คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๖๗ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถานิโรธสัจนิทเทส

[๘๔] พึงทราบวินิจฉัยในนิโรธสัจนิทเทส ดังต่อไปนี้

ในบทนี้ว่า โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย - การดับตัณหานั้นด้วยความคลายกำหนัดโดยไม่เหลือ ควรกล่าวว่า โย ตสฺเสว ทุกฺขสฺส - การดับทุกข์นั้นด้วยความคลายกำหนัดโดยไม่เหลือ เพราะทุกข์ดับด้วยความดับสมุทัย, มิใช่ดับด้วยประการอื่น.

ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทฬฺเห

ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ,

เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต

นิพฺพตฺตี ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ

เมื่อยังถอนตัณหานุสัยไม่ได้ ทุกข์นี้ย่อม

เกิดบ่อยๆ เหมือนเมื่อรากไม้ยังแข็งแรง ไม่มี

อันตราย ต้นไม้แม้ตัดแล้ว ก็ยังงอกอีกได้.

เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงทุกขนิโรธนั้น จึงตรัสอย่างนี้เพื่อแสดงสมุทยนิโรธ.

____________________________

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๔

จริงอยู่ พระตถาคตทั้งหลายผู้มีความประพฤติเสมอด้วยสีหะ,

พระตถาคตเหล่านั้น เมื่อจะทรงดับทุกข์และเมื่อจะทรงแสดงการดับทุกข์ จึงทรงดำเนินไปในเหตุ, ไม่ทรงดำเนินไปในผล. ส่วนพวกอัญญเดียรถีย์มีความประพฤติเยี่ยงสุนัข, พวกนั้นเมื่อจะดับทุกข์และเมื่อจะแสดงถึงการดับทุกข์ จึงดำเนินไปในผลแห่งเทศนาของทุกขนิโรธ นั้นด้วยอัตกิลมถานุโยค - การประกอบความเพียรโดยทำตนให้ลำบาก ไม่ดำเนินไปในเหตุ เพราะฉะนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงดำเนินไปในเหตุ จึงตรัสพระพุทธวจนะมีอาทิว่า โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย ดังนี้.

แม้พระธรรมเสนาบดีก็กล่าวตามลำดับที่พระศาสดาตรัสนั่นแล.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺสาเยว ตณฺหาย ความว่า แห่งตัณหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โปโนพฺภวิกา - ตัณหาทำให้เกิดภพใหม่ แล้วทรงจำแนกเป็นกามตัณหาเป็นต้น และทรงประกาศในภายหลังด้วยการเกิดและการตั้งอยู่.

บทว่า อเสสวิราคนิโรโธ - การดับตัณหาด้วยความสำรอกโดยไม่เหลือ.

ความว่า มรรค ท่านกล่าวว่า วิราคะ - ความคลายกำหนัด

ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า วิราคา วิมุจฺจติ - เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น.

การดับด้วยความคลายกำหนัด ชื่อว่าวิราคนิโรธ. การดับด้วยคลายกำหนัดโดยไม่เหลือ โดยถอนอนุสัย ชื่อว่าอเสสวิราคนิโรธ.

____________________________

วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๒๓

อีกอย่างหนึ่ง เพราะท่านกล่าวการละว่าวิราคะ ฉะนั้น พึงเห็นการประกอบในบทนี้อย่างนี้ว่า วิราโค อเสโส นิโรโธ การดับไม่มีเหลือ ชื่อว่าวิราคะ. แต่โดยอรรถ บททั้งหมดมีอาทิว่า อเสสวิราคนิโรโธ นี้เป็นไวพจน์ของนิพพานนั่นแล. เพราะว่า โดยปรมัตถ์ ท่านกล่าวนิพพานว่า ทุกฺขนิโรธํ อริยสจฺจํ - ทุกขนิโรธเป็นอริยสัจ.

เพราะตัณหาอาศัยนิพพานนั้น ย่อมคลายกำหนัดคือย่อมดับโดยไม่มีเหลือ ฉะนั้น นิพพานนั้นท่านจึงกล่าว ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ - การดับตัณหานั้น ด้วยความคลายกำหนัดโดยไม่เหลือ.

อนึ่ง ตัณหาอาศัยนิพพานย่อมสละ ย่อมสละคืน ย่อมพ้น ย่อมไม่ติด,

ในนิพพานนี้ไม่มีความอาลัยแม้สักอย่างเดียวในความอาลัยในกามคุณทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวนิพพานว่า จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย - ความสละ ความสละคืน ความหลุดพ้น ความไม่อาลัย.

เพราะนิพพานเป็นอย่างเดียวเท่านั้น, แต่ชื่อของนิพพานนั้นมีอยู่ไม่น้อย ด้วยสามารถเป็นปฏิปักษ์ต่อชื่อของสังขตธรรมทั้งปวง. คือมีอาทิว่า

อเสสวิราโค - คลายกำหนัดโดยไม่มีเหลือ.

อเสสนิโรโธ - ดับโดยไม่มีเหลือ.

จาโค - ความสละ.

ปฏินิสฺสคฺโค - ความสละคืน.

มุตฺติ - ความหลุดพ้น.

อนาลโย - ความไม่อาลัย.

ราคกฺขโย - ความสิ้นราคะ.

โทสกฺขโย - ความสิ้นโทสะ.

โมหกฺขโย - ความสิ้นโมหะ.

ตณฺหกฺขโย - ความสิ้นตัณหา.

อนุปฺปาโท - ความไม่เกิด.

อปฺปวตฺตํ - ความไม่เป็นไป.

อนิมิตฺตํ - ความไม่มีเครื่องหมาย.

อปฺปณิหิตํ - ความไม่มีที่ตั้ง.

อนายูหนํ - ความไม่มีกรรมเป็นเหตุปฏิสนธิ.

อปฺปฏิสนฺธิ - ความไม่สืบต่อ.

อนุปปตฺติ - ความไม่อุบัติ.

อคติ - ความไม่มีคติ.

อชาตํ - ความไม่เกิด.

อชรํ - ความไม่แก่.

อพฺยาธิ - ความไม่เจ็บ.

อมตํ - ความไม่ตาย.

อโสกํ - ความไม่โศก.

อปริเทวํ - ความไม่ร้องไห้คร่ำครวญ.

อนุปายาสํ - ความไม่เหือดแห้งใจ.

อสงฺกิลิฏฺฐํ - ความไม่เศร้าหมอง.

บัดนี้ ท่านแสดงถึงความเกิดแห่งตัณหาแม้ที่ถึงความเป็นไปไม่ได้ ถูกตัดด้วยมรรคเพราะอาศัยนิพพานในวัตถุใด เพื่อแสดงความไม่มีในวัตถุนั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า สา ปเนสา เป็นอาทิ.

ในบทนั้นมีความว่า

เหมือนบุรุษเห็นเถากระดอมและน้ำเต้าเกิดในพื้นที่ จึงค้นหารากตั้งแต่ยอดแล้วตัดทิ้ง, เถากระดอมและเถาน้ำเต้านั้น เหี่ยวแห้งไปโดยลำดับแล้วก็หมดไป, แต่นั้นควรพูดว่ากระดอมและน้ำเต้าในพื้นที่นั้นก็หมดหายไปฉันใด

ตัณหาในจักษุเป็นต้นก็ดุจกระดอมและน้ำเต้าในพื้นที่นั้นฉันนั้น.

ตัณหานั้นถูกตัดด้วยอริยมรรคเสียแล้วก็ถึงความหมดสิ้นไป เพราะอาศัยนิพพาน. ครั้นตัณหาถึงความหมดไปอย่างนี้แล้วก็ไม่ปรากฏในวัตถุเหล่านั้น ดุจกระดอมและน้ำเต้าในพื้นที่ฉะนั้น.

อนึ่ง เหมือนอย่างว่า ราชบุรุษนำโจรมาจากดงแล้วฆ่าที่ประตูทักษิณของนคร, แต่นั้นควรกล่าวได้ว่า โจรตายเสียแล้วหรือถูกฆ่าตายเสียแล้วในดงฉันใด

ตัณหาในจักษุเป็นต้นดุจโจรในดงฉันนั้น,

ตัณหานั้นดับไปแล้วในนิพพาน เพราะอาศัยนิพพานจึงได้ดับไปดุจโจรที่ประตูทักษิณ. ตัณหาดับไปอย่างนี้ ไม่ปรากฏในวัตถุเหล่านั้นดุจโจรในดง,

ด้วยเหตุนั้น พระสารีบุตร เมื่อจะแสดงถึงความดับตัณหานั้นในจักษุเป็นต้นนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จกฺขํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหียมานา ปหียติ - จักษุเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้ เมื่อละย่อมละได้ในจักษุนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า เพราะกำหนดรู้วัตถุที่ตัณหาเกิด ตัณหาจึงดับไปในวัตถุที่ตัณหาเกิดด้วยดับไปโดยไม่ให้เกิด เพราะไม่เกิดอีกต่อไปในวัตถุที่กำหนดรู้.

อนึ่ง ในบทนี้ ท่านกล่าวว่า ตัณหาย่อมละได้ด้วยเป็นปฏิปักษ์ต่อความเกิด ย่อมดับไปด้วยเป็นปฏิปักษ์ต่อความตั้งอยู่ ดังนั้น.

จบอรรถกถานิโรธสัจนิทเทส -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

อรรถกถา ๑