คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา ·

เล่ม ๒๕

ข้ออื่นในเล่มนี้

ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ สรณคมน์ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ สิกขาบท ๑๐ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ อาการ ๓๒ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ สามเณรปัญหาในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ มงคลสูตรในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ รัตนสูตรในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ติโรกุฑฑกัณฑ์ในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ นิธิกัณฑ์ในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ กรณียเมตตสูตรในขุททกปาฐะสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อัปปมาทวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท จิตตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปุปผวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปัณฑิตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อรหันตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สหัสสวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ทัณฑวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ชราวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อัตตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท โลกวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พุทธวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สุขวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปิยวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท โกธวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท มลวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ธัมมัฏฐวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท มรรควรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปกิณณกวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นิรยวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ภิกขุวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พราหมณวรรคขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ โพธิสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ โพธิสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ โพธิสูตรที่ ๓ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ อชปาลนิโครธสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ เถรสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ มหากัสสปสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ ปาวาสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ สังคามชิสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ ชฎิลสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ พาหิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ มุจจลินทสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ ราชสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ ทัณฑสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ สักการสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ อุปาสกสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ คัพภินีสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ เอกปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ สุปปวาสาสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ วิสาขาสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ กาฬิโคธาภัททิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ กรรมสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ นันทสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ ยโสชสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ สารีปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ โกลิตสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ ปิลินทวัจฉสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ มหากัสสปสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ ปิณฑปาตสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ สิปปสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ โลกสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ เมฆิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ อุทธตสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ โคปาลสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ ชุณหสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ นาคสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ ปิณโฑลภารทวาชสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ สาริปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ สุนทรีสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ อุปเสนวังคันตปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ สาริปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ ราชสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ อัปปายุกาสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ สุปปพุทธกุฏฐิสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ กุมารกสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ อุโปสถสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ โสณสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ กังขาเรวตสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ อานันทสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ สัททายมานสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ จูฬปันถกสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อายุสมโอสัชชนสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ ปฏิสัลลานสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อาหุสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ กิรสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ กิรสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ ติตถสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ สุภูติสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ คณิกาสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อุปาติสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อุปปัชชันติสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ภัททิยสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ภัททิยสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ กามสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ กามสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ลกุณฐกภัททิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ตัณหักขยสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ปปัญจขยสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ มหากัจจานสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ อุทปานสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ อุเทนสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๓ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๔ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ จุนทสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ปาฏลิคามิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทวิธาปถสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ วิสาขาสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทัพพสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทัพพสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โลภสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โทสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โมหสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โกธสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค มักขสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค มานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค สัพพสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค มานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โลภสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โทสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมหสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โกธสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค มักขสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมหสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค กามสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค เสขสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค เสขสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค เภทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค ปุคคลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค จิตตฌายีสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค ปุญญสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค อุโภอัตถสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค เวปุลลปัพพตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค สัมปชานมุสาวาทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค ทานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค เมตตาภาวสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค ภิกขุสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค ภิกขุสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค ตปนียสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค อตปนียสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค สีลสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค สีลสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค อาตาปีสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค นกุหนาสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค นกุหนาสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค โสมนัสสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค วิตักกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค เทศนาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค วิชชาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ปัญญาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ธรรมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค อชาตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ธาตุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค สัลลานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค สิกขาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ชาคริยสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค อปายสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ทิฏฐิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค อกุศลมูลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค ธาตุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เวทนาสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เวทนาสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เอสนาสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เอสนาสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค อาสวสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค อาสวสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค ตัณหาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค มารเธยยสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ปุญญกิริยาวัตถุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค จักขุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค อินทรียสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค อัทธาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ทุจริตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค สุจริตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค สุจิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค มุนีสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ราคสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ราคสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค มิจฉาทิฐิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค สัมมาทิฐิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค นิสสรณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค รูปสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ปุตตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค อวุฏฐิกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค สุขสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ภินทนสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ธาตุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ปริหานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค วิตักกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค สักการสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค สัททสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค จวมานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค โลกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค อสุภสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค ธรรมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค อันธการสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค มลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค เทวทัตตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ปสาทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ชีวิตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค สังฆาฏิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค อัคคิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค อุปปริกขยสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค อุปปัตติสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค กามสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค กัลยาณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ทานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ธรรมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต พราหมณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต จัตตาริสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต ชานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต สมณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต สีลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต ตัณหาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต พรหมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต พหุการสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต กุหนาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต ปุริสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต จรสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต สัมปันนสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต โลกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค อุรคสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ธนิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ขัคควิสาณสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค กสิภารทวาชสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค จุนทสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ปราภวสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค วสลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค เมตตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค เหมวตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค อาฬวกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค วิชยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค มุนีสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค รตนสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค อามคันธสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค หิริสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค มงคลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค สูจิโลมสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ธรรมจริยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค พราหมณธรรมิกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค นาวาสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค กึสีลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค อุฏฐานสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ราหุลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค วังคีสสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค สัมมาปริพพาชนิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ธรรมิกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค ปัพพชาสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค ปธานสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สุภาษิตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สุนทริกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค มาฆสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สภิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค เสลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สัลลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค วาเสฏฐสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค โกกาลิกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค นาลกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค ทวยตานุปัสสนาสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค กามสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค คุหัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ทุฏฐัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค สุทธัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปรมัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ชราสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ติสสเมตเตยยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปสูรสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค มาคันทิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปุราเภทสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค กลหวิวาทสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค จูฬวิยูหสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค มหาวิยูหสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ตุวฏกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค อัตตทัณฑสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค สารีปุตตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค วัตถุกถาขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค อชิตปัญหาที่ ๑ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ติสสเมตเตยยปัญหาที่ ๒ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ปุณณกปัญหาที่ ๓ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค เมตตคูปัญหาที่ ๔ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โธตกปัญหาที่ ๕ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค อุปสีวปัญหาที่ ๖ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค นันทปัญหาที่ ๗ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค เหมกปัญหาที่ ๘ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โตเทยยปัญหาที่ ๙ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค กัปปปัญหาที่ ๑๐ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ชตุกัณณีปัญหาที่ ๑๑ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ภัทราวุธปัญหาที่ ๑๒ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค อุทยปัญหาที่ ๑๓ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โปสาลปัญหาที่ ๑๔ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โมฆราชปัญหาที่ ๑๕ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ปิงคิยปัญหาที่ ๑๖

ศาสนา

ขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ ชุณหสูตร

อรรถกถาแปลไทย

๕๖ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาชุณหสูตร

ชุณหสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า กโปตกนฺทรายํ ได้แก่ ในวิหารมีชื่ออย่างนั้น.

ได้ยินว่า เมื่อก่อน นกพิราบเป็นอันมากอยู่ในซอกเขานั้น ด้วยเหตุนั้น ซอกเขานั้นจึงเรียกกันว่า กโปตกันทรา. ภายหลังถึงเขาสร้างวิหารไว้ในที่นั้น ก็ยังปรากฏว่า กโปตกันทรา อยู่นั่นเอง ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กโปตกนฺทรายนฺติ เอวํนามเก วิหาเร.

บทว่า ชุณฺหาย รตฺติยา ได้แก่ ในราตรีศุกลปักษ์.

บทว่า นโวโรปิเตหิ เกเสหิ ได้แก่ มีผมที่ปลงไม่นาน ก็คำว่า เกเสหิ นี้เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในลักษณะอิตถัมภูต.

บทว่า อพฺโภกาเส ได้แก่ ที่เนินกลางแจ้งที่ไม่มีเครื่องมุงหรือเครื่องบัง.

ในพระเถระเหล่านั้น ท่านพระสารีบุตรมีวรรณดุจทองคำ ท่านมหาโมคคัลลานะมีวรรณดังดอกอุบลเขียว ก็พระมหาเถระทั้งสององค์นั้นเป็นชาติพราหมณ์โดยเฉพาะ สมบูรณ์ด้วยอภินิหารสิ้นหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป บรรลุปฏิสัมภิทา ๖ เป็นพระขีณาสพผู้ใหญ่ ได้สมาบัติทุกอย่าง ถึงที่สุดสาวกบารมีญาณ ๖๗ ประการ ทำกโปตกันทราวิหารแห่งเดียวกันให้สว่างไสวไพโรจน์ เหมือนสีหะ ๒ ตัวอยู่ถ้ำทองแห่งเดียวกัน เหมือนเสือโคร่ง ๒ ตัวหยั่งลงสู่พื้นที่เหยียดกายแห่งเดียวกัน เหมือนพญาช้างฉัททันต์ ๒ เชือกเข้าป่าสาลวันซึ่งมีดอกบานสะพรั่งแห่งเดียวกัน เหมือนพญาครุฑ ๒ ตัวอยู่ป่าฉิมพลีแห่งเดียวกัน เหมือนท้าวเวสวัณ ๒ องค์ขึ้นยานสำหรับพาคนไปยานเดียวกัน เหมือนท้าวสักกะ ๒ องค์ประทับนั่งบนบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์เดียวกัน เหมือนท้าวมหาพรหม ๒ องค์อยู่ในวิมานเดียวกัน เหมือนดวงจันทร์ ๒ ดวง และพระอาทิตย์ ๒ ดวงอยู่ในท้องฟ้าเดียวกันฉะนั้น.

ในท่านเหล่านั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้นั่งนิ่ง ฝ่ายท่านพระสารีบุตรเข้าสมาบัติ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อญฺญตรํ สมาธึ สมาปชฺชิตฺวา ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญตรํ สมาธึ ได้แก่ อุเบกขาพรหมวิหารสมาบัติ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ. ฝ่ายอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ผลสมาบัติอันมีอรูปฌานเป็นบาท.

จริงอยู่ สมาบัติทั้ง ๓ นี้แหละเป็นสมาบัติที่สามารถรักษากาย. ในสมาบัติเหล่านั้น การเกิดโดยปริยายแห่งสมาธิของนิโรธสมาบัติ ได้กล่าวไว้ในหนหลังแล้วแล. แต่อาจารย์ทั้งหลายพรรณนาสมาบัติครั้งสุดท้ายเท่านั้น.

บทว่า อุตฺตราย ทิสาย ทกฺขิณทิสํ คจฺฉนฺติ ความว่า ไปสู่สมาคมยักษ์ในอุตรทิศ แล้วไปทักษิณทิศเพื่อไปยังภพของตน.

บทว่า ปฏิภาติ มํ ได้แก่ จิตของเราปรากฏ.

จริงอยู่ บทว่า มํ เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ เพราะประกอบด้วยปฏิศัพท์ ความว่า จิตของเราเกิดขึ้นเพื่อจะตีศีรษะพระเถระนี้.

ได้ยินว่า ยักษ์นั้นผูกอาฆาตพระเถระมาแต่ชาติก่อน เพราะเหตุนั้น พอเห็นพระเถระเขาจึงมีจิตคิดประทุษร้ายอย่างนั้น. ฝ่ายยักษ์ผู้สหายเป็นผู้มีปัญญา เพราะฉะนั้น เมื่อจะห้ามยักษ์นั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อย่าเลย สหาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา อาสาเทสิ ได้แก่ อย่าพยายาม. อธิบายว่า จงอย่าประหาร.

บทว่า อุฬาโร ความว่า ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้นอันยิ่ง คือสูงสุด.

บทว่า อนาทิยิตฺวา ความว่า ไม่กระทำความเอื้อเฟื้อ คือไม่เชื่อถือคำของยักษ์ผู้เป็นสหายนั้น. ก็เพราะเหตุที่ยักษ์ไม่เชื่อคำของยักษ์ผู้สหายนั้น จึงชื่อว่าไม่เอื้อเฟื้อยักษ์นั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตํ ยกฺขํ อนาทิยิตฺวา.

บทว่า สีเส ปหารํ อทาสิ ความว่า ทำความอุตสาหะให้เกิดด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด ยืนอยู่บนอากาศนั่นแหละ โขกที่ศีรษะ. อธิบายว่า เอากำปั้นตีศีรษะ.

บทว่า ตาว มหา ความว่า ได้ประหารอย่างหนักปานนั้นด้วยเรี่ยวแรงอย่างมากมาย.

บทว่า เตน ปหาเรน ได้แก่ ด้วยการประหารนั้นอันเป็นตัวเหตุ.

บทว่า สตฺตรตนํ ได้แก่ ๗ ศอกโดยศอกของบุรุษปานกลาง.

บทว่า โส ได้แก่ ยักษ์. บทว่า นาคํ ได้แก่ พญาช้าง.

บทว่า โอสาเทยฺย ได้แก่ พึงให้จมลง คือพึงให้ดิ่งลงในแผ่นดิน.

ปาฐะว่า โอสาเรยฺย พึงให้ประชุมลง ดังนี้ก็มี อธิบายว่า พึงกระทำให้แหลกละเอียด.

บทว่า อฑฺฒฏฺฐมรตนํ ความว่า เป็นที่เต็มแห่งวัตถุ ๘ ด้วยทั้งกึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่ ๘ ทั้งกึ่ง, ศอกที่ ๘ ทั้งกึ่งเป็นขนาดของช้างนั้น เหตุนั้น ช้างนั้นมีขนาด ๗ ศอกกึ่ง ซึ่งช้างนั้นมีขนาด ๘ ศอกกึ่ง.

บทว่า มหนฺตํ ปพฺพตกูฏํ ได้แก่ ยอดเขาอันกว้างขวางประมาณเท่ายอดเขาไกรลาศ.

บทว่า ปทาเลยฺย ได้แก่ พึงทำลายโดยอาการให้เป็นสะเก็ด เชื่อมความว่า ให้จมลงไปบ้าง ให้ทลายไปบ้าง.

ก็ในขณะนั้นนั่นเอง ความเร่าร้อนใหญ่เกิดขึ้นในร่างของยักษ์นั้น. ยักษ์นั้นอาดูรด้วยเวทนา เมื่อไม่อาจจะดำรงอยู่ในอากาศได้ จึงตกลงที่พื้นดิน. ในขณะนั้นนั่นเอง มหาปฐพีหนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ รองรับขุนเขาสิเนรุซึ่งสูง ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์ ประหนึ่งไม่อาจจะรองรับสัตว์ชั่วนั้นได้ จึงได้เปิดช่องให้. เปลวไฟพลุ่งขึ้นจากอเวจีมหานรก จับยักษ์นั้นซึ่งกำลังคร่ำครวญอยู่นั่นแล. ยักษ์นั้นกำลังคร่ำครวญบ่นเพ้อตกไป.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล ยักษ์นั้นจึงกล่าวว่า ร้อน ร้อน แล้วได้จมลงในมหานรกนั้นนั่นเอง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวฏฺฐาสิ แปลว่า ได้ตกไปแล้ว.

ถามว่า ก็ยักษ์นั้นตกนรก ด้วยทั้งอัตภาพยักษ์นั่นแหละหรือ?

ตอบว่า ไม่ตก. ก็ในที่นี้ เพราะพลังแห่งบาปกรรมซึ่งอำนวยผลในปัจจุบัน ยักษ์จึงเสวยทุกข์มหันต์ในอัตภาพเป็นยักษ์.

อนึ่ง เพราะอุปปัชชเวทนียกรรมอันเป็นอนันตริยกรรม ยักษ์จึงเกิดในนรกถัดจากจุติ แต่ร่างกายของพระเถระที่ถูกพลังแห่งสมาบัติสนับสนุน จึงไม่มีวิการอะไรเลย.

ความจริง ยักษ์ประหารท่าน ในเวลาที่ท่านยังไม่ออกจากสมาบัติ. ท่านพระมหาโมคคัลลานะเห็นยักษ์นั้นประหารอยู่อย่างนั้น ด้วยทิพยจักษุ จึงเข้าไปหาพระธรรมเสนาบดี. และพร้อมกับเวลาที่เข้าไปหานั่นแหละ พระธรรมเสนาบดีก็ออกจากสมาบัติ.

____________________________

อถ นํ มหาโมคฺคลฺลาโน ตํ สรีรวุตฺตึ ปุจฺฉิ

ในลำดับนั้น พระมหาโมคคัลลานะจึงถามถึงอาการของกายนั้นกะท่านพระธรรมเสนาบดี.

____________________________

ฝ่ายพระธรรมเสนาบดีก็ได้พยากรณ์แก่ท่าน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้เห็นแล้วแล ฯลฯ ก็แต่ว่าศีรษะของผมมีทุกข์นิดหน่อย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โถกํ ทุกฺขํ ความว่า ศีรษะของผมเป็นทุกข์ คือได้รับความทุกข์นิดหน่อย คือมีประมาณน้อยนิดคล้ายหยดเทียน. จริงอยู่ ศีรษะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ท่านเรียกว่า มีทุกข์. บาลีว่า สีเส โถกํ ทุกฺขํ เป็นทุกข์นิดหน่อยที่ศีรษะ ดังนี้ก็มี.

ถามว่า ก็เมื่อสรีระถูกพลังแห่งสมาบัติสนับสนุน ศีรษะของพระเถระเป็นทุกข์น้อยหนึ่งอย่างไร?

ตอบว่า เพราะท่านออกจากสมาบัติไม่นานเลย.

จริงอยู่ ทุกข์ไม่ปรากฏในภายในสมาบัติเหมือนยุงเป็นต้น ปรากฏแก่ผู้หลับ ปรากฏหน่อยหนึ่งแก่ผู้ตื่นขึ้น เพราะเนื่องด้วยกาย. เมื่อท่านพระมหาโมคคัลลานะเกิดความคิดอัศจรรย์ขึ้นว่า ขึ้นชื่อว่าความวิการ ย่อมไม่มีแม้ในร่างกายที่ถูกยักษ์มีกำลังมากประหารเอาด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดเช่นนั้น ประกาศความที่ท่านพระธรรมเสนาบดีมีอานุภาพมาก โดยนัยมีอาทิว่า น่าอัศจรรย์นะ สารีบุตร.

ฝ่ายพระธรรมเสนาบดีก็แสดงความที่ตนละได้เด็ดขาดซึ่งมลทินมีริษยาตระหนี่และอหังการเป็นต้น โดยการประกาศว่า ตนมีอิทธานุภาพมากแก่พระมหาโมคคัลลานะนั้น โดยนัยมีอาทิว่า น่าอัศจรรย์นะ โมคคัลลานะ.

บทว่า ปํสุปิสาจกมฺปิ น ปสฺสาม ความว่า พวกเรามองไม่เห็นแม้ซึ่งขุททกเปรตผู้เที่ยวไปตามสถานที่มีกองหยากเยื่อเป็นต้น. ดังนั้น พระมหาเถระผู้เป็นยอดแห่งผู้ปรารถนามรรคผล จึงได้กล่าวหมายถึงความไม่เห็นเปรตเหล่านั้น เพราะไม่ได้คำนึงถึงในกาลนั้น. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า เอตรหิ ในบัดนี้.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน ได้สดับการเจรจาปราศรัยนี้ ของพระอัครสาวกทั้งสองด้วยทิพยโสตญาณ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อสฺโสสิ โข ภควา ดังนี้เป็นต้น. คำนั้นมีอรรถดังที่กล่าวไว้แล้วนั่นแล.

บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ได้แก่ ทรงทราบความที่ท่านพระสารีบุตรผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งสมาบัติ มีอิทธานุภาพมากนี้.

บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้ แสดงถึงการที่พระสารีบุตรนั้นนั่นแล ถึงความเป็นผู้คงที่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส เสลูปมํ จิตฺตํ ฐิตํ นานุปกมฺปติ ความว่า จิตของพระขีณาสพใด อุปมาด้วยภูเขาอันล้วนแล้วด้วยหินเป็นแท่งทึบ ตั้งอยู่โดยถึงความเป็นวสี เพราะไม่มีกิเลสเครื่องเอนเอียงทั้งหมด ย่อมไม่หวั่น คือย่อมไม่ไหวด้วยโลกธรรมแม้ทั้งปวง.

บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงอาการที่พระขีณาสพนั้นไม่มีความหวั่นไหว พร้อมด้วยเหตุ จึงตรัสคำมีอาทิว่า วิรตฺตํ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิรตฺตํ รชนีเยสุ ความว่า ผู้ปราศจากความยินดีในธรรมที่เป็นไปในภูมิสามแม้ทั้งหมด อันเป็นเหตุเกิดราคะ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ด้วยอริยมรรค คือวิราคธรรม. อธิบายว่า ตัดราคะได้เด็ดขาดโดยประการทั้งปวง ในธรรมที่เป็นไปในภูมิสามนั้น.

บทว่า โกปเนยฺเย ความว่า ย่อมไม่โกรธ คือย่อมไม่ขัดเคือง ได้แก่ไม่ถึงอาการอันผิดแผกในอาฆาตวัตถุแม้ทั้งหมดอันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง.

บทว่า ยสฺเสวํ ภาวิตํ จิตฺตํ ความว่า จิตอันพระอริยบุคคลตามที่กล่าวแล้วใด อบรมแล้ว โดยภาวะอันนำมาซึ่งความเป็นผู้คงที่ด้วยอาการอย่างนี้ คือโดยนัยดังกล่าวแล้ว.

บทว่า กุโต ตํ ทุกฺขเมสฺสติ ความว่า ทุกข์จักเข้าถึงซึ่งบุคคลผู้สูงสุดนั้นแต่ที่ไหน คือแต่สัตว์หรือสังขาร. อธิบายว่า บุคคลเช่นนั้น ย่อมไม่มีทุกข์.

จบอรรถกถาชุณหสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร