ทิฐิกถา
อรรถกถาแปลไทย
ชื่อว่าสัทธัมมปกาสินี ในขุททกนิกาย ภาคที่ ๒ ทิฏฐิกถาในมหาวรรค ๑. อรรถกถาอัสสาททิฏฐินิเทศ
บัดนี้ ถึงคราวที่จะพรรณนาความตามลำดับแห่งทิฏฐิกถา อันท่านกล่าวแล้วในลำดับแห่งญาณกถา.
จริงอยู่ ทิฏฐิกถานี้ชำระมลทินคือมิจฉาทิฏฐิของผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ ซึ่งสะสมญาณที่ทำไว้แล้ว ด้วยญาณกถาเป็นอันทำไว้ด้วยดี.
อนึ่ง สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวไว้ในลำดับแห่งญาณกถาว่า เป็นความบริสุทธิ์ด้วยดี.
ในทิฏฐิกถานั้นมีอยู่ ๔ ปริเฉท คือ
คำถามมีอาทิว่า ทิฏฐิ คืออะไร ๑
การตอบคำถามที่ถามมีอาทิว่า คำว่า ทิฏฐิ คืออะไร คือการลูบคลำด้วยความถือผิด ๑
แสดงถึงความพิสดารของการตอบที่ตอบมีอาทิว่า ทิฏฐิคือการลูบคลำด้วยความถือผิด เป็นอย่างไร ๑
การเปรียบเทียบกับทิฏฐิสูตรมีอาทิว่า ทิฏฐิเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัสสาททิฏฐิ (ความเห็นด้วยความพอใจ) ๑.
ใน ๔ ปริเฉทนั้น พึงทราบวินิจฉัยในปุจฉาปริเฉทก่อน.
ถามว่า ทิฏฐิเป็นอย่างไร เป็นธรรมปุจฉา (ถามธรรมดา) เป็นสหภาวปุจฉา (ถามตามสภาพ).
ถามว่า ที่ตั้งแห่งทิฏฐิเท่าไร เป็นเหตุปุจฉา (ถามตามเหตุ) เป็นปัจจยปุจฉา (ถามตามปัจจัย). อธิบายว่า เหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลายมีเท่าไร.
ถามว่า ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิเท่าไร เป็นสมุทาจารปุจฉา (ถามตามความปรากฏ) เป็นวิการปุจฉา (ถามทำให้แปลกไป).
จริงอยู่ ทิฏฐิทั้งหลายนั่นแล ชื่อว่าทิฏฐิปริยุฏฐานะ (ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ) เพราะตั้งขึ้นหุ้มห่อจิตด้วยอำนาจแห่งความปรากฏ.
ถามว่า ทิฏฐิเท่าไร เป็นสังขยาปุจฉา (ถามตามจำนวน) เป็นคณนาปุจฉา (ถามตามคำนวณ) แห่งทิฏฐิทั้งหลาย.
ถามว่า ความถือผิดแห่งทิฏฐิเท่าไร เป็นทิฏฐิปเภทปุจฉา (ถามตามประเภทของทิฏฐิ) ด้วยประเภทแห่งวัตถุ ด้วยความต่างกันแห่งอารมณ์.
เพราะว่า ทิฏฐิทั้งหลายนั่นแลย่อมยึดถือ ย่อมลูบคลำวัตถุนั้นๆ อารมณ์นั้นๆ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทิฏฐิปรามาส (ลูบคลำทิฏฐิ).
ถามว่า ความถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นไฉน เป็นปฏิปักขปุจฉา (คำถามเป็นปฏิปักษ์กัน) เป็นปหานูปายปุจฉา (คำถามหาอุบายที่จะละ) แห่งทิฏฐิทั้งหลาย.
จริงอยู่ เหตุแห่งทิฏฐิเหล่านั้นมีขันธ์เป็นต้น เป็นเหตุแห่งทิฏฐิ จึงเป็นไปไม่ได้ด้วยการถอนทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นอันต้องถอนเหตุเหล่านั้น ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทิฏฐิฐานสมุคฆาตะ (ถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) เพราะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นเหตุเบียดเบียนอย่างร้ายกาจ
บัดนี้พึงทราบคำตอบ ๖ ข้อมีอาทิว่า ทิฏฐิเป็นอย่างไร ของคำถามทั้ง ๖ ข้อเหล่านั้น.
ในคำถามเหล่านั้น พึงทราบคำถามที่ควรตอบว่า ทิฏฐิเป็นอย่างไร ดังต่อไปนี้.
คำตอบว่า ทิฏฐิคือการลูบคลำด้วยความเห็นผิด.
ก็ทิฏฐินั้นชื่อว่าอภินิเวสะ เพราะยึดถือ ตั้งมั่นถือมั่น ด้วยอำนาจแห่งความเที่ยงเป็นต้นในวัตถุอันไม่เที่ยงเป็นต้น. ชื่อว่าปรามาสะ เพราะก้าวล่วงอาการไม่เที่ยงเป็นต้น แล้วลูบคลำยึดถือต่อไป เป็นไปด้วยอำนาจแห่งความเป็นของเที่ยงเป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปรามาสะ เพราะลูบคลำยึดถือสิ่งอื่น มีอาทิว่าเป็นของเที่ยง ว่าเป็นของจริงอย่างสูงสุด. ความยึดถือและการลูบคลำนั้น ชื่อว่าอภินิเวสปรามาสะ.
พระสารีบุตรเถระย่อมตอบสภาวะของทิฏฐิโดยกิจว่า ทิฏฐิมีประการอย่างนี้ ดังนี้.
บทว่า ตีณิ สตํ คือ ๓๐๐ เป็นความคลาดเคลื่อนของวจนะ.
ถามว่า การถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นไฉน เป็นการยกคำถามขึ้นแล้ว.
ตอบว่า โสดาปัตติมรรคเป็นเครื่องถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิ.
____________________________
พระสูตรเป็น ตึสสตํ (๑๓๐) แต่อรรถกถาใช้คำว่า ตีณิสตํ (๓๐๐) เป็นวจนะวิปลาส นับจำนวนดังนี้คือ ขันธ์ ๕, อายตนะ ๑๒, วิญญาณ ๖, สัมผัส ๖, จักขุสัมผัสสชาเวทนา ๖, สัญญา ๖, สัญเจตนา ๖, ตัณหา ๖, วิตก ๖, วิจาร ๖, ธาตุ ๖, กสิณ ๑๐, โกฏฐาน ๓๒, อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑๘, อินทรีย์ ๑๕, ธาตุ ๒๓, ปฏิจจะ ๑๒, รวม ๑๙๓ นับที่ตั้งแห่งทิฏฐิ ๘ ความกลุ้มรุม ทิฏฐิ ๑๘, ทิฏฐิ ๑๖, ทิกฐิอีก ๓ (คือนั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา) และทิฏฐิ ๖๒ รวมทั้งหมด ๓๐๐ พอดี.
____________________________
บัดนี้ พึงทราบการแสดงโดยพิสดารของบทมีอาทิว่า กถํ อภินิเวสปรามาโส การลูบคลำด้วยการถือผิดเป็นอย่างไร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า รูปํ เป็นทุติยาวิภัตติ. เชื่อมความว่า การลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูป.
อนึ่ง ในบทว่า รูปํ นี้ ได้แก่ รูปูปาทานขันธ์และกสิณรูป. ทิฏฐิคือการลูบคลำด้วยความถือผิดว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา พึงประกอบเฉพาะอย่าง.
บทว่า เอตํ เป็นสามัญวจนะ. ด้วยบทนั้นท่านทำให้เป็นนปุงสกวจนะและเอกวจนะว่า นั่นเวทนาของเรา นั่นสังขารของเรา.
แต่บทว่า เอโส ท่านเพ่งถึงสิ่งที่ควรกล่าวถึง จึงทำให้เป็นปุลลิงควจนะ.
บทว่า เอตํ มม (นั่นของเรา) เป็นทิฏฐิมีความสำคัญ เพราะตัณหาเป็นมูล.
บทว่า เอโสหมสฺมิ (เราเป็นนั่น) เป็นทิฏฐิมีความสำคัญ เพราะมานะเป็นมูล.
บทว่า เอโส เม อตฺตา (นั่นเป็นตัวตนของเรา) มีความสำคัญ เพราะทิฏฐินั่นเอง.
ส่วนอาจารย์บางพวกพรรณนาความแห่งคำทั้ง ๓ เหล่านี้ว่า ความดำริด้วยมมังการ (ความถือว่าเป็นของเรา) ว่านั่นเป็นของเรา ความดำริด้วยอหังการ (ความถือว่าเป็นเรา) ว่าเราเป็นนั่น และการถือมั่นตัวตนอันดำริด้วยอหังการ มมังการว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา.
อนึ่ง การยกย่องด้วยมานะอาศัยตัณหาเป็นมูลตามลำดับ อันมานะยกย่องแล้วอาศัยตัณหาเป็นมูล และการยึดถือตัวตน. การไม่เห็นลักษณะที่เป็นทุกข์แห่งสังขารทั้งหลาย การไม่เห็นลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยงแห่งสังขารทั้งหลาย และการยึดถือตัวตนอันเป็นเหตุไม่เห็นพระไตรลักษณ์แห่งสังขารทั้งหลาย การยึดถือตัวตนของผู้ที่ถึงความวิปลาสในความทุกข์ว่าเป็นความสุข ในความไม่งามว่าเป็นความงาม ในความเป็นของไม่เที่ยงว่าเป็นของเที่ยง และผู้ถึงความวิปลาส ๔ อย่าง.
ความดำริด้วยอาการแห่งปุพเพนิวาสญาณ ความดำริเพื่อจะได้ในอนาคตแห่งทิพยจักษุญาณ และการยึดถือตัวตนของผู้อาศัยความดำริในธรรมทั้งหลายอันเป็นอิทัปปัจจยตา (สิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้) และปฏิจจสมุปบาททั้งส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย คำนึงถึงอดีตด้วยความพอใจ หวังอนาคตด้วยความพอใจ หมกมุ่นอยู่ในปัจจุบัน ชื่อว่ายึดถือตัวตน.
ทิฏฐิมีความไม่รู้เป็นเหตุในส่วนเบื้องต้น ในส่วนเบื้องปลาย และการยึดถือตัวตนมีความไม่รู้เป็นเหตุ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นอิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปบาทในส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย.
อนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายในทิฏฐิกถานี้มีขันธ์ ๕ เป็นวัตถุ เป็นที่หนึ่ง. แต่นั้น ท่านกล่าวถึงทิฏฐิทั้งหลายมีอายตนะภายใน ๖ ภายนอก ๖ วิญญาณ กายสัมผัส กายเวทนา กายสัญญา กายเจตนา กายตัณหา กายวิตกวิจารธาตุ กสิณ ๑๐ อาการ ๓๒ เป็นวัตถุ.
อนึ่ง ในอาการ ๓๒ พึงทราบว่า ไม่ควรยึดถือไว้แผนกหนึ่ง ทำการยึดถือดุจยึดถือไว้แผนกหนึ่ง โดยยึดถือสรีระทั้งสิ้น แต่นั้นก็ประกอบด้วยอายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๑๙ ประกอบอินทรีย์อันเป็นโลกุตระโดยส่วนเดียว ๓ เพราะทิฏฐิทั้งหลายย่อมไม่มีโลกุตระเป็นวัตถุ.
อนึ่ง ในธรรมทั้งหลายที่เจือด้วยโลกิยะและโลกุตระแม้ทั้งปวงพึงถือเอาโลกิยะอย่างเดียว ยกเว้นโลกุตระ และไม่ควรถือรูปอันเนื่องด้วยอนินทรีย์เท่านั้น แต่นั้นก็ประกอบด้วยธาตุ ๓ ภพ ๙ อย่าง ฌาน พรหมวิหารสมาบัติและองค์แห่งปฏิจจสมุปบาท.
การบริหารในการถือเอาชาติ ชราและมรณะไว้ต่างหากมีนัยดังได้กล่าวแล้ว.
บททั้งหลายมีรูปเป็นต้นเท่านี้ทั้งหมดอันมีชราและมรณะเป็นที่สุด มีอยู่ ๑๙๘ บท.
พึงทราบวินิจฉัยในที่ตั้งแห่งทิฏฐิทั้งหลายดังต่อไปนี้.
บทว่า ขนฺธาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ.
ความว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่าเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะสักกายทิฏฐิแม้มีวัตถุ ๒๐ อย่าง ก็เป็นวัตถุแห่งขันธ์ ๕
และเพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง เมื่อพิจารณาอยู่เสมอๆ ย่อมพิจารณาเห็นตนเสมอๆ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อมพิจารณาเห็นเสมอๆ ในอุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแล หรือขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งแห่งขันธ์ ๕ เท่านั้น.
____________________________
สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๙๔
บทว่า อวิชฺชาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้อวิชชาก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ).
ความว่า อวิชชาเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นความเกิดขึ้นแห่งทิฏฐิของคนบอดทั้งหลาย
และเพราะบาลีว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทิฏฐิว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมปรากฏในท่านผู้ที่มิได้ตรัสรู้เองโดยชอบ ดังนี้ ทิฏฐิย่อมปรากฏ เพราะอาศัยอะไร พระเจ้าข้า.
ดูก่อนกัจจานะ ธาตุนี้ใหญ่นักแล คืออวิชชาธาตุ.
ดูก่อนกัจจานะ สัญญาเลว ทิฏฐิเลว ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุเลว.
____________________________
สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๓๖๒-๓๖๓
บทว่า ผสฺโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้ผัสสะก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ).
ความว่า ผัสสะเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะความกระทบด้วยผัสสะนั้นเป็นความเกิดขึ้นแห่งทิฏฐิ และเพราะบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดดำริส่วนเบื้องต้น มีความเห็นตามส่วนเบื้องต้น ย่อมกล่าวถึงบทที่พอใจหลายๆ อย่าง ปรารภส่วนเบื้องต้น แม้ข้อนั้นก็เป็นปัจจัยแห่งผัสสะ.
____________________________
ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๖๙
บทว่า สญฺญาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้สัญญาก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ).
ความว่า สัญญาเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะความที่สัญญาเป็นเหตุถือเอาตามสภาพที่ไม่เป็นจริง โดยถือเอาเพียงอาการ เพราะคำอันสภิยปริพาชกทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระปัญญาเสมอ
ด้วยแผ่นดิน พระองค์ทรงกำจัดทิฏฐิ ๓ และ ๖๐ ที่
อาศัยคัมภีร์อันเป็นวาทะเป็นประธานของสมณะผู้ถือ
ลัทธิอื่นที่อาศัยอักขระคือความหมายรู้กัน (ว่าหญิงว่า
ชาย) และสัญญาอันวิปริต ทรงก้าวล่วงความมือคือ
โอฆะได้แล้ว.
และเพราะบาลีว่า ธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้ามีสัญญาเป็นเหตุ ดังนี้.
____________________________
ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๗๑ ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๑๘
บทว่า วิตกฺโกปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้วิตกก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ)
ความว่า วิตกเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะความเกิดแห่งทิฏฐิด้วยวิตกถึงอาการ
และเพราะบาลีว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
สัจจะมากหลายต่างๆ กัน เว้นจากสัญญาว่า
เที่ยงเสียหาใช่มีในโลกไม่. ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลาย
มากำหนดความคาดคะเนทิฏฐิทั้งหลายแล้ว จึงกล่าว
ทิฏฐิอันเป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ.
____________________________
ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๑๙
บทว่า อโยนิโสมนสิกาโรปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้อโยนิโสมนสิการก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ)
ความว่า อโยนิโสมนสิการเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะอโยนิโสมนสิการเป็นเหตุทั่วไปแห่งอกุศลทั้งหลาย
และเพราะบาลีว่า เมื่อพระโยคาวจรนั้นกระทำไว้ในใจ โดยอุบายไม่แยบคาย ทิฏฐิ ๖ อย่างอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้น.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๒
บทว่า ปาปมิตฺโตปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้มิตรชั่วก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ)
ความว่า มิตรชั่วเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะมิตรชั่วเป็นความเกิดแห่งทิฏฐิ ด้วยการคล้อยตามไปกับความเห็น
และเพราะบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นองค์อื่นในภายนอกแม้องค์เดียวที่จะเป็นไปเพื่อความฉิบหายอันใหญ่อย่างนั้นเหมือนความมีมิตรชั่วนี้เลย.
____________________________
องฺ. เอก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๑๑๑
บทว่า ปรโต โฆโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ (แม้เสียงแต่ที่อื่นก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ)
ความว่า เสียงทำให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่ที่อื่นกถาประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะความเกิดแห่งทิฏฐิด้วยการฟังธรรมที่กล่าวไม่ดี
และเพราะบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุ ๒ อย่าง ปัจจัย ๒ อย่างเหล่านี้ คือเสียงแต่ที่อื่นและอโยนิโสมนสิการ ย่อมเป็นไปเพื่อให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ.
____________________________
องฺ. ทุก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๓๗๐
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะไขความแห่งบทว่า ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ขันธ์ทั้งหลายเป็นเหตุ เป็นปัจจัยดังนี้.
อธิบายว่า ขันธ์ทั้งหลายเท่านั้นเป็นเหตุเกิดและเป็นปัจจัยอุปถัมภ์เพราะอาศัยทิฏฐิทั้งหลาย.
บทว่า สมุฏฺฐานตฺเถน (เพราะอรรถว่าตั้งขึ้น)
ความว่า ชื่อว่าสมุฏฐาน เพราะเป็นเหตุตั้งขึ้น คือเกิดขึ้น. อธิบายว่า เป็นเหตุ เพราะอรรถว่าตั้งขึ้นนั้น คือเพราะความเป็นเหตุแห่งทิฏฐิ.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงถึงประเภทของทิฏฐิโดยประเภทแห่งกิจ จึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า กตมานิ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ ๑๘ เป็นไฉน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยา ทิฏฺฐิ เป็นบทต้นเหตุอันทั่วไปแก่บททั้งหลาย ๑๘ บทซึ่งจะกล่าวในบัดนี้. พึงทำการเชื่อมด้วยบททั้งปวงว่า ทิฏฐิคือทิฏฐิคตะ ทิฏฐิรกชัฏ เป็นต้น. ชื่อว่าทิฏฐิ เพราะอรรถว่าไม่เห็นตามความเป็นจริง. การเห็นไปในทิฏฐิทั้งหลายนั้นนั่นแล ชื่อว่าทิฏฐิคตะ เพราะหยั่งลงภายในทิฏฐิ ๖๒. ท่านกล่าวความแห่งทิฏฐิคตะนั้นแล้วแม้ในหนหลัง แม้เพราะที่สุดสองอย่างไปโดยส่วนเดียวก็เป็นทิฏฐิคตะ.
ทิฏฐินั้นชื่อว่า ทิฏฐิรกชัฏ เพราะอรรถว่าก้าวไปได้ยาก ดุจรกด้วยหญ้า ป่าและภูเขา. ชื่อว่าทิฏฐิกันดาร เพราะอรรถว่ามีความรังเกียจ และมีภัยเฉพาะหน้า ดุจกันดารเพราะโจร เพราะสัตว์ร้าย เพราะไม่มีน้ำ เพราะหาภิกษาได้ยาก.
ในธรรมสังคณีมาแล้วโดยลิงค์ว่า ทิฏฺฐิกนฺตาโร (กันดารด้วยทิฏฐิ) ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม เพราะอรรถว่าเสียดแทงและตรงข้ามกับสัมมาทิฏฐิ.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๒๙๑
จริงอยู่ การเห็นผิดย่อมเจาะทะลุและตรงข้ามกับการเห็นชอบซึ่งเกิดขึ้น.
ในธรรมสังคิณีมาแล้วว่า เป็นข้าศึกของทิฏฐิ. ชื่อว่าทิฏฐิวิบัติ เพราะเป็นทิฏฐิปรวนแปรผิดรูป โดยที่บางครั้งถือเอสัสสตทิฏฐิ บางครั้งถือเอาอุจเฉททิฏฐิ.
จริงอยู่ เจ้าทิฏฐิไม่สามารถตั้งอยู่ในทิฏฐิเดียวได้ บางครั้งระลึกถึงสัสสตทิฏฐิ บางครั้งระลึกถึงอุจเฉททิฏฐ. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นสังโยชน์ เพราะทิฏฐินั่นแลประกอบในสิ่งไม่เป็นประโยชน์.
ชื่อว่าทิฏฐิเป็นลูกศร เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นลูกศร เพราะอรรถว่าเจาะเข้าไปในภายใน และเพราะอรรถว่านำออกได้ยาก.
ชื่อว่าทิฏฐิเป็นความคับแคบ เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าคับแคบ เพราะทำการบีบคั้น.
ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเครื่องกังวล เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นเครื่องกังวล เพราะปิดกั้นความพ้น.
ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพัน เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นเครื่องผูกพัน เพราะแก้ได้ยาก.
ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหว เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นเหว เพราะขึ้นได้ยาก.
ชื่อว่าทิฏฐิเป็นอนุสัย เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นอนุสัย เพราะไปด้วยเรี่ยวแรง.
ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหตุให้เดือดร้อน เพราะทิฏฐินั่นแล ทำตนให้เดือดร้อน.
ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหตุให้เร่าร้อน เพราะทิฏฐินั่นแล ตามเผาผลาญตน.
ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะทิฏฐินั่นแล ร้อยรัดกายด้วยกิเลส.
ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเครื่องยึดมั่น เพราะทิฏฐินั่นแล ยึดถือไว้อย่างมั่น.
ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหตุให้ถือผิด เพราะถือผิดด้วยการยึดว่าเป็นจริงเป็นต้น.
ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหตุให้ลูบคลำ เพราะทิฏฐินั่นแล ย่อมลูบคลำว่านี้เป็นอื่น หรือลูบคลำจากอื่น.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะชี้ถึงทิฏฐิ ๑๖ ด้วยอำนาจแห่งหมู่ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ทิฏฐิ ๑๖ เป็นไฉน.
พึงทราบวินิจฉัยในทิฏฐิ ๑๖ นั้นดังต่อไปนี้.
ทิฏฐิในความพอใจ คือสุขและโสมนัส ชื่อว่าอัสสาททิฏฐิ. ทิฏฐิอันไปตามตน ชื่อว่าอัตตานุทิฏฐิ. ทิฏฐิอันวิปริต เพราะเป็นไปว่าไม่มี ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ. ทิฏฐิในกายอันมีอยู่หรือทิฏฐิอันมีอยู่ในกาย ชื่อว่าสักกายทิฏฐิ.
อนึ่ง ในบทว่า กาโย นี้ คือขันธะปัญจก. ทิฏฐิชื่อว่า สกฺกายวตฺถุกา เพราะมีสักกายะคือขันธัญจก เป็นวัตถุคือเป็นที่ตั้ง.
ทิฏฐิอันเป็นไปแล้วว่าเที่ยง ชื่อว่าสัสสตทิฏฐิ. ทิฏฐิอันเป็นไปแล้วว่าสูญ ชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ. ชื่อว่าอันตคาหิกทิฏฐิ เพราะถือเอาที่สุดมีสัสสตทิฏฐิเป็นต้น หรือเพราะมีการถือเอาที่สุด. ทิฏฐิอันไปตามที่สุดเบื้องต้นคืออดีต ชื่อว่าปุพพันตานุทิฏฐิ. ทิฏฐิอันไปตามที่สุดเบื้องปลายคืออนาคต ชื่อว่าอปรันตานุทิฏฐิ. ชื่อว่าสังโยชนิกาทิฏฐิ เพราะประกอบในสิ่งไม่มีประโยชน์. ทิฏฐิอันผูกพัน สืบต่อให้เกิดขึ้นด้วยมานะอันเกิดขึ้นว่าเป็นเรา ด้วยการถือตัว อันเป็นมูลแห่งทิฏฐิ ชื่อว่าทิฏฐิผูกพันด้วยมานะว่าเป็นเรา.
อนึ่ง ทิฏฐิอันผูกพันด้วยมานะอันเกิดขึ้นว่า ของเราด้วยการถือว่าเป็นของเรา ชื่อว่าทิฏฐิผูกพันด้วยมานะว่า ของเรา. การพูด การกล่าวของตน ชื่อว่าอัตตวาทะ. ทิฏฐิอันสัมปยุตเกี่ยวข้องด้วยอัตตวาทะนั้นชื่อว่าทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยอัตตวาทะ. การพูดการกล่าวว่าโลกของตน ชื่อว่าโลกวาทะ. ทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะนั้น ชื่อว่าทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะ ความเที่ยงท่านกล่าวว่าภพ. ทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยความเที่ยง ชื่อว่าภวทิฏฐิ. ความสูญท่านกล่าวว่าวิภวะ. ทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยความสูญ ชื่อว่าวิภวทิฏฐิ.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงความถือผิดด้วยทิฏฐิ ๓๐๐ จึงถามว่า การถือผิดด้วยทิฏฐิ ๓๐๐ เป็นไฉน. ไม่แก้ความถือผิดเหล่านั้น ประสงค์จะแก้โดยแก้ความถือผิดไว้แผนกหนึ่ง จึงถามถึงอาการถือผิดแห่งทิฏฐิ ๑๖ อย่างโดยนัยมีอาทิว่า อัสสาททิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการเท่าไร แล้วแก้การนับอาการถือผิดแห่งทิฏฐิ ๑๖ อย่างเท่านั้นมีอาทิว่า อัสสาททิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ ต่อไป เมื่อจะแก้การนับเหล่านั้นอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อัสสาททิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นไฉน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า รูปํ ปฏิจฺจ คืออาศัยรูปขันธ์.
บทว่า อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ (สุข โสมนัสเกิดขึ้น).
ความว่า สุข โสมนัสสัมปยุตด้วยราคะ อาศัยเรือน ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูปสมบัติว่า กายของเรานี้ เป็นเช่นนี้ดังนี้. สุขและโสมนัสโดยอรรถได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง.
บทว่า รูปสฺส อสฺสาโท (อัสสาทะแห่งรูป) คือ ความยินดีอาศัยรูป. ชื่อว่าอัสสาทะ เพราะยินดีเสวยสุขนั้นด้วยอำนาจแห่งตัณหา.
บทว่า อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ (ทิฏฐิคือการลูบคลำด้วยความถือผิด)
ความว่า ความยินดีนั้นเป็นการลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เที่ยงก็ดี จักสูญก็ดี ย่อมทำตนเที่ยงหรือสูญให้มีความสุขก็ดี. เพราะฉะนั้น บทว่า ยา จ ทิฏฺฐิ โย จ อสฺสาโท (ทิฏฐิและอัสสาทะ) คือ ทิฏฐินั้นเว้นอัสสาทะจะมีไม่ได้ แม้อัสสาทะจะมีและไม่มีทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น ทั้งสองอย่างจึงทำรวมกัน.
บทว่า อสฺสาททิฏฺฐิ ท่านอธิบายว่า ได้แก่ ทิฏฐิที่เป็นไปในความยินดี.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระครั้นเทียบเคียงด้วยสูตรต่างๆ แล้วประสงค์ติเตียนมิจฉาทิฏฐิและผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อัสสาททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐิวิปตฺติ ได้แก่ วิบัติด้วยทิฏฐิ คือมิจฉาทิฏฐิอันยังสัมมาทิฏฐิให้พินาศ.
บทว่า ทิฏฺฐิวิปนฺโน บุคคลผู้มีทิฏฐิวิบัติ. อธิบายว่า ชื่อว่า ทิฏฺฐิวิปนฺโน เพราะมีสัมมาทิฏฐิวิบัติคือพินาศ หรือวิบัติพินาศด้วยทิฏฐิ. บุคคลผู้มีทิฏฐิวิบัตินั้นไม่ควรเสพด้วยการเข้าไปหาไม่ควรคบด้วยจิต ไม่ควรนั่งใกล้ด้วยการเข้าไปหาแล้วนั่งลง.
บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ (ข้อนั้นเพราะเหตุไร) เป็นการณปุจฉา (ถามถึงเหตุ) ของบุคคลนั้นว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ควรทำการเสพเป็นต้นนั้น. ตอบถึงเหตุว่า เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิลามก ฉะนั้นจึงไม่ควรทำการเสพเป็นต้นนั้น.
บทว่า ทิฏฺฐิ โย ราโค (ทิฏฐิราคะใด) ความว่า ราคะเกิดขึ้นด้วยทิฏฐิปรารภทิฏฐิว่า ทิฏฐิของเราดี ดังนั้น.
บทว่า ทิฏฺฐิราครโต (เป็นผู้ยินดีในทิฏฐิราคะ) ความว่า เป็นผู้ยินดีด้วยทิฏฐิราคะนั้นดุจผ้าย้อมด้วยสี.
บทว่า น มหปฺผลํ (เป็นทานไม่มีผลมาก) คือ ด้วยผลอันเป็นวิบาก.
บทว่า น มหานิสํสํ (เป็นทานไม่มีอานิสงส์มาก) คือ ด้วยผลอันหลั่งไหลหรือผลลัพธ์.
บทว่า ปุริสปุคฺคลสฺส คือ แห่งบุรุษบุคคล.
เพราะโดยโวหารของชาวโลก สรีระท่านเรียกว่า ปํ. ชื่อปุคคล เพราะไปสู่นรกนั้น.
จริงอยู่ โดยมากสัตว์ทั้งหลายจุติจากสุคติแล้ว ย่อมเกิดในทุคติทั้งนั้น.
บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ คือ ความที่ไม่มีผลมากนั้น เป็นเพราะเหตุไร.
บทว่า ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา ความว่า เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิลากมก ฉะนั้นจึงไม่มีผลมาก.
บทว่า เทฺวว คติโย มีคติเป็น ๒ คือมีคติเป็น ๒ ในคติ ๕ เป็นนรกเพราะทิฏฐิวิบัติ เป็นกำเนิดเดียรัจฉานเพราะทิฏฐิสมบัติ.
บทว่า ยญฺเจว กายกมฺมํ คือ กายกรรมมีดำรงเพศของตนประกอบข้อปฏิบัติ อภิวาท บำรุงและทำอัญชลีเป็นต้น.
บทว่า ยญฺจ วจีกมฺมํ คือ วจีกรรมมีการเล่าเรียน ท่อง แสดง ชักชวนในลัทธิของตนเป็นต้น.
บทว่า ยญฺจ มโนกมมํ คือ มโนกรรมประกอบด้วยความคิด คำนึงถึงโลกนี้โลกหน้า และสิ่งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ. กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ในหญ้า ขอนไม้ ข้าวเปลือก พืชทั้งหลายและในการมอบให้รับ บริโภคทานของสัตว์ผู้มีทิฏฐิ.
บทว่า ยถาทิฏฺฐิ (ตามทิฏฐิ) คือ สมควรแก่ทิฏฐินั้น.
บทว่า สมตฺตํ คือ ให้บริบูรณ์. บทว่า สมาทินฺนํ (สมาทาน) คือถือเอา.
แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า กายกรรมนั้นมี ๓ อย่าง คือ กายกรรมตั้งไว้ตามทิฏฐิ ๑ กายกรรมเกิดร่วมกับทิฏฐิ ๑ กายกรรมอนุโลมตามทิฏฐิ ๑.
ในการกรรม ๓ อย่างนั้น กายกรรมกล่าวคือ ปาณาติบาต อทินนาทานและมิจฉาจารของผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามไม่มีบาป อันมีกายกรรมนั้นเป็นเหตุ บาปไม่มาถึง นี้ชื่อว่ากายกรรมตั้งอยู่ตามทิฏฐิ. กายกรรมเกิดร่วมกันด้วยความเห็นตามทิฏฐินี้ว่า ผู้ฆ่าสัตว์ ผู้ลักทรัพย์ ผู้ประพฤติผิดในกามไม่มีบาป อันมีกายกรรมนั้นเป็นเหตุ บาปไม่มาถึง นี้ชื่อว่ากายกรรมเกิดร่วมกันกับทิฏฐิ. กายกรรมนั้นนั่นแลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ สมาทานแล้ว ถือเอาแล้ว ลูบคลำแล้วให้บริบูรณ์ ชื่อว่ากายกรรมอนุโลมตามทิฏฐิ.
แม้ในวจีกรรม มโนกรรมก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
อนึ่ง ในวจีกรรม มโนกรรมนี้พึงประกอบว่า ผู้พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีความโลภ มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิดไม่มีบาป อันมีวจีกรรม มโนกรรมนั้นเป็นเหตุ บาปไม่มาถึง ดังนี้.
อนึ่ง นัยที่กล่าวด้วยการดำรงเพศ การเล่าเรียน และความคิดของชาวโลกเป็นต้น เป็นนัยที่ดีในข้อนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในเจตนาเป็นต้นดังต่อไปนี้.
ความคิดอันเกิดร่วมกับทิฏฐิ ชื่อว่าเจตนา. ความต้องการอันเกิดร่วมกับทิฏฐิ ชื่อว่าความปรารถนา. การตั้งจิตด้วยอำนาจแห่งความปรารถนาด้วยความตั้งใจ ชื่อว่าความตั้งใจ. ธรรมทั้งหลาย อันเนื่องด้วยสังขารขันธ์มีผัสสะเป็นต้น สัมปยุตด้วยเจตนาเป็นต้นเหล่านั้น ชื่อว่าสังขาร.
ด้วยบทมีอาทิว่า อนิฏฺฐาย (เพื่อผลไม่น่าปรารถนา) ท่านกล่าวถึงทุกข์ทั้งนั้น. เพราะทุกข์อันสัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่ความสุข. ชื่อว่าไม่ปรารถนา เพราะไม่แสวงหา. ชื่อว่าไม่น่าใคร่ เพราะไม่เป็นที่รัก. ขื่อว่าไม่น่าพอใจ เพราะไม่ทำให้เจริญใจ และเพราะไม่สบอารมณ์. ชื่อว่าไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพราะไม่เจริญต่อไป. ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะบีบคั้น.
บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ ความว่า การเป็นไปอย่างนั้นเพราะเหตุไร. แสดงถึงเหตุนั้นว่า เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิลามก. อธิบายว่า เพราะทิฏฐิของบุคคลนั้นเลวทราม ลามก ฉะนั้นจึงเป็นไปอย่างนั้น.
บทว่า อลฺลาย ปฐวิยา นิกฺขิตฺตํ (ฝังลงในแผ่นดินเปียก) คือปลูกลงไปในแผ่นดินที่ชุ่มด้วยน้ำ.
บทว่า ปฐวีรสํ อาโปรสํ (รสแผ่นดินรสน้ำ)
ความว่า ในที่นั้นๆ สมบูรณ์ด้วยแผ่นดินและน้ำ. เพราะในที่ที่ฝังพืช แผ่นดินทั้งหมดและน้ำทั้งหมด ไม่ยังพืชและผลให้ผลิตได้. ส่วนพื้นที่ของแผ่นดินและน้ำเหล่านั้นเท่านั้นที่สัมผัสพืช ย่อมให้พืชผลผลิตได้. เพราะฉะนั้น พื้นที่นั้นจึงเป็นปัจจัยเพื่อเลี้ยงพืช พึงทราบว่าเป็นรสแผ่นดิน เป็นรสน้ำ.
เพราะรสศัพท์มีความสมบูรณ์ เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า ชื่อว่ารส ท่านกล่าวด้วยความสมบูรณ์ด้วยกิจ.
อนึ่ง เมื่อชาวโลกกล่าวว่า คนธรรพ์มีเสียงดี ย่อมรู้ความว่า คนธรรพ์สมบูรณ์ดีแล้ว.
บทว่า อุปาทิยติ คือ ถือเอา. เพราะพืชได้พื้นที่ที่เป็นปัจจัย ย่อมผลิตได้.
บทว่า สพฺพนฺตํ คือ รสทั้งปวงนั้น.
บทว่า ติตฺตกตฺตาย (เพื่อความเป็นของมีรสขม)
ความว่า รสแผ่นดินและรสน้ำนั้น แม้ไม่มีรสขมอาศัยพืชที่ขม ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของขมแห่งต้นสะเดาเป็นต้น และผลเท่านั้น.
บทว่า กฏุกตฺตาย (มีรสปร่า) นี้เป็นไวพจน์ของบทก่อนนั่นเอง.
พึงทราบว่า รสขมในที่นี้ชื่อว่า รสปร่า เพราะไม่เป็นที่ชอบใจดุจในอาคตสถานว่า
มะม่วงนี้เมื่อก่อนได้รับความนิยมมีสีกลิ่น
และรส เพราะเหตุไร มะม่วงจึงมีรสปร่าไป.
____________________________
ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๒๑
บทว่า อสารตาย เพื่อความไม่เป็นสาระ คือไม่มีรสหวาน.
ปาฐะว่า อสาทุตฺตาย บ้าง ความว่า มีรสไม่อร่อย. เพราะบทว่า สาทุ แปลว่า อร่อย.
บทว่า พีชํ หิสฺส ได้แก่ พืชของสะเดาเป็นต้นนั้น.
บทว่า เอวเมวํ ตัดบทเป็น เอวํ เอวํ. เพราะสุขเวทนาเป็นความยินดีอย่างยิ่ง. ฉะนั้น ท่านจึงแสดงถึงโทษแห่งมิจฉาทิฏฐิ ด้วยอำนาจแห่งทุกขเวทนา.
พระสารีบุตรเถระ เพื่อแสดงถึงโทษแห่งทิฏฐิโดยประเภท ๑๘ อย่าง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อัสสาททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ.
บทนั้นมีความดังได้กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ ปริยุฏฺฐิตจิตฺตสฺส สํโยโค (ความเกี่ยวข้องแห่งจิตอันทิฏฐิกลุ้มรุมด้วยอาการ ๑๘ อย่างเหล่านี้) ท่านแสดงถึงความผูกพันในสงสารด้วยทิฏฐินั่นเอง.
ก็เพราะสังโยชน์แม้เป็นทิฏฐิก็มี แม้ไม่เป็นทิฏฐิก็มี ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงประเภทนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อตฺถิ สญฺโญชนานิ เจว สังโยชน์มีอยู่ดังนี้.
ในบทนั้น เพราะกามราคสังโยชน์มีที่มาว่า อนุนยสญฺโญชนํ คือ สังโยชน์ที่มีนัยตามกัน. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุยสญโญชนํ พึงทราบว่า อนุนยสังโยชน์นี้ ท่านกล่าวหมายถึงความโลภที่เป็นไป ยังไม่ถึงความเป็นกามราคสังโยชน์.
ในวาระแม้เป็นมูลเหตุมีขันธ์และอายตนะที่เหลือเป็นต้น ก็พึงทราบความโดยนัยนี้เหมือนกัน.
อนึ่ง เพราะอัสสาทะมีเวทนาเป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงทำเทศนา มีเวทนาเป็นที่สุด ไม่ถือเอาสัญญาเป็นต้น.
บทว่า อิเมหิ ปญฺจตตึสาย อากาเรหิ (ด้วยอาการ ๓๕ เหล่านี้) คือด้วยอาการ ๓๕ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ คืออัสสาทะอันเกิดขึ้นเพราะอาศัยวัตถุ ๓๕ เหล่านี้ คือเบญจขันธ์ ๕ และอายตนะภายในเป็นต้น ๖ หมวด.
จบอรรถกถาอัสสาททิฏฐินิเทศ -----------------------------------------------------
อรรถกถาอัตตานุทิฏฐินิเทศ (แสดงถึงอัตตานุทิฏฐิ)
พึงทราบวินิจฉัยในอัตตานุทิฏฐิดังต่อไปนี้.
บทว่า อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน (ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ) คือ ผู้ควรรู้ไม่ได้สดับ เพราะไม่มีการศึกษาเล่าเรียนและการบรรลุ. ผู้ที่ชื่อว่าไม่มีการศึกษา ทำการปฏิเสธอัตตานุทิฏฐิ เพราะปราศจากการเล่าเรียน การสอบถามและการวินิจฉัย ในขันธ์ ธาตุ อายตนะ สัจจะ ปัจจยาการและสติปัฏฐานเป็นต้น. และผู้ที่ชื่อว่าไม่บรรลุ เพราะไม่บรรลุข้อปฏิบัติที่ควรบรรลุ. ชื่อว่าเป็นไญยบุคคลผู้ไม่ได้สดับ เพราะไม่มีการศึกษาและการบรรลุ.
จริงอยู่ บทว่า สุตํ (สดับแล้ว) คือ มีการศึกษาพุทธวจนะ และบรรลุด้วยการกล่าวถึงเหตุ เพราะมีสุตะเป็นผล ชื่อว่า สุตวา ผู้สดับเพราะมีสุตะนั้น ผู้ไม่มีสุตะ ชื่อว่าผู้ไม่ได้สดับ.
บุคคลผู้ไม่ได้สดับนี้นั้น
เป็นปุถุชนด้วยเหตุยังกิเลสหนาให้เกิดเป็นต้น
ชนนี้เป็นผู้ชื่อว่า มีกิเลสหนาเพราะเป็นผู้ยังกิเลสหนา
ให้เกิดขึ้นหยั่งลงถึงภายใน.
จริงอยู่ ชนนั้นเป็นปุถุชนด้วยเหตุยังกิเลสเป็นต้นอันหนามีประการต่างๆ ให้เกิดขึ้น.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าปุถุชน เพราะยังกิเลสหนาให้เกิดขึ้น, เพราะกำจัดสักกายทิฏฐิอันหนาไม่ได้, เพราะเห็นแก่หน้าของศาสดาทั้งหลายเป็นอันมาก, เพราะร้อยรัดไว้ด้วยคติต่างๆ เป็นอันมาก เพราะปรุงแต่งอภิสังขารต่างๆ มาก, เพราะถูกห้วงคือกิเลสต่างๆ มากพัดพาไป เพราะเดือดร้อนด้วยความเดือดร้อนต่างๆ เป็นอันมาก, เพราะถูกความเร่าร้อนต่างๆ เป็นอันมากเผาผลาญ, เพราะกำหนัดอยากยินดี สยบ ซบ ติด คล้อง พัวพันในกามคุณ ๕ เป็นอันมาก, เพราะกั้น ล้อม ขัดขวาง ปิด ปกปิด ครอบด้วยนิวรณ์ ๕ เป็นอันมาก.
____________________________
ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๔๒๙
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปุถุชน เพราะเป็นชนมีความประพฤติธรรมต่ำหยั่งลงในภายใน มีการเบือนหน้าจากอริยธรรม จะเลยการนับครั้งที่หนึ่งเป็นอันมาก หรือเพราะชนนี้มากแยกพวกออกไปไม่สมาคมกับพระอริยะผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลและสุตะเป็นต้น.
ด้วยบท ๒ บทเหล่านี้ว่า อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ท่านกล่าวปุถุชน ๒ จำพวกว่า
พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ตรัสถึง
ปุถุชนไว้ ๒ จำพวก คือ อันธปุถุชน ๑ กัลยาณปุถุชน ๑.
ในปุถุชน ๒ จำพวกนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงอันธปุถุชน.
บทว่า อริยา ในบทมีอาทิว่า อริยานํ อทสฺสาวี ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายและพระพุทธสาวกทั้งหลาย ท่านกล่าวว่าเป็นอริยะ ในที่นี้พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้นเป็นอริยะ เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลส เพราะไม่ทรงนำไปในทางเสื่อม เพราะทรงนำไปในทางเจริญ เพราะยังโลกพร้อมด้วยเทวโลกให้พ้นทุกข์.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในโลกพร้อมด้วยเทวโลก ฯลฯ เรากล่าวว่า ตถาคตเป็นอริยะ.
____________________________
สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๗๐๘
อนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกของพระตถาคต พึงทราบว่าเป็นสัตบุรุษ ในบทว่า สปฺปุริสา นี้.
จริงอยู่ ท่านเหล่านั้นชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ เพราะเป็นบุรุษผู้งามด้วยการประกอบโลกุตรคุณ.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านเหล่านั้นทั้งหมด ท่านก็กล่าวไว้ทั้งสองอย่าง แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แม้พระพุทธสาวกทั้งหลาย เป็นทั้งพระอริยะและเป็นทั้งสัตบุรุษ.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ผู้ใดแลเป็นคนกตัญญูกตเวที เป็นนักปราชญ์
เป็นกัลยาณมิตร และเป็นผู้มีความภักดีมั่นคง ย่อมทำ
กิจของผู้ได้รับทุกข์โดยเคารพ นักปราชญ์ทั้งหลาย
ย่อมกล่าวถึงผู้เป็นอย่างนั้นว่า เป็นสัตบุรุษ.
____________________________
ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๔๖๖
ในบทนี้ ท่านกล่าวพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าว่า เป็นผู้กตัญญูกตเวทีเป็นนักปราชญ์ ท่านกล่าวพระพุทธสาวกว่าเป็น กัลยาณมิตรและเป็นผู้มีความภักดีมั่นคง กล่าวพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ย่อมทำกิจของผู้ได้รับทุกข์โดยความเคารพ.
บัดนี้ พึงทราบว่า ผู้ที่ปกติไม่เห็นพระอริยะเหล่านั้น และไม่ทำความดีในการเห็นว่า เป็นผู้ไม่เห็นพระอริยะทั้งหลาย.
อนึ่ง ผู้นั้นมี ๒ อย่าง คือไม่เห็นด้วยจักษุ ๑ ไม่เห็นด้วยญาณ ๑.
ใน ๒ อย่างนั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาไม่เห็นด้วยญาณ.
จริงอยู่ พระอริยะทั้งหลาย แม้เห็นด้วยมังสจักษุ หรือด้วยทิพยจักษุก็ไม่เป็นอันเห็น เพราะจักษุเหล่านั้นถือเอาเพียงสี เพราะไม่เป็นอารมณ์แห่งความเป็นอริยะ. เพราะว่า แม้สุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้นก็เห็นพระอริยะด้วยจักษุ. ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่เห็นพระอริยะ. เพราะฉะนั้น การเห็นด้วยจักษุจึงไม่เป็นการเห็น การเห็นด้วยญาณเท่านั้นจึงเป็นการเห็น.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนวักกลิ ประโยชน์อะไรด้วยการที่เธอเห็นกายอันเปื่อยเน่านี้. ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา.
____________________________
สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๒๑๖
เพราะฉะนั้น แม้เห็นด้วยจักษุก็มิได้เห็นด้วยลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้นที่พระอริยะเห็นแล้วด้วยญาณ และไม่บรรลุธรรมที่พระอริยะบรรลุแล้ว พึงทราบว่า ชื่อว่าไม่เห็นพระอริยะทั้งหลาย เพราะไม่เห็นความเป็นอริยะของธรรมอันทำให้เป็นอริยะ.
บทว่า อริยธมฺมสฺส อโกวิโท ได้แก่ ไม่ฉลาดในธรรมของอริยะ คือไม่ฉลาดในอริยธรรม อันมีสติปัฏฐานเป็นต้น.
อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อริยธมฺมสฺส อโกวิโท ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะนี้ดังต่อไปนี้
ชื่อว่าวินัยมี ๒ อย่าง ในวินัย ๒ อย่างนี้ วินัย
ข้อหนึ่งๆ มี ๕ อย่าง เพราะไม่มีวินัยนั้น ท่านจึง
กล่าวว่าผู้นี้ไม่ได้รับแนะนำ.
จริงอยู่ วินัยนี้มี ๒ อย่าง คือ สังวรวินัย ๑ ปหานวินัย ๑.
ในวินัยแม้ ๒ อย่างนี้วินัยข้อหนึ่งๆ แบ่งเป็น ๕ อย่าง.
แม้สังวรวินัยก็มี ๕ อย่าง คือ ศีลสังวร ๑ สติสังวร ๑ ญาณสังวร ๑ ขันติสังวร ๑ วีริยสังวร ๑.
แม้ปหานวินัยก็มี ๕ อย่าง คือ ตทังคปหาน ๑ วิกขัมภนปหาน ๑ สมุจเฉทปหาน ๑ ปฏิปัสสัทธิปหาน ๑ นิสสรณปหาน ๑.
ในสังวรวินัยนั้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ภิกษุเข้าถึง เข้าถึงพร้อมด้วยปาฏิโมกขสังวร นี้ชื่อว่าศีลสังวร.
ภิกษุรักษาจักขุนทร์ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ นี้ชื่อว่าสติสังวร.
สติเป็นเครื่องกั้นกระแสในโลก เรากล่าวสติว่า
เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านั้น
ย่อมปิดได้ด้วยปัญญา.
นี้ชื่อว่าญาณสังวร.
เป็นผู้อดทนต่อหนาวและร้อน นี้ชื่อว่าขันติสังวร.
ไม่ให้กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วทับถมได้ นี้ชื่อว่าวีริยสังวร.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๖๐๒ ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๒๒
ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๒๕ ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๗๕
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๕ ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๗
สังวรแม้ทั้งหมดนี้ ท่านกล่าวว่า สํวร เพราะสำรวมกายทุจริตเป็นต้นที่ควรสำรวม และที่ควรกำจัดออกไปตามหน้าที่ของตน. ท่านกล่าวว่าวินัย เพราะกำจัดออกไป.
พึงทราบสังวรวินัยแบ่งออกเป็น ๕ ส่วนด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง การละสิ่งไม่เป็นประโยชน์นั้นๆ ด้วยวิปัสสนาญาณนั้นๆ เพราะเป็นปฏิปักษ์ในวิปัสสนาญาณมีกำหนดนามรูปเป็นต้น ดุจละความมืดด้วยแสงประทีปฉะนั้น เช่นการละสักกกายทิฏฐิด้วยกำหนดนามรูป ละความเห็นว่าไม่มีเหตุและเป็นเหตุลุ่มๆ ดอนๆ ด้วยกำหนดปัจจัย ละความสงสัยด้วยข้ามพ้นความสงสัย ละการถือว่าเป็นเรา เป็นของเราด้วยพิจารณาเป็นกองๆ ละความสำคัญในสิ่งไม่ใช่มรรคว่าเป็นมรรค ด้วยกำหนดมรรคและมิใช่มรรค ละอุจเฉททิฏฐิด้วยเห็นความเกิด ละลัสสตทิฏฐิด้วยเห็นความเสื่อม ละความสำคัญในสิ่งมีภัยว่าไม่มีภัย ด้วยการเห็นภัย ละความสำคัญในสิ่งที่น่าพอใจด้วยการเห็นโทษ ละความสำคัญในสิ่งที่น่ายินดีด้วยการพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ละความใคร่ในอันที่จะไม่พ้นไป ด้วยญาณคือความใคร่ในอันที่จะพ้นไป ละความไม่วางเฉยด้วยอุเบกขาญาณ ละความโต้แย้งต่อสิ่งที่ตั้งอยู่โดยธรรมและโต้แย้งนิพพาน ด้วยอนุโลมญาณ (กำหนดรู้ด้วยการคล้อยตาม) ละความยึดถือในนิมิตสังขาร ด้วยโคตรภูญาณ (ญาณข้ามพ้นโคตรปุถุชน) นี้ชื่อว่าตทังคปหาน.
การละธรรมมีนิวรณ์เป็นต้นเหล่านั้นๆ เพราะป้องกันความเป็นไปด้วยสมาธิอันเป็นอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ ดุจทำลายสาหร่ายบนหลังน้ำด้วยการเกลี่ยให้กระจายไป นี้ชื่อว่าวิกขัมภนปหาน.
การละความยึดถือกิเลสอันเป็นฝ่ายแห่งสมุทัยที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เพื่อละทิฏฐิทั้งหลายในสันดานของตนๆ โดยมรรคนั้นๆ เพราะเจริญอริยมรรค ๔ แล้วโดยความไม่ให้เป็นไปอีกต่อไป นี้ชื่อว่าสมุจเฉทปหาน.
____________________________
อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๙๖
ความที่กิเลสทั้งหลายสงบ ในขณะแห่งผล นี้ชื่อว่าปฏิปัสสัทธิปหาน.
การดับอันเป็นการละเครื่องปรุงแต่งทั้งหมด เพราะสลัดเครื่องปรุงแต่งทั้งหมดได้แล้ว นี้ชื่อว่านิสสรณปหาน.
ก็ปหานทั้งหมดนี้ชื่อว่าปหาน เพราะอรรถว่าสละ. ชื่อว่าวินัย เพราะอรรถว่าแนะนำให้วิเศษ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าปหานวินัย.
อีกอย่างหนึ่ง ปหานนี้เรียกว่าปหานวินัย เพราะละอกุสลนั้นๆ เพราะมีวินัยนั้นๆ.
แม้ปหานวินัยพึงทราบว่าแบ่งออกเป็น ๕ อย่าง ด้วยประการฉะนี้.
วินัยนี้โดยสังเขปมี ๒ อย่างอย่างนี้ และโดยประเภทมี ๑๐ อย่างไม่มีแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับนี้ เพราะขาดสังวรและเพราะไม่ละสิ่งที่ควรละ ฉะนั้นปุถุชนนี้ท่านจึงกล่าวว่าไม่ได้รับแนะนำ เพราะไม่มีวินัยนั้น.
แม้ในบทว่า สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของสัตบุรุษนี้ก็มีนัยนี้. โดยความบทนี้ ไม่มีเหตุต่างกันเลย.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ผู้ใดเป็นอริยะ ผู้นั้นเป็นสัตบุรุษ. ผู้ใดเป็นสัตบุรุษผู้นั้นเป็นอริยะ. ธรรมใดของพระอริยะ ธรรมนั้นของสัตบุรุษ. ธรรมใดของสัตบุรุษ ธรรมนั้นของพระอริยะ. วินัยใดเป็นวินัยของพระอริยะ วินัยนั้นเป็นวินัยของสัตบุรุษ. วินัยใดเป็นวินัยของสัตบุรุษ วินัยนั้นเป็นวินัยของพระอริยะ.
รวมความว่า อริยะก็ดี สัตบุรุษก็ดี ธรรมของอริยะก็ดี ธรรมของสัตบุรุษก็ดี วินัยของอริยะก็ดี วินัยของสัตบุรุษก็ดีเหล่านั้นเป็นอันเดียวกัน ตั้งอยู่ในที่เดียวกันเสมอกัน เสมอภาคกัน เกิดในที่นั้นเหมือนกันด้วยประการฉะนี้.
ก็เพราะเหตุไร พระเถระจึงถามว่า อัตตานุทิฏฐิมีความเห็นผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน แล้วไม่แก้คำถามนั้นกลับอ้างถึงปุถุชนอย่างนี้ว่า ปุถุชนในโลกนี้ไม่ได้สดับดังนี้.
พึงทราบว่า พระเถระเพื่อจะทำความนั้นให้แจ่มแจ้งด้วยเทศนาอันเป็นบุคลาธิษฐาน จึงอ้างถึงปุถุชนก่อน.
พระเถระครั้นอ้างถึงปุถุชนอย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะแสดงถึงอุเทศแห่งการถือผิด จึงกล่าวคำมีอาทิว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในบทนั้นดังต่อไปนี้.
บทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ความว่า ย่อมเห็นรูปขันธ์และกสิณรูปโดยเห็นด้วยทิฏฐิว่าเป็นตัวตน. แต่ในนิเทศพึงทราบว่า ท่านมิได้กล่าวถึงรูปนั้นว่า การถือผิดในรูปขันธ์ของปุถุชนนั้นปรากฏเพราะอธิการแห่งเบญจขันธ์ แล้วกล่าวถึงกสิณรูปโดยเป็นสามัญว่า รูป.
บทว่า รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ (เห็นตนว่ามีรูป) คือถือสิ่งไม่มีรูปว่าตัวตน แล้วเห็นตนนั้นว่ามีรูป.
บทว่า อตฺตนิ วา รูปํ (เห็นรูปในตน) คือถือสิ่งไม่มีรูปนั่นแลว่าตัวตน แล้วเห็นรูปในตนนั้น.
บทว่า รูปสฺมึ วา อตฺตานํ (เห็นตนในรูป) คือถือสิ่งไม่มีรูปนั่นแลว่าตัวตน แล้วเห็นตนนั้นในรูป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ เป็นรูปอย่างเดียว ท่านกล่าวว่าเป็นตัวตน. สิ่งไม่ใช่รูปในฐานะ ๗ เหล่านี้ คือ เห็นตนว่ามีรูป ๑ เห็นรูปในตน ๑ เห็นตนในรูป ๑ เห็นเวทนา ๑ สัญญา ๑ สังขาร ๑ วิญญาณ ๑ โดยความเป็นตน ท่านกล่าวว่าเป็นตัวตน.
ท่านกล่าวถึงตัวตนปนด้วยรูปและอรูปในฐานะ ๑๒ อย่างด้วยอำนาจแห่งเวทนา ๓ ในขันธ์ ๔ อย่างนี้ว่า เห็นตนว่ามีเวทนา เห็นเวทนาในตน เห็นตนในเวทนา.
อนึ่ง ทิฏฐิแม้ ๒๐ เหล่านั้น ห้ามมรรค ไม่ห้ามสวรรค์ ทำลายเสียด้วยโสดาปัตติมรรค.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะชี้แจงถึงรูปนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กถํ รูปํ เห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฐวีกสิณํ ได้แก่ ปฐวีกสิณอันเป็นปฏิภาคนิมิตให้เกิดขึ้นเพราะอาศัยปฐวีมณฑล โดยการแผ่ไปทั่ว.
บทว่า อหํ ท่านหมายถึงตนนั่นเอง.
บทว่า อตฺตํ คือ ตน.
บทว่า อทวยํ ไม่เป็นสอง คือหนึ่งนั่นเอง.
บทว่า เตลปฺปทีปสฺส คือ ประทีปมีน้ำมัน.
บทว่า ฌายโต คือ ลุกโพลงอยู่.
บทมีอาทิว่า ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ เปลวไปอันใดแสงสว่างก็อันนั้น ท่านกล่าวเพราะปราศจากเปลวไฟเสียแล้วก็ไม่มีแสงสว่าง.
บทว่า ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ ทิฏฐิและวัตถุ. อธิบายว่า ท่านทำทั้งสองอย่างนั้นรวมกันแล้วกล่าวว่า อัตตานุทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุ.
อาโปกสิณเป็นต้น เป็นกสิณนิมิตเกิดขึ้นเพราะอาศัยน้ำเป็นต้น.
อนึ่ง อากาศกสิณที่กำหนดไว้ แม้เป็นอารมณ์แห่งรูปฌาน เมื่อท่านกล่าวว่าเป็นอากาศกสิณ เป็นอันระคนแล้วด้วยอารมณ์แห่งอรูปฌาน อันเป็นกสิณุคฆาฏิมากาศ เพราะเหตุนั้นพึงทราบว่า ท่านจึงไม่ถือเอา. เพราะอธิการแห่งรูปจึงไม่ควรถือเอาวิญญาณกสิณโดยแท้ฉะนี้แล.
บทว่า อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน ท่านไม่แยกขันธ์ ๔ แล้วกล่าวด้วยสามารถการถือรวมกัน.
จริงอยู่ เพราะไม่สามารถแยกจิตและเจตสิกไว้ต่างหากกันได้ จึงทำขันธ์ทั้งหมดรวมกันแล้วถือเอาว่าเป็นตัวตน.
ในบทว่า อิมินา รูเปน รูปวา มีรูปด้วยรูปนี้ ย่อมได้สรีรรูปบ้าง กสิณรูปบ้าง.
บทว่า ฉายาสมฺปนฺโน (ต้นไม้มีเงา) คือต้นไม้ไม่งอกงามถึงพร้อมด้วยเงา.
ศัพท์ว่า เอน ในบทนี้ว่า ตเมน เป็นเพียงนิบาต เป็น ตเมตํ บ้าง.
บทว่า ฉายาว คือมีเงา. ท่านกล่าวว่า อัตตานุทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุ เพราะแม้เมื่อไม่ถือว่ารูปเป็นตัวตนก็ไม่ปล่อยรูป จึงเกิดขึ้นด้วยทิฏฐิ.
บทว่า อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ คือเห็นรูปนั้นในตนอันเป็นกองแห่งอรูปนั้น เพราะสรีรรูปและกสิณรูปอาศัยจิต.
บทว่า อยํ คนฺโธ นี้กลิ่นหอม กล่าวถึงกลิ่นที่สูดเข้าไป.
บทว่า อิมสมึ ปุปเผ ในดอกไม้นี้ กล่าวอย่างนี้เพราะกลิ่นหอมอาศัยดอกไม้.
บทว่า รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เห็นตนในรูป คือรูปไป ณ ที่ใด จิตย่อมไป ณ ที่นั้น. เพราะฉะนั้นยึดจิตอาศัยรูปแล้ว เห็นตนอันเป็นกองอรูปนั้น ในรูปนั้น. ท่านกล่าวถึงหีบรองรับของหยาบ เพราะรูปเป็นของหยาบ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อิเธกจฺโจ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เวทนํ (บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาเวทนา)
ความว่า แม้เมื่อไม่มีการยึดถือทิฏฐิในเวทนาต่างหากกัน ก็ยึดถือโดยถือเป็นอันเดียวกันว่า เวทนา เพราะเวทนาทั้งปวงหยั่งลงในภายใน จึงเป็นอันถือเอาต่างหากกัน เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านประกอบไว้ต่างหากกัน. เพราะปุถุชนนั้นย่อมถือเวทนานั่นแลว่าเป็นตัวตน เพราะเวทนาเป็นของหยาบด้วยอำนาจการเสวย.
บทว่า สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ปุถุชนย่อมเห็น สัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตน.
ความว่า ทำอรูปธรรม มีสัญญาเป็นต้น และรูปรวมกันแล้วเห็นว่าเป็นตัวตน เพราะปุถุชนย่อมถือตามที่ปรากฏ ดุจคนบ้าฉะนั้น.
ในบทมีอาทิว่า จกฺขุสมฺผสฺสชํ สญฺญํ มีอธิบายว่า ปุถุชนย่อมถือสัญญาว่าเป็นตัวตน เพราะสัญญาปรากฏ ด้วยอำนาจแห่งการรู้พร้อม.
บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในเวทนา.
ในบทมีอาทิว่า จกฺขุสมฺผสฺสชํ เจตนํ มีอธิบายว่า ท่านแสดงถึงเจตนาเท่านั้น เพราะเจตนาเป็นประธานและปรากฏในธรรมทั้งหลาย อันเนื่องด้วยสังขารขันธ์. แม้ขันธ์นอกนี้ก็เป็นอันว่าท่านแสดงด้วยเจตนานั้น. ส่วนปุถุชนนั้นย่อมถือเจตนาว่าเป็นตัวตน เพราะปรากฏด้วยความเป็นเจตสิก.
บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
ในบทมีอาทิว่า จกฺขุวิญฺญาณํ มีอธิบายว่า ปุถุชนย่อมถือจิตว่าเป็นตัวตน เพราะจิตปรากฏด้วยอำนาจแห่งการรู้แจ้ง.
บทที่เหลือแม้ในที่นี้ก็มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาอัตตานุทิฏฐินิเทศ
อรรถกถามิจฉาทิฏฐินิเทศ
มิจฉาทิฏฐิมีเนื้อความดังได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง แต่พึงทราบนัยอื่นดังต่อไปนี้.
บทว่า นตฺถิ ทินฺนํ ทานที่ให้แล้วไม่มีผล คือปฏิเสธผลของทาน เพราะเป็นอุจเฉททิฏฐิ.
บทว่า ยิฏฺฐํ การบูชายัญในบทว่า นตฺถิ ยิฏฺฐํ ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผลนี้เป็นยัญเล็กน้อย.
บทว่า หุตํ เซ่นสรวงเป็นมหายัญ. ปฏิเสธผลของยัญทั้งสอง.
บทว่า นตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี คือปฏิเสธผลแห่งบุญกรรม มีศีลเป็นต้น เพราะปฏิเสธผลแห่งทาน ปฏิเสธผลแห่งบาปกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น.
บทว่า นตฺถิ อยํ โลโก โลกนี้ไม่มี คือด้วยกรรมที่ทำไว้ในก่อน.
บทว่า นตฺถิ ปโร โลโก โลกหน้าไม่มี คือด้วยกรรมที่ทำไว้ในโลกนี้.
บทว่า นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา มารดาไม่มี บิดาไม่มี คือปฏิเสธผลของกรรมที่ทำไว้ในมารดาบิดาเหล่านั้น.
บทว่า นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา สัตว์ผู้ผุดขึ้นก็ไม่มี คือปฏิเสธการผุดขึ้นอันมีกรรมเป็นเหตุ.
บทว่า นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา ฯลฯ ปเวเทนฺติ สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง แล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก คือปฏิเสธปฏิปทาในการได้อภิญญา เพื่อเห็นในโลกนี้และโลกหน้า.
แต่ในบาลีนี้ บทว่า นตฺถิ ทินฺนํ ได้แก่ วัตถุ คือทานที่ท่านกล่าวว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล. อธิบายว่า วัตถุแห่งทิฏฐินั้น.
บทว่า เอวํวาโท มิจฺฉา วาทะอย่างนี้ผิด คือวาทะคำพูดว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผลอย่างนี้ผิดคือวิปริต. จบอรรถกถามิจฉาทิฏฐินิเทศ
อรรถกถาสักกายทิฏฐินิเทศ
บทว่า สกฺกายทิฏฺฐิ คือ อัตตานุทิฏฐินั่นเอง.
พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงคำโดยปริยายอันมาแล้วในที่อื่น. จบอรรถกถาสักกายทิฏฐินิเทศ
อรรถกถาสัสสตทิฏฐินิเทศ
บทว่า สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา สัสสตทิฏฐิมีสักกายะเป็นวัตถุ เป็นกัมมธารยสมาส.
พึงเชื่อมบทว่า สมนุปสฺสติ ย่อมเห็นไว้ในท้ายคำ ๑๕ คำมีอาทิว่า รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ. เพราะจะได้ไม่ลืมตัวด้วยอย่างอื่น ทิฏฐิที่เหลือ ๑๔ อย่าง แสดงย่อไว้เป็นอย่างเดียวกันว่า รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เห็นตนว่ามีรูปด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาสัสสตทิฏฐินิเทศ
อรรถกถาอุจเฉททิฏฐินิเทศ
บทว่า สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา อุจเฉททิฏฐิมิสักกายะเป็นวัตถุ คือทิฏฐิที่เหลือ ๔ อย่าง แสดงย่อไว้เป็นอย่างเดียวกันว่า เห็นรูปโดยความเป็นตน ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาอุจเฉททิฏฐินิเทศ
อรรถกถาอันตคาหิกทิฏฐินิเทศ
บทว่า อนฺตคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ทิฏฐิอันถือเอาที่สุด เป็นการถามตามอาการในวาระที่หนึ่ง ถือเอาตามอาการในวาระที่สอง กล่าวแก้อาการในวาระที่สาม.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โลโก คือ ตัวตน.
บทว่า โส อนฺโต โลกนั้นมีที่สุด คือในที่สุดของความเที่ยงและความสูญอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ที่สุดของความเที่ยง ในการถือว่าเที่ยงที่สุดของความสูญในการถือว่าไม่เทียง.
บทว่า ปริตฺตํ โอกาสํ สู่โอกาสนิดหน่อย คือสู่ที่เล็กน้อยเพียงกระด้งหรือชาม.
บทว่า นีลกโต ผรติ ทำสีเขียวแผ่ไป คือเป็นอารมณ์ว่าสีเขียว.
บทว่า อยํ โลโก โลกนี้ ท่านกล่าวหมายถึงตน.
บทว่า ปริวฏุโม โลกกลม คือ มีกำหนดไว้โดยรอบ.
บทว่า อนฺตสญฺญี คือ มีความสำคัญว่ามีที่สุด.
บทว่า ยํ ผรติ คือ กสิณรูปแผ่ไป.
บทว่า ตํวตฺถุ เจว โลโก จ วัตถุและโลก คือกสิณรูปนั้นเป็นอารมณ์และโลก้วยอรรถว่าพึงแลดู.
บทว่า เยน ผรติ คือแผ่ไปด้วยจิต.
บทว่า โส อตฺตา เจว โลโก จ ได้แก่ ตนและโลกทำให้เป็นปุลิงค์เพราะเพ่งตน.
ท่านอธิบายว่า ตนนั่นแล คือจิตและชื่อว่าโลก เพราะอรรถว่าพึงมองดู.
บทว่า อนฺตวา คือ มีที่สุด.
บทว่า โอภาสกโต ผรติ ทำแสงสว่างแผ่ไป คือแสงสว่างด้วยอาโลกกสิณ เตโชกสิณหรือโอทาตกสิณแผ่ไป. เพราะยึดกสิณมีแสงสว่าง ๕ ชนิด มีนีลกสิณเป็นต้น จึงควรถือว่าไม่มีการถือผิดตนด้วยอำนาจปฐวีกสิณ อาโปกสิณและวาโยกสิณ.
บทว่า วิปุลํ โอภาสํ สู่โอภาสอันกว้าง คือสู่ที่ใหญ่โดยมีประมาณบริเวณลานเป็นต้น.
บทว่า อนนฺตวา ไม่มีที่สุด คือไม่มีที่สุดกว้างขวาง.
บทว่า อปริยนฺโต หาที่สุดมิได้ คือหาที่สุดอันกว้างขวางมิได้.
บทว่า อนนฺตสญฺญี คือ มีความสำคัญว่าโลกไม่มีที่สุด.
บทว่า ตํ ชีวํ คือชีพอันนั้น.
อนึ่ง บทว่า ชีโว คือตัวตนนั้นเอง.
แม้ขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น ก็ชื่อว่าสรีระ เพราะอรรถว่ามีความหมุนไป.
บทว่า ชีวํ น สรีรํ ชีพไม่ใช่สรีระ คือชีพได้แก่ตน ไม่ใช่สรีระอันได้แก่รูป.
ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้.
บทว่า ตถาคโต คือ สัตว์. อาจารย์พวกหนึ่งหล่าวว่า พระอรหันต์.
บทว่า ปรมฺมรณา เบื้องหน้าแต่ตาย คือในโลกอื่น.
บทว่า รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ รูปมีความตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ คือการถือเบญจขันธ์ โดยหัวข้อของขันธ์ที่ปรากฏแก่ตน. อธิบายว่า รูปนั้นปกติสูญหายไปในโลกนี้แหละ.
แม้ในขันธ์ที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า กายสฺส เภทา แต่กายแตก คือเบื้องหน้าแต่กายคือขันธ ๕ แตก. ท่านกล่าวความของอุเทศนี้ว่า ปรมฺมรณา เบื้องหน้าแต่ตายด้วยคำนี้.
บทว่า โหติ ในบทมีอาทิว่า โหติปิ เป็นอยู่บ้าง เป็นบทหลัก.
อปิศัพท์ แม้ในบททั้ง ๔ เป็นสมุจจยัตถะมีความรวม.
บทว่า ติฏฺฐติ คือ คงอยู่ เพราะเป็นของเที่ยง. อธิบายว่า ไม่จุติ.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ท่านกล่าวบทว่า ติฏฺฐติ เพื่อความต่างแห่งความของบทว่า โหติ.
บทว่า อุปฺปชฺชติ อุบัติขึ้น คืออุบัติขึ้นด้วยเข้าไปสู่กำเนิดที่เป็นอัณฑชะ (เกิดแต่ไข่) และชลาพุชะ (เกิดแต่น้ำ).
บทว่า นิพฺพตฺติ เกิด คือเกิดด้วยเข้าไปสู่กำเนิดที่เป็นสังเสทชะ (เกิดแต่เหงื่อไคล) โอปปาติกะ (ผุดเกิดขึ้น).
พึงทราบการประกอบความดังนี้แล.
บทว่า อุจฺฉิชฺชติ ย่อมขาดสูญ คือด้วยไม่มีการเกี่ยวเนื่องกัน.
บทว่า วินสฺสติ ย่อมพินาศไป คือด้วยการแตกทำลายไป.
บทว่า น โหติ ปรมฺมรณา เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก เป็นการขยายความของบทก่อน. อธิบายว่า เบื้องหน้าแต่จุติแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก.
บทว่า โหติ จ น จ โหติ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี ไม่เป็นอีกก็มี เป็นทิฏฐิของพวกถือว่า เที่ยงบางอย่าง ความย่อมเป็นโดยปริยายเดียว ไม่เป็นโดยปริยายเดียว. ท่านอธิบายว่า ย่อมเป็นเพราะความเป็นชีพ ไม่เป็นเพราะไม่มีชีพมาก่อน.
บทว่า เนว โหติ น น โหติ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ เป็นทิฏฐิของพวกอมราวิกเขปิกา (ทิฏฐิซัดส่ายไม่ตายตัว).
อธิบายว่า มีก็หามิได้ ไม่มีก็หามิได้ ย่อมทำเพียงปฏิเสธนัยที่ท่านกล่าวไว้ก่อน เพราะกลัวถูกติเตียนและเพราะกลัวพูดเท็จ เพราะความมีปัญญาอ่อนและเพราะความงมงาย.
บทว่า อิเมหิ ปญฺญาสาย อากาเรหิ ด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้ คือด้วยอาการ ๕๐ ด้วยสามารถแห่งหมวด ๕ หมวดละ ๑๐ ตามที่กล่าวแล้ว. จบอรรถกถาอันตคาหิกทิฏฐินิเทศ
อรรถกถาปุพพันตานุทิฏฐินิเทศ
เจ้าทิฏฐิชื่อว่าสัสสตวาทะ เพราะกล่าวถึงความเที่ยงในปุพพันตานุทิฏฐิ (ความตามเห็นขันธ์ในส่วนอดีต) และอปรันตานุทิฏฐิ (ความตามเห็นขันธ์ส่วนอนาคต).
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวาทะ เป็นเหตุกล่าว.
บทนี้เป็นชื่อของเจ้าทิฏฐิ.
แม้วาทะว่าเที่ยง ก็ชื่อว่าสสัสตะ เพราะประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ. ชื่อว่าสัสสตวาทะ เพราะมีวาทะว่าเที่ยง.
อนึ่ง วาทะว่าเที่ยงเป็นบางอย่างชื่อว่าเอกัจจสัสสตะ. ชื่อว่าเอกัจจสัสสติกา เพราะมีทิฏฐิว่า เที่ยงเป็นบางอย่างนั้น.
อนึ่ง วาทะเป็นไปว่า โลกมีที่สุด ไม่มีที่สุด ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด มีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้ ชื่อว่าอันตานันตะ. ชื่อว่าอันตานันติกา เพราะมีทิฏฐิว่าโลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด.
ชื่อว่าอมรา เพราะไม่ตาย. อะไรไม่ตาย. ทิฏฐิและวาจาของเจ้าทิฏฐิผู้ปราศจากที่สุดโดยนัยมีอาทิว่า แม้อย่างนี้ก็ไม่มีแก่เรา.
ความซัดส่ายไปมี ๒ อย่าง คือซัดส่ายไปด้วยทิฏฐิหรือวาจาอันไม่ตายตัว ชื่อว่าอมราวิกเขปะ. ชื่อว่าอมราวิกเขปิกา เพราะมีทิฏฐิซัดส่ายไม่ตายตัว.
บทว่า อธิจฺจสมุปปนฺโน เกิดขึ้นลอยๆ คือความเห็นว่า ตนและโลกเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ ชื่อว่าอธิจจสมุปปันนะ ชื่อว่าอธิจจสมุปปันนิกา เพราะมีทิฏฐิว่าตนและโลกเกิดขึ้นลอยๆ.
____________________________
ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๓๙ จบอรรถกถาปุพพันตานุทิฏฐินิเทศ
อรรถกถาอปรันตานุทิฏฐินิเทศ
เจ้าทิฏฐิชื่อว่าสัญญีวาทะ เพราะกล่าวว่าตนเมื่อตายแล้วมีสัญญา. ชื่อว่าอสัญญีวาทะ เพราะกล่าวว่าตนเมื่อตายแล้วไม่มีสัญญา. ชื่อว่าเนวสัญญีนาสัญญีวาทะ เพราะกล่าวว่าตนเมื่อตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.
อีกอย่างหนึ่ง วาทะอันเป็นไปว่ามีสัญญา ชื่อว่าสัญญีวาทะ เจ้าทิฏฐิเท่านั้นชื่อว่าสัญญีวาทะ เพราะมีวาทะว่ามีสัญญา. อสัญญีวาทะและเนวสัญญีนาสัญญีวาทะก็เหมือนอย่างนั้น.
เจ้าทิฏฐิชื่อว่าอุจเฉทวาทะ เพราะกล่าวว่าสูญ.
บทว่า ทิฏฺฐธมฺโม คือ ธรรมที่เห็นประจักษ์หมายถึงธรรมเป็นปัจจุบัน.
บทนี้เป็นชื่อของอัตภาพที่ได้ในปัจจุบันนั้นๆ. นิพพานในปัจจุบันชื่อว่าทิฏฐธรรมนิพพาน.
ความว่า การเข้าไปสงบทุกข์ในอัตภาพนี้แล. ชื่อว่าทิฏฐิธรรมนิพพานวาทะ เพราะกล่าวถึงนิพพานเป็นปัจจุบันธรรมนั้น.
อนึ่ง เมื่อบทนี้พิสดารในนิเทศนี้ จึงควรกล่าวพรหมชาลสูตรทั้งสิ้นพร้อมด้วยอรรถกถา. ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ย่อมช้าเกินไป เพราะฉะนั้นจึงไม่ให้พิสดาร. ผู้มีความต้องการสูตรนั้น ควรค้นคว้าหาดูเอาเอง. จบอรรถกถาอปรันตานุทิฏฐินิเทศ
อรรถกถาสัญโญชนิกทิฏฐินิเทศ
เพราะสังโยชนิกทิฏฐิ (ทิฏฐิเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ) เป็นทิฏฐิทั่วไปแก่ทิฏฐิทั้งหมด. ฉะนั้น ท่านจึงแสดงความทั่วไปแก่ทิฏฐิทั้งหมด เพราะสังโยชนิกทิฏฐินั้นเป็นเครื่องประกอบทิฏฐิไว้ทั้งหมด. พึงทราบความนั้นโดยการครอบงำทิฏฐิ ดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
จบอรรถกถาสัญโญชนิกทิฏฐินิเทศ -----------------------------------------------------
อรรถกถามานวินิพันธทิฏฐินิเทศ
ในมานวินิพันธทิฏฐิ (ทิฏฐิอันการกั้นด้วยมานะ) ทั้งหลายพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
การลูบคลำด้วยการถือผิดว่าตาเป็นเรา ชื่อว่าลูบคลำด้วยการถือผิด มีมานะเป็นเบื้องต้น. เพราะทิฏฐิไม่ได้สัมปยุตด้วยมานะ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มานวินิพนฺธา ทิฏฐิกางกั้นด้วยมานะ. ความว่า ทิฏฐิการกั้นด้วยมานะมีมานะเป็นมูล.
แม้ในบทนี้ว่า จกฺขุํ มมนฺติ อภินิเวสปรามาโส การลูบคลำด้วยความถือผิดว่าตาของเราก็มีนัยนี้.
อนึ่ง ในบท จกฺขุํ มมนฺติ นี้ควรกล่าวว่า มมาติ พึงทราบว่าลงนิคหิตอาคมเป็น มมนฺติ.
พึงทราบอายตนะภายในมีรูปเป็นต้น ด้วยทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา ย่อมไม่ถืออายตนะภายนอกว่า เป็นเราเว้นกสิณรูป. แม้อายตนะภายนอกก็ย่อมได้ด้วยทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา เพราะย่อมถือแม้อายตนะภายนอกว่าของเรา.
ก็เพราะทุกขเวทนาไม่เป็นวัตถุของมานะ เพราะเป็นสิ่งไม่น่าปรารถนา ฉะนั้น เวทนา ๖ และผัสสะ ๖ จึงไม่ถือเอาเป็นมูลปัจจัยของเวทนาเหล่านั้น. แต่สัญญาเป็นต้น พึงทราบว่าท่านไม่ถือเอาในที่นี้ เพราะตัดขาดแล้ว. จบอรรถกถามานวินิพันธทิฏฐินิเทศ
อรรถกถาอัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ
อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ (ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยการปรารภตน) ได้แก่ อัตตานุทิฏฐินั่นเอง. ท่านกล่าวถึงทิฏฐิอย่างนี้อีก เพราะปฏิสังยุตด้วยวาทะว่าตัวตน ดังนี้. จบอรรถกถาอัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ
อรรถกถาโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ (ทิฏฐิปฏิสังยุตด้วยปรารภโลก)
บทว่า อตฺตา จ โลโก จ ตนและโลก. ความว่า ตนนั้นนั่นแลและชื่อว่าโลกเพราะอรรถว่าพึงแลดู.
บทว่า สสฺสโต คือ ทิฏฐิของผู้มีวาทะว่าเที่ยง.
บทว่า อสสฺสโต คือ ทิฏฐิของผู้มีวาทะว่าสูญ.
บทว่า สสฺสโต จ อสสฺสโต จ คือ ทิฏฐิของผู้เห็นว่าเที่ยงเป็นบางอย่าง.
บทว่า เนว สสฺสโต นาสสฺสโต ตนและโลกเที่ยงก็หามิได้ ไม่เที่ยงก็หามิได้ คือทิฏฐิของผู้ซัดส่ายไม่ตายตัว.
บทว่า อนฺตวา มีที่สุด คือทิฏฐิของผู้หลอกลวงและของนิครนถ์อาชีวกผู้ได้กสิณนิดหน่อย.
อีกอย่างหนึ่ง พวกอุจเฉททิฏฐิย่อมกล่าวว่า สัตว์มีขันธ์ส่วนอดีตโดยกำเนิด มีขันธ์ส่วนอนาคตโดยความตาย. พวกเห็นว่าตนและโลกเกิดขึ้นลอยๆ กล่าวว่า สัตว์มีขันธ์ส่วนอดีตโดยกำเนิด.
บทว่า อนนฺตวา ไม่มีที่สุด คือทิฏฐิของผู้ได้กสิณหาประมาณมิได้. แต่พวกมีวาทะว่าเที่ยงย่อมกล่าวว่า สัตว์ไม่มีขันธ์ส่วนอดีตและส่วนอนาคต ด้วยเหตุนั้นจึงไม่มีที่สุด.
พวกเห็นว่าตนและโลกเกิดขึ้นลอยๆ กล่าวว่า ไม่มีที่สุดด้วยขันธ์ส่วนอนาคต.
บทว่า อนฺตวา จ อนนฺตวา จ มีที่สุดก็มี ไม่มีที่สุดก็มี คือทิฏฐิของผู้มีกสิณขึ้นๆ ลงๆ ไม่เจริญ เจริญไปอย่างขวางๆ.
บทว่า เนว อนฺตวา น อนนฺตวา มีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้ คือทิฏฐิของผู้มีความซัดส่ายไม่ตายตัว. จบอรรถกถาโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ
อรรถกถาภววิภวทิฏฐินิเทศ
พระสารีบุตรเถระไม่ทำการนิเทศภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิไว้ต่างหาก เพราะไม่มีการถือผิดต่างหากจากทิฏฐิตามที่กล่าวแล้ว และไม่ทำการถามเพื่อแสดงอาการอย่างหนึ่งๆ คือ ความติดอยู่ ความแล่นเลยไปด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิตามที่กล่าวแล้วนั่นแล แล้วจึงกล่าวว่า ความถือผิดด้วยความติดอยู่เป็นภวทิฏฐิ. ความถือผิดด้วยความแล่นเลยไปเป็นวิภวทิฏฐิ ดังนี้.
พึงทราบความในบทนั้นดังต่อไปนี้.
การถือผิดด้วยความติดอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อตถาคตแสดงธรรมเพื่อความดับภพ จิตของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมไม่แล่นไป. ความว่า การถือผิดด้วยความเบื่อหน่ายจากนิพพาน ด้วยความสำคัญว่าเที่ยง.
การถือผิดด้วยความแล่นเลยไป ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เทวดาและมนุษย์บางพวกอึดอัด ระอา เกลียดชังด้วยภพนั่นแล ย่อมเพลิดเพลินความขาดสูญ. ความว่า การถือผิดด้วยความละเลยปฏิปทาอันนำไปสู่ความดับทุกข์ ด้วยสำคัญว่าสูญ.
____________________________
ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๒๗
บัดนี้ พระสารีบุตรเพื่อแสดงประกอบภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิไว้ในทิฏฐิทั้งปวง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อสฺสาททิฏฺฐิยา ดังนี้. ในบทนั้น เพราะผู้มีอัสสาททิฏฐิอาศัยความเที่ยง หรือความสูญ ย่อมถือว่าโทษในกามทั้งหลายย่อมไม่มี ดังนี้. ฉะนั้น แม้อัสสาททิฏฐิมีอาการ ๓๒ ท่านก็กล่าวว่า เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี.
ในบทนั้นทิฏฐิแม้อย่างหนึ่งๆ ก็เป็นภวทิฏฐิด้วยการถือว่าเที่ยง. เป็นวิภวทิฏฐิด้วยการถือว่าสูญ. ด้วยอัตตานุทิฏฐิย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นคน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็นวิภวทิฏฐิ ๕ เพราะถือว่าเมื่อขันธ์ ๕ เหล่านั้นสูญเพราะความที่ตนไม่เป็นอื่นจากรูปเป็นต้น ตนจึงสูญ. เมื่อฐานะ ๑๕ ที่เหลือสูญเพราะความที่ตนเป็นอย่างอื่นจากรูปเป็นต้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็นภวทิฏฐิ ๑๕ เพราะถือว่าตนเที่ยง.
ผู้ได้ทิพยจักษุได้ณานอันเป็นปริตตารมณ์และอัปปมาณารมณ์ ในทิฏฐิมีที่สุดและไม่มีที่สุด เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นไปแล้ว ด้วยอำนาจแห่งความสูญว่า ทั้งหมดนั้นเป็นวิภวทิฏฐิ ครั้นจุติจากรูปธาตุ แล้วเห็นสัตว์ทั้งหลายเกิดในที่อื่นไม่เห็นภวทิฏฐิ ย่อมถือเอาวิภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น ในบทนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี ดังนี้.
บทว่า โหติ ในบทนี้ว่า โหติ จ น จ โหติ มีและไม่มีเป็นภวทิฏฐิ. บทว่า น จ โหติ ไม่มีเป็นวิภวทิฏฐิ.
บทว่า เนว โหติ ในบทนี้ว่า เนว โหติ น น โหติ มีก็หามิได้ ไม่มีก็หามิได้ เป็นวิภวทิฏฐิ.
บทว่า น น โหติ ไม่มีก็หามิได้ เป็นภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้นในบทนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิยา พึงเป็น.
พวกที่เห็นว่าเที่ยงเป็นบางส่วนแห่งการตามเห็นขันธ์ส่วนอดีต ย่อมบัญญัติว่าเที่ยง และบัญญัติว่าไม่เที่ยง. เพราะฉะนั้น ทิฏฐินั้นจึงเป็นทั้งภวทิฏฐิ ทั้งวิภวทิฏฐิ.
พวกที่เห็นว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด ๔ จำพวก ย่อมบัญญัติตนว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด. เพราะฉะนั้น ทิฏฐินั้นจึงเป็นทั้งภวทิฏฐิ ทั้งวิภวทิฏฐิเช่นเดียวกับอัตตานุทิฏฐิ.
พวกที่มีความเห็นซัดส่ายไม่ตายตัว ๔ จำพวก อาศัยภวทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิ ย่อมถึงความฟุ้งซ่านทางวาจา. ส่วนที่เหลือเป็นภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิยา หมายถึงทิฏฐินั้นๆ.
พวกที่กล่าวว่าสูญ ๗ จำพวกแห่งความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคต เป็นวิภวทิฏฐิ ที่เหลือเป็นภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิยา เพราะหมายถึงทิฏฐินั้นๆ.
ท่านกล่าวว่า สิยา แห่งสัญโญชนิกทิฏฐิ ด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิทั้งปวง. ตัวตนเป็นอันพินาศไปในเพราะความพินาศแห่งทิฏฐิเหล่านั้น เพราะถือจักษุเป็นต้นว่าเป็นเรา ด้วยทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทั้งหมดนั้นเป็นวิภวทิฏฐิ.
ตนย่อมไม่พินาศไปแม้ในเพราะความพินาศแห่งทิฏฐิเหล่านั้น เพราะทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา ดุจอัตตานุทิฏฐิเป็นอื่นจากจักษุเป็นต้นของตน เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทั้งหมดเป็นทิฏฐิ.
ภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิแห่งทิฏฐิปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกปรากฏแล้ว เพราะท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า ตนและโลกเที่ยง. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันท่านแสดงถึงความถือผิดทิฏฐิ ๑๖ และ ๓๐๐ มีอัสสาททิฏฐิเป็นเบื้องต้นมีวิภวทิฏฐิเป็นที่สุด. อัตตานุทิฏฐิ สักกายทิฏฐิและทิฏฐิปฏสังยุตด้วยอัตตวาทะ ท่านกล่าวไว้โดยความเป็นอันเดียวกัน โดยปริยายมี ๓ อย่าง. แต่ทิฏฐิแม้ทั้งหมดโดยมีประเภทไม่แน่นอน เป็นสัญโญชนิกทิฏฐิ.
____________________________
ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๓๕๔
บัดนี้ บทมีอาทิว่า สพฺพาว ตา ทิฏฺฐิโย อสฺสาททิฏฺฐิโย ทิฏฐิทั้งหมดนั้นเป็นอัสสาททิฏฐิ เป็นการเปรียบเทียบเคียงทิฏฐิ ตามที่ประกอบไว้โดยปริยายอื่น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพาว ตา ทิฏฺฐิโย ทิฏฐิทั้งหมดเหล่านั้นได้แก่ ทิฏฐิที่ไม่มีเหลือตามที่กล่าวแล้ว. ทิฏฐิอันสงเคราะห์เข้าในทิฏฐิทั้งหลาย ๗ เหล่านี้คือ ชื่อว่าอัสสาททิฏฐิ เพราะยินดีด้วยทิฏฐิราคะ และเพราะอาศัยความพอใจด้วยตัณหา. ชื่อว่าอัตตานุทิฏฐิ เพราะไปตามความเสน่หาในตน. ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะความเห็นวิปริต เพราะถือเอาที่สุดอย่างหนึ่งๆ. ชื่อว่าสังโยชนิกทิฏฐิ เพราะประกอบด้วยสิ่งไม่มีประโยชน์. ชื่อว่าอัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ เพราะประกอบด้วยอัตตวาทะ. ส่วนทิฏฐิ ๙ ที่เหลือไม่สงเคราะห์เข้าในทิฏฐิทั้งหมด.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระย่อทิฏฐิเหล่านั้นทั้งหมดที่กล่าวไว้โดยพิสดารลงในทิฏฐิ ๒ อย่าง เมื่อจะแสดงถึงธรรมเป็นที่อาศัยของทิฏฐิ ๒ หมวดแก่สัตว์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า ภวญฺจ ทิฏฺฐึ.
จริงอยู่ ทิฏฐิเหล่านั้นแม้ทั้งหมดเป็นภวทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิ.
จ ศัพท์ในบทนี้ว่า ภวญฺจ ทิฏฐึ วิภวญฺจ ทิฏฺฐึ รวมทิฏฐิเท่านั้น ไม่รวมธรรมที่อาศัย. เพราะธรรมอันหนึ่ง มิได้อาศัยภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิ.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อาศัยภวทิฏฐิก็ดี เป็นผู้อาศัยวิภวทิฏฐิก็ดีดังนี้.
____________________________
ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๗๘
บทว่า ตกฺกิกา ชื่อว่า ตกฺกิกา เพราะกล่าวด้วยความตรึกตรอง. เพราะเจ้าทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมเป็นไปด้วยความตรึกตรองอย่างเดียว เพราะไม่มีปัญญาแทงตลอดความเป็นจริง.
อนึ่ง ชนเหล่าใดได้ฌานก็ดี ได้อภิญญาก็ดี ย่อมถือทิฏฐิ แม้ชนเหล่านั้นก็เป็นตักกิกา เพราะตรึกแล้วถือเอา.
บทว่า นีสฺสิตา เส ความว่า อาศัยแล้ว.
บทว่า เส บทเดียวเท่านั้นเป็นเพียงนิบาต.
บทว่า เตสํ นิโรธมฺหิ น หตฺถิ ญาณํ ญาณในนิโรธย่อมไม่มีแก่ชนเหล่านั้น นี้เป็นบทกล่าวถึงเหตุแห่งทิฏฐินิสัย.
ความว่า เพราะญาณในการดับสักกายทิฏฐิ คือนิพพานไม่มีแก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้น ชนทั้งหลายจึงยึดถือทิฏฐิ ๒ อย่างนี้.
หิ อักษรในบทว่า น หิ อตฺถิ ญาณํ นี้เป็นนิบาตลงในความแสดงถึงเหตุ.
บทว่า ยตฺถายํ โลโก วิปรีตสญฺญี สัตว์โลกนี้ยึดถือทิฏฐิใดก็เป็นผู้มีสัญญาวิปริตเพราะทิฏฐินั้น. ความว่า โลกพร้อมด้วยเทวโลกนี้เป็นผู้มีสัญญาวิปริตในนิโรธอันเป็นสุขใด ว่าเป็นทุกข์ พึงเชื่อมว่าญาณในนิโรธนั้นย่อมไม่มี. เพราะเป็นผู้มีสัญญาวิปริตว่าเป็นทุกข์
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคาถาประพันธ์นี้ว่า
รูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะและธรรมารมณ์ล้วนน่า
ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจมีประมาณเท่าใด โลกกล่าว
ว่ามีอยู่. อารมณ์ ๖ อย่างเหล่านี้ โลกพร้อมทั้งเทวโลก
สมมติกันว่าเป็นสุข แต่ว่าธรรมเป็นที่ดับอารมณ์ ๖
เหล่านี้ ชนเหล่านั้นสมมติกันว่าเป็นทุกข์. ความดับ
แห่งเบญจขันธ์พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นว่าเป็นความสุข
ความเห็นขัดแย้งกันกับโลกทั้งปวงนี้ ย่อมมีแก่บัณฑิต
ทั้งหลายผู้เห็นอยู่.
ชนเหล่าอื่นกล่าววัตถุกามใด โดยความเป็นสุข
พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าววัตถุกามนั้นโดยความเป็น
ทุกข์ ชนเหล่าอื่นกล่าวนิพพานใดโดยความเป็นทุกข์
พระอริยเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งกล่าวนิพพานนั้นโดยความ
เป็นสุข.
ท่านจงพิจารณาธรรมที่รู้ได้ยาก ชนพาลทั้งหลาย
ผู้ไม่รู้แจ้ง พากันลุ่มหลงอยู่ในโลกนี้ ความมืดตื้อย่อมมี
แก่ชนพาลทั้งหลาย ผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้วผู้ไม่เห็นอยู่.
ส่วนนิพพานเป็นธรรมชาติเปิดเผยแก่สัตบุรุษผู้เห็นอยู่
เหมือนอย่างแสงสว่าง ฉะนั้น ชนทั้งหลายเป็นผู้ค้นคว้า
ไม่ฉลาดต่อธรรม ย่อมไม้รู้แจ้งนิพพานที่มีอยู่ในที่ใกล้.
ชนทั้งหลายผู้ถูกภวราคะครอบงำแล้ว แล่นไปตาม
กระแสภวตัณหา ผู้เข้าถึงวัฏฏอันเป็นบ่วงแห่งมารเนืองๆ
ไม่ตรัสรู้ธรรมนี้ได้โดยง่าย.
นอกจากพระอริยเจ้าทั้งหลาย ใครหนอย่อมควร
จะรู้บท คือนิพพานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ดีแล้ว
พระอริยเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีอาสวะ เพราะรู้โดยชอบ
ย่อมปรินิพพาน.
____________________________
ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๐๖
บัดนี้ พระสารีบุตรประสงค์จะแสดงทิฏฐิทั้งหมดเป็น ๒ อย่างและการถอนทิฏฐิโดยพระสูตร จึงนำพระสูตรมาว่า ทฺวีหิ ภิกฺขเว ดังนี้เป็นอาทิ.
ในบทเหล่านั้น แม้พรหมทั้งหลาย ท่านก็เรียกว่าเทว.
บทว่า โอลียนฺติ ย่อมติด คือกำไว้. บทว่า อติธาวนฺติ คือ ล่วงเลยไป.
บทว่า จกฺขมนฺโต คือมีปัญญา. จ ศัพท์มีเนื้อความเป็นอดิเรก.
บทว่า ภวารามา ผู้ชอบภพ คือมีภพเป็นที่อภิรมย์.
บทว่า ภวรตา คือ ยินดีในภพ.
บทว่า ภวสมฺมุทิตา คือ พอใจด้วยภพ.
บทว่า เทสิยมาเน คือ เมื่อธรรมอันพระตถาคตหรือพระสาวกของพระตถาคตแสดงอยู่.
บทว่า น ปกฺขนฺทติ ไม่แล่นไป คือไม่เข้าถึงพระธรรมเทศนา หรือการดับภพ.
บทว่า น ปสีทติ ไม่เลื่อมใส คือไม่ถึงความเลื่อมใสในธรรมนั่น.
บทว่า น สนฺติฏฺฐติ ไม่ตั้งอยู่ คือไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น.
บทว่า นาธิมุจฺจติ ไม่น้อมไป คือไม่ถึงความแนบแน่นในธรรมนั้น. ท่านกล่าวถึงสัสสตทิฏฐิด้วยเหตุเพียงเท่านี้.
บทว่า อฏฺฏียมานา อึดอัด คือถึงความทุกข์.
บทว่า หรายมานา ระอา คือถึงความละอาย.
บทว่า ชิคุจฺฉมานา คือ ถึงความเกลียดชัง.
บทว่า วิภวํ อภินนฺทนฺติ ยินดีความปราศจากภพ คือยินดีอาศัยความสูญหรือปรารถนาความสูญ.
บทว่า กิร ได้ยินว่า เป็นนิบาตลงในอรรถอนุสสวนะ (การได้ยินมา).
บทว่า โภ เป็นคำร้องเรียก.
บทว่า สนฺตํ คือ ดับแล้ว.
บทว่า ปณีตํ ความว่า ชื่อว่าประณีตเพราะไม่มีทุกข์ หรือเพราะนำไปสู่ความเป็นประธาน.
บทว่า ยถาภวํ คือ ตามความเป็นจริง.
ท่านแสดงอุจเฉททิฏฐิด้วยเหตุเพียงเท่านี้.
บทว่า อิธ คือ ในศาสนานี้.
บทว่า ภูตํ ความจริง คือทุกข์อันได้แก่ขันธ์ ๕ อันเกิดแต่เหตุ.
บทว่า ภูตโต ปสฺสติ เห็นโดยความเป็นจริง คือเห็นความจริงนี้ว่าเป็นทุกข์.
บทว่า นิพฺพิทาย เพื่อความเบื่อหน่าย คือเพื่อความเห็นแจ้ง.
บทว่า วิราคาย เพื่อคลายกำหนัด คือเพื่ออริยมรรค.
บทว่า นิโรธาย เพื่อดับ คือเพื่อนิพพาน.
บทว่า ปฏิปนฺโน โหติ คือเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันสมควรแก่นิพพานนั้น.
บทว่า เอวํ ปสฺสนฺติ ผู้มีจักษุเห็นอยู่อย่างนี้ คือเห็นด้วยโลกิยญาณในส่วนเบื้องต้น ด้วยโลกุตรญาณในกาลแทงตลอดด้วยประการฉะนี้.
ท่านกล่าวสัมมาทิฏฐิด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระแสดงอานิสงส์แห่งสัมมาทิฏฐินั้นด้วยคาถา ๒ คาถา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โย ภูตํ ภูตโต ทิสฺวา เห็นความเป็นสัตว์โดยความเป็นจริง.
ความว่า ตรัสรู้ทุกข์โดยตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้.
บทว่า ภูตสฺส จ อติกฺกมนํ ก้าวล่วงความเป็นสัตว์. ความว่า ตรัสรู้การดับทุกข์โดยตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง.
บทว่า ยถาภูเตธิมุจฺจติ ย่อมน้อมใจไปในธรรมตามที่เป็นจริง คือน้อมใจไปในความดับทุกข์ตามความเป็นจริงด้วยอำนาจแห่งการตรัสรู้ด้วยมรรคภาวนาว่า นี้สงบ นี้ประณีต.
บทว่า ภวตณฺหา ปริกฺขยา เพื่อความสิ้นไปแห่งภวตัณหา. ความว่า ด้วยการละเหตุให้เกิดทุกข์.
อนึ่ง เมื่อไม่มีการตรัสรู้ต่างๆ ของสัจจธรรม พึงทราบว่า ท่านกล่าวคำในตอนต้นว่า ทิสฺวา ด้วยโวหารพร้อมกับปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้น เพราะเห็นก่อนแล้วภายหลังไม่น้อมใจไป. การตรัสรู้อริยสัจ ๔ ย่อมมีได้ตลอดกาลเสมอทีเดียว.
อีกอย่างหนึ่ง บททั้งหลายที่กล่าวไว้ในตอนต้น ย่อมมีได้แม้ในกาลอันเสมอ เพราะเหตุนั้นจึงไม่เป็นโทษ.
บทว่า ส เว คือ พระอรหันต์นั้นโดยส่วนเดียว.
บทว่า ภูตปริญฺญาโต กำหนดรู้ความเป็นสัตว์แล้ว คือกำหนดรู้ทุกข์.
บทว่า วีตตณฺโห คือ มีตัณหาไปปราศแล้ว.
บทว่า ภวาภเว คือ ในภพน้อยภพใหญ่.
บทว่า อภโว คือภพใหญ่ เพราะมี อ อักษรเป็นไปในอรรถว่าเจริญ.
พึงทราบภพน้อยภพใหญ่นั้นเพราะความเปรียบเทียบกัน.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภเว ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ. บทว่า วิภเว ได้แก่ อุจเฉททิฏฐิ.
ชื่อว่าปราศจากตัณหา เพราะไม่มีทิฏฐิราคะแม้ในสองอย่างนั้น.
บทว่า ภูตสฺส วิภวา เพราะความไม่มีแห่งความเป็นสัตว์ คือเพราะสูญวัฏฏทุกข์.
บทว่า นาธิคจฺฉติ ปุนพฺภวํ ย่อมไม่มาสู่ภพใหม่ ท่านกล่าวถึงปรินิพพานแห่งพระอรหันต์.
บทมีอาทิว่า ตโย ปุคฺคลา บุคคล ๓ จำพวก ท่านกล่าวเพื่อติเตียนผู้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ และเพื่อสรรเสริญผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ. ชื่อว่ามีทิฏฐิวิบัติ เพราะมีทิฏฐิถึงคือไปสู่ความน่าเกลียด. ชื่อว่ามีทิฏฐิสมบัติ เพราะมีทิฏฐิถึงคือไปสู่ความดี.
บทว่า ติตฺถิโย ทิฏฐิท่านกล่าวลัทธิ เพราะปฏิบัติทิฏฐินั้นเป็นความดีในลัทธิ หรือชื่อว่าติตถิยะ เพราะมีลัทธิ เข้าถึงการบรรพชาภายนอกลัทธินั้น.
บทว่า ติตฺถิยสาวโก สาวกเดียรถีย์ คือคฤหัสถ์ผู้ถึงทิฏฐานุคติของสาวกเดียรถีย์เหล่านั้น.
บทว่า โย จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก บุคคลผู้มีทิฏฐิผิด คือผู้เข้าถึงทิฏฐิทั้งสองอย่างนั้น เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า ตถาคโต คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าก็สงเคราะห์เข้าในบทนี้เหมือนกัน.
บทว่า ตถาคตสาวโก คือ ผู้บรรลุมรรคและผู้บรรลุผล.
บทว่า โย จ สมฺมาทิฏฺฐิโก ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ คือผู้พันจากทิฏฐิสองอย่างนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิด้วยสัมมาทิฏฐิของชาวโลก.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้.
บทว่า โกธโน เป็นคนมักโกรธ คือคนที่มักโกรธเนืองๆ.
บทว่า อุปนาหี มักผูกโกรธ คือมีปกติเพิ่มความโกรธนั้นแล้วผูกไว้.
บทว่า ปาปมกฺขี มีความลบหลู่ลามก คือมีความลบหลู่อันเป็นความลามก.
บทว่า วสโล เป็นคนเลว คือมีชาติแห่งคนเลว.
บทว่า วิสุทฺโธ เป็นผู้ประเสริฐ คือเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยญาณทัศนวิสุทธิ.
บทว่า สุทฺธตํ คโต ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์ คือถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์อันได้แก่มรรคผล.
บทว่า เมธาวี คือ ผู้มีปัญญา.
ด้วยคาถานี้ ท่านสรรเสริญผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิอันเป็นโลกุตระ.
บทว่า วิปนฺนทิฏฺฐิโย สมฺปนฺนทิฏฺฐิโย ทิฏฐิวับัติ ทิฏฐิสมบัติ พระสารีบุตรละโวหารว่าบุคคล กล่าวติเตียนและสรรเสริญธรรม.
บทว่า เอตํ มม นั่นของเรา คือทิฏฐิด้วยอำนาจแห่งความสำคัญตัณหา.
บทว่า เอโสหมสฺมิ เราเป็นนั่นคือทิฏฐิมีความสำคัญด้วยมานะเป็นมูล.
บทว่า เอโส เม อตฺตา นั่นเป็นตัวตนของเรา คือมีความสำคัญด้วยทิฏฐินั่นเอง.
ท่านถามการจำแนก การนับและการสงเคราห์กาลแห่งทิฏฐิวิบัติ ๓ ด้วยบทมีอาทิว่า เอตํ มมนฺติ กา ทิฏฺฐิ ทิฏฐิอะไรว่านั่นของเราแล้วแก้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กา ทิฏฺฐิ ความว่า บรรดาทิฏฐิมากมาย ทิฏฐิอะไร.
บทว่า กตมนฺตานุคฺคหิตา ตามถือส่วนสุดอะไร ความว่า ในสองกาล คือกาลมีขันธ์เป็นส่วนอดีตและกาลมีขันธ์เป็นส่วนอนาคต ตามถือโดยกาลไหน. อธิบายว่า ติดตาม.
เพราะเมื่อลูบคลำว่า นั่นของเรา อ้างถึงวัตถุในอดีตว่า นั่นได้เป็นของเราแล้ว ได้เป็นของเราแล้วอย่างนี้ ได้เป็นของเราแล้วประมาณเท่านี้ แล้วลูบคลำ ฉะนั้น จึงเป็นปุพพันตานุทิฏฐิ (ความตามเห็นขันธ์ส่วนอดีต). และทิฏฐิเหล่านั้นจึงเป็นทิฏฐิตามถือขันธ์ส่วนอดีต.
เพราะเมื่อลูบคลำว่า เราเป็นนั่นย่อมลูบคลำอาศัยผลในอนาคตว่า เราจักบริสุทธิ์ได้ด้วย ศีล พรต ตบะ พรหมจรรย์นี้. ฉะนั้น จึงเป็นอปรันตานุทิฏฐิ ตามเห็นขันธ์ส่วนอนาคต. และทิฏฐิเหล่านั้นจึงเป็นทิฏฐิตามถือขันธ์ส่วนอนาคต.
เพราะเมื่อลูบคลำว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา อาศัยความสืบต่ออันเกิดขึ้นในอดีตและอนาคต ย่อมลูบคลำว่านั่นเป็นตัวตนของเรา และย่อมลูบคลำด้วยสักกายทิฏฐิ ฉะนั้นจึงเป็นสักกายทิฏฐิ. และทิฏฐิเหล่านั้นเป็นปุพพันตาปรันตานุคคหิตา ตามถือขันธ์ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคต.
อนึ่ง เพราะทิฏฐิ ๖๒ มีสักกายทิฏฐิเป็นประธาน และทิฏฐิ ๖๒ ย่อมถึงการถอนด้วยการถอนสักกายทิฏฐินั่นแล ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทิฏฐิ ๖๒ โดยมีสักกายทิฏฐิเป็นประธาน. ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ย่อมมีโดยทวารแห่งสักกายทิฏฐิ อันมีสักกายทิฏฐิเป็นประธาน.
ปาฐะว่า สกฺกายทิฏฺฐิปฺปมขานิ ดังนี้ดีกว่า.
ชื่อว่า สกฺกายทิฏฺฐิปฺปมขานิ เพราะมีสักกายทิฏฐิเป็นประธานคือเป็นเบื้องต้น. สักกายทิฏฐิเหล่านั้น คืออะไร คือทิฏฐิ ๖๒.
อัตตานุทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ ด้วยคำถามว่า ทิฏฐิอะไร แก้ว่า คือ สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐. ด้วยคำถามว่า ทิฏฐิเท่าไร แก้ว่า ทิฏฐิ ๖๒ มีสักกายทิฏฐิเป็นประธาน.
อนึ่ง สักกายทิฏฐินั้นแล ท่านกล่าวว่าอัตตานุทิฏฐิโดยคำสามัญว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา. เมื่อกล่าวถึงอัตตานุทิฏฐินั้น ก็เป็นอันกล่าวถึงแม้ทิฏฐิที่ปฏิสังยุตด้วยอัตตวาท.
เพื่อแสดงการจำแนกบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ โดยสัมพันธ์กับบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ท่านจึงนำพระสูตรมามีอาทิว่า เย เกจิ ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นิฏฺฐํ คตา คือ ถึงความเชื่อ คือเชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองด้วยสามารถแห่งมรรคญาณ. ความว่า หมดความสงสัย.
ปาฐะว่า นิฏฺฐาคตา เป็นบทสมาส ความอย่างเดียวกัน.
บทว่า ทิฏฺฐิสมฺปนฺนา คือ ถึงความงามด้วยทิฏฐิ.
บทว่า อิธ นิฏฺฐา เชื่อแน่ในธรรมนี้ คือการดับด้วยกามธาตุนี้.
บทว่า อิธ วิหาย นิฏฺฐา เชื่อแน่ในภพสุทธาวาส ในธรรมนี้ คือละกามภพนี้แล้ว ปรินิพพานในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส.
บทว่า สตฺตกฺขตฺตุปรมสฺส คือ พึงถืออัตภาพเกิดในภพ ๗ ครั้ง คือ ๗ คราวเป็นอย่างยิ่ง ชื่อว่า สตฺตกฺขตฺตุปรโม คือไม่ถือเอาภพที่ ๘ อื่นไปจากภพที่อุบัติถืออัตภาพนั้น. ได้แก่พระสัตตักขัตตุปรมโสดาบันนั้น.
บทว่า โกลงฺโกลสฺส ชื่อว่า โกลังโกละ เพราะไปสู่ตระกูลจากตระกูล.
ความว่า เพราะไม่เกิดในตระกูลต่ำจำเดิมแต่ทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ย่อมเกิดในตระกูลโภคสมบัติมากเท่านั้น. ได้แก่พระโกลังโกลโสดาบัน.
บทว่า เอกพีชิสฺส ท่านกล่าวพืชคือขันธ์. พระโสดาบันมีพืชคือขันธ์หนึ่งเท่านั้น ถืออัตภาพหนึ่งชื่อว่าเอกพีชี. ได้แก่พระเอกพีชีโสดาบัน. ชื่อของบุคคลเหล่านี้ เป็นชื่อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้. เพราะบุคคลผู้ถึงฐานะประมาณเท่านี้ ชื่อว่าสัตตักขัตตุปรมะ ประมาณเท่านี้ชื่อโกลังโกละ ประมาณเท่านี้ชื่อว่าเอกพีชี เพราะเหตุนั้น จึงเป็นชื่อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งให้แก่บุคคลเหล่านี้.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ว่า บุคคลนี้จักถึงฐานะประมาณเท่านี้ บุคคลนี้จักถึงฐานะประมาณเท่านี้แล้วจึงทรงตั้งชื่อนั้นๆ แก่บุคคลเหล่านั้น.
จริงอยู่ พระโสดาบันมีปัญญาอ่อนเกิด ๗ ภพ จึงชื่อว่าสัตตักขัตตุปรมะ มีปัญญาปานกลาง เกิดอีกไม่เกินภพที่ ๖ จึงชื่อว่าโกลังโกละ มีปัญญากล้าเกิดภพเดียว จึงชื่อว่าเอกพีชี. การที่พระโสดาบันเหล่านั้น มีปัญญาอ่อน ปานกลางและกล้านี้นั้น ย่อมกำหนดเพราะบุรพเหตุ. พระโสดาบันแม้ ๓ เหล่านี้ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งกามภพ แต่ในรูปภพและอรูปภพย่อมถือปฏิสนธิแม้มาก.
บทว่า สกทาคามิสฺส ชื่อว่าสกทาคามี เพราะมาสู่กามภพคราวเดียว ด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิ. ได้แก่พระสกทาคามีนั้น.
บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม อรหา พระอรหันต์ในปัจจุบัน คือพระอรหันต์ในอัตภาพนี้แล.
ปาฐะว่า อรหํ ดังนี้บ้าง.
บทว่า อิธ นิฏฺฐา เชื่อในธรรมนี้ ท่านกล่าวหมายถึงผู้ท่องเที่ยวไปสู่กามภพ. ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลายเกิดในรูปภพและอรูปภพ ย่อมไม่เกิดในกามภพ ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง.
บทว่า อนฺตราปรินิพฺพายิสฺส ชื่อว่า อนฺตราปรินิพฺพายี เพราะจะปรินิพพานด้วยการดับกิเลสในระหว่างกึ่งอายุ.
อนึ่ง พระอนาคามีนั้นมี ๓ จำพวก คือ ท่านผู้จะปรินิพพานในระหว่างใกล้เกิด ๑ ท่านผู้จะปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ถึงกึ่ง ๑ ท่านผู้จะปรินิพพานในระหว่างอายุถึงกึ่ง ๑. ได้แก่พระอันตราปรินิพพายีอนาคามีนั้น.
บทว่า อุปหจฺจปรินิพฺพายิสฺส ได้แก่ พระอนาคามีผู้พ้นอายุกึ่ง หรือใกล้จะถึงกาลกิริยา แล้วนิพพานด้วยการดับกิเลส.
บทว่า อสงฺขารปรินิพฺพายิสฺส ได้แก่ พระอนาคามีผู้ไม่ต้องทำความเพียรมากนัก แล้วปรินิพพานด้วยการดับกิเลส โดยไม่ต้องใช้ความเพียรนัก.
บทว่า สสงฺขารปรินิพฺพายี ได้แก่ พระอนาคามีผู้ต้องทำความเพียรมาก แล้วปรินิพพานด้วยการดับกิเลส ต้องใช้ความเพียรยากลำบาก.
บทว่า อุทฺธํโสตสฺส อกนิฏฺฐคามิโน ได้แก่ พระอนาคามีผู้มีกระแสเบื้องบน คือกระแสตัณหา กระแสวัฏฏะในเบื้องบน เพราะนำไปในเบื้องบน หรือมีกระแสในเบื้องบน คือกระแสมรรคในเบื้องบน เพราะไปในเบื้องบนแล้วพึงได้. ชื่อว่าอกนิฏฐคามี เพราะไปสู่อกนิฏฐา. ได้แก่พระอนาคามีอุทธังโสตอกนิฏฐคามีนั้น.
นี้ คือพระอนาคามี ๔ ประเภท.
ท่านผู้ยังพรหมโลก ๔ ตั้งแต่อวิหา ให้บริสุทธิ์แล้วไปสู่อกนิฏฐาจึงปรินิพพาน ชื่อว่าอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี.
ท่านผู้ยังพรหมโลก ๓ เบื้องต่ำให้บริสุทธิ์ แล้วตั้งอยู่ในสุทัสสีพรหมโลก จึงปรินิพพาน ชื่อว่าอุทธังโสโต ไม่ชื่อว่าอกนิฏฐคามี.
ท่านผู้ไปสู่อกนิฏฐาจากนี้แล้วปรินิพพาน ไม่ชื่อว่าอุทธังโสโต ชื่อว่าอกนิฏฐคามี.
ท่านผู้ปรินิพพานในที่นั้นๆ ในพรหมโลก ๔ เบื้องต่ำ ไม่ชื่อว่าอุทธังโสโต ไม่ชื่อว่าอกนิฏฐคามี.
พระอนาคามี ๕ เหล่านี้ ท่านกล่าวถือเอาสุทธาวาส.
ส่วนพระอนาคามีทั้งหลาย เพราะยังละรูปราคะอรูปราคะไม่ได้ ยังหวังอยู่ย่อมเกิดในรูปภพและอรูปภพที่เหลือ แต่พระอนาคามีทั้งหลายเกิดในสุทธาวาสไม่เกิดในที่อื่น.
บทว่า อเวจฺจปปสนฺนา เลื่อมใสอย่างแน่นแฟ้น คือรู้ตรัสรู้ด้วยอริยมรรคแล้ว เลื่อมใสด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว.
บทว่า โสตาปนฺนา คือ ท่านผู้ถึงกระแสอริยมรรค.
แม้บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอริยผลทั้งปวง ท่านก็ถือเอาด้วยบทนี้.
จบอรรถกถาภววิภวทิฏฐิกถา แห่งอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่าสัทธัมมปกาสินี -----------------------------------------------------