คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

สีลมยญาณนิทเทส

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๕๙๙ บรรทัด๑ ฉบับ

๒. อรรถกถาสีลมยญาณนิทเทส

[๘๖] พึงทราบวินิจฉัยในสีลมยญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.

บทว่า ปญฺจ คือการกำหนดจำนวน.

บทว่า สีลานิ เป็นการแสดงธรรมที่กำหนดไว้.

บทมีอาทิว่า ปริยนฺตปาริสุทฺธิสีลํ - ศีลคือความบริสุทธิ์มีส่วนสุด ได้แก่ แสดงศีล ๕ โดยสรุป.

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ปริยนฺตปาริสุทฺธิ ดังต่อไปนี้

ความบริสุทธิ์ชื่อว่าปริยันตะ เพราะความบริสุทธิ์มีส่วนสุด คือมีกำหนดด้วยการนับเหมือนผ้า เพราะย้อมด้วยสีเขียว จึงเรียกว่า นีลํ เพราะมีสีเขียว.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อศีลสมบูรณ์แล้ว ความบริสุทธิ์ชื่อว่าปริยันตะ เพราะมีที่สุดคืออวสาน เพราะผู้มีศีลยังไม่สมบูรณ์ ปรากฏอวสานแล้ว.

อีกอย่างหนึ่ง ควรกล่าวว่า สปริยนฺตา พึงทราบว่าท่านลบ สอักษรเสีย ดุจลบ อุอักษรในบทนี้ว่า ทกํ ทกาสยา ปวิสนฺติ - กระแสน้ำย่อมไหลไปสู่แม่น้ำ.

____________________________

สํ. ขนฺธ. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๕๕

ความบริสุทธิ์ชื่อว่าปาริสุทธิ, ความบริสุทธิ์นั้นมีส่วนสุด จึงชื่อว่าปริยันตปาริสุทธิ, ศีลคือปริยันตปาริสุทธิ ชื่อปริยันตปาริสุทธิศีล.

โดยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว ความบริสุทธิ์ไม่มีส่วนสุด ชื่อว่าอปริยันตะ, ชื่อว่าอปริยันตะ เพราะส่วนสุดของความบริสุทธิ์นั้นไม่มีบ้าง, ส่วนสุดของความบริสุทธิ์นั้นเจริญแล้วบ้าง.

ชื่อว่า ปริปุณฺณา - เต็มรอบ ด้วยอรรถว่าไม่หย่อนเป็นปทัฏฐานแห่งอริยมรรค เพราะไม่ขาดจำเดิมแต่สมาทาน เพราะแม้ขาดก็ทำคืนได้ และเพราะเว้นจากมลทินแม้เพียงจิตตุปบาท และเพราะบริสุทธิ์ดุจแก้วมณีอันบริสุทธิ์ และดุจทองคำที่ขัดเป็นอย่างดี ฉะนั้น.

ชื่อว่า อปรามัฏฐะ เพราะได้ด้วยทิฏฐิ เพราะทิฏฐิไม่จับต้อง,

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อปรามัฏฐะ เพราะโจทก์ไม่สามารถจะกล่าวหาได้ว่า นี้เป็นโทษในเพราะศีลของท่าน.

ชื่อว่า ปฏิปปัสสัทธิ เพราะสงบความกระวนกระวายทั้งปวง ในขณะอรหัตผล.

บทว่า อนุปฺปสมฺปนฺนานํ ชื่อว่าอุปสัมปันนา เพราะถึงพร้อมแล้วเป็นอันมากด้วยศีลสัมปทา โดยที่สมาทานไม่มีส่วนเหลือ. ไม่ใช่อุปสัมบัน จึงชื่อว่าอนุปสัมบัน. ของอนุปสัมบันเหล่านั้น.

ในบทว่า ปริยนฺตสิกฺขาปทานํ - ผู้มีสิกขาบทมีที่สุดนี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้

ชื่อว่า สิกฺขา ด้วยอรรถว่าควรศึกษา,

ชื่อว่า ปทานิ ด้วยอรรถว่าส่วน, อธิบายว่า ส่วนที่ควรศึกษา. อีกอย่างหนึ่ง กุศลธรรมทั้งหมด

ชื่อว่า สิกฺขา เพราะควรปฏิบัติให้ยิ่งด้วยการตั้งอยู่ในศีล, ศีลทั้งหลาย

ชื่อว่า ปทานิ ด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งสิกขาเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสิกขาบท เพราะเป็นส่วนแห่งสิกขาทั้งหลาย,

ชื่อว่า ปริยันตสิกขาบท เพราะสิกขาบทมีที่สุด. แห่งอนุปสัมบันผู้มีสิกขาบทมีที่สุดเหล่านั้น.

อนึ่ง ในบทนี้ ที่สุดมี ๒ อย่าง คือ สิกขาบทมีที่สุด ๑ กาลมีที่สุด ๑.

สิกขาบทมีที่สุดเป็นอย่างไร?

อุบาสกอุบาสิกามีสิกขาบท ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๘ หรือ ๑๐ ตามที่สมาทาน, สิกขมานา สามเณร สามเณรี มีสิกขาบท ๑๐ นี้ชื่อว่า สิกฺขาปทปริยนฺโต - มีสิกขาบทเป็นที่สุด.

กาลมีที่สุดเป็นอย่างไร?

อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายให้ทาน ย่อมสมาทานศีลมีการจัดอาหารเลี้ยงดูกันเป็นที่สุด, ไปวิหารแล้ว ย่อมสมาทานศีล มีวิหารเป็นที่สุด, กำหนดคืนวัน ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือยิ่งกว่านั้นแล้วสมาทานศีล นี้ชื่อว่ามีกาลเป็นที่สุด.

ในที่สุด ๒ อย่างนี้ ศีลที่สมาทานแล้วทำสิกขาบทให้มีที่สุด ด้วยการก้าวล่วงกาลหรือด้วยความตายย่อมสงบ, ศีลที่สมาทานแล้วทำกาลมีที่สุด ด้วยการก้าวล่วงกาลนั้นย่อมสงบ.

บทว่า อปริยนฺตสิกฺขาปทานํ - สิกขาบทไม่มีที่สุด.

ท่านกล่าวว่า

นว โกฏิสหสฺสานิ อสีติ สตโกฏิโย ปญฺญาส สตสหสฺสานิ ฉตฺตึส จ ปุนาปเร, วิตถารโต ทโสเปกฺขา สมฺพุทฺเธน ปกาสิตา เปยฺยาลมุเขน นิทฺทิฏฺฐา สิกฺขา วินยสํวเร. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศสังวรวินัยเหล่านี้ไว้ เก้าพันแปดร้อยโกฏิและห้าล้านสามสิบหกโกฏิ กับอื่นๆ อีก ทรงชี้แจงสิกขาในสังวรวินัยด้วยหัวข้อไปยาล. ชื่อว่า อปริยนฺตานิ - ไม่มีที่สุด เพราะสิกขาบทเหล่านั้นไม่มีที่สุด ด้วยการสมาทานสิกขาบทแม้มีที่สุดไม่มีเหลือด้วยการคำนวณอย่างนี้ ด้วยความมีที่สุดที่ยังไม่เห็นเพราะเหตุลาภ ยศ ญาติ อวัยวะและชีวิต และด้วยความไม่มีกำหนดศีลที่ควรรักษาต่อไปข้างหน้า,

ชื่อว่า อปริยนฺตสิกฺขาปทา - สิกขาบทไม่มีที่สุด เพราะอนุปสัมบันมีสิกขาบทไม่มีที่สุด, แห่งอนุปสัมบันผู้มีสิกขาบทไม่มีที่สุดเหล่านั้น.

อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า วุทฺธปริยนฺตสิกฺขาปทานํ - แห่งอนุปสัมบันผู้มีสิกขาบทมีที่สุดเจริญแล้ว.

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ปุถุชฺชนกลฺยาณกานํ ดังต่อไปนี้

ท่านกล่าวว่า

ปุถูนํ ชนนาทีหิ การเณหิ ปุถุชฺชโน ปุถุชฺชนนฺโตคธตฺตา ปุถุวายํ ชโนอิติ. ชื่อว่าปุถุชน ด้วยเหตุมีกิเลสหนาเกิดขึ้นเป็นต้น, เพราะกิเลสหนาหยั่งลงภายในของปุถุชน ฉะนั้น ชน นี้จึงเป็นผู้มีกิเลสหนา. แม้ในการก้าวลงสู่ฌานอันเป็นลักษณะของปุถุชนดังกล่าวแล้ว ท่านก็กล่าวว่า

ทุเว ปุถุชฺชนา วุตฺตา พทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา อนฺโธ ปุถุชฺชโน เอโก กลฺยาเณโก ปุถุชฺชโน. พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ตรัสถึงปุถุชน ไว้ ๒ ประเภทคือ อันธปุถุชน - ปุถุชนคนโง่เขลา และ กัลยาณปุถุชน - ปุถุชนคนดี. ในปุถุชนสองประเภทดังกล่าวแล้ว ท่านอธิบายไว้ว่า

ศีลของกัลยาณปุถุชน ผู้เป็นปุถุชนมีกัลยาณธรรมตั้งอยู่ในความเป็นกัลยาณปุถุชน ล่วงเลยความเป็นอันธปุถุชนด้วยการประพฤติกัลยาณธรรม.

อีกอย่างหนึ่ง ผู้มีกัลยาณธรรมในหมู่ปุถุชน ชื่อว่า ปุถุชฺชนกลฺยาณกานํ.

กุสลศัพท์ในบทนี้ว่า กุสลธมฺเม ยุตฺตานํ ย่อมปรากฏในความไม่มีโรค ความไม่มีโทษ ความฉลาดและผลของความสุข.

กุสลศัพท์ปรากฏในความไม่มีโรค ในบทมีอาทิว่า กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ, กจฺจิ โภโต อนามยํ - ท่านผู้เจริญสบายดีหรือ, มีอนามัยดีหรือ.

ปรากฏในความไม่มีโทษ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า กตโม ปน ภนฺเต กายสมาจาโร กุสโล, โย โข มหาราช กายสมาจาโร อนวชฺโช - ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กายสมาจารเป็นกุศล เป็นไฉน? มหาราช กายสมาจารที่ไม่มีโทษ เป็นกายสมาจารเป็นกุศล.

และในบทมีอาทิว่า ปุน จปรํ ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ - ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ยังมีข้ออื่นอีก ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมในกุศลธรรมทั้งหลาย นั้นเป็นธรรมไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.

____________________________

ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๑๓๓ ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๕๔

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๗๕

ปรากฏในความฉลาด ในบทมีอาทิว่า กุสโล ตฺวํ รถสฺส องฺคปจฺจงฺคานํ - ท่านเป็นผู้ฉลาดในส่วนใหญ่น้อยของรถ, และหญิงคล่องแคล่วมีกุศล คือความฉลาดการฟ้อนรำขับร้องที่ศึกษาแล้ว.

ปรากฏในวิบากของความสุข ในประโยคมีอาทิว่า กุสลานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ สมาทาน เหตุ, กุสลสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา. - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะกุศลธรรมที่ท่านทำแล้ว สะสมแล้ว เพราะเหตุสมาทานกุศลกรรม.

กุสลศัพท์ในที่นี้สมควรในความไม่มีโรคบ้าง ในความไม่มีโทษบ้าง ในวิบากของสุขบ้าง.

____________________________

ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๙๕ ขุ. ชา เล่ม ๒๘/ข้อ ๔๓๖

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๓๓ อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๓๓๘

ส่วนอธิบายคำในกุสลศัพท์มีดังต่อไปนี้

กุจฺฉิเต ปาปเก ธมฺเม สลยนฺติ จลยนฺติ กมฺเปนฺติ วิทฺธํเสนฺตีติ กุสลา - ชื่อว่ากุศล เพราะอรรถว่าทำลาย ทำให้ไหว ทำให้หวั่นไหว กำจัดธรรมอันลามกน่าเกลียด.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากุสา เพราะอรรถว่าย่อมอยู่ คือย่อมเป็นไปโดยอาการอันน่าเกลียด, ชื่อว่ากุศล เพราะอรรถว่าทำลาย คือตัดอาการน่าเกลียดเหล่านั้น,

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากุสะ เพราะทำให้เบาบาง โดยทำให้สิ้นสุดซึ่งอาการน่าเกลียดทั้งหลาย ได้แก่ญาณ. ชื่อว่ากุศล เพราะอรรถว่าควรทำลาย ควรถือเอา ควรให้เป็นไปด้วยกุสญาณนั้น,

อีกอย่างหนึ่ง เหมือนอย่างว่า หญ้าคาย่อมบาดมือที่ถึงส่วนทั้งสองฉันใด, แม้กุศลธรรมเหล่านี้ก็ย่อมตัดฝ่ายเศร้าหมองที่ถึงส่วนทั้งสอง โดยความที่เกิดแล้วและยังไม่เกิดฉันนั้น, เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่ากุศล เพราะอรรถว่าย่อมตัดดุจหญ้าคาฉะนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากุศล ด้วยอรรถว่าไม่มีโรค ด้วยอรรถว่าไม่มีโทษ หรือด้วยอรรถว่าเกิดเพราะความเป็นผู้ฉลาด.

แต่ในที่นี้ เพราะท่านประสงค์เอาวิปัสสนากุศลเท่านั้น, ฉะนั้น เพื่อละธรรมที่เหลือ แล้วแสดงวิปัสสนากุศลเท่านั้น พึงทราบว่า ท่านจึงทำเป็นเอกวจนะในบทว่า กุสลธมฺเม - ในกุศลธรรม.

อธิบายว่า ประกอบแล้วในกุศลธรรมคือวิปัสสนา เพราะทำติดต่อกัน และเพราะทำด้วยความเคารพ.

ในบทนี้ว่า เสกฺขปริยนฺเต ปริปูรการีนํ - ผู้กระทำให้บริบูรณ์ในธรรมอันเป็นที่สุดของพระเสกขะ มีความดังต่อไปนี้.

ชื่อว่า เสกฺขา เพราะเกิดในสิกขา ๓ บ้าง, เพราะธรรมเหล่านี้ของพระเสกขะ ๗ จำพวกบ้าง, เพราะพระเสกขะทั้งหลายย่อมศึกษาด้วยตนเองบ้าง. ได้แก่ ธรรมคือโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผลและอรหัตมรรค.

ชื่อว่า เสกฺขปริยนฺโต เพราะอรรถว่ามีเสกขธรรมในที่สุด คือในอวสาน, หรือมีเสกขธรรมอันเป็นที่สุด คือมีกำหนด.

พึงเชื่อมความว่า ในธรรมอันเป็นที่สุดของพระเสกขะนั้น.

ชื่อว่า ปริปูรการิโน เพราะอรรถว่ากัลยาณปุถุชน ย่อมทำกุศลธรรมให้เต็มรอบคือให้บริบูรณ์, หรือกัลยาณปุถุชนมีการทำให้เต็มรอบ คือทำให้บริบูรณ์, ของกัลยาณปุถุชนเหล่านั้นผู้ทำให้บริบูรณ์ในปฏิปทาธรรมอันเป็นที่สุดของพระเสกขะ อันเป็นส่วนเบื้องต้นของโสดาปัตติมรรค ด้วยความบริบูรณ์แห่งวิปัสสนา.

ในบทนี้ว่า กาเย จ ชีวิเต จ อนเปกฺขานํ - ผู้ไม่อาลัยในร่างกายและชีวิต มีความดังต่อไปนี้.

บทว่า กาเย คือ สรีระ.

จริงอยู่ สรีระ ท่านกล่าวว่ากาย เพราะเป็นที่สะสมความไม่สะอาดของร่างกายมีผมเป็นต้นอันน่าเกลียด และเพราะเป็นที่มาหลายร้อยโรคมีจักขุโรคเป็นต้น.

บทว่า ชีวิเต ได้แก่ ชีวิตินทรีย์. เพราะว่าชีวิตินทรีย์นั้น ท่านกล่าวว่าชีวิต เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้เป็นอยู่.

ชื่อว่า อนเปกฺขา เพราะอรรถว่าไม่มีอาลัยในชีวิต. อธิบายว่า หมดความเยื่อใย. กัลยาณปุถุชนเหล่านั้นผู้ไม่อาลัยในร่างกายและในชีวิตนั้น.

บัดนี้ พระสารีบุตร เมื่อจะแสดงเหตุของความเป็นผู้ไม่อาลัยในร่างกายและชีวิตของกัลยาณปุถุชนเหล่านั้น จึงกล่าวว่า ปริจฺจตฺตชีวิตานํ - ผู้สละชีวิตแล้ว.

จริงอยู่ กัลยาณปุถุชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่อาลัยในร่างกาย แม้ลำบากในชีวิต แม้อับเฉา ด้วยการสละชีวิตของตนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า หรือแด่อาจารย์.

บทว่า สตฺตนฺนํ เสกฺขานํ - พระเสกขะ ๗ จำพวก ได้แก่พระอริยบุคคล ๗ จำพวกมีท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคเป็นต้นได้. ชื่อว่าเสกขะ เพราะยังต้องศึกษา.

บทว่า ตถาคตสาวกานํ ได้แก่ สาวกของพระตถาคต.

จริงอยู่ พระอริยบุคคล ๘ จำพวก ชื่อว่าสาวก เพราะอรรถว่าฟังเทศนาการพร่ำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยความเคารพ ด้วยตั้งปสาทะอันไม่หวั่นไหว เพราะเกิดในชาติอันเป็นอริยะในที่สุดของการฟัง.

แม้ในพระอริยบุคคลเหล่านั้น พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงให้วิเศษในผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผลเท่านั้น จึงกล่าวว่า ขีณาสวานํ ดังนี้.

อธิบายว่า พระขีณาสพผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง ด้วยอรหัตมรรคญาณ.

บทว่า ปจฺเจกพุทฺธานํ ชื่อว่าปัจเจกพุทธะ เพราะอรรถว่าเป็นผู้เดียวเท่านั้น ไม่มีอาจารย์ อาศัยเหตุนั้นๆ ตรัสรู้อริยสัจ ๔. ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเช่นนั้น.

ในบทนี้ว่า ตถาคตานํ มีความดังต่อไปนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าตถาคต ด้วยเหตุ ๘ ประการ, พระนามว่าตถาคโต เพราะอรรถว่าเสด็จมาแล้วเหมือนอย่างนั้น, เสด็จไปแล้วเหมือนอย่างนั้น, ตรัสรู้ลักษณะที่เป็นของจริงแท้, ตรัสรู้ธรรมที่จริงแท้โดยความเป็นจริง, เพราะทรงแสดงสิ่งที่จริงแท้, เพราะทรงกล่าวแต่ความจริงแท้, เพราะเป็นผู้กระทำเหมือนอย่างนั้น, เพราะอรรถว่าครอบงำ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าตถาคต เพราะอรรถว่าเสด็จมาแล้วเหมือนอย่างนั้น เป็นอย่างไร?

เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ก่อน ผู้ถึงความขวนขวายเสด็จมาแล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งมวล.

ท่านอธิบายไว้อย่างไร?

อธิบายไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายแต่ก่อนเสด็จมาแล้วด้วยอภินิหารใด, แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายก็เสด็จมาแล้ว โดยอภินิหารนั้นเหมือนกัน.

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ก่อนทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ถ้วน คือ บารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ ได้แก่ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วีริยะ ขันติ สัจจะ อธิฏฐานะ เมตตา อุเบกขา, ทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ เหล่านี้ คือ บริจาคอวัยวะ ๑ นัยน์ตา ๑ ทรัพย์ ๑ ราชสมบัติ ๑ บุตรภรรยา ๑, ทรงบำเพ็ญญาตัตถจริยาด้วยการทรงบอกธรรมอันควรประกอบในเบื้องต้น และควรประพฤติในเบื้องต้น แล้วถึงที่สุดแห่งพุทธจริยาเสด็จมาแล้ว, แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายก็เสด็จทรงบำเพ็ญมาแล้วเหมือนอย่างนั้น.

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ก่อนทรงเจริญเพิ่มพูนสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ฉันใด, แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายก็เสด็จมาแล้วฉันนั้น เพราะเหตุนั้น จึงทรงพระนามว่า ตถาคโต.

บัณฑิตกล่าวว่า

ยเถว ทีปงฺกรพุทฺธอาทโย

สพฺพญฺญุภาวํ มุนโย อิธาคตา.

ตถา อยํ สกฺยมุนีปิ อาคโต

ตถาคโต วุจฺจติ เตน จกฺขุมา.

พระมุนีทั้งหลาย มีพระทีปังกรพุทธเจ้า

เป็นต้น ถึงความเป็นพระสัพพัญญูเสด็จมาแล้ว

ในโลกนี้ อย่างใด, แม้พระศากยมุนีผู้มีจักขุนี้ก็

เสด็จมาแล้วเหมือนอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น บัณฑิต

จึงขนานพระนามว่า ตถาคต.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าตถาคต เพราะอรรถว่าเสด็จไปแล้วเหมือนอย่างนั้น เป็นอย่างไร?

พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ก่อนที่ประสูติแล้ว ในบัดนี้ ชื่อว่าเสด็จไปแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น ชื่อว่าเสด็จไปแล้วอย่างไร? เพราะว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้นประสูติแล้วในบัดนี้ ประดิษฐานพระบาททั้งสองเสมอกันบนแผ่นดิน หันพระพักตร์ไปทางทิศอุดรเสด็จดำเนินไปด้วยย่างพระบาท ๗ ก้าว.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์ที่ประสูติ ในบัดนี้

ประดิษฐานพระบาททั้งสองเสมอกันบนแผ่นดิน หัน

พระพักตร์ไปทางทิศอุดร เสด็จไปด้วยย่างพระบาท ๗

ก้าว เมื่อเทพบุตรกั้นเศวตฉัตรตามเสด็จ พระโพธิสัตว์

จะเหลียวดูทิศทั้งปวง, และทรงเปล่งพระวาจาอย่างผู้

องอาจว่า อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส. เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส

เสฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส, อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ

ปุนพฺภโวติ.

แปลว่า เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก

เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย

บัดนี้ ภพใหม่จะไม่มีอีก.

____________________________

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๓๗๗

การดำเนินไปของพระโพธิสัตว์นั้นได้ชื่อว่าเป็นความจริงแท้แน่นอน โดยเป็นบุพนิมิตแห่งการตรัสรู้ธรรมวิเศษมิใช่น้อย. ข้อที่พระโพธิสัตว์นั้นประสูติในบัดนี้ ประดิษฐานพระบาทเสมอกัน นี้เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔ ของพระโพธิสัตว์นั้น, การหันพระพักตร์ไปทางทิศอุดร เป็นบุพนิมิตแห่งความเป็นโลกุตรทั้งหมดของพระโพธิสัตว์, การย่างพระบาท ๗ ก้าวเป็นบุพนิมิตแห่งการได้โพชฌังครัตนะ ๗, ส่วนการยกแส้จามรขึ้นดังกล่าวไว้ในบทนี้ว่า สุวณฺณทณฺฑา วีติปตนฺติ จามรา - จามรด้ามทองตกอยู่ ดังนี้ เป็นบุพนิมิตแห่งการย่ำยีเดียรถีย์ทั้งหมด. การกั้นเศวตฉัตรเป็นบุพนิมิตแห่งการได้เศวตฉัตรอันประเสริฐปราศจากมลทิน ด้วยการหลุดพ้นด้วยอรหัตมรรค การเหลียวดูทิศทั้งหมดเป็นบุพนิมิตแห่งการได้อนาวรณญาณคือความเป็นพระสัพพัญญู, การเปล่งวาจาอันองอาจเป็นบุพนิมิตแห่งการเป็นไปแห่งธรรมจักร อันประเสริฐที่ยังไม่เคยเป็นไป.

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ ก็เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น.

อนึ่ง การเสด็จดำเนินของพระโพธิสัตว์นั้นได้เป็นความจริงแท้แน่นอน ด้วยความเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุธรรมวิเศษเหล่านี้นั่นแล.

____________________________

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๘๘

ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า

มุหุตฺตชาโตว ควมฺปตี ยถา

สเมหิ ปาเทหิ ผุสี วสุนฺธรํ,

โส วิกฺกมิ สตฺต ปาทานิ โคตโม

เสตญฺจ ฉตฺตํ อนุธารยํ มรู.

คนฺตฺวาน โส สตฺต ปทานิ โคตโม

ทิสา วิโลเกสิ สมา สมนฺตโต,

อฏฺฐงฺคุเปตํ คิรมพฺภุทีรยิ

สีโห ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต.

พระควัมบดีประสูติได้ครู่เดียวเท่านั้น ทรง

สัมผัสแผ่นดินด้วยพระบาทเสมอกัน, พระโพธิสัตว์

เหล่ากอแห่งพระโคดมนั้น ทรงย่างพระบาท ๗ ก้าว

และเหล่าเทพเจ้าพากันกั้นเศวตฉัตร.

พระโคดมนั้นเสด็จดำเนินไป ๗ ก้าว ทรง

เหลียวแลดูทิศอย่างสม่ำเสมอโดยรอบ, ทรงเปล่ง

พระวาจาประกอบด้วยองค์ ๘ ดุจสีหะยืนอยู่บน

ยอดเขาบันลือสีหนาท ฉะนั้น.

ทรงพระนามว่าตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วเหมือนอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้.

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ก่อนฉันใด, แม้พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เสด็จไปแล้วเพื่อละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ ละนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ละนิจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนา ฯลฯ ละกิเลสทั้งหมดด้วยอรหัตมรรค.

พระนามว่าตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้.

พระนามว่า ตถาคโต เพราะตรัสรู้ลักษณะที่จริงแท้ เป็นอย่างไร?

ลักษณะที่จริงแท้ คือความเป็นของแข็งเป็นลักษณะแห่งปฐวีธาตุ, การไหลไปเป็นลักษณะแห่งอาโปธาตุ, ความเป็นของร้อนเป็นลักษณะแห่งเตโชธาตุ, การขยายตัวไปมาเป็นลักษณะแห่งวาโยธาตุ การสัมผัสไม่ได้เป็นลักษณะแห่งอากาศธาตุ, การรู้แจ้งเป็นลักษณะแห่งวิญญาณธาตุ.

การสลายไปเป็นลักษณะแห่งรูป, การเสวยอารมณ์เป็นลักษณะแห่งเวทนา, การรู้พร้อมเป็นลักษณะแห่งสัญญา, การปรุงแต่งเป็นลักษณะแห่งสังขาร, การรู้แจ้งเป็นลักษณะแห่งวิญญาณ.

การยกขึ้นเป็นลักษณะแห่งวิตก, การเคล้าคลึงเป็นลักษณะแห่งวิจาร, การซ่านไปเป็นลักษณะแห่งปีติ, การยินดีเป็นลักษณะแห่งความสุข, การไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะแห่งความที่จิตมีอารมณ์เดียว, ความถูกต้องเป็นลักษณะแห่งผัสสะ.

การน้อมใจเชื่อเป็นลักษณะแห่งสัทธินทรีย์, การประคองไว้เป็นลักษณะแห่งวีริยินทรีย์, การตั้งมั่นเป็นลักษณะแห่งสตินทรีย์, การไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะแห่งสมาธินทรีย์, การรู้ทั่วเป็นลักษณะแห่งปัญญินทรีย์.

ความไม่หวั่นไหวในความไม่เชื่อเป็นลักษณะแห่งสัทธาพละ, ความไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้านเป็นลักษณะแห่งวีริยพละ, ความไม่หวั่นไหวในความลุ่มหลงเป็นลักษณะแห่งสติพละ, ความไม่หวั่นไหวในความฟุ้งซ่านเป็นลักษณะแห่งสมาธิพละ, ความไม่หวั่นไหวในอวิชชาเป็นลักษณะแห่งปัญญาพละ.

ความตั้งมั่นเป็นลักษณะแห่งสติสัมโพชฌงค์, ความค้นคว้าเป็นลักษณะแห่งธรรมวิจยสัมโพชฌงค์, ความประคองไว้เป็นลักษณะแห่งวีริยสัมโพชฌงค์, ความซ่านไปเป็นลักษณะแห่งปีติสัมโพชฌงค์, ความสงบเป็นลักษณะแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์, ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์, ความพิจารณาเป็นลักษณะแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์.

ความเห็นเป็นลักษณะสัมมาทิฏฐิ, ความยกขึ้นเป็นลักษณะของสัมมาสังกัปปะ, การกำหนดเป็นลักษณะของสัมมาวาจา, การตั้งขึ้นเป็นลักษณะของสัมมากัมมันตะ, ความบริสุทธิ์เป็นลักษณะของสัมมาอาชีวะ, การประคองไว้เป็นลักษณะของสัมมาวายามะ, การเข้าไปตั้งไว้เป็นลักษณะของสัมมาสติ, ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะของสัมมาสมาธิ.

ความไม่รู้เป็นลักษณะของอวิชชา, ความคิด-เจตนา เป็นลักษณะของสังขาร, ความรู้แจ้งเป็นลักษณะของวิญญาณ, ความน้อมไปเป็นลักษณะของนาม, ความสลายไปเป็นลักษณะของรูป, ความติดต่อกันเป็นลักษณะแห่งสฬายตนะ, ความถูกต้องเป็นลักษณะแห่งผัสสะ, ความเสวยอารมณ์เป็นลักษณะแห่งเวทนา, เหตุเป็นลักษณะแห่งตัณหา, ความยึดถือเป็นลักษณะแห่งอุปาทาน, การประมวล-อายูหนะ เป็นลักษณะแห่ง ภพ, ความเกิดเป็นลักษณะแห่งชาติ, ความทรุดโทรมเป็นลักษณะแห่งชรา, จุติ-การเคลื่อนไป เป็นลักษณะแห่งความตาย.

ความเป็นของสูญเป็นลักษณะแห่งธาตุ, ความติดต่อกันเป็นลักษณะแห่งอายตนะ, การเข้าไปตั้งไว้เป็นลักษณะแห่งสติปัฏฐาน, ความเริ่มตั้ง-การทำความเพียร เป็นลักษณะแห่งสัมมัปปธาน, ความสำเร็จเป็นลักษณะแห่งอิทธิบาท, ความเป็นใหญ่เป็นลักษณะแห่งอินทรีย์, ความไม่หวั่นไหวเป็นลักษณะแห่งพละ, ความนำออกเป็นลักษณะแห่งโพชฌงค์, เหตุเป็นลักษณะแห่งมรรค.

ความจริงแท้เป็นลักษณะแห่งสัจจะ, ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะแห่งสมถะ, ความพิจารณาเห็นตามเป็นลักษณะแห่งวิปัสสนา, เอกรส - ธรรมรสอันเลิศ เป็นลักษณะแห่งสมถะและวิปัสสนา, ความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะแห่งธรรมคู่กัน.

สังวรเป็นลักษณะแห่งสีลวิสุทธิ.

ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะแห่งจิตตวิสุทธิ.

ความเห็นเป็นลักษณะแห่งทิฏฐิวิสุทธิ.

ความตัดขาดเป็นลักษณะแห่งญาณในความสิ้นไป,

ความสงบเป็นลักษณะแห่งญาณในความไม่เกิด.

มูละเป็นลักษณะแห่งฉันทะ, สมุฏฐานะเป็นลักษณะแห่งมนสิการะ, สโมธานะเป็นลักษณะแห่งผัสสะ, สโมสรณะเป็นลักษณะแห่งเวทนา, ปมุขะเป็นลักษณะแห่งสมาธิ, อาธิปเตยยะเป็นลักษณะแห่งสติ, ตทุตตริ-ความรู้ยิ่งกว่านั้น เป็นลักษณะแห่งปัญญา, สาระเป็นลักษณะแห่งวิมุตติ, ปริโยสานะเป็นลักษณะแห่งนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะ.

นี้คือความจริงแท้.

พระนามว่า ตถาคโต เพราะตรัสรู้ลักษณะที่จริงแท้นั้นด้วยญาณคติคือทรงบรรลุ บรรลุถึงไม่ผิดพลาด, ตรัสรู้ลักษณะที่จริงแท้ด้วยประการฉะนี้ จึงทรงพระนามว่าตถาคต.

พระนามว่า ตถาคโต เพราะตรัสรู้ธรรมที่จริงแท้ตามความเป็นจริงนั้น เป็นอย่างไร?

อริยสัจ ๔ ชื่อว่า ธรรมที่จริงแท้.

ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ อย่างเหล่านี้

เป็นธรรมที่จริงแท้แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่น. อริยสัจ

๔ เป็นไฉน? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจว่า นี้ทุกข์

นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางให้ถึงความ

ดับทุกข์ เป็นของจริงแท้แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่น

ดังนี้ พึงให้พิสดาร.

____________________________

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๖๙๗

อนึ่ง เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจเหล่านั้น บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้สิ่งจริงแท้.

คต ศัพท์ในที่นี้มีเนื้อความว่าตรัสรู้.

อนึ่ง ความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น มีความบ่งถึงความเป็นจริงว่า ชาติเป็นปัจจัยของชราและมรณะ ฯลฯ มีความบ่งถึงความเป็นจริงว่า อวิชชาเป็นปัจจัยของสังขาร ฯลฯ.

อนึ่ง ความจริงแท้แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่นของอวิชชามีอรรถว่า เป็นปัจจัยแห่งสังขาร ฯลฯ ความจริงแท้แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่นของชาติ มีอรรถว่า เป็นปัจจัยของชราและมรณะ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้สิ่งทั้งปวงนั้น เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ความจริงแท้.

พระนามว่า ตถาคโต เพราะทรงเห็นความจริงแท้นั้น เป็นอย่างไร?

ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ทรงเห็นรูปารมณ์อันมาสู่คลองจักษุ ในจักขุทวารของสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้ ในโลกพร้อมด้วยเทวโลก ฯลฯ เป็นไปกับด้วยเทวดาและมนุษย์มีอยู่โดยอาการทั้งปวง.

อนึ่ง รูปารมณ์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ทรงเห็นทรงจำแนกไว้โดยนัย ๕๒ โดยวาระ ๑๓ โดยชื่อมากมาย โดยนัยมีอาทิว่า รูปที่เรียกว่า รูปายตนะ เป็นไฉน? รูปใดมีแสงสว่างอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นไปกับการเห็นได้และมีความกระทบได้ มีสีเขียวคราม สีเหลือง เป็นต้น เป็นความจริงแท้ ไม่มีความเหลวไหล.

ในเสียงเป็นต้นอันมาสู่คลองในโสตทวารเป็นต้นก็มีนัยนี้.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๕๒๑

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปารมณ์ที่เห็นด้วยจักษุ

สัททารมณ์ที่ฟังด้วยหู คันธารมณ์ รสารมณ์และโผฏ-

ฐัพพารมณ์ ที่รู้ได้ด้วยทวารนั้นๆ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง

ด้วยใจ ของโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก

ของหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์

เราได้บรรลุแล้ว เสาะแสวงหาแล้ว ค้นคว้าแล้วด้วยใจ

เราย่อมรู้รูปารมณ์ที่เห็นได้ด้วยจักษุเป็นต้นนั้น รู้แล้ว

ด้วยปัญญาอันยิ่ง ตถาคตรู้รูปารมณ์เป็นต้นนั้นแจ้งชัด

รูปารมณ์เป็นต้นนั้นไม่ปรากฏในตถาคต.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๔

พระนามว่าตถาคต เพราะทรงเห็นความจริงแท้ด้วยประการฉะนี้.

พึงทราบการเพิ่มบทว่า ตถาคโต ลงในอรรถว่าเห็นความจริงแท้นั้น.

พระนามว่า ตถาคโต เพราะทรงตรัสแต่ความจริงแท้ เป็นอย่างไร?

ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอปราชิตบัลลังก์ใต้โพธิมณฑล ในเวลากลางคืนทรงย่ำยียอดมารทั้ง ๔ แล้วตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอย่างยอดเยี่ยม, และข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างต้นสาละคู่ในเวลากลางคืน, และข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสุตตะ เคยยะ ฯลฯ เวทัลละในปฐมโพธิกาลบ้าง ในมัชฌิมโพธิกาลบ้าง ในปัจฉิมโพธิกาลบ้าง ในเวลาประมาณ ๔๕ ปี ในระหว่างนี้, ทั้งหมดนั้นทั้งโดยอรรถ ทั้งโดยพยัญชนะ ไม่มีโทษ ไม่ควรติเตียน ไม่หย่อนไม่ยิ่ง บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ถอนความมัวเมา ราคะ โทสะ โมหะ, ไม่มีความผิดพลาด แม้เพียงปลายขนสัตว์ในคำสอนนั้น, ทั้งหมดนั้นเป็นความจริงแท้ ดุจประทับด้วยดวงตราดวงเดียว, ดุจตวงด้วยทะนานเดียว และดุจชั่งด้วยตาชั่งอันเดียว.

ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนจุนทะ ข้อที่ตถาคตตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอัน

ยอดเยี่ยม ในเวลากลางคืน, และข้อที่ตถาคตปรินิพพานด้วย

อนุปาทิเสสนิพพานในเวลากลางคืน, ข้อที่ตถาคตกล่าวชี้แจง

แสดงในระหว่างนี้ ทั้งหมดนั้นเป็นความจริงแท้ทีเดียว, ไม่เป็น

อย่างอื่น เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงขนานพระนามว่าตถาคต.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๑๒๐

คต ศัพท์ในบทนี้ มีอรรถว่าคำพูด

พระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสอย่างนั้นด้วยประการฉะนี้.

อีกอย่างหนึ่ง คำพูด ชื่อว่าอาคท, อธิบายว่า การกล่าว.

คำกล่าวของพระตถาคตเป็นความจริงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะแผลง ท เป็น ต จึงเป็น ตถาคโต ฉะนั้น

พึงทราบบทสำเร็จในอรรถนี้ด้วยประการฉะนี้.

พระนามว่า ตถาคโต เพราะกระทำเหมือนอย่างนั้น เป็นอย่างไร?

จริงอยู่ กายของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมคล้อยตามวาจา, วาจาย่อมคล้อยตามกาย, เพราะฉะนั้นจึงมีว่า พูดอย่างใด ทำอย่างนั้น, และทำอย่างใด พูดอย่างนั้น.

อธิบายว่า วาจาของพระผู้มีพระภาคนั้นเป็นอย่างนี้ฉันใด, แม้กายก็เป็นไปฉันนั้น.

อนึ่ง พระนามว่า ตถาคโต เพราะกายเป็นอย่างใด, แม้วาจาก็เป็นไปอย่างนั้น.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตพูดอย่างใด

ทำอย่างนั้น, ทำอย่างใด พูดอย่างนั้น. ด้วยเหตุ

ที่ตถาคตพูดอย่างใด ทำอย่างนั้น, ทำอย่างใด

พูดอย่างนั้น บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า ตถาคต.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๓.

พระนามว่าตถาคต เพราะทำอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้.

พระนามว่า ตถาคโต ด้วยอรรถว่าครอบงำนั้น เป็นอย่างไร?

พระตถาคตทรงทำที่สุด เบื้องบนถึงภวัคคพรหม เบื้องล่างถึงอเวจีแล้ว ทรงครอบงำสรรพสัตว์ในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้ในเบื้องขวาง ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ.

พระตถาคตนั้นไม่มีการชั่งหรือการคาดคะเน, พระตถาคตไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้ควรเทียบได้ เป็นผู้ยอดเยี่ยม เป็นราชายิ่งกว่าราชา เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา เป็นสักกะยิ่งกว่าสักกะ เป็นพรหมยิ่งกว่าพรหม.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้ยิ่งใหญ่

ฯลฯ ผู้ครอบงำ เป็นผู้เห็นโดยถ่องแท้ เป็นผู้ยังสัตว์

ให้อยู่ในอำนาจ เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงขนานพระ

นามว่า ตถาคต.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๓.

ในบทนั้นพึงทราบบทสำเร็จดังต่อไปนี้.

พระตถาคตพระนามว่า อคโท เป็นดุจหมอยาผู้วิเศษ. ในบาลีว่า นั่นเป็นใคร? มีความงดงามด้วยเทศนาและเป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยบุญ.

ด้วยเหตุนั้น พระตถาคตจึงมีอานุภาพมาก ย่อมครอบงำลัทธิของผู้อื่นทั้งหมด และโลกกับทั้งเทวโลกได้ ดุจหมองูย่อมปราบงูได้ด้วยยาวิเศษฉะนั้น. ด้วยเหตุนี้ พระตถาคตเป็นอคโท สำเร็จด้วยความงามแห่งเทศนา และสำเร็จด้วยบุญเป็นความจริงแท้ ไม่เปลี่ยนแปลงในการครอบงำโลกทั้งปวง เพราะฉะนั้นพึงทราบว่า พระนามว่า ตถาคโต เพราะแผลง ท เป็น ต.

พระนามว่าตถาคต ด้วยอรรถว่าครอบงำ ด้วยประการฉะนี้.

อีกอย่างหนึ่ง พระนามว่าตถาคต เพราะอรรถว่าดำเนินไปแล้วด้วยความจริงแท้บ้าง. พระนามว่าตถาคต เพราะอรรถว่าดำเนินไปสู่ความจริงแท้บ้าง.

บทว่า คโต มีความว่า ก้าวลงแล้ว ล่วงไปแล้ว บรรลุแล้ว ดำเนินไปแล้ว.

ในบทเหล่านั้น พระตถาคตพระนามว่า ตถาคโต เพราะอรรถว่าก้าวลงสู่โลกทั้งสิ้นด้วยความจริงแท้ คือตีรณปริญญา, พระนามว่า ตถาคโต เพราะอรรถว่าล่วงไปแล้วซึ่งเหตุให้เกิดโลกด้วยความจริงแท้ คือปหานปริญญา, พระนามว่า ตถาคโต เพราะอรรถว่าบรรลุความดับโลกด้วยความจริงแท้ คือสัจฉิกิริยา, พระนามว่า ตถาคโต เพราะอรรถว่าดำเนินไปแล้วสู่ความจริงแท้ คือ โลกนิโรธคามินีปฏิปทา - ปฏิปทาให้ถึงความดับโลก.

ด้วยเหตุนั้น คำใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกอันตถาคตตรัสรู้แล้ว,

ตถาคตพรากจากโลกแล้ว. เหตุให้เกิดโลก ตถาคต

ตรัสรู้แล้ว ตถาคตได้ละเหตุให้เกิดโลกแล้ว. ความ

ดับโลก ตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตทำให้แจ้งการดับ

โลกแล้ว. ปฏิปทาให้ถึงความดับโลก ตถาคตตรัสรู้

แล้ว ตถาคตทำให้เกิดปฏิปทาให้ถึงความดับโลก

แล้ว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปที่เห็นด้วยจักษุ ฯลฯ

ธรรมที่รู้ด้วยใจ ของโลกพร้อมด้วยเทวโลกทั้งหมด

นั้น ตถาคตตรัสรู้แล้ว. เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงขนาน

นามว่า ตถาคต.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๓.

พึงทราบความของคำนั้นแม้อย่างนี้.

อนึ่ง บทนี้ก็เป็นเพียงมุขในการแสดงความเป็นตถาคตของพระตถาคตนั่นเอง.

อนึ่ง พระตถาคตเท่านั้นพึงพรรณนาความเป็นตถาคตของพระตถาคตได้โดยอาการทั้งปวง. ก็เพราะพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นผู้เหมาะสมแม้ด้วยคุณของพระตถาคต, ฉะนั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า ตถาคตานํ ด้วยสามารถของพระพุทธเจ้าทั้งหมด.

บทว่า อรหนฺตานํ ความว่า พระตถาคตเป็นพระอรหันต์ เพราะทรงไกลจากกิเลสทั้งหลาย, เพราะขจัดข้าศึกและซี่ล้อแห่งจักรทั้งหลาย, เพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น, เพราะไม่มีความลับในการทำบาป.

จริงอยู่ พระตถาคตนั้นเป็นผู้ไกลคือตั้งอยู่ไกลแสนไกลจากกิเลสทั้งปวง พระนามว่า อรหํ เพราะทรงละกิเลส พร้อมด้วยวาสนาด้วยมรรค.

บัณฑิตกล่าวคำว่า อรหํ ไว้ ๕ นัย นัยที่ ๑ ว่า

โส ตโต อารกา นาม ยสฺส เยนาสมงฺคิตา อสมงฺคี จ โทเสหิ นาโถ เตนารหํ มโต. พระตถาคตเจ้าผู้เป็นนาถะ ไม่ถูกกิเลสกลุ้มรุม และไม่ประกอบด้วยโทษ คือวาสนาทั้งหลาย ชื่อว่า ทรงไกลจากกิเลส และโทษเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงกล่าวว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์. อนึ่ง พระตถาคตเจ้าทรงกำจัดข้าศึกคือกิเลสเหล่านั้น ด้วยมรรค เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า อรหํ เพราะทรงกำจัดข้าศึกคือกิเลสทั้งหลายบ้าง.

ยสฺมา ราคาทิสงฺขาตา สพฺเพปิ อรโย หตา ปญฺญาสตฺเถน นาเถน ตสฺมาปิ อรหํ มโต. เพราะพระนาถะทรงกำจัดข้าศึก คือกิเลสมีราคะ เป็นต้น แม้ทั้งหมดด้วยศัสตราคือปัญญา เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงทราบว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์. อนึ่ง สังสารจักร - ล้อคือสงสารมีดุมสำเร็จด้วยอวิชชาและภวตัณหา มีเครื่องตกแต่งคือบุญเป็นต้นเป็นซี่ล้อ มีชราและมรณะเป็นกงเจาะสอดไว้ด้วยเพลาคือเหตุเกิดอาสวะ ประกอบในรถคือภพ ๓ เป็นไปโดยกาลอันไม่มีเบื้องต้น,

พระตถาคตประดิษฐานบนแผ่นดินคือศีล ด้วยพระบาทคือวีริยะ ณ โพธิมณฑล ทรงถือขวานคือญาณ กระทำกรรมให้สิ้นไปด้วยพระหัตถ์คือศรัทธา แล้วทรงกำจัดซี่ล้อทั้งหมดแห่งสังสารจักรนั้น เพราะเหตุนั้น จึงทรงพระนามว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์ เพราะกำจัดซี่ล้อทั้งหลาย. นี้เป็นนัยที่ ๒.

บัณฑิตกล่าวนัยที่ ๓ ว่า

อรา สํสารจกฺกสฺส หตา ญาณาสินา ยโต โลกนาเถน เตเนส อรหนฺติ ปวุจฺจติ. เพราะพระโลกนาถทรงกำจัดซี่ล้อแห่งสังสารจักร ด้วยดาบคือญาณ, เพราะเหตุนั้น พระโลกนาถนั้น บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์. อนึ่ง พระตถาคต เพราะเป็นผู้ควรของทำบุญอย่างเลิศ จึงควรรับปัจจัยมีจีวรเป็นต้นและการบูชาวิเศษ.

ก็ด้วยเหตุนั้นแล เมื่อพระตถาคตอุบัติแล้ว เทวดาและมนุษย์ผู้มีศักดิ์ใหญ่พวกใดพวกหนึ่ง จะไม่ทำการบูชาในที่อื่นเลย.

เป็นความจริงดังนั้น สหัมบดีพรหมย่อมบูชาพระตถาคตด้วยพวงแก้ว ประมาณเท่าภูเขาสิเนรุ, เทวดาเหล่าอื่นและมนุษย์ทั้งหลายมีพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าโกศลเป็นต้น ย่อมบูชาตามกำลัง.

อนึ่ง พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสละทรัพย์ ๙๖ โกฏิอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เสด็จปรินิพพานแล้ว และสร้างวิหาร ๘๔,๐๐๐ หลังไว้ในชมพูทวีปทั้งสิ้น, จะพูดไปทำไมถึงการบูชาวิเศษอย่างอื่น.

เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์ เพราะสมควรแก่ปัจจัยเป็นต้น.

บัณฑิตกล่าวนัยที่ ๔ ว่า

ปูชาวิเสสํ สห ปจฺจเยหิ

ยสฺมา อยํ อรหติ โลกนาโถ,

อตฺถานุรูปํ อรหนฺติ โลเก

ตสฺมา ชิโน อรหติ นามเมตํ.

เพราะพระโลกนาถนี้ สมควรรับการบูชา

วิเศษพร้อมด้วยปัจจัยทั้งหลาย, ฉะนั้นพระชินะ

จึงสมควรทรงพระนามว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์

อันเหมาะสมแก่อรรถะ.

อนึ่ง พระตถาคตนั้นไม่ว่าในกาลไหนๆ ไม่ทรงทำเหมือนอย่างที่คนพาลทั้งหลายพวกใดพวกหนึ่ง สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ทำบาปในที่ลับด้วยเกรงว่าจะไม่ได้รับการสรรเสริญ เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงเป็นพระอรหันต์ เพราะไม่มีความลับในการทำบาป.

บัณฑิตกล่าวนัยที่ ๕ ว่า

ยสฺมา นตฺถิ รโห นามปาปกมฺเมสุ ตาทิโน รหาภาเวน เตเนส อรหํ อิติ วิสฺสุโต. ขึ้นชื่อว่าความลับในบาปกรรมมิได้มีแก่พระ ตถาคตผู้มั่นคง เพราะเหตุนั้น พระตถาคตนั้นจึง ปรากฏพระนามว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์ เพราะ ไม่มีความลับ. ท่านกล่าวสรุปความทั้งหมดไว้อย่างนี้ว่า

อารกตฺตา หตตฺตา จ กิเลสารีน โส มุนิ หตสํสารจกฺกาโร ปจฺจยาทีน จารโห, น รโห กโรติ ปาปานิ อรหํ เตน วุจฺจติ. พระมุนีนั้น เพราะทรงเป็นผู้ไกลจากกิเลส ๑ เพราะกำจัดข้าศึก คือกิเลส ๑ เพราะหักซี่ล้อ คือ สังสารจักร ๑ ทรงสมควรแก่ปัจจัยเป็นต้น ๑ เพราะไม่ทรงทำบาปในที่ลับ ๑ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์. ก็เพราะพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นผู้เหมาะสม แม้ด้วยคุณของพระอรหันต์ ฉะนั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า อรหนฺตานํ ด้วยสามารถแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง.

บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธานํ ความว่า ชื่อว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง.

เป็นความจริงอย่างนั้น พระสัมมาสัมพุทธะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบด้วยพระองค์เอง คือที่ทรงพระนามว่าพุทธะ เพราะทรงรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้, เพราะทรงกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้, เพราะทรงละธรรมที่ควรละ, เพราะทรงทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง, เพราะเจริญธรรมที่ควรเจริญ.

ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ภาเวตพฺพญฺจ ภาวิตํ ปหาตพฺพํ ปหีนํ เม ตสฺมา พุทฺโธสฺมิ พฺราหฺมณ. ดูก่อนพราหมณ์ สิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เราได้รู้ยิ่งแล้ว สิ่งที่ควรเจริญ เราได้เจริญแล้ว และสิ่งที่ควรละ เราได้ละแล้ว, เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นพุทธะ. ____________________________

ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๖๐๙

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า พระสัมมาสัมพุทธะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง แม้ด้วยการยกบทหนึ่งๆ ขึ้นอย่างนี้ว่า จักษุเป็นทุกขสัจจะ, ปุริมตัณหาอันทำจักษุนั้นให้เกิดขึ้นโดยเป็นเหตุ เป็นสมุทยสัจจะ, ความที่ทุกขสัจจะและสมุทยสัจจะทั้ง ๒ เป็นไปไม่ได้ เป็นนิโรธสัจจะ, ปฏิปทาอันรู้ทั่วถึงการดับ เป็นมรรคสัจจะ.

ในโสตะ ฆานะ ชิวหาและกาย ก็มีนัยนี้.

โดยนัยนี้แล พึงประกอบอายตนะ ๖ มีรูปเป็นต้น, กองวิญญาณ ๖ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น, ผัสสะ ๖ มีจักขุสัมผัสสะเป็นต้น, เวทนา ๖ มีจักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น, สัญญา ๖ มีรูปสัญญาเป็นต้น, เจตนา ๖ มีรูปสัญเจตนาเป็นต้น, กองตัณหา ๖ มีรูปตัณหาเป็นต้น, วิตก ๖ มีรูปวิตกเป็นต้น, วิจาร ๖ มีรูปวิจารเป็นต้น, ขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น, กสิณ ๑๐, อนุสติ ๑๐, สัญญา ๑๐ ด้วยสามารถอุทธุมาตกสัญญา - ความสำคัญศพที่ขึ้นอืดเป็นต้น, อาการ ๓๒ มีผมเป็นต้น, อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘, ภพ ๙ มีกามภพเป็นต้น, ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น, อัปปมัญญา ๔ มีเมตตาภาวนาเป็นต้น, อรูปสมาบัติ ๔, และองค์ปฏิจจสมุปบาทมีชรามรณะเป็นต้น โดยปฏิโลม, มีอวิชชาเป็นต้น โดยอนุโลมเข้าด้วยกัน.

พึงทราบการประกอบบทๆ หนึ่งดังต่อไปนี้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้ยิ่ง แทงตลอดธรรมทั้งปวงโดยชอบด้วยพระองค์เอง ด้วยการยกบทหนึ่งๆ ขึ้นอย่างนี้ว่า ชรามรณะเป็นทุกขสัจจะ, ชาติเป็นสมุทยสัจจะ, การออกไปทั้งสองอย่างนั้นเป็นนิโรธสัจจะ, ปฏิปทาอันรู้ทั่วถึงการดับเป็นมรรคสัจจะ.

ยังมีสิ่งที่ควรแนะนำอย่างใดอย่างหนึ่งอีก,

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ เพราะตรัสรู้สิ่งทั้งปวงโดยชอบด้วยพระองค์เอง ด้วยวิโมกขันติกญาณ - ญาณอันเป็นที่สุดแห่งความหลุดพ้น. วิภาคญาณของสัมมาสัมพุทธะนั้นจักมีแจ้งข้างหน้า. ก็เพราะพระพุทธเจ้าทั้งปวงเหมาะสม แม้ด้วยคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้นพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า สมฺมาสมฺพุทฺธานํ ด้วยสามารถแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

[๘๗-๘๘] บัดนี้ เพื่อแยกแสดงศีลอย่างหนึ่งๆ ออกเป็น ๕ ส่วนในศีล ๒ หมวด คือ ปริยันตปาริสุทธิศีล - ศีลบริสุทธิ์มีที่สุด ๑ อปริยันตปาริสุทธิศีล - ศีลบริสุทธิ์ไม่มีที่สุด ๑ พระสารีบุตรจึงกล่าวบทมีอาทิว่า อตฺถิ สีลํ ปริยนฺตํ, อตฺถิ สีลํ อปริยนฺตํ ศีลมีที่สุดก็มี, ศีลไม่มีที่สุดก็มี.

ก็ในศีล ๒ อย่างนั้น ไม่มีความต่างกันอย่างนั้นในศีล ๓ อย่าง.

ในบทเหล่านั้นบทว่า ลาภปริยนฺตํ - ศีลมีที่สุดเพราะลาภ คือ ชื่อว่า ลาภปริยนฺตํ เพราะศีลมีที่สุด คือขาดเพราะลาภ.

แม้บทที่เหลือก็อย่างนี้.

ในบทว่า ยโส นี้ ได้แก่ บริวาร.

บทว่า อิธ คือ ในโลกนี้.

บทว่า เอกจฺโจ คือ คนหนึ่ง.

บทว่า ลาภเหตุ - เพราะเหตุแห่งลาภ คือ ลาภนั่นแลเป็นเหตุ, เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าว ลาภเหตุโต - เพราะเหตุแห่งลาภ.

บทนี้เป็นปัญจมีวิภัตติลงในอรรถว่า เหตุ.

บทว่า ลาภปจฺจยา ลาภการณา เป็นไวพจน์ของบทว่า ลาภเหตุนั้นนั่นแล.

ความจริง ผลนั้นย่อมมาถึงเพราะอาศัยเหตุนั่นแล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปจฺจโย, และเหตุทำให้เกิดผล เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การณํ.

บทว่า ยถาสมาทินฺนํ - ตามที่ตนสมาทาน ได้แก่ ล่วงคือประพฤติล่วงสิกขาบทที่ตนสมาทานคือถือไว้แล้ว.

บทว่า เอวรูปานิ คือ มีสภาพอย่างนี้. อธิบายว่า มีประการดังกล่าวแล้ว.

บทว่า สีลานิ คือ จะเป็นศีลของคฤหัสถ์ก็ตาม ศีลของบรรพชิตก็ตาม, ศีลหนึ่งข้อในข้อต้นหรือข้อสุดท้ายขาด ชื่อว่า ขณฺฑานิ - ศีลขาด ดุจผ้าสาฎกขาดในที่สุด.

ศีลข้อหนึ่งขาดในท่ามกลาง ชื่อว่า ฉิทฺทานิ - ศีลทะลุ ดุจผ้าสาฎกถูกเจาะในท่ามกลาง.

ศีลข้อสองหรือข้อสามขาดไปตามลำดับ ชื่อว่า สพลานิ - ศีลด่าง ดุจแม่โคมีสีที่ตัวอย่างใดอย่างหนึ่งมีดำและแดงเป็นต้น โดยมีสีไม่เหมือนกันมีสัณฐานยาวและกลมเป็นต้น ตั้งขึ้นที่หลังหรือที่ท้อง.

ศีลข้อหนึ่งๆ ในระหว่างๆ ขาด ชื่อว่า กมฺมาสานิ - ศีลพร้อย ดุจแม้โคมีสีเป็นจุดๆ ไม่เหมือนกันในระหว่างๆ.

ศีลแม้ทั้งหมด ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย เพราะเมถุนสังโยค - การประกอบพร้อมด้วยเมถุน ๗ อย่าง และเพราะถูกธรรมลามกมี โกรธและผูกโกรธไว้เป็นต้น ทำลายเสีย.

ศีลเหล่านั้น ชื่อว่า น ภุชิสฺสานิ - ไม่เป็นไทย โดยไม่ปล่อยให้เป็นไทย เพราะเป็นทาสแห่งตัณหา.

ศีลทั้งหลาย ชื่อว่า น วิญฺญุปฺปสฏฺฐานิ - อันวิญญูชนไม่สรรสริญ เพราะวิญญูชนมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ไม่สรรเสริญ.

ชื่อว่า ปรามฏฺฐานิ เพราะตัณหาและทิฏฐิจับต้องแล้ว, หรือเพราะใครๆ สามารถจะจับได้ว่า นี้เป็นโทษในศีลของท่าน,

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อสมาธิสํวตฺตนิกานิ - ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เพราะไม่พึงทำให้มรรคสมาธิหรือผลสมาธิเป็นไปได้. ปาฐะว่า น สมาธิสํวตฺตนิกานิ ดังนี้บ้าง ความอย่างเดียวกัน.

ส่วนอาจารย์บางพวกพรรณนาความไว้อย่างนี้ว่า ชื่อว่า ขณฺฑานิ เพราะไม่เป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย, แม้ชื่อว่า ฉิทฺทานิ ก็อย่างนั้น. ชื่อว่า สพลานิ เพราะมีสีต่างๆ กัน, แม้ชื่อว่า กมฺมาสานิ ก็อย่างนั้น. ชื่อว่า น ภุชิสฺสานิ เพราะถึงความเป็นทาสของตัณหา. ชื่อว่า น วิญฺญุปฺปสฏฐานิ เพราะถูกผู้ฉลาดติเตียน. ชื่อว่า ปรามฏฺฐานิ เพราะถูกตัณหาจับต้อง. ชื่อว่า อสมาธิสํวตฺตนิกานิ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน.

บทว่า น อวิปฺปฏิสารวตฺถุกานิ - เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน. ความว่า เป็นที่ตั้งแห่งความไม่เดือดร้อนหามิได้ เพราะนำมาซึ่งความเดือดร้อน.

บทว่า น ปามุชฺชวตฺถุกานิ - ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์. ความว่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่งปีติอย่างอ่อนอันไม่เกิดความเดือดร้อน เพราะไม่นำปีติอย่างอ่อนนั้นมา. แม้ในบทที่เหลือก็พึงประกอบอย่างนี้.

บทว่า น ปีติวตฺถุกานิ - ไม่เป็นที่ตั้งแห่งปีติ. ความว่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่งปีติอย่างแรงอันเกิดแต่ปีติอย่างอ่อน.

บทว่า น ปสฺสทฺธิวตฺถุกานิ - ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความระงับ. ความว่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความระงับกายและจิตอันเกิดแต่ปีติอย่างแรง

บทว่า น สุขวตฺถุกานิ - ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสุข. ความว่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสุขทางกายและทางใจอันเกิดแต่ความสงบ.

บทว่า น สมาธิวตฺถุกานิ - ไม่เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ. ความว่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิอันเกิดแต่ความสุข.

บทว่า น ยถาภูตญาณทสฺสนวตฺถุกานิ - ไม่เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสนะ. ความว่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสนะอันเป็นปทัฏฐานแห่งสมาธิ.

ในบทมีอาทิว่า น เอกนฺตนิพฺพิทาย - ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว พึงนำ น อักษรมาประกอบแม้ในบทที่เหลือโดยนัยมีอาทิว่า น วิราคาย - ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด,

อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะมี น อักษรในบทมีอาทิว่า น วิราคาย.

ในบทเหล่านั้นบทว่า เอกนฺตนิพฺพิทาย พึงทราบความเชื่อมว่า ศีลทั้งหลายย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายในวัฏฏะโดยส่วนเดียว.

แม้ในบทที่เหลือก็พึงประกอบอย่างนี้.

บทว่า วิราคาย คือ เพื่อความคลายกำหนัดในวัฏฏะ.

บทว่า นิโรธาย คือ เพื่อความดับแห่งวัฏฏะ.

บทว่า อุปสมาย คือ เพื่อความสงบแห่งวัฏฏะด้วยความไม่เกิดอีกแห่งวัฏฏะที่ดับแล้ว.

บทว่า อภิญฺญาย คือ เพื่อความรู้ยิ่งแห่งวัฏฏะ.

บทว่า สมฺโพธาย - เพื่อความตรัสรู้ คือ เพื่อความตื่นจากวัฏฏะโดยปราศจากการหลับคือกิเลส.

บทว่า นิพฺพานาย คือ เพื่อนิพพานอันเป็นอมตะ.

บทว่า ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมาย - เพื่อล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้ ในบทนี้ท่านประกอบเป็นทุติยาวิภัตติด้วยวิภัตติวิปลาส.

บทว่า จิตฺตมฺปิ น อุปฺปาเทติ แม้ความคิดก็ใช่ให้เกิดขึ้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงความที่ศีลบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ด้วยความบริสุทธิ์แห่งจิตตุปบาท. ศีลมิใช่ขาดไปด้วยเพียงจิตตุปบาท.

บทว่า กึ โส วีติกฺกมิสฺสติ เขาจักล่วงสิกขาบทได้อย่างไรเล่า คือเขาจักทำการล่วงเพื่ออะไร, อธิบายว่า เขาจักไม่ทำการล่วงนั่นเอง.

บทมีอาทิว่า อขณฺฑานิ พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามดังที่กล่าวแล้วในหนหลัง.

ปาฐะว่า น ขณฺฑานิ บ้าง.

ในบทมีอาทิว่า เอกนฺตนิพฺพิทาย พึงประกอบโดยนัยมีอาทิว่า เอกนฺเตน วฏฺเฏ นิพฺพินฺทนตฺถาย เพื่อความเบื่อหน่ายในวัฏฏะโดยส่วนเดียว.

อนึ่ง ในบทเหล่านี้ บทว่า นิพฺพิทาย ได้แก่ วิปัสสนา.

บทว่า วิราคาย ได้แก่ มรรค.

บทว่า นิโรธาย อุปสมาย ได้แก่ นิพพาน.

บทว่า อภิญฺญาย สมฺโพธาย ได้แก่ มรรค.

บทว่า นิพฺพานาย ได้แก่ นิพพาน เท่านั้น.

พึงทราบกถาที่ยังไม่ชัดอย่างนี้ว่า ท่านกล่าวว่า วิปัสสนาในฐานะ ๑, มรรคในฐานะ ๒, นิพพานในฐานะ ๓. แต่โดยปริยายบททั้งหมดเหล่านี้เป็นไวพจน์ของมรรคบ้าง เป็นไวพจน์ของนิพพานบ้าง.

[๘๙] บัดนี้ พระสารีบุตรครั้นแสดงประเภทของศีลที่มีอยู่ด้วยมีที่สุดและไม่มีที่สุดแล้ว เพื่อแสดงประเภทของศีลโดยสัมปยุตด้วยธรรม ด้วยชาติ ด้วยปัจจัยต่อไป จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กึ สีลํ - อะไรเป็นศีลดังนี้.

ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า สมุฏฺฐานํ เพราะมีวิเคราะห์ว่าศีลเป็นเหตุตั้งขึ้น.

บทนี้เป็นชื่อของปัจจัย.

ชื่อว่า กึ สมุฏฺฐานํ เพราะมีวิเคราะห์ว่า ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน.

ชื่อว่า กติธมฺมสโมธานํ เพราะมีวิเคราะห์ว่า ศีลเป็นที่ประชุมเป็นที่ประมวลแห่งธรรมอะไร.

บทว่า เจตนา สีลํ - เจตนาเป็นศีล. ความว่า เจตนาของผู้เว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น หรือของผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติ.

บทว่า เจตสิกํ สีลํ - เจตสิกเป็นศีล. ความว่า การเว้นของผู้เว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง เจตนาชื่อว่าเป็นศีล ได้แก่ เจตนาในกรรมบถ ๗ ของผู้เว้นจากปาณาติบาต เป็นต้น.

เจตสิกชื่อว่าเป็นศีล ได้แก่ ธรรมคืออนภิชฌา อัพยาบาทและสัมมาทิฏฐิที่ท่านกล่าวไว้ โดยนัยมีอาทิว่า อภิชฺฌํ โลเก ปหาย วิคตาภิชฺเฌน เจตสา วิหรติ - ภิกษุละอภิชฌาในโลก มีจิตปราศจากอภิชฌาอยู่.

____________________________

ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๒๕

ในบทว่า สํวโร สีลํ ความสำรวมเป็นศีลนี้ พึงทราบความสำรวมมี ๕ อย่าง คือ ปาติโมกขสังวร - ความสำรวมในปาติโมกข์ ๑ สติสังวร - ความสำรวมในสติ ๑ ญาณสังวร - ความสำรวมในญาณ ๑ ขันติสังวร - ความสำรวมในขันติ ๑ วีริยสังวร - ความสำรวมในความเพียร ๑.

ในความสำรวม ๕ อย่างนั้นภิกษุเข้าถึง เข้าถึงเสมอด้วยความสำรวมในปาติโมกข์นี้ นี้ชื่อว่าปาติโมกขสังวร.

ภิกษุรักษาจักขุนทรีย์, ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์นี้ ชื่อว่าสติสังวร.

____________________________

อภิ. วิ เล่ม ๓๕/ข้อ ๖๐๒ องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๕๕

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ สติ เตสํ นิวารณํ โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร. ดูก่อนอชิตะ สติเป็นเครื่องห้ามกระแสในโลก เรากล่าวการสำรวมกระแสเหล่านั้น บัณฑิต พึงปิดกั้นกระแสเหล่านี้ด้วยปัญญา. ____________________________

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๒๕

นี้ชื่อว่าญาณสังวร.

แม้การเสพเฉพาะปัจจัย ก็ย่อมเข้าในบทนี้ด้วยเหมือนกัน.

ความสำรวมมาแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ขโม โหติ สีตสฺส อุณฺหสฺส - ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อความหนาวความร้อน นี้ชื่อว่าขันติสังวร.

ความสำรวมมาแล้วโดยนัยมีอาทิว่า อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ - ภิกษุอดกลั้นกามวิตกที่เกิดขึ้น นี้ชื่อว่าวีริยสังวร.

แม้อาชีพบริสุทธิ์ก็รวมเข้าในบทนี้ด้วยเหมือนกัน.

ความสำรวม ๕ อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๕ ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๗

อนึ่ง เจตนาเว้นจากวัตถุที่มาถึงของกุลบุตรผู้กลัวบาป, พึงทราบว่าทั้งหมดนั้นเป็นสังวรศีล.

บทว่า อวีติกฺกโม สีลํ - ความไม่ก้าวล่วงเป็นศีล ได้แก่ ความไม่ก้าวล่วงทางกายและทางวาจาของผู้สมาทานศีล.

นี้เป็นการแก้ปัญหาว่า กึ สีลํ อะไรเป็นศีลไว้เพียงนี้ก่อน.

ในการแก้ปัญหาว่า กติ สีลานิ - ศีลมีเท่าไร เพราะปกติของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ ในโลก ท่านกล่าวว่า สีลํ ไว้ในบทนี้ว่า กุสลสีลํ - กุศลเป็นศีล อกุสลสีลํ - อกุศลเป็นศีล อพฺยากตสีลํ - อัพยากฤตเป็นศีล,

อาจารย์ทั้งหลายกล่าวหมายถึงศีลว่า นี้เป็นสุขศีล - ความสุขเป็นศีล นี้เป็นทุกขศีล - ความทุกข์เป็นศีล นี้เป็นกลหศีล - การทะเลาะกันเป็นศีล นี้เป็นมัณฑนศีล - การตบแต่งเป็นศีล. ฉะนั้นโดยปริยายนั้น แม้อกุสลศีล ท่านก็กล่าวว่าเป็นศีลด้วยการยกเอาความขึ้น แต่ศีลที่ท่านประสงค์เอาในที่นี้ไม่มีเพราะบาลีว่า สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา - ปัญญาในการฟังแล้วสำรวม ดังนี้.

อนึ่ง เพราะจิตที่สัมปยุตเป็นสมุฏฐานของศีลอันเป็นประเภทมีเจตนาเป็นต้น, ฉะนั้นพระสารีบุตรจึงกล่าวบทมีอาทิว่า กุสลจิตตสมุฏฺฐานํ กุสลสีลํ - กุศลศีลมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน,

บทว่า สํวรสโมธานํ สีลํ - ศีลเป็นที่ประชุมแห่งสังวร ได้แก่ขันธ์สัมปยุตด้วยความสำรวม.

จริงอยู่ ขันธ์เหล่านั้นมาพร้อมกับด้วยความสำรวม ท่านจึงกล่าวว่า มิสฺสีภูตา - เป็นสิ่งปนกัน สํวรสโมธานํ - เป็นที่ประชุมแห่งสังวร.

แม้ศีลเป็นที่ประชุมแห่งการไม่ก้าวล่วง ก็พึงทราบอย่างนี้.

บทว่า ตถาภาเว ชาตเจตนา สโมธานํ สีลํ - ศีลเป็นที่ประชุมแห่งเจตนาอันเกิดในความเป็นอย่างนั้น ได้แก่ ขันธ์อันสัมปยุตด้วยเจตนาอันเกิดในความสำรวม ในความไม่ก้าวล่วง.

อนึ่ง ท่านประสงค์เอาธรรมสัมปยุตด้วยเจตนานั้น ในเจตนาแม้ทั้ง ๓, ฉะนั้นพึงทราบว่า ท่านไม่ชี้แจงศีลเป็นที่ประชุมแห่งเจตสิกไว้ต่างหากกัน เพราะแม้เจตสิกท่านก็สงเคราะห์ด้วยการประชุมแห่งเจตนา. ธรรมทั้งหลายมีเจตนาเป็นต้น ท่านกล่าวว่า สีลํ ไว้ในภายหลังแล้ว.

พึงทราบว่า ท่านกล่าวติกะนี้เพื่อแสดงว่า ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่ศีลอย่างเดียว, แม้ธรรมสัมปยุตด้วยศีลนั้นก็เป็นศีลเหมือนกัน.

บัดนี้ เพราะเจตนาและเจตสิกเป็นอันไม่ก้าวล่วงสังวรด้วยกัน ฉะนั้นพระสารีบุตรเมื่อจะประกอบการไม่ก้าวล่วงสังวร โดยลำดับทั่วไปตลอดถึงอรหัตมรรค จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ปาณาติปาตํ สํวรฏฺเฐน สีลํ, อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ - ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวมและไม่ก้าวล่วงปาณาติบาตดังนี้.

เพราะการเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ย่อมสำรวมสิ่งเป็นข้าศึกของตนๆ และย่อมไม่ก้าวล่วงสิ่งเป็นข้าศึกนั้น, ฉะนั้นชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม เพราะอรรถว่าไม่ก้าวล่วง เพราะสำรวมและเพราะไม่ก้าวล่วง.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปาณาติปาตํ สํวรฏฺเฐน - ได้แก่ ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าปิดปาณาติบาต.

ศีลข้อนั้นคืออะไร? คือ ปาณาติปาตา เวรมณี.

อนึ่ง ปาณาติปาตา เวรมณี นั้นสำรวมศีลข้อนั้น ไม่ก้าวล่วงศีลนั้น เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า สีลํ เพราะอรรถว่าไม่ก้าวล่วง.

ศีลข้อ อทินฺนาทานา เวรมณี เป็นต้น พึงประกอบอนภิชฌาอัพยาบาทและสัมมาทิฏฐิเข้าด้วยกัน.

ในบทมีอาทิว่า ปาณาติปาตํ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้

การยังสัตว์ให้ตกไปในอกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่า ปาณาติบาต, ท่านอธิบายว่า การประหารสัตว์ การฆ่าสัตว์.

อนึ่ง ในบทว่า ปาโณ นี้โดยโวหาร ได้แก่ สัตว์, โดยปรมัตถ์ได้แก่ชีวิตินทรีย์. สัตว์มีชีวิตก็รู้ว่ามีชีวิต เจตนาที่จะฆ่าเป็นไปในทวารใดทวารหนึ่งแห่งกายทวารและวจีทวาร ตั้งความพยายามในอันที่จะตัดชีวิตินทรีย์ ชื่อว่าปาณาติบาต. บรรดาสัตว์ทั้งหลายมีสัตว์เดียรัจฉานเป็นต้นไม่มีคุณ ปาณาติบาตนั้นก็มีโทษน้อยในสัตว์เล็กๆ, มีโทษมากในสัตว์ใหญ่.

เพราะเหตุไร? เพราะใช้ความพยายามมาก. เพราะแม้ในการพยายามก็ต้องใช้เครื่องมือใหญ่,

ในมนุษย์เป็นต้น ผู้มีคุณพึงทราบว่า ปาณาติบาตมีโทษน้อยในมนุษย์ผู้มีคุณน้อย, มีโทษมากในมนุษย์ผู้มีคุณมาก.

เมื่อร่างกายและคุณเสมอกัน ปาณาติบาตมีโทษน้อย เพราะกิเลสและความพยายามอ่อน, มีโทษมาก เพราะกิเลสและความพยายามกล้า.

ปาณาติบาตนั้นมีองค์ ๕ คือ

๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต

๒. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต

๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า

๔. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า

๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น.

การถือเอาของที่เขาไม่ให้ เป็นอทินนาทาน, ท่านอธิบายการนำของๆ คนอื่นไป มีจิตคิดจะลัก เป็นหัวขโมย.

ในบทเหล่านั้นบทว่า อทินฺนํ - ของที่เขาไม่ให้ คือของที่คนอื่นหวงแหน. คนอื่นได้รับของที่ตนทำตามความประสงค์ เป็นผู้ไม่ควรได้รับอาชญา และไม่ควรติเตียนในวัตถุใด, เมื่อวัตถุนั้นคนอื่นหวงแหน ตนก็รู้ว่าคนอื่นหวงแหน เจตนาว่าจะลักเป็นไปในทวารใดทวารหนึ่งแห่งกายทวารและวจีทวาร อันตั้งขึ้นด้วยความพยายามที่จะถือเอาของนั้น ชื่อว่าอทินนาทาน.

อทินนาทานนั้นมีโทษน้อย ในของของคนอื่นที่เลว, มีโทษมากในของที่ประณีต.

เพราะเหตุไร? เพราะวัตถุประณีต.

เมื่อวัตถุเสมอกันมีโทษมากในวัตถุอันเป็นของ ของผู้ยิ่งด้วยคุณ, มีโทษน้อยในวัตถุอันเป็นของ ของผู้มีคุณเลวกว่าผู้ยิ่งด้วยคุณนั้นๆ หมายเอาวัตถุนั้นๆ มีคุณยิ่ง.

อทินนาทานนั้นมีองค์ ๕ คือ

๑. ปรปริคฺคหิตํ - ของอันคนอื่นหวงแหน

๒. ปริปริคฺคหิตสญฺญิตา - รู้ว่าคนอื่นหวงแหน

๓. เถยฺยจิตฺตํ - จิตคิดจะลัก

๔. อุปกฺกโม - พยายามที่จะลัก

๕. เตน หรณํ - นำไปด้วยความพยายามนั้น.

บทว่า กาเมสุ ได้แก่ การประพฤติในเมถุน.

บทว่า มิจฺฉาจาโร ได้แก่ ประพฤติลามกที่ถูกติเตียนโดยส่วนเดียว. แต่โดยลักษณะ เจตนาที่จะก้าวล่วงฐานะหญิงที่ไม่ควร ถึงเป็นไปในกายทวารโดยประสงค์จะประพฤติชั่ว - อสัทธรรม ชื่อว่า กาเมสุ มิจฉาจาร.

ในบทนั้นหญิง ๒๐ จำพวก คือ หญิงอันมารดาคุ้มครองเป็นต้น ๑๐ จำพวก คือ มารดาคุ้มครอง ๑ บิดาคุ้มครอง ๑ มารดาบิดาคุ้มครอง ๑ พี่ชายคุ้มครอง ๑ พี่สาวคุ้มครอง ๑ ญาติคุ้มครอง ๑ โคตรคุ้มครอง ๑ ธรรมคุ้มครอง ๑ มีผู้อารักขา ๑ มีโทษทัณฑ์ ๑.

หญิง ๑๐ จำพวก คือ หญิงที่ได้มาด้วยทรัพย์เป็นต้น ๑๐ จำพวก คือ หญิงได้มาด้วยทรัพย์ ๑ อยู่ด้วยความพอใจ ๑ อยู่ด้วยโภคะ ๑ อยู่ด้วยให้ผ้า ๑ หิ้วถังน้ำ ๑ เทินภาชนะบนศีรษะ ๑ ภริยาที่เป็นทาสี ๑ ภรรยาที่เป็นกรรมกร ๑ นำมาด้วยธง ๑ อยู่ชั่วคราว ๑ ชื่อว่า อคมนียฐาน คือ ฐานะหญิงที่บุรุษไม่ควรถึง ของบุรุษทั้งหลาย.

ก็ในบรรดาหญิงทั้งหลาย บุรุษอื่นชื่อว่าเป็นอคมนียฐานของหญิง ๑๒ จำพวก คือ หญิงที่มีผู้คุ้มครองและหญิงถูกลงโทษทัณฑ์ ๒ และหญิงที่ไถ่มาด้วยทรัพย์เป็นต้น ๑๐ จำพวกนี้.

อนึ่ง มิจฉาจารนั้นมีโทษน้อยในหญิงที่เป็นอคมนียฐานผู้ไม่มีคุณธรรมมีศีลเป็นต้น, มีโทษมากในหญิงผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมมีศีลเป็นต้น.

มิจฉาจารนั้นมีองค์ ๔ คือ

๑. อคมนียวตฺถุ - วัตถุที่ไม่ควรถึง

๒. ตสฺมึ เสวนจิตฺตํ - จิตคิดจะเสพในวัตถุที่ไม่ควรถึงนั้น

๓. เสวนปฺปโยโค - พยายามที่จะเสพ

๔. มคฺเคน มคฺคปฏิปตฺติอธิวาสนํ - มรรคจดมรรค.

บทว่า มุสา ได้แก่ วจีปโยคะหรือกายปโยคะ อันหักประโยชน์ของผู้ที่มุ่งจะพูดให้ผิด. เจตนาตั้งขึ้นด้วยกายปโยคะและวจีปโยคะของผู้พูดให้ผู้อื่นเข้าใจผิด โดยประสงค์ให้เขาเข้าใจผิด ชื่อว่ามุสาวาท.

อีกนัยหนึ่ง บทว่า มุสา ได้แก่ เรื่องไม่จริง ไม่แท้.

บทว่า วาโท ได้แก่ พูดให้เขารู้โดยความจริง โดยความแท้.

แต่โดยลักษณะ เจตนาตั้งขึ้นด้วยความบอกเล่าอย่างนั้น ของผู้ประสงค์จะให้ผู้อื่นรู้เรื่องไม่จริงโดยความเป็นจริง ชื่อว่ามุสาวาท. มุสาวาทนั้นมีประโยชน์น้อย เพราะประโยชน์ที่หักน้อย, มีโทษมากเพราะประโยชน์มาก.

อีกอย่างหนึ่ง มีโทษน้อยเป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า ของของตนไม่มี เพราะประสงค์จะไม่ให้แก่คฤหัสถ์, มีโทษมาก เป็นพยายามพูดเพื่อหักล้างประโยชน์. มีโทษน้อยเป็นไปโดยนัยที่บรรพชิตได้น้ำมันหรือเนยใสน้อย แล้วพูดแดกดันด้วยประสงค์จะหัวเราะเล่นว่า วันนี้ในบ้านคงจะมีน้ำมันไหลมาดุจแม่น้ำซินะ, มีโทษมากแก่ผู้พูดโดยนัยมีอาทิว่า ไม่เห็นแล้ว ยังพูดว่าเห็นดังนี้.

มุสาวาทมีองค์ ๔ คือ

๑. อตถํ วตฺถํ - เรื่องไม่จริง

๒. วิสํวาทนจิตฺตํ - จิตคิดจะพูดให้ผิด

๓. ตชฺโช วายาโม - พยายามเกิดจากจิตคิดจะพูดให้ผิดนั้น

๔. ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ - ผู้อื่นรู้ความประสงค์ของคำพูดนั้น.

วาจาที่พูดทำความน่ารักของตนในหัวใจของผู้นั้น และทำผู้อื่นให้เสียหาย ชื่อว่า ปิสุณาวาจา - วาจาส่อเสียด.

วาจาที่ทำตนเองบ้าง ผู้อื่นบ้าง ให้หยาบ แม้วาจาเองก็หยาบ ไม่สบายหูหรือไม่สบายใจ ชื่อว่า ผรุสาวาจา - วาจาหยาบ.

วาจาที่พูดพร่ำเหลาะแหละไม่มีประโยชน์ ชื่อว่า สมฺผปฺปลาโป - พูดเพ้อเจ้อ.

แม้เจตนาอันเป็นมูลเหตุของมุสาวาทเหล่านั้น ก็ได้ชื่อมีปิสุณาวาจาเป็นต้น. ปิสุณาวาจานั่นแล ท่านประสงค์เอาในที่นี้.

ในบทว่า ปิสุณา วาจา นั้น เจตนาของผู้มีจิตเศร้าหมอง ตั้งขึ้นด้วยกาย ปโยคะและวจีปโยคะ เพื่อทำลายผู้อื่นหรือเพื่อประสงค์ให้เป็นที่รักของตน ชื่อว่าปิสุณาวาจา.

ปิสุณาวาจานั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะทำความทำลายแก่ผู้ที่มีคุณธรรมน้อย, ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะทำความทำลายแก่ผู้มีคุณธรรมมาก.

ปิสุณวาจานั้นมีองค์ ๔ คือ

๑. ผู้อื่นอันตนควรทำลาย.

๒. มุ่งความทำลายว่าคนเหล่านี้จักเป็นไปต่างๆ ประสงค์ให้เป็นที่รักว่า เราจักเป็นที่รัก จักเป็นที่คุ้นเคย,

๓. ความพยายามเกิดจากความประสงค์นั้น,

๔. ให้ผู้นั้นรู้ความประสงค์ของความพยายาม.

ก็เมื่อผู้อื่นยังไม่แตกกัน กรรมบถยังไม่แตก, เมื่อเขาแตกกันแล้วกรรมบถจึงแตก.

เจตนาหยาบโดยส่วนเดียวตั้งขึ้นด้วยกายปโยคะและวจีปโยคะ ตัดความรักของผู้อื่น เป็นผุรสาวาจา.

ปโยคะ แม้ตัดความรักก็ยังไม่เป็นผุรสาวาจา เพราะจิตยังอ่อน.

จริงอยู่ มารดาบิดาบางครั้งย่อมพูดกะบุตรน้อยอย่างนี้ว่า ขอให้โจรจับพวกเจ้าสับให้เป็นชิ้นๆ เถิด ดังนี้. อันที่จริงแล้วมารดาบิดาไม่ปรารถนาแม้จะให้ใบบัวตกลงบนศีรษะของบุตรน้อยเหล่านั้นเลย.

อนึ่ง อาจารย์และอุปัชฌาย์บางครั้งยังกล่าวกะพวกนิสิตอย่างนี้ว่า อะไรพวกนี้ช่างไม่มีหิริโอตตัปปะกันเสียบ้างเลย, ไล่ออกไปให้หมด. แต่ที่แท้แล้วอาจารย์และอุปัชฌาย์ปรารถนาให้นิสิตเหล่านั้นถึงพร้อมด้วยการศึกษาเล่าเรียน และบรรลุด้วยกันทั้งนั้น.

วาจาหยาบมีไม่ได้เพราะจิตอ่อนฉันใด, แม้วาจาไม่หยาบก็มีไม่ได้เพราะคำพูดอ่อนฉันนั้น. ผู้ประสงค์จะให้คนตายพูดว่า พวกท่านจงให้คนนี้นอนให้สบายเถิดดังนี้เป็นวาจาหยาบ, วาจานี้เป็นวาจาหยาบเพราะจิตหยาบ,

วาจาหยาบนั้นมีโทษน้อย เพราะผู้ที่กล่าวหมายถึงนั้นเป็นผู้มีคุณน้อย, ชื่อว่ามีโทษมากเพราะผู้ที่กล่าวหมายถึงนั้นมีคุณมาก.

ผรุสวาจานั้นมีองค์ ๓ คือ

๑. อกฺโกสิตพฺโพ ปโร - คนอื่นที่ควรด่า,

๒. กุปิตจิตฺตํ - มีจิตโกรธเคือง,

๓. อกฺโกสนา - การด่า.

เจตนาเป็นอกุศลตั้งขึ้นด้วยกายปโยคะและวจีปโยคะ เพื่อให้รู้ความฉิบหาย ชื่อว่าสัมผัปปลาปะ. สัมผัปปลาปะนั้นมีโทษน้อย เพราะอาเสวนะน้อย, มีโทษมากเพราะอาเสวนะมาก.

สัมผัปปลาปะมีองค์ ๒ คือ

๑. มุ่งพูดเรื่องไม่เป็นเรื่อง มีเรื่องภารตยุทธ์และเรื่องชิงนางสีดาเป็นต้น,

๒. การพูดเรื่องอย่างนั้น.

ก็เมื่อคนอื่นไม่เชื่อเรื่องนั้น กรรมบถยังไม่แตก. เมื่อคนอื่นเชื่อคำพูดเพ้อเจ้อนั้น กรรมบถจึงแตก.

ชื่อว่าอภิชฌา เพราะอรรถว่าเพ่ง, อธิบายว่า เป็นผู้มุ่งภัณฑะของผู้อื่น ย่อมเป็นไปเพราะจิตน้อมไปในภัณฑะนั้น. อภิชฌานั้นมีลักษณะเพ่งภัณฑะของผู้อื่นอย่างนี้ว่า ทำอย่างไรหนอภัณฑะนี้จึงจะเป็นของเราได้.

อภิชฌานั้นมีโทษน้อยและมีโทษมาก ดุจอทินนาทาน.

อภิชฌานั้นมีองค์ ๒ คือ

๑. ปรภณฺฑํ - ภัณฑะของผู้อื่น,

๒. อตฺตโน ปริณามญฺจ - น้อมไปเพื่อตน.

เมื่อความโลภในวัตถุอันเป็นของของผู้อื่น แม้เกิดขึ้นแล้ว กรรมบถก็ยังไม่แตก ตลอดเวลาที่ยังไม่น้อมไปเพื่อตนว่า ทำอย่างไรหนอ ภัณฑะนี้จึงจะเป็นของเราได้ดังนี้.

ชื่อว่าพยาบาท เพราะอรรถว่ายังประโยชน์เกื้อกูลและความสุข ให้ถึงความพินาศ. พยาบาทนั้นมีใจมุ่งความพินาศแก่ผู้อื่น มีลักษณะประทุษร้าย, มีโทษน้อยและมีโทษมาก ดุจผรุสวาจา.

พยาบาทนั้นมีองค์ ๒ คือ

๑. ปรสตฺโต - สัตว์อื่น,

๒. ตสฺส วินาสจินฺตา - คิดความพินาศแก่สัตว์อื่นนั้น.

เมื่อความโกรธในสัตว์อื่น แม้เกิดขึ้นแล้ว กรรมบถก็ยังไม่แตกก่อนตลอดเวลาที่ยังไม่คิดถึงความพินาศแก่สัตว์นั้นว่า ทำอย่างไรหนอ ผู้นี้จึงจะล่มจมพินาศไปเสียทีดังนี้.

ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็นผิดโดยไม่มีการถือความจริง.

มิจฉาทิฏฐินั้นมีลักษณะเห็นวิปริตโดยนัยมีอาทิว่า นตฺถิ ทินฺนํ - ทานที่ให้แล้วไม่มีผล, มิจฉาทิฏฐิมีโทษน้อยและมีโทษมาก ดุจสัมผัปปลาปะ.

อีกอย่างหนึ่ง มีโทษน้อยไม่แน่นอน, มีโทษมากแน่นอน.

มิจฉาทิฏฐินั้นมีองค์ ๒ คือ

๑. ความที่วัตถุวิปริตจากอาการที่ถือไว้,

๒. ความปรากฏแห่งวัตถุนั้นโดยความไม่เป็นอย่างที่ถือไว้.

ในมิจฉาทิฏฐินั้น กรรมบถแตกย่อมมีได้ด้วยนัตถิกทิฏฐิ - ความเห็นว่าไม่มี, อเหตุกทิฏฐิ - ความเห็นว่าไม่เป็นเหตุ, อกิริย- ทิฏฐิ - ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ, มิใช่ด้วยทิฏฐิอื่น.

อกุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านี้พึงทราบวินิจฉัยโดยอาการ ๕ คือ โดยธรรม ๑ โดยโกฏฐาส คือ ส่วน ๑ โดยอารมณ์ ๑ โดยเวทนา ๑ โดยมูลเหตุ ๑.

ในบทเหล่านั้นบทว่า ธมฺมโต - โดยธรรม ได้แก่เจตนาธรรม ๗ อย่าง อกุศลกรรมบถ ๓ อย่างมีอภิชฌาเป็นต้น สัมปยุตด้วยเจตนาย่อมมีตามลำดับในอกุศลกรรมบถเหล่านั้น.

บทว่า โกฏฺฐาสโต - โดยส่วน ได้แก่ ธรรม ๘ เหล่านี้ คือเจตนาธรรม ๗ ตามลำดับและมิจฉาทิฏฐิ เป็นกรรมบถแน่นอน, มิใช่เป็นมูลเหตุ. อภิชฌา และพยาบาท เป็นทั้งกรรมบถ เป็นทั้งมูลเหตุ.

จริงอยู่ อภิชฌา โลภะเป็นอกุศลมูลเพราะถึงแล้วซึ่งมูลเหตุ, พยาบาท โทสะเป็นอกุศลมูล.

บทว่า อารมฺมณโต - โดยอารมณ์ ได้แก่ ปาณาติบาตมีสังขารเป็นอารมณ์ โดยเป็นอารมณ์ของชีวิตินทรีย์.

อทินนาทานมีสัตว์เป็นอารมณ์หรือมีสังขารเป็นอารมณ์.

มิจฉาจารมีสังขารเป็นอารมณ์ด้วยอำนาจโผฏฐัพพะ,

อาจารย์พวกหนึ่ง กล่าวว่ามีสัตว์เป็นอารมณ์ดังนี้บ้าง.

มุสาวาทมีสัตว์เป็นอารมณ์หรือมีสังขารเป็นอารมณ์. ปิสุณาวาจาก็อย่างนั้น. ผรุสวาจามีสัตว์เป็นอารมณ์อย่างเดียว. สัมผัปปลาปะมีสัตว์เป็นอารมณ์หรือมีสังขารเป็นอารมณ์โดยสามารถรูปที่เห็น เสียงที่ฟัง กลิ่นรสสัมผัสที่รู้และธรรมที่ทราบ, อภิชฌาก็อย่างนั้น. พยาบาทมีสัตว์เป็นอารมณ์อย่างเดียว. มิจฉาทิฏฐิมีสังขารเป็นอารมณ์อย่างเดียว ด้วยอำนาจธรรมเป็นไปในภูมิ ๓.

บทว่า เวทนาโต - โดยเวทนา ได้แก่ ปาณาติบาต เป็นทุกขเวทนา.

อันที่จริง พระราชาทรงเห็นโจร แม้ทรงพระสรวล ก็ยังตรัสว่า ดูก่อนพนาย พวกเจ้าจงไปฆ่ามันเสียดังนี้, ถึงดังนั้น เจตนาที่ตกลงใจของพระราชาทั้งหลาย ก็สัมปยุตด้วยทุกข์.

อทินนาทานเป็นเวทนา ๓. เพราะอทินนาทานนั้นเป็นสุขเวทนาแก่ผู้เห็นภัณฑะของผู้อื่นแล้วรื่นเริงดีใจฉวยเอาไป, เป็นทุกขเวทนาแก่ผู้ฉวยเอาไป มีความหวาดกลัว.

อนึ่ง เมื่อพิจารณาวิบากและผลที่หลั่งไหลมาก็เป็น อทุกขมสุขเวทนา แก่ผู้ที่ถือเอาตั้งอยู่ในความเป็นกลางในเวลาฉวยเอาไป. มิจฉาจารมีเวทนา ๒ ด้วยสามารถแห่งสุขเวทนา และความเป็นกลาง, เวทนาในความเป็นกลาง ย่อมไม่มีในจิตที่ตกลงทำ.

มุสาวาทมีเวทนา ๓ โดยนัยดังกล่าวแล้ว ในอทินนาทานนั่นแล, ปิสุณาวาจาก็อย่างนั้น. ผรุสาวาจาเป็นทุกขเวทนา.

สัมผัปปลาปะมีเวทนา ๓. เมื่อผู้อื่นให้สาธุการยกผ้าเป็นต้นขึ้นโบกผู้นั้นมีสุขเวทนาในเวลากล่าวมีเรื่องชิงนางสีดาและภารตยุทธ์เป็นต้นของผู้รื่นเริงยินดี, เมื่อคนหนึ่งผู้ให้สินจ้างไว้ก่อนแล้ว แต่มาภายหลังกล่าวว่า ท่านจงเล่าตั้งแต่ต้นเถิด เขาย่อมมีทุกขเวทนาในเวลากล่าวของผู้ที่เกิดโทมนัสว่า เราจักกล่าวเรื่องเบ็ดเตล็ดติดต่อกันไปไม่ให้มีเหลือหรือจักไม่กล่าวหนอ. ย่อมเป็นอทุกขมสุขเวทนาแก่ผู้กล่าวเป็นกลางๆ.

อภิชฌามีเวทนา ๒ ด้วยสามารถแห่งสุขเวทนาและความเป็นกลาง, มิจฉาทิฏฐิก็อย่างนั้น, พยาบาทเป็นทุกขเวทนา.

บทว่า มูลโต คือ ปาณาติบาตมี ๒ มูลเหตุด้วยสามารถแห่งโทสะและโมหะ,

อทินนาทานมี ๒ มูลเหตุด้วยสามารถโทสะและโมหะ หรือด้วยสามารถแห่งโลภะและโมหะ,

มิจฉาจารมี ๒ มูลเหตุด้วยสามารถแห่งโลภะและโมหะ,

มุสาวาทมี ๒ มูลเหตุด้วยโทสะและโมหะหรือด้วยสามารถแห่งโลภะและโมหะ, ปิสุณาวาจาและสัมผัปปลาปะก็อย่างนั้น. ผรุสวาจามี ๒ มูลเหตุด้วยสามารถแห่งโทสะและโมหะ,

อภิชฌามี ๑ มูลเหตุด้วยสามารถแห่งโมหะ, พยาบาทก็อย่างนั้น. มิจฉาทิฏฐิมี ๒ มูลเหตุด้วยสามารถแห่งโลภะและโมหะ ด้วยประการฉะนี้. จบอกุศลกรรมบถกถา -----------------------------------------------------

ชื่อว่ากุศลกรรมบถมี ๑๐ อย่างเหล่านี้ คือ การเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น และอนภิชฌา อัพยาบาท สัมมาทิฏฐิ.

ชื่อว่า วิรติ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น หรือเว้นเอง หรือเพียงเว้นเท่านั้น. การเว้นสัมปยุตด้วยกุศลจิตของผู้เว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น มี ๓ อย่าง คือ สัมปัตตวิรัติ ๑ สมาทานวิรัติ ๑ สมุจเฉทวิรัติ ๑.

ในวิรัติ ๓ อย่างนั้น วิรัติเกิดแก่ผู้ยังไม่สมาทานสิกขาบท ผู้พิจารณาถึงชาติ วัย พาหุสัจจะเป็นต้นของตนแล้วไม่ก้าวล่วงสัมปัตตวัตถุ ด้วยคิดว่า การทำบาปเห็นปานนี้ไม่สมควรแก่เราดังนี้ ชื่อว่าสัมปัตตวิรัติ.

วิรัติเกิดแก่ผู้สมาทานสิกขาบท ผู้สละแม้ชีวิตของตนในการสมาทานสิกขาบท และยิ่งกว่านั้นแล้วไม่ก้าวล่วงวัตถุ ชื่อว่าสมาทานวิรัติ.

วิรัติสัมปยุตด้วยอริยมรรค ชื่อว่าสมุจเฉทวิรัติ. แม้จิตมีอาทิว่า เราจักฆ่าสัตว์เป็นต้น ก็มิได้เกิดแก่พระอริยบุคคลตั้งแต่เกิดสมุจเฉทวิรัติ.

บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยกุศลกรรมบถเหล่านี้โดยอาการ ๕ อย่าง คือ โดยธรรม ๑ โดยโกฏฐาส ๑ โดยอารมณ์ ๑ โดยเวทนา ๑ โดย มูลเหตุ ๑ ดุจอกุศลกรรมบถ.

ในบทเหล่านั้นบทว่า ธมฺมโต ได้แก่ แม้เจตนา ๗ อย่าง แม้วิรัติกุศลกรรมบถ ๓ ในที่สุดสัมปยุตด้วยเจตนา ย่อมสมควรตามลำดับในกุศลกรรมบถเหล่านั้น.

บทว่า โกฏฺฐาสโต ได้แก่ กรรมบถ ๗ อย่างนั่นแลตามลำดับ, มิใช่มูลเหตุ. กุศลกรรมบถ ๓ ในที่สุดเป็นทั้งกรรมบถ เป็นทั้งมูลเหตุ. อนภิชฌา อโลภะเป็นกุศลมูล เพราะถึงแล้วซึ่งมูลเหตุ. อัพยาบาท อโทสะเป็นกุศลมูล, สัมมาทิฏฐิ คืออโมหะเป็นกุศลมูล.

บทว่า อารมฺมณโต ได้แก่ อารมณ์ของปาณาติบาตเป็นต้นนั่นแลเป็นอารมณ์ของกรรมบถเหล่านั้น.

ชื่อว่าเวรมณี เพราะควรก้าวล่วงนั่นเอง.

อริยมรรคมีนิพพานเป็นอารมณ์ ย่อมละกิเลสทั้งหลายฉันใด, กรรมบถเหล่านั้นมีชีวิตินทรีย์เป็นต้นเป็นอารมณ์ก็ฉันนั้น ย่อมละความเป็นผู้ทุศีลมีปาณาติบาตเป็นต้น.

บทว่า เวทนาโต ได้แก่ กุศลกรรมบถทั้งหมดเป็นสุขเวทนา หรือมัชฌัตตเวทนา.

จริงอยู่ กุศลกรรมบถไม่มีทุกขเวทนา เพราะถึงกุศลแล้ว.

บทว่า มูลโต ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๗ ตามลำดับมีมูลเหตุ ๓ ด้วยสามารถแห่งอโลภะ อโทสะ อโมหะของผู้เว้นด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณ, มีมูลเหตุ ๒ ด้วยสามารถอโลภะ อโทสะของผู้เว้นด้วยจิตไม่ประกอบด้วยญาณ, อนภิชฌามีมูลเหตุ ๒ ด้วยสามารถอโทสะ อโมหะของผู้เว้นด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณ, มีมูลเหตุ ๑ ด้วยสามารถอโทสะของผู้เว้นด้วยจิตไม่ประกอบด้วยญาณ.

ส่วนอโลภะไม่เป็นมูลเหตุของตนด้วยตนเอง.

แม้ในอัพยาบาทก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

สัมมาทิฏฐิมีมูลเหตุ ๒ ด้วยสามารถอโลภะ อโทสะแล. จบกุศลกรรมบถกถา -----------------------------------------------------

พระสารีบุตรครั้นแสดงศีลด้วยสามารถแห่งกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงธรรม ๓๗ มีเนกขัมมะเป็นต้นมีอรหัตมรรคเป็นปริโยสาน จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ สํวรฏฺเฐน สีลํ, อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ - ชื่อว่าศีล ด้วยอรรถว่าสำรวมและไม่ก้าวล่วงกามฉันทะ ด้วยเนกขัมมะ.

ในบทนั้นมีอธิบายว่า

เพราะภิกษุสำรวมไม่ก้าวล่วงกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ, ฉะนั้น เนกขัมมะจึงเป็นศีล.

อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เนกขัมมะเป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถปฐมาวิภัตติ.

ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.

แต่ในบาลี ท่านแสดงเนกขัมมะและอัพยาบาทแล้วย่อบทที่เหลือ เพราะมีนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง แล้วจึงแสดงพระอรหัตมรรคเท่านั้นไว้ในที่สุด.

[๙๐] พระสารีบุตรครั้นแสดงศีลด้วยสามารถ การสำรวมและการไม่ก้าวล่วง อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อแสดงทั้งสองอย่างนั้นจึงกล่าวบทมีอาทิว่า ปญฺจ สีลานิ ปาณาติปาตสฺส ปหานํ สีลํ - ศีล ๕ คือการละปาณาติบาตเป็นศีล.

อนึ่ง ในบทนี้พึงประกอบว่า การละปาณาติบาตเป็นศีล, การเว้นจากปาณาติบาตเป็นศีล, เจตนาเป็นปฏิปักษ์ต่อปาณาติบาตเป็นศีล, ความสำรวมปาณาติบาตเป็นศีล การไม่ก้าวล่วงปาณาติบาตเป็นศีล.

บทว่า ปหานํ - การละ. ความว่า ชื่อว่าธรรมไรๆ เว้นจากเพียงไม่ให้เกิดปาณาติบาตเป็นต้น ดังกล่าวแล้วย่อมไม่มี, เพราะการละนั้นๆ ชื่อว่าเป็นการรับรอง ด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้งของกุศลธรรมนั้นๆ, และชื่อว่าเป็นที่รวม เพราะไม่ทำสภาพที่กระจัดกระจาย, ฉะนั้น ท่านจึงกล่าว สีลํ เพราะอรรถว่าเป็นการปฏิบัติกล่าวคือเป็นที่รับรองและเป็นที่รวม ดังกล่าวไว้แล้วในตอนต้นนั่นแล.

ธรรม ๔ อย่างนอกนี้ ท่านกล่าวหมายถึงสภาพที่เป็นไปของจิต ด้วยสามารถการเว้นจากปาณาติบาตนั้น ด้วยการสำรวมปาณาติบาตนั้น ด้วยเจตนาสัมปยุตด้วยการเว้นและการสำรวมทั้งสองนั้น และด้วยการไม่ล่วงของผู้ไม่ล่วงปาณาติบาตนั้นๆ.

อีกอย่างหนึ่ง แม้การละก็ยังมีอยู่โดยธรรมดานั่นเอง.

อย่างไร?

ชื่อว่า ปหานํ เพราะย่อมละสิ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อปาณาติบาตเป็นต้น ด้วยการเว้นและการสำรวมนั้น, หรือย่อมละสิ่งเป็นปฏิปักษ์นั้น.

สิ่งเป็นปฏิปักษ์นั้น คืออะไร? กุศลธรรมแม้ทั้งหมด.

แต่อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า แม้ในเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าวิรัติเป็นอันเดียวกันกับความแน่นอนในกุศลทั้งหมด เพราะถือเพียงคำว่า เวรมณี สีลํ - การเว้นเป็นศีล ยังมีอยู่, ในที่นี้ไม่เป็นอย่างนั้น.

ท่านกล่าวอปริยันตศีลเท่านั้น ในศีลสองอย่าง คือปริยันตศีลและอปริยันตศีล ทำให้พิเศษด้วยบท ๕ บทมีปหานะเป็นต้น. เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า เอวรูปานิ สีลานิ จิตฺตสฺส อวิปฺปฏิสาราย สํวตฺตนฺติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต สิกฺขติ - ศีลทั้งหลายเห็นปานนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อนแห่งจิต ฯลฯ เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าย่อมศึกษาดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อวิปฺปฏิสาราย สํวตฺตนฺติ ความว่า ย่อมเป็นไปโดยชอบ เพื่อความไม่เดือดร้อน เพราะพระบาลีว่า ความสำรวม เพื่อความไม่เดือดร้อน และว่า ดูก่อนอานนท์ ศีลมีความไม่เดือดร้อนเป็นประโยชน์ มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์.

____________________________

วิ. ป. เล่ม ๘/ข้อ ๑๐๘๔ องฺ. เอกาทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๒๐๘

ย่อมเป็นไปเพื่อความปราโมทย์ เพราะบาลีว่า ความไม่เดือดร้อนย่อมเป็นไปเพื่อความปราโมทย์ และว่า ความปราโมทย์ย่อมเกิดแก่ผู้ใส่ใจโดยแยบคาย.

ย่อมเป็นไปเพื่อปีติ เพราะบาลีว่า ความปราโมทย์ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ปีติ และว่า ปีติย่อมเกิดแก่ผู้ปราโมทย์.

ย่อมเป็นไปเพื่อปัสสัทธิ เพราะบาลีว่า ปีติย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ปัสสัทธิ และว่า กายย่อมสงบแก่ผู้มีใจปีติ.

ย่อมเป็นไปเพื่อโสมนัส เพราะบาลีว่า ปัสสัทธิย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ความสุข และว่า กายที่สงบย่อมเสวยความสุข. เพราะความสุขทางจิต ท่านกล่าวว่าเป็นโสมนัส.

____________________________

ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๑๘๓ องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๒๖

วิ. ป. เล่ม ๘/ข้อ ๑๐๘๔

บทว่า อาเสวนาย - เพื่อการเสพโดยเอื้อเฟื้อ ได้แก่ การเสพโดยเอื้อเฟื้ออย่างหนัก.

เสพอะไร? ความสุขที่แท้ เพราะความสุข ท่านกล่าวด้วยคำว่าโสมนัสเป็นลำดับ.

สมาธิเป็นสุขที่แท้ เพราะบาลีว่า จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น. การเสพสมาธิที่แท้ ด้วยประการฉะนี้.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๓๐๒

ศีลเห็นปานนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเสพโดยเอื้อเฟื้อสมาธินั้น. อธิบายว่า ศีลทั้งหลายย่อมเป็นไปเพื่อความมีกำลังคล่องแคล่ว.

บทว่า ภาวนาย - เพื่อความเจริญ ได้แก่ เพื่อความเจริญของสมาธินั้นนั่นเอง.

บทว่า พหุลีกมฺมาย - เพื่อทำให้มาก ได้แก่ เพื่อทำสมาธินั้นบ่อยๆ.

ย่อมเป็นไปเพื่อเป็นเครื่องประดับ โดยให้สำเร็จเป็นเครื่องประดับมีสัทธินทรีย์เป็นต้น ของสมาธิอันเป็นมูลเหตุแห่งความเป็นไปมีความไม่เดือดร้อนเป็นต้น.

ย่อมเป็นไปเพื่อเป็นบริขาร โดยให้สำเร็จสัมภาระของสมาธิมีความไม่เดือดร้อนเป็นต้น.

ปริกฺขาร ศัพท์ในบทนี้มีความว่าของใช้ ดุจในประโยคมีอาทิว่า เย จ โข อิเม ปพฺพชิเตน ชีวิตปริกฺขารา สมุทาเนตพฺพา - ของใช้สำหรับชีวิตเหล่านี้อันบรรพชิตควรจัดหาไว้.

มีความว่าเครื่องประดับ ดุจในประโยคมีอาทิว่า รโถ สีลปริกฺขาโร, ฌานกฺโข จกฺกวีริโย - รถคือกาย มีศีลเป็นเครื่องประดับ, เพลาคือฌาน มีความเพียรเป็นจักร.

มีอรรถว่าบริวาร ดุจในบทมีอาทิว่า สตฺตหินครปริกฺขาเรหิ สุปริกฺขตํ โหติ - นครเป็นอันคุ้มกันด้วยดี ด้วยการแวดล้อมนคร ๗ ประการ.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๒๓๗ สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๒๔

องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๖๔

แต่ในที่นี้ ท่านกล่าว สมฺภารตฺโถ มีความว่า สัมภาระ เพราะอลังการและบริวารมาแยกกัน.

อนึ่ง อรรถแห่งสัมภาระมีความว่าปัจจัย.

ศีลย่อมเป็นไปเพื่อเป็นบริวารด้วยให้สำเร็จธรรมสมบัติมีผัสสะสัมปยุตด้วยสมาธิเป็นต้น โดยความเป็นมูลเหตุนั่นเอง, ย่อมเป็นไปเพื่อความบริบูรณ์ เพราะให้สำเร็จความบริบูรณ์ ด้วยให้ถึงความเป็นปทัฏฐานแห่งสมาธิและวิปัสสนา และด้วยให้ถึงความเป็นผู้ชำนาญ.

พระสารีบุตรครั้นแสดงสมาธิบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง โดยอุปนิสัยแห่งศีลอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงยถาภูตญาณทัสนะเป็นต้นอันเป็นปทัฏฐานของสมาธิ มีศีลเป็นมูล.

เพราะบาลีว่า

สมาหิเต จิตฺเต ยถาภูตํ ปชานาติ, ยถาภูตํ ชานํ ปสฺสํ นิพฺพินฺทติ, นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ, วิราคา วิมุจฺจติ. - เมื่อจิตตั้งมั่นย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง, เมื่อรู้เมื่อเห็นตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย, เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด, เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้นดังนี้.

จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอกนฺตนิพฺพิทาย - เพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว. เมื่อแสดงความเบื่อหน่ายแล้วก็เป็นอันแสดงยถาภูตญาณทัสนะอันเป็นปทัฏฐานแห่งความเบื่อหน่ายนั้นนั่นแล. เมื่อยถาภูตญาณทัสนะนั้นยังไม่สำเร็จ ความเบื่อหน่ายก็ยังไม่สำเร็จ.

____________________________

ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๑๘๒

ก็บทเหล่านั้นมีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้วนั้นแล.

แต่ในที่นี้ ยถาภูตญาณทัสนะกำหนดเอานามรูปพร้อมด้วยปัจจัย.

พระสารีบุตรครั้นแสดงถึงประโยชน์ของศีลอันมีอมตมหานิพพานเป็นที่สุดอย่างนี้แล้ว บัดนี้ประสงค์จะแสดงความที่ศีลนั้นเป็นอธิศีลสิกขา และอธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขาอันมีอธิศีลสิกขาเป็นมูล จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอวรูปานํ สีลานํ สํวรปริสุทฺธิ อธิสีลํ - ความบริสุทธิ์แห่งความสำรวมศีลเห็นปานนี้เป็นอธิศีล.

ในบทเหล่านั้น ความบริสุทธิ์ คือ ความสำรวมนั่นเอง ชื่อว่าสังวรปาริสุทธิ.

ความบริสุทธิ์แห่งความสำรวมศีลอาศัยวิวัฏฏะ อันเป็นศีลไม่มีที่สุดเห็นปานนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นอธิศีล เพราะเป็นศีลยิ่งกว่าศีลที่เหลือ เพราะอาศัยวิวัฏฏะ.

บทว่า สํวรปาริสุทฺธิยา ฐิตํ จิตฺตํ - จิตตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์ ด้วยความสำรวม.

ความว่า จิตตั้งอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ ด้วยความสำรวมศีลเช่นนี้ ย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่าน เพราะนำความไม่เดือดร้อนเป็นต้น มาด้วยดี, คือตั้งอยู่ในสมาธิ.

ความบริสุทธิ์ คือ ความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอวิกเขปปาริสุทธิ.

สมาธิอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอด เว้นจากมลทินทั้งปวง ท่านกล่าวว่า อธิจิตฺตํ เพราะเป็นสมาธิยิ่งกว่าสมาธิที่เหลือ.

ในบทนี้ ท่านชี้แจงถึงสมาธิด้วยหัวข้อว่า จิตฺตํ.

บทว่า สํวรปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ - พระโยคาวจรย่อมเห็นความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวมโดยชอบ.

ความว่า ย่อมเห็นความบริสุทธิ์ คือความสำรวมด้วยศีลโดยชอบ ด้วยสามารถแห่งญาตปริญญาและตีรณปริญญา, ย่อมเห็นสมาธิอันบริสุทธิ์ กล่าวคือความบริสุทธิ์ คือความที่จิตไม่ฟุ้งซ่านอย่างนั้นนั่นแลโดยชอบ.

เมื่อพระโยคาวจรเห็นอย่างนั้นความบริสุทธิ์ กล่าวคือความเห็น ชื่อว่า ทสฺสนปาริสุทฺธิ - ความบริสุทธิ์แห่งทัสนะ.

ทัสนปาริสุทธินั่นแล ท่านกล่าวว่าเป็น อธิปญฺญา เพราะยิ่งกว่าปัญญาที่เหลือ.

บทว่า โย ตตฺถ คือ ในความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่านและทัสนะนั้น.

บทว่า สํวรฏฺโฐ คือ ความสำรวม.

พึงทราบความไม่ฟุ้งซ่านและความเห็น ก็อย่างนั้นเหมือนกัน,

สิกขาคืออธิศีลนั่นแล ชื่อว่าอธิสีลสิกขา.

แม้นอกนั้นก็พึงทราบอย่างนี้.

พระสารีบุตรครั้นแสดงสิกขา ๓ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงถึงลำดับของสิกขาเหล่านั้นให้บริบูรณ์ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า อิมา ติสฺโส สิกฺขาโย อาวชฺเชนฺโต สิกฺขติ - พระโยคาวจรเมื่อนึกถึงสิกขา ๓ เหล่านี้ ชื่อว่าย่อมศึกษา.

บทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้.

พระโยคาวจร แม้เมื่อนึกถึงเพื่อยังสิกขาอย่างหนึ่งๆ ให้บริบูรณ์ ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา, ครั้นนึกถึงแล้วแม้รู้อยู่ว่า สิกขาชื่ออย่างนี้ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา, ครั้นรู้แล้วแม้เห็นอยู่บ่อยๆ ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา, ครั้นเห็นแล้ว แม้พิจารณาตามที่เห็น ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา, ครั้นพิจารณาแล้ว แม้ตั้งมั่นทำจิตไม่ให้หวั่นไหวในสิกขานั้น ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา, แม้ทำกิจของตนๆ ด้วยศรัทธา วีริยะ สติ สมาธิและปัญญาอันสัมปยุตด้วยสิกขานั้นๆ ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา, เมื่อทำกิจนั้นๆ แม้ในกาลมีความรู้ยิ่งในสิ่งที่ควรรู้ยิ่งเป็นต้น ก็ชื่อว่าย่อมศึกษาสิกขาแม้ ๓ อย่าง.

บทว่า ปญฺจ สีลานิ เป็นต้นอีกครั้ง มีความดังได้กล่าวแล้วนั่นแล.

[๙๑] อนึ่ง พึงทราบความในบทมีอาทิว่า อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลสานํ ดังต่อไปนี้.

บทเหล่านั้นถูกต้องทีเดียว เพราะความไม่มีความเดือดร้อนเป็นต้น และเพราะความมีการเสพโดยเอื้อเฟื้อเป็นต้นด้วยดีของพระอรหันต์ทั้งหลาย.

พึงประกอบบทมีอาทิว่า เอกนฺตนิพฺพิทานาย - เพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว ในขณะแห่งมรรค ดุจสติปัฏฐานและสัมมัปปธาน.

พึงประกอบคำทั้งสองนี้ว่า สํวรปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ, อวิกฺเขปปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ - พระโยคาวจรย่อมเห็นความบริสุทธิ์ด้วยสังวรโดยชอบเป็นศีล, ย่อมเห็นความบริสุทธิ์ด้วยจิตไม่ฟุ้งซ่านโดยชอบเป็นศีล ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนาเพื่อประโยชน์แก่ผลสมาบัติ.

คำที่สองย่อมถูกต้อง แม้ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา เพื่อประโยชน์แก่นิโรธสมาบัติ.

ในคำทั้ง ๕ มีอาทิว่า อาวชฺชนฺโต สิกฺขติ พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า สิกฺขติ เพราะสภาพมีสีลขันธ์ของพระอเสกขะเป็นต้น แม้ในความไม่มีสิ่งที่ต้องศึกษาของพระอรหันต์.

บทมีอาทิว่า สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต สิกฺขติ - พระโยคาวจรน้อมไปด้วยศรัทธา ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา ท่านกล่าวหมายถึงขณะแห่งมรรคนั่นเอง.

พึงประกอบคำแม้อื่นที่ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอุปจาระ อัปปนา วิปัสสนาและมรรคตามสมควร.

จบอรรถกถาสีลมยญาณนิทเทส -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

สีลมยญาณนิทเทส