คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๔๐ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถาชัมพุกเถรคาถาที่ ๕

คาถาแห่งท่านพระชัมพุกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปญฺจปญฺญาส ดังนี้.

เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?

พระเถระแม้นี้ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน ก่อสร้างบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา เชื่อพระสัมมาสัมโพธิญาณของพระศาสดา ไหว้ต้นโพธิพฤกษ์แล้ว บูชาด้วยการพัดวี.

ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว บรรพชาในพระศาสนา เป็นเจ้าอาวาสอยู่ในอารามอันอุบาสกคนหนึ่งได้สร้างไว้ อันอุบาสกนั้นอุปัฏฐากอยู่.

ภายหลังวันหนึ่ง พระขีณาสพเถระรูปหนึ่งผู้ครองจีวรปอนๆ มาจากป่าบ่ายหน้าไปยังบ้านเพื่อโกนผม อุบาสกนั้นเห็นเข้าแล้ว เลื่อมใสในอิริยาบถ ให้ช่างกัลบกปลงผมและหนวด ให้บริโภคโภชนะอันประณีต ถวายจีวรดีๆ นิมนต์ให้อยู่ด้วยคำว่า ขอท่านจงอยู่ในที่นี้แหละขอรับ.

ภิกษุเจ้าอาวาสเห็นดังนั้นมีความริษยาและมีความตระหนี่เป็นปกติ กล่าวกะพระเถระผู้ขีณาสพว่า ดูก่อนภิกษุ การที่ท่านเอานิ้วมือถอนผมเป็นอเจลก เลี้ยงชีพด้วยอาหารคือคูถและมูตรยังประเสริฐกว่า การอยู่ในที่นี้ด้วยอาการอย่างนี้ของผู้อันอุบาสกลามกนี้บำรุงอยู่ ดังนี้.

ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เข้าไปยังเวจกุฎีในขณะนั้นนั่นเอง เอามือกอบคูถกินและดื่มมูตรเหมือนคดข้าวปายาสฉะนั้น. ด้วยทำนองนี้ดำรงอยู่ตลอดอายุ ทำกาละแล้วไหม้ในนรก มีคูถและมูตรเป็นอาหารอีก ด้วยเศษแห่งวิบากของกรรมนั้นนั่นแล แม้เกิดในหมู่มนุษย์ได้เป็นนิครนถ์มีคูถเป็นภักษา ๕๐๐ ชาติ.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในกำเนิดมนุษย์อีก บังเกิดในตระกูลแห่งคนทุกข์ยาก เพราะกำลังแห่งกรรมแห่งการว่าร้ายพระอริยเจ้า เขาให้ดื่มน้ำนม นมสดหรือเนยใส ก็ทิ้งสิ่งนั้นแล้ว ดื่มเฉพาะน้ำมูตรเท่านั้น เขาให้บริโภคข้าวสุกก็ทิ้งข้าวสุกนั้นแล้ว เคี้ยวกินแต่คูถเท่านั้น, เติบโตด้วยการบริโภคคูถและมูตรด้วยอาการอย่างนี้ แม้เจริญวัยแล้วก็บริโภคแต่คูถและมูตรเท่านั้น.

พวกมนุษย์เมื่อไม่อาจจะห้ามจากการบริโภคคูถและมูตรนั้นจึงละทิ้งเสีย.

เขาอันพวกญาติละทิ้งเสียแล้ว จึงบวชเป็นนักบวชเปลือย ไม่อาบน้ำ, ครองผ้าเปื้อนด้วยธุลีและฝุ่น ถอนผมและหนวด ห้ามอิริยาบถอื่น เดินด้วยเท้าเดียว ไม่ยินดีการนิมนต์ ถือเอาโภชนะที่ผู้ต้องการบุญ อธิษฐานเข้าอยู่ประจำเดือนให้ ด้วยปลายหญ้าคาเดือนละครั้ง กลางวันเลียด้วยปลายลิ้น, ส่วนกลางคืนไม่เคี้ยวกินด้วยคิดว่าคูถสดมีตัวสัตว์ จึงเคี้ยวกินแต่คูถแห้งเท่านั้น.

เมื่อเขาทำอยู่อย่างนี้ล่วงไป ๕๕ ปี มหาชนสำคัญว่า เป็นผู้มีตบะมาก มีความปรารถนาน้อยอย่างยิ่ง จึงได้น้อมไปหาเขา โอนไปหาเขา.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นธรรมอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตรุ่งเรืองอยู่ในภายในดวงหทัยของเขา เหมือนประทีปในหม้อฉะนั้น แล้วพระองค์เสด็จไปในที่นั้นแสดงธรรม ให้เขาดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ให้เขาได้อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ให้ขวนขวายวิปัสสนา ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัต.

ในเรื่องนี้มีความสังเขปเพียงเท่านี้.

ส่วนความพิสดาร พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาแห่งคาถาว่า มาเส มาเส กุสคฺเคน ในพระธรรมบท.

ก็ท่านดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว ในเวลาปรินิพพาน เมื่อแสดงว่า แม้เราปฏิบัติผิดในชั้นต้น อาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรลุธรรมที่พระสาวกควรบรรลุ จึงกล่าว ๔ คาถานี้ว่า

เราเอาธุลีและฝุ่นทาตัวอยู่ตลอด ๕๕ ปี บริโภค

อาหารเดือนละครั้ง ถอนผมและหนวด ยืนอยู่ด้วยเท้า

ข้างเดียว งดเว้นการนั่ง กินคูถแห้ง ไม่ยินดีอาหารที่

เขาเชื้อเชิญ เราได้ทำบาปกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่

ทุคติเป็นอันมากเช่นนั้น ถูกโอฆะพัดไปอยู่ ได้ถึงพระ

พุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ขอท่านจงดูสรณคมน์และความที่

ธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว เรา

ได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจปญฺญาสวสฺสานิ รโชชลฺลมธารยึ ความว่า มีกายทรงไว้ซึ่งธุลีกล่าวคือละอองอันจรมาติดอยู่ที่ร่างกายและฝุ่นกล่าวคือมลทินแห่งร่างกาย เกิน ๕๕ ปี โดยห้ามการอาบน้ำด้วยการเข้าถึงการบวชเป็นคนเปลือย.

บทว่า ภุญฺชนฺโต มาสิกํ ภตฺตํ ความว่า เคี้ยวกินคูถในราตรี ชื่อว่าเป็นผู้เข้าจำหนึ่งเดือนเพื่อจะลวงโลก บริโภคโภชนะที่ผู้ต้องการบุญให้ โดยวางไว้ที่ปลายลิ้นเดือนละครั้ง.

บทว่า อโลจยึ ความว่า ใช้มือถอนผมและหนวดที่มีรากหย่อนโดยเพิ่มขี้เถ้าเช่นนั้นเข้าไป.

บทว่า เอกปาเทน อฏฺฐาสึ อาสนํ ปริวชฺชยึ ความว่า เว้นการนั่งโดยประการทั้งปวง และเมื่อจะยืนก็ยกมือทั้งสองขึ้น ได้ยืนโดยเท้าเดียวเท่านั้น.

บทว่า ทฺเทสํ ได้แก่ เชื้อเชิญ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อุทิสฺสกตํ ทำเจาะจง ดังนี้.

บทว่า น สาทิยํ ได้แก่ ไม่รับ. อธิบายว่า ปฏิเสธ.

บทว่า เอตาทิสํ กริตฺวาน พหุํ ทุคฺคติคามินํ ความว่า ได้กระทำบาปกรรมไว้มากอันเป็นเหตุให้ไปทุคติ อันยังวิบากให้เกิดเช่นนั้น คือเห็นปานนั้นให้เกิดในชาติก่อนๆ และในชาตินี้.

บทว่า วุยฺหมาโน มโหเฆน ความว่า อันโอฆะใหญ่มีกาโมฆะเป็นต้น เมื่อว่าโดยพิเศษอันทิฏโฐฆะ คร่ามาเฉพาะสู่สมุทรคืออบาย.

บทว่า พุทฺธํ สรณมาคมํ ความว่า ได้อัตภาพเป็นมนุษย์โดยยาก เพราะขาดบุญกรรมเช่นนั้น บัดนี้ได้ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะเพราะกำลังแห่งบุญ คือได้เลื่อมใสในพระศาสดา ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้เองโดยชอบด้วยพระองค์เอง.

บทว่า สรณคมนํ ปสฺส ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ ความว่า ท่านจงดูสรณคมน์ของเราอันเป็นบ่อเกิด (ที่พำนัก) และจงดูภาวะที่ศาสนธรรมเป็นธรรมดี ที่เราปฏิบัติผิดเช่นนั้น อันพระศาสดาทรงให้ถึงพร้อมซึ่งสมบัติเช่นนี้ โดยพระโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น.

ด้วยบทว่า ติสฺโส วิชฺชา ดังนี้เป็นต้น ท่านแสดงถึงสมบัตินั้น.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

เราไหว้โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าติสสะ ได้ทำธรรมาสนะและพัดสำหรับพัดในที่นั้น ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายพัดทอง ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของการพัด เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว... ฯ ล ฯ ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

____________________________

ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๔๓

จบอรรถกถาชัมพุกเถรคาถาที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร