๓
อรรถกถาแปลไทย
อรรถกถาเถรีคาถา มหานิบาต ๑. อรรถกถาสุเมธาเถรีคาถา
ในมหานิบาต คาถาว่า มนฺตาวติยา นคเร เป็นต้นเป็นคาถาของพระสุเมธาเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พระเถรีแม้รูปนี้ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ เพิ่มพูนสัมภารธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์โดยเคารพ.
ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ ก็บังเกิดในเรือนสกุล รู้เดียงสาแล้ว ก็มีอัธยาศัยเป็นอันเดียวกันกับเหล่ากุลธิดาสหายของตน ร่วมกันสร้างอารามใหญ่ มอบถวายภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.
เพราะบุญกรรมนั้น เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ นางก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ณ สวรรค์ชั้นนั้น นางก็เสวยทิพยสมบัติจนตลอดอายุ จุติจากนั้นแล้วก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นยามา จุติจากนั้นแล้วก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จากดุสิตสวรรค์ก็มาสวรรค์ชั้นนิมมานรดี จากสวรรค์ชั้นนิมมานรดีก็มาสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี นางบังเกิดในสวรรค์กามาวจรทั้ง ๕ ชั้นตามลำดับดังกล่าวมาฉะนี้ เป็นมเหสีของท้าวเทวราช [เทวดาเจ้าสวรรค์แต่ละชั้น] ในสวรรค์ชั้นนั้นๆ จุติจากนั้นแล้ว ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ก็เป็นธิดาของเศรษฐีผู้มีสมบัติมาก รู้เดียงสาตามลำดับแล้ว ก็เลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา ได้กระทำบุญกรรมอันโอฬารเฉพาะพระรัตนตรัย.
ในครั้งนั้น นางอาศัยธรรมหล่อเลี้ยงชีวิต ยินดีมั่นในกุศลธรรมจนตลอดชีวิต จุติจากนั้นแล้วก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในสุคติเท่านั้น.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดเป็นธิดาของพระเจ้าโกญจะ กรุงมันตาวดี พระชนกชนนีได้ขนานพระนามพระนางว่าสุเมธา สมัยพระนางเจริญพระชันษา ก็ทรงปรึกษาตกลงกันว่าจักถวายพระนางแด่พระเจ้าอนิกรัตตะ กรุงวารณวดี แต่นับตั้งแต่ยังทรงเป็นทาริกา.
พระนางพร้อมด้วยราชธิดาที่มีวัยปูนเดียวกันและเหล่าทาสี ก็พากันเสด็จไปสำนักภิกษุณี ฟังธรรมในสำนักภิกษุณีแล้ว ก็เกิดสังเวชในสังสารวัฏ เพราะบำเพ็ญบารมีมาเป็นเวลาช้านาน ทรงเลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา เมื่อทรงเจริญพระชันษาก็ได้มีพระทัยหันกลับจากกามทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น พระนางได้สดับการปรึกษาของพระชนกชนนี พระประยูรญาติ จึงตรัสว่า ลูกไม่ประสงค์กิจฆราวาส ลูกจักบวชเพคะ.
พระชนกชนนีโปรดจะทรงประกอบพระนางไว้ในกิจฆราวาส แม้จะทรงอ้อนวอนโดยประการต่างๆ ก็ไม่สามารถจะทำพระนางให้ทรงยินยอมได้.
พระนางทรงดำริว่า เราจะได้การบวชโดยวิธีนี้ แล้วคว้าพระขรรค์ตัดพระเกศาของพระองค์เอง ทรงปรารภพระเกศาเหล่านั้น เริ่มทรงมนสิการ การใส่ใจโดยเป็นของปฏิกูล ทรงทำอสุภนิมิตให้เกิดขึ้น ก็บรรลุปฐมฌาน ณ ที่ตรงนั้นเอง เพราะทรงบำเพ็ญบารมีมาแล้วในชาตินั้น และเพราะทรงเคยสดับวิธีมนสิการมาในสำนักภิกษุณี.
ก็แลพระนางบรรลุปฐมฌานแล้ว ทรงทำราชสกุลทั้งหมดทั้งอันโตชนและปริวารชน ตั้งต้นแต่พระชนกชนนีผู้ทรงเกลี้ยกล่อมไว้ในกิจฆราวาสด้วยพระองค์เอง ให้พากันเลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา เสด็จออกจากพระราชมณเฑียรไปยังสำนักภิกษุณี ทรงผนวช.
ครั้นทรงผนวชแล้ว ก็ทรงเริ่มตั้งวิปัสสนา มีพระญาณแก่กล้าโดยชอบโดยแท้ ไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะธรรมทั้งหลายที่ช่วยอบรมบ่มวิมุตติ ทำให้บรรลุคุณวิเศษ.
ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ ทรงอุบัติในโลก เมื่อสังฆารามสร้างเสร็จใหม่ๆ ข้าพเจ้าเป็นชน ๓ คนเป็นสหายกัน ได้ถวายวิหารทาน.
ข้าพเจ้าเกิดในเทวดา ๑๐ ครั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ๑๐,๐๐๐ ครั้ง ไม่ต้องกล่าวถึงการเกิดในมนุษย์ ข้าพเจ้ามีฤทธิ์มากในหมู่เทวดา ไม่จำต้องกล่าวถึงในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าเป็นพระมเหสีนารีรัตน์ของพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมีรัตนะ ๗ ประการ.
ชน ๓ คน ก็คือ ธนัญชานี เขมาและข้าพเจ้า เป็นผู้สร้างสมกุศลในที่นี้ เป็นบุตรของตระกูลที่มั่งคั่ง. เราช่วยกันสร้างพระอารามเป็นอันดี ประดับด้วยทัพสัมภาระครบถ้วน มอบถวายแด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พากันบันเทิงใจแล้ว.
ข้าพเจ้าเกิดในที่ไรๆ ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น ก็เป็นเลิศทั้งในเทวดา ทั้งในมนุษย์.
พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ โดยพระโคตร ทรงเป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์ ผู้มียศมาก เป็นยอดของเหล่าศาสดา ทรงอุบัติแล้วในกัปนี้นี่แล.
พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี ครองราชย์ ณ กรุงพาราณสีราชธานี ได้ทรงเป็นพระอุปฐากของพระกัสสปพุทธเจ้า ในครั้งนั้น.
ท้าวเธอมีพระราชธิดา ๗ พระองค์ พระราชธิดาเหล่านั้นเสวยสุข ยินดีในการบำรุงพระพุทธเจ้า พากันประพฤติพรหมจรรย์.
ข้าพเจ้าเป็นสหายของพระราชธิดาเหล่านั้น ตั้งอยู่ในศีล ถวายทานทั้งหลายด้วยความเคารพ ประพฤติวัตรถูกต้องในการครองเรือน.
ด้วยกรรมที่ทำมาดีและด้วยการตั้งใจชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้ว ก็เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจากดาวดึงส์ก็เข้าถึงสวรรค์ชั้นยามา จากชั้นยามาก็เข้าถึงชั้นดุสิต จากดุสิตก็เข้าถึงสวรรค์ชั้นนิมมานรดี จากนิมมานรดีก็เข้าถึงสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี.
ข้าพเจ้าพรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม เกิดในภพใดๆ ก็ครองความเป็นอัครมเหสีของพระราชาทั้งหลายในภพนั้นๆ จุติจากภพนั้นๆ แล้ว ในอัตภาพเป็นมนุษย์ก็ครองความเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ และของพระเจ้ามณฑลประเทศ.
ข้าพเจ้าเสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ มีสุขในภพทุกภพ ท่องเที่ยวไปในชาติเป็นอันมาก. นั้นเป็นเหตุ นั้นเป็นแดนเกิด นั้นเป็นมูล นั้นเป็นความอดทนในการเพ่งธรรมในพระศาสนา นั้นเป็นที่รวมบุญครั้งแรก นั้นเป็นความดับทุกข์สำหรับข้าพเจ้าผู้ยินดีในธรรม.
กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ภพทั้งหมด ข้าพเจ้าก็ถอนแล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องล่ามดังพระยาคชสารตัดเครื่องผูกฉะนั้น ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้ามาดีแล้วในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด วิชชา ๓ ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าก็ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๔๑ สุเมธาเถรีอปทาน
ก็ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระสุเมธาเถรีพิจารณาทบทวนข้อปฏิบัติประวัติความเป็นมาของตน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าเป็นธิดาของพระอัครมเหสีของพระเจ้า
โกญจะ กรุงมันตาวดี ชื่อว่าสุเมธา อันพระอริยะทั้งหลาย
ผู้ทำตามคำสั่งสอนทำให้เลื่อมใสแล้ว พระนางสุเมธามีศีล
กล่าวธรรมได้วิจิตร เป็นพหูสูต ถูกแนะนำในคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้า เข้าเฝ้าพระชนกชนนีแล้ว กราบทูลให้
ทั้งสองพระองค์โปรดตั้งพระทัยสดับคำของตนว่า
ลูกยินดีอย่างยิ่งในพระนิพพาน ภพถึงแม้ว่าจะ
เป็นทิพย์ ก็ไม่ยั่งยืน จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามทั้งหลาย
ซึ่งเป็นของว่างเปล่า อร่อยน้อย คับแค้นมาก กามทั้งหลาย
เผ็ดร้อน เปรียบด้วยงูพิษ ที่พวกคนเขลาพากันจมดักดาน
คนเขลาเหล่านั้น แออัดกันในนรก ต้องเดือดร้อนเป็น
ทุกข์ เป็นเวลาช้านาน.
พวกคนเขลาผู้ไม่สำรวมกายวาจาใจ ทำกรรมที่
เป็นบาป พอกพูนแต่บาป ย่อมเศร้าโศกในอบายทุกเมื่อ.
คนเขลาเหล่านั้น ไม่มีปัญญา ไม่มีเจตนา ถูก
ทุกขสมุทัยปิดไว้ เมื่อไม่รู้อริยธรรมที่ท่านแสดง ก็ไม่
ตรัสรู้อริยสัจ.
ทูลกระหม่อมแม่เพคะ คนเขลาเหล่าใด เมื่อไม่
รู้สัจจะทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงแล้ว
ยังชื่นชมภพ กระหยิ่มการเกิดในหมู่เทพทั้งหลาย คน
เขลาเหล่านั้นมีจำนวนมากกว่าเพคะ.
เมื่อภพไม่เที่ยง ความเกิดในหมู่เทพทั้งหลายก็
ไม่ยั่งยืน พวกคนเขลา ย่อมไม่หวาดสะดุ้งต่อคนที่ต้อง
เกิดบ่อยๆ.
อบาย ๔ สัตว์ทั้งหลายย่อมได้กันสะดวก ส่วน
คติ ๒ ได้กันลำบาก ในนรกของเหล่าสัตว์ที่เข้าถึง
อบาย ไม่มีการบวชดอกเพคะ.
ขอพระชนกชนนีทั้งสองพระองค์ โปรดทรง
อนุญาตให้ลูกบวชในธรรมวินัยของพระทศพลเถิด ลูก
จักขวนขวายน้อย พากเพียรเพื่อละชาติและมรณะ.
จะมีประโยชน์อะไรด้วยโทษคือกายที่ไร้สาระ
ในภพ ซึ่งพวกคนเขลาชื่นชมนักหนา ขอทรงโปรด
อนุญาตเถิด ลูกจักบวชเพื่อดับภวตัณหา ความอยาก
ในภพ.
ความอุบัติของพระพุทธะทั้งหลาย ลูกได้แล้ว
อขณะก็เว้นไปแล้ว ขณะลูกก็ได้แล้ว ลูกจะไม่ประทุษ
ร้าย ศีลและพรหมจรรย์ตลอดชีวิต.
พระนางสุเมธากราบทูลพระชนกชนนีอย่างนี้ว่า
ลูกยังเป็นคฤหัสถ์ จักไม่เสวยอาหาร จักยอมตายเพคะ
พระชนนีเป็นทุกข์ทรงกันแสง พระชนกของ
พระนางสุเมธานั้น พระอัสสุชลก็นองทั่วทั้งพระพักตร์
ทั้งสองพระองค์ทรงพากเพียรเกลี้ยกล่อมพระนางสุเมธา
ซึ่งฟุบลงที่พื้นปราสาทว่า.
ลูกเอ๋ยลุกขึ้นเถิด จะเศร้าโศกไปทำไม พ่อยก
ลูกให้ที่กรุงวารณวดีแล้วนะ พระเจ้าอนิกรัตตะทรงงาม
สง่า พ่อยกลูกถวายพระองค์แล้ว.
ลูกจักเป็นเอกอัครมเหสีของพระเจ้าอนิกรัตตะ
ศีล พรหมจรรย์ บรรพชา ทำได้ยากนะลูกนะ.
อำนาจ ทรัพย์ ความเป็นใหญ่ โภคะ สุขในราช
สมบัติ ทั้งลูกก็ยังเป็นสาว จงบริโภคกามเถิด ลูกจงวิวาหะ
เสียเถิด นะลูกนะ.
พระนางสุเมธากราบทูลพระชนกชนนีนั้นว่า
อำนาจเป็นต้นเช่นนี้ อย่ามีมาเลย เพราะภพหาสาระ
มิได้ การบวชหรือความตายเท่านั้นจักมีแก่ลูก ลูกไม่
ยอมวิวาหะแน่แท้.
กายอันเน่าเหมือนหนอน ไม่สะอาด กลิ่นเหม็น
คลุ้งไป น่าสะพรึงกลัว ดุจถุงหนังบรรจุซากศพ เต็มด้วย
ของไม่สะอาด ไหลออกอยู่เป็นนิตย์ อันคนเขลายึดถืออยู่.
ลูกรู้จักซากศพนั้นเป็นเหมือนอะไร เป็นเหมือน
ของปฏิกูล ฉาบด้วยเนื้อและเลือด เป็นที่อยู่ของลูกหลาน
หนอน เป็นอาหารของแร้งกา ทำไมทูลกระหม่อมจึงพระ
ราชทานกเฬวระซากศพ แก่พระราชาพระองค์นั้นเล่า.
ไม่ช้า ร่างกายที่ปราศจากวิญญาณอันหมู่ญาติ
ผู้เกลียดทอดทิ้งไปเหมือนท่อนไม้ เขาก็นำไปป่าช้า.
บิดามารดาของตนยังเกลียด ครั้นเอาซากศพนั้น
ไปทิ้งให้เป็นอาหารสัตว์อื่นในป่าช้าแล้ว กลับมาก็ต้อง
อาบน้ำดำเกล้า จะป่วยกล่าวไปไยถึงหมู่ชนทั่วๆ ไปเล่า.
หมู่ชนยึดถืออยู่ในซากศพที่ไม่มีแก่นสาร เป็น
ร่างของกระดูกและเอ็น เป็นกายอันเน่าเต็มไปด้วยน้ำ
น้ำตาและอุจจาระ.
ผู้ใดพึงชำแหละร่างกายนั้น เอาข้างในมาไว้ข้าง
นอก ก็จะทนกลิ่นเหม็นของร่างกายนั้นไม่ได้ แม้แต่
มารดาของตน ก็ยังเกลียด.
บัณฑิตทั้งหลายเลือกเฟ้นโดยอุบายแยบคายว่า
ขันธ์ ธาตุ อายตนะ อันปัจจัยปรุงแต่งแล้วเป็นทุกข์ที่
มีชาติเป็นมูล ทำไมลูกยังจะปรารถนาวิวาหะเล่าเพคะ.
หอก ๓๐๐ เล่มใหม่เอี่ยม จะพึงตกต้องที่กาย
ทุกๆ วัน ทิ่มแทงอยู่ถึง ๑๐๐ ปี ยังประเสริฐกว่า หาก
ว่าความสิ้นทุกข์ จะพึงมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.
ชนใดรู้คำสั่งสอนของพระศาสดาอย่างนี้ พึง
ยอมรับการทิ่มแทง [ดังกล่าว] สังสารวัฎ ย่อมยืดยาว
สำหรับชนเหล่านั้น ซึ่งเดือดร้อนอยู่ร่ำไป.
ในเทวดา มนุษย์ ในกำเนิดสัตว์เดียรฉาน
หมู่อสุรกาย เปรตและนรก การทำร้ายกันยังปรากฏ
อยู่ หาประมาณมิได้.
สำหรับสัตว์อยู่ในอบายที่กำลังถูกเบียดเบียน
ยังมีการทำร้ายกันเป็นอันมากในนรก แม้ในเทวดา
ทั้งหลายก็ช่วยไม่ได้ สุขนอกจากสุขคือพระนิพพาน
ไม่มีเลย.
ชนเหล่าใดประกอบอยู่ในธรรมวินัยของพระ
ทศพล ขวนขวายน้อย พากเพียรเพื่อละชาติมรณะ
ชนเหล่านั้นก็ถึงพระนิพพาน.
ทูลกระหม่อมพ่อเพคะ วันนี้นี่แหละลูกจักออก
บวช ประโยชน์อะไรด้วยโภคะทั้งหลายที่ไม่มีแก่นสาร
กามทั้งหลายลูกเบื่อหน่ายแล้ว ลูกทำให้เสมอด้วยของ
ที่คายแล้ว [รากสุนัข] ให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว.
พระนางสุเมธานั้นกราบทูลพระชนกอย่างนี้
พระเจ้าอนิกรัตตะผู้ที่ได้รับพระราชทานพระนาง
สุเมธานั้น ทรงแวดล้อมด้วยราชบริพารหนุ่ม ก็เสด็จ
เข้าสู่วิวาหะเมื่อเวลากระชั้นชิด.
ภายหลัง พระนางสุเมธาทรงทราบว่าพระเจ้า
อนิกรัตตะเสด็จมา จึงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศาอันดำ
สนิทที่รวบไว้ อ่อนสลวย ทรงปิดปราสาทเข้าปฐมฌาน.
พระนางสุเมธานั้นเข้าฌานอยู่ในปราสาทนั้น
พระเจ้าอนิกรัตตะก็เสด็จถึงพระนคร พระนางสุเมธา
ทรงเจริญอสุภสัญญาอยู่ในปราสาท.
พระนางสุเมธานั้นกำลังมนสิการ พระเจ้า
อนิกรัตตะทรงแต่งพระองค์ด้วยมณีและทอง ก็รีบ
เสด็จขึ้นปราสาท ทรงประคองอัญชลี ทูลวอนพระ
นางสุเมธาว่า
อำนาจ ทรัพย์ อิสริยะ โภคะ สุข ในราชสมบัติ
ขอมอบถวาย พระน้องนางก็ยังสาวอยู่ ขอเชิญบริโภค
กามสมบัติ กามสุขหาได้ยากในโลกนะพระน้องนาง.
ราชสมบัติพี่สละให้พระน้องนางแล้ว ขอพระ
น้องนางโปรดบริโภคโภคะ ถวายทานทั้งหลายเถิด
พระน้องนางอย่าเสียพระทัยเลย พระชนกชนนีของ
พระน้องนางทรงเป็นทุกข์.
เพราะเหตุนั้น พระนางสุเมธาผู้ไม่ต้องการด้วย
กามทั้งหลายทรงปราศจากโมหะแล้ว จึงทูลพระเจ้า
อนิกรัตตะว่า อย่าทรงเพลิดเพลินกามเลย โปรดทรง
เห็นโทษในกามทั้งหลายเถิดเพคะ.
พระเจ้ามันธาตุราช เจ้าทวีปทั้ง ๔ ทรงเป็นยอด
ของผู้บริโภคกามทั้งหลาย ยังไม่ทันทรงอิ่ม ก็เสด็จ
สวรรคตไปแล้ว ความปรารถนาของข้าพเจ้าก็ยังไม่เต็ม.
เทวดาแห่งฝนพึงหลั่งรัตนะ ๗ ประการให้ตกลง
มาโดยรอบทั้ง ๑๐ ทิศ ความอิ่มด้วยกามทั้งหลายก็ไม่มี
นรชนทั้งหลายทั้งที่ยังไม่อิ่ม ก็พากันตายไป.
กามทั้งหลาย เปรียบด้วยดาบและหลาว เปรียบ
ด้วยหัวงูเห่า เปรียบด้วยคบเพลิงตามเผาอยู่ เปรียบด้วย
ร่างกระดูก.
กามทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก มี
พิษมาก เป็นมูลแห่งทุกข์ มีทุกข์เป็นผล เหมือนก้อน
เหล็กที่ร้อนโชน.
กามทั้งหลายเปรียบด้วยผลไม้ เปรียบด้วยชิ้น
เนื้อเป็นทุกข์ กามทั้งหลายเปรียบด้วยความฝัน หลอก
ลวง เปรียบด้วยของที่ขอยืมเขามา.
กามทั้งหลายเปรียบด้วยหอกและหลาว เป็นหัวฝี
เป็นทุกข์ เป็นความลำบาก เสมือนหลุมถ่านเพลิง เป็น
มูลแห่งทุกข์ เป็นภัย เป็นเพชฌฆาต [ผู้ฆ่า]
กามทั้งหลายมีทุกข์มากดังกล่าวมานี้ บัณฑิตทั้ง
หลายจึงกล่าวว่า ทำอันตราย เชิญเสด็จกลับไปเสียเถิด
หม่อมฉันไม่พิศวาสในความมีโชคของพระองค์ ดอก
เพคะ.
เมื่อไฟกำลังไหม้ศีรษะของหม่อมฉันอยู่ คนอื่น
จะช่วยอะไรหม่อมฉันได้ เมื่อชราและมรณะติดตามอยู่
ก็ควรที่จะพยายามทำลายชรามรณะนั้นเสีย.
ข้าพเจ้าเห็นพระชนกชนนีและพระเจ้าอนิรัตตะ
เสด็จยังไม่ทันถึงพระทวาร ก็ประทับนั่งที่พื้นดิน ทรง
พระกันแสง จึงกราบทูลดังนี้ว่า สังสารวัฎยืดยาวสำหรับ
เหล่าคนเขลาที่ร้องไห้บ่อยๆ เพราะบิดาตาย พี่ชายถูก
ฆ่า เพราะตัวเองถูกฆ่า ในสังสารวัฏที่มีเงื่อนต้นเงื่อน
ปลาย ตามไปไม่รู้แล้ว.
โปรดทรงระลึกถึงสังสารวัฏที่ประกอบด้วยน้ำตา
น้ำนมและน้ำเลือด โดยความเป็นสังสารวัฏที่เงื่อนต้น
เงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว โปรดทรงระลึกถึงกองกระดูก
ทั้งหลายของเหล่าสัตว์ที่ท่องเที่ยวอยู่.
โปรดทรงระลึกถึงมหาสมุทรทั้ง ๔ ในน้ำตา น้ำ
นมและน้ำเลือด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงน้อมนำมา
เปรียบเทียบ โปรดทรงระลึกถึงกองกระดูกในกัปหนึ่ง
ที่เทียบเท่ากับภูเขาวิปุลบรรพต.
โปรดทรงระลึกถึงแผ่นดินชมพูทวีป ที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงนำมาเปรียบเทียบสังสารวัฏ ของสัตว์
ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ แผ่นดินทั้งหลายทำเป็น
ก้อนขนาดเมล็ดพุทรา ก็มากไม่พอกับจำนวนแม่และ
ยายทั้งหลาย.
โปรดทรงระลึกถึงหญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ที่พระผู้
มีพระภาคเจ้าทรงนำมาเปรียบเทียบ เพราะสังสารวัฏมี
เงื่อนต้นเงื่อนปลายที่ตามไปไม่รู้แล้ว ท่อนไม้ทั้งหลาย
มีขนาด ๔ องคุลี ก็มากไม่เท่ากับจำนวนบิดาและปู่ทั้ง
หลาย.
โปรดทรงระลึกถึงเต่าตาบอด และช่องแอกอัน
หมุนไปทิศบูรพา และทิศอื่นๆ อีกในมหาสมุทร มา
สวมหัวเต่าตาบอดตัวนั้น เปรียบเทียบในการได้อัต-
ภาพเป็นมนุษย์.
โปรดทรงระลึกถึงโทษคือกาย ที่ไม่มีแก่นสาร
เปรียบด้วยก้อนฟองน้ำ โปรดเห็นขันธ์ทั้งหลายไม่เที่ยง
โปรดทรงระลึกถึงนรกทั้งหลาย ที่มีความคับแค้นมาก.
โปรดทรงระลึกถึงสัตว์ทั้งหลาย ที่พากันทำให้รก
ป่าช้า ในชาตินั้นๆ เรื่อยไป โปรดทรงระลึกถึงภัยคือ
จระเข้ ความเห็นแก่ปากท้อง โปรดทรงระลึกถึงอริยสัจ ๔.
เมื่ออมตนิพพานมีอยู่ จะต้องการอะไรด้วยของ
เผ็ดร้อน ๕ อย่าง ที่พระองค์ทรงดื่มแล้ว เพราะว่าความ
ยินดีกามทุกอย่าง เผ็ดร้อนกว่าของเผ็ดร้อน ๕ อย่าง.
เมื่ออมตนิพพานมีอยู่ พระองค์จะต้องการอะไร
ด้วยกามทั้งหลายที่เร่าร้อน เพราะว่าความยินดีกามทุก
อย่างอันไฟติดโพลงแล้ว ให้เดือดแล้ว ให้หวั่นไหวแล้ว
เผาให้ร้อนแล้ว.
เมื่อเนกขัมมะที่ไม่มีข้าศึกมีอยู่ พระองค์จะทรง
ต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลายที่มีข้าศึกมาก กามทั้ง
หลายมีภัยทั่วไป คือ โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัยและ
อัปปิยภัย [ภัยคือคนร่วมมรดกที่ไม่ถูกกัน] ชื่อว่ามี
ข้าศึกมาก.
เมื่อโมกขธรรมมีอยู่ พระองค์ยังจะต้องการอะไร
ด้วยกามทั้งหลาย ซึ่งมีการฆ่าและการจองจำเล่า เพราะ
ว่าการฆ่าการจองจำมีอยู่ในกามทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย
ผู้ใคร่กามย่อมเสวยทุกข์ทั้งหลาย.
กามทั้งหลายเหมือนคบเพลิงที่ลุกโพลง ย่อมไหม้
คนถือที่ไม่ยอมปล่อย เพราะว่ากามทั้งหลายเปรียบเหมือน
คบเพลิง ย่อมจะไหม้คนที่ไม่ยอมปล่อยคบเพลิง.
โปรดอย่าทรงละสุขอันไพบูลย์ เพราะเหตุแห่ง
กามสุขอันเล็กน้อยเลย อย่าทรงเป็นดุจปลากลืนเบ็ด
แล้วต้องเดือดร้อนภายหลัง.
โปรดอย่าหมุนไปหมุนมาเพราะกามทั้งหลาย ดุจ
สุนัขถูกล่ามโซ่เลย เพราะว่ากามทั้งหลายจักทำผู้นั้นให้
เป็นเหมือนจัณฑาล หิวจัด ได้สุนัขก็ทำให้พินาศได้
พระองค์ทรงประกอบด้วยกาม จักเสวยทุกข์อันหา
ประมาณมิได้ และความเสียใจอย่างมาก โปรดทรงสละ
กามอันไม่ยั่งยืนเสียเถิด.
เมื่อพระนิพพานที่ไม่มีความแก่มีอยู่ พระองค์
ยังจะต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลาย ที่มีความแก่เล่า
ชาติทั้งปวงอันมรณะและพยาธิกำกับไว้ ในภพทุกภพ.
พระนิพพานนี้ไม่แก่ พระนิพพานนี้ไม่ตาย
พระนิพพานนี้เป็นบทอันไม่แก่ไม่ตาย ไม่มีความเศร้า
โศก ไม่ถูกข้าศึกเบียดเบียน ไม่พลาด ไม่น่ากลัว ไม่มี
ความเดือดร้อน.
พระนิพพานนี้ พระอริยะเป็นอันมากบรรลุแล้ว
อมตนิพพานนี้ อันผู้พยายามโดยแยบคาย ควรได้ใน
วันนี้นี่แหละ แต่ผู้ไม่พยายามหาอาจได้ไม่.
พระนางสุเมธา เมื่อไม่ทรงได้ความยินดีในสัง-
ขาร กำลังทรงเกลี้ยกล่อมพระเจ้าอนิกรัตตะ พระนาง
สุเมธาก็ทรงเหวี่ยงพระเกศาลงที่พื้นดิน.
พระเจ้าอนิกรัตตะเสด็จลุกขึ้นประคองอัญชลี
ทูลวอนพระชนกของพระนางว่า ขอทรงโปรดปล่อย
พระนางสุเมธาให้ทรงผนวชเถิด พระนางทรงเห็น
วิโมกข์และสัจจะ.
พระนางสุเมธานั้นอันพระชนกชนนีทรงปล่อย
แล้ว ทรงกลัวภัยคือความโศกทรงผนวชแล้ว เมื่อทรง
ศึกษาผลอันเลิศ ก็ทรงทำให้แจ้งอภิญญา ๖.
พระนิพพานนั้น อัศจรรย์ไม่เคยมี ก็ได้มีแก่
พระนางสุเมธาราชธิดา พระสุเมธาเถรี ได้พยากรณ์
ปุพเพนิวาสจริต เหมือนในเวลาสุดท้ายคือเวลาปริ-
นิพพานว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ
เสด็จอุบัติในโลก เมื่อสร้างสังฆารามเสร็จใหม่ๆ ข้าพเจ้า
เป็นหญิง ๓ คนเป็นสหายกัน [ธนัญชานี เขมาและ
ข้าพเจ้า] ได้ถวายวิหารทาน.
ข้าพเจ้าเกิดในเทวดา ๑๐ ครั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐
ครั้ง ๑๐,๐๐๐ ครั้ง ไม่จำต้องกล่าวในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้า
มีฤทธิ์มากในเทวดา ไม่จำต้องกล่าวในหมู่มนุษย์
ข้าพเจ้าเป็นมเหสีนารีรัตน์ ของพระเจ้าจักรพรรดิผู้มี
รัตนะ ๗ ประการ.
การสร้างอารามถวายสงฆ์เป็นวิหารทานครั้งนั้น
เป็นเหตุ เป็นแดนเกิดแห่งทิพยสมบัติ ข้อนั้นเป็นมูล
เป็นการอดทนเพ่งธรรมในพระศาสนา เป็นที่รวมบุญ
ครั้งแรก ข้อนั้นเป็นความดับทุกข์ สำหรับข้าพเจ้าผู้
ยินดีในธรรม.
ชนเหล่าใดเชื่อพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้มีพระบัญญัติไม่ทราม ชนเหล่านั้นย่อมกล่าวอย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายในภพ ครั้นเบื่อหน่ายแล้ว ย่อมคลาย
กำหนัด ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนฺตาวติยา นคเร ได้แก่ นครมีชื่ออย่างนี้ว่า มันตวดี.
บทว่า รญฺโญ โกญฺจสฺส ความว่า ได้เป็นราชธิดาเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชาพระนามว่าโกญจะ.
บทว่า สุเมธา ได้แก่ พระนางสุเมธาโดยพระนาม.
บทว่า ปสาทิตา สาสนกเรหิ ความว่า อันพระอริยะทั้งหลายผู้กระทำตามคำสั่งสอนพระศาสดา ทำให้เลื่อมใสในคำสั่งสอน คือทำให้เกิดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยแล้ว.
บทว่า สีลวตี ได้แก่ พรั่งพร้อมด้วยอาจาระมารยาทและศีล.
บทว่า จิตฺตกถา ได้แก่ ผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร.
บทว่า พหุสฺสุตา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยการสดับพระปริยัติธรรมในสำนักภิกษุณีทั้งหลาย.
บทว่า พุทฺธสาสเน วินีตา ได้แก่ ถูกแนะนำ คือมีกายวาจาจิตสำรวมแล้วในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะกิเลสทั้งหลายกลับไปแล้ว โดยตทังคปหานตามโยนิโสมนสิการซึ่งดำเนินตามพระสูตรว่า อย่างนี้ปวัตติ ความเป็นไป, อย่างนี้นิวัตติ ความกลับไป, อย่างนี้ศีล, อย่างนี้สมาธิ, อย่างนี้ปัญญา.
บทว่า อุภโย นิสาเมถ ความว่า ขอพระชนกชนนีทั้งสองพระองค์โปรดตั้งพระทัยสดับคำของลูก. ประกอบความว่า พระนางสุเมธาเข้าไปเฝ้าพระชนกชนนี แล้วตรัส.
บทว่า ยทิปิ ทิพฺพํ ความว่า ขึ้นชื่อว่าภพ แม้เนื่องด้วยเทวโลกหมดสิ้นล้วนไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปวนไปเป็นธรรมดา.
บทว่า กิมงฺคํ ปน ตุจฺฉา กามา ความว่า จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามทั้งหลายที่เป็นของมนุษย์.
กามเหล่านั้นแม้ทุกอย่าง ชื่อว่าว่างเปล่า เพราะไม่เป็นแก่นสาร ชื่อว่ามีรสอร่อยน้อย เหมือนหยาดน้ำที่คมมีด ชื่อว่ามีความคับแค้นมาก เพราะมีทุกข์อย่างไพศาลทั้งปัจจุบันทั้งอนาคต.
บทว่า กฏุกา ได้แก่ ไม่น่าปรารถนา กามทั้งหลายชื่อว่าเปรียบด้วยงูพิษ เพราะอรรถว่ามีภัยเฉพาะหน้า.
บทว่า มุจฺฉิตา แปลว่า หมกมุ่นแล้ว.
บทว่า สมปฺปิตา ได้แก่ ติดแน่น ฟุ้งไป.
อธิบายว่า เกิดขึ้นแล้วโดยประการทั้งปวงด้วยกรรมของตน.
บทว่า หญฺญนฺเต ได้แก่ ถูกเบียดเบียน.
บทว่า วินิปาเต ได้แก่ ในอบาย.
บทว่า อเจตนา ได้แก่ ชื่อว่าไม่มีใจ เพราะไม่มีเจตนาทำประโยชน์เกื้อกูลสำหรับตน.
บทว่า ทุกฺขสมุทโย รุทฺธา ได้แก่ ถูกปิดแล้วในสังสารวัฏที่มีตัณหาเป็นนิมิต.
บทว่า เทเสนฺเต ได้แก่ ธรรมอริยสัจ ๔ ที่ท่านแสดงอยู่.
บทว่า อชานนฺตา ได้แก่ ไม่รู้ความ.
บทว่า น พุชฺฌเร อริยสจฺจานิ ได้แก่ ไม่ตรัสรู้อริยสัจมีทุกข์เป็นต้น.
ด้วยบทว่า อมฺม พระนางสุเมธาตรัสเรียกพระชนนีเป็นสำคัญ.
บทว่า เต พหุตรา อชานนฺตา ประกอบความว่า ชนเหล่าใดเมื่อไม่รู้สัจจะที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงแล้ว ย่อมชื่นชมภพ กระหยิ่มความเกิดในเทวดาทั้งหลาย ชนเหล่านั้นนั่นแหละมีจำนวนมากกว่าในโลกนี้.
บทว่า ภวคเต อนิจฺจมฺหิ ความว่า เมื่อภพทุกภพไม่เที่ยง ความเกิดในเทวโลกทั้งหลายก็ไม่เที่ยง เมื่อเป็นดังนั้น คนเขลาทั้งหลายก็ยังไม่หวาด ไม่สะดุ้ง ไม่สลดใจ.
บทว่า ปุนปฺปุนํ ชายิตพฺพสฺส ได้แก่ ผู้เกิดในภพต่อๆ ไป.
บทว่า จตฺตาโร วินิปาตา ได้แก่ คติที่ชื่อว่าวินิบาต เพราะก่อตั้งสภาพทั้ง ๔ ได้ง่าย คือนรก กำเนิดเดียรฉาน เปรตวิสัย กำเนิดอสูร. ส่วนคติ ๒ ที่เข้าใจกันว่า การเกิดในมนุษย์และเทวดา สัตว์ได้มาทุลักทุเล คือยากลำบาก เพราะบุญกรรมเป็นของที่สัตว์ทำได้ยาก.
บทว่า นิรเยสุ ได้แก่ อบายที่เว้นขาดจากสุข.
บทว่า อปฺโปสฺสุกฺกา ได้แก่ ไม่มีความขวนขวายในกิจอย่างอื่น.
บทว่า ฆฏิสฺสํ ประกอบความว่า ประโยชน์อะไรด้วยโทษ คือกายที่ไม่มีแก่นสารในภพ ซึ่งสัตว์ชื่นชมกันนักหนา ลูกจักพยายาม จักประกอบเนืองๆ ซึ่งภาวนา.
บทว่า ภวตณฺหาย นิโรธา ได้แก่ เพราะเหตุดับ คือเพื่อดับตัณหาที่ไปในภพ [ภวตัณหา].
ประกอบความว่า
ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธะทั้งหลาย ลูกได้แล้ว อขณะ ๘ อย่างมีการเกิดในนรกเป็นต้นก็เว้นไปแล้ว ขณะที่ ๙ ชื่อว่าขณะลูกก็ได้แล้ว.
บทว่า สีลานิ ได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔.
บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ ศาสนพรหมจรรย์.
บทว่า น ทูเสยฺยํ ได้แก่ ไม่ทำให้กำเริบ.
บทว่า น ตาว อาหารํ อาหริสฺสํ คหฏฺฐา ประกอบความว่า พระนางสุเมธากราบทูลพระชนกชนนีอย่างนี้ว่า ก่อนอื่น ลูกเป็นคฤหัสถ์ก็จักไม่แตะต้องอาหาร ถ้าลูกไม่ได้บวช ก็จักผอมตายอย่างเดียวเพคะ.
บทว่า อสฺสา ได้แก่ พระนางสุเมธา.
บทว่า สพพฺโส สมภิหโต แปลว่า ทั่วพระพักตร์นองด้วยพระอัสสุชล.
บทว่า ฆเฏนฺติ สญฺญาเปตุํ ความว่า พระชนกชนนี ทรงพากเพียรพยายามที่จะให้พระนางสุเมธา ซึ่งฟุบลงที่พื้นดิน ณ พื้นปราสาท ยินยอมเป็นคฤหัสถ์.
บาลีว่า ฆเฏนฺติ วายมนฺติ ก็มี ความก็อย่างนี้เหมือนกัน.
บทว่า กึ โสจิเตน ได้แก่ ประโยชน์อะไรด้วยความเศร้าโศกว่า เราไม่ได้บวช.
บทว่า ทินฺนาสิ วารณวติมฺหิ แปลว่า [ลูก] พ่อได้ถวายไว้ที่วารณวดีนครแล้ว พระเจ้าโกญจะตรัสว่า พ่อได้ถวายแล้ว แล้วตรัสอีกว่า ลูกพ่อ ถวายแล้ว ก็เพื่อทรงแสดงอย่างหนักแน่นว่า ทรงมอบถวายพระเจ้าอนิกรัตตะแล้ว.
บทว่า รชฺเช อาณา ความว่า ลูกก็ย่อมจะใช้อำนาจในราชสมบัติพระเจ้าอนิกรัตตะได้.
บทว่า ธนมิสฺสริยํ ได้แก่ พระราชทรัพย์และความเป็นใหญ่ ในราชตระกูลนี้และในราชตระกูลพระราชสวามี.
บทว่า โภคา สุขา อติวิย อิฏฺฐา โภคา ได้แก่ สิ่งนี้ทั้งหมดปรากฏตกอยู่ในพระหัตถ์ของลูกเล้ว.
บทว่า ทหริกาสิ ได้แก่ ลูกก็ยังเป็นสาว เพราะฉะนั้น ขอลูกจงบริโภคกามสมบัติเถิด. ประกอบความว่า ลูกเอ๋ย ด้วยเหตุนั้น พ่อจึงขอร้องลูกนะลูกนะ.
บทว่า เน ได้แก่ พระชนกชนนี.
บทว่า มา เอทิสิกานิ ความว่า อำนาจเป็นต้นในราชสมบัติเห็นปานนี้ จงอย่ามีมาเลย.
ถ้าจะถามว่า เพราะเหตุไร พระนางสุเมธาจึงตรัสว่า ภพไม่มีแก่นสาร.
บทว่า กิมิว แปลว่า เหมือนหนอน.
บทว่า ปูติกายํ ได้แก่ ซากศพที่เน่านี้.
บทว่า สวนคนฺธํ ได้แก่ ที่กลิ่นเหม็นคลุ้งไป.
บทว่า ภยานกํ ได้แก่ นำมาซึ่งภัย สำหรับเหล่าคนเขลาที่ยังไม่ปราศจากราคะ.
บทว่า กุณปํ อภิสํวิเสยฺยํ ภสฺตํ ได้แก่ ถุงหนังที่เต็มด้วยซากศพ เต็มด้วยของไม่สะอาด ไหลออกมิใช่คราวเดียว คือเต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ไหลออกอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ อันบุคคลยึดถือว่านี้ของเรา.
ลูกรู้จักซากศพนั้นเหมือนหนอน.
บทว่า วิกูลกํ ได้แก่ ปฏิกูลเหลือเกินอันชิ้นเนื้อที่ไม่สะอาดและเลือดฉาบไว้ เป็นที่อยู่ของหมู่หนอนหลายหมู่ เป็นเหยื่อของฝูงแร้งกา.
บาลีว่า กิมิกุลาลสกุณภตฺตํ ก็มี. ความว่า เป็นเหยื่อของหมู่หนอนและฝูงนกนอกนั้น.
พระนางสุเมธาทรงแสดงว่า ลูกยืนหยัดรู้จักซากศพนั้น บัดนี้ ทูลกระหม่อมพระราชทานลูกนั้นแก่พระเจ้าอนิกรัตตะนั้น โดยทรงขอร้องทำไม คือเพราะเหตุชื่อไร.
ประกอบความว่า ก็การพระราชทานลูกนั้นแก่พระเจ้าอนิกรัตตะนั้น เหมือนอะไร คือเป็นเหมือนอะไร
บทว่า นิพฺพุยฺหติ สุสานํ อจิรํ กาโย อเปตวิญฺญาโณ ความว่า ไม่นานนัก กายนี้ปราศจากวิญญาณแล้ว เขาก็จะช่วยกันยกผู้นำไปยังป่าช้า.
บทว่า ฉุฑฺโฑ แปลว่า ทิ้งแล้ว.
บทว่า กลิงฺครํ วิย ได้แก่ เสมือนชิ้นไม้ที่ไร้ประโยชน์.
บทว่า ชิคุจฺฉมาเนหิ ญาตีหิ แปลว่า แม้อันคนที่เป็นญาติผู้เกลียดอยู่.
บทว่า ฉุทฺธูน นํ สุสาเน ได้แก่ ทิ้งซากศพนั้นไว้ในป่าช้า.
บทว่า ปรภตฺตํ ได้แก่ เป็นอาหารของเหล่าสัตว์อื่นมีสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น.
บทว่า นฺหายนฺติ ชิคุจฺฉนฺตา ความว่า บิดามารดาเกลียดโดยเหตุเพียงว่ามาตามหลังซากศพนั้นกลับมาบ้าน ก็ต้องลงอาบน้ำดำเกล้า ไม่ต้องกล่าวถึงผู้ที่ถูกต้องซากศพดอก.
บทว่า นิยกา มาตาปิตโร ได้แก่ แม้แต่บิดามารดาของตนเอง.
บทว่า กึ ปน สาธารณา ชนตา ได้แก่ จะต้องกล่าวอะไรเล่าว่า ชุมชนนอกนี้ก็เกลียด.
บทว่า อชฺโฌสิตา ได้แก่ ยึดมั่นด้วยอำนาจตัณหา.
บทว่า อสาเร ได้แก่ ที่เว้นจากสาระ มีความเที่ยงเป็นสาระเป็นต้น.
บทว่า วินิพฺภุชิตฺวา ได้แก่ ทำการแยกวิญญาณออกไป.
บทว่า คนฺธสฺส อสหมานา ได้แก่ ทนกลิ่นของกายนั้นไม่ได้.
บทว่า สกาปิ มาตา ได้แก่ แม้แต่มารดาของตนก็เกลียด เพราะต้องทะนุถนอมอย่างดี โดยความเป็นของปฏิกูล เพราะแยกส่วนทั้งหลายออกไป.
บทว่า ขนฺธธาตุอายตนํ ความว่า ขันธ์ ธาตุและอายตนะอย่างนี้ คือ ปัญจขันธ์เหล่านี้มีรูปขันธ์เป็นต้น ธาตุ ๑๘ เหล่านี้มีจักขุธาตุเป็นต้น อายตนะ ๑๒ มีจักขายตนะเป็นต้น ธรรมชาติที่เป็นรูปและมิใช่รูป ดังกล่าวมานี้ทั้งหมด. ชื่อว่าสังขตะ เพราะปัจจัยทั้งหลายประชุมรวมกันสร้างขึ้น ธรรมชาตินี้นั้นที่เป็นไปอยู่ในภพนั้น ชื่อว่าเป็นทุกข์ ที่ชื่อว่ามีชาติเป็นมูล เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ลูกใคร่ครวญครุ่นคิดโดยอุบายแยบคายดังกล่าวมานี้ ทำไมคือเพราะเหตุไร จึงจักปรารถนาวิวาหะที่ทรงขอร้องเลือกให้ของทูลกระหม่อมเล่าเพคะ.
พระชนกชนนีตรัสคำใดไว้ว่า ศีล พรหมจรรย์ บรรพชา ทำกันได้ยาก เมื่อจะทรงโต้ตอบคำนั้น พระนางสุเมธาจึงตรัสว่า ทิวเส ทิวเส เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิวเส ทิวเส ติสตฺติสตานิ นวนวา ปเตยฺยุํ กายมฺหิ ความว่า
หอก ๓๐๐ เล่มใหม่เอี่ยม เพราะลับทาน้ำมันในขณะนั้นนั่นเอง พึงตกต้องไปที่ร่างกายทุกๆ วัน.
บทว่า วสฺสสตมฺปิ จ ฆาโต เสยฺโย ความว่า ความทิ่มแทงด้วยหอกตามที่กล่าวแล้ว ตกต้องอยู่ทั้ง ๑๐๐ ปีไม่ว่างเลย ยังประเสริฐกว่า.
บทว่า ทุกฺขสฺส เจวํ ขโย ความว่า ถ้าว่า ความหมดสิ้นไปแห่งทุกข์ในวัฏฏะ จะพึงมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ไซร้.
อธิบายว่า ควรอดกลั้นทุกข์ที่เป็นไปใหญ่หลวงอย่างนี้แล้ว ทำความอุตสาหะเพื่อบรรลุพระนิพพาน.
บทว่า อชฺฌุปคจฺเฉ แปลว่า พึงยอมรับ.
บทว่า เอวํ แปลว่า โดยนัยที่กล่าวมาแล้ว.
ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า
บุคคลใดรู้พระดำรัสของพระศาสดาที่แสดงถึงสังสารวัฏอันมีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว และทุกข์ในวัฏฏะที่นับไม่ได้ ยืนหยัดอยู่ พึงยอมรับทุกข์เพราะการทิ่มแทงด้วยหอก ตามที่กล่าวแล้ว ถ้าหากว่าทุกข์ในวัฏฏะจะพึงหมดสิ้นไปได้ด้วยวิธีนั้น.
ด้วยเหตุนั้น พระนางสุเมธาจึงตรัสว่า สังสารวัฏยืดยาวสำหรับชนเหล่านั้นซึ่งเดือดร้อนอยู่ร่ำไป.
อธิบายว่า สำหรับชนที่ถูกชาติชราพยาธิมรณะเป็นต้นเบียดเบียนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำอีก.
บทว่า อสุรกาเย ได้แก่ หมู่เปรตและอสูรมีกาลกัญชิกเปรตเป็นต้น.
บทว่า ฆาตา ได้แก่ การทำร้าย การเบียดเบียนกายและจิต.
บทว่า พหู ได้แก่ การทำร้ายมากมาย ที่เขาให้เป็นไปโดยการลงโทษมีจองจำ ๕ ประการเป็นต้น.
บทว่า วินิปาตคตสฺส ได้แก่ ผู้เข้าถึงวินิบาต กล่าวคืออบายที่เหลือจากที่กล่าวแล้ว.
บทว่า ปีฬิยมานสฺส ได้แก่ ถูกเบียดเบียนด้วยการเข่นฆ่าเป็นต้น ในอัตภาพที่เป็นสัตว์เดียรฉานเป็นต้น.
บทว่า เทเวสุปิ อตฺตาณํ ความว่า แม้ในอัตภาพที่เป็นเทวดาก็ช่วยไม่ได้ เพราะมีทุกข์มีความคับแค้น ด้วยความเร่าร้อนด้วยราคะเป็นต้น.
บทว่า นินฺพานสุขา ปรํ นตฺถิ ความว่า ธรรมดาสุขอื่นคืออย่างอื่นที่ยอดเยี่ยมกว่าสุขในพระนิพพานไม่มี เพราะโลกิยสุขมีความแปรปรวนเป็นตัวปรุงมีทุกข์เป็นตัวสภาพ.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ดังนี้.
บทว่า ปตฺตา เต นิพฺพานํ ความว่า ชนเหล่านั้นชื่อว่าบรรลุพระนิพพานเลย. อีกนัยหนึ่ง ชนเหล่านั้นนั่นแหละบรรลุพระนิพพาน.
บทว่า เย ยุตฺตา ทสพลสฺส ปาวจเน ความว่า ชนเหล่าใดขวนขวายในคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
บทว่า นิพฺพินฺนา แปลว่า เบื่อหน่าย.
บทว่า เม แปลว่า อันลูก [เรา].
บทว่า วนฺตสมา ได้แก่ เสมือนรากสุนัข.
บทว่า ตาลวตฺถุกตา แปลว่า กระทำให้เป็นเสมือนที่ตั้งแห่งต้นตาล.
บทว่า อถ แปลว่า ภายหลัง พระนางสุเมธากำลังทรงทำพระชนกชนนีให้ทรงทราบอัธยาศัยของพระองค์อยู่ ก็ทรงสดับว่า พระเจ้าอนิกรัตตะเสด็จมาถึงแล้ว.
บทว่า อสิตนิจิตมุทุเก ได้แก่ ชื่อว่าดำสนิท เพราะมีสีเหมือนดอกอินทนิลและแมลงภู่. ชื่อว่ารวบไว้ เพราะทำให้เป็นก้อนไว้. ชื่อว่าอ่อนสลวย เพราะมีสัมผัสนุ่มดังปุยงิ้ว.
บทว่า เกเส ขคฺเคน ฉินฺทิย ได้แก่ ทรงเอามีดที่ลับคมตัดพระเกศาของพระองค์.
บทว่า ปาสาทํ ปิทหิตฺวา ได้แก่ ทรงปิดห้องอันมีสิริ บนปราสาทที่ประทับอยู่ของพระองค์. อธิบายว่า ทรงปิดพระทวารของห้องนั้น.
บทว่า ปฐมชฺฌานํ สมาปชฺชิ ความว่า ทรงวางพระเกศาของพระองค์ที่ทรงเอาพระขรรค์ตัดไว้เบื้องพระพักตร์ ทรงดำเนินการมนสิการความเป็นของปฏิกูลในพระเกศานั้น ทรงเข้าปฐมฌานที่เกิดขึ้นในนิมิตตามที่ปรากฏอยู่ ให้ถึงความชำนาญ.
อธิบายว่า พระนางสุเมธานั้นทรงเข้าฌานอยู่ในปราสาทนั้น.
บทว่า อนิจฺจสญฺญํ สุภาเวติ ความว่า ทรงออกจากฌานแล้วทรงเริ่มวิปัสสนา ทำฌานให้เป็นบาท ทรงเจริญด้วยดีซึ่งอนิจจานุปัสสนา โดยนัยเป็นต้นว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง.
ด้วยอนิจจสัญญาศัพท์ในคำว่า อนิจฺจสญฺญํ ภาเวติ นี้ พึงทราบว่า เป็นอันท่านถือเอาทุกขสัญญาเป็นต้นด้วย.
บทว่า มณิกนกภูสิตงฺโค ได้แก่ ประดับพระองค์ด้วยเครื่องอลังการ คือพวงมาลัยทองที่วิจิตรด้วยแก้วมณี.
คำว่า รชฺเช อาณา เป็นต้น เป็นคำแสดงอาการที่ทรงวอนขอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาณา ได้แก่ ความเป็นอธิบดี.
บทว่า อิสฺสริยํ ได้แก่ ยศคือสมบัติความเจริญ.
บทว่า โภคา สุขา ได้แก่ เครื่องอุปโภคที่เป็นกามอันน่าปรารถนา น่าพอใจ.
บทว่า ทหริกาสิ ได้แก่ พระน้องนางก็เป็นสาวรุ่นแล้ว.
บทว่า นิสฺสฏฺฐํ เต รชฺชํ ความว่า ราชกิจหมดทั้ง ๓ โยชน์ของพี่สละถวายพระน้องนางแล้ว ขอพระน้องนางโปรดทรงปฏิบัติราชกิจนั้น บริโภคโภคะทั้งหลายเถิด ขออย่าทรงเสียพระทัยว่า พระราชาพระองค์นี้เชิญชวนเราด้วยกามทั้งหลายเลย.
บทว่า เทหิ ทานานิ ความว่า โปรดทรงดำเนินการถวายทานเป็นอันมากในสมณพราหมณ์ทั้งหลายตามชอบพระทัยเถิด พระชนกชนนีของพระน้องนาง ทรงเป็นทุกข์ ทรงโทมนัส ทรงสดับความประสงค์ในการทรงผนวชของพระน้องนางแล้ว เพราะฉะนั้น ขอพระน้องนางโปรดทรงบริโภคกาม ทรงบำรุงพระชนกชนนี เปลื้องจิตพระชนกชนนีเสียจากทุกข์เถิด.
บัณฑิตพึงทราบการประกอบความของบทในข้อนี้ดังกล่าวมาฉะนี้.
บทว่า มา กาเม อภินนฺทิ ได้แก่ อย่าทรงเพลิดเพลินวัตถุกามและกิเลสกาม โปรดทรงดูอาทีนพโทษในกามเหล่านั้น โปรดสำรวจด้วยญาณจักษุ ตามแนวถ้อยคำของหม่อมฉันด้วยเถิด.
บทว่า จาตุทฺทีโป ได้แก่ เป็นเจ้าแห่งทวีปทั้ง ๔ มีชมพูทวีปเป็นต้น.
บทว่า มนฺธาตา ได้แก่ พระราชามีพระนามอย่างนี้ ทรงเป็นเลิศคือเป็นยอดของผู้บริโภคกามทั้งหลาย
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ราหูเป็นยอดของผู้มีอัตภาพทั้งหลาย พระเจ้ามันธาตุราชทรงเป็นยอดของผู้บริโภคกามทั้งหลาย.
บทว่า อติตฺโต กาลงฺกโต ความว่า ทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘๔,๐๐๐ ปีโดยทรงเป็นพระกุมารเล่น ๘๔,๐๐๐ ปี เป็นอุปราช ๘๔,๐๐๐ ปี เสวยโภคสมบัติเสมือนโภคสมบัติในเทวโลก ทั้งเสวยสวรรค์สมบัติในภพดาวดึงส์ ตลอดกาลเท่าอายุของท้าวสักกะ ๓๖ พระองค์ ไม่ทันทรงอิ่มด้วยกามทั้งหลายก็เสด็จสวรรคต ทั้งที่ความปรารถนาของพระองค์ก็ยังไม่เต็ม คือความหวังในกามทั้งหลายของพระเจ้ามันธาตุราชยังไม่บริบูรณ์.
บทว่า สตฺต รตนานิ วเสยฺย ความว่า แม้ผิว่าเทพแห่งฝนพึงหลั่งรัตนะทั้ง ๗ ลงมา ตามความชอบใจเต็ม ๑๐ ทิศโดยรอบคือรอบๆ บุรุษ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่อิ่มกามทั้งหลายเหมือนพระเจ้ามันธาตุราช นรชนทั้งหลายทั้งที่ยังไม่อิ่มก็พากันตายไป.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส น กหาปณวสฺเสน ติตฺติ กาเมสุ วิชฺชติ ถึงฝนจะตกลงมาเป็นกหาปณะ ความอิ่มในกามทั้งหลายก็ไม่มี.
กามทั้งหลายเปรียบด้วยดาบและหลาว เพราะอรรถว่าคอยตัด เปรียบด้วยหัวงู เพราะอรรถว่ามีภัยเฉพาะหน้า เปรียบด้วยคบเพลิง คือคบเพลิงหญ้า เพราะอรรถว่าเผา.
ด้วยเหตุนั้น พระสุเมธาเถรีจึงกล่าว อนุทหนฺติ ย่อมเผาผลาญ เปรียบด้วยร่างกระดูก เพราะอรรถว่ามีรสอร่อยน้อย.
บทว่า มหาวิสา ได้แก่ เสมือนของมีพิษมาก มีพิษร้ายกาจเป็นต้น.
บทว่า อฆมูลา ได้แก่ เป็นมูลเป็นเหตุแห่งความลำบาก คือทุกข์.
ด้วยเหตุนั้น พระสุเมธาเถรีจึงกล่าวว่า ทุขปฺผลา มีทุกข์เป็นผล.
เปรียบด้วยผลไม้ เพราะอรรถว่าหักรานความงอกของอวัยวะน้อยใหญ่ของต้นไม้ เปรียบด้วยชิ้นเนื้อเพราะอรรถว่าเป็นของสาธารณะมาก เปรียบด้วยความฝัน เพราะอรรถว่าปรากฏขึ้นมานิดหน่อย เพราะลวงเหมือนมายา [พยับแดดหรือเล่นกล]. ด้วยเหตุนั้น พระสุเมธาเถรีจึงกล่าวว่า วญฺจนียา อธิบายว่า หลอกลวง.
บทว่า ยาจิตกูปมา ได้แก่ เสมือนสิ่งของที่ยืมเขามา เพราะอรรถว่าเป็นของชั่วคราว
เปรียบด้วยหอกและหลาว เพราะอรรถว่า ทิ่มแทง. ชื่อว่าโรค เพราะอรรถว่าเสียดแทง เพราะเป็นทุกข์ได้ง่าย. ชื่อว่าฝี เพราะเป็นที่ไหลออกแห่งของไม่สะอาดคือกิเลส. ชื่อว่าอฆะ ลำบาก เพราะอรรถว่าให้เกิดทุกข์ ชื่อว่านิฆะ ยุ่งยาก เพราะให้ถึงตายได้. เสมือนหลุมถ่านเพลิง เพราะอรรถว่า ทำให้ร้อนขนานใหญ่. ภัยชื่อว่าวธะ ผู้ฆ่า ประกอบความว่า กามทั้งหลายเพราะเป็นเหตุแห่งภัย และเพราะมากด้วยผู้ฆ่า.
บทว่า อกฺขาตา อนฺตรายิกา ได้แก่ อันบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นผู้มีจักษุ ตรัสไว้ว่า ทำอันตรายแก่การถึงทางไปสวรรค์และทางไปพระนิพพาน.
พระนางสุเมธาทรงปล่อยพระเจ้าอนิกรัตตะพร้อมทั้งบริษัทไปด้วยพระเสาวนีย์ว่า คจฺฉถ โปรดเสด็จกลับไปเสียเถิดเพคะ.
บทว่า กึ มม ปโร กริสฺสติ ความว่า เมื่อศีรษะคือกลางกระหม่อมของตัวเอง ถูกไฟ ๑๑ กองเผาอยู่ ผู้อื่นใครเล่าจักทำประโยชน์อะไรแก่หม่อมฉันได้ ด้วยเหตุนั้น พระสุเมธาเถรีจึงกล่าวว่า เมื่อชราและมรณะติดตามอยู่ บุคคลควรพากเพียรพยายามกำจัดคือเพิกถอนชราและมรณะนั้น ซึ่งเป็นประดุจไฟเผาบนศีรษะเสีย.
บทว่า ทีโฆ พาลานํ สํสาโร ความว่า สงสารกล่าวคือความเป็นไปตามลำดับของขันธ์อายตนะเป็นต้นที่เป็นตัววัฏฏะ คือกิเลสกรรมและวิบากยืดยาว แม้แต่พระพุทธญาณก็กำหนดไม่ได้ สำหรับเหล่าคนเขลาเหมือนคนตาบอดผู้ไม่กำหนดรู้วัตถุ [คืออวิชชา ๘ ประการ].
จริงอยู่ เงื่อนต้นของการผูกติดไว้กับภพย่อมไม่ปรากฏ เพราะกำหนดอวิชชาตัณหาไม่ได้ เหตุตัดยังไม่ขาดอย่างใด แม้เงื่อนปลายก็ไม่ปรากฏอย่างนั้น.
บทว่า ปุนปฺปุนํ จ โรทตํ ความว่า ผู้ร้องไห้ร้องแล้วร้องอีกโดยความโศกเคร้า. พระนางสุเมธาทรงชี้แจงความที่อวิชชาตัณหายังตัดไม่ขาด ด้วยบทนี้.
บทว่า อสฺสุ ถญฺญํ รุธิรํ ความว่า น้ำตาอันใดของเหล่าสัตว์ที่ความพินาศของญาติเป็นต้นกระทบแล้วร้องไห้อยู่ น้ำนมอันใดที่เหล่าสัตว์ดื่มจากนมของมารดาเวลาเป็นทารก และน้ำเลือดอันใดของเหล่าสัตว์ที่ถูกปัจจามิตรทำร้าย, ขอพระองค์โปรดระลึกถึงสงสารเพราะมีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว คือการเวียนว่ายเที่ยวไปเที่ยวมาของเหล่าสัตว์ผู้ท่องเที่ยวไปโดยกาลอันยืดยาวนานนี้ เพราะสงสารมีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว คือเพราะสงสารมีเงื่อนงำที่ตามไปก็รู้ไม่ได้ ก็รู้แจ้งไม่ได้ด้วยญาณ โปรดทรงระลึกถึงน้ำตา น้ำนมและน้ำเลือดอันนั้นว่ามีมากเท่าไร โปรดระลึกนึกถึง.
อธิบายว่า ทบทวนถึงการสั่งสมแห่งกระดูกทั้งหลาย.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงถึงอาทีนพโทษมีมากด้วยข้ออุปมา พระสุเมธาเถรีจึงกล่าวคาถาว่า สร จตุโรทธี อุปนีเต อสฺสุถญฺญรุธิมฺหิ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สร จตุโรทธี ความว่า โปรดทรงระลึกนึกถึงทะเลทั้ง ๔ คือ ๔ มหาสมุทร ในน้ำตา น้ำนมและน้ำเลือด ของบรรดาเหล่าสัตว์ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสงสารที่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้นี้ คนหนึ่งๆ ซึ่งจะพึงเปรียบเทียบโดยประมาณคือจำนวน อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายเปรียบเทียบไว้แล้วโดยอุปมา.
บทว่า เอกกปฺปมฏฺฐีนํ สญฺจยํ วิปุเลน สมํ ความว่า โปรดทรงระลึกถึงกองแห่งกระดูกทั้งหลาย ในกัปหนึ่งของบุคคลคนหนึ่งว่า เสมอคือนำมาเปรียบเทียบ กับภูเขาวิปุลบรรพต
ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า :-
พระผู้ทรงแสวงคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสไว้ว่า กองกระดูก
ของบุคคลคนหนึ่ง กัปหนึ่ง พึงเป็นกองเสมอด้วยภูเขา ก็แล
ภูเขาลูกนี้นั้น ท่านเรียกว่าวิปุลบรรพต เป็นภูเขาใหญ่ยิ่งกว่า
ภูเขาคิชฌกูฏ อยู่ในกรุงราชคฤห์ปัญจคีรีนคร ราชธานีแห่ง
แคว้นมคธ.
โปรดทรงระลึกถึงแผ่นดินชมพูทวีปที่พระพุทธเจ้าทรงนำมาเปรียบเทียบ.
บทว่า โกลฏฺฐิมตฺตคุฬิกา มาตามาตุเสฺวว นปฺปโหนฺติ ความว่า เมื่อทำแผ่นดินผืนใหญ่ที่เรียกกันว่าชมพูทวีป ให้เป็นก้อนขนาดเท่าเมล็ดโกละคือพุทรา จำแนกก้อนดินก้อนหนึ่งๆ ในชมพูทวีปนั้น อย่างนี้ว่า นี้มารดาเรา นี้ยายเรา ก้อนดินเหล่านั้นก็ไม่พอกับจำนวนมารดาและยาย เมื่อมารดาและยายยังไม่สิ้นไปเลย ก้อนดินเหล่านั้นก้อนสุดท้ายกลับจะหมดจะสิ้นสุดไปก่อน มารดาและยายของสัตว์ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏอันมีเงื่อนต้นและเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว ก็ยังไม่หมดไม่สิ้นไป ขอพระองค์โปรดทรงกระทำแผ่นดินชมพูทวีปไว้ในใจน้อมนำมาเปรียบเทียบ โดยความยาวของสังสารวัฏ ดังกล่าวมาฉะนี้.
บทว่า ติณกฏฺฐสาขาปลาสํ ได้แก่ หญ้า ไม้และกิ่งไม้แห้ง.
บทว่า อุปนีตํ แปลว่า นำเข้ามาเปรียบเทียบ.
บทว่า อนมตคฺคโต ได้แก่ เพราะสังสารวัฏมีเงื่อนต้นและเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว.
บทว่า จตุรงฺคุลิกา ฆฏิกา ได้แก่ ชิ้นไม้ขนาด ๔ องคุลี.
บทว่า ปิตุปิตุเสฺวว นปฺปโหนฺติ ความว่า ชิ้นไม้เหล่านั้นไม่พอกับจำนวนบิดาและปู่ทั้งหลาย ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า เมื่อทำหญ้า ไม้ และกิ่งไม้แห้งทั้งหมดในโลกนี้ ขนาดเท่า ๔ องคุลีแล้วจำแนกชิ้นไม้ชิ้นหนึ่งๆ ในบรรดาหญ้า ไม้และกิ่งไม้แห้งนั้นอย่างนี้ว่า นี้บิดาเรา นี้ปู่เรา ชิ้นไม้เหล่านั้นจะหมด จะสิ้นสุดไปก่อน บิดาและปู่ของสัตว์ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏที่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว จะยังไม่หมดไม่สิ้นไป ขอพระองค์โปรดทรงระลึกถึงหญ้า ไม้และกิ่งไม้แห้ง น้อมนำมาเปรียบเทียบโดยความยาวของสังสารวัฏ ดังกล่าวมาฉะนี้.
ก็ในที่นี้ ควรนำอนมตัคคะบาลีมาเป็นต้นว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้มีเงื่อนต้นเงื่อน
ปลายตามไปไม่รู้แล้ว เงื่อนต้นไม่ปรากฏ สำหรับ
เหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่อง
ผูกไว้ ซึ่งโลดแล่นท่องเที่ยวไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พวกเธอจะสำคัญอย่างไร กะข้อที่ว่าน้ำตาใสที่ไหล
พรากของเหล่าสัตว์ ผู้ครวญคร่ำร่ำไห้เพราะประจวบ
อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เพราะพลัดพรากจากอารมณ์ที่
น่าพอใจ โลดแล่นท่องเที่ยวไปด้วยกาลอันยาวนานนี้
หรือน้ำใน ๔ มหาสมุทร อันไหนจะมากกว่ากัน.
____________________________
สํ.นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๔๒๕
บทว่า สร กาณกจฺฉปํ ความว่า โปรดทรงระลึกถึงเต่าตาบอดทั้งสองข้าง.
บทว่า ปุพฺพสมุทฺเท อปรโต จ ยุคฉิทฺทํ ได้แก่ ช่องเดียวของแอกที่หมุนไปหมุนมา เพราะแรงเร็วของลมในสมุทรด้านทิศบูรพา และด้านทิศอื่นๆ คือในสมุทรด้านทิศปัจฉิมทิศอุดรและทิศทักษิณ.
บทว่า สิรํ ตสฺส จ ปฏิมุกฺกํ ความว่า โปรดทรงระลึกถึงศีรษะของเต่าตาบอด และการที่ศีรษะของเต่าตาบอดนั้นซึ่งชูคอโดยล่วงไปทุกร้อยปี เข้าไปในช่องแอก.
บทว่า มนุสฺสลาภมฺหิ โอปมฺมํ ความว่า โปรดทรงทำข้อนี้นั้นหมดทุกข้อให้เปรียบเทียบในความได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เหมือนในพระธรรมเทศนาสมัยพุทธกาล แล้วใช้ปัญญาระลึกถึงความได้อัตภาพเป็นมนุษย์นั้น เป็นสภาพที่ได้ยากเหลือเกิน เพราะแม้ภัยแห่งความกำหนัดนัก [ร่าน] เป็นสภาพที่ล่วงไปแล้ว
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษพึงซัดแอกที่มีช่องเดียวลงในมหาสมุทรฉันใด ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า สร รูปํ เผณปิณฺโฑปมสฺส ความว่า โปรดทรงระลึกถึงรูปที่ไม่สะอาดมีกลิ่นเหม็น มีภาวะเป็นของน่าเกลียดปฏิกูล ของโทษกล่าวคือกายเพราะเป็นที่ประชุมแห่งที่ไม่มีประโยชน์เป็นอเนก เสมือนก้อนฟองน้ำ เพราะไม่ทนต่อการกระทบ.
บทว่า ขนฺเธ ปสฺส อนิจฺเจ ความว่า โปรดทรงระลึกคือตรวจด้วยญาณจักษุ ซึ่งอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ อัน ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้วไม่มี.
บทว่า สราหิ นิรเย พหุวิฆาเต ความว่า โปรดทรงระลึกถึงมหานรก ๘ ขุม อุสสทนรก ๑๖ ขุมที่มีความคับแค้นมาก คือมีทุกข์มาก มีทุกข์ใหญ่หลวง.
บทว่า สร กฏสึ วฑฺเฒนฺเต ความว่า โปรดทรงรำลึกถึงเหล่าสัตว์ที่จะรกป่าช้า คือสุสานที่ฝังศพบ่อยๆ เพราะเกิดขึ้นร่ำไปคือไปๆ มาๆ ในชาตินั้นๆ.
บาลีว่า วฑฺฒนฺโต ก็มี ประกอบความว่า พระองค์ทรงเพิ่ม.
บทว่า กุมฺภีลภยานิ ได้แก่ ภัยคือความเห็นแก่ปากท้อง โดยความเป็นผู้ทำกิจที่ไม่ควร เพื่อเลี้ยงท้อง.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า กุมภีลภยํ นี้เป็นชื่อของความเห็นแก่ปากท้อง.
บทว่า สราหิ จตฺตาริ สจฺจานิ ความว่า โปรดทรงระลึกใคร่ครวญตามความเป็นจริงซึ่งอริยสัจ ๔ คือ นี้ทุกขอริยสัจ นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.
พระราชบุตรี ครั้นทรงประกาศอาทีนพโทษในกามและสงสาร โดยระลึกถึงอาการและขันธ์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงประกาศอาทีนพโทษนั้นเพิ่มเติม จึงตรัสคาถามีว่า อมตมฺหิ วิชฺชมาเน เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมตมฺหิ วิชฺชมาเน ได้แก่ อันได้ชื่อว่าอมตสัทธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงน้อมนำมาเปรียบเทียบ ด้วยพระมหากรุณา.
บทว่า กึ ตว ปญฺจกฏุเกน ปีเตน ความว่า ประโยชน์อะไรของพระองค์ด้วยรสในกามคุณ ๕ ที่เป็นรสเผ็ด ๕ อย่าง ซึ่งทรงดื่มแล้ว เพราะมีทุกข์ มีความคับแค้น เหตุติดตามทุกข์ที่กล้าแข็งกว่า ในฐานะทั้ง ๕ คือการแสวงหา การหวงแหน การรักษา การบริโภคและวิบาก.
บัดนี้ เมื่อจะทรงทำความที่กล่าวแล้วให้ปรากฏชัดแจ้ง จึงตรัสว่า สพฺพา หิ กามรติโย กฏุกตรา ปญฺจกฏุเกน อธิบายว่า เผ็ดร้อนอย่างยิ่งกว่า.
บทว่า เย ปริฬาหา ความว่า กามเหล่าใดชื่อว่ามีความเร่าร้อน มีความคับแค้นมาก ด้วยความเร่าร้อนด้วยกิเลสในปัจจุบัน และเร่าร้อนด้วยวิบากในอนาคต.
บทว่า ชลิตา กุถิตา กมฺปิตา สนฺตาปิตา ความว่า อันไฟ ๑๑ กองทำให้ลุกโพลงแล้ว เขย่า แผดเผา ผู้ที่พรักพร้อมด้วยกามนั้น.
บทว่า อสปตฺตมฺหิ ได้แก่ เมื่อเนกขัมมะที่เว้นจากศัตรู.
บทว่า สมาเน แปลว่า มีอยู่ เป็นอยู่.
พระนางตรัสว่า พหุสปตฺตา แล้วก็ตรัสว่า ราชคฺคิ เป็นต้นก็เพื่อทรงแสดงภัยที่ให้มีศัตรูมาก พระนางตรัสอุปมาในภัยเหล่านั้น โดยทั่วๆ ไปด้วยพระราชา ไฟ โจร น้ำ ทายาทเป็นต้นที่ไม่รักกัน และด้วยราชภัย อัคคีภัย โจรภัย อุทกภัยและอัปปิยภัย.
บทว่า เยสุ วธมนฺโธ ความว่า แปลงโทษมีการทำให้ตาย การโบยเป็นต้น และการจำมีจำด้วยโซ่เป็นต้น เป็นเครื่องหมายกามในกามเหล่าใด คำว่า กาเมสุ เป็นต้น กระทำความที่กล่าวแล้วนั่นแลให้ปรากฏ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า เหตุ.
เพราะเหตุที่สัตว์เหล่านี้ย่อมเสวยคือประสบทุกข์ในการฆ่าและจองจำ ฉะนั้น พระนางสุเมธาจึงตรัสว่า อสกามา. อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่ากามเหล่านี้เป็นของไม่ดี เลว ทราม.
อีกอย่างหนึ่งบาลีว่า อหกามา ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
ความจริง ศัพท์ว่า อห แปลว่า ทราม. เหมือนอหศัพท์ในประโยคว่า อหโลกิตฺถิโย ขึ้นชื่อว่าสตรีในโลกทราม.
บทว่า อาทีปิตา แปลว่า โชติช่วงแล้ว.
บทว่า ติณุกฺกา ได้แก่ คบเพลิงที่ทำด้วยหญ้า.
บทว่า ทหนฺติ เย เต น มุญฺจนฺติ ความว่า สัตว์เหล่าใดไม่ยอมปล่อยกามเหล่านั้น ชื่อว่ายึดถืออยู่โดยแท้ สัตว์เหล่านั้นก็ย่อมร้อน ย่อมไหม้ทั้งในปัจจุบันทั้งในอนาคต.
บทว่า มา อปฺปกสฺส เหตุ ความว่า ขอพระองค์อย่าทรงละทิ้งโลกุตรสุขอันไพบูลย์ โอฬารและประณีต เพราะเหตุแห่งกามสุขเล็กน้อย ซึ่งเป็นเสมือนรสอร่อยของดอกไม้.
บทว่า มา ปุถุโลโมว พฬิสํ คิลิตฺวา ความว่า พระองค์ไม่ทรงสละกามทั้งหลายแล้ว ก็จะเดือดร้อนภายหลัง คือคับแค้นในภายหลัง เหมือนปลาที่ได้ชื่อว่าสัตว์ไม่มีขน กลืนเบ็ดด้วยความโลภเหยื่อก็ถึงความย่อยยับ ฉะนั้น.
บทว่า สุนโขว สงฺขลาพทฺโธ ความว่า สุนัขที่เขาล่ามเชือก เขาเอาเชือกผูกไว้ที่หลัก ก็ไปที่อื่นไม่ได้ หมุนอยู่ในที่นั้นนั่นเองฉันใด พระองค์ก็ถูกกามตัณหาผูกไว้ฉันนั้น บัดนี้ ขอพระองค์โปรดทรงบรรเทาความอยากในกามทั้งหลาย คือทรงฝึกอินทรีย์ทั้งหลายก่อน.
ในบทว่า กาหินฺติ ขุ ตํ กามา ฉาตา สุนขํว จณฺฑาลา ความว่า ขุ เป็นเพียงนิบาต.
ความว่า ก็กามเหล่านั้นจักทำผู้นั้นให้เป็นเหมือนคนจัณฑาลที่หิวจัด ได้สุนัขมาก็ทำให้พินาศได้ฉะนั้น.
บทว่า อปริมิตฺตญฺจ ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ทางกายในนรกเป็นต้นที่หาประมาณมิได้ คือที่มิอาจจะกำหนดได้ว่าเท่านี้.
บทว่า พหูนิ จ จิตฺตโทมนสฺสานิ ได้แก่ โทมนัสเป็นอันมากมิใช่น้อย ที่เขาได้รับอยู่ในจิต คือทุกข์ทางใจ.
บทว่า อนุโภหิสิ แปลว่า จักเสวย.
บทว่า กามยุตฺโต แปลว่า ผู้ประกอบด้วยกามทั้งหลาย คือผู้ไม่ยอมเสียสละกามเหล่านั้น.
บทว่า ปฏินิสฺสชฺช อทฺธุเว กาเม ความว่า โปรดทรงพรากคือหลีกไปจากกามทั้งหลาย ที่ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยงเสียเถิด.
บทว่า ชรามรณพฺยาธิคหิตา สพฺพา สพฺพตฺถ ชาติโย ประกอบความว่า เพราะเหตุที่ชาติทั้งหลายในภพเป็นต้นทั้งหมด ซึ่งต่างโดยประเภทมีอย่างเลวเป็นต้น ถูกชรามรณะและพยาธิจับไว้ ไม่พ้นไปจากชรามรณะและพยาธินั้น ฉะนั้น เมื่อพระนิพพานที่ไม่ชรามีอยู่ พระองค์ยังจะได้ประโยชน์อะไรจากกามทั้งหลายที่ไม่พ้นไปจากชราเป็นต้นเล่า.
พระนางสุเมธา ครั้นทรงประกาศอาทีนพโทษในกามและภพทั้งหลาย โดยมุขคือการแสดงคุณของพระนิพพานอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงประกาศคุณของพระนิพพานที่บังเกิดแล้วนี้แล จึงได้ตรัส ๒ คาถาโดยนัยว่า อิทมชรํ ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทมชรํ ความว่า พระนิพพานนี้นั้นเท่านั้น ชื่อว่าไม่ชรา เพราะไม่มีชราในตัวเอง และเพราะเป็นเหตุไม่มีชราสำหรับท่านผู้ถึงพระนิพพานแล้ว.
แม้ในบทว่า อิทมมรํ นี้ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ด้วยบทว่า อิทมชรามรํ พระนางกล่าวชมเชย รวมบททั้งสองเข้าเป็นบทเดียวกัน.
บทว่า ปทํ ชื่อว่า บท เพราะเป็นข้อที่ผู้ประสงค์จะพ้นจากทุกข์ในวัฏฏะ พึงบวช พึงดำเนิน. ชื่อว่าไม่เศร้าโศก เพราะไม่มีเหตุแห่งความเศร้าโศกและไม่มีความเศร้าโศก. ชื่อว่าไม่มีข้าศึก เพราะไม่มีธรรมที่ทำให้เป็นข้าศึก. ชื่อว่าไม่มีความคับแค้น เพราะไม่มีความคับแค้นด้วยกิเลส. ชื่อว่าไม่มีผิดพลาด เพราะไม่มีธรรมที่นับได้ว่าผิดพลาด. ชื่อว่าไม่มีภัย เพราะไม่มีภัยมีการติตนเองเป็นต้นและภัยในวัฏฏะ. ชื่อว่าไม่ร้อน เพราะไม่มีความร้อนด้วยทุกข์ ทั้งกิเลส.
พระนางตรัสคำนั้นทั้งหมด หมายเอาพระอมตมหานิพพานอย่างเดียว.
ความจริง พระนางสุเมธานั้น เมื่อทรงบำรุงพระองค์เองโดยอาการที่สำเร็จด้วยการที่ทรงฟังเขามาเป็นต้น จึงตรัสว่า อิทํ นิพพานนี้ เหมือนทรงแสดงชัดแจ้งแก่ชนเหล่านั้น [พระชนกชนนี พระญาติและพระเจ้าอนิกรัตตะ].
บทว่า อธิคตมิทํ พหูหิ อมตํ ความว่า พระอมตนิพพานนี้อันพระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเป็นอันมาก อนันต์ นับไม่ถ้วน ต่างบรรลุ ตรัสรู้ ทำให้ประจักษ์แก่ตนมาแล้ว.
พระนางมิใช่ตรัสหมายถึงอมตนิพพานที่พระอริยะเหล่านั้นบรรลุแล้วอย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้ แม้วันนี้ก็ควรจะได้ คือเดี๋ยวนี้ ก็ควรจะบรรลุ คืออาจบรรลุได้.
หากจะถามว่า ใครควรจะได้.
พระนางจึงตรัสว่า โย โยนิโส ปยุญฺชติ ประกอบความว่า บุคคลใดตั้งอยู่ในพระโอวาทที่พระศาสดาประทานไว้แล้ว พยายาม และทำการพากเพียรชอบ โดยแยบคาย โดยอุบาย อมตนิพพานอันบุคคลนั้นควรจะได้.
บทว่า น จ สกฺกา อฆฏมาเนน ความว่า ส่วนบุคคลใดไม่พยายามโดยแยบคาย บุคคลผู้ไม่พยายามนั้น ก็ไม่ควรจะได้ คือไม่อาจจะได้ ไม่ว่าในกาลไรๆ.
บทว่า เอวํ ภณติ สุเมธา ความว่า พระนางสุเมธาราชธิดาตรัสธรรมกถาอันแสดงความสังเวชของพระองค์ในสังสารวัฏ เป็นส่วนแห่งการชำแรกในกามทั้งหลายอย่างนี้ โดยประการที่ตรัสมาแล้ว.
บทว่า สงฺขารคเต รตึ อลภมานา ได้แก่ เมื่อไม่ทรงได้ความยินดีอย่างยิ่ง ในสังขารที่เป็นไปอยู่ แม้เพียงเล็กน้อย.
บทว่า อนุเนนฺตี อนิกรตฺตํ ได้แก่ เมื่อทรงเกลี้ยกล่อมพระเจ้าอนิกรัตตะ.
บทว่า เกเส จ ฉมํ ขิปิ ได้แก่ ก็ทรงโยนทิ้งพระเกศาที่ทรงตัดด้วยพระขรรค์ของพระองค์ไปที่พื้น.
บทว่า ยาจตสฺสา ปิตรํ โส ความว่า พระเจ้าอนิกรัตตะนั้นทูลวอนพระเจ้าโกญจะ พระชนกของพระนางสุเมธานั้น.
หากจะถามว่า ทรงทูลวอนว่าอย่างไร.
พระเจ้าอนิกรัตตะตรัสว่า ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยพระนางสุเมธาให้ทรงผนวชเถิด พระนางคงจะทรงเห็นวิโมกข์และสัจจะแน่.
อธิบายว่า ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยพระนางสุเมธาราชบุตรีเพื่อทรงผนวชเถิด ด้วยว่าพระนางทรงผนวชแล้ว คงจะทรงเห็นวิโมกข์และสัจจะ คือทรงเห็นพระนิพพานอันไม่วิปริต.
บทว่า โสกภยภีตา ได้แก่ทรงกลัวภัยในสังสารวัฏทุกอย่าง เพราะมีความพลัดพรากจากญาติเป็นต้นเป็นเหตุ ทรงหวาดสะดุ้ง โดยพระญาณอย่างยอดเยี่ยม.
บทว่า สิกฺขมานาย ความว่า พระนางกำลังทรงศึกษาก็ทรงกระทำให้แจ้งอภิญญา ๖ ขณะนั้นนั่นเอง ก็ทรงกระทำให้แจ้งพระอรหัตซึ่งเป็นผลอันเลิศ.
บทว่า อจฺฉริยมพฺภุตํ ตํ นิพฺพานํ อาสิ ราชกญฺญาย ความว่า ความดับสนิทจากกิเลสทั้งหลายอันอัศจรรย์ ไม่เคยมี ก็ได้มีแก่พระนางสุเมธาราชบุตรี.
หากจะถามว่า พระนางสุเมธาทรงกระทำให้แจ้งอภิญญา ๖ หรือ.
พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า ปุพฺเพนิวาสจริตํ ยถา พฺยากริ ปจฺฉิเม กาเล ความว่า พระนางทรงพยากรณ์จริยาที่นับเนื่องในปุพเพนิวาสานุสสติญาณของพระองค์ในกาลสุดท้าย คือในเวลาดับขันธ์ปรินิพพานฉันใด บัณฑิตก็พึงทราบจริยานั้นฉันนั้น.
ก็ปุพเพนิวาสญาณ พระนางทรงพยากรณ์แล้วโดยประการใด เพื่อทรงแสดงประการนั้น พระนางจึงตรัสว่า ภควติ โกนาคมเน เป็นอาทิ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภควติ โกนาคมเน ความว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ ทรงอุบัติขึ้นในโลก.
บทว่า สงฺฆารามมฺหิ นวนิเวสมฺหิ ความว่า เมื่ออารามที่ข้าพระองค์สร้างอุทิศพระสงฆ์เสร็จใหม่ๆ.
บทว่า สขิโย ติสฺโส ชนิโย วิหารทานํ อทาสิมฺห ความว่า เรา ๓ สหาย คือ ธนัญชานี เขมาและข้าพระองค์ ได้ช่วยกันถวายวิหารเป็นอารามแด่พระสงฆ์.
บทว่า ทสกฺขตฺตุํ สตกฺขตฺตุํ ความว่า ด้วยอานุภาพของวิหารทานนั่น เราเกิดในเทวดา ๑๐ ครั้ง ต่อจากนั้นก็เกิดในมนุษย์แล้วเกิดในเทวดาอีก ๑๐๐ ครั้ง ต่อจากนั้นก็เกิดในมนุษย์ แล้วเกิดในเทวดาอีก ๑๐๐ ครั้ง ๑๐ หน คือ ๑,๐๐๐ ครั้ง ต่อจากนั้นก็เกิดในมนุษย์ ๑๐,๐๐๐ ครั้ง จะป่วยกล่าวไปไยในมนุษย์ทั้งหลาย คือไม่มีถ้อยคำที่จะกล่าวในครั้งที่เกิดในมนุษย์ทั้งหลาย อย่างนั้น. อธิบายว่า เราเกิดหลายพันครั้ง.
บทว่า เทเวสุ มหิทฺธิกา อหุมฺห ความว่า เรามีฤทธิมากมีอานุภาพมาก ในหมู่เทพนั้นๆ เวลาเกิดในเทวดาทั้งหลาย.
บทว่า มานุสกมฺหิ โก ปน วาโท ได้แก่ ไม่มีถ้อยคำที่จะกล่าวถึงความที่เรามีฤทธิ์มาก ในเวลาได้อัตภาพเป็นมนุษย์.
บัดนี้ พระนางเมื่อทรงแสดงความอุกฤษฏ์ ความมีฤทธิ์มาก ในเวลาได้อัตภาพเป็นมนุษย์นั้นนั่นแล จึงตรัสว่า สตฺตรตนสฺส มเหสี อิตฺถิรตนํ อหํ อาสึ เป็นต้น.
ในคำนั้น รัตนะ ๗ ประการมีจักรรัตนะเป็นต้นมีแก่พระราชานั้น เหตุนั้น พระราชานั้นชื่อว่าสัตตรัตนะ มีรัตนะ ๗ ประการ คือพระเจ้าจักรพรรดิ ของพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีรัตนะ ๗ ประการนั้น ข้าพระองค์ได้เป็นรัตนะในอิตถีทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยคุณมีเป็นต้นอย่างนี้คือ เว้นจากโทษ ๖ มีความงาม ๕ มีผิวพรรณเกินผิวพรรณมนุษย์ มีวรรณะดังทิพย์ที่มนุษย์ไม่เคยพบ.
บทว่า โส เหตุ ความว่า กุศลคือวิหารทานที่ข้าพระองค์กระทำแด่พระสงฆ์ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ เป็นเหตุแห่งทิพยสมบัติตามที่กล่าวแล้ว.
คำว่า โส ปภโว ตํ มูลํ เป็นคำบรรยายของคำว่า โส เหตุนั้นนั่นแหละ.
บทว่า สาว สาสเน ขนฺติ ความว่า นั้นนั่นแลเป็นความอดทนในการเพ่งธรรมในพระศาสนาของพระศาสดานี้.
บทว่า ตํ ปฐมสโมธานํ ได้แก่ นั้นนั่นแลเป็นที่ชุมนุมครั้งแรก คือเป็นปฐมสมาคมโดยศาสนาธรรมของพระศาสดา.
พระนางตรัสเหตุโดยใกล้ชิดผลว่า นั้นนั่นแหละเป็นนิพพานในที่สุด สำหรับข้าพระองค์ ซึ่งยินดีอย่างยิ่งในศาสนธรรมของพระศาสดา.
ก็ ๔ คาถานี้ พระสังคีติกาจารย์ยกขึ้นสู่สังคายนาไว้แม้ในอปทานบาลี เพราะเป็นไปด้วยการชี้แจงอปทาน จริตที่ไม่ขาดสายของพระเถรี.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาสุดท้ายดังนี้.
บทว่า เอวํ กโรนฺติ ความว่า ข้าพระองค์ทำการปฏิบัติในอัตภาพก่อนๆ และในอัตภาพนี้ฉันใด แม้ชนเหล่าอื่นก็กระทำคือปฏิบัติฉันนั้น.
ถ้าจะถามว่า ชนเหล่าไหนกระทำอย่างนี้.
พระเถรีจึงกล่าวว่า เย สทฺทหนฺติ วจนํ อโนมปญฺญสฺส ความว่า บุคคลเหล่าใดเชื่อพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาเต็มเปี่ยม เพราะทรงมีไญยปริยันติกญาณ คือเชื่อมั่นว่า นี้เป็นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้นย่อมทำคือปฏิบัติอย่างนี้.
บัดนี้ พระเถรีเพื่อแสดงความข้อนั้นแห่งการปฏิบัติที่เป็นไปอย่างอุกฤษฏ์นั้น จึงกล่าวว่า นิพฺพินฺทนฺติ ภวคเต นิพฺพินฺทิตฺวา วิรชฺชนฺติ.
ข้อนั้นมีความว่า
บุคคลเหล่าใดเชื่อพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตามเป็นจริง บุคคลเหล่านั้น เมื่อปฏิบัติวิสุทธิปฏิปทา ย่อมเบื่อหน่ายด้วยวิปัสสนาปัญญา ในภพคือสังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด ก็แลครั้นเบื่อหน่ายแล้วย่อมคลายกำหนัดโดยประการทั้งปวง ด้วยอริยมรรค ย่อมหลุดพ้นจากภพแม้ทั้งหมด.
อธิบายว่า เมื่ออริยมรรคที่เป็นวิราคธรรมอันบุคคลบรรลุแล้ว บุคคลผู้บรรลุนั้นย่อมเป็นผู้หลุดพ้นโดยแท้แล.
พระเถรีดังกล่าวมาเหล่านี้มีพระเถริกาเป็นองค์ต้น มีพระสุเมธาเถรีเป็นองค์สุดท้าย.
พระสังคีติกาจารย์ยกขึ้นสู่สังคายนา รวมไว้แห่งเดียวกันในที่นี้ โดยเป็นสภาคกันโดยคาถา มีจำนวน ๗๓ รูป แต่เมื่อกล่าวโดยภาณวาร เถรีคาถามีจำนวน ๖๐๒ คาถา.
____________________________
บาลีว่า ๗๑ รูป. บาลีว่า ๕๙๔ คาถา
พระเถรีทั้งหมดนั้น ชื่อว่ามีประเภทเดียวโดยเป็นสาวิกาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฉันใด มีประเภทเดียวโดยเป็นพระอเสขะ โดยถอนกิเลสดุจกลอนเหล็กได้แล้ว โดยกลบกิเลสดุจคูเสียแล้ว โดยเพิกถอนกิเลสเสียแล้ว โดยไม่มีกิเลสดุจลิ่มสลัก โดยปลงภาระลงแล้ว โดยไม่มีสังโยชน์แล้ว และโดยอยู่จบธรรมเครื่องอยู่ในอริยวาส ๑๐ แล้วก็ฉันนั้น.
จริงอย่างนั้น พระเถรีเหล่านั้น ชื่อว่ามีประเภทเดียวโดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ คือ ผู้ละองค์ ๕ ผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ ผู้มีเครื่องอารักขา ๑ ผู้มีอปัสเสนธรรม ๔ ผู้เป็นปณุนนปัจเจกสัจจะ (บรรเทาสัจจะเฉพาะอย่าง) ผู้เป็นสมวยสัฏเฐสนะ ผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัว ผู้มีกายสังขารอันระงับแล้ว ผู้มีจิตหลุดพ้นด้วยดี และผู้มีปัญญาหลุดพ้นด้วยดี
ชื่อว่ามี ๒ ประเภทต่างโดยเป็นสาวิกาต่อหน้าและเป็นสาวิกาลับหลัง.
จริงอยู่ พระเถรีเหล่าใดเกิดในอริยชาติ [เป็นพระอริยะ] เมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ มีพระมหาปชาบดีโคตมีเป็นต้น พระเถรีเหล่านั้น ชื่อว่าสาวิกาต่อหน้า.
ส่วนพระเถรีเหล่าใดได้บรรลุคุณวิเศษ ภายหลังแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระเถรีเหล่านั้น แม้เมื่อพระธรรมสรีระของพระศาสดายังประจักษ์อยู่ ก็ชื่อว่าสาวิกาลับหลัง เพราะพระสรีระของพระศาสดา ไม่ประจักษ์แล้ว.
ชื่อว่ามี ๒ ประเภท โดยเป็นอุภโตภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติ ก็อย่างนั้นเหมือนกัน แต่พระเถรีที่มาในพระบาลีนี้ เป็นอุภโตภาควิมุตติทั้งนั้น.
ชื่อว่ามี ๒ ประเภทโดยต่างเป็นผู้มีอปทานและไม่มีอปทาน ก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
ก็อปทานกล่าวคือความเป็นผู้บำเพ็ญบารมี โดยการกระทำบุญมาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ในพระปัจเจกพุทธเจ้า และในพระสาวกพุทธะ ของพระเถรีเหล่าใดมีอยู่ พระเถรีเหล่านั้น ชื่อว่ามีอปทาน. อปทานนั้นของพระเถรีเหล่าใดไม่มี พระเถรีเหล่านั้น ชื่อว่าไม่มีอปทาน.
มี ๒ ประเภท คือผู้ได้อุปสมบทจากพระศาสดา ผู้ได้อุปสมบทจากสงฆ์.
จริงอยู่ พระมหาปชาบดีโคตมีผู้ได้อุปสมบท เพราะรับครุธรรม ชื่อว่าได้อุปสมบทจากพระศาสดา เพราะได้อุปสมบทจากสำนักพระศาสดา พระเถรีนอกนั้นทั้งหมดชื่อว่าได้อุปสมบทจากสงฆ์
พระเถรีที่ได้อุปสมบทจากสงฆ์แม้เหล่านั้นก็มี ๒ ประเภท คือผู้ได้อุปสมบทจากสงฆ์ฝ่ายเดียว ผู้ได้อุปสมบทจากสงฆ์สองฝ่าย.
บรรดาพระเถรีเหล่านั้น พระเถรีที่เป็นเจ้าหญิงศากยะ ๕๐๐ องค์ออกผนวชพร้อมกับพระมหาปชาบดีโคตมี ชื่อว่าได้อุปสมบทจากสงฆ์ฝ่ายเดียว เว้นพระมหาปชาบดีโคตมี เพราะได้อุปสมบทจากภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว นอกจากนี้ ชื่อว่าได้อุปสมบทจากสงฆ์สองฝ่าย เพราะได้อุปสมบทจากอุภโตสงฆ์.
ในที่นี้ ไม่ได้หมวดสองสำหรับเอหิภิกขุนีเหมือนหมวดสองของเอหิภิกขุ เพราะเหตุไร เพราะการอุปสมบทอย่างนั้นของภิกษุณีทั้งหลาย ไม่มี.
ผิว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น คำนั้นใด พระภัททากุณฑลเกสาเถรีกล่าวไว้ในเถรีคาถาว่า นิหจฺจ ชาณุํ วนฺทิตฺวา เป็นต้น แปลว่า
ข้าพเจ้าคุกเข่าถวายบังคม ทำอัญชลีต่อพระพักตร์
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งว่า มาเถิด ภัททา พระดำรัส
สั่งนั้น เป็นอาสูปสัมปทา บวชโดยอาสาของข้าพเจ้า.
กล่าวคาถาไว้ในคัมภีร์อปทานว่า อายาจิโต ตทา อาห เป็นต้น แปลว่า
ครั้งนั้น พระผู้เป็นนายกถูกข้าพเจ้าทูลวอนแล้ว
ก็ตรัสสั่งว่า มาเถิดภัททา ครั้งนั้นข้าพเจ้าอุปสมบท
ได้เห็นน้ำเล็กน้อย.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ ข้อ ๑๖๑ กุณฑลเกสีเถรีอปทาน
คำนั้น พระภัททากุณฑลเกสาเถรีกล่าวทำไม คำนี้พระเถรีมิได้กล่าวหมายถึงการอุปสมบท โดยเป็นเอหิภิกขุนีอุปสัมปทา แต่ท่านกล่าวเพราะเป็นเหตุแห่งการอุปสมบทว่า พระดำรัสสั่งของพระศาสดา เป็นอาสูปสัมปทา การบวชโดยอาสาของข้าพเจ้า.
จริงอย่างนั้น ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า พระภัททากุณฑลเกสาเถรีกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า มาเถิด ภัททา ไปสำนักภิกษุณี บรรพชาอุปสมบทเสียในสำนักภิกษุณีทั้งหลาย พระดำรัสสั่งของพระศาสดานั้นได้เป็นอุปสมบทของข้าพเจ้า เพราะเป็นเหตุแห่งการบวชของข้าพเจ้า บัณฑิตพึงเห็นว่า ท่านพรรณนาแม้ความแห่งอปทานคาถา โดยนัยอย่างนี้นี่แล.
แม้เมื่อเป็นดังนั้น ในภิกขุนีวิภังค์ คำนี้ว่า มาเถิด ภัททา ท่านกล่าวทำไม คำนี้เป็นคำส่องความไม่มีสภาพแห่งการบวชของภิกษุณีทั้งหลายว่าเป็นเอหิภิกขุนี เพราะการบวชอย่างนั้นไม่มีแก่ภิกษุณีทั้งหลาย.
ผิว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นทำไม ท่านจึงนิเทศคำอธิบายไว้ในวิภังค์ว่า เอหิภิกฺขุนี ก็เพราะการบวชนั้นตกอยู่ในกระแสแห่งเทศนานัย.
จริงอยู่ ธรรมดาความที่การอุปสมบทตกอยู่ในกระแสนี้ มิใช่บังคับแก่เรื่องที่ได้อยู่ในที่ไหนๆ.
องค์ฌานแม้นี้ได้อยู่ ในมโนธาตุนิเทศ ในอภิธรรมท่านก็มิได้ยกขึ้นโดยความเป็นองค์ฌานที่ตกอยู่ในกระแสแห่งปัญจวิญญาณ เพราะไม่มีเทศนาไว้ในที่ไหนๆ ฉันใด หทัยวัตถุ ในวัตถุนิเทศในอภิธรรมนั้นนั่นแหละ ท่านก็มิได้ยกขึ้น โดยถือเอาหทัยวัตถุที่ไม่ได้อยู่ในที่ไหนๆ ฉันใด ในฐิตกัปปินิเทศก็ฉันนั้น
เหมือนที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ก็ฐิตกัปปีบุคคลเป็นไฉน. คือบุคคลนี้ ปฏิบัติ
เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล มีอยู่ และเวลาไหม้ของ
กัปก็มีอยู่ กัปจะยังไม่ไหม้ไป ตราบเท่าที่บุคคลนี้ยัง
ไม่ทำให้แจ้งโสดาปัตติผล.
____________________________
อภิ. ปุ. เล่ม ๓๖/ข้อ ๓๓
แม้ในที่นี้ บัณฑิตก็พึงทราบโดยการถือเอาการบวชที่ยังไม่ได้อยู่อย่างนั้น ก็คำนี้เป็นคำปริกัป ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงตรัสกะมาตุคาม [หญิง] ไรๆ ซึ่งควรแก่ความเป็นภิกษุณีว่า เอหิ ภิกฺขุนี ไซร้ ความเป็นภิกษุณีก็จะพึงมีได้แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล.
ถามว่า ก็เหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสอย่างนี้.
ตอบว่า เพราะไม่มีบุคคลผู้สร้างสมบารมีอย่างนั้น.
แต่อาจารย์พวกใดกล่าวเหตุไว้ว่า เพราะบุคคลทั้งหลายอยู่ไม่ใกล้ชิด [พระพุทธเจ้า] แล้วกล่าว เพราะว่าพวกภิกษุเท่านั้นเที่ยวใกล้ชิด อยู่ใกล้ชิดพระศาสดา เพราะฉะนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงควรเรียกว่า เอหิภิกษุ พวกภิกษุณีไม่ควรเรียกว่า เอหิภิกขุนี. คำนั้นก็เป็นเพียงมติของอาจารย์พวกนั้น. เพราะความเป็นผู้ใกล้และไกลพระศาสดา ไม่ทำให้สำเร็จความเป็นภัพพบุคคลและอภัพพบุคคลได้.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้หากว่า ภิกษุพึงจับชาย
สังฆาฏิ ติดตามไปข้างหลัง สะกดรอยเท้าไป แต่ภิกษุ
นั้นมีอภิชฌามาก ร่านแรงกล้าในกามทั้งหลาย มีจิต
คิดพยาบาท มีความดำริแห่งใจร้าย หลงลืมสติ ไม่มี
สัมปชัญญะ ใจไม่มั่นคง มีจิตหมุน มีอินทรีย์ไม่สำรวม
โดยที่แท้ ภิกษุนั้นยังไกลเรา และเราก็ไกลภิกษุนั้น
ข้อนั้น เพราะเหตุไร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าภิกษุนั้นไม่เห็น
ธรรม เมื่อไม่เห็นธรรม ก็ชื่อว่าไม่เห็นเรา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้หากว่าภิกษุนั้นอยู่ไกล
ถึง ๑๐๐ โยชน์ แต่ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่มีอภิชฌามาก ไม่
ร่านแรงกล้าในกามทั้งหลาย ไม่มีจิตคิดพยาบาท ไม่
ดำริแห่งใจร้าย มีสติมั่นคง มีสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น มี
จิตมีอารมณ์เดียว สำรวมอินทรีย์ ที่แท้ ภิกษุนั้นอยู่ใกล้
เรา และเราก็อยู่ใกล้ภิกษุนั้น
ข้อนั้น เพราะเหตุไร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าภิกษุนั้นเห็นธรรม
เมื่อเห็นธรรม ก็ชื่อว่าเห็นเรา ดังนี้.
____________________________
ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๗๒
เพราะฉะนั้น ความที่บุคคลอยู่ใกล้และไกลพระศาสดา โดยเทศะไม่ใช่เหตุเลย ส่วนความที่ภิกษุณีทั้งหลาย ไม่คู่ควรในเรื่องเอหิภิกขุนีอุปสัมปทานั้น ก็เพราะภิกษุณีเหล่านั้นไม่ได้สร้างสมบารมีไว้
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า หมวดสองแห่งเอหิภิกขุนี ไม่ได้ในข้อนี้ พระเถรีมี ๒ ประเภทดังกล่าวมานี้.
พระเถรีมี ๓ ประเภท คืออัครสาวิกา มหาสาวิกา ปกติสาวิกา.
ใน ๓ ประเภทนั้น พระเถรี ๒ รูป คือ พระเขมา พระอุบลวรรณา ชื่อว่าอัครสาวิกา. พระเถรีผู้เป็นพระขีณาสพแม้ทุกรูป ทำศีลสุทธิเป็นต้นให้ถึงพร้อม มีจิตมั่นคงอยู่ในสติปัฏฐาน ๔ เจริญโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง ทำกิเลสให้สิ้นไปไม่เหลือตามลำดับมรรค ดำรงอยู่ในผลอันเลิศก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น พระขีณาสวเถรีทั้งหลาย ชื่อว่ามหาสาวิกา ก็เพราะเป็นพระสาวิกาผู้ยิ่งใหญ่ด้วยคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น เพราะคุณวิเศษอันดียิ่ง สำเร็จแล้วในสันดานของตน ด้วยความเป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยอภินิหารและมีความยิ่งใหญ่โดยบุพประโยค [บุพกรรม] เหมือนคุณวิเศษที่ปรารถนากัน สำเร็จด้วยความวิเศษแห่งการเจริญปุพภาคของทิฏฐิปัตตบุคคล โดยสัทธาวิมุต และของอุภโตภาควิมุตบุคคล โดยปัญญาวิมุต ฉะนั้น
ก็พระขีณาสวเถรีแม้ทั้งสองรูปนั้น ชื่อว่าอัครสาวิกา ก็เพราะเป็นผู้ตั้งอยู่ในความเป็นเลิศด้วยคุณทุกอย่าง พร้อมทั้งความวิเศษ ด้วยการบรรลุบารมีชั้นอุกฤษฏ์ในปัญญาและสมาธิตามลำดับ ด้วยสัมมาปฏิบัติที่เกิดมาช้านาน ไม่ว่างเว้น โดยเคารพ เพราะเป็นผู้มีอภินิหารเกิดแต่สัมมาทิฏฐิสัมมาสมาธินั้น อันเหตุเกิดอานุภาพแห่งการทำที่ดียิ่งของสัมมาทิฏฐิและสัมมาสมาธิอันเป็นธุระ โดยเป็นประธานในโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้นนั่นแล.
ส่วนพระขีณาสวเถรีมีพระมหาปชาบดีโคตมีเป็นต้น ชื่อว่ามหาสาวิกา เพราะเป็นพระสาวิกาผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยคุณวิเศษที่ได้เพราะเป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยอภินิหาร และเพราะเป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยบุพประโยค
พระเถรีนอกนี้เป็นต้นอย่างนี้คือ พระเถรีกา พระติสสา พระวีรา พระธีรา ชื่อว่าปกติสาวิกา เพราะไม่มีคุณวิเศษ มีความเป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยอภินิหารเป็นต้น.
ก็พระปกติสาวิกาเหล่านั้น ไม่นับเหมือนพระอัครสาวิกาและพระมหาสาวิกา ที่แท้พึงทราบว่า พระปกติสาวิกาเหล่านั้นมีจำนวนหลายร้อยหลายพัน.
พระเถรีมี ๓ ประเภทโดยประเภทอัครสาวิกาเป็นต้น ดังกล่าวมาฉะนี้.
มี ๓ ประเภทโดยประเภทสุญญตวิโมกข์เป็นต้น ก็เหมือนอย่างนั้น.
มี ๔ ประเภทโดยจำแนกตามปฏิปทาเป็นต้น. มี ๕ ประเภท โดยจำแนกตามความยิ่งด้วยอินทรีย์เป็นต้น.
มี ๕ ประเภทโดยจำแนกตามข้อปฏิบัติเป็นต้นก็เหมือนอย่างนี้.
มี ๖ ประเภทมีอนิมิตตวิมุตตเป็นต้น.
มี ๗ ประเภทโดยประเภทอธิมุตติ.
มี ๘ ประเภทโดยจำแนกตามธุรปฏิปทาเป็นต้น.
มี ๙ ประเภทและ ๑๐ ประเภทโดยจำแนกตามวิมุตติ.
ก็พระเถรีเหล่านั้นๆ จำแนกโดยประเภทธุระ ตามที่กล่าวแล้วก็มี ๒๐ ประเภท. จำแนกโดยปฏิปทาก็มี ๔๐ ประเภท. จำแนกตามประเภทแห่งปฏิปทา ตามประเภทแห่งธุระ ก็มีอีก ๘๐ ประเภท.
ก็หรือว่า จำแนกตามวิภาคแห่งสุญญตวิมุตตบุคคลเป็นต้นก็มี ๒๔๐ ประเภท. จำแนกโดยวิภาคตามบุคคลที่ยิ่งด้วยวิริยะเป็นต้น ก็มี ๑,๒๐๐ ประเภท.
บัณฑิตพึงทราบว่า พระเถรีเหล่านั้นต่างกันมากประเภท ก็โดยคุณของตนอย่างเดียว ด้วยประการฉะนี้.
ความสังเขปในเถรีคาถานี้ มีดังกล่าวมานี้.
ส่วนความพิศดารพึงถือตามนัยที่กล่าวแล้วในอรรถกถาเถรีคาถาในหนหลังแล.
จบอรรถกถาสุเมธาเถรีคาถา จบอรรถกถามหานิบาต -----------------------------------------------------
ในเถรีคาถานี้รวมเป็นคาถา ๔๙๔ คาถา พระเถรี ๗๑ รูปนั้นล้วนแต่เป็นผู้สิ้นอาสวะ. เถรีคาถาจบบริบูรณ์ -----------------------------------------------------
คาถาท้ายอรรถกถาเถรีคาถา
ด้วยกถาพรรณนาความดังกล่าวมาฉะนี้
พระสาวกเหล่านั้นใดมีพระสัทธรรมพรั่งพร้อม
เป็นบุตรเกิดแต่พระอุระ เกิดแต่พระโอษฐ์ของพระ
ศาสดาผู้เป็นจอมทัพธรรม เป็นทายาท ถูกเนรมิตโดย
ธรรม สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น เป็นผู้เสร็จกิจแล้ว
ไม่มีอาสวะ เป็นพระเถระก็มี เช่นท่านพระสุภูติเป็นต้น
เป็นพระเถรีก็มี เช่นพระเถริกาเป็นต้น พระสาวกเหล่า
นั้นกล่าวคาถาเหล่าใดไว้ ด้วยวิธีพยากรณ์พระอรหัต
เป็นต้น.
พระมหาเถระทั้งหลาย [พระสังคีติกาจารย์ผู้ทำ
ปฐมสังคายนา ๕๐๐ องค์] ช่วยกันรวบรวมคาถาเหล่า
นั้นทั้งหมด ยกขึ้นสู่บาลีสังคายนา ชื่อว่าเถรคาถา เถรี
คาถา.
เพื่อประกาศความของเถรคาถาและเถรีคาถา
เหล่านั้น ข้าพเจ้าอาศัยนัยที่มาในอรรถกถาเดิม จึง
เริ่มแต่งอรรถสังวรรณนาอันใด อรรถสังวรรณนาอัน
นั้นประกาศอรรถอันยอดเยี่ยมในเถรคาถาและเถรี
คาถานั้น ตามความเหมาะสมในที่นั้นๆ โดยชื่อว่า
ปรมัตถนีปนี มีวินิจฉัยอันไม่สับสน ก็ถึงการจบลง
โดยบาลีประมาณ ๙๒ ภาณวาร.
ดังนั้น บุญนั้นใดอันข้าพเจ้าผู้แต่งคัมภีร์ปรมัตถ
ทีปนีนั้น ได้ประสบแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้น ขอ
สัตว์ทั้งปวงหยั่งลงถึงศาสนาของพระโลกนาถ ด้วยข้อ
ปฏิบัติมีศีลเป็นต้นอันบริสุทธิ์ จงเป็นภาคี มีส่วนแห่ง
วิมุตติรส.
ขอศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงดำรงอยู่
ยั่งยืนในโลก ขอสรรพสัตว์จงมีความเคารพในศาสนา
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นเนืองนิจ.
ขอฝนจงตกต้องตามฤดูกาล
ขอพระเจ้าแผ่นดิน ผู้ทรงยินดีเป็นนิจในพระสัท
ธรรม โปรดทรงปกครองสัตวโลก โดยธรรมเทอญ.
จบกถาพรรณนาความแห่งเถรีคาถาซึ่งท่านพระอาจารย์ธรรมปาลเถระ ผู้อยู่พทรติตถวิหาร [วัดท่าพุทรา] รจนาไว้.
อรรถกถาเถรีคาถาจบบริบูรณ์ -----------------------------------------------------