป็นผู้เจริญที่สุดในบริษัท เพราะเป็นผู้เกิดก่อน ชื่อว่าประเสริฐที่สุด เพราะปฏิบัติตามพระจริยาของพระศาสดา เริ่มตั้งแต่การออกบวชเป็นต้น และเพราะรับคำสอนไว้ทั้งหมด. ชื่อว่าเป็นผู้ใกล้ เพราะเมื่อภิกษุทั้งหลายนั่งในที่นั้น เป็นผู้อยู่ใกล้ ชื่อว่าเป็นผู้ใกล้ชิดทุกเมื่อ เพราะเป็นผู้อยู่ในสำนักของพระศาสดา. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ใกล้ชิดทุกเมื่อ เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอน อันเป็นที่ตั้งแห่งพระธรรมเทศนา และเพราะเป็นผู้มีความวิเศษ.

เทศนานี้ หมายถึงภิกษุบางพวก เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้น.

ว่าด้วยการละ ๕ อย่าง

ชื่อว่าปหานะ ในบทนี้ว่า ปชหถ นี้มี ๕ อย่าง คือ

ตทังคปหาน ๑

วิกขัมภนปหาน ๑

สมุจเฉทปหาน ๑

ปฏิปัสสัทธิปหาน ๑

นิสสรณปหาน ๑

ในปหานะ ๕ อย่างนั้น การละความโลภเป็นต้น ด้วยความไม่โลภเป็นต้น การละสิ่งไม่มีประโยชน์นั้นๆ ด้วยวิปัสสนาญาณ มีการกำหนดนามรูปเป็นต้น เพราะเป็นปฏิปักษ์กัน เหมือนการกำจัดความมืดด้วยแสงประทีปฉะนั้น เช่นการละมลทินมีโลภเป็นต้นด้วยการบริจาค การละทุศีลมีปาณาติบาตเป็นต้นด้วยศีล. การละความไม่มีศรัทธาเป็นต้นด้วยศรัทธา. การละสักกายทิฏฐิด้วยกำหนดนามรูป. การละทิฏฐิอันเป็นอเหตุกะและวิสมเหตุ ด้วยการกำหนดปัจจัย. การละความสงสัยด้วยการข้ามพ้นความสงสัยส่วนอื่นๆ นั้นเสียได้. การละความถือมั่นว่าเราของเรา ด้วยพิจารณาเห็นเป็นกลาปะ (กอง). การละความเห็นในสิ่งที่ไม่เป็นมรรคว่าเป็นมรรค ด้วยกำหนดมรรคและอมรรค. การละอุจเฉททิฏฐิด้วยการเห็นความเกิด. การละสัสสตทิฏฐิด้วยเห็นความเสื่อม. การละความสำคัญในสิ่งที่เป็นภัยว่าไม่เป็นภัย ด้วยการเห็นภัย. การละความสำคัญในสิ่งที่ชอบใจ ด้วยการเห็นโทษ. การละความสำคัญในสิ่งที่น่าอภิรมย์ ด้วยการพิจารณาถึงความเบื่อหน่าย. การละความที่ไม่อยากหลุดพ้น ด้วยญาณ คือความอยากพ้น. การละความไม่วางเฉยด้วยอุเบกขาญาณ. การละธรรมฐิติด้วยอนุโลม. การละความเป็นปฏิโลมด้วยนิพพาน. การละความเป็นสังขารนิมิตด้วยโคตรภู.

การละนี้ชื่อว่า ตทังคปหาน (การละชั่วคราว)

การละธรรมมีนิวรณ์เป็นต้นเหล่านั้นๆ ด้วยอุปจาระและอัปปนาสมาธิ เหมือนการกำจัดสาหร่ายที่หลังน้ำ ด้วยการทุ่มหม้อน้ำลงไป เพราะห้ามความเป็นไป. การละนี้ชื่อว่า วิกขัมภนปหาน (การละด้วยการข่มไว้)

การตัดขาดกองกิเลสอันเป็นฝ่ายที่จะให้ตัณหาเกิด ซึ่งท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า จตุนฺนํ อริยมคฺคานํ ภาวิตตฺตา ตํตํมคฺควโต อตฺตโน สนฺตาเน ทิฏฺฐิคตานํ ปหานาย เพื่อละทิฏฐิในสันดานของตนผู้มีมรรคนั้นๆ เพราะเจริญอริยมรรค ๔ ได้แล้ว. การละนี้ชื่อว่า สมุจเฉทปหาน (ละได้เด็ดขาด)

การละกิเลสทั้งหลาย อันเป็นความสงบในขณะแห่งผล การละนี้ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยความสงบกิเลส)

การดับที่ละเครื่องปรุงแต่งทั้งหมดได้แล้ว เพราะสลัดเครื่องปรุงแต่งทั้งหมดได้ นี้ชื่อว่านิสสรณปหาน (การละด้วยการสลัดออก).

ในสูตรนี้พึงทราบว่า ได้แก่ สมฺจเฉทปหาน เพราะท่านประสงค์เอาการละที่ทำให้เป็นพระอนาคามีด้วยการละ ๕ อย่างด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น บทว่า ปชหถ จึงมีความว่า เธอทั้งหลายจงสละ จงตัดขาดดังนี้.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๙๖

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอ้างถึงพระองค์ ด้วยคำว่า อหํ.

บทว่า โว มีวินิจฉัยดังนี้

โวศัพท์นี้ ปรากฏในปฐมาวิภัตติ ทุติยาวิภัตติ ตติยาวิภัตติ ฉัฏฐีวิภัตติ ปทปูรณะ และจตุตถีวิภัตติ.

โวศัพท์มาในปฐมาวิภัตติ ในบทเป็นต้นว่า กจฺจิ ปน โว อนุรุทฺธา สมคฺคา สมฺโมทมานา ดูก่อนอนุรุทธะและพวกเธอยังพร้อมเพรียง บันเทิงกันดีอยู่หรือ.

มาในทุติยาวิภัตติ ในบทเป็นต้นว่า คจฺฉถ ภิกฺขเว ปณาเมมิ โว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไป เราประณามพวกเธอ.

มาในตติยาวิภัตติ ในบทเป็นต้นว่า น โว มม สนฺติเก วตฺถพฺพํ อันพวกเธอไม่ควรอยู่ในสำนักของเรา.

มาในฉัฏฐีวิภัตติ ในบทเป็นต้นว่า สพฺเพสํ โว สารีปุตฺต สุภาสิตํ คำสุภาษิตของพวกเธอทั้งหมด.

มาในปทปูรณะ ในบทเป็นต้นว่า เย หิ โว อริยา ปริสุทฺธกายกมฺมนฺตา พระอริยะเหล่าใดแล เป็นผู้มีการงานทางกายบริสุทธิ์.

มาในจตุตถีวิภัตติ ในบทเป็นต้นว่า ปรมตฺถปริยายํ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปรมัตถปริยายแก่พวกเธอ.

ในที่นี้พึงทราบว่า โวศัพท์มาในจตุตถีวิภัตติ.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๖๒

ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๑๘๖

ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๑๘๖

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๘๒

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๑

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๔๕

บทว่า ปาฏิโภโค ได้แก่ ผู้รับรอง.

จริงอยู่ ผู้นั้นอาศัยผู้รับรอง ยืมทรัพย์ของผู้มีทรัพย์ ฝากไว้แก่ผู้รับรอง เมื่อถึงคราวจะใช้ก็นำทรัพย์จากผู้รับรองนั้นมาใช้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปฏิโภโค (ผู้รับรอง) ผู้รับรองนั่นแล ชื่อว่าปาฏิโภโค.

บทว่า อนาคามิตาย ได้แก่ เพื่อความเป็นพระอนาคามี. ชื่อว่าอนาคามี เพราะไม่มาสู่กามภพ ด้วยการถือปฏิสนธิ. มรรคที่ ๓ พร้อมด้วยผล ชื่อว่าอนาคามี ท่านเรียกว่าอนาคามี เพราะบรรลุธรรมนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฉลาดในการฝึกเวไนยสัตว์ ทรงแสดงธรรมอันยิ่งใหญ่ คือตติยมรรค อันอนุกูลแก่อัธยาศัยของเวไนสัตว์ ทรงกระทำให้หนักแน่น ด้วยความบริบูรณ์ในธรรมอันหนึ่ง โดยอุบายฉับพลัน จึงสมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยประการฉะนี้.

จริงอยู่ กิเลสทั้งหลายอันตติยมรรคพึงทำลาย มีปฏิฆสังโยชน์เป็นต้น แม้เป็นไปในภูมิอื่นก็ไม่พ้นการละกามฉันทะไปได้.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้งพระองค์ไว้ในความเป็นผู้รับรองเล่า.

ตอบว่า เพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นเกิดความอุตสาหะในการบรรลุอนาคามิมรรค.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่า เมื่อเรากล่าวว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่งได้ เราเป็นผู้รับรองเธอทั้งหลาย เพื่อความเป็นพระอนาคามี ดังนี้ ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้จะสามารถละธรรมอย่างหนึ่งนั้น แล้วบรรลุตติยภูมิได้แน่นอน ทั้งจะเกิดความอุตสาหะว่า พระธรรมสามีตรัสเป็นครั้งแรกว่า เราเป็นผู้รับรองดังนี้ เพราะอย่างนั้น จักสำคัญถึงข้อที่ควรปฏิบัติ ดังนี้ ฉะนั้น เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายเกิดความอุตสาหะ จึงทรงตั้งพระองค์ไว้ในความเป็นผู้รับรองภิกษุเหล่านั้น เพื่อความเป็นพระอนาคามี.

ว่าด้วยปุจฉา ๕

บทว่า กตมํ ในบทว่า กตมํ เอกธมฺมํ นี้ เป็นคำถาม

ก็ธรรมดาคำถามมีอยู่ ๕ อย่าง คือ

อทิฏฐโชตนาปุจฉา ๑

ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ๑

วิมติเฉทนาปุจฉา ๑

อนุมติปุจฉา ๑

กเถตุกัมยตาปุจฉา ๑.

ในคำถามเหล่านั้น ตามปกติ คนเรายังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่พิจารณา ไม่ไตร่ตรอง ไม่เข้าใจ ไม่แจ้ง ไม่ชัดถึงลักษณะ จึงถามปัญหาเพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อพิจารณา เพื่อไตร่ตรอง เพื่อเข้าใจ เพื่อแจ้งชัดถึงลักษณะนั้น นี้ชื่ออทิฏฐโชตนาปุจฉา (ถามเพื่อความสว่างในสิ่งที่ตนไม่เห็น).

ตามปกติ คนรู้แล้ว เห็นแล้ว พิจารณาแล้ว ไตร่ตรองแล้ว เข้าใจแล้ว แจ้งชัดแล้วซึ่งลักษณะ เขาถามปัญหาเพื่อเทียบเคียงกับบัณฑิตเหล่าอื่น นี้ชื่อทิฏฐสังสันทนาปุจฉา (ถามเพื่อเทียบเคียงกับสิ่งที่เห็นแล้ว).

ตามปกติ คนเป็นผู้ตกอยู่ในความสงสัย ในความไม่รู้ ในความเคลือบแคลงว่า อย่างนี้หรือหนอ ไม่ใช่หรือหนอ เป็นอะไรหนอ เป็นอย่างไรหนอ ดังนี้ เขาจึงถามปัญหา เพื่อขจัดความสงสัย นี้ชื่อวิมติเฉทนาปุจฺฉา (ถามเพื่อขจัดความสงสัย).

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามปัญหา เพื่อคล้อยตามความเห็น ด้วยพระดำรัสมีอาทิว่า ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญความนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง นี้ชื่อว่า อนุมติปุจฉา (ถามเพื่อคล้อยตาม).

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามปัญหา เพราะมีพระประสงค์เพื่อจะตรัสบอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่า จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อาหารา ภูตานํ วา สตฺตานํ ฐิติยา สมฺภเวสีนํ วา อนุคฺคหาย กตเม จตฺตาโร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ เหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อดำรงชีวิตของเหล่าสัตว์ที่เกิดแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์เหล่าสัตว์ จำพวกสัมภเวสี (ผู้แสวงหาที่เกิด) อาหาร ๔ คืออะไรบ้าง นี้ชื่อกเถตุกัมยตาปุจฉา (ถามเพื่อประสงค์จะบอก).

____________________________

วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๒๑ สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๒๘

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๓๑

ในคำถาม ๕ อย่างเหล่านั้น คำถาม ๓ ข้อข้างต้น มิได้มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่มี.

ตอบว่า เพราะว่า ในทางทั้ง ๓ สังขตธรรมไรๆ หรืออสังขตธรรม (นิพพาน) พ้นจากทางไปแล้ว ที่จะไม่เห็น ไม่พิจารณา ไม่ไตร่ตรอง ไม่เข้าใจ ไม่แจ้งชัด มิได้มีแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น คำถามเพื่อความสว่างในสิ่งที่ไม่เห็น จึงไม่มีแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น การเทียบเคียงกับสมณะหรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหมอื่น แห่งสังขตธรรมและอสังขตธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นแทงตลอดแล้วด้วยพระญาณของตนๆ มิได้มี ด้วยเหตุนั้น แม้คำถามเพื่อเทียบเคียงในสิ่งที่เห็นแล้ว จึงมิได้มีแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ก็เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะทั้งหลาย ไม่มีความเคลือบแคลง ข้ามพ้นวิจิกิจฉา ปราศจากความสงสัยในธรรมทั้งปวง ฉะนั้น แม้คำถามเพื่อขจัดความสงสัย จึงมิได้มีแก่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น.

ส่วนคำถามอีก ๒ ข้อนั้นมีอยู่ ในคำถาม ๒ ข้อนั้น พึงทราบว่า คำถามนี้ หมายถึง กเถตุกัมยตาปุจฉา.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความที่พระองค์ตรัสถามด้วยคำถามนั้นโดยสรุป จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า โลภํ ภิกฺขเว เอกธมฺมํ ดังนี้

ในบทว่า โลภํ นั้นจึงทรงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้

ชื่อว่าโลภ ด้วยอรรถว่า เป็นเครื่องอยากได้ หรืออยากได้เอง หรือเพียงอยากได้เท่านั้น ความโลภนั้นพึงเห็นว่า มีลักษณะยึดอารมณ์ ดุจลิงติดตัง มีการเกาะเกี่ยวอารมณ์เป็นกิจ ดุจชิ้นเนื้อที่เขาใส่ลงในกระทะร้อน มีการไม่บริจาคเป็นผล ดุจสีแห่งน้ำมันและยาหยอดตา มีทัศนะในการยินดี ในธรรมอันเป็นเครื่องผูกมัด เป็นที่ยึดถือเป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น เจริญผุดขึ้นเสมอโดยเป็นแม่น้ำ คือตัณหาพัดพาสัตว์ไปสู่อบาย ดุจแม่น้ำมีกระแสเชี่ยว พัดพาสัตว์ไปสู่มหาสมุทรฉะนั้น

โลภศัพท์นี้ เป็นคำสามัญที่ว่าด้วยความโลภทั้งปวงก็จริง แต่ในที่นี้พึงทราบว่า เป็นคำที่ว่าด้วยความกำหนัดในกาม เพราะความโลภนั้นถูกอนาคามิมรรคฆ่า.

บทว่า ปุน ภิกฺขเว นี้เป็นคำร้องเรียกเพื่อให้ภิกษุผู้หันหน้ารับธรรม เกิดความเอาใจใส่ในธรรมนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวางหลักการบรรลุปหานด้วยบทว่า ปชหถ นี้.

อนึ่ง การบรรลุปหานนั้นย่อมเป็นไปกับด้วยการบรรลุปริญญา สัจฉิกิริยาและภาวนาด้วย ไม่แยกกันเลย เป็นอันว่าท่านจัดกิจแห่งสัมมาทิฏฐิ ๔ อย่างลงในอริยสัจ ๔ นั่นเอง.

อนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอละโลภะ ดังนี้ เป็นอันตรัสถึงการละแม้โทสะเป็นต้นด้วย เพราะมีความเป็นอันเดียวกับปหาน โดยเนื้อความฉันใด เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงการบรรลุปหานอันเป็นกิจแห่งสัมมาทิฏฐิ อันเป็นลักษณะแห่งสมุทยสัจ ก็ฉันนั้น เป็นอันพระองค์ตรัสถึงลักษณะและกิจของสมุทยสัจ แม้แห่งองค์มรรคที่เหลือมีสัมมาสังกัปปะเป็นต้น อันเป็นเหตุทำร่วมกันแห่งสัมมาทิฏฐิ นั้นนั่นเอง เพราะเหตุนั้น พึงเห็นว่า ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงความขวนขวายในอริยมรรคที่ครบถ้วนแล้ว ความที่ท่านกล่าวถึงความขวนขวายโพธิปักขิยธรรมมีสติปัฏฐานเป็นต้นไว้ในที่นี้ย่อมมีโดยนัยนี้. พึงให้พิสดารตามสมควร.

อีกอย่างหนึ่ง ในสูตรนี้ ท่านกล่าวถึงปหานปริญญา (การกำหนดรู้ด้วยการละ) ด้วยบทว่า ปชหถ นี้. เป็นอันท่านตรัสรู้ปริญญา แม้ทั้ง ๓ โดยความเป็นอธิษฐาน คือปหานปริญญานั้นมีตีรณปริญญาเป็นอธิษฐาน และตีรณปริญญามีญาตปริญญาเป็นอธิษฐาน ในที่นี้พึงเห็นอย่างนี้ว่า ท่านประกาศกระทำจตุสัจจกรรมฐานให้บริบูรณ์พร้อมด้วยผล.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านแสดงญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ) พร้อมด้วยผล ก็ญาณทัสสนวิสุทธินั้น มีปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ) เป็นที่อาศัย ฯลฯ จิตตวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งจิต) มีสีลวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งศีล) เป็นที่อาศัย เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านแสดงวิสุทธิ ๗ แม้ทั้งหมดพร้อมด้วยผล โดยความที่มีลำดับต่างๆ กัน. อันผู้ประสงค์จะละความโลภ ด้วยการบำเพ็ญปริญญา ๓ เพื่อความบริสุทธิ์นี้ พึงพิจารณาถึงโทษของความโลภ แล้วปฏิบัติเพื่อละความโลภนั้น โดยนัยต่างๆ ตามแบบบทพระสูตร

มีอาทิอย่างนี้ว่า

ความโลภให้เกิดความพินาศ ความโลภยังจิตให้กำเริบ

ภัยเกิดแต่ภายใน ชนย่อมไม่รู้ถึงภัยนั้น คนโลภย่อมไม่รู้จัก

อรรถ คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม ความโลภย่อมครอบงำคนผู้

บอดมืดตลอดกาล.

____________________________

ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๖๘

คนที่ถูกราคะย้อมครอบงำ มีจิตยึดถือแล้ว ย่อมฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง ตัดช่องย่องเบาบ้าง ปล้นสะดมบ้าง ทำคนอยู่เรือนหลังเดียวบ้าง ตกอยู่ในอันตรายบ้าง ล่วงเกินภรรยาคนอื่นบ้าง พูดปดบ้าง. ตัณหานั้น เมื่อสมณพราหมณ์ผู้เจริญ ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ ตกอยู่ในตัณหา ก็ทำให้สะดุ้งหวั่นไว้ได้เหมือนกัน.

บุรุษมีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไปตลอดเวลายาว

นาน ไม่ล่วงพ้นสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และมีความ

เป็นอย่างอื่นไปได้.

ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี โทษเสมอด้วยโทสะไม่มี.

เราถูกกามราคะเผา จิตของเราถูกเผาด้วย.

ผู้ที่ถูกราคะย้อมย่อมตกไปสู่กระแสตัณหา เหมือน

แมงมุมตกไปสู่ตาข่ายที่ตนทำเองฉะนั้น.

____________________________

ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๙๓

ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๕

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๗๓๖

ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๔

อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลาย ๖ ประการย่อมเป็นไปเพื่อละกามราคะได้ คือ

การถือเอาอสุภนิมิต ๑

การบำเพ็ญอสุภภาวนา ๑

การคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑

การรู้จักประมาณในการบริโภค ๑

การคบมิตรดี ๑

การสนทนาเป็นที่สบาย ๑

จริงอยู่ แม้เมื่อถือเอาอสุภนิมิต ๑๐ อย่าง ก็ละกามราคะได้ แม้เมื่อขวนขวายบำเพ็ญอสุภภาวนาในอสุภะ ที่มีวิญญาณด้วยการเจริญกายคตาสติในอสุภะที่ไร้วิญญาณด้วยพิจารณาศพที่ขึ้นพองเป็นต้น ก็ละกามราคะได้ แม้ปิดทวารด้วยประตู คือสติ โดยสำรวมในอินทรีย์มีใจเป็นที่ ๖ ก็ละกามราคะได้ แม้เมื่อมีโอกาสกลืนคำข้าว ๔-๕ คำจึงดื่มน้ำ แล้วรู้ประมาณในโภชนะเพียงเพื่อให้ชีวิตเป็นไปตามปกติ ก็ละกามราคะได้.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

บริโภคคำข้าว ๔-๕ คำ แล้วพึงดื่มน้ำ

เพียงพอเพื่ออยู่อย่างสบายของภิกษุผู้ปฏิบัติ

ตน.

____________________________

ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๙๖

แม้เมื่อคบคนดี ผู้ยินดีในการเจริญอสุภกรรมฐาน ก็ละกามราคะได้ แม้ในการสนทนาเป็นที่สบายถึงเรื่องอสุภะ ๑๐ ก็ละกามราคะได้.

สมดังที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสุภนิมิตมีอยู่ การมนสิการโดยแยบคาย การทำให้มาก การเพิ่มกำลัง ในอสุภนิมิตนั้นย่อมเป็นไป เพื่อไม่ให้เกิดกามฉันทะที่ยังไม่เกิด หรือเพื่อละกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว.

____________________________

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๕๒๓

ภิกษุปฏิบัติเพื่อละโลภะอันได้แก่กามราคะในส่วนเบื้องต้นอย่างนี้ ขวนขวายวิปัสสนาย่อมตัดโลภะนั้นได้ด้วยตติยมรรคโดยไม่มีเหลือ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า โลภํ ภิกฺขเว เอกธฺมมํ ปชหถ อหํ โว ปาฏิโภโค อนาคามิตาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอละธรรมอย่างหนึ่ง คือโลภะได้ เราเป็นผู้รับรองพวกเธอเพื่อความเป็นพระอนาคามี.

ในข้อนี้เกจิอาจารย์กล่าวว่า ก็โลภะที่ละในสูตรนี้เป็นอย่างไร เป็นโลภะในอดีต หรืออนาคต หรือปัจจุบัน อันที่จริง โลภะในสูตรนี้พึงละไม่ใช่ทั้งอดีต ทั้งอนาคต เพราะยังไม่มีอดีตอนาคตเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้ว่า ความจริง จิตดับแล้วหรือยังไม่เกิดหามีไม่. อนึ่ง ความพยายามที่ไม่มีผลย่อมได้รับ. เมื่อเป็นเช่นนั้นต้องเป็นโลภะปัจจุบันแม้ด้วยประการอย่างนี้ ความพยายามไม่มีผล และมรรคภาวนาเศร้าหมองย่อมได้รับ เพราะความพยายามนั้นได้สลายไปเสียแล้ว อีกอย่างหนึ่ง โลภะที่ปราศจากจิตจะพึงมีได้ นัยนี้ท่านไม่ต้องการ

ควรจะกล่าวว่า ความโลภที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันละได้โดยนัยที่กล่าวแล้ว เหมือนอย่างว่าต้นไม้อ่อนยังไม่มีผล บุรุษพึงเอาจอบตัดต้นไม้นั้นที่โคน เมื่อไม่มีการตัดต้นไม้ ผลเหล่าใดพึงเกิด ผลเหล่านั้นก็ยังไม่เกิด เพราะต้นไม้ถูกตัด จะพึงเกิดไม่ได้ ฉันใด เมื่อบรรลุอริยมรรค ความโลภที่ควรเกิด ย่อมไม่เกิด เพราะถูกกำจัดในปัจจุบันด้วยบรรลุอริยมรรค ความโลภนี้ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า เกิดเพราะได้ภูมิ

จริงอยู่ เบญจขันธ์อันเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา ชื่อว่าภูมิ เพราะเป็นฐานให้เกิดความโลภนั้น ท่านกล่าวอธิบายความข้อนี้ไว้ว่า ความโลภเกิดเพราะได้ภูมิ ดังที่จะกล่าวว่าสา ภูมิ เตน ลทฺธา ภูมินั้นอันความโลภได้แล้ว ๑ เกิดเพราะยึดถืออารมณ์ ๑ เกิดเพราะไม่ข่มไว้ ๑ เกิดเพราะไม่ถอน ๑.

บทว่า ตตฺถ คือ ในสูตรนั้น บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรหนึ่งโดยผูกเป็นคาถา

ถามว่า ใครกล่าว

ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ในฐานะเช่นนั้นอื่นๆ พระสังคีติกาจารย์เป็นผู้ผูกคาถา แต่ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาความที่พระองค์ตรัสด้วยอัธยาศัยของบุคคลผู้ชอบคาถา จึงตรัสเป็นคาถา.

ในบทคาถานั้นว่า เยน โลเภน ลุทฺธาเส สตฺตา คฺจฉนฺติ ทุคฺคตึ สัตว์ทั้งหลายโลภแล้วด้วยความโลภใด ย่อมไปสู่ทุคติ.

อธิบายว่า สัตว์ทั้งหลายโลภด้วยความโลภใด อันมีลักษณะเกาะอารมณ์ มีกิจรสเกี่ยวข้องแต่ความโลภนั้น คืออยากได้ผูกมัดในอายตนะภายในและภายนอก.

บทว่า เส เป็นเพียงนิบาต. ก็นักคิดอักษรทั้งหลายต้องการลง เส อักษรในฐานะเช่นนี้ สัตว์ไม่ประพฤติสุจริตไรๆ ในกายสุจริตเป็นต้น เพราะเป็นผู้โลภอย่างเดียวเท่านั้น สะสมกายทุจริตเป็นต้น ได้ชื่อว่าสัตว์ เพราะเป็นผู้ต้องอยู่ในรูปเป็นต้น ย่อมเข้าถึงนรก กำเนิดเดียรัจฉาน เปรตวิสัยอันได้ ชื่อว่าทุคติ เพราะเป็นที่ให้เกิดทุกข์ด้วยการถือปฏิสนธิ.

บทคาถาว่า ตํ โลภํ สมฺมทญฺญาย ปชหนฺติ วิปสฺสิโน ความว่า ชนผู้เห็นแจ้งทั้งหลาย รู้ชัดด้วยดีซึ่งความโลภนั้น ย่อมละเสียได้.

อธิบายว่า ชนชื่อว่าผู้เห็นแจ้ง เพราะเห็นอุปทานขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้นโดยอาการหลายอย่าง มีความไม่เที่ยงเป็นต้น รู้ความโลภตามที่กล่าวแล้วนั้นโดยชอบ โดยชอบเหตุโดยญาณอันไม่วิปริต โดยอาการเหล่านี้ คือโดยความเป็นจริง โดยความเกิด โดยความดับ โดยความชื่นชม โดยความเป็นโทษ โดยความออกไป คือรู้ด้วยปัญญา อันได้แก่ญาตปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการรู้) ตีรณปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา) ย่อมละกิเลสที่เหลือด้วยมรรคปัญญาอันเป็นส่วนเบื้องต้นของวิปัสสนาปัญญา ด้วยสมุจเฉทปหาน คือไม่ให้เกิดขึ้นในสันดานของตนอีกต่อไป.

บทคาถาว่า ปหาย น ปุนายนฺติ อิมํ โลกํ กุทาจนํ ครั้นละได้แล้ว ย่อมไม่มาสู่โลกนี้อีกในกาลไหนๆ ความว่า ครั้นละโลภะนั้นกับกิเลสที่เหลือพร้อมด้วยกิเลสที่สำคัญละได้แล้วยังเหลืออยู่หนึ่งด้วยอานาคามิมรรค ย่อมไม่มาสู่โลกอันได้แก่กามธาตุนี้ ในภายหลังอีกด้วยการถือปฏิสนธิ แม้ในกาลไหนๆ เพราะละโอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องต่ำ) ได้เรียบร้อยแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาลงด้วยอนาคามิผลด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อยมฺปิ อตฺโถ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศความด้วยพระสูตรนี้ตั้งแต่สุดนิทานจนถึงจบคาถา. อปิศัพท์เป็นศัพท์ประมวลความในพระสูตรที่จะกล่าวอยู่ในบัดนี้. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.

สมุทยสัจมาในพระสูตรนี้โดยสรุป. มรรคสัจมาโดยส่วนของปหาน สองสัจจะนอกนั้นพึงยกออกไป เพราะทั้งสองสัจจะนั้นเป็นเหตุ. ทุกขสัจสมุทยสัจ มรรคสัจ ย่อมชัดตามที่กล่าวแล้วในคาถานั่นแล. สัจจะนอกนั้น ยกออกไป.

ในสูตรแม้อื่นจากนี้ก็มีนัยนี้.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๑ แห่งการพรรณนาอิติวุตตกะ อรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถทีปนี. จบอรรถกถาโลภสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

อรรถกถา โลภสูตร