คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อภิญเญยยนิทเทส

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๘๒๖ บรรทัด๑ ฉบับ

๒. อรรถกถาอภิญเญยยนิทเทส ว่าด้วยอภิญเญยยธรรม

[๒] บัดนี้ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้แสดงนิทเทสวารมีอาทิว่า กถํ อิเม ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา - ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง อย่างไร? ดังนี้ ก็เพื่อจะแสดงธรรมอันท่านรวบรวมไว้ในวิสัชนุทเทส เป็นประเภทๆ ไป.

ในคำเหล่านั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้ยกวิสัชนาข้อละ ๑๐ ๆ ตั้งแต่ต้นด้วยสามารถแห่งเอกนิทเทสเป็นต้นไป ในคำทั้ง ๕ มีคำแสดงธรรมที่ควรรู้ยิ่งเป็นต้น ขึ้นแสดงเทียบเคียงโดยปริยายแห่งทสุตตรสูตร.

อรรถกถาเอกนิทเทส ว่าด้วยอาหาร

บรรดาคำทั้ง ๕ นั้นในเบื้องแรก คำว่า สพฺเพ สตฺตา - สัตว์ทั้งปวงในอภิญเญยยนิทเทส ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงในภพทั้งปวง คือในกามภพเป็นต้น ในสัญญาภพเป็นต้นและในเอกโวการภพเป็นต้น.

คำว่า อาหารฏฺฐิติกา - มีอาหารเป็นที่ตั้ง. ความว่า การดำรงอยู่ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เพราะอาหาร ฉะนั้นจึงชื่อว่า อาหารฏฺฐิติกา - มีอาหารเป็นที่ตั้ง.

ก็ในคำว่า ฐิติ - การดำรงอยู่นี้ ท่านประสงค์เอา ความมีอยู่ในขณะของตน.

ชื่อว่าอาหาร เพราะเป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งปวง เป็นธรรมอันหนึ่ง เป็นธรรมควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง. ครั้นรู้ปัจจัยแล้ว ก็เป็นอันรู้ปัจจยุปบัน - ธรรมเกิดแต่ปัจจัย เพราะปัจจัยและปัจจยุปบันทั้ง ๒ นั้นเพ่งความอาศัยกันและกัน.

ญาตปริญญาเป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยคำนั้น.

ถามว่า ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น คำใดที่ท่านกล่าวไว้ว่า อสัญญสัตตาเทวา - อสัญญสัตตาพรหม ไม่มีเหตุ ไม่มีอาหาร ไม่มีผัสสะ ดังนี้เป็นต้น คำนั้นจะมิผิดไปหรือ?

ตอบว่า คำที่ท่านกล่าวนั้นไม่ผิด เพราะฌานเป็นอาหารของอสัญญสัตตาเทวาเหล่านั้น.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๙๙

ถามว่า ถึงแม้เป็นอย่างนั้น คำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหารทั้งหลาย ๔ เหล่านี้เพื่อความตั้งอยู่แห่งสัตว์ผู้เกิดแล้ว เพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัมภเวสี.

อาหาร ๔ เป็นไฉน? คือ กพฬีการาหาร - อาหารคือคำข้าวเป็นอาหารหยาบหรือละเอียด, ผัสสะ - อาหารคือผัสสะเป็นที่ ๒, มโนสัญเจตนา - อาหารคือเจตนาเป็นที่ ๓, วิญญาณ - อาหารคือวิญญาณเป็นที่ ๔ ดังนี้ ก็ย่อมผิด.

ตอบว่า ถึงแม้คำนั้นก็ไม่ผิด. เพราะในพระสูตรตรัสไว้โดยนิปริยายว่า ธรรมทั้งหลายมีอาหารเป็นลักษณะแล ชื่อว่าอาหาร แต่ในที่นี้ตรัสโดยปริยายว่า ปัจจัยชื่อว่าอาหาร เพราะสังขตธรรมทั้งปวงได้ปัจจัย ย่อมควร. ก็ปัจจัยนั้นย่อมยังผลใดๆ ให้เกิดขึ้น ชื่อว่าย่อมนำมาซึ่งผลนั้นๆ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าอาหาร.

____________________________

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๒๘

ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อวิชชา เราก็กล่าว

ว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร. ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหารของอวิชชา, ควร

กล่าวว่านิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของอวิชชา. ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย แม้นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร

มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็

อะไรเล่าเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ ฯลฯ ควรกล่าวว่า

อโยนิโสมนสิการเป็นอาหารของนิวรณ์ดังนี้เป็นต้น.

อาหารดังกล่าวแล้วนี้ ประสงค์แล้วในที่นี้.

____________________________

องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๖๑

ครั้นถือเอาอาหารคือปัจจัยแม้นี้ อาหารทั้งโดยปริยาย และอาหารทั้งโดยนิปริยาย ก็เป็นอันถือเอาทั้งหมด.

ในคำนั้น ปัจจยาหารย่อมได้ในอสัญญีภพ.

จริงอยู่ เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้เสด็จอุบัติขึ้น พวกที่บวชเป็นเดียรถีย์ทำบริกรรมในวาโยกสิณ ยังจตุตถฌานให้เกิดขึ้นออกจากฌานนั้นแล้ว ก็เห็นว่าจิตนี้เป็นของน่าติเตียนมาก ความไม่มีจิตเสียเลยเป็นการดี เพราะทุกข์มีการฆ่าและจองจำเป็นต้นย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยจิต, เมื่อไม่มีจิตทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้นจึงเกิดความยินดีพอใจ ฌานไม่เสื่อมทำกาละแล้วเกิดในอสัญญีภพ.

ผู้ใดตั้งอยู่ในอิริยาบถใดในมนุษย์ ผู้นั้นก็ย่อมเกิดด้วยอิริยาบถนั้นสถิตอยู่ตลอด ๕๐๐ กัป. เป็นเหมือนนอน นั่งหรือยืนตลอดกาลยาวนานมีประมาณเพียงนั้น.

ก็ปัจจยาหารย่อมได้แก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น. เพราะสัตว์เหล่านั้นเจริญฌานใดแล้วเกิด ฌานนั้นก็เป็นปัจจัยแก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เหมือนลูกศรที่ยิงไปด้วยกำลังแห่งสายธนู กำลังสายธนูมีกำลังเพียงใดก็ไปได้เพียงนั้นฉันใด กำลังฌานปัจจัยมีประมาณเพียงใดก็สถิตอยู่ได้เพียงนั้นฉันนั้น. เมื่อกำลังฌานปัจจัยสิ้นแล้ว สัตว์เหล่านั้นก็จุติ ดุจลูกศรที่มีกำลังสิ้นแล้วฉะนั้น.

ส่วนสัตว์เหล่าใดเป็นผู้เกิดในนรก สัตว์เหล่านั้น ท่านกล่าวว่าไม่เป็นผู้มีชีวิตอยู่ด้วยความเพียร ไม่เป็นผู้มีชีวิตอยู่ด้วยผลแห่งบุญเลย, อะไรเป็นอาหารของสัตว์เหล่านั้นเล่า? กรรมนั่นแลเป็นอาหารของสัตว์เหล่านั้นดังนี้.

ถามว่า อาหารมี ๕ อย่างหรือ?

ตอบว่า คำนี้ไม่พึงกล่าวว่ามี ๕ หรือมิใช่ ๕ ดังนี้. วาทะว่าปัจจัยเป็นอาหาร ท่านกล่าวไว้แล้วมิใช่หรือ? เพราะเหตุนั้น สัตว์เหล่านั้นเกิดในนรกด้วยกรรมใด กรรมนั้นนั่นแหละเป็นอาหารของสัตว์เหล่านั้น เพราะเป็นปัจจัยแห่งการดำรงอยู่.

คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาคำใด คำนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า ก็สัตว์นรกยังไม่ทำกาละตราบเท่าที่บาปกรรมยังไม่สิ้น.

____________________________

องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๗๕

เพราะฉะนั้น คำว่า อาหารฏฺฐิติกา - มีอาหารเป็นที่ตั้ง จึงมีความว่า มีปัจจัยเป็นที่ตั้ง.

ก็ในคำนี้ว่า เพราะปรารภกพฬีการาหารไม่พึงทำการกล่าวให้แตกต่างกันไป เพราะว่า ถึงแม้น้ำลายที่เกิดในปากก็ให้สำเร็จกิจเป็นอาหารแก่สัตว์เหล่านั้นได้.

จริงอยู่ น้ำลายก็เป็นปัจจัยแก่พวกเกิดในนรกซึ่งเสวยทุกขเวทนา และแก่พวกเกิดในสวรรค์ซึ่งเสวยสุขเวทนา.

ในกามภพมีอาหาร ๔ โดยตรง, ในรูปภพและอรูปภพ เว้นอสัญญีภพเสีย นอกนั้นมีอาหาร ๓, อสัญญีภพและภพนอกนั้น มีปัจจยาหารด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเป็นผู้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ด้วยอาหารดังกล่าวมาแล้วนี้.

คำว่า สพฺเพ สตฺตา - สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นบุคลาธิฏฐานธรรมเทสนา.

อธิบายว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง.

จริงอยู่ เทสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ามี ๔ อย่างด้วยสามารถแห่งธรรมะและบุคคล

คือ

ธรรมาธิฏฐานธรรมเทสนา ๑

ธรรมาธิฏฐานบุคลเทสนา ๑

บุคลาธิฏฐานบุคลเทสนา ๑

บุคลาธิฏฐานธรรมเทสนา ๑.

ธรรมาธิฏฐานธรรมเทสนา เช่นเทสนาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่งที่อบรมแล้ว ย่อมควรแก่การงานเหมือนจิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมแล้วย่อมควรแก่การงาน.

ธรรมาธิฏฐานบุคลเทสนา เช่นแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้.

บุคลาธิฏฐานบุคลเทสนา เช่นแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียวเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

บุคลาธิฏฐานธรรมเทสนา เช่นแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏขึ้นแห่งจักษุใหญ่ย่อมมี เพราะความปรากฏขึ้นแห่งบุคคลคนเดียว.

____________________________

องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๒๓ องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๕๓

องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๙๒ องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๔๔

ในเทสนา ๔ เหล่านั้น ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาบุคลาธิฏฐานธรรมเทสนา.

ควรทราบว่า ท่านแสดงศัพท์คือธรรมะ ด้วยสัตตะศัพท์ เพราะมุ่งธรรมเท่านั้น ตั้งแต่ต้นจนถึงหมวด ๑๐.

อีกอย่างหนึ่งพึงทราบว่า ท่านแสดงศัพท์คือสัตตะ โดยวิเศษ เพราะพึงเข้าไปใคร่ครวญธรรมอันนับเนื่องในสันดานของสัตว์ได้ตามสภาวะด้วยญาณอันยิ่ง หรือควรทราบว่า สังขารทั้งหลาย ท่านกล่าวว่าสัตว์ โดยผโลปจารนัย เพราะเป็นเพียงบัญญัติว่าสัตว์ดังนี้ ก็เพราะอาศัยสังขารทั้งหลาย. สัตว์ไรๆ ชื่อว่าตั้งอยู่ด้วยปัจจัยนั้นไม่มีเลย ในที่ไหนๆ ก็มีแต่สังขารทั้งนั้น แต่ท่านเรียกอย่างนี้ด้วยสามารถแห่งโวหาร.

ญาตปริญญาเป็นอันท่านกล่าวไว้ด้วยคำนี้ ด้วยประการฉะนี้.

อรรถกถาทุกนิทเทส ว่าด้วยธาตุ ๒

คำว่า เทฺว ธาตุโย - ธาตุ ๒ ได้แก่ สังขตธาตุ ๑ อสังขตธาตุ ๑.

บรรดาธาตุทั้ง ๒ นั้น ขันธ์ ๕ อันปัจจัยเป็นอเนกปรุงแต่งแล้ว ชื่อว่าสังขตธาตุ, พระนิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้แล้ว ชื่อว่าอสังขตธาตุ.

อรรถกถาติกนิทเทส ว่าด้วยธาตุ ๓

คำว่า ติสฺโส ธาตุโย - ธาตุ ๓ ได้แก่ กามธาตุ ๑, รูปธาตุ ๑, อรูปธาตุ ๑.

บรรดาธาตุทั้ง ๓ นั้น กามธาตุเป็นไฉน?

ในเบื้องต่ำมีอเวจีนรกเป็นที่สุด, ในเบื้องบนมีปรนิมมิตวสวัตดีเทวโลกเป็นที่สุด ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณที่ท่องเที่ยวไปในระหว่างนี้ ที่นับเนื่องในระหว่างนี้, นี้เรียกว่ากามธาตุ.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๒๒

บรรดาธาตุทั้ง ๓ นั้น รูปธาตุเป็นไฉน?

ในเบื้องต่ำมีพรหมโลกเป็นที่สุด ในเบื้องบนมีอกนิฏฐพรหมโลกเป็นที่สุด สภาวธรรมทั้งหลายคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติก็ดี ของผู้เกิดแล้วก็ดีของผู้อยู่ด้วยสุขวิหารธรรมในปัจจุบันก็ดี ที่ท่องเที่ยวไปในระหว่างนี้ นับเนื่องในระหว่างนี้, นี้เรียกว่ารูปธาตุ.

____________________________

อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๒๙

บรรดาธาตุทั้ง ๓ นั้น อรูปธาตุเป็นไฉน?

ในเบื้องต่ำมีอากาสานัญจายตนะพรหมโลกเป็นที่สุด ในเบื้องบนมีเนวสัญญานาสัญญายตนะพรหมโลกเป็นที่สุด สภาวธรรมทั้งหลายคือจิตและเจตสิกของผู้เข้าสมาบัติก็ดี ของผู้เกิดแล้วก็ดี ของผู้อยู่ด้วยสุขวิหารธรรมในปัจจุบันก็ดี ที่ท่องเที่ยวไปในระหว่างนี้ นับเนื่องในระหว่างนี้, นี้เรียกว่าอรูปธาตุ.

____________________________

อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๓๐

แต่ในอรรถกถา ท่านกล่าวว่า กามภพชื่อว่ากามธาตุ ได้ขันธ์ ๕, รูปภพชื่อว่ารูปธาตุ ได้ขันธ์ ๕, อรูปภพชื่อว่าอรูปธาตุ ได้ขันธ์ ๔. นี้ประกอบโดยปริยายแห่งทสุตตรสูตร.

ส่วนในปริยายแห่งสังคีติสูตรว่า ถึงแม้ธาตุทั้งหลายที่ท่านกล่าวไว้ว่า

กุสลธาตุมี ๓ คือ เนกขัมธาตุ ๑, อัพยาปาทธาตุ ๑, อวิหิงสาธาตุ ๑.

ธาตุ ๓ อื่นอีก คือ รูปธาตุ ๑ อรูปธาตุ ๑ นิโรธธาตุ ๑.

ธาตุ ๓ อื่นอีก คือ หีนาธาตุ ๑ มัชฌิมาธาตุ ๑ ปณีตาธาตุ ๑.

ก็ย่อมประกอบในที่นี้.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๒๒๘

ความตรึก ความตรึกตรองอันประกอบด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ สัมมาสังกัปปะ นี้เรียกว่าเนกขัมธาตุ, กุสลธรรมแม้ทั้งหมดก็เรียกว่าเนกขัมธาตุ.

ความตรึก ความตรึกตรองอันประกอบด้วยอัพยาปาทะ ฯลฯ สัมมาสังกัปปะ เรียกว่าอัพยาปาทธาตุ, ความมีไมตรี อาการที่มีไมตรี สภาพที่มีไมตรีในสัตว์ทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่าอัพยาปาทธาตุ.

ความตรึก ความตรึกตรองอันประกอบด้วยอวิหิงสา ฯลฯ สัมมาสังกัปปะ เรียกว่าอวิหิงสาธาตุ, ความกรุณา อาการที่กรุณา สภาพที่กรุณาในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่า อวิหิงสาธาตุ.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๒๒

รูปธาตุและอรูปธาตุได้กล่าวไว้แล้วแล.

นิพพาน เรียกว่านิโรธธาตุ. อกุสลจิตตุปบาท ๑๒ เรียกว่าหีนาธาตุ, ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือ เรียกว่ามัชฌิมาธาตุ, โลกุตรธรรม ๙ เรียกว่าปณีตาธาตุ.

ก็ธรรมแม้ทั้งหมด เรียกว่าธาตุ เพราะอรรถว่าไม่ใช่ชีวะ.

อรรถกถาจตุกนิทเทส ว่าด้วยอริยสัจ ๔

คำว่า จตฺตาริ อริยสจฺจานิ - อริยสัจ ๔.

ได้แก่ ทุกขอริยสัจ ๑, ทุกขสมุทยอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ๑.

วรรณนาแห่งอริยสัจ ๔ เหล่านี้จักมีแจ้งในวิสัชนาแห่งสัจจะแล.

อรรถกถาปัญจกนิทเทส ว่าด้วยวิมุตตายตนะ ๕

คำว่า ปญฺจ วิมุตฺตายตนานิ - วิมุตตายตนะ ๕.

ความว่า เหตุแห่งการพ้น ๕ ประการเหล่านี้ คือ

การสดับธรรมเทสนาที่ผู้อื่นแสดงเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ๑, การแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเหล่าอื่น ๑, การสาธยายธรรมที่ตนได้สดับมาแล้ว ๑, การตรึกถึงธรรมตามที่ได้สดับมาแล้วด้วยใจ ๑, อารมณ์อันสมควรแก่สมถกรรมฐาน ๔๐ มีกสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ เป็นต้น ๑.

ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระศาสดาหรือเพื่อน

สพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควรแก่การเคารพ

แสดงธรรมแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ภิกษุนั้นย่อมเข้า

ใจอรรถ เข้าใจธรรมในธรรมนั้นตามที่พระศาสดา

หรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควรแก่การ

เคารพ แสดงธรรมแก่ภิกษุ, เมื่อภิกษุนั้นเข้าใจอรรถ

เข้าใจธรรม ก็ย่อมเกิดความปราโมทย์, เมื่อเกิดความ

ปราโมทย์แล้ว ปีติก็ย่อมเกิด, เมื่อใจสหรคตด้วยปีติ

กายย่อมสงบ, ผู้มีกายสงบก็ย่อมเสวยสุข เมื่อมีสุข

จิตย่อมตั้งมั่น, นี้เป็นวิมุตตายตนะข้อที่ ๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระ-

ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร

แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง ย่อมไม่ได้แสดงธรรม

แก่ภิกษุเลย แต่ว่า ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ได้

สดับมา ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดย

พิสดาร ภิกษุย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมในธรรม

นั้นที่ภิกษุแสดงธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ได้

เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร เมื่อภิกษุ

เข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ

เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น. นี้เป็นวิมุตตายตนะข้อที่ ๒.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระ-

ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร

แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่

ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงตามที่ได้สดับมา ตามที่

ได้เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ก็แต่ว่า

ภิกษุย่อมทำการสาธยายตามที่ได้สดับมา ตามที่

ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร ภิกษุย่อมเข้าใจอรรถ

เข้าใจธรรมนั้น ตามที่ภิกษุสาธยายธรรมตามที่ได้

สดับมา ตามที่ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร เมื่อภิกษุ

เข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ

เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะข้อที่ ๓.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระ-

ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร

แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่

ภิกษุ ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ได้สดับมา ตาม

ที่ได้เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร แม้ภิกษุ

ก็ไม่ได้ทำการสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมา ตาม

ที่ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร ก็แต่ว่าภิกษุย่อมตรึก-

ตรองใคร่ครวญธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ได้เล่า

เรียนมาด้วยใจ ภิกษุย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม

ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้

เป็นวิมุตตายตนะข้อที่ ๔.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระ-

ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร

แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่

ภิกษุ ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ได้สดับมา

ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร

ภิกษุก็ไม่ได้สาธยายธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่

ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร แม้ภิกษุก็ไม่ได้ตรึก-

ตรองใคร่ครวญธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ได้

เล่าเรียนมาด้วยใจ ก็แต่ว่าสมาธินิมิตอย่างใดอย่าง

หนึ่ง เธอเล่าเรียนมาด้วยดี ทำไว้ในใจด้วยดี ทรง

ไว้ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ด้วยปัญญา ภิกษุย่อม

เข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมนั้น ตามที่ได้เล่าเรียน

สมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาด้วยดี ทำไว้ในใจ

ด้วยดี ทรงไว้ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ด้วยปัญญา

เมื่อภิกษุเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดความ

ปราโมทย์ เมื่อเกิดปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ

เมื่อมีใจสหรคตด้วยปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกาย

สงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น.

นี้เป็นวิมุตตายตนะข้อที่ ๕ ดังนี้แล.

____________________________

องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๒๖

อรรถกถาฉักกนิทเทส ว่าด้วยอนุตริยะ ๖

ในคำนี้ว่า ฉ อนุตฺตริยานิ - อนุตริยะ ๖ มีความว่า คุณอันยิ่งกว่าธรรมชาติเหล่านั้น ไม่มี ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าอนุตระ. อนุตระนั่นแหละชื่อว่าอนุตริยะ.

อธิบายว่า เป็นธรรมชาติอันประเสริฐ.

สมจริงดังพระดำรัสอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนุตริยะ ๖ ประการนี้.

๖ ประการเป็นไฉน? คือ -

๑. ทัสนานุตริยะ - การเห็นอันประเสริฐ,

๒. สวนานุตริยะ - การฟังอันประเสริฐ,

๓. ลาภานุตริยะ - การได้อันประเสริฐ,

๔. สิกขานุตริยะ - การศึกษาอันประเสริฐ,

๕. ปาริจริยานุตริยะ - การบำรุงอันประเสริฐ,

๖. อนุสตานุตริยะ - อนุสติอันประเสริฐ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทัสนานุตริยะเป็นไฉน?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้

ย่อมไปเพื่อจะดูช้างแก้วบ้าง, ม้าแก้วบ้าง, แก้วมณี

บ้าง, ของใหญ่ของเล็ก หรือสมณพราหมณ์ผู้เห็นผิด

ผู้ปฏิบัติผิด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทัสนะมีอยู่ เรามิได้กล่าว

ว่าไม่มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่าทัสนะนี้นั้นแลเป็น

ทัสนะอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน มิใช่

ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไป

เพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อ

ความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อพระนิพพาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลใดมีสัทธาตั้งมั่น

มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใส

ยิ่ง ย่อมไปเพื่อจะเห็นตถาคตหรือสาวกของตถาคต.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การเห็นนี้ยอดเยี่ยมกว่า

การเห็นทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่ง

สัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร

เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญาย-

ธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น

มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใส

ยิ่ง ไปเห็นพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้

เราเรียกว่าทัสนานุตริยะ. ทัสนานุตริยะเป็นดังนี้.

ก็สวนานุตริยะเป็นอย่างไร?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้

ย่อมไปเพื่อฟังเสียงกลองบ้าง เสียงพิณบ้าง เสียงเพลง

บ้าง หรือเสียงสูงๆ ต่ำๆ ย่อมไปเพื่อฟังธรรมของสมณ-

พราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การฟังนี้มีอยู่ เรามิได้กล่าว

ว่าไม่มี ก็แต่ว่าการฟังนี้เป็นการฟังอันเลว ฯลฯ ไม่เป็น

ไปเพื่อพระนิพพาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลใดแลมีสัทธา

ตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความ

เลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปเพื่อฟังธรรมของตถาคต หรือของ

สาวกของตถาคต.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การฟังนี้ประเสริฐกว่าการ

ฟังทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้ง

หลาย ฯลฯ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น

มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใส

ยิ่ง ย่อมไปฟังธรรมของตถาคตหรือของสาวกของพระ

ตถาคต นี้ เราเรียกว่าสวนานุตริยะ.

ทัสนานุตริยะ สวนานุตริยะเป็นดังนี้.

ก็ลาภานุตริยะเป็นอย่างไร?

ดูก่อนภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมได้บุตร

บ้าง ภรรยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือลาภมากบ้าง น้อยบ้าง

หรือได้สัทธาในสมณพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภคือการได้นี้มีอยู่ เรา

มิได้กล่าวว่าไม่มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่า ลาภคือการได้นี้

เป็นลาภเลว ฯลฯ ไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลใดแลเป็นผู้มี

สัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว

มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมได้สัทธาในพระตถาคต หรือ

สาวกของพระตถาคต.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภคือการได้นี้เป็นลาภ

อันประเสริฐกว่าลาภทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความ

บริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง

พระนิพพาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น

มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง

ย่อมได้สัทธาในพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต

นี้ เราเรียกว่าลาภานุตริยะ.

ทัสนานุตริยะ สวนานุตริยะ ลาภานุตริยะเป็นดังนี้.

ก็สิกขานุตตริยะเป็นอย่างไร?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อม

ศึกษาศิลปะเกี่ยวกับช้างบ้าง ม้าบ้าง รถบ้าง ธนูบ้าง

ดาบบ้าง หรือศึกษาศิลปะชั้นสูงชั้นต่ำ ย่อมศึกษาต่อ

สมณพราหมณ์ผู้มีความเห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การศึกษานี้มีอยู่ เรามิได้

กล่าวว่า การศึกษานี้ไม่มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่าการศึกษานั้น เป็น

การศึกษาที่เลว ฯลฯ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลใดมีสัทธาตั้งมั่น

มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง

ย่อมศึกษาอธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรม

วินัยอันตถาคตประกาศแล้ว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การศึกษานี้ประเสริฐกว่า

การศึกษาทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่ง

สัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น

มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง

ย่อมศึกษาอธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรม

วินัยอันตถาคตประกาศแล้วนี้ เราเรียกว่าสิกขานุตริยะ.

ทัสนานุตริยะ สวนานุตริยะ ลาภานุตริยะ สิกขา-

นุตริยะ เป็นดังนี้.

ก็ปาริจริยานุตริยะเป็นอย่างไร?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้

ย่อมบำรุงกษัตริย์บ้าง, พราหมณ์บ้าง, คฤหบดีบ้าง,

ก็หรือว่า ย่อมบำรุงบุคคลชั้นสูงและต่ำ, หรือย่อมบำรุง

สมณพราหมณ์ผู้มีความเห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การบำรุงนี้มีอยู่ เรามิได้

กล่าวว่า การบำรุงไม่มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่การบำรุงนี้แลเป็นการ

บำรุงอันเลว ฯลฯ ไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่าบุคคลใดแลผู้มี

สัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มี

ความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมบำรุงพระตถาคตหรือสาวกของ

พระตถาคต.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การบำรุงนี้ประเสริฐกว่า

การบำรุงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิแห่ง

สัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น

มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง

ย่อมบำรุงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต. นี้เรา

เรียกว่าปาริจริยานุตริยะ.

ทัสนานุตริยะ สวนานุตริยะ ลาภานุตริยะ สิกขา-

นุตริยะ ปาริจริยานุตริยะ เป็นดังนี้.

ก็อนุสตานุตริยะเป็นอย่างไร?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้

ย่อมระลึกถึงการได้บุตรบ้าง การได้ภรรยาบ้าง การ

ได้ทรัพย์บ้าง ก็หรือว่าย่อมระลึกถึงการได้มากบ้าง

น้อยบ้าง, หรือระลึกถึงสมณพราหมณ์ผู้มีความเห็นผิด

ผู้ปฏิบัติผิด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การระลึกถึงนี้มีอยู่ เรา

มิได้กล่าวว่า การระลึกถึงนี้ไม่มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่ว่า การระลึกถึงนี้นั้น

แลเป็นการระลึกถึงอันเลว ฯลฯ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อ

พระนิพพาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่าบุคคลใดแลผู้มี

สัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว

มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวก

ของพระตถาคต.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การระลึกถึงนี้ประเสริฐ

กว่าการระลึกถึงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์

แห่งสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น

มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง

ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต. นี้

เราเรียกว่า อนุสตานุตริยะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้คือ อนุตริยะ ๖

ฉะนี้แล.

____________________________

องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๐๑

อรรถกถาสัตตกนิทเทส ว่าด้วยนิททสะ ๗

ในคำว่า สตฺต นิทฺทสวตฺถูนิ นี้มีความว่า ทสะ แปลว่า ๑๐ ไม่มีแก่ผู้นั้น ฉะนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่านิททสะ, วัตถุคือเหตุแห่งนิททสะคือความเป็นแห่งนิททสะ ชื่อว่านิททสวัตถุ.

จริงอยู่ พระขีณาสพปรินิพพานในกาลที่มีพรรษา ๑๐ ก็ไม่ชื่อว่ามีพรรษา ๑๐ อีก เพราะไม่มีปฏิสนธิอีกต่อไป ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่านิททสะ ไม่มีพรรษา ๑๐. และไม่มีพรรษา ๑๐ อย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ แม้พรรษา ๙ ก็ไม่มี ฯลฯ แม้กาลสักว่าครู่เดียวก็ยังไม่มี. พระขีณาสพปรินิพพานในกาลที่มีพรรษา ๑๐ เท่านั้นก็หาไม่ แม้ปรินิพพานในกาลที่มีพรรษา ๗ ก็ไม่ชื่อว่ามีพรรษา ๗ ไม่มีพรรษา ๑๐ ไม่มีกาลแม้สักครู่เดียว.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อยกเอาโวหารอันเกิดในลัทธิเดียรถีย์มาไว้ในพระศาสนา แล้วทรงแสดงความไม่มีแห่งพระขีณาสพผู้เช่นนั้นในลัทธิเดียรถีย์นั้น และความมีอยู่แห่งพระขีณาสพผู้เช่นนั้นในศาสนานี้ จึงตรัสเหตุแห่งความมีอยู่แห่งพระขีณาสพผู้เช่นนั้นว่า สตฺต นิทฺทสวตฺถูนิ - วัตถุแห่งนิททสะ ๗.

ดุจดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิททสวัตถุ ๗ ประการนี้.

๗ ประการเป็นไฉน? คือ

๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทานสิกขา

และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการสมาทาน

สิกขา.

๒. เป็นผู้ได้ความยินดีอย่างแรงกล้าในการ

ใคร่ครวญธรรม และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจาก

ไปในการใคร่ครวญธรรมต่อไป.

๓. เป็นผู้ยินดีอย่างแรงกล้าในการกำจัดความ

อยาก และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการ

กำจัดความอยากต่อไป.

๔. เป็นผู้มีความยินดีอย่างแรงกล้าในการหลีก-

เร้น และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการหลีก

เร้นต่อไป.

๕. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการเริ่ม

ความเพียร และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปใน

การเริ่มความเพียรต่อไป.

๖. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในความ

เป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตัว และเป็นผู้มี

ความรักอันไม่ปราศจากไปในความเป็นผู้มีสติปัญญา

เป็นเครื่องรักษาตัวต่อไป.

๗. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการ

แทงตลอดด้วยทิฏฐิ และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศ-

จากไปในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิต่อไป.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิททสวัตถุ ๗ ประการ

นี้แล.

____________________________

องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๑๘

แม้พระเถระครั้นยกเทศนาอย่างนั้นขึ้นกล่าวว่า สตฺต นิทฺทสวตฺถูนิ - นิททสวัตถุ ๗ ดังนี้.

อรรถกถาอัฏฐกนิทเทส ว่าด้วยอภิภายตนะ ๘

ในคำว่า อฏฺฐ อภิภายตนานิ - อภิภายตนะ ๘ นี้มีความว่า อายตนะทั้งหลายครอบงำฌานเหล่านั้น ฉะนั้น ฌานเหล่านั้นจึงชื่อว่าอภิภายตนะ.

คำว่า อายตนานิ ความว่า ฌานมีกสิณเป็นอารมณ์กล่าวคืออายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งอันยิ่ง.

อธิบายว่า ก็บุคคลผู้มีญาณอันยิ่ง ผู้มีญาณแกล้วกล้าคิดว่า อันเราพึงเข้าในอารมณ์นี้ เพราะเหตุไร? ภาระในการทำจิตให้เป็นเอกัคคตา ไม่มีแก่เราดังนี้ แล้วครอบงำอารมณ์เหล่านั้นเสียเข้าสมาบัติ, ยังอัปปนาให้เกิดขึ้นในอารมณ์นี้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งนิมิต. ฌานที่ให้เกิดขึ้นโดยประการอย่างนี้ ท่านเรียกว่าอภิภายตนะ.

อภิภายตนะ ๘ เป็นไฉน?

๑. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูป

ภายนอกเล็กน้อย มีวรรณะดีและทราม ครอบงำรูปเหล่า

นั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น, นี้เป็น

อภิภายตนะที่ ๑.

๒. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูป

ภายนอกไม่มีประมาณ มีวรรณะดีและทราม ครอบงำ

รูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น,

นี้เป็นอภิภายตนะที่ ๒.

๓. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูป

ภายนอกเล็กน้อย มีวรรณะดีและทราม ครอบงำรูป

เหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น,

นี้เป็นอภิภายตนะที่ ๓.

๔. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูป

ภายนอกไม่มีประมาณ มีวรรณะดีและทราม ครอบงำ

รูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น,

นี้เป็นอภิภายตนะที่ ๔.

๕. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูป

ภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว,

ดอกผักตบอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว,

หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยง

เขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียวแม้ฉันใด, ผู้

หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอัน

เขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียวฉันนั้นเหมือน

กัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ เรารู้

เราเห็น, นี้เป็นอภิภายตนะที่ ๕.

๖. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูป

ภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสี

เหลือง, ดอกกรรณิกาอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลือง

ล้วน มีรังสีเหลือง, หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี

มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน

มีรังสีเหลืองแม้ฉันใด, ผู้ใดมีความสำคัญในอรูปภาย

ใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลือง

ล้วน มีรังสีเหลืองฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่า

นั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น, นี้เป็น

อภิภายตนะที่ ๖.

๗. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูป

ภายนอกอันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดง,

ดอกหงอนไก่อันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดง,

หรือว่า ผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยง

แดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดงแม้ฉันใด, ผู้หนึ่ง

มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง

มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดง ฉันนั้นเหมือนกัน

ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้

เราเห็น, นี้เป็นอภิภายตนะที่ ๗.

๘. ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูป

ภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว, ดาว

ประกายพรึกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว,

หรือว่า ผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยง

ขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว แม้ฉันใด, ผู้หนึ่ง

มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มี

วรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาวฉันนั้นเหมือนกัน ครอบ

งำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้ เราเห็น,

นี้เป็นอภิภายตนะที่ ๘.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๓๔๙

อรรถกถานวกนิทเทส ว่าด้วยอนุปุพพวิหารธรรม ๙

คำว่า นว อนุปุพฺพวิหารา - อนุปุพพวิหาร ๙ มีความว่า ภายหลังแห่งธรรมมีในก่อนๆ ชื่อว่าอนุปุพพะ - ตามลำดับ, วิหาระ - ธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ ชื่อว่าอนุปุพพวิหาระ เพราะเป็นธรรมอันพระโยคีบุคคลพึงอยู่คือพึงเข้าอยู่ตามลำดับ.

อธิบายว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันพระโยคีบุคคลพึงเข้าอยู่ตามลำดับ.

อนุปุพพวิหารธรรม ๙ เป็นไฉน?

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

เข้าปฐมฌาน สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย มีวิตกวิจาร

มีปีติสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

๒. ภิกษุ เพราะระงับวิตกวิจารเสียได้ ก็เข้า

ทุติยฌาน อันเป็นความผ่องใสแห่งใจในภายใน มี

อารมณ์เป็นเอโกทิภาพ - ความที่จิตมีอารมณ์เดียว

ไม่มีวิตกวิจาร มีปีติสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่.

๓. ภิกษุเข้าตติยฌานอันปราศจากปีติอยู่

ด้วยอุเบกขา, สติ, สัมปชัญญะเสวยสุขทางกายซึ่ง

พระอริยะทั้งหลายเรียกว่า เป็นผู้มีอุเบกขา, มีสติ,

มีธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขดังนี้.

๔. ภิกษุ เพราะละสุขและทุกข์ดับโสมนัส

โทมนัสในก่อนเสียได้ จึงเข้าจตุตถฌานอันไม่มี

ทุกข์และสุข บริสุทธิด้วยอุเบกขาและสติอยู่.

๕. ภิกษุ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆ-

สัญญา ไม่ใส่ใจนานัตตสัญญาได้โดยประการทั้ง

ปวง จึงเข้าอากาสานัญจายตนะด้วยบริกรรมว่า

อนนฺโต อากาโส - อากาสไม่มีที่สุดอยู่.

๖. ภิกษุ ก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะเสียได้

โดยประการทั้งปวง จึงเข้าวิญญาณัญจายตนะด้วย

บริกรรมว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ - วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่.

๗. ภิกษุ ก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียได้

โดยประการทั้งปวง จึงเข้าอากิญจัญญายตนะด้วย

บริกรรมว่า นตฺถิ กิญฺจิ - นิดหนึ่งหน่อยหนึ่งไม่มีอยู่.

๘. ภิกษุ ก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะเสียได้

โดยประการทั้งปวง จึงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ

อยู่

๙. ภิกษุ ก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ

เสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ

อยู่ ดังนี้.

____________________________

องฺ. นวก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๒๓๗

อรรถกถาทสกนิทเทส ว่าด้วยนิชชรวัตถุ ๑๐

คำว่า ทส นิชฺชรวตฺถูนิ - นิชชรวัตถุ ๑๐ ความว่า มิจฉาทิฏฐิเป็นต้น ย่อมเสื่อมลง ย่อมสลายไป ฉะนั้นจึงชื่อว่า นิชชระ.

คำว่า วตฺถูนิ - วัตถุทั้งหลาย ได้แก่เหตุ. วัตถุคือเหตุนั้นด้วยเสื่อมลงด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่า นิชชรวัตถุ. นิชชรวัตถุนี้ เป็นชื่อของกุศลธรรมมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น.

นิชชรวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน?

นิชชรวัตถุ ๑๐ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า

๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาทิฏฐิของผู้มี

สัมมาทิฏฐิ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก

เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ย่อม

เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มี

สัมมาทิฏฐินั้นก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรม

เป็นอเนกมีสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่ง

ความเจริญเต็มที่.

๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสังกัปปะของ

ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอัน

ลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย

ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มี

สัมมาสังกัปปะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศล

ธรรมเป็นอเนกมีสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัยก็ย่อม

ถึงซึ่งความเจริญเต็มที่.

๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวาจาของผู้มี

สัมมาวาจา ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามกเป็น

อเนกเหล่าใด มีมิจฉาวาจาเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น

อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาวาจานั้น

ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรมอันเป็นอเนกมี

สัมมาวาจาเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่.

๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉากัมมันตะของผู้

มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก

เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉากัมมันตะเป็นปัจจัยย่อม

เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมา

กัมมันตะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรม

เป็นอเนกมีสัมมากัมมันตะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่ง

ความเจริญเต็มที่.

๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาอาชีวะของผู้มี

สัมมาอาชีวะ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามกเป็น

อเนกเหล่าใด มีมิจฉาอาชีวะเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น

อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาอาชีวะนั้น

ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมา

อาชีวะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่.

๖. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวายามะของ

ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอัน

ลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวายามะเป็นปัจจัย

ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มี

สัมมาวายามะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศล-

ธรรมเป็นอเนกมีสัมมาวายามะเป็นปัจจัย ก็ย่อม

ถึงซึ่งความเจริญเต็มที่.

๗. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสติของผู้มี

สัมมาสติ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามกเป็น

อเนกมีมิจฉาสติเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศล-

ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมาสตินั้น ก็

ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัม-

มาสติเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่.

๘. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสมาธิของผู้

มีสัมมาสมาธิ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก

เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาสมาธิเป็นปัจจัย ย่อม

เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัม-

มาสมาธินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรม

เป็นอเนกมีสัมมาสมาธิเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่ง

ความเจริญเต็มที่.

๙. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาญาณของผู้มี

สัมมาญาณ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก

เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาญาณเป็นปัจจัย ย่อม

เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมา-

ญาณนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรมเป็น

อเนกมีสัมมาญาณเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความ

เจริญเต็มที่.

๑๐. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวิมุตติของผู้

มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก

เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัย ย่อม

เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มี

สัมมาวิมุตตินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศล-

ธรรมเป็นอเนกมีสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึง

ซึ่งความเจริญเต็มที่.

____________________________

องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๑๐๖

อรรถกถาจักขาทินิทเทส ว่าด้วยจักษุเป็นต้น

[๓] คำมีอาทิว่า สพฺพํ ภิกฺขเว อภิญฺเญยฺยํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรรู้ยิ่งดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พึงทราบว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนำมาแสดงแล้วในที่นี้.

จ อักษรในคำว่า กิญฺจํ เป็นนิบาตสักว่าทำบทให้เต็ม.

วิสัชนา ๓๐ มี จกฺขุ เป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงแยกเป็นอย่างละ ๕ๆ ในทวารหนึ่งๆ ในทั้ง ๖ ตามลำดับแห่งความเป็นไปแห่งทวารและอารมณ์.

ในคำนั้น จักษุมี ๒ อย่าง คือ มังสจักษุ ๑ ปัญญาจักษุ ๑.

ในจักษุทั้ง ๒ นั้น ปัญญาจักษุมี ๕ อย่าง คือ พุทธจักษุ ๑, สมันตจักษุ ๑, ญาณจักษุ ๑, ทิพยจักษุ ๑, ธรรมจักษุ ๑.

คำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเมื่อตรวจดูสัตวโลก ได้เห็นแล้วแลด้วยพุทธจักษุ ดังนี้ ชื่อว่าพุทธจักษุ.

คำนี้ว่า สัพพัญญุตญาณ เรียกว่าสมันตจักษุ ดังนี้ ชื่อว่าสมันตจักษุ.

คำนี้ว่า ดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ดังนี้ ชื่อว่าญาณจักษุ.

คำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ เราได้เห็นแล้วแล ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ ดังนี้ ชื่อว่าทิพยจักษุ.

มรรคญาณเบื้องต่ำ ๓ นี้มาในคำว่า ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ไม่มีมลทิน เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้ ชื่อว่าธรรมจักษุ.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๓ ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๒๑๖ เล่ม ๓๐/ข้อ ๒๔๕

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๖๖๖ ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๔

ม. มู. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๙๙

ฝ่ายมังสจักษุ มี ๒ อย่าง คือ สสัมภารจักษุ ๑, ปสาทจักษุ ๑.

ก้อนเนื้ออันใดตั้งอยู่ที่เบ้าตา พร้อมด้วยหนังหุ้มลูกตาภายนอกทั้ง ๒ ข้าง เบื้องต่ำกำหนดด้วยกระดูกเบ้าตา เบื้องบนกำหนดด้วยกระดูกคิ้ว ผูกด้วยเส้นเอ็นอันออกจากท่ามกลางเบ้าตาโยงติดไปถึงสมองศีรษะ วิจิตรด้วยมณฑลแห่งตาดำล้อมรอบด้วยตาขาว ก้อนเนื้อนี้ชื่อว่าสสัมภารจักษุ.

ส่วนความใสอันใดเกี่ยวในสสัมภารจักษุนี้ เนื่องในสสัมภารจักษุนี้ อาศัยมหาภูตรูป ๔ มีอยู่, ความใสนี้ ชื่อว่าปสาทจักษุ.

ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาปสาทจักษุ นี้.

ปสาทจักษุนี้นั้น โดยประมาณก็สักเท่าศีรษะเล็นอาศัยธาตุทั้ง ๔ อาบเยื่อตาทั้ง ๗ ชั้น ดุจน้ำมันที่ราดลงที่ปุยนุ่น ๗ ชั้น อาบปุยนุ่นทุกชั้นอยู่ฉะนั้น ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถีมีจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง เป็นที่เกิดขึ้นแห่งสรีรสัณฐาน ที่อยู่ตรงหน้าในท่ามกลางแววตาดำที่แวดล้อมด้วยมณฑลตาขาว แห่งสสัมภารจักษุนั้น.

ธรรมชาติใดย่อมเห็น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าจักษุ. อธิบายว่า จักษุนั้นย่อมยินดีรูป และทำให้รูปปรากฏแจ่มแจ้งได้.

ธรรมชาติใดย่อมแตกสลายไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ารูป. อธิบายว่า รูปนั้น เมื่อถึงความแปรไปแห่งวรรณะ ย่อมประกาศความถึงหทัย.

วิญญาณเป็นไปทางจักษุ หรือการรู้รูปารมณ์ของจักษุ ชื่อว่าจักขุวิญญาณ.

ชื่อว่าผัสสะ เพราะอรรถว่าถูกต้อง. ท่านกล่าวว่าสัมผัสสะ เพราะประดับบทด้วยอุปสรรค. สัมผัสที่เป็นไปทางจักษุ ชื่อว่าจักขุสัมผัส.

คำว่า จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา ได้แก่ ผัสสเจตสิกที่ประกอบกับจักขุวิญญาณเป็นปัจจัย.

คำว่า เวทยิตํ ได้แก่ รับรู้อารมณ์ อธิบายว่า การเสวยอารมณ์.

ธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์นั้นนั่นแหละ ย่อมเป็นสุข ฉะนั้นจึงชื่อว่าสุขะ.

อธิบายว่า สุขะนั้นเกิดแก่ผู้ใด ก็ย่อมทำผู้นั้นให้ถึงซึ่งความสุข.

อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมเคี้ยวกินและขุดเสียได้ด้วยดีซึ่งอาพาธทางกายและจิต ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าสุขะ.

ธรรมชาติใดย่อมเสวยอารมณ์เป็นทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าทุกขะ.

อธิบายว่า ทุกข์นั้นเกิดแก่ผู้ใด ก็ย่อมทำผู้นั้นให้ถึงซึ่งความทุกข์.

ทุกข์ก็ไม่ใช่, สุขก็ไม่ใช่ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อทุกขมสุข.

ม อักษร ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งปทสนธิ - ต่อบท.

ก็จักขุสัมผัสนั้นเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตกับด้วยตน ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย, อัญญมัญญะ-, นิสสยะ-, วิปากะ-, อาหาระ-, สัมปยุตตะ-, อัตถิ-, อวิคตปัจจัย รวม ๘ ปัจจัย,

เป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตกับด้วยสัมปฏิจฉนจิต ด้วยอำนาจอนันตรปัจจัย, สมนันตระ, อนันตรูปนิสสยะ, นัตถิ, วิคตะ รวม ๕ ปัจจัย,

เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับด้วยสันติรณจิตเป็นต้น ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัยเพียงปัจจัยเดียว.

ธรรมชาติใดย่อมได้ยิน ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าโสตะ.

โสตะนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถี มีโสตวิญญาณเป็นต้นให้สำเร็จ ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง ที่มีสัณฐานดังวงแหวน มีขนอ่อนสีน้ำตาลพอกพูนภายในช่องแห่งสสัมภารโสตะ.

ธรรมชาติใดย่อมเปล่งออก ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าสัททะ - เสียง. อธิบายว่า ย่อมเปล่งเสียง.

ธรรมชาติใดย่อมสูดดม ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าฆานะ - จมูก.

ฆานะนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถีมีฆานวิญญาณเป็นต้นให้สำเร็จ ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง ที่มีสัณฐานดังกีบแพะในภายในแห่งช่องสสัมภารฆานะ.

ธรรมชาติใดย่อมฟุ้งไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าคันธะ - กลิ่น. อธิบายว่า ย่อมประกาศซึ่งที่อยู่ของตน.

ธรรมชาติใดย่อมนำมาซึ่งชีวิต ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าชิวหา - ลิ้น, หรือ ชื่อว่าชิวหา เพราะอรรถว่าลิ้มรส.

ชิวหานั้นยังความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถี มีชิวหาวิญญาณเป็นต้นให้สำเร็จ ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง มีสัณฐานดังลายกลีบดอกอุบลแตก ในท่ามกลางแผ่นลิ้นเบื้องบนเว้นปลายสุด, โคนและข้างๆ แห่งสสัมภารชิวหา.

สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีซึ่งธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ารสะ - รส, อธิบายว่า ย่อมชอบใจ.

ธรรมชาติใดเป็นบ่อเกิดแห่งสาสวธรรมทั้งหลายอันบัณฑิตเกลียด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ากายะ - กาย.

คำว่า อาโย แปลว่า ประเทศเป็นที่เกิดขึ้น.

ความเป็นไปแห่งอุปาทินนรูปในกายนี้มีอยู่ตราบใด ตราบนั้นกายประสาทนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถี มีกายวิญญาณเป็นต้นให้สำเร็จตั้งอยู่ที่กายนั้นโดยมาก.

ธรรมชาติใดย่อมถูกต้อง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าโผฏฐัพพะ - กระทบ.

ธรรมชาติใดย่อมรู้ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ามโน - ใจ, อธิบายว่า ย่อมรู้อารมณ์ต่างๆ.

ธรรมชาติใดย่อมทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าธัมมะ - ธรรมารมณ์.

คำว่า มโน - ใจ ได้แก่ ภวังคจิตที่เป็นไปกับด้วยการรับอารมณ์.

คำว่า ธมฺมา ได้แก่ ธรรมคือธรรมารมณ์มี ๑๒ ประเภท.

____________________________

จิตและเจตสิกรับอารมณ์โดยแน่นอน มีอารมณ์ ๑๒ ประเภท คือ :-

๑. กามอารมณ์ = กามจิต ๕๔ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘

๒. มหัคคตอารมณ์ = มหัคคตจิต ๒๗ เจตสิก ๓๕

๓. นิพพานอารมณ์ = นิพพาน

๔. นามอารมณ์ = จิต เจตสิก นิพพาน

๕. รูปอารมณ์ = รูป ๒๘

๖. ปัจจุบันอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป

๗. อดีตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป

๘. กาลวิมุตติอารมณ์ = นิพพาน บัญญัติ

๙. บัญญัติอารมณ์ = อัตถบัญญัติ สัททบัญญัติ

๑๐. ปรมัตถอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน

๑๑. อัชฌัตตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป

๑๒. พหิทธอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน บัญญัติ.

____________________________

คำว่า มโนวิญฺญาณํ - มโนวิญญาณจิต ได้แก่ มโนวิญญาณที่ทำชวนกิจ.

คำว่า มโนสมฺผสฺโส - มโนสัมผัสสะ ได้แก่ ผัสสเจตสิกที่ประกอบกับมโนวิญญาณนั้น.

มโนสัมผัสสะนั้นเป็นปัจจัยแก่เวทนาที่ประกอบด้วยอำนาจปัจจัย ๗ ปัจจัย ที่เหลือเว้นวิปากปัจจัย,

เป็นปัจจัยแก่เวทนาที่ประกอบกับชวนะเป็นลำดับไป คือชวนะดวงที่ ๒ ด้วยอำนาจปัจจัย ๕ ปัจจัย เหล่านั้นเหมือนกัน,

เป็นปัจจัยแก่ชวนะที่เหลือ คือชวนะดวงที่ ๓-๗ ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น.

____________________________

สหชาตะ, อัญญมัญญะ, นิสสยะ, อาหาระ, สัมปยุตตะ, อัตถิ, อวิคตะ.

อนันตระ, สมนันตระ, อนันตรูปนิสสยะ, นัตถิ, วิคตะ.

ขันธ์ ๕

[๔] วิสัชนา ๕ มีวิสัชนาในรูปเป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงด้วยสามารถแห่งขันธ์.

ธรรมชาติใด ย่อมเสื่อมสลาย ย่อมถูกเบียดเบียนด้วยวิโรธิปัจจัยมีความเย็นเป็นต้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่ารูป.

ธรรมชาติใด ย่อมเสวยอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่าเวทนา.

ธรรมชาติใด ย่อมจำอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่าสัญญา.

ธรรมชาติใด ย่อมปรุงแต่ง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่าสังขาร.

ธรรมชาติใด ย่อมรู้อารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่าวิญญาณ.

ธรรมหมวด ๖

วิสัชนา ๖๐ มีวิสัชนาในจักขุเป็นต้น มีธรรมวิจารเป็นที่สุด ด้วยสามารถแห่งหมวด ๖ หมวดละ ๑๐ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงโดยความเป็นปิยรูปสาตรูป.

เวทนามีเวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสเป็นต้นกับทั้งธรรมที่สัมปยุตด้วย.

ความสำคัญในรูป ชื่อว่ารูปสัญญา.

ธรรมชาติใด ย่อมตั้งใจในอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าสัญเจตนา. อธิบายว่า ย่อมมุ่งสู่อารมณ์.

ธรรมชาติใด ย่อมกระหาย ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าตัณหา. อธิบายว่า ย่อมอยาก.

ธรรมชาติใด ย่อมตรึกซึ่งอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าวิตักกะ.

อีกอย่างหนึ่ง ความตรึก ชื่อว่าวิตักกะ, ท่านอธิบายไว้ว่า การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์.

ธรรมชาติใด ย่อมประคองจิตไว้ในอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าวิจาระ.

อีกอย่างหนึ่ง การพิจารณาชื่อว่าวิจาร. ท่านอธิบายไว้ว่า การพิจารณาเนืองๆ.

ธาตุ ๖

[๕] วิสัชนา ๖ มีวิสัชนาในปฐวีธาตุเป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงด้วยสามารถการกำหนดนามรูป โดยสังเขป.

ชื่อว่าปฐวี - ดิน เพราะเป็นธรรมชาติแผ่ไป.

ธรรมชาติใด ย่อมเอิบอาบ หรือว่าย่อมไหลไปและเกาะกุม ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าอาโป - น้ำ.

ธรรมชาติใด ย่อมทำให้ร้อน ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าเตโช - ไฟ.

ธรรมชาติใด ย่อมพัดไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าวาโย - ลม.

ธรรมชาติใด อันใครๆ ย่อมขีดไม่ได้ เขียนไม่ได้ คืออันใครๆ ไม่อาจที่จะไถ, ตัดหรือทำลายได้ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าอากาโส - อากาส.

ชื่อว่าธาตุ เพราะอรรถว่ามิใช่สัตว์.

กสิณ ๑๐

วิสัชนา ๑๐ มีวิสัชนาในปฐวีกสิณเป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้แสดงด้วยสามารถแห่งกสิณภาวนา.

ดวงกสิณด้วยสามารถการแผ่ไปในอารมณ์ทั้งสิ้นก็ดี, นิมิตที่ปรากฏที่ดวงกสิณนั้นก็ดี, ฌานมีดวงกสิณนั้นเป็นอารมณ์ก็ดี ท่านเรียกว่ากสิณ.

แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอาฌาน. คือ ฌาน ๔ มีมหาภูตเป็นกสิณเป็นอารมณ์ในเบื้องต้น, จากนั้น ฌาน ๔ มีวัณณกสิณเป็นอารมณ์ในเบื้องปลาย.

ปริจเฉทากาส ๑, ฌานมีปริจเฉทากาสนั้นเป็นอารมณ์ ๑, กสิณุคฆาฏิมากาส ๑, และอากาสานัญจายตนฌาน มีกสิณุคฆาฏิมากาสนั้นเป็นอารมณ์ ๑ ท่านเรียกว่าอากาสกสิณ.

จิตที่รู้อากาสานัญจายตนฌาน ๑, วิญญาณัญจายตนฌานมีอากาสานัญจายตนฌานนั้นเป็นอารมณ์ ๑ ท่านเรียกว่าวิญญาณกสิณ.

อาการ ๓๒

[๖] วิสัชนา ๓๒ มีวิสัชนาเกสาเป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้แสดงด้วยสามารถกรรมฐานมีอาการ ๓๒ เป็นอารมณ์.

ก็เมื่ออาการ ๓๒ มีเกสาเป็นต้นเหล่านั้นปรากฏโดยความเป็นของปฏิกูล ก็เป็นอสุภกรรมฐานด้วยสามารถแห่งกายคตาสติ, เมื่อปรากฏโดยความเป็นสี ก็เป็นวัณณกรรมฐาน, เมื่อปรากฏโดยความเป็นธาตุ ก็เป็นจตุธาตุววัตถานกรรมฐาน,

อนึ่ง อาการ ๓๒ มีเกสาเป็นต้นปรากฏโดยความเป็นปฏิกูลหรือโดยสี ฌานก็มีสิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นอารมณ์. เมื่อธาตุปรากฏแล้ว ก็พึงทราบว่า เป็นโกฏฐาสเหล่านั้น และเป็นการเจริญธาตุที่มีโกฏฐาสนั้นเป็นอารมณ์.

____________________________

ฉ. กสิณกรรมฐาน.

๑. เกสา - ผมทั้งหลาย เกิดอยู่ที่หนังหุ้มกะโหลกศีรษะในด้านข้างทั้ง ๒ แห่งศีรษะ กำหนดด้วยกกหูทั้ง ๒ ข้างหน้ากำหนดด้วยหน้าผากเป็นที่สุด, และข้างหลังกำหนดด้วยท้ายทอย นับได้ตั้งแสนเป็นอเนก.

๒. โลมา - ขนทั้งหลาย ตั้งอยู่ที่หนังหุ้มสรีระโดยมาก เว้นที่เป็นที่ตั้งแห่งอวัยวะมีผมเป็นต้น และฝ่ามือฝ่าเท้าทั้ง ๒ เสีย ท่านกำหนดขุมขนไว้ถึง ๙ หมื่น ๙ พันขุม ตั้งอยู่ในหนังหุ้มสรีระ มีประมาณลิกขาหนึ่งเป็นประมาณ.

๓. นขา - เล็บทั้งหลาย ตั้งอยู่บนหลังแห่งปลายนิ้วทั้งหลายนับได้ ๒๐.

๔. ทนฺตา - ฟันทั้งหลาย ตั้งอยู่ที่กระดูกคางทั้ง ๒ โดยมากนับได้ ๓๒ ซี่.

๕. ตโจ - หนังหุ้มสรีระทั้งสิ้น ตั้งอยู่ใต้ผิวหนัง บนพังผืดชั้นนอก.

๖. มํสํ - เนื้อนับได้ ๙๐๐ ชิ้น ตั้งฉาบกระดูก ๓๐๐ กว่าท่อน.

๗. นหารุ - เอ็น ๙๐๐ ผูกพันกระดูกทั้งหลาย ตั้งอยู่ทั่วสกลสรีระ.

๘. อฏฺฐี - กระดูก ๓๐๐ กว่าท่อน ตั้งอยู่ทั้งเบื้องล่างเบื้องบนทั่วสกลสรีระ.

๙. อฏฺฐิมิญฺชา - เยื่อในกระดูก ตั้งอยู่ภายในกระดูกเหล่านั้นๆ.

๑๐. วกฺกํ - ไต ได้แก่ ก้อนเนื้อ ๒ ก้อนอยู่ล้อมเนื้อหัวใจ มีขั้วอันเดียวกันแตกออกจากหลุมคอ ถัดไปหน่อยหนึ่งแล้วแยกออกเป็น ๒ รึงรัดไว้ด้วยเอ็นหยาบๆ.

____________________________

ในที่ทั่วไปเป็น อฏฺฐิมิญฺชํ. โบราณแปลว่า ม้าม.

๑๑. หทยํ - หัวใจ ได้แก่ ก้อนเนื้อหทัย ตั้งอยู่ท่ามกลางถันทั้ง ๒ ข้างในภายในสรีระ เต็มไปด้วยโลหิตประมาณกึ่งฟายมือเป็นที่อาศัยแห่งจิต มีหลุมภายในมีประมาณเท่าที่ตั้งแห่งเมล็ดบุนนาค.

๑๒. ยกนํ - ตับ ได้แก่ แผ่นเนื้อเป็นคู่ อาศัยตั้งอยู่ข้างขวาภายในร่างกายระหว่างถันทั้ง ๒ ข้าง.

๑๓. กิโลมกํ - พังผืด ได้แก่ เนื้อหุ้ม ๒ อย่าง คือเนื้อพังผืดที่ปิดหุ้มหัวใจและม้ามตั้งอยู่ ๑, และเนื้อพังผืดที่ไม่ปิด หุ้มเนื้อใต้ผิวหนัง ตั้งอยู่ทั่วสกลสรีระ ๑.

๑๔. ปิหกํ - ม้าม ได้แก่ เนื้อมีสัณฐานดุจลิ้นลูกโคดำตั้งอยู่ข้างซ้ายหัวใจ อาศัยข้างบนเยื่อหุ้มท้อง.

____________________________

โบราณแปลว่า ไต.

๑๕. ปปฺผาสํ - ปอด ได้แก่ ก้อนเนื้อที่เรียกว่าปอดโดยประเภทนับได้ ๓๒ ก้อน ห้อยปิดเนื้อบนหัวใจและตับตั้งอยู่ราวนมทั้ง ๒ ข้างในภายในสรีระ.

๑๖. อนฺตํ - ไส้ใหญ่ ได้แก่ เกลียวไส้ที่เป็นขนด ขดอยู่ในที่ทั้งหลาย คือ เบื้องบนใต้หลุมคอลงมา เบื้องล่างถึงกรีสมรรค ตั้งอยู่ภายในสรีระ มีหลุมคอเป็นต้นและมีกรีสมรรคเป็นที่สุดเกี่ยวพันถึงกัน ของบุรุษยาว ๓๒ ศอก ของสตรียาว ๒๘ ศอก รวม ๒๑ ขนดด้วยกัน.

____________________________

กรีสมรรค = ทวารหนัก.

๑๗. อนฺตคุณํ - ไส้น้อย ได้แก่ ลำไส้น้อยพันปลายปากขนด รวมกันที่ขนดลำไส้ใหญ่ ตั้งอยู่ระหว่างขนดลำไส้ใหญ่ ๒๑ ขนด.

๑๘. อุทริยํ - อาหารใหม่ ได้แก่ อาหารที่ถูกบดจนเป็นจุรณด้วยสากคือฟัน หมุนไปรอบๆ ด้วยมือคือลิ้น เกลือกกลั้วด้วยน้ำลาย ในขณะนั้นก็ปราศจากสมบัติแห่งสีกลิ่นและรสเป็นต้น เช่นกับข้าวย้อมด้ายของช่างหูกและรากสุนัข ตกไปคลุกเคล้ากับดีเสมหะและลม เดือดด้วยกำลังความร้อนของไฟในท้อง เกลื่อนกล่นด้วยกิมิชาติตระกูลใหญ่น้อย ปล่อยฟองฟอดขึ้นเบื้องบน จนถึงความเป็นขี้ขยะมีกลิ่นเหม็น น่าเกลียดยิ่งนัก ตั้งอยู่ที่พื้นลำไส้ใหญ่บนนาภี กล่าวคือที่ท้องอันเป็นที่อาศัยของอาหารใหม่ต่างๆ ที่กลืนดื่มเคี้ยวกินและลิ้มเข้าไป.

๑๙. กรีสํ - อาหารเก่า ได้แก่ อุจจาระตั้งอยู่ในที่สุดแห่งลำไส้ใหญ่ สูงประมาณ ๘ องคุลี ในระหว่างแห่งนาภีและที่สุดแห่งกระดูกสันหลัง ในภายใต้ กล่าวคือที่อยู่ของอาหารที่ย่อยแล้ว.

๒๐. ปิตฺตํ - น้ำดี ได้แก่ ดี ๒ อย่าง คือ ที่อาศัยตับในระหว่างเนื้อหทัยและปอดตั้งอยู่ กล่าวคือน้ำดีที่อยู่ประจำในถุงน้ำดี มีสัณฐานเช่นกับรังบวบขมใหญ่ ๑, และที่มิได้อยู่ประจำ เว้นที่ของผม, ขน, เล็บและฟันที่ไม่มีเนื้อ และหนังที่ด้านและแห้งซึมซาบอยู่ทั่วสรีระส่วนที่เหลือ.

๒๑. เสมฺหํ - เสลด ได้แก่ เสมหะประมาณเต็มฟายมือหนึ่ง ตั้งอยู่ที่พื้นท้อง.

๒๒. ปุพฺโพ - หนอง ได้แก่ ความแปรไปแห่งโลหิตเสีย เกิดที่อวัยวะที่ถูกเสี้ยนหนามและเปลวไฟเป็นต้น กระทบแล้วหรือที่อวัยวะที่มีฝีและต่อมพุพองเป็นต้น เกิดขึ้นแล้วด้วยการกำเริบแห่งธาตุในภายในสรีระประเทศ.

____________________________

…ปิฏฺฐิกณฺฏกมูลานํ.

ปริปกฺกโลหิต… โลหิตแก่รอบ.

๒๓. โลหิตํ - โลหิต ได้แก่ เลือด ๒ อย่าง คือ เลือดที่สั่งสมอยู่มีประมาณเพียงเต็มฟายมือหนึ่งชุ่มอยู่ที่ไตเนื้อหัวใจตับและปอดไหลออกทีละน้อยๆ เบื้องบนเนื้อหัวใจไตและปอดเต็มส่วนล่างของตับ ๑, และเลือดที่วิ่งแผ่ไปทั่วสรีระที่มีใจครองทั้งปวง โดยทำนองแห่งเปลวไฟที่พุ่งไป เว้นเสียแต่ที่ของผมขนเล็บและฟันที่ไม่มีเนื้อ และหนังที่ด้าน และแห้ง ๑.

๒๔. เสโท - เหงื่อ ได้แก่ อาโปธาตุที่ไหลออกจากช่องขุมผมและขนทั้งปวงในสรีระที่ร้อนเพราะความร้อนจากไฟและความร้อนจากดวงอาทิตย์และความวิการแห่งฤดูเป็นต้น.

๒๕. เมโท - มันข้น ได้แก่ ยางเหนียวข้น ของคนอ้วนอาศัย ตั้งอยู่ระหว่างหนังและเนื้อ, ของคนผอมอาศัยตั้งอยู่ที่อวัยวะทั้งหลายมีเนื้อแข้งเป็นต้น.

๒๖. อสฺสุ - น้ำตา ได้แก่ อาโปธาตุที่ตั้งอยู่เต็มเบ้าตาก็ดี ที่ไหลออกก็ดี เพราะเกิดจากดีใจเสียใจ อาหารที่เป็นวิสภาคคือที่เผ็ดร้อนและอุตุ.

๒๗. วสา - มันเหลว ได้แก่ มันเหลวใส ตั้งอยู่ที่ฝ่ามือที่หลัง มือฝ่าเท้าหลังเท้าดั้งจมูกหน้าผากและจะงอยบ่า โดยมากเกิดแต่อุสมาเตโชคือไออุ่นจากความร้อนของไฟความร้อนของดวงอาทิตย์และผิดฤดู.

๒๘. เขโฬ - น้ำลาย ได้แก่ อาโปธาตุที่ระคนกันเป็นฟอง ตั้งอยู่ที่ลิ้นข้างกระพุ้งแก้มทั้ง ๒ ข้าง เพราะโดยมากเกิดแก่ผู้เห็นหรือนึกถึงหรือหยิบวางอาหารเช่นนั้นไว้ในปากก็ดี เกิดแก่ผู้เหน็ดเหนื่อยอยู่ก็ดี หรือเกิดความรังเกียจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ดี.

๒๙. สิงฺฆาณิกา - น้ำมูก ได้แก่ ของเน่าไม่สะอาดลื่นเป็นมัน เกิดแก่ผู้มีธาตุกำเริบ เกิดด้วยอาหารวิสภาคและผิดฤดู, หรือแก่คนร้องไห้อยู่ ไหลออกจากเยื่อในสมองภายในศีรษะ ไหลออกมาทางช่องเพดานไปเต็มอยู่ในโพรงจมูกเกรอะกรังขังอยู่ก็มี ไหลออกอยู่ก็มี.

๓๐. ลสิกา - ไขข้อ ได้แก่ น้ำมันที่ให้สำเร็จกิจในการหยอดน้ำมันที่ข้อต่อแห่งกระดูก ตั้งอยู่ระหว่างข้อต่อแห่งกระดูก ๑๘๐ ข้อต่อ.

๓๑. มุตฺตํ - น้ำมูตร ได้แก่ อาโปธาตุตั้งอยู่ภายในกะเพาะปัสสาวะ ด้วยอำนาจอาหารและอุตุ.

๓๒. มตฺถลุงฺคํ - มันสมอง ได้แก่ กองแห่งเยื่อรวมกันแล้วมีจำนวน ๔ ก้อน ตั้งอยู่ที่รอยเย็บ ๔ แห่งภายในกะโหลกศีรษะ.

อายตนะ ๑๒

[๗] วิสัชนา ๑๒ มีวิสัชนาในจักขายตนะเป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงด้วยสามารถแห่งอายตนะ ๑๒.

ชื่อว่าอายตนะ เพราะสืบต่อ, ชื่อว่าอายตนะ เพราะสืบต่อแห่งการมา, และชื่อว่าอายตนะ เพราะนำไปซึ่งการสืบต่อ.

มีคำอธิบาย ท่านกล่าวไว้ว่า จริงอยู่ ธรรมคือจิตและเจตสิก ในบรรดาจักขุและรูปเป็นต้นเป็นทวารและอารมณ์นั้นๆ ย่อมมา ย่อมตั้งขึ้น ย่อมสืบต่อ คือย่อมพยายามโดยกิจของตนๆ มีการเสวยอารมณ์เป็นต้น.

และมีคำอธิบาย ท่านกล่าวไว้อีกว่า ก็ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่านั้น ย่อมแผ่ไปสู๋ธรรมเหล่านั้น ในธรรมอันเป็นทางมา.

และยังมีคำอธิบาย ท่านกล่าวไว้อีกว่า สังสารทุกข์สืบต่อกันไปอย่างมากมายเป็นไปในสงสารอันยืดยาวนานหาที่สุดมิได้นี้ ยังไม่หมุนกลับตราบใด ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่านั้น ก็ย่อมนำไปคือย่อมให้เป็นไปอยู่ตราบนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่, เพราะอรรถว่าเป็นบ่อเกิด, เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุมลง, เพราะอรรถว่าเป็นถิ่นที่เกิด, และเพราะอรรถว่าเป็นการณะ.

จริงอย่างนั้น ในทางโลก ที่เป็นที่อยู่ ท่านเรียกว่าอายตนะ ได้ในคำเป็นต้นว่า อิสฺสรายตนํ - ที่อยู่ของพระอิศวร, วาสุเทวายตนํ - ที่อยู่ของวาสุเทพ.

บ่อเกิด ท่านเรียกว่าอายตนะ ได้ในคำเป็นต้นว่า สุวณฺณายตนํ - บ่อทอง, รชตายตนํ - บ่อเงิน.

แต่ในทางศาสนา ที่เป็นที่ประชุมลง ท่านเรียกว่าอายตนะ ได้ในคำเป็นต้นว่า มโนรเม อายตเน เสวนฺติ นํ วิหงฺคมา เหล่าวิหคย่อมอาศัยต้นไม้นั้น ประชุมกันในที่เป็นที่รื่นรมย์ใจ.

ถิ่นเป็นที่เกิด ท่านเรียกว่าอายตนะ ได้ในคำเป็นต้นว่า ทกฺขิณาปโถ คุนฺนํ อายตนํ - ทักษิณาบถ ถิ่นเป็นที่เกิดแห่งโคทั้งหลาย.

การณะ ท่านเรียกว่าอายตนะ ได้ในคำเป็นต้นว่า ตตฺร ตเตรฺว สกฺขิภพฺพตํ ปาปุณาติ สติ อายตเน เมื่ออายตนะคือเหตุเป็นเครื่องระลึกมีอยู่ เธอก็จะบรรลุผลในธรรมคืออภิญญานั้นๆ แน่นอน.

____________________________

องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๘ องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๒๓

ธรรมคือจิตและเจตสิกทั้งหลายเหล่านั้น อาศัยอยู่ที่จักขุวัตถุเป็นต้น เพราะเนื่องด้วยการอาศัยจักขุวัตถุเป็นต้นนั้นอยู่ ฉะนั้น จักขุเป็นต้นนั้นจึงชื่อว่าเป็นที่อาศัยอยู่แห่งจิตและเจตสิกเหล่านั้น.

ธรรมคือจิตและเจตสิกทั้งหลายเหล่านั้น เกิดที่จักขุวัตถุเป็นต้น เพราะมีจักขุวัตถุเป็นต้นนั้นเป็นที่อาศัย และเพราะมีจักขุวัตถุเป็นต้นนั้นเป็นอารมณ์ ฉะนั้น จักขุวัตถุเป็นต้นจึงชื่อว่าเป็นบ่อเกิดแห่งจิตและเจตสิกเหล่านั้น.

จักขุเป็นต้นเป็นที่ประชุมแห่งธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่านั้น เพราะประชุมลงด้วยสามารถแห่งวัตถุทวารและอารมณ์ในทวารนั้นๆ.

จักขุเป็นต้นเป็นประเทศเป็นที่เกิดแห่งธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่านั้น เพราะเกิดขึ้นในจักขุวัตถุเป็นต้นนั้นนั่นแหละ โดยความ อาศัยจักขุวัตถุเป็นต้นนั้นเป็นอารมณ์.

จักขุเป็นต้นเป็นเหตุแห่งธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่านั้น ก็เพราะความที่จักขุเป็นต้นยังไม่พินาศไป.

จักขุนั้นด้วยเป็นอายตนะด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่าจักขายตนะตามใจความที่ได้กล่าวมาแล้วนี้แล.

ถึงแม้อายตนะที่เหลือก็อย่างนั้นเหมือนกัน.

ธาตุ ๑๘

วิสัชนา ๑๘ มีวิสัชนาในจักขุธาตุเป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงด้วยสามารถแห่งธาตุ ๑๘.

ธรรมหนึ่งๆ ย่อมจัดแจงตามสมควรแก่อารมณ์ทั้งหลายในทวารทั้งหลายมีจักขุทวารเป็นต้น ฉะนั้นธรรมนั้นชื่อว่าธาตุ. ธรรมใดย่อมทรงไว้ ฉะนั้นธรรมนั้น ชื่อว่าธาตุ. ความทรงไว้ ชื่อว่าธาตุ. สภาพที่เป็นเหตุตั้งไว้ ชื่อว่าธาตุ. หรือสภาพที่เป็นเหตุย่อมทรงไว้ในทวารนั้น ฉะนั้น ทวารนั้นชื่อว่าธาตุ.

อธิบายว่า โลกิยธาตุทั้งหลายกำหนดตั้งไว้โดยความเป็นเหตุ ย่อมจัดแจงสังสารทุกข์เป็นอเนกประการ ดุจธาตุมีธาตุทองและธาตุเงินเป็นต้น กำหนดตั้งไว้โดยความเป็นเหตุ จัดแจงอยู่ซึ่งทองและเงินเป็นต้น.

ธรรมชาติใดอันสัตว์ทรงไว้. ความว่า ย่อมธำรงไว้ดุจภาระอันบุคคลผู้แบกภาระ แบกไปอยู่ฉะนั้น.

อนึ่ง ธาตุนี้ก็เพียงแค่ทรงไว้ซึ่งทุกข์เท่านั้น เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ.

อธิบายว่า สังสารทุกข์อันสัตว์ทั้งหลายทรงไว้เสมอด้วยธาตุทั้งหลายอันเป็นเหตุประการหนึ่ง, สังสารทุกข์นั้นอันสัตว์ทรงไว้แล้วอย่างนั้น ย่อมตั้งอยู่ สถิตอยู่ในธาตุทั้งหลายเหล่านั้นประการหนึ่ง.

อนึ่ง สำหรับอัตตาของเดียรถีย์ทั้งหลายไม่มีอยู่โดยสภาวะฉันใด, ก็แลธาตุทั้งหลายเหล่านี้จะมีสภาวะฉันนั้นก็หาไม่. แต่ที่เรียกว่าธาตุ เพราะอรรถว่าเป็นธรรมชาติที่ทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน.

เหมือนอย่างว่าส่วนต่างๆ ของหินมีหรดาลและมโนศิลาเป็นต้นอันวิจิตรตระการในโลก ก็เรียกว่าธาตุฉันใด ธาตุทั้งหลายอันวิจิตรแม้เหล่านี้ก็เรียกว่าเป็นส่วนที่จะพึงรู้ได้ด้วยญาณฉันนั้นแล.

อีกอย่างหนึ่ง ในส่วนทั้งหลายมีรสและโลหิตเป็นต้น กำหนดตามลักษณะอันเป็นวิสภาคแก่กันและกัน อันเป็นส่วนต่างๆ ของร่างกายกล่าวคือสรีระ ย่อมมีชื่อว่าธาตุ ฉันใด ในส่วนต่างๆ แห่งอัตภาพกล่าวคือเบญจขันธ์แม้เหล่านี้ ก็พึงทราบว่า ชื่อว่าธาตุ ฉันนั้น. เพราะธาตุเหล่านั้นมีจักขุธาตุเป็นต้น ก็กำหนดด้วยลักษณะอันเป็นวิสภาคแก่กันและกัน.

อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ธาตุ นี้เป็นเพียงชื่อแห่งนิชชีวธรรม.

จริงอย่างนั้น ในพระบาลีมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนเรานี้มีธาตุ ๖ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทำเทสนาในเรื่องธาตุไว้ ก็เพื่อจะถอนความหมายมั่นว่าเป็นชีวะคือบุคคล.

จักขุนั้นด้วย เป็นธาตุด้วย ฉะนั้น ชื่อว่าจักขุธาตุ ตามใจความที่ได้กล่าวแล้วแล. ถึงแม้ธาตุที่เหลือก็อย่างนั้นเหมือนกัน.

คำว่า มโนธาตุ ได้แก่ มโนธาตุ ๓.

คำว่า ธัมมธาตุ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์, สุขุมรูป ๑๖ และนิพพาน.

คำว่า มโนวิญญาณธาตุ ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุ ๗๖.

อินทรีย์ ๒๒

วิสัชนา ๒๒ มีวิสัชนาในจักขุนทรีย์เป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงด้วยสามารถแห่งอินทรีย์ ๒๒.

ชื่อว่า จักขุนทรีย์ เพราะทำจักขุวัตถุนั่นแหละให้เป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการเห็น.

ชื่อว่า โสตินทรีย์ เพราะทำโสตวัตถุนั่นแหละ ให้เป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการได้ยิน.

ชื่อว่า ฆานินทรีย์ เพราะทำฆานวัตถุนั่นแหละ ให้เป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการสูดกลิ่น.

ชื่อว่า ชิวหินทรีย์ เพราะทำชิวหาวัตถุนั่นแหละให้เป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการลิ้มรส.

ชื่อว่า กายินทรีย์ เพราะทำกายวัตถุนั่นแหละให้เป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการถูกต้อง.

ชื่อว่า มโน เพราะรู้อารมณ์, อธิบายว่า ย่อมรู้อารมณ์ต่างๆ ได้.

แต่พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ชื่อว่ามโน เพราะนึก เพราะรู้อารมณ์ ดุจคนกำหนดนับอยู่ด้วยทะนาน และดุจทรงไว้ด้วยตาชั่งใหญ่ฉะนั้น.

ชื่อว่ามนินทรีย์ เพราะทำมโนนั้นนั่นแหละให้เป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการรู้อารมณ์.

สหชาตธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าชีวิต, ชื่อว่าชีวิตินทรีย์ เพราะทำชีวิตินทรีย์นั้นให้เป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการอนุบาลรักษาสหชาตธรรม.

ชีวิตินทรีย์นั้นมี ๒ อย่าง คือ รูปชีวิตินทรีย์ ๑, อรูปชีวิตินทรีย์ ๑.

ธรรมชาติที่เกิดร่วมกับกัมมชรูปทั้งหมด อนุบาลรักษาสหชาตรูปไว้ ชื่อว่ารูปชีวิตินทรีย์, เจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตทั้งหมด อนุบาลรักษาสหชาตนามธรรมไว้ ชื่อว่าอรูปชีวิตินทรีย์.

ผู้ใดย่อมปรารถนา คือย่อมถึงซึ่งความสมสู่ ผู้นั้นชื่อว่าอิตถี - หญิง เพราะตั้งครรภ์ได้, ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในอวัยวะทั้งหลายมีเพศแห่งหญิงเป็นต้น, ความเป็นใหญ่แห่งหญิงนั่นแล ชื่อว่าอิตถินทรีย์ โดยกำหนด.

นิรยะ - นรก ท่านเรียกว่า ปํ, ผู้ใดถูกบีบคั้นเบียดเบียนอยู่ในนรก กล่าวคือปํ ฉะนั้นผู้นั้น ชื่อว่าปุริส - ชาย, ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในอวัยวะทั้งหลายมีเพศแห่งบุรุษเป็นต้น, ความเป็นใหญ่แห่งบุรุษนั้นแล ชื่อว่าปุริสินทรีย์ โดยกำหนด.

ในอินทรีย์แม้ทั้ง ๒ นั้น อินทรีย์แต่ละอย่างที่เกิดร่วมกับกัมมชรูป ย่อมมีแต่ละอินทรีย์ตามสภาวะ.

สุขเวทนา ที่ประกอบกับกุศลวิปากกายวิญญาณจิต, ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการรู้สึกสบายทางกาย, สุขเวทนานั่นแหละเป็นใหญ่ ชื่อว่าสุขินทรีย์.

ทุกขเวทนา ที่ประกอบกับอกุศลวิปากกายวิญญาณจิต, ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการรู้สึกไม่สบายทางกาย, ทุกขเวทนานั่นแหละเป็นใหญ่ ชื่อว่าทุกขินทรีย์.

มนะ - ใจ ดีคืองาม เพราะประกอบด้วยปีติและโสมนัสของบุคคลนั้นมีอยู่ ฉะนั้น บุคคลนั้นชื่อว่าสุมโน - มีใจดี, ความเป็นแห่งสุมนะ ชื่อว่าโสมนัสสะ, เป็นอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งความยินดีของเจตสิก, โสมนัสสะนั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่าโสมนัสสินทรีย์.

มนะ - ใจ ชั่ว เพราะประกอบด้วยโทมนัสเวทนาของบุคคลนั้นมีอยู่ ฉะนั้น บุคคลนั้นชื่อว่าทุมมโน - มีใจชั่ว, ความเป็นแห่งทุมมนะ ชื่อว่าโทมนัสสะ, เป็นอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งความไม่ยินดีของเจตสิก, โทมนัสสะนั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่าโทมนัสสินทรีย์.

ธรรมชาติใดย่อมเพ่งความเป็นไปแห่งอาการของสุขเวทนาและทุกขเวทนา ย่อมเป็นไปโดยอาการนั้น เพราะตั้งอยู่ด้วยอาการแห่งความเป็นกลาง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าอุเปกขา, เป็นอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งความเป็นกลาง, อุเปกขานั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่าอุเปกขินทรีย์.

บุคคลย่อมเชื่อด้วยธรรมชาตินั้น หรือเชื่อเอง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าสัทธา.

อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติสักว่าความเชื่อนั่นแหละ ชื่อว่าสัทธา, เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นอธิบดีครอบงำความไม่เชื่อ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะกระทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการน้อมใจ,

สัทธานั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่าสัทธินทรีย์.

ความเป็นแห่งความแกล้วกล้า ชื่อว่าวีริยะ, หรือการงานแห่งบุคคลผู้แกล้วกล้าทั้งหลาย, หรือพึงขวนขวาย คือพึงเป็นไปด้วยวิธีอันเป็นอุบายเครื่องนำไป, เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นอธิบดีครอบงำความเกียจคร้าน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งความเพียร.

วีริยะนั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่าวีริยินทรีย์.

บุคคลย่อมระลึกได้ด้วยธรรมชาตินั้น, หรือระลึกเอง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าสติ.

อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติสักว่าความระลึกได้นั่นแหละ ชื่อว่าสติ, เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นอธิบดีครอบงำความเผลอสติ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการตั้งมั่น, สตินั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่าสตินทรีย์.

ธรรมชาติใดย่อมทรงไว้ ย่อมตั้งไว้ด้วยดีซึ่งจิตในอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าสมาธิ, เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นอธิบดีครอบงำความซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ,

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งความไม่ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ, สมาธินั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่าสมาธินทรีย์.

ธรรมชาติใดย่อมรู้อริยสัจโดยนัยเป็นต้นว่า นี้ทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าปัญญา. แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า ชื่อว่าปัญญา เพราะประกาศพระไตรลักษณ์ คือ อนิจฺจํ - ไม่เที่ยง, ทุกฺขํ - เป็นทุกข์, อนตฺตา - มิใช่อัตตา. เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นอธิบดีครอบงำอวิชชา,

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งทัสนญาณ, ปัญญานั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่าปัญญินทรีย์.

ชื่อว่า อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เพราะเกิดแก่พระโยคีบุคคลผู้ปฏิบัติด้วยคิดว่า เราจักรู้พระนิพพานอันเป็นอมตบทอันยังไม่เคยรู้ในสังสารวัฏอันยาวนาน, หรือจักรู้สัจธรรม ๔ เท่านั้นดังนี้ และเพราะมีอรรถว่าอินทรีย์.

อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ.

ชื่อว่า อัญญินทรีย์ เพราะเป็นอินทรีย์ที่รู้ทั่วถึง เพราะรู้สัจธรรม ๔ อันมรรคนั้นรู้แล้ว ไม่ก้าวล่วงขอบเขตอันปฐมมรรครู้แล้ว และเพราะมีอรรถว่าอินทรีย์.

อัญญินทรีย์นี้เป็นชื่อแห่งญาณในฐานะทั้ง ๖ มีโสดาปัตติผลญาณเป็นต้น.

ชื่อว่า อัญญาตาวินทรีย์ เพราะเกิดแก่พระขีณาสพผู้รู้ทั่วถึงแล้วคือมีกิจในจตุสัจญาณเสร็จสิ้นแล้ว และเพราะมีอรรถว่าอินทรีย์,

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อัญญาตาวินทรีย์ เพราะสำเร็จความเป็นใหญ่ในระหว่างแห่งธรรมทั้งหลายอันพระขีณาสพผู้รู้ทั่วถึงแล้วคือผู้มีจิตในสัจจะ ๔ เสร็จสิ้นแล้วแทงตลอดสัจจะ ๔.

อัญญาตาวินทรีย์นี้เป็นชื่อแห่งอรหัตผลญาณ.

อินทรีย์แม้ทั้งหมดเหล่านี้ ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าประกาศกรรมที่เป็นจอม เพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมแสดงแล้ว, เพราะท่านผู้เป็นจอมเห็นแล้ว, เพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมจัดแจงแล้ว, และเพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมเสพแล้ว บัณฑิตพึงนำไปประกอบตามสมควร.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่อว่าเป็นจอม เพราะความเป็นผู้มีความใหญ่ยิ่ง, และกรรมทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ก็ชื่อว่าเป็นจอม เพราะไม่มีใครจะมีความใหญ่ยิ่งเหนือกรรม. เพราะเหตุนั้นแล ในอินทรีย์เหล่านี้ อินทรีย์ที่กรรมให้เกิด ย่อมประกาศให้รู้กุศลกรรมและอกุศลกรรม, และอินทรีย์เหล่านั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นจอมนั้น ทรงจัดแจงแล้ว ฉะนั้นจึงชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าประกาศกรรมที่เป็นจอม และเพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมจัดแจงแล้ว

อนึ่ง อินทรีย์แม้ทั้งหมดเหล่านั้นนั่นแล อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นจอมทรงประกาศแล้ว และตรัสรู้ยิ่งแล้วตามความเป็นจริง ฉะนั้นจึงชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมแสดงแล้ว และเพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมทรงเห็นแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นนั่นแหละผู้เป็นจอมมุนี เสพอินทรีย์บางอย่าง ด้วยการเสพโดยความเป็นอารมณ์ เสพอินทรีย์บางอย่างด้วยการเสพโดยภาวนา ฉะนั้น ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าผู้เป็นจอมเสพแล้วก็มี.

อีกอย่างหนึ่ง อินทรีย์เหล่านี้ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่กล่าวคือเป็นอธิบดีก็มี. ด้วยว่าความเป็นอธิบดีแห่งจักขุเป็นต้น สำเร็จได้ในปวัตติกาลแห่งจักขุวิญญาณเป็นต้น เพราะเมื่ออินทรีย์แก่กล้า จักขุวิญญาณเป็นต้นก็แก่กล้า, เมื่ออินทรีย์อ่อน จักขุวิญญาณเป็นต้นก็อ่อน ดังนี้แล.

ธาตุ ๓ โดยภพ ๓ โวการ ๓

[๘] วิสัชนา ๑๒ มีวิสัชนาในกามธาตุเป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงแล้วโดยประเภทแห่งภพ.

ธาตุอันประกอบด้วยกาม กล่าวคือกามราคะ ชื่อว่ากามธาตุ หรือธาตุกล่าวคือกาม ชื่อว่ากามธาตุ.

ธาตุอันประกอบแล้วด้วยรูปฌาน ชื่อว่ารูปธาตุ เพราะละกามเสียได้ หรือธาตุกล่าวคือรูปฌาน ชื่อว่ารูปธาตุ.

ธาตุอันประกอบแล้วด้วยอรูปฌาน ชื่อว่าอรูปธาตุ เพราะละกามและรูปฌานเสียได้, หรือธาตุกล่าวคืออรูปฌาน ชื่อว่าอรูปธาตุ.

ธาตุเหล่านั้นนั่นแหละ ท่านกล่าวโดยปริยายแห่งภพอีก.

จริงอยู่ ท่านเรียกว่าภพ เพราะย่อมเกิด.

ภพอันประกอบแล้วด้วยสัญญา ชื่อว่าสัญญาภพ หรือภพอันสหรคตด้วยสัญญา ชื่อว่าสัญญาภพ, หรือสัญญามีอยู่ในภพนี้ ฉะนั้น ภพนี้จึงชื่อว่าสัญญาภพ.

โส กามภโว จ อสญฺญาภวมุตฺโต รูปภโว จ เนวสญฺญานาสญฺญาภวมุตฺโต อรูปภโว จ โหติ ฯ น สญฺญาภโว อญฺญาภโว โส รูปภเวกเทโส ฯ

กามภพนั้น ๑, รูปภพที่พ้นจากอสัญญาภพ ๑, อรูปภพที่พ้นจากเนวสัญญานาสัญญาภพ ๑, มิใช่สัญญาภพ ชื่อว่าอสัญญาภพ, อสัญญาภพนั้นเป็นเอกเทสแห่งรูปภพ.

เพราะความไม่มีสัญญาหยาบ ชื่อว่าเนวสัญญา - มีสัญญาก็ไม่ใช่, เพราะมีสัญญาละเอียด ชื่อว่านาสัญญา - ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ฉะนั้นจึงชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญา, ภพที่ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญานั้น ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญาภพ,

อีกอย่างหนึ่ง เพราะความไม่มีสัญญาหยาบ และเพราะความมีสัญญาละเอียด ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญา มีอยู่ในภพนี้ ฉะนั้น ภพนี้จึงชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญาภพ, เนวสัญญานาสัญญาภพนั้นเป็นเอกเทสแห่งอรูปภพ.

ภพที่ระคนด้วยรูปขันธ์ๆ เดียว คือล้วนไปด้วยรูปขันธ์ๆ เดียวแห่งภพนั้นมีอยู่ ฉะนั้น ภพนั้นจึงชื่อว่าเอกโวการภพ, เอกโวการภพนั้นเป็นอสัญญาภพแล.

ภพที่ระคนด้วยนามขันธ์ ๔ คือล้วนไปด้วยนามขันธ์ ๔ แห่งภพนั้นมีอยู่ ฉะนั้น ภพนั้นจึงชื่อว่าจตุโวการภพ, จตุโวการภพนั้นเป็นอรูปภพ.

ภพที่ระคนด้วยขันธ์ ๕ คือล้วนไปด้วยขันธ์ ๕ แห่งภพนั้นมีอยู่ ฉะนั้น ภพนั้นจึงชื่อว่าปัญจโวการภพ, ปัญจโวการภพนั้นเป็นกามภพด้วย เป็นเอกเทสแห่งรูปภพด้วย.

ฌาน

[๙] วิสัชนา ๑๒ มีวิสัชนาในปฐมฌานเป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงด้วยอำนาจฌานสมาบัติ.

คำว่า ฌาน ในที่นี้ ประสงค์เอาเพียงแต่พรหมวิหารธรรมเท่านั้น.

ปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุขและเอกัคตา.

ทุติยฌาน ประกอบด้วยปีติ สุขและเอกัคตา.

ตติยฌาน ประกอบด้วยสุขและเอกัคตา.

จตุตถฌาน ประกอบด้วยอุเบกขาและเอกัคตา.

ธรรมชาติใดย่อมสนิทสนม รักใคร่ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าเมตตา. อธิบายว่า ย่อมเสน่หา.

อีกอย่างหนึ่ง ความเจริญในมิตร หรือความเป็นไปอันนั้นแห่งมิตรมีอยู่ ฉะนั้นจึงชื่อว่าเมตตา, ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นจากปัจนิกธรรมทั้งหลาย และเพราะน้อมไปในอารมณ์, ความพ้นแห่งใจ ชื่อว่าเจโตวิมุตติ, เมตตาคือเจโตวิมุตติ ชื่อว่าเมตตาเจโตวิมุตติ.

กรุณาก็มีอรรถตามที่กล่าวแล้วนั่นแล.

บุคคลประกอบด้วยธรรมชาตินั้นแล้ว ย่อมบันเทิง, หรือธรรมชาติใดย่อมบันเทิงเอง, หรือว่า สักว่าความบันเทิงนั้น ฉะนั้น ชื่อว่ามุทิตา.

ธรรมชาติใดย่อมเพ่งด้วยการประหาณความพิบัติโดยนัยเป็นต้นว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเป็นผู้มีเวรหามิได้เถิด และด้วยการเข้าถึงความเป็นกลาง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าอุเบกขา.

พรหมวิหาร ๓ มีเมตตาเป็นต้น ประกอบด้วยฌาน ๓ มีปฐมฌานเป็นต้น, ส่วนอุเบกขาพรหมวิหารประกอบด้วยจตุตถฌาน.

ที่สุดแห่งอากาศนั้นไม่มีด้วยสามารถแห่งการแผ่ไป ฉะนั้น อากาศนั้นชื่อว่า อนนฺโต - ไม่มีที่สุด, อากาศไม่มีที่สุด ชื่อว่าอากาสานันตะ ได้แก่ กสิณุคฆาฏิมากาส - อากาศที่เพิกกสิณออก. อากาสานันตะนั่นแหละชื่อว่าอากาสานัญจะ, อากาสานัญจะนั้นชื่อว่าเป็นอายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งฌานพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมนั้น เช่นเดียวกับที่อยู่ของเทพทั้งหลายชื่อว่าเทวายตนะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอากาสานัญจายตนะ, สมาบัติคืออากาสานัญจายตนะนั่นแหละ ชื่อว่าอากาสานัญจายตนสมาบัติ.

และที่สุดแห่งวิญญาณนั้นไม่มีด้วยสามารถแห่งการแผ่ไป ฉะนั้น ชื่อว่า อนนฺตํ - ไม่มีที่สุด, วิญญาณไม่มีที่สุดมีอากาศเป็นอารมณ์นั้น. อนันตะนั่นแหละชื่อว่าอานัญจะ, วิญญาณไม่มีที่สุด ท่านไม่กล่าวว่า วิญฺญาณานญฺจ แต่กล่าวว่า วิญฺญาณญฺจ.

ก็ศัพท์นี้ในที่นี้เป็นรุฬหีศัพท์ คือเป็นศัพท์ที่นิยมใช้กัน.

วิญญาณัญจะนั้นเป็นอายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งฌานพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมนั้น เช่นเดียวกับที่อยู่ของเทพทั้งหลายเรียกว่าเทวายตนะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าวิญญาณัญจายตนะ.

ฌานชื่อว่าอากิญจนะ เพราะไม่มีอะไรแม้สักน้อยหนึ่ง. มีคำอธิบายว่า แม้โดยที่สุด เพียงภังคขณะก็ไม่มีเหลืออยู่.

ภาวะแห่งอากิญจนะ ชื่อว่าอากิญจัญญะ. คำนี้เป็นชื่อของฌานที่ไม่มีอากาสานัญจายตนะเป็นอารมณ์.

อากิญจัญญะนั้นเป็นอายตนะ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งฌานพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมนั้น เช่นเดียวกับที่อยู่ของเทพทั้งหลาย เรียกว่าเทวายตนะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอากิญจัญญายตนะ.

สัญญาแห่งฌานพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมนั้นไม่มี ไม่มีสัญญาก็หามิได้ เพราะไม่มีสัญญาหยาบ มีแต่สัญญาละเอียด ฉะนั้นชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญา, เนวสัญญานาสัญญานั้นด้วย เป็นอายตนะด้วย เพราะนับเนื่องด้วยมนายตนะและธรรมายตนะ ฉะนั้นจึงชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ.

อีกนัยหนึ่ง สัญญาในฌานนี้ ชื่อว่าเป็นสัญญาไม่ได้ เพราะไม่สามารถทำกิจสัญญาให้ชัดเจนได้, และชื่อว่าไม่มีสัญญาเลยก็ไม่ได้ เพราะยังมีอยู่โดยสังขารธรรมที่ยังเหลืออยู่เป็นสุขุมภาพ ฉะนั้นจึงชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญา.

เนวสัญญานาสัญญานั้นด้วย เป็นอายตนะด้วย เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งธรรมที่เหลือ ฉะนั้นจึงชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ. คำนี้เป็นชื่อของสมาบัติอันมีอากิญจัญญายตนะเป็นอารมณ์.

____________________________

เสสธมฺมานํ = แห่งธรรมที่เหลือ : ได้แก่ เจตสิก ๒๙ และจิต ๑ มีสัญญาเป็นประธาน.

อนึ่ง ในฌานนี้มิใช่สัญญาจะเป็นอย่างนี้อย่างเดียว แม้เวทนาก็ชื่อว่า เนวเวทนา นาเวทนา - มีเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่มีเวทนาก็ไม่ใช่. แม้จิตก็ชื่อว่า เนวจิตตะ นาจิตตะ - มีจิตก็ไม่ใช่ไม่มีจิตก็ไม่ใช่. ถึงผัสสะก็ชื่อว่า เนวผัสสะ นาผัสสะ - มีผัสสะก็ไม่ใช่ไม่มีผัสสะก็ไม่ใช่.

ในสัมปยุตธรรมที่เหลือก็นัยนี้. แต่เทศนานี้ท่านทำด้วยหัวข้อว่าสัญญา.

ปัจจยาการ ๑๒

วิสัชนา ๑๒ มีวิสัชนาในอวิชชาเป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงด้วยองค์แห่งปฏิจจสมุปบาท.

กายทุจริตเป็นต้นชื่อว่าอวินทิยะ ความว่า ไม่ควรได้ เพราะอรรถว่าไม่ควรบำเพ็ญ. ธรรมชาติใดย่อมได้ซึ่งอวินทิยะนั้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าอวิชชา.

กายสุจริตเป็นต้นชื่อว่าวินทิยะ - ควรได้ เพราะตรงกันข้ามกับอวินทิยะนั้น, ธรรมชาติใดย่อมไม่ได้ซึ่งวินทิยะนั้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าอวิชชา.

ธรรมชาติใดทำอรรถคือกองแห่งขันธ์ทั้งหลายมิให้ปรากฏ, ทำอรรถคือความต่อแห่งอายตนะทั้งหลายมิให้ปรากฏ, ทำอรรถคือความว่างแห่งธาตุทั้งหลายมิให้ปรากฏ, ทำอรรถคือความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมิให้ปรากฏ, ทำอรรถคือความจริงแห่งสัจจะทั้งหลายมิให้ ปรากฏ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าอวิชชา, ทำอรรถ ๔ อย่างที่กล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งการบีบคั้นเป็นต้นแห่งสัจจะทั้งหลายมีทุกขสัจจะเป็นต้น ฉะนั้นจึงชื่อว่าอวิชชา.

ธรรมชาติใดย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้แล่นไปในกำเนิด, คติ, ภพ, วิญญาณฐิติและสัตตาวาสทั้งปวง ในสังสารวัฏอันไม่มีที่สุด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าอวิชชา.

ธรรมชาติใดย่อมแล่นไปในบัญญัติทั้งหลายมีหญิงและบุรุษเป็นต้น อันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์, ไม่แล่นไปแม้ในวิชชมานบัญญัติมีขันธ์เป็นต้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าอวิชชา.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอวิชชา เพราะปกปิดเสียซึ่งวัตถุและอารมณ์แห่งวิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นต้น และธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นปฏิจจสมุปบาทและที่เป็นปฏิจจสมุปปันนะ.

ธรรมชาติใดย่อมปรุงแต่งซึ่งสังขตธรรม ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าสังขาร.

____________________________

สังขตธรรม : จิต ๘๙, เจตสิก ๕๒, รูป ๒๘.

ธรรมชาติใดย่อมรู้อารมณ์ต่าง ๆ ได้ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าวิญญาณ.

ธรรมชาติใดย่อมรู้อารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่านาม, อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมน้อมไปสู่อารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่านาม,

ธรรมชาติใดย่อมแตกดับไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่ารูป.

ธรรมชาติใดย่อมแผ่ไปในจิตและเจตสิกอันเป็นที่เกิด และนำไปสู่สังสารทุกข์อันยืดเยื้อต่อไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อายตนะ.

ธรรมชาติใดย่อมถูกต้อง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าผัสสะ.

ธรรมชาติใดย่อมเสวยอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าเวทนา.

ธรรมชาติใดย่อมอยากได้ในอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าตัณหา.

ธรรมชาติใดย่อมเข้าไปยึดในอารมณ์คือย่อมถือไว้อย่างมั่นคง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าอุปาทาน.

ธรรมชาติใดย่อมเป็น คือย่อมเกิด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าภพ.

การเกิด ชื่อว่าชาติ.

การแก่ ชื่อว่าชรา.

สัตว์ทั้งหลายย่อมตายด้วยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่ามรณะ.

-----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร