คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

วิโมกขกถา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๔๖๗ บรรทัด๑ ฉบับ

วิโมกขกถา อรรถกถาวิโมกขุเทศ

บัดนี้ ถึงคราวที่จะพรรณนาไปตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งวิโมกขกถา ซึ่งท่านกล่าวในลำดับอินทริยกถา.

จริงอยู่ วิโมกขกถานี้ ท่านกล่าวในลำดับอินทริยกถา เพราะผู้ประกอบอินทรียภาวนาเป็นผู้ได้วิโมกข์. ก็พระสารีบุตรเถระเมื่อกล่าววิโมกขกถานั้น ทำสุตตันตเทศนาให้เป็นหัวหน้าแล้วกล่าวเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้นดังต่อไปนี้.

ในบทมีอาทิว่า สุญฺญโต วิโมกฺโข ได้แก่ อริยมรรคอันเป็นไป เพราะทำนิพพานให้เป็นอารมณ์โดยอาการแห่งความเป็นของสูญ ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์. สุญญตวิโมกข์นั้นชื่อว่าสุญญตะ เพราะเกิดธาตุสูญ. ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะพ้นจากกิเลสทั้งหลาย.

โดยนัยนี้นั่นแหละพึงทราบว่า วิโมกข์เป็นไปเพราะทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ โดยอาการหานิมิตมิได้ ชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์. วิโมกข์เป็นไปเพราะทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ โดยอาการไม่มีที่ตั้ง ชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์.

ภิกษุรูปหนึ่งพิจารณาสังขารทั้งหลาย โดยความไม่เที่ยงแต่ต้นนั่นเอง.

อนึ่ง เพราะเพียงพิจารณาด้วยความไม่เที่ยงเท่านั้น ยังไม่เป็นการออกไปแห่งมรรค ควรพิจารณาโดยความเป็นทุกข์บ้าง โดยความเป็นอนัตตาบ้าง.

หากเมื่อภิกษุนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นการออกไปแห่งมรรคในกาลที่พิจารณาโดยความไม่เที่ยง ภิกษุนี้ชื่อว่าอยู่โดยความไม่เที่ยง แล้วออกไปโดยความไม่เที่ยง.

อนึ่ง หากว่าการออกไปแห่งมรรคในกาลที่ภิกษุนั้นพิจารณาโดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ภิกษุนี้ชื่อว่าอยู่โดยความไม่เที่ยงแล้วออกไปโดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา.

แม้ในการอยู่โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตาแล้วออกไป ก็มีนัยนี้.

อนึ่ง ในอุเทศนี้ แม้ภิกษุใดอยู่โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา หากในเวลาออกย่อมออกโดยความไม่เที่ยง แม้ทั้ง ๓ นี้ก็เป็นผู้มากไปด้วยอธิโมกข์ ย่อมได้สัทธินทรีย์ ย่อมพ้นด้วยอนิมิตตวิโมกข์ เป็นผู้ระลึกศรัทธาในขณะปฐมมรรค เป็นผู้พ้นจากศรัทธาในฐานะ ๗.

อนึ่ง หากออกไปโดยความเป็นทุกข์ แม้ชนทั้ง ๓ ก็เป็นผู้มากด้วยปัสสัทธิ ย่อมได้สมาธินทรีย์ ย่อมพ้นด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นกายสักขี (พยานเห็นกับตาทางกาย) ในที่ทั้งปวง.

อนึ่ง อรูปฌานในกายสักขีนี้เป็นบาทของภิกษุใด ภิกษุนั้นเป็นอุภโตภาควิมุตในผลอันเลิศ แต่นั้นเป็นการออกโดยความเป็นอนัตตาของชนเหล่านั้น. ชนแม้ทั้ง ๓ ก็เป็นผู้มากด้วยความรู้ ย่อมได้ปัญญินทรีย์ ย่อมพ้นด้วยสุญญตวิโมกข์ เป็นผู้ระลึกถึงธรรมในขณะปฐมมรรค เป็นผู้ถึงทิฏฐิในฐานะ ๖ เป็นผู้พ้นด้วยปัญญาในผลอันเลิศ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามรรคย่อมได้ชื่อด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ด้วยเป็นไปกับหน้าที่ ๑ ด้วยเป็นข้าศึก ๑ ด้วยมีคุณ ๑ ด้วยอารมณ์ ๑ ด้วยการมา ๑.

หากภิกษุพิจารณาสังขารโดยความไม่เที่ยง แล้วออกจากความวางเฉยในสังขาร ย่อมพ้นด้วยอนิมิตตวิโมกข์ หากพิจารณาโดยความเป็นทุกข์แล้วออก ย่อมพ้นด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ หากพิจารณาโดยความเป็นอนัตตาแล้วออก ย่อมพ้นด้วยสุญญตวิโมกข์ นี้ชื่อว่าเป็นชื่อโดยความเป็นไปกับหน้าที่.

อนึ่ง วิโมกข์ชื่อว่าอนิมิตตะ เพราะทำการแยกความเป็นฆนะ (ก้อน) ของสังขารทั้งหลายด้วยอนิจจานุปัสสนา แล้วละนิมิตว่าเที่ยง นิมิตว่ายั่งยืน นิมิตว่าคงที่ออกไปเสีย. ชื่อว่าอัปปณิหิตะ เพราะละสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสสนา แล้วยังความปรารถนาที่ตั้งไว้ให้แห้งไป. ชื่อว่าสุญญตะ เพราะละความสำคัญว่าตน สัตว์ บุคคลด้วยอนัตตานุปัสสนา แล้วเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของสูญ นี้ชื่อว่าเป็นชื่อโดยความเป็นข้าศึก.

อนึ่ง ชื่อว่าสุญญตะ เพราะความเป็นของสูญจากราคะเป็นต้น. ชื่อว่าอนิมิตตะ เพราะไม่มีรูปนิมิตเป็นต้น หรือราคะนิมิตเป็นต้น. ชื่อว่าอัปปณิหิตะ เพราะไม่มีที่ตั้งของราคะเป็นต้น นี้ชื่อว่าเป็นชื่อโดยความมีคุณของมรรคนั้น.

มรรคนี้นั้น ย่อมทำนิพพานอันเป็นของสูญ ไม่มีนิมิต ไม่มีที่ตั้ง ให้เป็นอารมณ์ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ นี้ชื่อว่าเป็นชื่อโดยความเป็นอารมณ์.

อนึ่ง การมามี ๒ อย่าง คือ วิปัสสนาคมนะ (การมาแห่งวิปัสสนา) ๑ มัคคาคมนะ (การมาแห่งมรรค) ๑.

การมาแห่งวิปัสสนาย่อมได้ในมรรค การมาแห่งมรรคย่อมได้ในผล. เพราะอนัตตานุปัสสนา ชื่อว่าสุญญตะ มรรคแห่งสุญญตวิปัสสนา ชื่อว่าสุญญตะ. ผลแห่งสุญญตมรรค ชื่อว่าสุญญตะ. อนิจจานุปัสสนา ชื่อว่าอนิมิตตะ. มรรคแห่งอนิมิตตานุปัสสนา ชื่อว่าอนิมิตตะ. ก็ชื่อนี้ย่อมได้ด้วยอภิธรรมปริยาย แต่ในสุตตันตปริยายก็ได้ด้วย.

จริงอยู่ อาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ในสุตตันตปริยายนั้นว่า พระโยคาวจรทำนิพพานอันเป็นโคตรภูญาณหานิมิตมิได้ให้เป็นอารมณ์ เป็นชื่อที่ไม่มีนิมิตตั้งอยู่ในอาคมนียฐาน (ที่เป็นที่มาถึง) เองแล้วให้ชื่อแก่มรรค ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า มรรคเป็นอนิมิตตะ ควรกล่าวว่า ผลเป็นอนิมิตตะด้วยการมาแห่งมรรค. ทุกขานุปัสสนาชื่อว่าอัปปณิหิตะ เพราะยังการตั้งไว้ในสังขารทั้งหลายให้แห้งไป มรรคแห่งอัปปณิหิตวิปัสสนา ชื่อว่าอัปปณิหิตะ. ผลแห่งอัปปณิหิตมรรค ชื่อว่าอัปปณิหิตะ เพราะเหตุนั้น วิปัสสนาย่อมให้ชื่อแห่งมรรคของตนอย่างนี้. มรรคย่อมให้ชื่อแห่งผล นี้ชื่อว่าเป็นชื่อโดยการมาถึง. พระโยคาวจรย่อมกำหนดคุณวิเศษแห่งวิโมกข์ จากความวางเฉยในสังขารด้วยประการฉะนี้.

พระสารีบุตรเถระครั้นยกวิโมข์อันเป็นมหาวัตถุ ๓ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ขึ้นแสดงอย่างนี้ประสงค์จะชี้แจงถึงวิโมกข์ แม้อื่นอีก ด้วยสามารถการชี้แจงวิโมกข์นั้นจึงกล่าวคำมีอาทิว่า อปิจ อฏฺฐสฏฺฐี วิโมกฺขา อีกอย่างหนึ่ง วิโมกข์ ๖๘ ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อปิจ เป็นบทแสดงถึงปริยายอื่น.

วิโมกข์เหล่านั้นมี ๖๘ ได้อย่างไร มี ๗๕ มิใช่หรือ. มี ๗๕ ตามเสียงเรียกร้องจริงหรือไม่ควรนับวิโมกข์ ๓ เหล่านี้ เพราะชี้แจงวิโมกข์อื่นเว้นวิโมกข์ ๓ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วและเพราะกั้นวิโมกข์เหล่านั้น แม้วิโมกข์ ๓ มีอัชฌัตตวิโมกข์เป็นต้นก็ไม่ควรนับ เพราะหยั่งลงภายในด้วยกล่าวโดยพิสดาร ๔ ส่วน. อัปปณิหิตวิโมกข์ ในบทนี้ว่า ปณิหิโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ปณิหิตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ก็ไม่ควรนับ เพราะมีชื่ออย่างเดียวกันด้วยการยกขึ้นแสดงเป็นครั้งแรก

เมื่อนำวิโมกข์ ๗ อย่างเหล่านี้ออกอย่างนี้แล้วก็เหลือวิโมกข์ ๖๘.

หากถามว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุไรจึงยกวิโมกข์ ๓ มีสุญญตวิโมกข์เป็นต้นขึ้นแสดงเล่า.

ตอบว่า เพื่อหยิบยกขึ้นโดยอุเทศแล้วทำการชี้แจงวิโมกข์เหล่านั้น.

อนึ่ง วิโมกข์ ๓ มีอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกจากภายใน) เป็นต้น ท่านยกขึ้นแสดงด้วยอำนาจแห่งหมู่อันเป็นมูลเหตุเว้นประเภทเสีย.

พึงทราบแม้อัปปณิหิตวิโมกข์ ท่านก็ยกขึ้นแสดงอีกด้วยอำนาจเป็นปฏิปักษ์ของปณิหิตวิโมกข์.

พึงทราบวินิจฉัยในอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นต้นดังต่อไปนี้.

ชื่อว่า อชฺฌตฺตวุฏฺฐาโน เพราะออกจากภายใน.

ชื่อว่า อนุโลมา เพราะคล้อยตาม.

ชื่อว่า อชฺฌตฺตวุฏฺฐานปฏิปฺปสฺสทฺธิ เพราะระงับออกไปแห่งการออกจากภายใน.

บทว่า รูปี คือ รูปอันเป็นรูปฌานให้เกิดชึ้นในอวัยวะมีผมเป็นต้นในภายใน.

ชื่อว่า รูปี เพราะภิกษุมีรูป.

บทว่า รูปานิ ปสฺสติ ภิกษุเห็นรูป คือเห็นรูปมีนีลกสิณเป็นต้นในภายนอกด้วยญาณจักษุ.

ด้วยบทนี้ ท่านแสดงถึงการได้ฌานในกสิณทั้งหลายอันมีวัตถุในภายในและภายนอก.

บทว่า อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี คือ ภิกษุไม่มีความสำคัญว่า รูปในภายใน.

ความว่า มีรูปาวจรฌานยังไม่เกิดในผลเป็นต้นของตน.

ด้วยบทนี้ ท่านทำบริกรรมในภายนอกแล้ว จึงแสดงฌานที่ได้แล้วในภายนอกนั้นเอง.

บทว่า สุภนฺเตว อธิมุตฺโต น้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น คือน้อมไปในอารมณ์ว่างามเท่านั้น.

ในบทนั้น ความผูกใจว่างามไม่มีในอัปปนาภายในแม้โดยแท้ แต่ภิกษุใดแผ่สัตตารมณ์ไปโดยอาการเป็นของไม่น่าเกลียดอยู่ เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้น้อมใจไปว่างามเท่านั้น ฉะนั้นท่านจึงยกขึ้นแสดงอย่างนี้.

____________________________

อปฺปิตปฺปิตสมเย เอว วิกฺขมฺภนวิมุตฺติสพฺภาวโต สมยวิโมกฺโข.

โสเยว สกิจฺจกรณวเสน อปฺปิตสมเย เอว นิยุตฺโต สามยิโก.

สามายิโกติปิ ปาโฐ.

@เชิงอรรถ: ม. วิกฺขมฺภนวิมุตฺติสภาวโต

_____________

ชื่อว่า สมยวิโมกฺโข (สมยวิโมกข์) เพราะมีวิกขัมภนวิมุตติในสมัยที่แนบแน่นแล้วๆ.

สมยวิโมกข์นั้นนั่นแล ชื่อว่า สามยิโก (สามยิกวิโมกข์) เพราะวิโมกข์นั้นประกอบแล้วในสมัยที่แนบแน่นแล้วนั่นเอง ด้วยสามารถทำกิจของตน.

ปาฐะว่า สามายิโก ก็มี.

____________________________

ชื่อว่า กุปฺโป เพราะสามารถกำเริบได้ คือทำลายได้.

ชื่อว่า โลกิโก เพราะประกอบไว้ในโลกโดยไม่ก้าวล่วงโลก.

ปาฐะว่า โลกิโย บ้าง.

ชื่อว่า โลกุตฺตโร เพราะข้ามโลก หรือข้ามโลกได้แล้ว.

ชื่อว่า สาสโว เพราะมีอาสวะด้วยการทำอารมณ์.

ชื่อว่า อนาสโว เพราะไม่มีอาสวะด้วยการทำอารมณ์และด้วยการประกอบร่วม.

ชื่อว่า สามิโส เพราะมีอามิสกล่าวคือรูป.

ชื่อว่า นิรามิสา นิรามิสตโร เพราะไม่มีอามิส ยิ่งกว่าไม่มีอามิส เพราะละรูปและอรูปได้โดยประการทั้งปวง.

บทว่า ปณิหิโต คือ ตั้งไว้แล้ว ปรารถนาแล้วด้วยอำนาจแห่งตัณหา.

ชื่อว่า สญฺญุตฺโต เพราะประกอบแล้วด้วยสังโยชน์ด้วยการทำอารมณ์.

บทว่า เอกตฺตวิโมกฺโข ได้แก่ วิโมกข์มีสภาพอย่างเดียวกัน เพราะไม่งอกงามด้วยกิเลสทั้งหลาย.

บทว่า สญฺญาวิโมกฺโข คือ วิปัสสนาญาณนั้นแหละ ชื่อว่าสัญญาวิโมกข์ เพราะพ้นจากสัญญาวิปริต. วิปัสสนาญาณนั้นแหละ ชื่อว่าญาณวิโมกข์เพราะวิโมกข์ คือญาณนั้นแหละด้วยอำนาจพ้นจากความลุ่มหลง.

บทว่า สีติสิยาวิโมกฺโข คือ ความพ้นเป็นไปแล้วว่า วิปัสสนาญาณนั้นแหละพึงเป็นความเย็น ชื่อว่าสีติสิยาวิโมกข์.

ปาฐะว่า สีติสิกาวิโมกฺโข บ้าง.

อาจารย์ทั้งหลายพรรณนาความแห่งบทนั้นว่า ความพ้นเพราะความเป็นของเย็น.

บทว่า ฌานวิโมกฺโข ได้แก่ วิโมกข์ คือฌานนั้นเองอันมีประเภทเป็นอุปจาระและอัปปนา และมีประเภทเป็นโลกุตระ.

บทว่า อนุปาทา จิตฺตสฺส วิโมกฺโข ได้แก่ ความพ้นแห่งจิต เพราะไม่ยึดมั่น คือไม่ทำการถือ.

บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาวิโมกขุเทศ

อรรถกถาวิโมกขนิเทศ

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งอุเทศมีอาทิว่า กตโม ดังต่อไปนี้.

บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ คือ พิจารณาเห็นอย่างนี้.

บทว่า สุญฺญมิทํ นามรูปนี้ว่าง คือ ขันธปัญจกนี้ว่าง ว่างจากอะไร ว่างจากความเป็นตัวตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺเตน วา จากความเป็นตัวตน คือว่างจากความเป็นตัวตน เพราะไม่มีตัวตนที่กำหนดว่าเป็นคนพาล.

บทว่า อตฺตนิเยน วา จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน คือว่างจากสิ่งที่เป็นของตนที่กำหนดไว้นั้น ความไม่มีสิ่งที่เนื่องด้วยตน เพราะไม่มีของตนนั้นเอง.

อนึ่ง ชื่อว่าสิ่งที่เนื่องด้วยตนจะพึงเป็นของเที่ยงหรือพึงเป็นความสุข. แม้ทั้งสองอย่างนั้นก็ไม่มี.

ท่านอธิบายไว้ว่าอนิจจานุปัสสนาด้วยปฏิเสธสิ่งที่เป็นของเที่ยง ทุกขานุปัสสนาด้วยปฏิเสธความสุข.

บทว่า สุญฺญมิทํ อตฺเตนวา นามรูปนี้ว่าจากความเป็นตัวตน ท่านกล่าวถึงอนัตตานุปัสสนานั่นเอง.

บทว่า โส คือ ภิกษุนั้นเห็นแจ้งด้วยอนุปัสสนา ๓ อย่างนี้.

บทว่า อภินิเวสํ น กโรติ ไม่ทำความยึดมั่น คือไม่ทำความยึดมั่นตนด้วยอำนาจแห่งอนัตตานุปัสสนา.

บทว่า นิมิตฺตํ น กโรติ ไม่ทำเครื่องกำหนดหมาย คือไม่ทำเครื่องกำหนดหมายว่าเที่ยงด้วยอำนาจแห่งอนิจจานุปัสสนา.

บทว่า ปณิธึ น กโรติ ไม่ทำความปรารถนา คือไม่ทำความปรารถนาด้วยอำนาจแห่งทุกขานุปัสสนา.

วิโมกข์ ๓ เหลานี้ย่อมได้ด้วยอำนาจแห่งตทังคะ ในขณะแห่งวิปัสสนาโดยปริยาย แต่ย่อมได้ด้วยอำนาจแห่งสมุจเฉท ในขณะแห่งมรรคโดยตรง.

ฌาน ๔ เป็นอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ เพราะออกจากนิวรณ์เป็นต้นในภายใน.

อรูปสมาบัติ ๔ ชื่อว่าพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ เพราะออกจากอารมณ์ทั้งหลาย แม้อารมณ์ท่านก็กล่าวว่าภายนอกในบทนี้เหมือนอายตนะภายนอก.

วิกขัมภนวิโมกข์สองเหล่านี้ สมุจเฉทวิโมกข์เป็นทุภโตวุฏฐานวิโมกข์.

ท่านกล่าวการออกจากภายในโดยสรุป ด้วยบทมีอาทิว่า นีวรเณหิ วุฏฺฐา ออกจากนิวรณ์ทั้งหลาย.

ด้วยบทมีอาทิว่า รูปสญฺญาย จากรูปสัญญา ท่านไม่กล่าวถึงสมาบัตินั้น เพราะการก้าวล่วงอารมณ์มีกสิณเป็นต้นปรากฏแล้ว จึงกล่าวถึงการก้าวล่วงรูปสัญญาเป็นต้นดังที่ท่านกล่าวแล้วในพระสูตรทั้งหลาย.

บทว่า สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาสา เป็นบทสมาส. ตัดบทว่า สกฺกายทิฏฺฐิยา (จากสักกายทิฏฐิ) วิจิกิจฺฉาย (จากวิจิกิจฉา) สีลพฺพตปรามาสา (จากสีลัพพตปรามาส). นี้แลเป็นปาฐะ.

ด้วยบทว่า วิตกฺโก จ เป็นอาทิ ท่านกล่าวถึงอุปจารภูมิแห่งฌานและสมาบัติ.

ด้วยบทว่า อนิจฺจานุปสฺสนา เป็นอาทิท่านกล่าวถึงวิปัสสนาอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งมรรค ๔.

บทว่า ปฏิลาโภ วา การได้ ชื่อว่า ปฏิลาโภ เพราะขวนขวายปรารถนาได้ด้วยถึงความชำนาญ ๕ อย่าง เพราะความขวนขวายในฌานและความขวนขวายในสมาบัติทั้งปวงเป็นความระงับด้วยถึงความชำนาญ ฉะนั้น การได้ท่านจึงกล่าวว่าวิโมกข์เป็นความระงับ.

ส่วนวิบากเป็นความระงับฌานและสมาบัติ เพราะเหตุนั้น จึงตรงทีเดียว.

แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า การได้ฌานและสมาบาติเพราะความขวนขวายในอุปจารสงบ เพราะฉะนั้นการได้ฌานและสมาบัติท่านจึงกล่าวว่า ปฏิปัสสัทธิวิโมกข์ ความพ้นเป็นความระงับ.

บทว่า อชฺฌตฺตํ ในภายใน คือเป็นไปเพราะเนื่องกับตน.

บทว่า ปจฺจตฺตํ เฉพาะตน คือเป็นไปเฉพาะตน.

ท่านแสดงภายในเนื่องด้วยตนแม้ด้วยบททั้งสองนั้น.

บทว่า นิลนิมิตฺตํ นิมิตสีเขียว คือสีเขียวนั่นเอง.

บทว่า นีลสญฺญํ ปฏิลภิ ได้นิลสัญญา คือได้สัญญาว่าสีเขียวในนีลนิมิตนั้น.

บทว่า สุคฺคหิตํ กโรติ ทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว คือทำให้เป็นอันถือไว้ด้วยดีในบริกรรมภูมิ.

บทว่า สูปธาริตํ อุปธาเรติ ทรงจำไว้ดีแล้ว คือทรงจำทำไว้ด้วยดีในอุปจารภูมิ.

บทว่า สฺวาตฺถิตํ อวตฺถาเปติ กำหนดไว้ดีแล้ว คือตัดสินด้วยดีในอัปปนาภูมิ.

ปาฐะว่า ววตฺถาเปติ บ้าง.

จริงอยู่ ภิกษุเมื่อทำนีลบริกรรมในภายในย่อมทำผมดีหรือดวงตา.

บทว่า พหิทฺธา นีลมิตฺเต ในนิมิตสีเขียวภายนอก คือในนีลกสิณอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาดอกไม้สีเขียว ผ้าสีเขียว ธาตุสีเขียว.

บทว่า จิตฺตํ อุปสํหรติ คือ น้อมจิตเข้าไป.

แม้ในสีเหลืองเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า อาเสวติ ย่อมเสพ คือเสพสัญญานั้นแหละแต่ต้น.

บทว่า ภาเวติ คือ ย่อมเจริญ.

บทว่า พหุลีกโรติ ทำให้มากๆ คือทำบ่อยๆ.

บทว่า รูปํ ได้แก่ รูปมีนิมิตสีเขียว.

บทว่า รูปสญฺญี คือ มีความสำคัญว่าเป็นรูป ความสำคัญในรูปนั้น ชื่อว่ารูปสญฺญา. ชื่อว่า รูปสญฺญี เพราะมีรูปเป็นสัญญา.

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่ามีนิมิตสีเหลืองในภายใน.

ภิกษุเมื่อกระทำปีตบริกรรม ย่อมทำให้ที่มันข้น หรือที่ผิวหรือในที่ตาสีเหลือง. เมื่อกระทำโลหิตบริกรรม ย่อมทำที่เนื้อ เลือด ลิ้น ฝ่ามือ ฝ่าเท้าหรือในที่ตาสีแดง. เมื่อทำโอทาตบริกรรม ย่อมทำที่กระดูก ฟัน เล็บหรือในที่ตาสีขาว.

บทว่า อชฺฌตฺตํ อรูปํ ไม่มีรูปในภายใน. ความว่า ไม่มีรูปนิมิตในภายใน.

บทว่า เมตฺตาสหคเตน ประกอบด้วยเมตตา คือประกอบด้วยเมตตาด้วยอำนาจแห่งปฐมฌานและจตุตถฌาน.

บทว่า เจตสา คือ มีใจ.

บทว่า เอกํ ทิสํ ตลอดทิศหนึ่ง ท่านกล่าวหมายถึงสัตว์หนึ่งที่กำหนดครั้งแรกแห่งทิศหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปยังสัตว์อันไม่เนื่องด้วยทิศหนึ่ง.

บทว่า ผริตฺวา แผ่ไปแล้ว คือถูกต้องทำให้เป็นอารมณ์.

บทว่า วิหรติ อยู่ คือยังการอยู่ด้วยอิริยาบถอันตั้งมั่นด้วยพรหมวิหารให้เป็นไป.

บทว่า ตถา ทุติยํ ทิศที่สองก็เหมือนกัน คือแผ่ไปตลอดทิศใดทิศหนึ่งในบรรดาทิศทั้งหลายมีทิศตะวันออกเป็นต้นฉันใด ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ อันเป็นลำดับนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

บทว่า อิติ อุทฺธํ ทั้งเบื้องบน. ท่านอธิบายว่า ทิศเบื้องบนโดยนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า อโธ ติริยํ ทิศเบื้องล่าง เบื้องขวาง คือแม้ทิศเบื้องล่าง แม้ทิศเบื้องขวางก็อย่างนั้นเหมือนกัน.

อนึ่ง ในบทเหล่านั้น บทว่า อโธ คือเบื้องล่าง.

บทว่า ติริยํ คือ ทิศน้อย. ความว่า ยังจิตสหรคตด้วยเมตตาให้แล่นไปบ้าง ให้แล่นกลับบ้างในทิศทั้งปวง ดุจให้ม้าวิ่งไปวิ่งกลับในบริเวณของม้าฉะนั้น.

ด้วยเหตุเพียงนี้ ท่านกำหนดถือเอาทิศหนึ่งๆ แล้ว แสดงการแผ่เมตตาไปโดยจำกัด.

ส่วนบทมีอาทิว่า สพฺพธิ ในที่ทุกสถานท่านกล่าวเพื่อแสดงโดยไม่จำกัด.

บทว่า สพฺพธิ คือ ในที่ทั้งปวง.

บทว่า สพฺพตฺตาย ทั่วสัตว์ทุกเหล่า คือทุกตัวตนในประเภทสัตว์มีเลว ปานกลาง เลิศ มิตร ศัตรูและความเป็นกลางเป็นต้นทั้งปวง.

อธิบายว่า เพราะไม่ทำการแบ่งแยกว่านี้เป็นสัตว์อื่น เป็นผู้เสมอกับตน.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สพฺพตฺตาย คือ โดยความเป็นผู้มีจิตรวมอยู่ทั้งหมด.

อธิบายว่า ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอกแม้เล็กน้อย.

บทว่า สพฺพาวนฺตํ ตลอดโลกคือสัตว์ทุกเหล่า. อธิบายว่า ประกอบด้วยสัตว์ทั้งปวง. ปาฐะว่า สพฺพวนฺตํ บ้าง.

บทว่า โลกํ ได้แก่ สัตว์โลก.

อนึ่ง ในนิเทศนี้ ท่านกล่าวว่า เมตฺตาสหคเตน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอีกเพราะแสดงปริยายด้วยบทมีอาทิอย่างนี้ว่า วิปุเลน อันไพบูลย์ หรือเพราะในบทนี้ท่านไม่กล่าว ตถาศัพท์ หรือ อิติศัพท์อีก ดุจในการแผ่ไปโดยจำกัด ฉะนั้นท่านจึงกล่าว บทว่า เมตฺตาสหคเตน เจตสา ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอีก หรือท่านกล่าวบทนี้โดยการสรุป.

ในบทว่า วิปุเลน นี้พึงเห็นความไพบูลย์ด้วยการแผ่ไป.

พึงเห็นจิตนั้นถึงความเป็นใหญ่ด้วยภูมิ.

จริงอยู่ จิตนั้นถึงความเป็นไปใหญ่ เพราะสามารถข่มกิเลสได้ เพราะมีผลไพบูลย์และเพราะการสืบต่อยาว.

อีกอย่างหนึ่ง จิตชื่อว่า มหคฺคตํ เพราะถึง คือดำเนินไปด้วยฉันทะ วิริยะ จิตตะและปัญญาอันยิ่งใหญ่.

ชื่อว่า อปฺปมาณํ หาประมาณมิได้ด้วยสามารถแห่งความคล่องแคล่วแบะด้วยสามารถแห่งสัตตารมณ์อันประมาณมิได้.

ชื่อว่า อเวรํ ไม่มีเวร เพราะละข้าศึกคือความพยาบาท.

ชื่อว่า อพฺยาปชฺฌํ ไม่มีความเบียดเบียนเพราะละโทมนัสเสียได้. ท่านอธิบายว่า ไม่มีทุกข์.

บทว่า อปฺปฏิกูลา โหนฺติ สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง คือสัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชังจิตของภิกษุแล้วย่อมอุปัฏฐาก.

แม้ในบทที่เหลือพึงประกอบด้วยกรุณา มุทิตาและอุเบกขาโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นเอง.

ชื่อว่าไม่มีเวร เพราะละข้าศึกคือความเบียดเบียนด้วยกรุณา เพราะละข้าศึกคือความริษยาด้วยมุทิตา.

บทว่า อุเปกฺขาสหคเตน ตือมีจิตประกอบด้วยอุเบกขาด้วยอำนาจแห่งจตุตถฌาน.

ชื่อว่าไม่มีเวร เพราะละข้าศึกคือราคะ. ชื่อว่าไม่เบียดเบียน เพราะละโสมนัสเกี่ยวกับเคหสิต (กามคุณ) อกุศลแม้ทั้งหมดชื่อว่ามีความเบียดเบียน เพราะประกอบด้วยความเร่าร้อนคือกิเลส.

นี้เป็นความพิเศษของบทเหล่านั้น.

บทว่า สพฺพโส คือโดยอาการทั้งปวง หรือแห่งสัญญาทั้งปวง. ความว่า แห่งสัญญาไม่มีเหลือ.

บทว่า รูปสญฺญานํ รูปสัญญา คือรูปาวจรฌานดังที่กล่าวมาแล้วโดยหัวข้อว่า สัญญาและอารมณ์ของรูปาวจรฌานนั้น.

จริงอยู่ แม้รูปาวจรฌาน ท่านกล่าวว่ารูป ในบทมีอาทิว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ ภิกษุมีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย แม้อารมณ์ของรูปาวจรฌาน ท่านก็กล่าวว่ารูป ในบทมีอาทิว่า พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ ภิกษุเห็นรูปทั้งหลายในภายนอกมีผิวงามและผิวทราม.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๔๖๙ อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๘๒

เพราะฉะนั้นในที่นี้ บทว่า รูปสญฺญานํ นี้ เป็นชื่อของรูปวจรฌานดังที่ท่านกล่าวแล้วโดยหัวข้อว่าสัญญา อย่างนี้ว่า รูเป สญฺญา รูปสญฺญา ความสำคัญในรูปชื่อว่ารูปสัญญา. ชื่อว่า รูปสญฺญํ เพราะมีรูปเป็นสัญญา.

ท่านอธิบายว่ารูป เป็นชื่อของภิกษุนั้น.

พึงทราบว่า บทนี้เป็นชื่อของอารมณ์อันเป็นประเภทมีปฐวีกสิณเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า สมติกฺกมา เพราะล่วง คือเพราะคลายกำหนัดและเพราะดับตัณหา.

ท่านอธิบายไว้อย่างไร.

ท่านอธิบายไว้ว่า ภิกษุเพราะคลายกำหนัดเพราะดับ เพราะเหตุคลายกำหนัดเพราะดับ รูปสัญญากล่าวคือฌาน ๑๕ ด้วยอำนาจแห่งกุศลวิบากกิริยาเหล่านี้ และรูปสัญญากล่าวคืออารมณ์ ๙ ด้วยอำนาจปฐวีกสินเป็นต้นเหล่านี้ หรือรูปสัญญาไม่มีส่วนเหลือ โดยอาการทั้งปวง เข้าถึงอากาสานัญจายตนะอยู่ เพราะไม่สามารถเข้าถึงรูปสัญญานั้นเพราะยังไม่ก้าวล่วงรูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง.

อนึ่ง เพราะสมาบัตินั้นควรบรรลุด้วยการก้าวล่วงอารมณ์ มิใช่เหมือนปฐมฌานเป็นต้นในอารมณ์เดียวเท่านั้น. การก้าวล่วงสัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ยังไม่คลายกำหนัดในอารมณ์ ฉะนั้นพึงทราบว่าท่านทำการพรรณนาความนี้ แม้ด้วยสามารถแห่งการก้าวล่วงอารมณ์.

บทว่า ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา เพราะดับปฏิฆสัญญา คือสัญญาเกิดความกระทบวัตถุมีจักษุเป็นต้น ชื่อว่าปฏิฆสัญญา.

บทนี้เป็นชื่อของรูปสัญญาเป็นต้น.

เพราะดับ เพราะละ เพราะไม่ให้เกิดปฏิฆสัญญา ๑๐ โดยประการทั้งปวง คือกุสลวิบากแห่งสัญญาเหล่านั้น ๕ อกุสลวิบาก ๕.

ท่านอธิบายว่า ทำไม่ให้เป็นไปได้.

อนึ่ง สัญญาเหล่านี้ย่อมไม่มีแม้แก่ผู้เข้าถึงปฐมฌานเป็นต้นโดยแท้ เพราะในสมัยนั้น จิตยังไม่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งทวาร ๕ แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น เพื่อให้เกิดอุตสาหะในฌานนี้ ดุจในจตุตถฌานแห่งสุขและทุกข์ที่ละได้แล้วในที่อื่นและดุจในตติยมรรคแห่งสักกายทิฏฐิเป็นต้น.

พึงทราบคำแห่งสัญญาเหล่านั้น ในที่นี้ด้วยอำนาจแห่งการสรรเสริญฌานนี้.

อีกอย่างหนึ่ง สัญญาเหล่านั้นย่อมไม่มีแก่ผู้เข้าถึงรูปาวจรโดยแท้ถึงดังนั้น ย่อมไม่มีเพราะละได้แล้วก็หามิได้ เพราะการเจริญรูปาวจร ย่อมไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัดในรูป และเพราะยังเนื่องในรูป สัญญาเหล่านั้นจึงยังเป็นไปอยู่ ส่วนภาวนานี้ยังเป็นไปเพื่อคลายกำหนัดในรูป เพราะฉะนั้นจึงควรกล่าวว่า สัญญาเหล่านั้นละได้แล้วในบทนี้ ไม่ใช่กล่าวแต่อย่างเดียว ควรแม้เพื่อทรงไว้อย่างนี้โดยส่วนเดียวด้วย เพราะยังละสัญญาเหล่านั้นไม่ได้ก่อนจากนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เสียงของผู้เข้าถึงปฐมฌานเป็นดุจหนาม.

____________________________

องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๗๒

อนึ่ง เพราะละได้แล้วในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถึงความที่อรูปสมาบัติไม่หวั่นไหว และความที่พ้นไปอย่างสงบ.

บทว่า นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา เพราะไม่มนสิการถึงนานัตตสัญญา คือสัญญาเป็นไปในโคจรมีความต่างๆ กันหรือสัญญามีความต่างๆ กัน เพราะสัญญาเหล่านั้นเป็นไปในโคจรมีสภาพต่างๆ กัน อันเป็นความต่างกันมีรูปสัญญาเป็นต้น และเพราะสัญญา ๔๔ อย่างนี้คือ กามาวจรกุสลสัญญา ๘ อกุสลสัญญา ๑๒ กามาวจรกุสลวิปากสัญญา ๑๑ อกุสลวิปากสัญญา ๒ กามาวจรกิริยาสัญญา ๑๑ มีความต่างกัน มีสภาพต่างกันไม่เหมือนกันและกัน ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า นานตฺตสญฺญา เพราะไม่มนสิการ ไม่คำนึงและไม่ให้เกิดในจิตแห่งนานัตตสัญญาเหล่านั้น โดยประกอบทั้งปวง เพราะไม่คำนึงถึงสัญญาเหล่านั้นไม่ให้เกิดในจิต ไม่มนสิการ ไม่พิจารณา ท่านจึงกล่าวว่า ตสฺมา.

อนึ่ง เพราะรูปสัญญาและปฏิฆสัญญาก่อนไม่มี แม้ในภพอันเกิดด้วยฌานนี้ ไม่ต้องกล่าวถึงในกาลเข้าถึงฌานนี้ในภพนั้นอยู่ละ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวความไม่มี แม้โดยส่วนทั้งสอง คือ เพราะก้าวล่วง เพราะดับสัญญาเหล่านั้น.

จริงอยู่ แม้ในนิเทศนั้น ภิกษุเมื่อเข้าถึงฌานนี้อยู่ย่อมเข้าถึง เพราะมนสิการสัญญาเหล่านั้นอยู่. แต่เมื่อมนสิการสัญญาเหล่านั้นก็ยังเป็นผู้ไม่เข้าถึง.

อนึ่ง ในนิเทศนี้ท่านกล่าวถึงการละรูปาวจรธรรมทั้งปวง ด้วยบทนี้ว่า รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา เพราะล่วงรูปสัญญา ดังนี้โดยสังเขป.

ด้วยบทนี้ว่า ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่มีมนสิการนานัตตสัญญา พึงทราบว่าท่านกล่าวการละและการไม่มนสิการจิตเจตสิกอันเป็นกามาวจรทั้งปวง.

ในบทว่า อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุดนี้พึงทราบความดังนี้

ชื่อว่า อนนฺโต เพราะอากาศนั้นไม่ปรากฏว่าเกิดหรือเสื่อมเพราะเป็นเพียงบัญญัติ ชื่อว่า อนนฺโต แม้ด้วยสามารถการแผ่ไปไม่มีที่สุด.

จริงอยู่ พระโยคาวจรนั้นย่อมไม่แผ่ไปโดยเอกเทศ ย่อมแผ่ทั่วไป.

บทว่า อากาโส คือ อากาศที่เพิกกสิณขึ้น.

บทมีอาทิว่า อากาสานญฺจายตนํ มีความดังได้กล่าวแล้ว.

บทว่า อุปสมฺปชฺช วิหรติ เข้าถึงอยู่ คือถึงอายตนะนั้นแล้วให้สำเร็จอยู่ด้วยอิริยาบถอันสมควรนั้น.

ชื่อว่า สมาปตฺติ เพราะควรเข้าถึงอายตนะนั้นนั่นแหละ.

บทว่า อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะ แม้ฌาน แม้อารมณ์ ก็ชื่อว่าอากาสานัญจายตนะโดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อน.

จริงอยู่ แม้อารมณ์ก็ชื่อว่าอากาสานัญจายตนะโดยนัยที่กล่าวแล้วในก่อน เพราะอากาสานัญจะ (ความว่างเปล่าแห่งอากาศ) นั้นเป้ฯอายตนะด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้ง เพราะเป็นอารมณ์ของอรูปฌานที่หนึ่ง ดุจที่อยู่ของทวยเทพฉะนั้น.

อนึ่ง ชื่อว่าอากาสานัญจายตนะ เพราะอากาสานัญจะ (ความว่างเปล่าของอากาศ) นั้นเป็นอายตนะด้วยอรรถว่าเป็นถิ่นที่เกิด เพราะเป็นเหตุเกิดของฌานนั้น ดุจบทมีอาทิว่า กมฺโพชา อสฺสานํ อายตนํ กัมโพชนครเป็นถิ่นเกิดของม้าทั้งหลาย.

พระโยคาวจรควรล่วงแม้ทั้งสองอย่าง คือฌานและอารมณ์ ด้วยทำไม่ให้เป็นไปและด้วยไม่มนสิการแล้วเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะนี้อยู่ ฉะนั้นพึงทราบว่า ท่านทำแม้ทั้งสองอย่างนี้รวมกันแล้วกล่าวบทนี้ว่า อากาสานญฺจายตนํ สมติกกมม.

บทว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด วิญญาณนั่นแหละ ท่านกล่าวว่า ภิกษุมนสิการวิญญาณที่แผ่ไปว่า อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุดว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด หรือชื่อว่า อนนฺตํ ด้วยอำนาจมนสิการ.

จริงอยู่ พระโยคาวจรนั้นเมื่อมนสิการอากาศ อารมณ์และวิญญาณนั้นโดยไม่มีส่วนเหลือ ย่อมทำความไม่มีที่สุดไว้ในใจ.

บทว่า วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม เพราะล่วงวิญญาณณัญจายตนะ แม้ฌาน แม้อารมณ์ก็เป็นวิญญาณัญจายตนะตามนัยดังกล่าวแล้วแม้ในบทนี้และในบทก่อน.

จริงอยู่ แม้อารมณ์ก็เป็นวิญญาณัญจายตนะ ตามนัยดังกล่าวแล้วในก่อนเพราะวิญญาณัญจะ (วิญญาณว่างเปล่า) นั้นเป็นอายตนะด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้ง เพราะเป็นอารมณ์แห่งอรูปฌานที่ ๒.

อนึ่ง ชื่อว่าวิญญาณัญจายตนะ เพราะวิญญาณัญจะนั้นเป็นอายตนะด้วยอรรถว่าเป็นถิ่นเกิด เพราะเป็นเหตุเกิดของฌานนั้น.

พระโยคาวจรควรล่วงแม้ทั้งสอง คือฌานและอารมณ์ ด้วยทำไม่ให้เป็นไปและไม่ทำไว้ในใจแล้วพึงเข้าถึงอากิญจัญญายตนะนี้. เพราะฉะนั้นพึงทราบว่า ท่านทำแม้ทั้งสองอย่างนั้นรวมกันแล้วกล่าวบทนี้ว่า วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม ดังนี้.

บทว่า นตฺถิ กิญฺจิ ไม่มีอะไร. ท่านอธิบายว่า พระโยคาวจรมนสิการอยู่อย่างนี้ว่า นตฺถิ นตฺถิ ไม่มี ไม่มี สุญฺญํ สุญฺญํ ว่างเปล่า ว่างเปล่า วิวิตฺตํ วิวิตฺตํ สงัด สงัด.

บทว่า อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกกมม เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ (ไม่มีอะไรเหลือสักน้อยหนึ่งเป็นอารมณ์) แม้ฌาน แม้อารมณ์ก็เป็นอากิญจัญญายตนะตามนัยดังกล่าวแล้วแม้ในบทนี้ และในบทก่อนนั่นแหละ.

จริงอยู่ แม้อารมณ์ก็เป็นอากิญจัญญายตนะ เพราะอากิญจัญญะ (ไม่มีอะไรเหลือ) นั้นเป็นอายตนะด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้ง เพราะเป็นอารมณ์แห่งอรูปฌานที่ ๓ ตามนัยดังกล่าวแล้วในบทก่อน.

อนึ่ง ชื่อว่าอากิญจัญญายตนะ เพราะอากิญจัญญะนั้นเป็นอายตนะด้วยอรรถว่าเป็นถิ่นให้เกิด เพราะเป็นเหตุเกิดของฌานนั้นนั่นแล เพราะล่วงแม้ทั้งสองอย่างนั้น คือฌานและอารมณ์ ด้วยทำไม่ให้เป็นไปและด้วยไม่ทำไว้ในใจแล้วพึงเข้าถึงแนวสัญญานาสัญญายตนะ (มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) นี้อยู่ เพราะฉะนั้นพึงทราบว่า ท่านทำแม้ทั้งสองอย่างนั้นรวมกันแล้วกล่าวบทนี้ว่า อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม ดังนี้. สัญญาเวทยิตนิโรธกถา (การดับสัญญาเวทนา) ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลัง.

วิโมกข์ ๗ มีอาทิว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ (ภิกษุมีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย) ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าพ้นด้วยดีจากธรรมเป็นข้าศึกทั้งหลาย และเพราะอรรถว่าพ้นด้วยดี ด้วยอำนาจความยินดียิ่งในอารมณ์.

ส่วนนิโรธสมาบัติ ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าพ้นแล้วจากจิตและเจตสิกทั้งหลาย.

ชื่อว่า สมยวิโมกข์ เพราะพ้นในสมัยเข้าถึงสมาบัติ ไม่พ้นในสมัยออกแล้ว.

ชื่อว่า อริยมรรค เพราะพ้นสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่งสมุจเฉทวิมุตติ.

ชื่อว่า สามัญผล เพราะพ้นสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่งปฏิปัสสัทธิวิมุตติ ชื่อว่านิพพาน เพราะพ้นสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่งนิสสรณวิมุตติ นี่เป็นอสมยวิโมกข์ สามยิกาสามยิกวิโมทย์ (พ้นชั่วคราวและไม่ชั่วคราว) ก็เหมือนอย่างนั้น.

ชื่อว่า กุปโป เพราะอาศัยความประมาทจึงเสื่อม.

ชื่อว่า อกุปโป เพราะไม่เสื่อมอย่างนั้น.

ชื่อว่า โลกิโย เพราะย่อมเป็นไปตามโลก.

ชื่อว่า โลกุตฺตรา เพราะอริยมรรคทั้งหลายย่อมข้ามโลก ชื่อว่า โลกุตตรา เพราะสามัญผลและนิพพานข้ามไปแล้วจากโลก.

ชื่อว่า อนาสโว เพราะอาสวะทั้งหลายไม่หน่วงเหนี่ยวโลกุตรธรรมอันสูงด้วยเดชไว้ได้ ดุจแมลงวันไม่เกาะก้อนเหล็กที่ร้อนฉะนั้น.

บทว่า รูปฺปปฏิสญฺญุตฺโต วิโมกข์ปฏิสังยุตด้วยรูป คือรูปฌาน.

บทว่า อรูปปฺปฏิสญญุตฺโต วิโมกข์ที่ไม่ปฏิสังยุตด้วยรูป คืออรูปสมาบัติ.

วิโมกข์ที่ถูกตัณหาหน่วงเหนี่ยวไว้ ชื่อว่าปณิหิตวิโมกข์ วิโมกข์ที่ไม่ถูกตัณหาหน่วงเหนี่ยวไว้ ชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์. มรรคผลชื่อว่าเอกัตตวิโมกข์ เพราะมีอารมณ์อย่างเดียวกันและเพราะสำเร็จอย่างเดียวกัน นิพพานชื่อว่าเอกัตตวิโมกข์ เพราะไม่มีที่สอง ชื่อว่านานัตตวิโมกข์ เพราะมีอารมณ์ต่างกัน และเพราะมีวิบากต่างกัน

บทว่า สิยา แปลว่า พึงมี. ความว่า พึงมี คือมี ๑๐ และมี ๑.

อนึ่ง บทว่า สิยา เป็นคำแสดงวิธี มิใช่เป็นคำถาม.

บทว่า วตฺถุวเสน ด้วยอำนาจแห่งวัตถุ คือมี ๑๐ ด้วยอำนาจแห่งวัตถุ ๑๐ มีนิจจสัญญาเป็นต้น.

บทว่า ปริยาเยน โดยปริยาย คือมี ๑ โดยปริยายแห่งการพ้น.

บทว่า สิยาติ กถญฺจ สิยา บทว่า พึงมีได้ คือ พึงมีได้อย่างไร ได้แก่ ถามว่า สิ่งใดตั้งไว้ว่าพึงมี สิ่งนั้นพึงมีได้อย่างไร.

บทว่า อนิจฺจานุปสฺสนญาณํ เป็นบทสมาส.

บาลีว่า อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ ดังนี้บ้าง.

แม้ในบทที่เหลือก็เหมือนกัน.

บทว่า นิจฺจโต สญฺญาย จากนิจจสัญญา คือจากสัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นของเที่ยง.

ความว่า จากสัญญาอันเป็นไปแล้วว่า เป็นของเที่ยง.

แม้ในบทนี้ว่า สุขโต อตฺตโต นิมิตฺตโต สญฺญาย จากสุขสัญญา อัตตสัญญา นิมิตตสัญญา ก็มีนัยนี้.

อนึ่ง บทว่า นิมิตฺตโต คือ จากนิมิตว่าเที่ยง.

บทว่า นนฺทิยา สญฺญาย จากนันทิสัญญา คือจากสัญญาอันเป็นไปแล้วด้วยความเพลิดเพลิน.

ความว่า จากสัญญาอันสัมปยุตแล้วด้วยความเพลิดเพลิน.

แม้ในบทนี้ว่า ราคโต สมุทยโย อาทานโต ปณิธิโต อภินิเวสโต สญฺญาย จากราคสัญญา สมุทยสัญญา อาทานสัญญา ปณิธิสัญญา อภินิเวสสัญญา ก็มีนัยนี้.

อนึ่ง เพราะอนุปัสสนา ๓ อย่าง คือ ขยานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความสิ้นไป) วยานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความเสื่อม) วิปริณามานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความแปรปรวน) เป็นความวิเศษแห่งภังคานุปัสสนา อันเป็นพลวปัจจัย เพราะเป็นกำลังแห่งอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น เพราะอนิจจานุปัสสนามีกำลังด้วยเห็นความดับ ก็เมื่ออนิจจานุปัสสนามีกำลัง แม้การพิจารณาเห็นทุกข์และอนัตตาว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ดังนี้ก็มีกำลัง ฉะนั้นเมื่อท่านกล่าวอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น ก็เป็นอันกล่าวถึงอนุปัสสนาแม้ ๓ เหล่านั้นด้วย.

____________________________

สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๔๒

อนึ่ง เพราะท่านกล่าวว่า สุญญตานุปัสสนาญาณพ้นจากสัญญาโดยความยึดถือยึดมั่นสิ่งที่เป็นสาระ ยึดมั่นสิ่งที่เป็นความลุ่มหลง ยึดมั่นสิ่งที่เป็นความอาลัย ยึดมั่นสิ่งที่เป็นกิเลสอันผูกใจ ตามคำพูดว่า ย่อมหลุดพ้นจากสัญญาโดยความยึดมั่น.

ท่านอธิบายต่อไปว่า พ้นจากสัญญาโดยไม่พิจารณา เพราะไม่มีสิ่งยึดมั่น ฉะนั้นพึงทราบว่า อนุปัสสนาแม้ ๕ มีอธิปัญญาธัมมวิปัสสนาเป็นต้น ท่านมิได้กล่าวไว้เลย.

ในมหาวิปัสสนา ๑๘ พึงทราบว่าท่านมิได้กล่าวถึงอนุปัสสนา ๘ เหล่านั้นเลย กล่าวถึงแต่อนุปัสสนา ๑๐ เท่านั้น.

บทว่า อนิจฺจานุปสสนา ยถาภูตํ ญาณํ อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ คือการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงเป็นความรู้ตามความเป็นจริง.

แม้ทั้งสองบทเป็นปฐมาวิภัตติ.

บทว่า ยถาภูตญาณํ ท่านกล่าวถึงอรรถแห่งญาณ.

แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้.

บทว่า สมฺโมหา อญฺญาณา จากความหลง จากความไม่รู้ คือจากความไม่รู้อันเป็นความหลง.

บทว่า มุจฺจติ (พ้น) ท่านกล่าวถึงอรรถแห่งวิโมกข์.

บทว่า อนิจฺจานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ ความว่า อนิจจานุปัสสนาเป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม. ชื่อว่า อนุตฺตรํ เพราะอรรถว่าสูงสุดโดยมีอยู่ในศาสนานี้เท่านั้น หรือชื่อว่า อนุตฺตรํ เพราะเป็นปัจจัยแห่งความยอดเยี่ยม. ญาณอันมีความเย็นใจนั่นแล ชื่อว่าสีติภาวญาณ. สีติภาวญาณนั้นเป็นญาณยอดเยี่ยม กล่าวคือพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง.

นิพพานชื่อว่าเป็นความเย็นอย่างเยี่ยมในพระพุทธวจนะนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งพระนิพพานอันเป็นความเย็นอย่างเยี่ยม. แต่ในที่นี้ วิปัสสนาเป็นความเย็นอย่างเยี่ยม.

____________________________

องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๕๖

บทว่า นิจฺจโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจติ พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นสภาพเที่ยง.

แม้ในบทนี้ กิเลสอันเป็นไปว่าเที่ยง ท่านกล่าวว่า สนฺตาโป เพราะอรรถว่าเดือดร้อนในโลกนี้และโลกหน้า. ท่านกล่าวว่า ปริฬาโห เพราะอรรถว่าเผาผลาญ. ท่านกล่าวว่า ทรโถ เพราะอรรถว่าร้อน.

บทมีอาทิว่า เนกฺขมฺมํ ชายติ ฌานํ มีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง.

อนึ่ง บทมีอาทิว่า เนกขัมมะ ในบทนี้ คือ สมาบัติ ๘ อันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอด.

บทว่า อนุปฺปาทา จิตฺตสฺส วิโมกฺโข (การหลุดพ้นแห่งจิตเพราะไม่ยึดถือ) ในที่นี้คือวิปัสสนานั่นเอง.

แต่ในบาลีนี้ว่า การพูดกันมีอันนี้เป็นประโยชน์ การปรึกษากันมีอันนี้เป็นประโยชน์ นี้คือความหลุดพ้นแห่งจิตเพราะไม่ยึดถือ นิพพานคือความหลุดพ้นเพราะไม่ยึดถือ.

____________________________

องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๐๗

บทว่า กตีหุปาทาเนหิ คือ ด้วยอุปาทานเท่าไร.

บทว่า กตฺมา เอกุปาทา คือ จากอุปาทานหนึ่งเป็นไฉน.

บทว่า อิทํ เอกุปาทานา คือ จากอุปาทานหนึ่งนี้.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิทํ เพ่งญาณก่อน.

ในการพ้นจากอุปาทานนั้นมีความดังต่อไปนี้

เพราะพระโยคาวจรเห็นแล้ว เห็นแล้วซึ่งความเกิดและความเสื่อมของสังขารทั้งหลายแต่ต้น เห็นด้วยอนิจจานุปัสสนา ภายหลังเห็นความดับของสังขารทั้งหลาย แล้วเห็นด้วยอนิมิตตานุปัสสนา เพราะอนิมิตตานุปัสสนาเป็นความวิเศษแห่งอนิจจานุปัสสนา ความไม่มีตัวตนเป็นความปรากฏ ด้วยการเห็นความเกิดและความเสื่อม และด้วยการเห็นความดับของสังขารทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้นจึงเป็นการละทิฏฐุปาทานและอัตตวาทุปาทานได้.

อนึ่ง เพราะละทิฏฐินั่นเอง จึงเป็นอันละสีลัพพตุปาทาน เพราะไม่มีความเห็นว่าตัวตนย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยศีลและพรต.

อนึ่ง เพราะพระโยคาวจรเห็นความไม่มีตัวตนโดยตรงด้วยอนัตตานุปัสสนา.

อนึ่ง สุญญตานุปัสสนาเป็นความวิเศษแห่งอนัตตานุปัสสนานั่นเอง ฉะนั้น ญาณ ๔ เหล่านี้ ย่อมพ้นจากอุปาทานทั้งหลาย ๓ มีทิฏฐุปาทานเป็นต้น.

ท่านไม่กล่าวถึงการพ้นจากกามุปาทาน เพราะตัณหาเป็นข้าศึกโดยตรงของอนุปัสสนา ๔ มีทุกขานุปัสสนาเป็นต้น และของอนุปัสสนา ๓ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น เพราะเมื่อพระโยคาวจรเห็นว่าสังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ด้วยทุกขานุปัสสนาแต่ต้น และภายหลังเมื่อเห็นว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ด้วยอัปปณิหิตานุปัสสนา ย่อมละความปรารถนาสังขารทั้งหลายเสียได้ เพราะอัปปณิหิตานุปัสสนาเป็นความวิเศษของทุกขานุปัสสนานั่นเอง.

อนึ่ง เพราะเมื่อพระโยคาวจรเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลายด้วยนิพพิทานุปัสสนา คลายความกำหนัดด้วยวิราคานุปัสสนา ย่อมละความปรารถนาสังขารทั้งหลายเสียได้ ฉะนั้น ญาณ ๔ เหล่านี้ย่อมพ้นจากกามุปาทาน เพราะพระโยคาวจรดับกิเลสทั้งหลายได้ด้วยนิโรธานุปัสสนา ย่อมสละกิเลสทั้งหลายได้ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา ฉะนั้น ญาณ ๒ เหล่านี้ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ ด้วยเหตุนั้นท่านจึงชี้แจงวิโมกข์ ๖๘ ด้วยความต่างกันโดยสภาวะ และด้วยความต่างกันโดยอาการ.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงถึงประธานแห่งวิโมกข์ทั้งหลาย ๓ ที่ยกขึ้นแสดงแต่ต้นแล้ว ประสงค์จะแสดงอินทรียวิเศษ และบุคคลวิเศษอันเป็นประธานเป็นหัวหน้าของวิโมกข์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตีณิ โข ปนิมานิ วิโมกข์อันเป็นประธาน ๓ เหล่านี้แล.

ในบทเหล่านั้น บทว่า วิโมกขมุขานิ คือ ประธานแห่งวิโมกข์ ๓.

บทว่า โลกนิยฺยานาย สํวตฺตนฺติ ย่อมเป็นไปเพื่อนำออกไปจากโลก คือย่อมเป็นไปเพื่อนำออกไปจากไตรโลกธาตุ.

บทว่า สพฺพสงฺขาเร ปริจฺเฉทปริวฏุมโต สมนุปสฺสนตาย โดยความพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวง โดยความหมุนเวียนไปตามกำหนด คือโดยความพิจารณาเห็นโดยความกำหนด และโดยความหมุนเวียนไป ด้วยอำนาจความเกิดและความเสื่อมแห่งสังขารทั้งหลายทั้งปวง.

ปาฐะที่เหลือว่า โลกนิยฺยานํ โหติ เป็นการนำออกไปจากโลก.

จริงอยู่ อนิจจานุปัสสนากำหนดว่า ก่อนแต่เกิด สังขารทั้งหลายไม่มีแล้วแสวงหาคติของสังขารเหล่านั้น พิจารณาเห็นโดยความหมุนเวียนและโดยที่สุดว่า เบื้องหน้าแต่ความเสื่อม สังขารทั้งหลายย่อมไม่ถึง สังขารทั้งหลายย่อมอันตรธานไปในที่นี้แหละ.

จริงอยู่ สังขารทั้งปวงกำหนดที่สุดเบื้องต้นด้วยความเกิด กำหนดที่สุดเบื้องปลายด้วยความเสื่อม.

บทว่า อนิมิตฺตตาย จ ธาตุยา จิตฺตสมฺปกฺขนฺทนตาย ด้วยความที่จิตแล่นไปในอนิมิตตธาตุ คือเป็นการนำออกไปจากโลก เพราะจิตน้อมไปในนิพพาน แม้ในขณะวิปัสสนา และเพราะนิพพานธาตุ กล่าวคืออนิมิตเข้าไปสู่จิต โดยปรากฏด้วยอาการแห่งอนิมิต.

บทว่า มโนสมุตฺเตชนตาย โดยความองอาจแห่งใจ คือโดยความสลดใจ เพราะจิตย่อมสลดในสังขารทั้งหลาย ด้วยทุกขานุปัสสนา.

บทว่า อปฺปณิหิตาย จ ธาตุยา ในอัปปณิหิตธาตุ (ธาตุที่ไม่ตั้งอยู่) คือนิพพานธาตุ อันได้แก่อัปปณิหิตะโดยปรากฏด้วยการที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะจิตน้อมไปในนิพพานแม้ในขณะวิปัสสนา.

บทว่า สพฺพธมฺเม ท่านไม่กล่าวว่า สงฺขาเร กล่าวว่า สพฺพธมฺเม เพราะมีสภาพเป็นอนัตตา แม้ในความที่นิพพานยังไม่เข้าถึงวิปัสสนา.

บทว่า ปรโต สมนุปสฺสนตาย โดยพิจารณาเห็นโดยความเป็นอย่างอื่น คือโดยพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตาอย่างนี้ว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะอาศัยปัจจัย เพราะไม่อยู่ในอำนาจและเพราะไม่เชื่อฟัง.

บทว่า สุญฺญตาย จ ธาตุยา ในสุญญตธาตุ คือในนิพพานธาตุ กล่าวคือสุญญตา โดยความปรากฏโดยอาการเป็นของสูญ เพราะจิตน้อมไปในนิพพาน แม้ในขณะแห่งวิปัสสนา.

คำ ๓ เหล่านี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งอนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนาและอนัตตานุปัสสนาด้วยประการฉะนี้.

ด้วยเหตุนั้นแล ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต เมื่อมนสิการโดยความเป็นของไม่เที่ยง ในลำดับต่อจากนั้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ขยโต คือ โดยความสิ้นไป.

บทว่า ภยโต โดยความเป็นของน่ากลัว คือโดยความมีภัย.

บทว่า สุญฺญโต โดยความเป็นของสูญ คือโดยความปราศจากตน.

บทว่า อธิโมกฺขพหุลํ จิตมากด้วยความน้อมไป คือจิตมากด้วยศรัทธาของความเชื่อในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจริงหนอ ด้วยเห็นความดับในขณะ โดยประจักษ์ของผู้ปฏิบัติด้วยศรัทธาว่า สังขารทั้งหลายย่อมแตกไป ด้วยอำนาจแห่งการดับในขณะ ด้วยอนิจจานุปัสสนา.

อีกอย่างหนึ่ง จิตมากด้วยความน้อมไป เพราะเห็นความไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลาย อันเป็นปัจจุบันแล้วน้อมไปว่า สังขารทั้งปวงทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยงด้วยอาการอย่างนี้.

บทว่า ปสฺสทฺธพหุลํ มากด้วยความสงบ คือจิตมากด้วยความสงบ เพราะไม่มีความกระวนกระวายแห่งจิต เพราะละความตั้งใจอันทำให้จิตกำเริบด้วยทุกขานุปัสสนา.

อีกอย่างหนึ่ง จิตมากด้วยความสงบ เพราะไม่มีความฟุ้งซ่าน เพราะเกิดความสังเวช และเพราะตั้งความสังเวชไว้โดยแยบคาย ด้วยทุกขานุปัสสนา.

บทว่า เวทพหุลํ มากด้วยความรู้ คือจิตมากด้วยญาณของผู้เห็นอนัตตลักษณะอันลึกซึ้ง ซึ่งคนภายนอกไม่เห็น ด้วยอนัตตานุปัสสนา.

อีกอย่างหนึ่ง จิตมากด้วยความยินดีของผู้ยินดีว่า เห็นอนัตตลักษณะที่โลกพร้อมทั้งเทวโลกยังไม่เห็น.

บทว่า อธิโมกฺขพหุโล สทฺธินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ผู้มากด้วยความน้อมใจไปย่อมได้สัทธินทรีย์ คือความน้อมใจไปในส่วนเบื้องต้นเป็นไปมาก ชื่อว่าสัทธินทรีย์ ด้วยการบำเพ็ญภาวนา บุคคลนั้นย่อมได้สัทธินทรีย์นั้น.

บทว่า ปสฺสทฺธิพหโล สมาธินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ผู้มาด้วยปัสสัทธิ ย่อมได้สมาธินทรีย์ คือบุคคลผู้มากด้วยปัสสัทธิ ย่อมได้สมาธินทรีย์นั้น เพราะปัสสัทธิเป็นปัจจัย ด้วยการบำเพ็ญภาวนา โดยบาลีว่า ผู้มีกายสงบย่อมเสวยสุข จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น.

บทว่า เวทพหุโล ปญฺญินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ความรู้ในส่วนเบื้องต้นเป็นไปมาก ชื่อว่าปัญญินทรีย์ ด้วยการบำเพ็ญภาวนา บุคคลนั้นย่อมได้ปัญญินทรีย์นั้น.

บทว่า อาธิปเตยฺยํ โหติ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่ คือแม้เมื่อฉันทะเป็นต้นเป็นใหญ่ อินทรีย์ย่อมเป็นใหญ่ เป็นประธาน ด้วยสามารถยังกิจของตนให้สำเร็จได้.

บทว่า ภาวนาย เป็นสัตตมีวิภัตติ หรือเพื่อประโยชน์แก่การเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป.

บทว่า ตทนฺวยานิ โหนฺติ คือ ไปตามอินทรีย์นั้นคล้อยไปตามอินทรีย์นั้น.

บทว่า สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เป็นสหชาตปัจจัย (ปัจจัยเกิดร่วมกัน) คือ เมื่อเกิดย่อมเป็นอุปการะ เพราะความที่เกิดร่วมกัน ดุจประทีปเป็นอุปการะแก่แสงสว่าง ฉะนั้น.

บทว่า อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ เป็นอัญญมัญญปัจจัย (เป็นปัจจัยของกันและกัน) คือเป็นอุปการะแก่กันและกัน โดยความช่วยเหลือให้เกิด ดุจไม้ ๓ อันช่วยเหลือกันและกัน.

บทว่า นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ เป็นนิสสยปัจจัย (ปัจจัยที่อาศัยกัน) คือเป็นอุปการะโดยอาการตั้งใจ และโดยอาการเป็นที่อาศัย ดุจพื้นดินเป็นต้นเป็นอุปการะของความงอกงามแห่งต้นไม้.

บทว่า สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เป็นสัมปยุตตปัจจัย (ปัจจัยที่ประกอบกัน) คือเป็นอุปการะโดยความเป็นสัมปยุตตปัจจัย กล่าวคือมีวัตถุอันเดียวกัน อารมณ์อันเดียวกัน เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน.

บทว่า ปฏิเวธกาเล ในกาลแทงตลอด คือในกาลแทงตลอดสัจจะ ในขณะแห่งมรรค.

บทว่า ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ คือปัญญินทรีย์นั่นแลทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ในขณะแห่งมรรค ย่อมเป็นใหญ่ด้วยสามารถทำกิจคือเห็นสัจจะ และด้วยสามารถทำกิจคือละกิเลส.

บทว่า ปฏิเวธาย แห่งการแทงตลอด คือเพื่อต้องการแทงตลอดสัจจะ.

บทว่า เอกรสา มีรสอย่างเดียวกัน คือด้วยวิมุตติรส.

บทว่า ทสฺสนฏฺเฐน เพราะอรรถว่าเห็น คือเพราะอรรถว่าเห็นสัจจะ.

บทว่า เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ด้วยอาการอย่างนี้ แม้บุคคลผู้แทงตลอดก็ย่อมเจริญ แม้บุคคลผู้เจริญก็ย่อมแทงตลอด ท่านกล่าวเพื่อแสดงความเป็นไปทั้งปวง แห่งการเจริญและการแทงตลอดคราวเดียวเท่านั้นในขณะแห่งมรรค.

ท่านประกอบ อป ศัพท์ในบทว่า ปฏิเวธกาเลปิ เพราะปัญญินทรีย์นั่นแลเป็นใหญ่ แม้ในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยอนัตตานุปัสสนา.

บทมีอาทิว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต กตมินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง ท่านกล่าวเพื่อแสดงบุคคลวิเศษด้วยสามารถแห่งอินทรีย์.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อธิมตฺตํ คือ ยิ่ง.

ในบทนั้นพึงทราบความที่สัทธินทรีย์ สมาธินทรีย์และปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยความวางเฉยในสังสาร.

ในบทว่า สทฺธาวิมุตฺโต น้อมใจเชื่อนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นสัทธาวิมุต ในฐานะ ๗ เหล่านี้เว้นโสดาปัตติมรรค เพราะแม้เมื่อท่านกล่าวไม่แปลกกันในบทนี้ ก็กล่าวแปลกกันในบทต่อไป.

ท่านกล่าวว่า บุคคลเป็นสัทธาวิมุต เพราะความที่สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง มิใช่เป็นสัทธาวิมุต เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งในที่ทั้งปวง.

อาจาย์ทั้งหลายกล่าวว่า ในอินทรีย์ที่เหลือแม้เมื่อมีสมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์มีประมาณหนึ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค บุคคลก็เป็นสัทธาวิมุตได้เหมือนกัน.

บทว่า กายสกฺขี โหติ บุคคลเป็นกายสักขี (มีกายเป็นสักขี) คือ บุคคลชื่อว่าเป็นกายสักขีในฐานะ ๘ อย่าง.

บทว่า ทิฏฺฐปฺปตฺโต โหติ บุคคลเป็นทิฏฐิปัตตะ (ถึงแล้วซึ่งทิฏฐิ) พึงทราบตามนัยดังกล่าวแล้วในสัทธาวิมุตนั่นแล.

บทว่า สทฺทหนฺโต วิมุตฺโตติ สทฺธาวิมุตฺโต บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เพราะเชื่อน้อมใจไป. ท่านอธิบายว่า ชื่อว่าสัทธาวิมุต เพราะเชื่อในขณะโสดาปัตติมรรคเพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง น้อมใจไปในขณะแห่งผลแม้ ๔.

บัดนี้จักกล่าวถึงความเป็นสัทธาวิมุตในขณะมรรค ๓ ข้างบน แต่จักกล่าวความที่เป็นสัทธานุสารี (แล่นไปตามศรัทธา) ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรคในภายหลัง.

บทว่า ผุฏฺฐตฺตา สจฺฉิกโตติ กายสกฺขี บุคคลชื่อว่าเป็นกายสักขี เพราะทำให้แจ้ง เพราะเป็นผู้ถูกต้องธรรม เมื่อความเป็นสุกขวิปัสสกมีอยุ่ เมื่อความที่ผลแห่งอุปจารฌานได้รูปฌานและอรูปฌานมีอยู่ บุคคลชื่อว่าเป็นกายสักขี เพราะทำให้แจ้งนิพพาน เพราะเป็นผู้ถูกต้องผลของรูปฌานและอรูปฌาน.

ท่านอธิบายว่า เป็นสักขีในการสัมผัสฌานและในนิพพานมีประการดังกล่าวแล้วโดยนามกาย.

บทว่า ทิฏฺฐตฺตา ปตฺโตติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต บุคคลชื่อว่าเป็นทิฏฐิปัตตะเพราะบรรลุแล้ว เพราะเป็นผู้เห็นธรรม คือบุคคลชื่อว่าเป็นทิฏฐิปัตตะ เพราะบรรลุนิพพานด้วยอำนาจแห่งโสดาปัตติผลเป็นต้น ในภายหลัง เพราะเห็นนิพพานก่อนด้วยปัญญินทรีย์สัมปยุตในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค.

ท่านอธิบายว่า บรรลุนิพพานด้วยทิฏฐิ คือปัญญินทรีย์. แต่จักกล่าวความถี่เป็นธัมมานุสารี (แล่นไปตามธรรม) ในขณะโสดาปัตติมรรคในภายหลัง.

บทว่า สทฺทหนฺโต วิมุจฺจตีติ สทฺธาวิมุตฺโต บุคคลชื่อว่าเป็นสัทธาวิมุต เพราะเชื่ออยู่ย่อมน้อมใจไป คือ บุคคลชื่อว่าเป็นสัทธาวิมุต เพราะเชื่ออยู่น้อมใจไปในขณะแห่งสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรคและอรหัตมรรค เพราะความที่สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง แม้น้อมใจไปในสัทธินทรีย์นั้น ท่านก็กล่าวว่า วิมุต ด้วยอำนาจแห่งการกล่าวที่เป็นจริงด้วยความหวัง.

บทว่า ฌานผสฺสํ ถูกต้องฌาน คือถูกต้องฌาน ๓ อย่าง.

ท่านกล่าวบทมีอาทิว่า ฌานผสฺสํ และบทมีอาทิว่า ทุกฺขา สงฺขารา ก่อนแล้วจึงกล่าวทั้งสองบทให้ต่างกัน.

บทว่า ญาณํ โหติ เป็นอาทิมีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง.

อนึ่ง ในบทนี้ อาจารย์ทั้งหลายอธิบายว่า บุคคลผู้ได้ฌานครั้นออกแล้วด้วยทุกขานุปัสสนาอันอนุกูลแก่สมาธินทรีย์ ย่อมบรรลุมรรคผล.

บทว่า สิยา แปลว่า พึงมี พึงเป็น. บทนี้เป็นชื่อของวิธีเท่านั้น.

บทว่า ตโย ปุคฺคลา บุคคล ๓ จำพวก คือบุคคล ๓ จำพวก ท่านกล่าวแล้วด้วยวิปัสสนานิยมและด้วยอินทรีย์นิยม.

บทว่า วตฺถุวเสน ด้วยสามารถแห่งวัตถุคือด้วยสามารถแห่งอินทรีย์วัตถุหนึ่งๆ ในอนุปัสสนา ๓.

บทว่า ปริยาเยน คือ โดยปริยายนั้นนั่นเอง.

ด้วยวาระนี้ท่านแสดงถึงอะไร.

ท่านแสดงว่า ท่านกล่าวถึงความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์หนึ่งๆ ด้วยอนุปัสสนาหนึ่งๆ โดยเยภุยนัย และบางคราวความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์หนึ่งๆ ในอนุปัสสนาแม้ ๓.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อมีสัทธาวิมุตเป็นต้น ย่อมมีในขณะแห่งมรรคและผล เพ่งถึงความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์เหล่านั้นๆ ในวิปัสสนาอันเป็นส่วนเบื้องต้นเหล่านั้น เพราะมีอนุปัสสนาแม้ ๓ ในขณะแห่งวิปัสสนาอันเป็นส่วนเบื้องต้น เพราะเมื่อกล่าวอยู่อย่างนี้ ความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์และบุคคลนิยม ท่านทำไว้ในเบื้องบนแห่งวิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีในหนหลัง และเป็นอันท่านทำดีแล้ว ไม่หวั่นไหวเลย.

ในอนันตวาระ บทว่า สิยาติ อญฺโญเยว พึงเป็นอย่างอื่น คือพึงเป็นอย่างนี้.

ในบทนี้ท่านกล่าวถึงความนิยมในบทก่อน.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เพื่อแสดงจำแนกบุคคลวิเศษด้วยสามารถแห่งมรรคและผล จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต ฯลฯ โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค.

ในบทเหล่านั้น บุคคลชื่อว่าเป็นสัทธานุสารี เพราะระลึกถึง คือไปตามศรัทธา หรือระลึกถึงไปตามนิพพานด้วยศรัทธา.

บทว่า สจฺฉิกตา ทำให้แจ้ง คือทำให้ประจักษ์.

บทว่า อรหตฺตํ คืออรหัตผล.

ชื่อว่าธรรมานุสารี เพราะระลึกถึงธรรมกล่าวคือปัญญา หรือระลึกถึงนิพพานด้วยธรรมนั้น.

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะพรรณนาถึงบุคคลวิเศษด้วยความวิเศษแห่งอินทรีย์ ๓ โดยปริยายอื่นอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เย หิ เกจิ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ภาวิตา วา เจริญแล้ว คือเจริญแล้วในอดีต.

บทว่า ภาเวนฺติ วา ย่อมเจริญ คือเจริญในปัจจุบัน.

บทว่า ภวิสฺสติ วา จักเจริญ คือจักเจริญในอนาคต.

บทว่า อธิคตา วา บรรลุแล้วเป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อขยายอรรภแห่งบทก่อนๆ อันมีที่สุดเป็นอย่างหนึ่งๆ.

บทว่า ผสฺสิตา วา ถูกต้องแล้ว คือถูกต้องแล้วด้วยญาณผุสนา.

บทว่า วสิปฺปตฺตา ถึงความชำนาญ คือถึงความเป็นอิสระ.

บทว่า ปารมิปฺปตฺตา ถึงความสำเร็จ คือถึงที่สุด.

บทว่า เวสารชฺชปฺปตฺตา ถึงความแกล้วกล้า คือถึงความมั่นใจ. สัทธาวิมุตเป็นต้นในที่ทั้งปวงถึงแล้ว ในขณะที่ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลัง.

สติปัฏฐานเป็นต้นถึงแล้วในขณะแห่งมรรคนั่นแล.

บทว่า อฏฺฐ วิโมกฺเข วิโมกข์ ๘ คือ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรลุแล้วด้วยการบรรลุปฏิสัมภิทามรรคมีอาทิว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ ดังนี้.

____________________________

ขุ. ปฏิ. เล่ม ๓๑/ข้อ ๔๖๙

บทว่า ติสฺโส สิกฺขา สิกขา ๓ คืออธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา บรรลุมรรคแล้วยังศึกษาอยู่.

บทว่า ทุกฺขํ ปริชานนฺติ กำหนดรู้ทุกข์เป็นต้น กำหนดรู้ในขณะแห่งมรรคนั่นเอง.

บทว่า ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ แทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา ชื่อว่าปริญญาปฏิเวธะ เพราะแทงตลอดด้วยการแทงตลอดด้วยปริญญา หรือพึงแทงตลอดด้วยปริญญา.

แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนั้น ท่านกล่าวคำมีอาทิว่า อภิญญาปฏิเวธะ แทงตลอดด้วยอภิญญา เพราะให้แปลกจากธรรมทั้งปวงเป็นต้น. ส่วนแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยาพึงทราบด้วยสามารถความสำเร็จญาณในการพิจารณานิพพานในขณะแห่งมรรคนั่นเอง.

ในที่นี้เป็นอันท่านชี้แจงถึงอริยบุคคล ๕ ไว้อย่างนี้ ไม่ชี้แจงถึงอริยบุคคล ๒ เหล่านี้คือ อุภโตภาควิมุตและปัญญาวิมุต.

แต่ในที่อื่นท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลใดมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยปัสสัทธิย่อมได้สมาธินทรีย์ บุคคลนั้นชื่อว่ากายสักขีในที่ทั้งปวง ส่วนบุคคลบรรลุอรูปฌานแล้วบรรลุผลเลิศ ชื่อว่าอุภโตภาควิมุต.

อนึ่ง บุคคลใดมนสิการโดยความเป็นอนัตตามากด้วยความรู้ย่อมได้ปัญญินทรีย์ บุคคลนั้นชื่อว่าธรรมานุสารีในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ ในฐานะ ๖ ชื่อว่าปัญญาวิมุตในผลอันเลิศ. ในที่นี้ท่านสงเคราะห์บุคคลเหล่านั้นด้วยกายสักขีและทิฏฐิปัตตะ แต่โดยอรรถชื่อว่าอุภโตภาควิมุต เพราะพ้นโดยส่วนสองคือด้วยอรูปฌานและด้วยอริยมรรค ชื่อว่าปัญญาวิมุต เพราะรู้อยู่จึงพ้น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันท่านชี้แจงถึงความวิเศษของอินทรีย์และบุคคล.

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงถึงวิโมกขวิเศษ อันเป็นหัวหน้าของวิโมกข์และบุคคลวิเศษ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง.

ในบทเหล่านั้น บทว่า เทฺว วิโมกฺขา วิโมกข์ ๒ คือ อัปปณิหิตวิโมกข์และสุญญตวิโมกข์. มรรคได้ชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์ด้วยสามารถถึงอนิจจานุปัสสนา ย่อมได้แม้ชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ โดยความมีคุณเพราะไม่มีราคะ โทสะ โมหะเป็นที่ตั้งและโดยอารมณ์ เพราะทำนิพพานอันได้ชื่อว่าอัปปณิหิต เพราะไม่มีปณิธิเหล่านั้นให้เป็นอารมณ์.

อนึ่ง ย่อมได้แม้ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์โดยความมีคุณ เพราะว่างเปล่าจากราคะโทสะและโมหะ และโดยอารมณ์เพราะทำนิพพานอันได้ชื่อว่าสุญญตะ เพราะว่างเปล่าจากราคะเป็นต้นนั่นแล ให้เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น วิโมกข์ ๒ เหล่านั้น จึงชื่อว่าไปตามอนิมิตตวิโมกข์.

อนึ่ง พึงทราบว่า ปัจจัยมีสหชาตปัจจัยเป็นต้น แม้ไม่อื่นไปจากมรรคอันเป็นอนิมิตตะ ย่อมเป็นด้วยสามารถแห่งองค์มรรคหนึ่งๆ ขององค์มรรค ๘.

บทว่า เทฺว วิโมกฺขา อีกครั้ง คือสุญญตวิโมกข์และอนิมิตตวิโมกข์.

จริงอยู่ มรรคได้ชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ด้วยสามารถแห่งการถึงทุกขานุปัสสนา ย่อมได้แม้ชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ โดยความมีคุณ เพราะไม่มีรูปนิมิต ราคนิมิตและนิจจนิมิตเป็นต้น และโดยอารมณ์ เพราะทำนิพพานกล่าวคืออนิมิตตะ เพราะไม่มีนิมิตเหล่านั้นเลยให้เป็นอารมณ์.

พึงประกอบบทที่เหลือโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

บทว่า เทฺว วิโมกฺขา อีกครั้ง คืออนิมิตตวิโมกข์และอัปปณิหิตวิโมกข์.

การประกอบมีนัยดังกล่าวแล้วในบทนี้นั่นแล.

บทว่า ปฏิเวธกาเล ในกายแทงตลอด ท่านกล่าวแล้วตามลำดับของอินทรีย์ทั้งหลายดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว.

อนึ่ง ชื่อว่าวิโมกข์ย่อมไม่มีในขณะแห่งวิปัสสนาเพราะปล่อยขณะแห่งมรรคเสีย แต่ท่านแสดงมรรควิโมกข์ที่กล่าวไว้แล้วครั้งแรกให้แปลกไปจากคำว่า ปฏิเวธกาเล.

ท่านย่อวาระละ ๒ มีอาทิว่า บุคคลใดเป็นสัทธาวิมุต และวาระว่า เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงย่อมได้โสดาปัตติมรรค แต่พึงทราบเพราะประกอบด้วยอำนาจแห่งวิโมกข์โดยพิสดาร.

พึงทราบวาระมีอาทิว่า เย หิ เกจิ เนกฺขมฺมํ ตามนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันท่านชี้แจงถึงความวิเศษของวิโมกข์และบุคคล.

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะชี้แจงประธานของวิโมกข์ และวิโมกข์โดยส่วนไม่น้อยอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ยถาภูตํ ตามความเป็นจริง คือตามสภาวะ.

บทว่า ปชานาติ ย่อมรู้ คือรู้ด้วยญาณ.

บทว่า ปสฺสติ ย่อมเห็น คือเห็นด้วยญาณนั่นเอง ดุจเห็นด้วยจักษุ.

บทว่า ตทนฺวเยน คือ โดยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น. อธิบายว่า โดยไปตามสัมมาทัศนะนั้นที่เห็นแล้วด้วยญาณโดยประจักษ์.

บทว่า กงฺขา ปหียติ ย่อมละความสงสัยได้ คือความสงสัยว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง ย่อมละได้ด้วยอนิจจานุปัสสนา ความสงสัยนอกนี้ย่อมละได้ด้วยอนุปัสสนานอกนี้.

บทว่า นิมิตฺตํ นิมิต คือย่อมรู้สังขารนิมิตอันเป็นอารมณ์ ตามความเป็นจริง เพราะละนิจจสัญญาได้ด้วยการแยกสันตติแลฆนะออกไป.

บทว่า เตน วุจฺจติ สมฺมาทสฺสนํ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าสัมมาทัศนะ เพราะรู้ตามความเป็นจริงนั้น ท่านจึงกล่าวญาณนั้นว่า สัมมาทัศนะ.

บทว่า ปวตฺตํ ความเป็นไป คือรู้ความเป็นไปอันเป็นวิบาก แม้รู้ว่าสุขตามความเป็นจริง เพราะละตัณหากล่าวคือปณิธิได้ด้วยการถอนสุขสัญญาในอาการอันถึงทุกข์แล้ว ละด้วยสุขสัญญา.

บทว่า นิมิตตญฺจ ปวตฺตญฺจ ย่อมรู้ย่อมเห็นนิมิตและความเป็นไป คือย่อมรู้สังขารนิมิต และความเป็นไปอันเป็นวิบากตามความเป็นจริง เพราะละอัตตสัญญา แม้โดยประการทั้งสองด้วยการถอนฆนะอันรวมกันอยู่ด้วยมีมนสิการถึงธาตุต่างๆ. บัดนี้ ท่านกล่าวถึง ๓ บทเท่านั้นมีอาทิว่า ยญจ ยถาภูตํ ญาณํ ยถาภูตญาณ มิได้กล่าวถึงบทอื่น.

บทว่า ภยโต อุปฏฺฐาติ ย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว คือนิมิตนั้นย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัวตามลำดับ เพราะเห็นความไม่มีสุขเป็นนิจและตัวตน.

ด้วยบทมีอาทิว่า ยา จ ภยตูปฏฺฐาเน ปญฺญา ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว ท่านกล่าวถึงญาณ ๓ ตั้งอยู่ในญาณเดียวอันแตกต่างกันโดยประเภทของหน้าที่ สัมพันธ์กับภยตูปัฏฐานญาณในวิปัสสนาญาณ ๙ กล่าวคือ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ) ที่ท่านกล่าวไว้แล้วคือ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ปรีชาคำนึงเห็นทั้งความเกิดทั้งความดับ) ๑ ภังคานุปัสสนาญาณ (ปรีชาคำนึงเห็นความดับ) ๑ ภยตุปัฏฐานญาณ (ปรีชาคำนึงเห็นสังขารเป็นของน่ากลัว) ๑ อาทีนวานุปัสสาญาณ (ปรีชาคำนึงเห็นโทษ) ๑ นิพพิทานุปัสสนาญาณปรีชาคำนึงถึงความเบื่อหน่าย) ๑ มุญจิตุกัมยตาญาณ (ปรีชาคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย) ๑ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ (ปรีชาคำนึงด้วยพิจารณาหาทาง) ๑ สังขารุเบกขาญาณ (ปรีชาคำนึงด้วยความวางเฉยเสีย) ๑ อนุโลมญาณ (ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่กำหนดรู้อริยสัจ) ๑ ไม่กล่าวถึงญาณที่เหลือ.

พระสารีบุตรเถระ เพื่อแสดงความที่สุญญตานุปัสสนาญาณร่วมกันนั้น ตั้งอยู่ในที่เดียวกัน โดยสัมพันธ์แห่งอนัตตานุปัสสนาอันเป็นลำดับ ตั้งอยู่ในที่สุดแห่งในอนุปัสสนา ๓ อีก จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ยา จ อนตฺตานุปสฺสนา ยา จ สุญฺญตานุปสฺสนา ธรรมเหล่านี้คือ อนัตตานุปัสสนาและสุญญตานุปัสสนา. เพราะญาณ ๒ เหล่านี้โดยอรรถเป็นอย่างเดียวกัน แต่ต่างกันโดยประเภทของหน้าที่.

อนิจจานุปัสสนาและอนิมิตตานุปัสสนาโดยอรรถเป็นญาณอันเดียวกัน ทุกขานุปัสสนาและอัปปณิหิตานุปัสสนา โดยอรรถเป็นญาณอย่างเดียวกัน ต่างกันโดยประเภทของหน้าที่เท่านั้น เหมือนญาณเหล่านี้.

เมื่อท่านกล่าวความที่อนัตตานุปัสสนา และสุญญตานุปัสสนาตั้งอยู่เป็นอันเดียวกัน เป็นอันท่านกล่าวถึงความที่ญาณแม้ทั้งสองเหล่านั้น ตั้งอยู่เป็นอันเดียวกัน เพราะมีลักษณะอย่างเดียวกัน.

บทว่า นิมิตฺตํ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ ญาณคือการพิจารณานิมิตย่อมเกิด คือญาณย่อมเกิดเพราะรู้ด้วยอำนาจแห่งอนิจจลักษณะว่า สังขารนิมิตไม่ยั่งยืนเป็นไปชั่วกาล ถึงแม้ญาณเกิดขึ้นภายหลังเพราะรุ้ก่อนก็จริง ถึงดังนั้นโดยโวหาร ท่านกล่าวอย่างนี้ดุจบทมีอาทิว่า มโนวิญญาณย่อมเกิดเพราะอาศัยใจและธรรม.

____________________________

สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๖๓

อนึ่ง แม้ผู้รู้คัมภีร์ศัพทศาสตร์ย่อมปรารถนา บทนี้แม้ในกาลเสมอกันดุจในบทมีอาทิว่า ความมืดย่อมปราศจากไปเพราะดวงอาทิตย์โผล่.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่าท่านกล่าวอย่างนี้ เพราะทำบทต้นและบทท้าย เป็นอันเดียวกันโดยนัยแห่งความเป็นอันเดียวกัน.

โดยนัยนี้ พึงทราบอรรถในสองบทนอกนี้. ความที่ญาณ ๓ มีมุญจิตุกัมยตาญาณเป็นต้น ตั้งอยู่อย่างเดียวกันมีนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

บทว่า นิมิตฺตา จิตฺตํ วุฏฺฐาติ จิตย่อมออกไปจากนิมิตคือ จิตชื่อว่าย่อมออกไปจากสังขารนิมิต เพราะไม่ติดอยู่ในสังขารนิมิต ด้วยเห็นโทษในสังขารนิมิต.

บทว่า อนิมิตฺเต จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ จิตย่อมแล่นไปในนิพพานอันหานิมิตมิได้ คือจิตย่อมเข้าไปในนิพพานอันหานิมิตมิได้ โดยเป็นปฏิปักษ์ต่อสังขารนิมิต เพราะจิตน้อมไปในนิพพานนั้น.

แม้ในอนุปัสสนาทั้งสองที่เหลือก็พึงทราบความโดยนัยนี้.

บทว่า นิโรธนิพฺพานธาตุยา ในนิพพานธาตุอันเป็นที่ดับ คือในบทนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงแม้สองอนุปัสสนาแรก ปาฐะว่า นิโรเธ บ้าง.

บทว่า พหิทฺธาวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปภายนอก คือท่านกล่าวถึงโคตรภูญาณโดยการสัมพันธ์ด้วยการออก.

บทว่า โคตฺรภูธมฺมา คือ โคตรภูญาณนั่นเอง. เพราะความที่โคตรภูญาณตั้งอยู่อย่างเดียวกัน ด้วยประการนอกนี้ ย่อมไม่ควร.

พึงทราบว่า ท่านทำเป็นพหุวจนะ ดุจในบทมีอาทิว่า ธรรมทั้งหลายที่เป็นอสังขตะ ธรรมทั้งหลายที่ไม่เป็นปัจจัย หรือด้วยสามารถแห่งมรรค ๔ เพราะวิโมกข์ก็คือมรรค และมรรคออกไปจากส่วนทั้งสอง ฉะนั้น ด้วยความสัมพันธ์นั้น ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า ยา จ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา ปัญญาในความออกไปและหลีกออกไปจากส่วนทั้งสอง.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๓

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงปริยายในขณะเดียวกัน แห่งขณะต่างกันของวิโมกข์ทั้งหลายอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กตีหากาเรหิ ด้วยอาการเท่าไร.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อธิปเตยฺยฏฺเฐน คือ ด้วยความเป็นใหญ่.

บทว่า อธิฏฺฐานฏฺเฐน คือ ด้วยความตั้งมั่น.

บทว่า อภินีหารฏฺเฐน คือ ด้วยความน้อมจิตไปโดยวิปัสสนาวิถี.

บทว่า นิยฺยานฏฺเฐน ด้วยความนำออกไป คือด้วยการเข้าถึงนิพพาน.

บทว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต มนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง คือในขณะแห่งวิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีนั่นเอง.

ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.

บทว่า จิตตํ อธิฏฺฐาติ ย่อมตั้งจิตมั่นไว้ คือทำจิตให้ยิ่งตั้งมั่นไว้. อธิบายว่า ยังจิตให้ตั้งมั่น.

บทว่า จิตฺตํ อภินีหรติ ย่อมน้อมจิตไป คือน้อมจิตไปโดยวิปัสสนาวิถี.

บทว่า นิโรธํ นิพฺพานํ นิยฺยาติ ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ คือท่านแสดงความที่ขณะต่างกัน ๔ ส่วนโดยความต่างกันด้วยอาการอย่างนี้ว่า บุคคลย่อมเข้าถึงนิพพานกล่าวคือความดับ.

บทว่า สโมธานฏฺเฐน ด้วยความประชุมลง เพราะมีขณะเดียวกัน คือด้วยความประชุมรวมกัน.

บทว่า อธิคมนฏฺเฐน ด้วยความบรรลุ คือด้วยความรู้.

บทว่า ปฏิลาภฏฺเฐน ด้วยความได้ คือด้วยการถึง.

บทว่า ปฏิเวธฏฺเฐน ด้วยความแทงตลอด คือด้วยความแทงตลอดด้วยญาณ.

บทว่า สจฺฉิกรณฏฺเฐน ด้วยความทำให้แจ้ง คือด้วยทำให้ประจักษ์.

บทว่า ผสฺสนฏฺเฐน ด้วยความถูกต้อง คือด้วยความถูกต้องด้วยสัมผัสญาณ.

บทว่า อภิสมยฏฺเฐน ด้วยความตรัสรู้ คือด้วยความมาถึงพร้อมเฉพาะหน้า.

ในบทว่า สโมธานฏฺเฐน นี้ เป็นบทมูลเหตุ.

บทที่เหลือเป็นไวพจน์ของความสำเร็จ เพราะฉะนั้นแล ท่านจึงทำการแก้บททั้งหมดเป็นอันเดียวกัน.

บทว่า นิมิตฺตา มุจฺจติ ย่อมพ้นจากนิมิต คือพ้นจากนิมิตว่าเป็นสภาพเที่ยง ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงอรรถของวิโมกข์.

บทว่า ยโต มุจฺจติ พ้นจากอารมณ์ใด คือพ้นจากนิมิตใด.

บทว่า ตตฺถ น ปณิทหติ ย่อมไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์นั้น คือไม่ทำความปรารถนาในนิมิตนั้น.

บทว่า ยตฺถ น ปณิทหติ ย่อมไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด คือย่อมไม่ตั้งอยู่ในนิมิตใด.

บทว่า เตน สุญฺโญ เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์ใด คือเป็นผู้ว่างเปล่าจากนิมิตนั้น.

บทว่า เยน สุญโญ เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์ใด คือเป็นผู้ว่างเปล่าจากนิมิตใด ด้วยบทนี้ว่า เตน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโต ไม่มีนิมิตเพราะนิมิตนั้น ท่านกล่าวถึงความไม่มีนิมิต.

บทว่า ปณิธิยา มุจฺจติ ย่อมพ้นจากความปรารถนาอันเป็นที่ตั้ง. ปาฐะว่า ปณิธิ มุจฺจติ มีอรรถเป็นปัญจมีวิภัตติ คือพ้นจากปณิธิ ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงวิโมกข์.

บทว่า ยตฺถ น ปณิทหติ บุคคลย่อมไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด คือไม่ตั้งอยู่ในทุกข์ใด.

บทว่า เตน สุญฺโญ เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น คือว่างเปล่าจากทุกข์นั้น.

บทว่า เยน สุญฺโญ เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์ใด คือว่างเปล่าจากทุกขนิมิตใด.

บทว่า เยน นิมิตฺเตน เพราะนิมิตใด คือเพราะทุกขนิมิตใด.

ด้วยบทนี้ว่า ตตฺถ น ปณิทหติ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น ท่านกล่าวถึงความไม่ตั้งไว้.

ด้วยบทนี้ว่า อภินิเวสา มุจฺจติ พ้นจากความยึดมั่น ท่านกล่าวถึงวิโมกข์.

บทว่า เยน สุญฺโญ เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์ใด คือเป็นผู้ว่างเปล่านิมิตคือความยึดมั่นใด.

บทว่า เยน นิมิตฺเตน เพราะนิมิตใด คือ เพราะนิมิตคือความยึดมั่นใด.

บทว่า ยตฺถ นปณิทหติ เตน สุญฺโญ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น คือไม่ตั้งอยู่ในนิมิตคือความยึดมั่นใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากนิมิต คือความยึดมั่นนั้น ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงเนื้อความสุญญตะ

พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงวิโมกข์ ๘ เป็นต้นอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อตฺถิ วิโมกฺโข วิโมกข์มีอยู่ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทมีอาทิว่า นิจฺจโต อภินิเวสา พ้นจากความยึดมั่น โดยความเป็นของไม่เที่ยง พึงทราบโดยนัยที่ท่านกล่าวแล้วในสัญญาวิโมกข์.

บทว่า สพฺพาภินิเวเสหิ จากความยึดมั่นทั้งปวง คือจากความยึดมั่นมีประการดังกล่าวแล้ว ด้วยประการฉะนี้.

ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ด้วยสามารถแห่งการพ้นจากความยึดมั่น.

ชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ด้วยสามารถแห่งความพ้นจากนิมิตมีความเป็นสภาพเที่ยงเป็นต้น.

ชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ด้วยสามารถแห่งความพ้นจากความปรารถนาอันเป็นที่ตั้งมีความเป็นสภาพเที่ยงเป็นต้น.

อนึ่ง ในบทนี้ว่า ปณิธิ มุจฺจติ พึงทราบว่าเป็นปัญจมีวิภัตติในที่ทั้งปวง แปลว่า พ้นจากปณิธิ หรือปาฐะว่า ปณิธิยา มุจจติ แปลอย่างเดียวกันว่า พ้นจากปณิธิ.

มีตัวอย่างในบทนี้ว่า สพฺพปณิธีหิ มุจฺจติ พ้นจากปณิธิทั้งปวง. ท่านกล่าวอนุปัสสนา ๓ อย่างนี้ว่า วิโมกข์โดยปริยาย เพราะความที่วิโมกข์เป็นองค์ของวิปัสสนานั้น และเพราะเป็นปัจจัยแห่งสมุจเฉทวิโมกข์

บทว่า ตตฺถ ชาตา เกิดในมรรควิโมกข์นั้น. ท่านอธิบายว่า เมื่อวิปัสสนาวิโมกข์แม้มีอยู่ในลำดับ กุศลธรรมทั้งหลายเกิดในมรรควิโมกข์นั้น เพราะกถานี้เป็นอธิการแห่งมรรควิโมกข์.

บทว่า อนวชฺชกุสลา กุศลธรรมอันไม่มีโทษ คือกุศลปราศจากโทษมีราคะเป็นต้น หรือทำการตัดเด็ดขาด.

บทว่า โพธิปกฺขิยา ธมฺมา โพธิปักขิยธรรม (ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้) คือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ที่ท่านกล่าวไว้ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘.

____________________________

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๔๔

บทว่า อิทํ มุขํ นี้ ธรรมเป็นประธาน.

ท่านอธิบายว่า ธรรมชาติมีประการดังกล่าวแล้วนี้ ชื่อว่าธรรมเป็นประธาน เพราะเป็นประธานแห่งการเข้าไปสู่นิพพานโดยอารมณ์.

บทว่า เตสํ ธมฺมานํ แห่งธรรมเหล่านั้น คือแห่งโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น.

บทว่า อิทํ วิโมกฺขมุขํ นี้เป็นธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์ คือนิพพานเป็นนิสสรณวิโมกข์ ในบรรดาวิกขัมภนวิโมกข์ ตทังควิโมกข์ สมุจเฉทวิโมกข์ ปฏิปัสสัทธิวิโมกข์ฮและนิสสรณวิโมกข์. นิพพานชื่อว่า วิโมกฺขมุขํ เพราะเป็นประธานด้วยอรรถว่าสูงสุด.

ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขตธรรมหรืออสังขตธรรมมีประมาณเท่าใด วิราคะท่านกล่าวว่าเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๓๔

ท่านกล่าวอรรถนี้ด้วยอำนาจแห่งกัมมธารยสมาสว่า วิโมกข์นั้นด้วยเป็นประธานด้วย ชื่อว่า วิโมกฺขมุขํ.

ในบทว่า วิโมกฺขญฺจ นี้เป็นลิงควิปลาส.

บทว่า ตีณิ อกุสลมูลานิ อกุศลมูล ๓ คือ ราคะ โทสะ โมหะ.

บทว่า ตีณิ ทุจฺจริตานิ ทุจริต ๓ คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต.

บทว่า สพฺเพปิ อกุสลา ธมฺมา อกุศลธรรมแม้ทั้งหมด คืออกุศลธรรม สัมปยุตด้วยอกุศลมูล สัมปยุตและไม่สัมปยุตด้วยทุจริต เว้นโทมนัสที่ควรเสพเป็นต้น.

บทว่า กุสลมูลสุจริตานิ สุจริตอันเป็นกุศลมูล พึงทราบโดยเป็นปฏิปักษ์กับทุจริตอันเป็นอกุศลมูลดังกล่าวแล้ว.

บทว่า สพฺเพปิ กุสลา ธมฺมา กุสลธรรมแม้ทั้งหมด คือกุศลธรรมแม้ทั้งหมดเป็นอุปนิสัยแห่งวิโมกข์ สัมปยุตและไม่สัมปยุตด้วยกุศลมูลตามนัยดังกล่าวแล้ว.

วิวัฏฏกถา (กถาว่าด้วยการหลีกออกไป) ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลัง. แต่ในที่นี้ท่านกล่าวถึงวิวัฏฏะที่เหลือโดยสัมพันธ์กับวิโมกขวิวัฏฏ.

บทว่า อาเสวนา การเสพ คือเสพแต่ต้น.

บทว่า ภาวนา การเจริญ คือการเจริญแห่งวิโมกข์นั้นนั่นเอง.

บทว่า พหุลีกมฺมํ การทำให้มาก คือทำบ่อยๆ ด้วยการถึงความชำนาญแห่งวิโมกข์นั้น.

อนึ่ง พึงทราบการเสพเป็นต้น ด้วยสามารถยังกิจให้สำเร็จในขณะเดียวแห่งมรรคนั่นเอง.

บทมีอาทิว่า ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา การได้หรือวิบากมีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาวิโมกขกถา แห่งสัทธัมมปกาสินี อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

วิโมกขกถา