คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

ยสวรรค

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๑,๒๕๒ บรรทัด๑ ฉบับ

๕๕๐. อรรถกถาจูฬสุคันธเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-

อปทานของท่านพระจูฬสุคันธเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.

ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านได้บังเกิดในตระกูลซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในกรุงพาราณสี บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้ว นมัสการอยู่ทุกเมื่อ ถวายมหาทาน นำเอาของหอมโดยชาติ ๔ อย่าง ฉาบไล้พระคันธกุฎีพระผู้มีพระภาคเจ้า เดือนละ ๗ ครั้ง.

____________________________

กลิ่นหญ้าฝรั่น กลิ่นกฤษณา กลิ่นกำยาน กลิ่นบุปผชาติ. กลิ่น ๔ อย่างนี้เรียกว่าจตุชาติคันธะ หรือเรียกว่าจตุชาติสุคันธะ.

เขาได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอให้กลิ่นหอมอย่างดียิ่งจงบังเกิดแก่สรีระของข้าพระองค์ในสถานที่ที่ได้เกิดแล้วเกิดแล้วเถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพยากรณ์กะเขาแล้ว.

เขาดำรงอยู่จนตลอดอายุ บำเพ็ญบุญไว้เป็นอันมาก จุติจากอัตภาพนั้นไปบังเกิดในเทวโลก กระทำกลิ่นสรีระให้หอมฟุ้งทั่วกามาวจรโลก จึงได้ปรากฏชื่อว่า สุคันธเทวบุตร.

เทพบุตรนั้นได้เสวยสมบัติเทวโลกแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ได้บังเกิดในตระกูลที่มีโภคะมากมาย. ด้วยกลิ่นแห่งสรีระของมารดาเขา เรือนทั้งสิ้นและพระนครทั้งสิ้น ได้มีกลิ่นหอมเป็นอันเดียวกัน.

ในขณะที่เขาเกิดแล้ว สาวัตถีนครทั้งสิ้นได้เป็นคล้ายกับผอบของหอม. ด้วยเหตุนั้น มารดาบิดาจึงได้ตั้งชื่อเขาว่าสุคันธะ.

เขาได้ถึงความเจริญวัยแล้ว. ในคราวนั้น พระศาสดาได้เสด็จถึงสาวัตถี ได้ทรงรับพระเชตวันมหาวิหาร. นายสุคันธะนั้นเห็นพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส บวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔.

ตั้งแต่วันที่ท่านเกิดขึ้นจนถึงปรินิพพาน ในระหว่างนี้ กลิ่นหอมเท่านั้นฟุ้งตลบไปในที่ทั้งหลายเช่นที่นอนและที่ยืนเป็นต้น. แม้พวกเทวดาก็ยังโปรยจุณทิพย์และดอกไม้หอมทิพย์ลงถวาย.

ก็พระเถระนั้น ครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้วระลึกถึงบุรพกรรมของตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้.

คำนั้นทั้งหมดมีเนื้อความพอที่จะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียว เพราะมีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง และเพราะมีเนื้อความง่าย.

ความต่างกันแห่งบุญและความต่างกันแห่งชื่ออย่างเดียวเท่านั้นเป็นความแปลกกันแล. จบอรรถกถาจูฬสุคันธเถราปทาน -----------------------------------------------------

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน

๒. กังขาเรวตเถราปทาน

๓. สีวลิเถราปทาน

๔. วังคีสเถราปทาน

๕. นันทกเถราปทาน

๖. กาฬุทายีเถราปทาน

๗. อภยเถราปทาน

๘. โลมสติยเถราปทาน

๙. วนวัจฉเถราปทาน

๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน

และในวรรคนี้มีคาถา ๓๑๖ คาถา. จบภัททิยวรรคที่ ๕๕ -----------------------------------------------------

รวมวรรค

๑. กณิการวรรค

๒. ผลทายกวรรค

๓. ติณทายกวรรค

๔. กัจจายนวรรค

๕. ภัททิยวรรค

บัณฑิตคำนวณคาถาไว้แผนกหนึ่ง รวมได้ ๙๘๔ คาถา และประกาศอปทานรวมได้ ๕๕๖ อปทาน พร้อมกับอุทานคาถา มีคาถารวม ๖๒๑๘ คาถา. จบ พุทธาปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน และเถราปทานแต่เท่านี้ -----------------------------------------------------

ยสวรรคที่ ๕๖ ยสเถราปทานที่ ๑ (๕๕๑) ว่าด้วยบุพจริยาของพระยสเถระ

____________________________

วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา จึงนำมาเพิ่มให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ.

[๑๔๑] ครั้งเมื่อข้าพเจ้าเกิดเป็นพญานาค

ได้นำพระพุทธเจ้า พระนามว่า สุเมธะ พร้อม

ด้วยพระภิกษุสงฆ์ผู้ดำลงสู่มหาสมุทร สู่ภาคพื้นที่

อยู่ของข้าพเจ้า อันสำเร็จด้วยการเนรมิตเป็นอย่าง

ดี มีสระโบกขรณี ที่เนรมิตเป็นอย่างดี มีเสียง

นกจากพรากร่ำร้องขับกล่อมอยู่.

ภพที่อยู่นั้น มุงบังด้วยดอกมณฑารพ

ด้วยดอกปทุมและดอกอุบล นที ก็ไหลผ่านไปใน

ที่นั้น ๆ มีท่าขึ้นลงเป็นที่รื่นรมย์ใจ.

คลาคล่ำไปด้วยหมู่ปลาและเต่า หมู่นก

นานาพันธุ์ ก็โบยบินอยู่เบื้องบน นกยูงและนก

กะเรียนก็ร่อนร้อง นกดุเหว่าก็ร่ำร้องซ้องสำเนียง

เสนาะ.

นกเขา นกคับแค นกจากพราก นก

เป็ดน้ำ นกกะทา นกสาลิกา นกกะปูด นก

ออกก็มีอยู่ในที่นั้น.

หมู่หงส์ และนกกระเรียน ส่งเสียงร้อง

ดัง นกแสกสีน้ำตาลก็มีมาก ภพที่อยู่นั้น สมบูรณ์

ด้วยรัตนะทั้ง ๗ ประการ เช่นแก้วมณี แก้วมุกดา

และแก้วประพาฬ.

ต้นไม้เล่า ก็สำเร็จด้วยทองทั้งสิ้น ลำต้น

ต่างก็โอนเอนไปมา ส่องแสงแวววาวทั้งวันทั้งคืน

ภพที่อยู่มีทุกสิ่งตลอดกาล.

มีนักดนตรีหญิงหกหมื่น ขับกล่อมทั้ง

เย็นทั้งเช้า มีสตรีหนึ่งหมื่นหกพันนาง แวดล้อม

บำรุงเราตลอดกาล.

ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส มีใจเป็นสุข ถวาย

บังคมพระพุทธเจ้า พระนามว่า สุเมธะ ผู้เป็น

นายกของโลกผู้มีพระยศใหญ่นั้น ในกาลที่พระ-

องค์เสด็จออกจากภพของข้าพเจ้า.

ครั้นข้าพเจ้าถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า

แล้ว ทูลนิมนต์พระองค์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์

พระสุเมธพุทธเจ้าผู้จอมปราชญ์ ผู้เป็นนายกของ

โลก พระองค์นั้น ทรงรับนิมนต์แล้ว.

ครั้นแล้ว ทรงแสดงธรรมกถาแก่ข้าพ-

เจ้า ข้าพเจ้าได้ส่งพระมหามุนีเสด็จกลับแล้ว

ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงกลับเข้าสู่ภพ

ของข้าพเจ้า.

ข้าพเจ้า บอกกับบริวารชนทั้งหมดที่

กำลังประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้นว่า ในเวลาเช้าวัน

รุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าจักเสด็จมายังภพของเรา.

พวกเราเหล่าใด ทั้งที่อยู่ในสำนักของ

พระองค์แม้พวกเราเหล่านั้น ไม่ใช่จะได้ลาภโดย

ง่ายนัก จึงพวกเราจักบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ประ-

เสริฐ ผู้เป็นพระศาสดา.

เมื่อเรา จัดตั้งภัตตาหารและน้ำฉันเสร็จ

แล้ว จึงไปกราบทูลภัตกาล พระพุทธเจ้า ผู้เป็น

นายกของโลกพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ผู้ชำนาญ

ในฤทธิ์จำนวนหนึ่งแสนรูป จะเสด็จเข้ามาแล้ว.

ข้าพเจ้าได้ทำการต้อนรับพระองค์ ด้วย

การประโคมด้วยดนตรีเครื่องห้า พระองค์ ผู้เป็น

บุรุษสูงสุด ประทับนั่งบนตั่งอันสำเร็จด้วยทองคำ

ล้วน.

ได้มีการมุงบังในเบื้องบน ครั้งนั้น

อาสนะสำเร็จด้วยทองทั้งนั้น พัดวีชนี ก็พัด

โบกพระองค์ผู้ไม่มีใครยิ่งกว่า พร้อมด้วยพระ-

ภิกษุสงฆ์.

ได้อังคาส พระพุทธองค์ พร้อมด้วย

พระภิกษุสงฆ์ ให้อิ่มหนำ ด้วยข้าวและน้ำอัน

เพียงพอ แล้วได้ถวายคู่ผ้าแด่พระองค์ และพระ-

ภิกษุสงฆ์องค์ละคู่.

พระสุเมธพุทธเจ้า พระองค์นั้น ผู้ควร

รับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางพระภิกษุ

สงฆ์แล้ว จะตรัสพระดำรัส จึงตรัสพระคาถา

เหล่านี้ ว่า

บุคคลใด อังคาสเราด้วยข้าวและน้ำ ให้

เราเหล่านี้ทั้งหมดอิ่มพอแล้ว เราจะสรรเสริญผู้นั้น

พวกท่านจงฟังเรากล่าวเถิด.

ตลอดกาล ๑,๘๐๐ กัป ผู้นั้น จักชื่นชม

ยินดีอยู่ในเทวโลก จักชื่นชมอยู่ในความเป็น

พระราชา ๑,๐๐๐ ครั้ง แล้วจักเป็นพระเจ้าจักร-

พรรดิ.

เมื่ออุบัติในกำเนิดใด ก็อุบัติแต่ในกำเนิด

เทวดาและมนุษย์เท่านั้น เครื่องมุงบังอันสำเร็จ

ด้วยทองล้วน ก็จักกั้นอยู่เบื้องบนเขา.

ในกัปที่สามหมื่น พระมหาบุรุษ พระ-

นามว่า โคตมะ โดยพระโคตร จักทรงสมภพใน

พระราชวงศ์แห่งพระเจ้าโอกกากราช จักเป็น

พระศาสดาในโลก.

เขาจักเป็นทายาทในธรรมของพระองค์

จักเป็นพระโอรส โดยธรรมเนรมิต เพราะกำหนด

รู้อาสวะทั้งสิ้นแล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพ-

พาน.

เมื่อเขานั่งในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์

เขาจักบรรลือสีหนาท มนุษย์ทั้งหลาย จักสร้าง

ฉัตรเบื้องบนจิตกาธานแล้วฌาปนกิจบนจิตกาธาน

ภายใต้ฉัตร.

สามัญผลเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าโดยลำดับ

บรรดากิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาหมดสิ้นแล้ว

เมื่ออยู่ในเรือนยอด หรือโคนต้นไม้ ข้าพเจ้าก็

ไม่มีความหวาดกลัวเลย.

ในกัปที่สามหมื่น ข้าพเจ้า ได้ถวาย

ทานใดไว้ในกาลนั้น เพราะทานนั้นในกาลนี้

ข้าพเจ้ามิได้รู้จักทุคติเลย อันนี้เป็นผลของการ

ถวายทานทั้งสิ้น.

ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว

ภพทั้งหลาย ข้าพเจ้าถอนขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าตัด

เครื่องผูกพันขาดสิ้นแล้ว เสมือนช้างตัดเครื่อง

ผูกออกแล้วฉะนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.

ข้าพเจ้าได้เป็นผู้มาดีแล้วแล ข้าพเจ้า

ได้บรรลุวิชชาสามในสำนักของพระพุทธเจ้า ของ

เรา คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำ

เสร็จแล้ว.

ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖

ข้าพเจ้าได้กระทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของ

พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระยสเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้แล. จบยสเถราปทาน -----------------------------------------------------

ยศวรรคที่ ๕๖ ๕๕๑. อรรถกถายสเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๕๖ ดังต่อไปนี้ :-

อปทานของท่านพระยสเถระมีคำเริ่มต้นว่า มหาสมุทฺทํ โอคฺคยฺห ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ท่านได้เป็นนาคราชผู้มีอานุภาพมาก ได้นำภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไปยังภพของตนแล้วได้ถวายมหาทาน. ได้ถวายไตรจีวรที่มีค่ามากให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองได้ถวายคู่แห่งผ้า และเครื่องสมณบริขารทั้งปวงอันมีค่ามากกว่าพระภิกษุรูปละคู่.

ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ได้เกิดเป็นบุตรเศรษฐี นำเอารัตน ๗ ประการบูชารอบต้นมหาโพธิ์.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ได้บวชแล้วในพระศาสนา ได้บำเพ็ญสมณธรรม.

ด้วยความประพฤติอย่างนี้ เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเฉพาะแต่สุคติอย่างเดียว.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เป็นบุตรของเศรษฐีผู้มีสมบัติมาก ในกรุงพาราณสี ได้บังเกิดในท้องของธิดาเศรษฐี ชื่อนางสุชาดาผู้ถวายข้าวปายาสผสมน้ำนมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าถึงชื่อ เขาชื่อว่ายสะ เป็นผู้ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง.

ยสะนั้นมีปราสาท ๓ หลัง คือหลังหนึ่งสำหรับอยู่ในฤดูหนาว หลังหนึ่งสำหรับอยู่ในฤดูร้อน หลังหนึ่งสำหรับในฤดูฝน. เขาอยู่ในปราสาทฤดูฝนตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน มีนักดนตรีสตรีล้วนบำเรออยู่ มิได้ลงมายังพื้นปราสาทชั้นล่างเลย. เขาอยู่บนปราสาทประจำฤดูหนาวตลอด ๔ เดือน ปิดบานประตูหน้าต่างอย่างสนิทดี อยู่ประจำบนปราสาทนั้นนั่นแล. เขาอยู่บนปราสาทประจำฤดูร้อน อันสมบูรณ์ด้วยบานประตูและหน้าต่างมากมาย อยู่ประจำบนปราสาทนั้นนั่นแล.

กิจการงานที่เกี่ยวกับการนั่งเป็นต้น บนภาคพื้นไม่มี เพราะมือและเท้าของเขาละเอียดอ่อน. เขาลาดพื้นให้เต็มไปด้วยปุยนุ่นและปุยงิ้วเป็นต้นแล้ว จึงทำการงานบนหมอนที่รองพื้นนั้น.

เมื่อความเพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้ง ๕ กำลังบำเรอขับกล่อมอยู่ ยสกุลบุตรนอนหลับก่อนเขา คล้ายเทวบุตรผู้อยู่ในเทวโลกอย่างนั้นแล แม้เมื่อพวกบริวารชนนอนหลับ และประทีปน้ำมันยังลุกโพลงอยู่ตลอดราตรี.

ครั้นต่อมา ยสกุลบุตรตื่นก่อนเขาทั้งหมด ได้พบเห็นบริวารชนของตนนอนหลับไหล บางนางก็มีพิณอยู่ที่รักแร้ บางนางก็มีตะโพนอยู่ที่ข้างลำคอ บางนางก็มีเปิงมางอยู่ที่รักแร้ บางนางก็สยายผม บางพวกก็มีน้ำลายไหล บางพวกก็บ่นเพ้อละเมอ บางพวกก็นอนแบมือคล้ายซากศพในป่าช้า.

ครั้นได้มองเห็นแล้ว โทษจึงได้ปรากฏชัดแก่ยสกุลบุตรนั้น จิตเบื่อหน่ายแล้วมีความดำรงมั่น.

ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรจึงได้เปล่งอุทานว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่วุ่นวายหนอ ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่ขัดข้องหนอ.

ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรจึงสวมรองเท้าทองคำ เข้าไปยังประตูนิเวศน์ พวกอมนุษย์เปิดประตูแล้วด้วยคิดว่า ใครๆ อย่าทำอันตรายแก่ยสกุลบุตร เพื่อจะได้ออกจากเรือนบวช ดังนี้.

ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรจึงเข้าไปยังประตูพระนคร พวกอมนุษย์เปิดประตูแล้วด้วยคิดว่า ใครๆ อย่าทำอันตรายแก่ยสกุลบุตร เพื่อจะได้ออกจากเรือนไปบวชดังนี้.

ลำดับนั้น ยสกุลบุตรจึงได้เข้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันแล.

ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นในเวลาเช้ามืด เสด็จจงกรมในเวลาจงกรม. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นยสกุลบุตรแต่ไกลเทียว ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว จึงเสด็จลงจากที่จงกรม ประทับนั่งบนบัญญัตตาอาสน์.

ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรได้เปล่งอุทานในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่วุ่นวายหนอ ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่ขัดข้องหนอ ดังนี้.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะยสกุลบุตรนั้นว่า ยสะ ที่นี่แลไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ยสะ เธอจงมานั่งเถิด เราจักแสดงธรรมให้เธอฟัง.

ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรดีใจร่าเริงว่า เราได้ยินว่าที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้องดังนี้แล้ว ดีใจ ถอดรองเท้าทองคำออกแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษของกามทั้งหลาย ความต่ำช้าคือสังกิเลส แล้วทรงประกาศอานิสงส์ในเนกธัมมะ แก่ยสกุลบุตรผู้นั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วแล.

ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทราบถึงยสกุลบุตรนั้นว่า มีจิตสมควร มีจิตอ่อนโยน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตร่าเริง มีจิตแจ่มใส จึงได้ทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงเองอันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธและมรรค.

จิตอันปราศจากธุลี จิตอันปราศจากมลทิน คือธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแก่ยสกุลบุตร ณ ที่นั่งนั้นนั่นเองว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเหตุเป็นแดนเกิด สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนผ้าอันบริสุทธิ์สะอาดปราศจากจุดดำ พึงควรรับน้ำย้อมที่ดีได้ทันที.

ลำดับนั้นแล มารดาของยสกุลบุตรนั้นไปยังปราสาท มองไม่เห็นยสกุลบุตร จึงเข้าไปหาท่านเศรษฐีคฤหบดี พอเข้าไปหาแล้วจึงกล่าวกะท่านเศรษฐีคฤหบดีนั่นว่า ท่านคฤหบดี ยสะ บุตรของท่านไม่เห็นปรากฏ.

ลำดับนั้นแล ท่านเศรษฐีคฤหบดีจึงส่งพวกทูตม้าเร็วไปทั้ง ๔ ทิศแล้ว ตนเองก็เข้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน. ท่านเศรษฐีคฤหบดีได้พบแต่รองเท้าทองคำถอดไว้ ครั้นเห็นแล้วจึงได้ติดตามเข้าไป.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นเศรษฐีคฤหบดีผู้มาแต่ที่ไกลทีเดียว ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า ไฉนหนอ เราพึงแสดงฤทธิ์ให้เศรษฐีคฤหบดีผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี้มองไม่เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี้ ดังนี้.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้แสดงฤทธิ์อย่างพระดำริแล้ว.

ลำดับนั้น เศรษฐีคฤหบดีจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เห็นยสกุลบุตรบ้างไหม?

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านคฤหบดี เชิญนั่งก่อน ท่านนั่งแล้วในที่นี้ ก็จะพึงได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี้.

ต่อมาเศรษฐีคฤหบดีคิดว่า นัยว่าเรานั่งแล้วในที่นี้เท่านั้น จักได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี้เป็นแน่ ดังนี้แล้ว จึงร่าเริงดีใจ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่เศรษฐีคฤหบดีผู้นั่งอยู่แล้ว ณ ที่สมควรนั้นแล ฯลฯ ท่านเศรษฐีคฤหบดีเป็นผู้มีความเชื่อในคำสั่งสอนของพระศาสดา โดยมิต้องอาศัยผู้อื่นเป็นปัจจัย ได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระดำรัสน่ายินดียิ่งนัก

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระดำรัสน่ายินดียิ่งนัก

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือจุดไฟให้สว่างไสวในที่มืด ด้วยคิดว่ารูปทั้งหลาย ย่อมปรากฏแก่คนนัยน์ตาดี ดังนั้นฉันใด

พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นเช่นกัน ทรงแสดงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายแล้วแล.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรมเจ้า และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพระองค์ขอถึงสรณะจนตลอดชีวิต.

ท่านเศรษฐีนั้นได้เป็นอุบาสก (ผู้กล่าวถึงสรณะ ๓) คนแรกในโลกแล.

ลำดับนั้นแล เมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตร. ยสกุลบุตรได้พิจารณาถึงภูมิธรรมดาตามที่ตนเห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิตหลุดพ้นจากอาสาวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า เมื่อเราแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตร ยสกุลบุตรก็พิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่ตนเห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น ยสกุลบุตรไม่สมควรเวียนมา เพื่อความเป็นคนเลว เพื่อบริโภคกามคุณ เหมือนคนครองเรือนในกาลก่อน ถ้ากระไรเราพึงระงับอิทธาภิสังขารนั้นเสีย.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงระงับอิทธาสังขารนั้นเสีย ท่านเศรษฐีคฤหบดีได้เห็นแล้วซึ่งยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วแล ครั้นได้เห็นแล้วจึงได้กล่าวกะยสกุลบุตรนั้นว่า พ่อยสะเอ๋ย! มารดาของเจ้ากำลังได้ประสบความเศร้าโศกปริเทวนาการมา เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดาเถิด.

ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรได้แลดูพระผู้มีพระภาคเจ้า.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านเศรษฐีคฤหบดีนั้นว่า ท่านคฤหบดี ท่านจะสำคัญยสกุลบุตรนั้นอย่างไร ธรรมที่ยสกุลบุตรได้เห็นแล้ว ได้ทราบแล้วด้วยเสกขญาณ ด้วยเสกขทัสสนะเหมือนกับท่าน แต่เมื่อยสกุลบุตรนั้นพิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่ตนเห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น เขาเป็นผู้สมควรเพื่อจะเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว เพื่อบริโภคกามคุณ เหมือนคนครองเรือนในกาลก่อนอย่างนั้นหรือ.

ท่านเศรษฐีกราบทูลว่า มิใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ธรรมที่ยสกุลบุตรได้เห็นแล้ว ได้ทราบแล้วด้วยเสกขญาณ ด้วยเสกขทัสสนะเหมือนกับท่าน แต่เมื่อยสกุลบุตรนั้นได้พิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่ตนเห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิตก็หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น ท่านคฤหบดี. ยสกุลบุตรแลเป็นผู้ไม่สมควรเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว เพื่อบริโภคกามคุณ เหมือนกับคนครองเรือน ในกาลก่อนเลย.

ท่านเศรษฐีคฤหบดีได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นลาภของยศกุลบุตรแล้วหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยสกุลบุตรได้ดีแล้วหนอ จิตของสกุลบุตรหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับนิมนต์เสวยภัตตาหาร ในวันพรุ่งนี้ โดยมียสกุลบุตรเป็นปัจฉาสมณะเถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพแล้ว.

ลำดับนั้นแล ท่านเศรษฐีคฤหบดีทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว จึงลุกขึ้นจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.

ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตร เมื่อเศรษฐีคฤหบดีหลีกไปไม่นาน ก็ได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วได้ตรัสว่า ธรรมเรากล่าวไว้ดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด.

พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น.

ก็ครั้นท่านเป็นพระอรหันต์แล้วเกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า มหาสมุทฺทํ โอคฺคยฺห ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมุทฺทํ มีความหมายว่า ชื่อว่าสมุทร เพราะอันบุคคลพึงแสดงชี้ด้วยดี ด้วยแหวนตรา.

อีกความหมายหนึ่ง ชื่อว่าสมุทร เพราะผุดขึ้น กระเพื่อม ชำระด้วยดี คือทำเสียงครั่นครื้น ย่อมเคลื่อนไหวเป็นลูกคลื่น.

สมุทรนั้นด้วย ใหญ่ด้วย ชื่อว่ามหาสมุทร ซึ่งมหาสมุทรนั้น.

บทว่า โอคฺคยฺห ความว่า จมลงแล้ว เข้าไปภายใน คือเข้าไปภายในมหาสมุทรนั้น.

ก็คำว่า โอคฺคยฺห ความว่าไหลท่วมเข้าไปในภายในคือไหลเข้าไปภายในมหาสมุทรนั้น.

บทนั้นพึงทราบว่าเป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ.

บทว่า ภวนํ เม สุมาปิตํ ความว่า ชื่อว่าภวนะ เพราะเป็นที่มี ที่เกิด ที่อยู่อาศัย คือเป็นที่เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยอิริยาบถ ๔ ในที่อยู่นั้น วิมานนั้นเป็นของเรา ปราสาทนั้นคือนครที่เราสร้างไว้แล้วเป็นอย่างดีด้วยเรือนยอดมีปราการ ๕ แห่ง. หมายความว่า สร้างเป็นอย่างดีด้วยกำลังของตน.

บทว่า สุนิมฺมิตา โปกฺขรณี ความว่า ชื่อว่าโปกขรณี เพราะเป็นสระใหญ่ดี ถึง ไป เป็นไป สร้างไว้แล้วโดยครู่เดียว.

อธิบายว่า เพราะสร้างให้มีพร้อมด้วยปลา เต่า ดอกไม้ ทราย ท่าลงและน้ำหวานเป็นต้น.

บทว่า จกฺกวากูปกูชิตา เชื่อมความว่า สระโปกขรณีนั้นมีนกจากพราก ไก่ป่าและหงส์ เป็นต้นร้องกึกก้องบันลือเสียง.

เบื้องหน้าต่อแต่นี้ไป การพรรณนาถึงแม่น้ำ ป่า สัตว์ปีกชนิดสองเท้าและสี่เท้า การได้พบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ และการนิมนต์แล้วถวายทานตามลำดับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ทุกประเด็นบัณฑิตพอจะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียว.

ในบทว่า โลกาหุติปฏิคฺคหํ นี้มีความหมายว่า เครื่องบูชาและสักการะในโลก เรียกว่า โลกาหุติ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรับเครื่องบูชาและสักการะของชาวโลก คือกามโลก, รูปโลกอรูปโลก เพราะเหตุนั้น จึงรวมเรียกว่า โลกาหุติปฏิคฺคหํ.

อธิบายว่า ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธะ.

เรื่องราวเกี่ยวกับการประทานพยากรณ์ และการบรรลุพระอรหัตผลที่เหลือ บัณฑิตพอจะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียว. จบอรรถกถายสเถราปทาน -----------------------------------------------------

เนื้อความในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-

ยสวรรคที่ ๕๖ นทีกัสสปเถราปทานที่ ๒ (๕๕๒) ว่าด้วยบุพจริยาของพระนทีกัสสปเถระ

____________________________

วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา (มีอยู่) จึงนำมาเพิ่มให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ.

[๑๔๒] ข้าพเจ้าปฏิเสธความเป็นผู้มียศ

สูงแล้ว บวชเป็นดาบส ถือเอาผลมะม่วงสุกอัน

มีรสเลิศ ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนาม

ว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นใหญ่ที่สุดในโลก ผู้คงที่

ผู้เป็นพระศาสดา ซึ่งกำลังเสด็จจาริกไป เพื่อ

บิณฑบาต.

ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าได้อุปบัติเป็น

จอมเทวดา เป็นนราสพ ผู้เป็นใหญ่ในโลก ได้

ดำรงตำแหน่งอันมั่นคง ครั้นละโลกนั้นแล้ว ก็

เป็นผู้มีชัยในเบื้องหน้า.

ในแสนกัปแต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวาย

ผลไม้ใดไว้ ในครั้งนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น

ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย อันนี้เป็นผลแห่งการ

ถวายผลไม้อันมีรสเลิศ.

ข้าพเจ้า ได้เผากิเลสทั้งหลายชิ้นแล้ว

ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.

ข้าพเจ้าได้เป็นผู้มาดีแล้วแล คำสอน

ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระพุทธ

เจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระนทีกัสสปเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบนทีกัสสปเถราปทาน -----------------------------------------------------

ยศวรรคที่ ๕๖ ๕๕๒. อรรถกถานทีกัสสปเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-

อปทานของท่านพระนทีกัสสปเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภวคโต ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งได้มองเห็นพระศาสดาเสด็จไปบิณฑบาตแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้น้อมถวายผลมะม่วงผลหนึ่งมีสีดุจมโนศิลาซึ่งบังเกิดผลครั้งแรก ของต้นมะม่วงที่ตนเองปลูกไว้.

ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาจึงท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดเป็นน้องชายของท่านอุรุเวลกัสสปะ ในตระกูลพราหมณ์ ในแคว้นมคธะ ไม่ปรารถนาอยู่เป็นฆราวาส เพราะมีอัธยาศัยเพื่อออกจากทุกข์ จึงบวชเป็นพระดาบสได้พร้อมกับพวกพระดาบสจำนวน ๓๐๐ คน ช่วยกันสร้างอาศรมอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา. ได้มีสมัญญาว่านทีกัสสปะ เพราะอาศัยอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ และเพราะมีโคตรว่ากัสสปะ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานอุปสมบท ด้วยความเป็นเอหิภิกขุแก่เขาพร้อมทั้งบริษัทด้วย. นทีกัสสปะนั้นดำรงอยู่ในพระอรหัต ด้วยพระธรรมเทศนาอาทิตตปริยายสูตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ คยาสีสประเทศ.

ในเรื่องนั้นมีอนุปุพพิกถาดังต่อไปนี้ :-

พระศาสดาทรงประทานอนุญาตให้ยสกุลบุตรได้บวชแล้ว ได้เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาเพื่อทรมานชฎิล ๓ พี่น้อง ณ อุรุเวลาประเทศ. ก็โดยสมัยนั้นแล ชฎิล ๓ พี่น้องคือ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะและคยากัสสปะ ย่อมอยู่อาศัยในอุรุเวลประเทศ.

บรรดาชฎิลทั้ง ๓ นั้น อุรุเวลกัสสปชฎิลเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า เป็นผู้เลิศ เป็นประมุข เป็นปาโมกข์ ของพวกชฎิล ๕๐๐ คน. นทีกัสสปชฎิลเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า เป็นผู้เลิศ เป็นประมุข เป็นปาโมกข์ของพวกชฎิล ๓๐๐ คน, คยากัสสปชฎิลก็เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า เป็นผู้เลิศ เป็นประมุข เป็นปาโมกข์ของพวกชฎิล ๒๐๐ คน.

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังอาศรมของอุรุเวลกัสสปชฎิล ครั้นเข้าไปหาแล้ว ได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า กัสสปะ ถ้าท่านไม่มีความหนักใจแล้วไซร้ เราจะขอพักอาศัยอยู่ที่โรงไฟนี้สักราตรีหนึ่งเถิด.

อุรุเวลกัสสปะกล่าวว่า มหาสมณะ เราไม่มีความหนักใจอะไรเลย แต่ว่า นาคราชดุร้าย มีฤทธิ์ มีพิษ มีพิษร้ายแรงอาศัยอยู่ในโรงไฟนั้น เขาอย่าเบียดเบียนท่านเลย.

แม้ถึงวาระที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นอีก ฯลฯ แม้ถึงวาระที่ ๓ ฯลฯ เขาอย่าเบียดเบียนท่านเลย. พระศาสดาตรัสว่า ถึงอย่างไร เขาก็ไม่เบียดเบียนเราดอก กัสสปะ ขอท่านจงอนุญาตโรงไฟให้เราเถิด.

อุรุเวลกัสสปะกล่าวว่า มหาสมณะ ตามใจท่าน ท่านจงอยู่ตามสบายเถิด.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จเข้าไปยังโรงไฟ ทรงปูลาดสันถัตหญ้า ประทับนั่ง คู้บัลลังก์ ทรงตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้าอย่างมั่นคง.

นาคราชนั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปแล้ว เดือดดาลใจ จึงบังหวนควัน.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำริว่า ถ้าอย่างไร เราพึงครอบงำเดชด้วยเดชให้จรดผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อใน กระดูกของนาคราชนี้.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรุงแต่งอิทธาภิสังขารเช่นนั้น ทรงบังหวนควันแล้ว. ลำดับนั้นแล นาคราชเจ้าไม่สามารถจะอดทนความลบหลู่ได้โพลงไฟขึ้นแล้ว.

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงเข้าเตโชกสิณโพลงไฟขึ้นแล้ว.

โรงไฟมีกองไฟ ๒ กอง ลุกโพลงดุจแสงพระอาทิตย์ ลุกโชติช่วงโพลงไปทั่ว.

ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นพากันแวดล้อมโรงไฟแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเราเอ๋ย! พระมหาสมณะผู้มีพระรูปพระโฉมอันแสนจะงดงาม กำลังถูกนาคราชเบียดเบียนอยู่.

ลำดับนั้นแล เมื่อราตรีนั้นผ่านไป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้เดชครอบงำเดชของนาคราชนั้น จนจรดถึงผิว หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกและเยื่อในกระดูกแล้วจับใส่ในบาตร แสดงให้อุรุเวลกัสสปชฎิลได้เห็นประจักษ์แล้ว ตรัสว่า กัสสปะ นาคราชของท่านนี้ได้ถูกเราใช้เดชครอบงำเดชจนหมดฤทธิ์แล้ว.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะนี้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากนักหนา จึงได้ใช้เดชครอบงำเดชของนาคราชที่ดุร้ายมีฤทธิ์ มีพิษ มีพิษร้ายแรงนี้ได้ ถึงกระนั้น ก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ใกล้แม่น้ำ

เนรัญชราได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลว่า กัสสปะ

ถ้าว่าความไม่หนักใจ มีอยู่แก่ท่านไซร้ วันนี้

เราจะขอพักอาศัยอยู่ ณ ที่โรงไฟ.

อุรุเวลกัสสปะกล่าวว่า มหาสมณะ ข้าพ-

เจ้าไม่มีความหนักใจแต่อย่างไรเลย ข้าพเจ้าผู้

ประสงค์ความผาสุก จึงห้ามท่านว่า นาคราชดุร้าย

มีฤทธิ์ มีพิษ มีพิษร้าย มีอยู่ในที่นั้น นาคราชนั้น

อย่าเบียดเบียนท่านเลย.

พระศาสดาตรัสว่า ถึงอย่างไร นาคราช

ก็ไม่พึงเบียดเบียนเราแน่ กัสสปะ ขอท่านจง

อนุญาตโรงไฟให้เราเถิด

พระศาสดาทรงทราบว่า อุรุเวลกัสสปะ

นั้น อนุญาตให้แล้ว ไม่ทรงหวาดกลัว ก้าวล่วง

เสียได้ซึ่งภัย เสด็จเข้าไปแล้ว.

นาคราช พอได้เห็นพระฤๅษีเจ้า (พระ-

พุทธเจ้า) เข้าไปจึงเดือดดาลใจ บังหวนควันแล้ว

พระศาสดา ทรงมีพระหฤทัยอันสม่ำเสมอ มีน้ำ

พระทัยเยี่ยมยอด แม้ (จะถูก) นาคราชในร่าง

มนุษย์ บังหวนควันในที่นั้นก็ตาม.

ส่วนนาคราชไม่สามารถจะอดกลั้นต่อ

ความลบหลู่ได้ ได้บังหวนควันโพลงไฟทั่วแล้ว.

พระศาสดาทรงเป็นผู้ฉลาดอย่างยอดเยี่ยมในเตโช-

ธาตุกสิณ ได้ทรงบังหวนควันจนโพลงไฟทั่วแล้ว

โรงไฟมีเปลวไฟโพลงของทั้งสองฝ่าย ลุกโพลง

โชติช่วง ดุจแสงพระอาทิตย์. พวกชฎิลพากัน

พูดว่า ชาวเราเอ่ย! พระมหาสมณะ ผู้มีรูปงาม

ยิ่ง กำลังถูกนาคราชเบียดเบียนอยู่.

พอราตรีนั้นผ่านไป เปลวไฟของนาคราช

นั้นก็ถูกเบียดเบียน. ส่วนพระศาสดาก็คงทรงมี

พระฤทธิ์อยู่ เปลวไฟจึงมีวรรณะมากมาย สีเขียว

สีแดง สีหงสบาท สีเหลือง และสีแก้วผลึก

มีเป็นสีเปลวไฟหลายสีมากมายที่พระกายของ

พระอังคีรส. พระศาสดา ทรงให้นาคราชขดลง

ในบาตรแล้ว แสดงแก่พราหมณ์ว่า กัสสปเอ่ย

นี่อย่างไร นาคราชของท่านถูกเราใช้เดชทำลาย

เดชของนาคราชนั้นแล้วแล.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลเลื่อมใสยิ่งแล้วในอิทธิปาฏิหาริย์นี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ ขอพระองค์จงประทับอยู่ในที่นี้เท่านั้นเถิด ข้าพเจ้าจักถวายภัตรเป็นประจำแก่พระองค์. จบปาฏิหาริย์ครั้งแรก -----------------------------------------------------

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากอาศรมของอุรุเวลกัสสปชฎิลนัก.

ลำดับนั้นแล ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เมื่อปฐมยามแห่งราตรีล่วงไปแล้ว มีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืนอยู่ทั้ง ๔ ทิศ เปรียบเหมือนกองไฟใหญ่.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล พอราตรีนั้นล่วงพ้นไป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ เมื่อปฐมยามแห่งราตรีล่วงไปแล้ว ใครหนอแลมีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระองค์ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ถวายบังคมพระองค์แล้ว ได้ยืนอยู่ในทิศทั้ง ๔ เปรียบด้วยกองไฟอันใหญ่ยิ่ง.

พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ท่านเหล่านั้นคือท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้ามาหาเรา ก็เพื่อฟังธรรม.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้าเฝ้าเพื่อฟังธรรม ถึงอย่างไร ก็ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้วประทับอยู่ในราวป่านั้นนั่นแล. จบปาฏิหาริย์ครั้งที่สอง -----------------------------------------------------

ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะ เมื่อปฐมยามแห่งราตรีล่วงพ้นผ่านไป มีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประทับยืน ณ ที่สมควรด้านหนึ่งเปรียบเหมือนกองไฟใหญ่ มีรัศมีมากกว่าและประณีตกว่ารัศมีสีแสงที่มีมาก่อน.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล เมื่อราตรีนั้นล่วงผ่านไป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ ใครกันหนอแล เมื่อปฐมยามแห่งราตรีผ่านไป มีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระองค์ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ถวายบังคมพระองค์ ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เปรียบเหมือนกองไฟใหญ่ยิ่ง มีรัศมีมากกว่าและประณีตกว่ารัศมีสีแสงที่มีมาก่อน.

พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ผู้นั้นคือท้าวสักกะเทวานมินทะเข้ามาหาเรา ก็เพื่อฟังธรรม.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งแม้ท้าวสักกะทวานมินทะก็ยังเข้ามาเฝ้าเพื่อฟังธรรม ถึงอย่างไรก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว ประทับอยู่ที่ราวป่านั้นนั่นแล. จบปาฏิหาริย์ครั้งที่สาม -----------------------------------------------------

ลำดับนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม เมื่อปฐมยามแห่งราตรีผ่านพ้นไป ทรงมีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งเปรียบเหมือนกองไฟอันใหญ่ยิ่ง มีรัศมีมากกว่าและประณีตกว่าแสงสีที่มีมาก่อน.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลเมื่อราตรีนั้นผ่านพ้นไป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ ใครหนอแล เมื่อปฐมยามแห่งราตรีผ่านไปแล้ว ทรงมีพระรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระองค์ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระองค์แล้วได้ยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เปรียบเหมือนกองไฟอันใหญ่ยิ่ง มีรัศมีมากกว่าและประณีตกว่าแสงสีที่มีมาก่อน.

พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ผู้นั้นคือท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเรา เพื่อฟังธรรม.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งแม้ท้าวสหัมบดีพรหมยังเข้าไปเฝ้าเพื่อฟังธรรมเลย ถึงอย่างไรก็ตงไม่เป็นพระอรหันต์ เหมือนเราแน่นอน.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว ประทับอยู่ที่ราวป่านั้นนั่นแล. จบปาฏิหาริย์ครั้งที่สี่ -----------------------------------------------------

ก็โดยสมัยนั้นแล มหายัญได้ตั้งขึ้นเฉพาะแล้วเพื่ออุรุเวลกัสสปชฎิลและชาวแคว้นอังคะและมคธะทั้งสิ้น ตั้งใจถือเอาขาทนียะโภชนียะเป็นอันมากมุ่งหน้าไป.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า บัดนี้ มหายัญตั้งขึ้นแล้วเพื่อเรา ชาวแคว้นอังคะและมคธะทั้งสิ้นจักถือเอาขาทนียะโภชนียะเป็นอันมากมุ่งหน้าไป ถ้าว่า พระมหาสมณะจักกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ในหมู่มหาชน ลาภและสักการะจักเจริญยิ่งแก่พระมหาสมณะ ลาภและสักการะของเราจักเสื่อมไป โอ ทำไฉน พระมหาสมณะไม่พึงมาในวันพรุ่งนี้.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทราบถึงความปริวิตกทางใจของอุรุเวลกัสสปชฎิลด้วยใจแล้ว เสด็จไปยังอุตตรกุรุ ทรงนำเอาบิณฑบาตมาจากที่นั้นแล้ว เสวยใกล้สระอโนดาดแล้ว ได้ทรงกระทำการพักผ่อนเวลากลางวันในที่นั้นนั่นแหละ.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล ครั้นราตรีนั้นล่วงผ่านไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ เพราะเหตุไรหนอ เมื่อวานนี้ พระองค์จึงไม่เสด็จมา พวกเราได้แบ่งขาทนียะและโภชนียะวางไว้สำหรับพระองค์แล้ว.

พระศาสดาตรัสว่า กัสสป เธอได้มีความคิดอย่างนี้มิใช่หรือว่า บัดนี้แล มหายัญเกิดขึ้นเฉพาะเพื่อเรา และชาวแคว้นอังคะและมคธะทั้งสิ้นจักถือเอาขาทนียะโภชนียะเป็นอันมากมุ่งหน้าไป ถ้าว่า พระมหาสมณะจักกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ในหมู่มหาชนไซร้ ลาภและสักการะของพระมหาสมณะก็จักเจริญยิ่งขึ้น ส่วนลาภสักการะของเราก็จักเสื่อมสิ้นไป โอ ทำไฉน พระมหาสมณะจะไม่พึงมาในวันพรุ่งนี้ ดังนี้

ดูก่อนกัสสป เรานั้นแลได้ทราบความปริวิตกทางใจของท่านด้วยใจ จึงไปยังอุตตรกุรุ นำเอาบิณฑบาตมาจากที่นั้นแล้วฉันใกล้สระอโนดาต ได้ทำการพักผ่อนกลางวันในที่นั้นนั่นเอง.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก จึงจักทราบชัดถึงจิตใจได้ด้วยใจ ชื่อเห็นปานนี้ ถึงอย่างไรก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว ประทับอยู่ ณ ป่านั้นนั่นแล. จบปาฏิหาริย์ครั้งที่ห้า -----------------------------------------------------

ก็โดยสมัยนั้นแล ผ้าบังสุกุลเกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่าเราจะพึงซักผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล.

ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะได้ทรงทราบถึงความปริวิตกแห่งพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงใช้มือขุดสระโบกขรณีเสร็จแล้ว ก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงซักผ้าบังสุกุลในสระโบกขรณีนี้เถิด.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า เราพึงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอแล.

ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะได้ทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงทรงยกแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่แผ่นศิลานี้เถิด.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า เราจะพึงห้อยตากผ้าบังสุกลในที่ไหนหนอแล.

ลำดับนั้นแล เทพยดาผู้สิงสถิตอยู่ ณ ที่ต้นไม้รกฟ้า ได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงน้อมเอากิ่งไม้ลงมาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงตากผ้าบังสุกุลไว้ที่กิ่งไม้นี้.

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า เราพึงเปลี่ยนผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล.

ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะได้ทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงได้ยกเอาแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปลี่ยนผ้าบังสุกุล ณ ที่นี้เถิด.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล พอเมื่อราตรีนั้นผ่านพ้นไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงกาลเวลาแล้ว ภัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ เพราะเหตุไรในกาลก่อนสระโบกขรณีนี้ไม่มีในที่นี้ เย็นนี้จึงมีสระโบกขรณีในที่นี้ได้ ก้อนศิลานี้ในกาลก่อนไม่มีวางไว้ ใครยกเอาก้อนศิลานี้มาวางไว้ กิ่งแห่งต้นรกฟ้านี้ในกาลก่อนมิได้น้อมลง เย็นนี้มีกิ่งไม้น้อมลงแล้ว.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป ผ้าบังสุกุลได้เกิดขึ้นแก่เราในที่นี้ ดูก่อนกัสสป เราได้มีความดำรินี้ว่า เราจะพึงซักผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล กัสสป. ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจ จึงใช้ฝ่ามือขุดสระโบกขรณีแล้ว ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงซักผ้าบังสุกุลในที่นี้เถิด.

ดูก่อนกัสสป เย็นนี้ เทวดาซึ่งมิใช่มนุษย์ใช้ฝ่ามือขุดเป็นสระโบกขรณี.

ดูก่อนกัสสป เราได้มีความดำริว่า เราจะพึงขยำผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล ดูก่อนกัสสป ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะ ได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจ จึงได้เอาแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่แผ่นศิลานี้เถิด ดูก่อนกัสสป เย็นวานนี้ เทวดามิใช่มนุษย์จึงได้วางแผ่นศิลาไว้แล้ว.

ดูก่อนกัสสป เราได้มีความดำริว่า เราจะพึงตากผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล ดูก่อนกัสสป ลำดับนั้นแล เทพยดาผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นรกฟ้าได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจแล้วจึงน้อมเอากิ่งไม้ลงมาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงห้อยตาก ณ ที่กิ่งไม้นี้เถิด ก็ต้นรกฟ้านั้นสูงแค่เอื้อมถึง.

ดูก่อนกัสสป เราได้มีความดำริว่าเราจะพึงเปลี่ยนผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอแล. ดูก่อนกัสสป ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจ ยกเอาแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปลี่ยนผ้าบังสุกุล ณ ที่นี้เถิด ดูก่อนกัสสป แผ่นศิลานี้เทวดามิใช่มนุษย์ยกมาวางไว้.

ลำดับนั้นแล ท่านอรุเวลกัสสปได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะนี้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งแม้ท้าวสักกะเทวานมินทะก็ยังมาทำการช่วยเหลือถึงที่ ถึงอย่างไรก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้วก็ประทับอยู่ ณ ราวป่านั้นนั่นแล.

ลำดับนั้นแล อุระเวลกัสสปชฎิล พอเมื่อราตรีนั้นผ่านพ้นไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นพอเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะเจ้า บัดนี้ถึงภัตกาลแล้ว ภัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เธอไปก่อนเถอะแล้ว เราจะตามไป ดังนี้แล้ว เสด็จส่งท่านอุรุเวลกัสสปชฎิล.

ชมพูทวีปย่อมปรากฏมีต้นหว้า จึงทรงถือเอาผลจากต้นหว้านั้นแล้ว รีบเสด็จมาประทับนั่ง ณ ที่โรงไฟก่อนกว่า.

อุรุเวลกัสสปชฎิลพอได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่โรงไฟจึงกราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระสมณะ พระองค์เสด็จมาโดยหนทางไหน พระเจ้าข้า ข้าพระองค์หลีกไปก่อนกว่าพระองค์ แต่ทำไม พระองค์จึงมาถึงก่อนกว่าข้าพระองค์ แล้วยังประทับนั่ง ณ ที่โรงไฟ (อย่างสำราญเสียอีก).

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เราส่งเธอ ณ ที่นั้นแล้ว ชมพูทวีปเกิดมีต้นหว้าใหญ่ เราจึงเก็บผลหว้าจากต้นหว้านั้นแล้ว มานั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่า ดูก่อนกัสสป ผลหว้านี้แลสมบูรณ์ด้วยสีสมบูรณ์ด้วยกลิ่น สมบูรณ์ด้วยรสชาติ ถ้าเธอประสงค์ก็จงบริโภคเถิด.

อุรุเวลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พอแล้ว พระองค์เท่านั้นสมควรแก่ผลไม้นั้น พระองค์เท่านั้นจงบริโภคผลไม้นั้นเถิด.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแล ทรงส่งเราให้ไปก่อนกว่าแล้ว ชมพูทวีปก็ปรากฏมีต้นหว้าขึ้น เก็บผลไม้จากต้นหว้านั้น มาถึงประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่าเรา ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว ประทับอยู่ ณ ราวป่านั้นแล.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล เมื่อพอว่าราตรีนั้นล่วงไปแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงได้กราบทูลภัตกาลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงภัตกาลแล้ว ภัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เธอจงไปก่อน เราจะตามไปแล้วทรงส่งอุรุเวลกัสสปชฎิลไป ชมพูทวีปปรากฏมีต้นหว้าขึ้น ต้นมะม่วงมีไม่ไกลต้นหว้านั้นนัก ฯลฯ ต้นมะขามป้อมมีไม่ไกลกว่าต้นหว้านั้นนัก ฯลฯ ต้นสมอไทยมีไม่ไกลต้นกว้านั้นนัก ฯลฯ จึงไปยังดาวดึงส์ ถือเอาดอกปาริฉัตตกะมาประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่า.

อุรุเวลกัสสปชฎิลได้เห็นแล้วแลซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่ง ณ โรงไฟ ครั้นได้เห็นแล้วจึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พระองค์เสด็จมาโดยหนทางไหน ข้าพระองค์หลีกไปก่อนกว่าพระองค์ พระองค์นั้นกลับมาประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่าข้าพระองค์.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เราส่งเธอในที่นั้นแล้ว ก็ไปยังดาวดึงส์ ถือเอาดอกปาริฉัตตกะ มานั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่า ดูก่อนกัสสป ดอกปาริฉัตตกะนี้แลสมบูรณ์ด้วยสี สมบูรณ์ด้วยกลิ่น ถ้าเธอประสงค์ก็จงถือเอาเถิด.

อุรุเวลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พอแล้ว พระองค์เท่านั้นสมควรแก่ดอกไม้นั้น พระองค์เท่านั้นจงถือเอาดอกไม้นั้นเถิด.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากกมายนักแล ทรงส่งเราไปล่วงหน้าก่อนแล้ว พระองค์เสด็จไปยังดาวดึงส์ เลือกเก็บดอกปาริฉัตตกะแล้วมาประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่าเราอีก ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นมีความประสงค์เพื่อจะทำการบูชาไฟ แต่ไม่อาจเพื่อจะผ่าฟืนได้.

ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นจึงได้มีความคิดว่า ต้องเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะเป็นแน่ อย่างมิต้องสงสัย พวกเราจึงไม่อาจจะผ่าฟืนได้.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป พวกของเธอจงผ่าฟืนเถิด. อุรุเวลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่มหาสมณะ พวกชฎิลจะผ่าฟืน.

พวกชฎิลได้ผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อนครั้งเดียวเท่านั้น.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ทรงบันดาลให้พวกเราผ่าฟืนทั้งหลายได้ ถึงอย่างไรก็คงจะไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นมีความประสงค์จะบูชาไฟแต่ไม่อาจเพื่อจะก่อไฟได้. ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นได้มีความคิดว่า คงจะเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะแน่นอน อย่างมิต้องสงสัย พวกเราจึงไม่อาจเพื่อจะก่อไฟได้.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป ไฟจงลุกโพลงขึ้นเถิด. อุรุเวลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ ขอไฟจงลุกโพลงขึ้นเถิด.

พวกชฎิลได้ให้กองไฟ ๕๐๐ กองลุกโพลงขึ้นแล้วคราวเดียวเท่านั้น.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดนี้ว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ทรงสามารถบันดาลแม้กระทั่งไฟให้ลุกโพลงขึ้นได้ ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นบูชาไฟแล้ว แต่ไม่สามารถเพื่อจะทำการดับไฟได้. ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นได้มีความคิดว่า คงเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะอย่างมิต้องสงสัย พวกเราจึงไม่สามารถเพื่อจะทำการดับไฟได้.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป พวกชฎิลจงดับไฟเถิด. อุรุเวลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พวกชฎิลจงดับไฟเถิด. พวกชฎิลพากันดับไฟ ๕๐๐ กองคราวเดียวเท่านั้น.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดนี้ว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ซึ่งบันดาลให้เราดับไฟได้ ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.

ก็โดยสมัยนั้นแล ในราตรีที่เย็นหนาว ในสมัยที่มีหิมะตกในวันที่หนาวที่สุด ๘ วันในฤดูหิมะตก พวกชฎิลเหล่านั้นต่างก็พากันอาบน้ำโผล่ขึ้นบ้าง ดำลงบ้างในแม่น้ำเนรัญชรา กระทำการโผล่ขึ้นและดำลงบ้าง.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงเนรมิตเชิงกรานก่อไฟขึ้นประมาณ ๕๐๐ ที่ ซึ่งพวกชฎิลเหล่านั้นต่างก็พากันผิงไฟ.

ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นจึงคิดว่า คงจะเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะเป็นแน่มิต้องสงสัย จึงเกิดมีการเนรมิตเชิงกรานก่อไฟขึ้น.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดนี้ว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากนักแล ทรงเนรมิตเขิงกรานก่อไฟขึ้นมาก ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.

ก็โดยสมัยนั้นแล มหาเมฆก้อนใหญ่ตกลงมา มิใช่ตามฤดูกาล ได้มีน้ำท่วมมาก พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในประเทศถิ่นที่ใด ประเทศถิ่นที่นั้นก็ไม่มีน้ำท่วม.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า ไฉนไหนเราจะพึงยังน้ำนั้นให้เป็นขอบสูงขึ้นไปในทิศโดยรอบได้.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงยังน้ำนั้นให้เป็นขอบสูงขึ้นไปในทิศโดยรอบ เสด็จจงกรมตรงกลางที่มีพื้นเป็นธุลีฟุ้งขึ้น. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลคิดว่า พระมหาสมณะ อย่าได้ถูกน้ำท่วมทับพัดพาไปเลย จึงได้ไปยังถิ่นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่พร้อมกับพวกชฎิลมากมาย โดยมีเรือเป็นพาหนะ.

อุรุเวลกัสสปชฎิลได้เห็นแล้วแลซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ผู้ทรงเนรมิตน้ำนั้นให้เป็นขอบสูงขึ้นโดยรอบ ทรงจงกรมตรงกลางที่มีพื้นเป็นฝุ่นฟุ้งขึ้น. ครั้นได้เห็นแล้วจึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ นี่พระองค์หรือ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัสสป นี้เราเอง แล้วเสด็จเหาะขึ้นสู่เวหาส ได้เสด็จขึ้นไปพร้อมกับเรือ.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ซึ่งแม้กระทั่งน้ำก็ยังไม่พัดพาไปได้ ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า เป็นเวลานานหนอ จึงจักมีโมฆบุรุษเช่นนี้โดยที่คิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เช่นกับเราแน่ดังนี้ ถ้ากระไร เราพึงทำชฎิลนี้ให้เกิดความสังเวช.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป เธอยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ทั้งยังไม่ได้เข้าถึงแม้อรหัตมรรคด้วย เธอจักเป็นพระอรหันต์ หรือว่าจักเข้าถึงอรหัตมรรค ด้วยปฏิปทาใด ปฏิปทาแม้นั้นของเธอยังไม่มีเลย.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้ซบศีรษะลงที่พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้การบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เธอแลเป็นนายกผู้คอยแนะนำ เป็นผู้เลิศเป็นประมุข เป็นประธานของพวกชฎิล ๕๐๐ คน เธอจงบอกลาพวกชฎิลเหล่านั้นเสียก่อน พวกชฎิลเหล่านั้นจักได้ทำตามที่เธอสำคัญเข้าใจได้.

ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลจึงเข้าไปหาพวกชฎิลเหล่านั้น ครั้นเข้าไปหาแล้วจึงได้กล่าวกะชฎิลเหล่านั้นว่า ชาวเราเอ่ย เราต้องการจะประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ ขอพวกท่านจงทำตามที่ท่านผู้เจริญเข้าใจเถิด.

พวกชฎิลกล่าวว่า ชาวเราเอ่ย ตั้งแต่กาลนานมาแล้ว พวกเราได้มีความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่งในพระมหาสมณะ ถ้าท่านผู้เจริญจักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะไซร้ แม้พวกเราทั้งหมดก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะนั้นด้วยเหมือนกัน.

ลำดับนั้นแล ชฎิลเหล่านั้นจึงปล่อยให้สิ่งเจือปนด้วยเส้นผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชาไฟ ลอยไปในน้ำแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงซบศีรษะลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วตรัสต่อไปอีกว่า ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด.

พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.

นทีกัสสปชฎิลได้เห็นแล้วซึ่งมวยผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชาไฟ ลอยน้ำมา ครั้นเขาได้เห็นแล้วจึงมีความคิดว่าคงจะมีอันตรายแก่พระพี่ชายของเราแน่ จึงส่งชฎิลไปสืบว่าท่านจงไปให้รู้เรื่องพี่ชายของเราให้ได้ ดังนี้ และตนเองพร้อมกับชฎิล ๓๐๐ คนได้ไปหาท่านอุรุเวลกัสสป ครั้นเข้าไปหาแล้วจึงกล่าวกะท่านอุรุเวลกัสสปนั้นว่า พี่กัสสป การบวชนี้เป็นสิ่งประเสริฐดีหรือ.

ท่านอุรุเวลกัสสปตอบว่า ใช่ การบวชแบบนี้เป็นสิ่งประเสริฐแน่.

ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นจึงได้เอามวยผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชาไฟ ลอยน้ำไปแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงซบศีรษะลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วจึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วตรัสอีกว่า ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด.

พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.

คยากัสสปชฎิลได้เห็นแล้วซึ่งมวยผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชาไฟ อันลอยน้ำมา ครั้นเขาได้เห็นแล้วจึงได้มีความคิดว่า อันตรายจะมีแก่พี่ชายทั้งสองของเราแน่นอน แล้วได้ส่งชฎิลไปสืบให้รู้ว่า พวกท่านจงไป จงรู้เรื่องราวแห่งพี่ชายของเราดังนี้ และตนเองพร้อมด้วยพวกชฎิล ๒๐๐ คนจึงพากันเข้าไปหาท่านอุรุเวลกัสสป ครั้นเข้าไปหาแล้วจึงได้กล่าวกะท่านอุรุเวลกัสสปนั้นว่า ข้าแต่พี่กัสสป การทำอย่างนี้ประเสริฐแล้วหรือ.

ท่านอุรุเวลกัสสปตอบว่า ใช่แล้ว การทำอย่างนี้เป็นสิ่งประเสริฐแน่.

ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นจึงได้พากันลอยมวยผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชาไฟในน้ำแล้วพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงได้ซบศีรษะลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วตรัสอีกว่า ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด.

พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.

ด้วยการอธิษฐานของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ วิธี ซึ่งมีโดยนัยนี้คือ พวกชฎิล

ผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อนไม่ออก พอผ่าฟืนออกแล้ว ก็

ก่อไฟไม่ติด พอก่อไฟติดแล้ว จะดับไฟก็ดับไม่ได้

ครั้นพอดับไฟได้แล้ว ก็ทรงนิรมิตเชิงกราน ๕๐๐

ที่ให้.

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ

อยู่ในอุรุเวลาตามความพอพระทัย ทรงพร้อมกับ

ภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ร่วมกับปราณชฎิลทั้งหมด

๑,๐๐๐ คน เสด็จหลีกจาริกไปยังคยาสีสะประเทศ

ได้ทราบว่า ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า

ประทับอยู่ ณ คยาสีสะประเทศ ใกล้แม่น้ำคยา

พร้อมกับภิกษุจำนวน ๑,๐๐๐.

ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส

เตือนภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวง

เป็นของร้อน ภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า ชื่อว่า

สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็น

ของร้อน รูปทั้งหลายก็เป็นของร้อน วิญญาณ

อาศัยจักษุก็เป็นของร้อน.

จักษุสัมผัสก็เป็นของร้อน ความเสวย

อารมณ์นี้เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้

อันใด เป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข

ก็ดี แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร

ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ

ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่ และเพราะ

ความตาย เพราะความเศร้าโศก เพราะความคร่ำ

ครวญ เพราะความทุกข์ เพราะความโทมนัส

เพราะความคับแค้นใจ เราจึงกล่าวว่าเป็นของ

ร้อน.

โสตเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายก็เป็น

ของร้อน ฯลฯ ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลาย

ก็เป็นของร้อน ฯลฯ ลิ้นเป็นของร้อน รสก็เป็น

ของร้อน ฯลฯ กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะก็

เป็นของร้อน ฯลฯ ใจเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลาย

ก็เป็นของร้อน

มโนวิญญาณก็เป็นของร้อน มโนสัมผัส

ก็เป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์นี้เกิดขึ้นเพราะ

มโนสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใดเป็นสุขก็ดี เป็น

ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ดี แม้อันนั้นก็เป็น

ของร้อน ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟคือราคะ

เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะ

ความเกิด เพราะความแก่ และความตาย เพราะ

ความเศร้าโศก เพราะความคร่ำครวญ เพราะ

ความทุกข์ เพราะความโทมนัส เพราความคับ

แค้นใจ เราจึงกล่าวว่าเป็นของร้อนแล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้เห็น

ได้ฟังแล้วอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในจักษุ ย่อม

เบื่อหน่ายในรูป ย่อมเบื่อหน่ายในวิญญาณที่

อาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายในสัมผัสอาศัยจักษุ

ความเสวยอารมณ์นี้ เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสแม้

อันใด เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่

สุขก็ดี ย่อมเบื่อหน่ายในความเสวยอารมณ์นั้น

ย่อมเบื่อหน่ายในโสต ย่อมเบื่อหน่ายในกลิ่น ฯลฯ

ย่อมเบื่อหน่ายในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายในกลิ่น ฯลฯ

ย่อมเบื่อหน่ายในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายในรสทั้งหลาย

ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน

โผฏฐัพพะ ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ ย่อมเบื่อ

หน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน

โผฏฐัพพะ ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ ย่อมเบื่อ

หน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน

มโนวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโนสัมผัส

ความเสวยอารมณ์นี้เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัส

เป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ไม่ใช่

ทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ดี ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวย

อารมณ์นั้น เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด

เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิต

หลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว

พระอริยสาวกนั้น ย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้น

แล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจอื่นที่ควรทำได้

ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้

มีอีกต่อไป ดังนี้.

ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังตรัสไวยากรณ์นี้อยู่ จิตของภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปนั้นก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นแล.

เพราะได้ฟังอาทิตตปริยายเทศนาอย่างนี้ พระนทีกัสสปเถระจึงได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๕ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บท อคฺคผลํ คือ ผลอันสูงสุด หรือผลที่ตนเก็บเอาในครั้งแรกแห่งต้นมะม่วงที่ตนเองได้ปลูกไว้.

คำที่เหลือมีเนื้อความพอที่จะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล. จบอรรถกถานทีกัสสปเถราปทาน -----------------------------------------------------

เนื้อความในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-

ยสวรรคที่ ๕๖ คยากัสสปเถราปทานที่ ๓ (๕๕๓) ว่าด้วยบุพจริยาของพระคยากัสสปเถระ

____________________________

วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา (มีอยู่) จึงนำมาเพิ่มให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ.

[๑๔๓] ครั้งเมื่อข้าพเจ้าเป็นดาบส ครอง

หนังเสือเหลือง ประกอบด้วยเครื่องหาบ หาบ

เครื่องหาบไปเที่ยวหาผลไม้ ได้นำเอาผลพุทรา

มายังอาศรม.

ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระชินเจ้า

เพียงพระองค์เดียว ทรงแผ่พระรัศมีตลอดกาล

ทั้งสิ้น เสด็จมายังอาศรมของข้าพเจ้า.

ข้าพเจ้ายังจิตตนเองให้เลื่อมใสแล้ว ถวาย

บังคมพระองค์ ผู้มีวัตรอันงาม ประคองอัญชลี

ประนมด้วยหัตถ์ทั้งสองแล้ว ถวายผลพุทราแด่

พระพุทธเจ้า.

ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวาย

ผลไม้ใดไว้ ในคราวนั้น แต่นั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จัก

ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลพุทรา

ข้าพเจ้า ได้เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว

ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.

ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน

ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว

ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระพุทธ

เจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระคยากัสสปเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้แล. จบคยากัสสปเถราปทาน -----------------------------------------------------

ยศวรรคที่ ๕๖ ๕๕๓. อรรถกถาคยากัสสปเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-

อปทานของท่านพระคยากัสสปเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อชินจมฺมวตฺโถหํ ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.

ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ไป ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้วเพราะความที่ตนเองมีอัธยาศัยที่จะออกจากทุกข์ จึงละเพศฆราวาสออกบวชเป็นพระดาบส สร้างอาศรมอยู่ในป่า มีมูลผลาผลในป่าเป็นอาหาร.

ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียว ไม่มีผู้ติดตามเป็นที่สอง ได้เสด็จไปใกล้อาศรมของพระดาบสนั้นแล้ว. ดาบสนั้น พอได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็มีใจเลื่อมใส เข้าไปใกล้แล้ว ถวายบังคมยืนอยู่ ณ ที่อันสมควรด้านหนึ่ง คอยดูเวลาอยู่จึงน้อมเอาผลพุทราอันเป็นที่น่าจับใจเข้าไปถวายแด่พระศาสดา.

ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว เพราะความที่ตนมีอัธยาศัยที่จะออกจากทุกข์ จึงละเพศฆราวาส บวชเป็นพระดาบสอยู่ร่วมกับพระดาบส ๒๐๐ องค์ ณ ใกล้แม่น้ำคยา.

เพราะอยู่ใกล้แม่น้ำคยา และเพราะมีโคตรว่ากัสสป จึงได้มีสมัญญาว่าคยากัสสป.

ท่านได้ฟังโอวาทคืออาทิตตปริยายเทศนา โดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้พร้อมกับบริษัท ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในอปทานของพระนทีกัสสป จึงได้ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล.

ครั้นท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เกิดมีความโสมนัสใจเมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อชินจมฺมวตฺโถหํ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชินจมฺมวตฺโถ ความว่า เพราะบวชเป็นดาบส จึงนุ่งห่มด้วยหนังเสือ.

บทว่า ขาริภารธโร ความว่า ในเวลาเป็นดาบส ต้องบรรจุหาบบริขารสำหรับดาบสหาบไป. คือเอาบริขารของดาบสบรรจุลงจนเต็มหาบ.

บทว่า โกลํ อหาสิ อสฺสมํ ความว่า เอาผลพุทราวางจนเต็มเกลื่อนอาศรมแล้วก็นั่งในอาศรม.

บทว่า อโคปยึ ความว่า เราได้แสวงหาผลพุทราแล้วเก็บรักษาไว้ในอาศรม.

คำที่เหลือทั้งหมดมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาคยากัสสปเถราปทาน -----------------------------------------------------

เนื้อความในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-

ยสวรรคที่ ๕๖ กิมิลเถราปทานที่ ๔ (๕๕๔) ว่าด้วยบุพจริยาของพระกิมิลเถระ

____________________________

วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา (มีอยู่) จึงนำมาเพิ่มให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ.

[๑๔๔] เมื่อพระพุทธเจ้า พระนามว่า

กกุสันธะ ปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้าได้เก็บเอา

ดอกเข็มมาทำเป็นมณฑปบรรจุพระธาตุ ของ

พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงมีวสี.

ครั้นจุติแล้ว ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้วิมาน

สูงใหญ่เป็นพิเศษรุ่งโรจน์ล่วงวิมานของเทวดา

เหล่าอื่น นี้เป็นผลแห่งกรรมอันเป็นบุญ.

จะเป็นกลางวัน หรือกลางคืนก็ดี ข้าพเจ้า

จะเดินอยู่ หรือยืนอยู่ก็ดี ดอกเข็มจะต้องมาครอบ

คลุมอยู่เบื้องบน นี้เป็นผลแห่งกรรมอันเป็นบุญ.

ในกัปนี้นี่แหละ ข้าพเจ้าได้บูชาอย่างยิ่ง

ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้า

ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธ-

เจ้า.

กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาสิ้นแล้ว

ฯลฯ ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.

ข้าพเจ้า ได้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน

ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระกิมิลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้นไว้ด้วยประการฉะนี้แล. จบกิมิลเถราปทาน -----------------------------------------------------

ยศวรรคที่ ๕๖ ๕๕๔. อรรถกถากิมิลเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-

อปทานของท่านพระกิมิลเถระมีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต กกิสนฺธมฺหิ ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว.

เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ได้ช่วยกันเอาดอกเข็มมาทำเป็นมณฑปอุทิศถวายพระธาตุของพระองค์ ได้ทำการบูชาแล้ว.

ด้วยบุญกรรมอันนั้น ท่านได้บังเกิดในภพดาวดึงส์ ได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกกลับไปกลับมา.

ในพุทธบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในสักยราชตระกูลในกบิลพัสดุ์นคร เขาได้มีชื่อว่ากิมิละ. พอเขาเจริญวัยแล้วอยู่อย่างประมาทด้วยโภคสมบัติ.

พระศาสดาประทับอยู่ในอนุปิยนิคม ทรงทราบว่าญาณของเขาแก่กล้าแล้ว เพื่อจะให้เขาเกิดความสังเวช จึงทรงเนรมิตรูปหญิงที่งามน่ารื่นรมย์ใจ อยู่ในวัยรุ่น ทรงแสดงให้ปรากฏข้างหน้าตามลำดับอีก ปรากฏเป็นไปตามความวิบัติด้วยความชราและโรคภัยไข้เจ็บ. ได้ทรงกระทำอย่างนั้นแล้ว.

กิมิลกุมารได้เห็นรูปนั้นแล้วได้เกิดความสังเวชเป็นยิ่งนัก เมื่อจะประกาศความสังเวชของตน ทำให้ปรากฏแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้รับคำสั่งสอนแล้ว ก็ได้บรรลุพระอรหัต.

ท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเองเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต กกุสนฺธมฺหิ ดังนี้.

บทว่า พฺราหฺมณมฺหิ วุสีมติ ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุวสี ด้วยวสี ๕ อย่าง.

อธิบายว่า เมื่อพราหมณ์คือพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ เพราะประดับและเจริญยิ่งด้วยหมู่แห่งคุณทั้งปวงของพราหมณ์ ปรินิพพานแล้ว.

คำที่เหลือทั้งหมดมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถากิมิลเถราปทาน -----------------------------------------------------

เนื้อความในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-

ยสวรรคที่ ๕๖ วัชชีปุตตเถราปทานที่ ๕ (๕๕๕) ว่าด้วยบุพจริยาของพระวัชชีปุตตเถระ

____________________________

วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา (มีอยู่) จึงนำมาเพิ่มให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ.

[๑๔๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มี

พระรัศมีเป็นพัน เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง

ผู้อันใครๆ เอาชนะไม่ได้ ทรงออกจากนิโรธ

แล้ว จะเสด็จไปสู่ที่โคจร.

ข้าพเจ้ามีผลไม้อยู่ในมือ เห็นพระศาสดา

เสด็จเข้ามา มีจิตเลื่อมใส มีใจแช่มชื่น จึงถวาย

ผลไม้หมดทั้งพวง.

ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวาย

ผลไม้ใด ในครั้งนั้น ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่

รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.

ข้าพเจ้าได้เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว

ฯลฯ ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.

ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน

ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.

ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระพุทธ

เจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระวัชชีปุตตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล. จบวัชชีปุตตเถราปทาน -----------------------------------------------------

ยศวรรคที่ ๕๖ ๕๕๕. อรรถกถาวัชชีปุตตเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-

อปทานของท่านพระวัชชีปุตตเถระมีคำเริ่มต้นว่า สหสฺสรํสี ภควา ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.

ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งกำลังเที่ยวภิกขาจารอยู่ มีใจเลื่อมใสได้ถวายผลกล้วย.

ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดเป็นลิจฉวีราชกุมารในเมืองเวสาลี. เพราะท่านเป็นโอรสของเจ้าวัชชี จึงได้รับสมัญญาว่าวัชชีบุตร.

ท่านเป็นหนุ่ม ในเวลาที่ศึกษาศิลปะเกี่ยวกับช้างเป็นต้น เพราะสมบูรณ์ด้วยเหตุ จึงเป็นผู้มีอัธยาศัยใคร่จะออกจากทุกข์เที่ยวไป ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธาบวชในสำนักของพระศาสดา บำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่นานเท่าไรนักก็ได้อภิญญา ๖.

ก็ท่านเป็นผู้ได้อภิญญา ๖ ในกาลต่อมา เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้วไม่นานนัก จึงทำหมายกำหนดการเพื่อสังคายนาพระธรรม เมื่อพระมหาเถระทั้งหลายประชุมกันในที่นั้นๆ.

วันหนึ่ง ได้เห็นท่านพระอานนท์ซึ่งเป็นพระเสขบุคคลมีบริษัทใหญ่แวดล้อมกำลังแสดงธรรมอยู่ เมื่อจะทำความอุตสาหะให้เกิดขึ้นเพื่อบรรลุมรรคผลที่สูงขึ้นไปกว่าท่านพระอานนท์นั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

โคตมะเอ่ย! ท่านจงเข้าไปยังโคนต้นไม้

ในป่า จงตั้งพระนิพพานไว้ในหทัย จงเจริญ

ภาวนาและอย่าประมาท พูดซุบซิบนินทาคนอื่น

จักทำประโยชน์เช่นไร ให้สำเร็จแก่ท่านได้เล่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุกฺขมูลคหนํ ความว่า ป่าที่มีโคนต้นไม้

จริงอยู่ ป่าที่ไม่มีโคนต้นไม้ก็มีอยู่ และโคนต้นไม้ที่ไม่มีในป่าก็มี.

บรรดาบทเหล่านั้น ท่านแสดงถึงความไม่มีอันตรายคือลมและแดด เพราะเป็นสถานที่อันสมบูรณ์ด้วยร่มเงา ด้วยศัพท์ว่า รุกขมูละ. ท่านแสดงถึงความไม่มีอันตรายคือลม เพราะปราศจากสายลมและแสดงถึงความไม่เบียดเสียดด้วยฝูงชน ไว้ด้วย คหนะศัพท์.

และท่านได้ประกอบบททั้งสองนั้นมุ่งถึงการบำเพ็ญเพียรทางภาวนา.

บทว่า ปสกฺกิย แปลว่า เข้าไปแล้ว.

บทว่า นิพฺพานํ หทยสิมึ โอปิย ความว่า ตั้งพระนิพพานไว้ในหทัย คือทำไว้ในจิตว่าเราปฏิบัติอย่างนี้แล้วจะพึงบรรลุพระนิพพานได้.

บทว่า ฌาย ความว่า จงเพ่งด้วยการเพ่งไตรลักษณะ คือจงเจริญมรรคภาวนาอันประกอบด้วยวิปัสสนาภาวนา. ท่านเรียกพระธรรมภัณฑาคาริกโดยโคตรว่า โคตมะ.

บทว่า มา จ ปมาโท ความว่า อย่าถึงความประมาทในกุศลธรรมทั้งปวงเลย.

บัดนี้ ความประมาทเช่นใดมีแก่พระเถระ เมื่อจะแสดงถึงการห้ามความประมาทนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กึ เต พิฬิพิฬิกา กริสฺสติ การพูดซุบซิบนินทาคนอื่นจักทำประโยชน์เช่นไรให้สำเร็จแก่ท่านได้เล่า ดังนี้ไว้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พิฬิพิฬิกา ความว่า กิริยาที่ซุบซิบนินทาคนอื่น ความเป็นไปแห่งเสียงซุบซิบนินทาคนอื่นก็อย่างนั้นแล.

บทว่า กึ เต กริสฺสติ ความว่า การซุบซิบนินทาคนอื่น จักทำประโยชน์เช่นไรให้สำเร็จแก่ท่านได้เล่า เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้ให้โอวาทว่า ท่านจงละการบัญญัติว่าคน จงขวนขวายในประโยชน์ของตนเถิด.

พระเถระได้ฟังคำนั้นแล้ว เกิดความสลดใจตามคำอันระบายออกซึ่งความหอมฟุ้งที่ท่านผู้อื่นได้กล่าวแล้ว ทำราตรีโดยมากให้ล่วงไปด้วยการจงกรมพยายามเจริญวิปัสสนา เข้าไปสู่ที่นอนและที่นั่ง พอนั่งบนเตียงเท่านั้นก็คิดว่า เราจะนอนพักผ่อนสักเล็กน้อย ดังนี้แล้วจึงยกเท้าขึ้นจากพื้นพอศีรษะถึงหมอน ในขณะที่สรีระอยู่ในอากาศนั่นแล (อยู่ในท่าอิริยาบถ ๔) ก็ได้บรรลุพระอรหัต.

ในกาลต่อมา พระวัชชีปุตตเถระเกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สหสฺสรํสี ภควา ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหสฺสรํสี ซึ่งในที่นี้ควรจะกล่าวว่า อเนกสตสหสฺสรํสี บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้แล้วว่า สหสฺสรํสี ก็เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา.

คำที่เหลือมีเนื้อความพอที่จะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียวแล. จบอรรถกถาวัชชีปุตตเถราปทาน -----------------------------------------------------

เนื้อความในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-

ยสวรรคที่ ๕๖ อุตตรเถราปทานที่ ๖ (๕๕๖) ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุตตรเถระ

____________________________

วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา (มีอยู่) จึงนำมาเพิ่มให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ.

[๑๔๖] พระผู้มีพระภาคสัมพุทธเจ้าพระ

นามว่า สุเมธะ ทรงประกอบด้วยพระวรลักษณะ

๓๒ ประการ ทรงพอพระทัยในความวิเวก เสด็จ

เข้าไปยังหิมวันตประเทศ

พระมุนี ผู้เป็นบุรุษสูงสุด ทรงประกอบ

ด้วยพระกรุณา ผู้เลิศ ครั้นถึงหิมวันตประเทศ

แล้ว ประทับนั่งขัดสมาธิ.

ในกาลครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดเป็นวิทยาธร

สามารถแม้เหาะไปในอากาศได้ ถืออาวุธวิเศษ

คือตรีศูลอันคมฉกาจนัก ในเวลานั้น ข้าพเจ้า

กำลังเหาะท่องเที่ยวไปในอัมพร.

พระพุทธเจ้า ทรงยังป่าหิมวันต์ให้สว่าง

กระจ่างแจ้งอยู่ เสมือนกองไฟที่ลุกโพลงอยู่

บนยอดภูเขา เสมือนแสงแห่งดวงจันทร์ที่

กำลังเต็มดวง หรือเสมือนต้นพญาสาละที่

มีดอกกำลังบานเต็มต้นฉะนั้น.

จิตของข้าพเจ้าเลื่อมใส เพราะได้เห็น

พระพุทธเจ้า ผู้กำลังเสด็จออกมาจากป่า มี

พระพุทธรังสีกำลังซ่านออก ดุจดังแสงไฟที่

กำลังเผาไหม้ป่าต้นอ้อฉะนั้น.

ข้าพเจ้าได้ถือเอาดอกไม้ ๓ ดอก คือ

ดอกทานตะวัน ดอกกรรณิการ์ และดอกเทว-

คันธีมาบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ.

เพราะอานุภาพของพระพุทธเจ้า ในขณะ

นั้น ดอกไม้ทั้งสามดอกของข้าพเจ้า ได้ทำขั้ว

ขึ้นเบื้องบน เอาดอกลงเบื้องล่าง ทำเป็นดังร่ม

บังเงาให้พระศาสดา.

เพราะกรรมที่ข้าพเจ้า ได้กระทำมาดี

แล้วนั้น ประกอบกับที่ข้าพเจ้าตั้งเจตนาไว้ดี

เมื่อข้าพเจ้าจุติจากความเป็นมนุษย์แล้ว ก็

ไปเกิดในดาวดึงส์.

วิมานของข้าพเจ้าในดาวดึงส์นั้น บุญ

กรรมได้สร้างให้เป็นอย่างดี มีชื่อปรากฏว่า

กัณณิการี สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์.

มียอดแหลม ๑,๐๐๐ ยอด มียอดเป็นโดม

๑๐๐ ยอดประดับด้วยธงสีเหลือง ประกอบด้วย

ป้อมหอคอยหนึ่งแสนป้อม สิ่งเหล่านี้มีปรากฏอยู่

ในวิมานของข้าพเจ้า.

แท่นนั่งสำเร็จด้วยแก้วผลึกก็มี สำเร็จ

ด้วยทอง ด้วยแก้วมณี และด้วยทับทิมก็มี ผู้นั่ง

ย่อมได้ตามปรารถนา.

ที่นอนมีราคามาก ประกอบด้วยชนิดที่

ยัดด้วยนุ่น แต่ละชายประดับด้วยครุยขนสัตว์

และประกอบด้วยหมอน.

ครั้นข้าพเจ้าจุติจากภพแล้ว ท่องเที่ยวไป

สู่ภพเทวดา ข้าพเจ้าท่องเที่ยวไปตามปรารถนา

เป็นผู้มีหมู่เทวดาแวดล้อมแล้ว.

ข้าพเจ้าดำรงอยู่ภายใต้ร่มดอกไม้ ดอก

ไม้กั้นอยู่เบื้องบนข้าพเจ้า กว้างโดยรอบหนึ่ง

ร้อยโยชน์แวดล้อมด้วยดอกกรรณิการ์.

นักดนตรีหกหมื่นคน บำรุงข้าพเจ้า อยู่

ตลอดเวลาตั้งแต่เย็นถึงเช้า แวดล้อมข้าพเจ้า

อยู่เป็นประจำทั้งกลางคืนกลางวัน โดยไม่เกียจ

คร้าน.

ในเทวโลกนั้น ข้าพเจ้ายินดีอยู่กับนางรำ

นางร้อง นางประโคม นางนักดนตรี เพลิดเพลิน

อยู่กับความยินดี บันเทิงอยู่กับความใคร่ในกาม.

ในเทวโลกนั้นมีแต่รับประทานและดื่ม ใน

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเพลิดเพลินอยู่ในไตรทศ พรั่ง

พร้อมไปด้วยหมู่นางสนมนารี ข้าพเจ้าเพลิด

เพลินอยู่ในวิมานอันอุดม.

ข้าพเจ้าเสวยรัชสมบัติอยู่ ๕๐๐ ครั้ง และ

ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ ๓๐๐ ครั้ง ส่วนที่

เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ ไม่อาจจะ

นับประมาณได้.

เมื่อข้าพเจ้าท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างภพ

กับภพ ย่อมได้โภคสมบัติเป็นอันมาก ข้าพเจ้า

ไม่มีความบกพร่องในโภคสมบัติเป็นอันมาก

นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.

เมื่อข้าพเจ้าท่องเที่ยวอยู่ในภพ ก็ท่อง

เที่ยวอยู่ในภพทั้งสอง คือ ภพแห่งเทวดา และ

ภพแห่งมนุษย์ ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติอื่นเลย นี้

เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.

เมื่อข้าพเจ้าเกิด ก็เกิดในตระกูลทั้งสอง

คือ ตระกูลกษัตริย์ และตระกูลพราหมณ์ ข้าพ-

เจ้า ไม่รู้จักตระกูลต่ำเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา

พระพุทธเจ้า.

ข้าพเจ้า ได้รับยานช้าง ยานม้า ยานวอ

อันไปได้รวดเร็ว ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่งการ

บูชาพระพุทธเจ้า.

ข้าพเจ้า ได้รับหมู่ทาสี หมู่ทาส หมู่สตรี

ผู้แต่งกายงดงาม ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่งการ

บูชาพระพุทธเจ้า.

ข้าพเจ้าได้รับผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าลินิน

และผ้าฝ้าย ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่งการบูชา

พระพุทธเจ้า.

ข้าพเจ้า ได้รับผ้าใหม่ และผลไม้ใหม่

โภชนะมีรสอร่อยเลิศ ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่ง

การบูชาพระพุทธเจ้า.

ข้าพเจ้าได้รับคำบอกเล่าว่า เชิญท่านจง

เคี้ยวกินสิ่งนี้ เชิญท่านจงบริโภคสิ่งนี้ เชิญท่าน

จงนอนบนที่นอนนี้ ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่ง

การบูชาพระพุทธเจ้า.

ข้าพเจ้าได้รับการบูชาในที่ทุกแห่ง เกียรติ

ยศของข้าพเจ้าฟุ้งขจรไป มีสหายมากในกาลทุก

เมื่อ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีบริษัทไม่แตกแยกในกาล

ทุกเมื่อ ข้าพเจ้าเป็นผู้สูงสุดกว่าหมู่ญาติ นี้เป็น

ผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.

ข้าพเจ้าไม่รู้จักความหนาว ความร้อน

ไม่มีความเร่าร้อน อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีทุกข์ทาง

จิตในหทัยเลย.

ข้าพเจ้าเป็นผู้มีวรรณะ เพียงดังวรรณะ

แห่งทอง ท่องเที่ยวไปในระหว่างภพกับภพ

ข้าพเจ้าไม่รู้จักความเป็นผู้มีวรรณะต่างออกไป

เลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.

ข้าพเจ้าจุติจากเทวโลกแล้ว อันกุศลมูล

ชักจูงแล้ว ไปเกิดในนครสาวัตถี ในตระกูล

มหาศาล ผู้มั่งคั่ง.

ครั้น ข้าพเจ้าละกามคุณ ๕ แล้ว บวช

ในความเป็นผู้ไม่มีเรือน ข้าพเจ้ามีอายุเพียง ๗

ขวบแต่ปีเกิด ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.

พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุทรงทราบคุณ

ของข้าพเจ้าแล้ว ทรงอนุญาตการอุปสมบท

ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก เป็นผู้ได้รับการบูชา

ผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.

ข้าพเจ้าเป็นผู้มีทิพยจักษุบริสุทธิ์ เป็น

ผู้ฉลาดในสมาธิ เป็นผู้บรรลุถึงฝั่งแห่งอภิญญา

นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.

ข้าพเจ้า เป็นผู้บรรลุปฏิสัมภิทาตามลำดับ

แล้ว เป็นผู้ฉลาดในอิทธิบาท เป็นผู้บรรลุถึงฝั่ง

ในธรรมทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระ

พุทธเจ้า.

ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ ข้าพเจ้าได้บูชาพระ

พุทธเจ้าใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ

เลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.

ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ฯลฯ

ข้าพเจ้าเป็นไม่มีอาสวะอยู่.

ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน

พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระพุทธ

เจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระอุตตรเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบอุตตรเถราปทาน -----------------------------------------------------

ยศวรรคที่ ๕๖ ๕๕๖. อรรถกถาอุตตรเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-

อปทานของท่านอุตรสามเณรมีคำเริ่มต้นว่า สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ท่านเป็นวิทยาธร เที่ยวไปทางอากาศ.

ก็โดยสมัยนั้น พระศาสดาประทับนั่งเปล่งพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ ประการ ณ โคนต้นไม้แห่งหนึ่งระหว่างป่า เพื่อทรงอนุเคราะห์สรรพสัตว์ในที่นั้นนั่นแล.

วิทยาธรนั้นไปทางอากาศ มองเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วมีใจเลื่อมใส ลงจากอากาศนำเอาดอกกรรณิการ์อันบริสุทธิ์สะอาดงามตา น้อมบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า ดอกไม้ทั้งหลายได้ตั้งอยู่ในอาการดังฉัตรอยู่เบื้องบนพระศาสดา.

วิทยาธรนั้นมีจิตเลื่อมใสโดยประมาณยิ่ง ในกาลต่อมากระทำกาละแล้ว บังเกิดในดาวดึงส์ เสวยทิพยสมบัติ ดำรงอยู่ในดาวดึงส์นั้นจนตลอดอายุ จุติจากภพนั้นแล้วท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาลในกรุงราชคฤห์. เขาได้มีชื่อว่าอุตตระ. เขาได้บรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงความสำเร็จในวิชาของพราหมณ์แล้ว ด้วยชาติตระกูล ด้วยรูปสมบัติ ด้วยความรู้ ด้วยวัยและด้วยศีลาจารวัตร เขาจึงได้รับความยกย่องจากชาวโลก.

วัสสการพราหมณ์ตำแหน่งมหาอำมาตย์ประจำแคว้นมคธ ได้มองเห็นสมบัติอันนั้นของอุตตระนั้นแล้ว จึงมีความประสงค์ที่จะยกธิดาของตนมอบให้แก่เขา ได้ประกาศความประสงค์ของตนให้ทราบแล้ว.

อุตตระนั้นปฏิเสธเรื่องผู้หญิง เพราะว่าเขาเป็นผู้มีอัธยาศัยเพื่อจะออกจากทุกข์ เข้าไปหาพระธรรมเสนาบดีเป็นประจำตามกาลอันสมควร ได้ฟังธรรมในสำนักของท่านแล้ว ได้มีศรัทธาบรรพชาแล้ว เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรปฏิบัติ บำรุงพระเถระเป็นประจำ.

ก็โดยสมัยนั้น อาพาธอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแก่พระเถระ. อุตตรสามเณรประสงค์จะปรุงเภสัชถวายพระเถระ รุ่งขึ้นเช้า จึงถือบาตรและจีวรออกจากวิหาร ในระหว่างหนทางได้วางบาตรไว้ใกล้สระน้ำแล้ว เข้าไปใกล้น้ำ ล้างหน้าอยู่.

ครั้งนั้น โจรขุดอุโมงค์คนหนึ่งไปทำการลักขโมยมาแล้ว ถูกพวกตำรวจติดตามไล่จับ ออกจากเมืองโดยถนนใหญ่ เมื่อจะหนีไปได้ใส่ห่อรัตนะที่ตนถือมาลงในบาตรของสามเณรแล้ว จึงหนีไป. แม้สามเณรเข้าไปใกล้บาตรแล้ว.

พวกตำรวจติดตามโจรไป มองเห็นห่อของในบาตรของสามเณรเข้าใจผิดว่า ผู้นี้เป็นโจร ผู้นี้ได้กระทำโจรกรรมแล้ว ดังนี้แล้วจึงผูกแขนสามเณรไพล่หลัง นำไปแสดงแก่ท่านวัสสการพราหมณ์.

ก็ในครั้งนั้น ท่านวัสสการพราหมณ์เป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาประจำพระราชสำนัก ย่อมตัดสินการตัดและการทำลายได้. ท่านวัสสการพราหมณ์กล่าวว่า ครั้งก่อน ท่านไม่เชื่อถ้อยคำเรา ไปบวชในหมู่ผู้ประพฤตินอกรีตนอกรอยจากทางที่บริสุทธิ์ ดังนี้ไม่ยอมชำระคดีให้ขาวสะอาด ใคร่จะตัดสินฆ่าอย่างเดียว โดยวิธีเอาหลาวเสียบเขาทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นแหละ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแลเห็นว่าญาณของเขาแก่กล้าแล้ว จึงเสด็จไปยังสถานที่นั้น ทรงวางพระหัตถ์มีพระองคุลียาวเรียวอ่อนนุ่มดุจปุยนุ่นเหมือนดัดด้วยเปลวไฟ คล้ายท่อธารทองคำสีแดงชาติหลั่งไหลออก เพราะมีพระหัตถ์และพระนขาอันงดงามดุจสำเร็จด้วยแก้วมณีทำให้สั่นสะเทือน ลงบนศีรษะของอุตตรสามเณรตรัสว่า อุตตระ นี้เป็นผลกรรมในครั้งก่อน เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ เธอพึงอดกลั้นด้วยกำลังแห่งปัจจเวกขณญาณแล้ว จึงทรงแสดงธรรมอันเหมาะแก่อัธยาศัย.

อุตตรสามเณรได้รับปีติปราโมทย์อันโอฬาร เพราะเกิดความเลื่อมใสโสมนัสใจ ด้วยการสัมผัสพระหัตถ์ของพระศาสดา เช่นกับได้รับการรดด้วยน้ำอมฤต เริ่มยกจิตขึ้นสู่หนทางวิปัสสนาตามที่ตนได้สั่งสมมา เพราะญาณถึงความแก่กล้า และเพราะความไพเราะแห่งเทศนาของพระศาสดา จึงทำกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไปได้ตามลำดับแห่งมรรค ในขณะนั้นนั่นเอง เป็นผู้ได้อภิญญา ๖.

ก็ครั้นท่านเป็นผู้ได้อภิญญา ๖ แล้วได้ถอนตนขึ้นจากหลาว ยืนอยู่ในอากาศ เพื่ออนุเคราะห์ผู้อื่นจึงแสดงปาฏิหาริย์แล้ว. มหาชนได้เกิดความอัศจรรย์ใจ. ในขณะนั้นนั้นเอง แผลของท่านก็หายสนิทดี.

สามเณรนั้นถูกพวกภิกษุถามว่า อาวุโสได้รับทุกข์ถึงอย่างนั้น เธอยังสามารถเพื่อเจริญวิปัสสนาได้อย่างไร ดังนี้จึงกล่าวว่า อาวุโส จะกล่าวไปทำไมถึงโทษในสงสารของผมเล่า ก็สภาวะแห่งสังขารทั้งหลาย ผมเห็นได้ชัดเจนแล้ว ผมแม้จะเสวยทุกข์ถึงเช่นนั้นก็ยังสามารถเพื่อบรรลุวิปัสสนาได้ และกล่าวอีกว่า ในชาติก่อนเวลาเป็นเด็กหนุ่ม ผมถือหลาวไม้สะเดาไล่แทงแมลงวัน เพราะอาศัยการเล่นจับสัตว์เสียบหลาว จึงได้เสวยความทุกข์ถูกเสียบหลาว ตั้งหลายร้อยชาติอย่างนี้ ในชาติสุดท้ายนี้ก็ยังได้รับทุกข์ถึงอย่างนี้แล.

ครั้นในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงบุรพกรรมได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ ดังนี้.

ในคำนั้นข้าพเจ้าจักทำการอธิบายเฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.

บทว่า วิชฺชาธโร ตทา อาสึ ความว่า เราได้เป็นผู้สามารถไปในอากาศได้ด้วยวิชาที่สำเร็จมามีมนต์ภายนอกศาสนาเป็นต้น รักษาวิชานั้นไม่ให้เสื่อมไปด้วยการประพฤติเสมอ ด้วยอำนาจการบริหารรักษาไว้ จึงได้กำเนิดเกิดเป็นวิทยาธร.

บทว่า อนฺตลิกฺขจโร อหํ ความว่า ชื่อว่าอันตลิกขะ เพราะกระทำการกำหนดเบื้องต้นและที่สุดได้.

อีกความหมายหนึ่ง ชื่อว่าอันตลิกขะ เพราะเป็นเหตุให้กำหนดแลดูเบื้องต้นและที่สุดได้.

อธิบายว่า ในอากาศนั้น ข้าพเจ้าเที่ยวไปในอากาศเป็นประจำ.

บทว่า ติสูลํ สุกตํ คยฺห ความว่า หลาวอันคมกริบ คืออาวุธชั้นยอด ได้แก่หลาวที่ทำเป็นอย่างดี.

อธิบายว่า ข้าพเจ้าถือเอาอาวุธคือหลาวที่ทำอย่างดี สามารถที่จะทิ่มแทง ย่ำยีและประหารสัตว์ได้ แล้วไปทางท้องฟ้า.

คำที่เหลือทั้งหมดมีเนื้อความพอที่จะกำหนดรู้ได้โดยง่าย ด้วยวิธีประกอบตามเนื้อความ เพราะมีความหมายดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. จบอรรถกถาอุตตรเถราปทาน -----------------------------------------------------

เนื้อความในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-

ยสวรรคที่ ๕๖ อปรอุตตรเถราปทาน ๗ (๕๕๗) ว่าด้วยบุพจริยาของพระอปรอุตตรเถระ

____________________________

วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา (มีอยู่) จึงนำมาเพิ่มให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ.

[๑๔๗ ] เมื่อพระพุทธเจ้า พระนามว่า

สิทธัตถะ ผู้เป็นนาถะของโลก ผู้นำโลก นิพพาน

แล้ว ข้าพเจ้าประชุมกันระหว่างพวกญาติของ

ข้าพเจ้าแล้วได้ทำการบูชาพระธาตุ.

ในกัปที่ ๙๔ ข้าพเจ้าได้บูชาพระธาตุใด

ไว้ เพราะกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย นี้

เป็นผลแห่งการบูชาพระธาตุ.

ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ฯลฯ

ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.

ข้าพเจ้าได้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอนของ

พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

ปฏิปทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า

ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระอุตตรเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบอปรอุตตรเถราปทาน -----------------------------------------------------

ยศวรรคที่ ๕๖ ๕๕๗. อรรถกถาอปรอุตตรเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-

อปทานของท่านพระอุตตรเถระรูปอื่นอีกมีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.

ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้วบรรลุนิติภาวะแล้ว ได้เป็นผู้เลื่อมใสในพระศาสนา ประกาศตนเป็นอุบาสก.

เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว อุบาสกนั้นเรียกประชุมหมู่ญาติของตนรวบรวมเครื่องบูชาสักการะมากมายแล้ว ได้ทำการบูชาพระธาตุ. ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์เมืองสาเกตุ มีชื่อว่าอุตตระ เจริญวัยแล้ว ไปเมืองสาวัตถีด้วยการงานบางอย่าง มองเห็นยมกปาฏิหาริย์ที่พระศาสดาทรงกระทำแล้ว ณ โคนต้นคัณฑามพพฤกษ์แล้วเลื่อมใส มีศรัทธาเจริญยิ่งขึ้นด้วยเทศนากาฬการามสูตรอีก บรรพชาแล้วไปยังกรุงราชคฤห์กับพระศาสดา ได้อุปสมบทแล้วเที่ยวจาริกไปอย่างนั้นแล เริ่มเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักแลก็ได้อภิญญา ๖.

ก็ท่านเป็นผู้ได้อภิญญา ๖ เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี จึงออกจากกรุงราชคฤห์ไปยังกรุงสาวัตถีเพื่ออุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ถูกพวกภิกษุถามว่า อาวุโส กิจแห่งการบวช ท่านทำให้ถึงที่สุดได้แล้วหรือ จึงได้พยากรณ์ความเป็นพระอรหันต์แล้ว.

ก็ท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้.

คำนั้นทั้งหมด มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะข้าพเจ้าได้กล่าวความหมายไว้แล้วในหนหลังแล. จบอรรถกถาอปรอุตตรเถราปทาน -----------------------------------------------------

เนื้อความในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-

ยสวรรคที่ ๕๖ ภัททชิเถราปทานที่ ๘ (๕๕๘) ว่าด้วยบุพจริยาของพระภัททชิเถระ

____________________________

วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา (มีอยู่) จึงนำมาเพิ่มให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ.

[๑๔๘] ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ลงสู่สระบัว

ได้ถอนเหง้าบัว อันเป็นอาหารที่ช้างชอบเสพใน

สระนั้นขึ้นมา เพราะเหตุที่มีความหิว.

ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า

พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงไว้ซึ่งความสูงสุด

ผู้กำลังเสด็จมาทางอากาศ.

ผ้าบังสุกุลจีวร ปลิวสะบัดอยู่ ในครั้งนั้น

ข้าพเจ้าได้ยินเสียง ข้าพเจ้าจึงแหงนหน้าขึ้นมอง

ดูเบื้องบน ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้นายกของโลก.

ข้าพเจ้ายืนสงบอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ได้

ทูลอาราธนาพระโลกนายกให้ทรงรับน้ำผึ้ง พร้อม

กับเหง้าบัว น้ำนม เนยใส และเหง้าบัว.

พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ ทรงรับภิกษาแล้ว

เพื่อทรงอนุเคราะห์ข้าพเจ้า แต่นั้นพระศาสดาผู้มี

พระกรุณา ผู้มีพระยศใหญ่ เสด็จลงมาจากอากาศ

แล้ว.

พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ จึงทรงรับภิกษา

ของข้าพเจ้า เพื่อทรงอนุเคราะห์ข้าพเจ้า ครั้นทรง

รับแล้ว ได้ทรงกระทำอนุโมทนาแก่ข้าพเจ้าว่า

ท่านผู้มีบุญใหญ่ ท่านจงมีความสุข คติจง

สำเร็จแก่ท่าน ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายเหง้าบัวนี้

ท่านจงได้สุขอันไพบูลย์เถิด.

พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ

ครั้นตรัสพระดำรัสนี้แล้ว พระสัมพุทธเจ้าได้นำ

ภิกษาไปทางอากาศ พระพุทธชินเจ้าได้เสด็จไป

ทางอากาศแล้ว.

แต่นั้น ข้าพเจ้าถือเอาเหง้าบัวกลับไปยัง

อาศรมของข้าพเจ้า ได้แขวนพวงเหง้าบัวไว้ที่

ต้นไม้แล้ว ระลึกถึงทานของข้าพเจ้า.

ครั้งนั้น ลมพายุใหญ่ก็เกิดขึ้น ไฟป่าก็

ไหม้ป่า อากาศก็กำเริบคะนองยิ่ง และในขณะ

นั้น ฟ้าก็ผ่าลงมา.

ครั้งนั้น อสุนีบาตตกบนศีรษะข้าพเจ้า

จนล้มลง ในขณะนั้น ข้าพเจ้านั่งสงบอยู่ ข้าพเจ้า

ได้ทำกาละแล้วในที่นั้น.

ข้าพเจ้าระลึกถึงบุญกรรมแล้ว ไปอุปบัติ

ยังดุสิต ข้าพเจ้าละทิ้งซากร่างกายไว้ แต่ข้าพเจ้า

ไปร่าเริงยินดีอยู่ในเทวโลก.

สตรี ๘๖,๐๐๐ นาง ประดับตกแต่งร่างกาย

งาม คอยบำรุงรับใช้ทั้งเวลาเช้าและเวลาเย็น อันนี้

เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว.

ครั้นกลับมาสู่กำเนิดมนุษย์ แต่ละครั้ง

ข้าพเจ้ามีแต่ความสุข โภคะทั้งหลายของข้าพเจ้า

ไม่บกพร่องเลย นี้เป็นผลของการถวายเหง้าบัว.

ข้าพเจ้าผู้อันกรรมนั้นและเทพแห่งเทพ

ผู้คงที่อนุเคราะห์แล้ว เพราะเป็นผู้สิ้นอาสวะทั้ง

ปวงแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีแล้ว.

ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ ในครั้งนั้น

ข้าพเจ้าได้ถวายเหง้าบัวใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้า

ไม่รู้จักทุคติเลย อันนี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว.

ข้าพเจ้าได้เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ฯลฯ

ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.

ข้าพเจ้าได้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอนของ

พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระพุทธ

เจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระภัททชิเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้แล. จบภัททชิเถราปทาน -----------------------------------------------------

ยศวรรคที่ ๕๖ ๕๕๘. อรรถกถาภัททชิเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-

อปทานของท่านพระภัททชิเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า โอคยฺหาหํ โปกฺขรณึ ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว จบการศึกษาในศิลปะวิชาการของหมู่พราหมณ์ ละกามบวชเป็นพระดาบส สร้างอาศรมอยู่ในป่า.

วันหนึ่งเห็นพระศาสดาเสด็จมาทางอากาศ มีใจเลื่อมใส ได้ยืนประคองอัญชลี.

พระศาสดาทรงเห็นอัธยาศัยของเขา จึงเสด็จลงจากอากาศ.

ก็เขาได้น้อมน้ำผึ้ง เหง้าบัว เนยใสและนมสดเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เสด็จลงแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์เขาจึงทรงรับสิ่งของนั้นแล้ว ทรงกระทำอนุโมทนา เสด็จหลักไป.

ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจึงได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ดำรงอยู่ในสวรรค์ชั้นนั้นจนตลอดอายุแล้ว จุติจากอัตภาพนั้นท่องเที่ยวไปมาในเฉพาะแต่สุคติภพอย่างเดียวเท่านั้น.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เขาเป็นเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากมาย ได้นิมนต์ให้ภิกษุ ๑ ล้าน ๘ แสนรูปใช้สอยนุ่งห่มผ้าไตรจีวรแล้ว.

เขาได้ทำกุศลไว้เป็นอันมากอย่างนั้นแล้วก็ได้บังเกิดในเทวโลก. เขาดำรงอยู่ในเทวโลกนั้นจนตลอดอายุแล้ว ก็เคลื่อนจากเทวโลกนั้นได้บังเกิดในมนุษยโลก ในโลกที่ว่างเปล่าจากพระพุทธเจ้า ได้บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ด้วยปัจจัย ๔ แล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ได้บังเกิดในราชตระกูล เมื่อจะพร่ำสอนความเป็นพระราชา ได้บำรุงบุตรของตนผู้บรรลุพระปัจเจกโพธิญาณอยู่แล้ว ถือเอาพระธาตุของท่านผู้ปรินิพพานแล้ว สร้างเป็นเจดีย์บูชาแล้ว.

เขาได้บำเพ็ญบุญเหล่านั้นไว้ในภพนั้นอย่างนั้นแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดเป็นลูกชายคนเดียวของภัททิยเศรษฐี ผู้มีทรัพย์สมบัติมาถึง ๘๐ โกฏิ ในภัททิยนคร. เขาได้มีชื่อว่าภัททชิ.

ทราบว่า อิสริยสมบัติ โภคสมบัติและบริวารสมบัติของเขา ได้มีในภพสุดท้าย คล้ายกับของพระโพธิสัตว์ฉะนั้น.

ในคราวนั้น พระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี เพื่อจะทรงทำการสงเคราะห์ภัททชิกุมาร จึงพร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จไปยังภัททิยนคร ประทับอยู่ในชาติวัน ทรงคอยเวลาให้ญาณของเขาแก่กล้าเสียก่อน.

แม้ภัททชิกุมารนั้นก็นั่งอยู่บนปราสาทเปิดสีหบัญชรมองดู เห็นมหาชนกำลังเดินไปฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถามว่า มหาชนนี้กำลังไปไหนกันดังนี้.

ครั้นทราบเหตุอันนั้นแล้ว แม้ตนเองพร้อมด้วยบริวารหมู่ใหญ่ก็ไปสำนักของพระศาสดา ฟังธรรม ทั้งที่ประดับประดาไปด้วยอาภรณ์พร้อมสรรพ ทำกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ได้บรรลุพระอรหัต.

ก็เมื่อท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว พระศาสดาตักเตือนท่านภัททิยเศรษฐีว่า ลูกชายของท่านประดับประดาด้วยเครื่องอลังการ ฟังธรรม ได้ดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว. บุตรของท่านสมควรเพื่อจะได้บวชเสียเดี๋ยวนี้แหละ ถ้าจักไม่บวช ก็จักปรินิพพานแน่.

เศรษฐีกราบทูลว่า บุตรของข้าพระองค์ยังเป็นคนหนุ่มแน่นอยู่ กิจด้วยการปรินิพพานจะมีไม่ได้ ขอพระองค์จงให้เขาบวชเถิด.

พระศาสดาทรงให้เขาได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ประทับอยู่ในที่นั้นได้ ๗ วันแล้ว ก็เสด็จไปถึงโกฏิตาม.

ก็หมู่บ้านนั้นได้ตั้งอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา. ก็ชาวบ้านโกฏิคามได้ยังมหาทานให้เป็นไปแก่หมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. พระภัททชิเถระไปยังนอกหมู่บ้าน เพื่อปรารภจะให้พระศาสดาทรงอนุโมทนาเสียก่อน ด้วยคิดว่า ในเวลาที่พระศาสดาเสด็จมาใกล้หนทางฝั่งแม่น้ำคงคาจึงจักออกไปดงนี้ ทำการกำหนดเวลาแล้ว ก็นั่งเข้าสมาบัติ ณ โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง.

แม้เมื่อพระมหาเถระทั้งหลายจะมาก็ไม่ยอมลุกขึ้น ต่อเมื่อถึงเวลาที่พระศาสดาเสด็จมาแล้วเท่านั้น จึงลุกขึ้น.

พวกภิกษุผู้เป็นปุถุชนก็พากันเพ่งโทษว่า ภิกษุรูปนี้บวชมายังไม่ทันไรเลย ก็กลายเป็นผู้แข็งกระด้าง ไม่ยอมลุกขึ้นในเวลาที่พระมหาเถระทั้งหลายมาถึง.

ชาวบ้านโกฏิคามได้พากันผูกเรือแพเป็นอันมากเพื่อพระศาสดาและภิกษุสงฆ์.

พระศาสดาทรงพระดำริว่า เราจะประกาศถึงอานุภาพของพระภัททชิ แล้วจึงประทับยืนบนเรือ ตรัสถามว่า ภัททชิไปไหน?

พระภัททชิเถระกราบทูลว่า พระเจ้าข้า แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วได้ยืนประคองอัญชลี.

พระศาสดาตรัสว่า ภัททชิ มานี่ซิ, เธอจงขึ้นเรือลำเดียวกันกับเราเถอะ.

พระภัททชินั้นจึงเหาะขึ้นแล้ว ได้ยืนในเรือลำที่พระศาสดาประทับอยู่แล้ว.

ในเวลาที่เรือแล่นไปในท่ามกลางแม่น้ำคงคา พระศาสดาตรัสว่า ภัททชิ ในเวลาที่เธอเป็นพระเจ้ามหาปนาทะ รัตนปราสาทจมลงในที่ไหนเล่า? พระเถระกราบทูลว่า จมลงในที่ตรงนี้ พระเจ้าข้า.

พระศาสดาตรัสว่า ภัททชิ ถ้าเช่นนั้น เธอจงตัดความสงสัยของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายเสียเถอะ.

ในขณะนั้น พระเถระจึงถวายบังคมพระศาสดาแล้วไปด้วยกำลังแห่งฤทธิ์แล้ว เอาระหว่างนิ้วเท้าคีบยอดปราสาท ถือปราสาทอัน ใหญ่ประมาณ ๓๕ โยชน์ไว้ เหาะไปในอากาศ. ก็เมื่อเหาะไป ได้ยกขึ้นสูงถึง ๕๐ โยชน์.

ลำดับนั้น พวกญาติของท่านในภพก่อน ซึ่งได้เกิดเป็นปลาเต่าและกบ ด้วยความโลภในปราสาท เมื่อปราสาทนั้นถูกยกลอยไป ก็พากันล้มกลิ้งไปมา.

พระศาสดาทรงเห็นสัตว์เหล่านั้นล้มกลิ้งเช่นนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ภัททชิ พวกญาติของเธอกำลังลำบากนะ. พระเถระเชื่อพระดำรัส ของพระศาสดา จึงปล่อยปราสาทแล้ว. ปราสาทก็คงตั้งสถิตอยู่ตามเดิมนั่นแล.

พระศาสดาเสด็จถึงฝั่งแล้ว ถูกพวกภิกษุทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปราสาทหลังนี้อันพระภัททชิเถระ ให้จมลงเมื่อไร แล้วจึงตรัสมหาปนาทชาดก ทำชนหมู่มากให้ได้ดื่มน้ำอมตะคือธรรมะ.

ส่วนพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุญสมภารในกาลก่อนแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า โอคยฺหาหํ โปกฺขรณี ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอคยฺหาหํ โปกฺขรณี ความว่า ข้าพเจ้าหยั่งลงดำลง เข้าไปหยั่งลงไปสู่ชลาลัยอันได้นามว่าโบกขรณี เพราะเขาขุดห้วงน้ำใหญ่และกว้างมากมาย คือเมื่อข้าพเจ้าเข้าไปยังสระโบกขรณีนั้นเพื่อของกินและของเคี้ยวแล้วเก็บเอาเหง้าบัวและรากบุณฑริกขึ้นมา.

คำที่เหลือมีเนื้อความพอที่จะกำหนดได้โดยง่าย ตามลำดับแห่งเนื้อความ เพราะข้าพเจ้าได้กล่าวเนื้อความไว้แล้วในหนหลัง และเพราะมีเนื้อความง่ายทั้งหมดแล. จบอรรถกถาภัททชิเถราปทาน -----------------------------------------------------

เนื้อความในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-

ยสวรรคที่ ๕๖ สิวกเถราปทานที่ ๙ (๕๕๙) ว่าด้วยบุพจริยาของพระสิวกเถระ

____________________________

วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา (มีอยู่) จึงนำมาเพิ่มให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ.

[๑๔๙ ] ข้าพเจ้าได้เห็นบาตรของพระวิปัสสี

พุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้กำลังเสด็จไป เพื่อ

แสวงหาบิณฑะ ว่างเปล่า จึงถวายขนมกุมมาสจนเต็ม.

ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้

ถวายภิกษาใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ

เลย นี้เป็นผลของการถวายขนมกุมมาส.

ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้า

เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.

ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอนของ

พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระสิวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบสิวกเถราปทาน -----------------------------------------------------

ยศวรรคที่ ๕๖ ๕๕๙. อรรถกถาสิวกเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-

อปทานของท่านพระสิวกเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า เอสนาย จรนฺตสฺส ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต มีใจเลื่อมใส รับบาตรมาบรรจุขนมกุมมาสจนเต็มแล้วจึงได้ถวาย.

ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุลของพราหมณ์ ในกรุงราชคฤห์ เขาได้มีชื่อว่าสิวกะ.

เขาเจริญวัยแล้วจบการศึกษาในวิชาและศิลปะทั้งหลายแล้ว เพราะค่าที่ตนมีอัธยาศัยใคร่จะออกบวช จึงละกาม บวชเป็นพระดาบส ท่องเที่ยวจาริกไป ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมแล้วได้มีศรัทธาบวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา ไม่นานเท่าไรนักก็ได้บรรลุพระอรหัต.

ท่านครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า เอสนาย จรนฺตสฺส ดังนี้.

คำนั้นทั้งหมดบัณฑิตพอที่จะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล. จบอรรถกถาสิวกเถราปทาน -----------------------------------------------------

เนื้อความในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-

ยสวรรคที่ ๕๖ อุปวานเถราปทานที่ ๑๐ (๕๖๑) ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุปวานเถระ

____________________________

วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา (มีอยู่) จึงนำมาเพิ่มให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ.

ในบาลีทีฆนิกายเล่มที่ ๑๐ ข้อ ๑๓๐ ว่า อุปวาณเถระ.

[๑๕๐] พระชินเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ผู้รุ่งโรจน์แล้ว เสมือน

กองเพลิงที่ลุกโพลงฉะนั้น พระสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน

แล้ว.

มหาชนมาประชุมกันแล้ว บูชาพระตถาคต

กระทำจิตกาธานให้ดีแล้ว ยกพระสรีระขึ้นสู่จิตกาธาน

แล้ว.

กระทำสรีรกิจแล้ว รวบรวมพระธาตุไว้ ในที่

นั้น มนุษย์และเทวดาทั้งสิ้นเหล่านั้น ได้กระทำพระ

สถูปพระพุทธเจ้าแล้ว.

พระสถูปนั้น ชั้นหนึ่งสำเร็จด้วยทอง ชั้นที่

สองสำเร็จด้วยแก้วมณี ชั้นที่สามสำเร็จด้วยเงิน ชั้น

ที่สี่สำเร็จด้วยแก้วผลึก.

ที่พระสถูปชั้นที่ห้านั่นแล สำเร็จด้วยแก้ว

ทับทิมล้วน ชั้นที่หกสำเร็จด้วยแก้วลาย ทั่วทั้งองค์

ตลอดถึงยอดสำเร็จด้วยรัตนะ ทางเท้าสำเร็จด้วย

แก้วมณี แท่นบูชาสำเร็จด้วยรัตนะ พระสถูปทั้งองค์

สำเร็จด้วยทอง สูงหนึ่งโยชน์.

เทวดาทั้งหลายมาประชุมกัน ณ ที่นั้น

ร่วมปรึกษากันในครั้งนั้นว่า แม้พวกเราจักพากัน

เสริมแต่งพระสถูปของพระโลกนาถเจ้าผู้คงที่บ้าง.

พระธาตุมิได้กระจัดกระจาย พระสรีระ

ธาตุเป็นก้อนเดียว พวกเราจะเสริมแต่งหุ้มพระ

พุทธสถูปนี้.

เทวดาทั้งหลายได้เสริมแต่งพระสถูปให้สูง

ขึ้นอีกหนึ่งโยชน์ ประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ

เพราะฉะนั้น พระสถูปจึงสูงเป็นสองโยชน์ พระ

สถูปนั้นสูงขึ้นไปในหมอก.

พวกนาคทั้งหลายมาประชุมกัน ณ ที่นั้น

ร่วมปรึกษากันในครั้งนั้นว่า มนุษย์และเทวดา

ทั้งหลายเหล่านั้นได้สร้างพระพุทธสถูปกันแล้ว

พวกเราอย่าได้เป็นผู้ประมาทเลย เพราะ

พวกมนุษย์และเทวดา เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว

แม้พวกเราจักเสริมแต่งพระสถูปของพระโลกนาถ

เจ้า ผู้คงที่บ้าง.

พวกนาคได้ประชุมกันแล้ว ได้หุ้มห่อพระ

สถูป ด้วยแก้วอินทนิล แก้วมหาอินทนิลและแก้ว

โชติรส.

องค์พระพุทธเจดีย์ได้สำเร็จด้วยแก้วมณี

ตลอดทั้งองค์ เพิ่มความสูงขึ้นเป็นสามโยชน์

ในครั้งนั้นได้กระทำที่นั้นให้สว่างแล้ว.

พวกครุฑมาประชุมกันแล้วร่วมปรึกษา

กันในครั้งนั้นว่า มนุษย์ เทวดาและนาคเหล่า

นั้นได้พากันกระทำพุทธบูชาแล้ว.

พวกเราอย่าได้ประมาทเลย พวกมนุษย์

เทวดาและนาค เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว แม้พวก

เราก็จักเสริมแต่งพระสถูปของพระโลกนาถเจ้า

ผู้คงที่บ้าง.

พวกครุฑเหล่านั้นได้กระทำการหุ้มห่อ

พระสถูป ให้สำเร็จด้วยแก้วมณีทั้งองค์ แม้พวก

ครุฑเหล่านั้นได้เสริมแต่งพระพุทธเจดีย์ให้สูง

ขึ้นอีกหนึ่งโยชน์.

พระพุทธสถูปจึงสูงขึ้นเป็นสี่โยชน์

รุ่งโรจน์ยิ่ง สว่างแจ้งไปทุกทิศ แสงสว่างพวยพุ่ง

ขึ้นสูง สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ฉะนั้น.

พวกกุมภัณฑ์มาประชุมกันแล้ว ร่วม

ปรึกษากันในครั้งนั้นเหมือนอย่างที่มนุษย์

เทวดา นาคและครุฑปรึกษากันฉะนั้น พวก

เขาเหล่านั้นต่างพากันกระทำพระสถูปอันอุดม

ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐแล้ว พวกเราอย่า

เป็นผู้ประมาทเลย พวกมนุษย์และเทวดาเป็น

ต้น เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว.

แม้พวกเราก็จักเสริมแต่งพระสถูปของ

พระโลกนาถเจ้าผู้คงที่บ้าง พวกเราจักเสริมแต่ง

พระพุทธเจดีย์ให้สูงขึ้นไปด้วยรัตนะ.

แม้พวกเขาเหล่านั้นก็ได้เสริมแต่ง พระ

พุทธเจดีย์ให้สูงขึ้นไปหนึ่งโยชน์ ครั้งนั้นพระ

สถูปจึงสูงห้าโยชน์ ส่องแสงสว่างอยู่.

พวกยักษ์ได้มาในที่นั้นแล้ว ต่างประชุม

ปรึกษากันในครั้งนั้นว่า พวกมนุษย์ เทวดา นาค

ครุฑและกุมภัณฑ์ ได้เสริมแต่งพระสถูปแล้ว.

พวกเขาเหล่านั้นต่างได้กระทำพระสถูป

อันอุดมของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐแล้ว พวกเรา

อย่าได้เป็นผู้ประมาทเลย พวกมนุษย์และเทวดา

เป็นต้นเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว.

แม้พวกเราก็จักเสริมแต่งพระสถูปของพระ

โลกนาถเจ้า ผู้คงที่บ้าง พวกเราจักเสริมแต่งพระ

พุทธเจดีย์ ด้วยแก้วผลึก.

แม้พวกเขา (ยักษ์) เหล่านั้น ได้เสริมแต่ง

พระพุทธเจดีย์ให้สูงขึ้นหนึ่งโยชน์ ในครั้งนั้น

พระสถูปจึงสูงเป็นหกโยชน์ ส่องสว่างอยู่.

พวกคนธรรพ์ได้มาประชุมกันแล้ว ได้

ประชุมปรึกษากันในครั้งนั้นว่า พวกมนุษย์

เทวดา นาค กุมภัณฑ์และครุฑ ได้กระทำกัน

แล้วอย่างนั้น.

พวกเขาทั้งหมดได้กระทำพระพุทธสถูป

แล้ว พวกเราในที่นี้ยังมิได้กระทำ แม้พวกเรา

ก็จักกระทำพระสถูปของพระโลกนาถเจ้าผู้คงที่

บ้าง.

ในครั้งนั้น พวกคนธรรพ์ได้กระทำที่

บูชา ๗ ที่ กระทำธงและฉัตรแต่งเสริมพระสถูป

ให้สำเร็จด้วยทองคำทั้งองค์.

ในครั้งนั้น พระสถูปสูงได้เจ็ดโยชน์

ส่องแสงสว่างอยู่ จนไม่ปรากฏว่า เป็นกลางคืน

หรือกลางวัน โลกคงมีแต่แสงสว่างตลอดกาล.

แสงสว่างของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และ

ดวงดาวทั้งหลาย ไม่ครอบงำแสงสว่างพระสถูป

นั้นได้ แสงสว่างนั้นสว่างแผ่ไปถึงระยะหนึ่ง

ร้อยโยชน์โดยรอบ จนแม้ประทีป ก็ไม่สว่าง

ในกาลนั้น มนุษย์บางพวกบูชาพระสถูป

อยู่ ทั้งที่นั้นมนุษย์เหล่านั้นก็มิได้ขึ้นสู่พระสถูป

มนุษย์เหล่านั้นก็เสมือนขึ้นไปอยู่สูงในท้องฟ้า

ฉะนั้น.

ยักษ์มีนามว่าอภิสมมต ยืนอยู่กับพวก

เทวดา ได้ยกธงและพวงดอกไม้ขึ้นสูงยิ่ง.

ชนเหล่านั้นมิได้เห็นยักษ์นั้น เมื่อเดิน

ไปก็เห็นพวงดอกไม้ เมื่อเห็นพวงดอกไม้ ก็เดิน

ไปอยู่อย่างนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมไปสู่

สุคติ.

มนุษย์เหล่าใด ประพฤติชอบในปาพจน์

และเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มนุษย์เหล่านั้น

ใคร่จะเห็นปาฏิหาริย์ จึงบูชาพระสถูป.

ครั้นเมื่อข้าพเจ้าเกิดเป็นคนรับจ้าง อาศัย

อยู่ในพระนครหังสวดี เห็นชนรื่นเริงยินดีแล้ว

จึงคิดอย่างนี้ว่า

ก็ชนเหล่านี้ยินดีแล้ว ย่อมไม่อิ่มต่อการ

บุญที่ควรกระทำ อันปรากฏในพระสถูป บรรจุ

พระธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้สูงสุดพระองค์

นั้น.

แม้ข้าพเจ้าจักกระทำบุญ ข้าพเจ้าจักเป็น

ทายาทในธรรมของพระโลกนาถเจ้าผู้คงที่ พระ

องค์นั้น ในอนาคตกาลบ้าง.

ข้าพเจ้าจักทำความสะอาด ด้วยการเช็ด

ล้างพระสถูป ยกธงแผ่นผ้าของข้าพเจ้าขึ้นให้สูง

ผูกธงที่ปลายไม้ไผ่แล้วยกขึ้น.

ข้าพเจ้ายืนประคองธงอยู่ ธงของข้าพเจ้า

ถูกยกสูงขึ้นไปในอัมพร ข้าพเจ้าเห็นธงถูกลมปลิว

สะบัดแล้ว ข้าพเจ้ามีความยินดีเกิดขึ้นแล้ว

ข้าพเจ้ากระทำจิตให้เลื่อมใสในพระสถูป

นั้น จึงเข้าไปหาพระสมณะ ถวายอภิวาทพระภิกษุ

นั้น ถามถึงวิบากในการถวายธง.

พระภิกษุนั้นมีความยินดี กล่าวกับข้าพเจ้า

คือกล่าวถึงวิบากของการถวายธงนั้น ยังความปีติ

ให้เกิดแก่ข้าพเจ้า ตลอดกาลทั้งปวง.

กองทหารช้าง กองทหารม้า กองทหารรถ

กองทหารเดินเท้า และจตุรงคเสนาแวดล้อมเขา

อยู่เป็นประจำ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง.

นักดนตรีหกหมื่นคน กับกลองที่ประดับ

แล้ว แวดล้อมเขาอยู่เป็นประจำ นี้เป็นผลแห่ง

การถวายธง.

สตรีผู้ประดับตกแต่งแล้ว ๘๖,๐๐๐ นาง

ประดับตกแต่งด้วยเครื่องผ้าอาภรณ์อันวิจิตร

ประดับประดาด้วยแก้วมณีและตุ้มหู.

มีปากงาม เจรจาด้วยความยิ้มแย้ม อกผึ่ง

ตะโพกผาย ทรวดทรงองค์เอวกลมกลึง แวดล้อม

เขาอยู่เป็นประจำ นี้เป็นผลของการถวายธง.

ท่านจักยินดีในเทวโลก ตลอดเวลาสาม

หมื่นกัป จักเป็นจอมเทวดา ๘๐ ครั้ง จักเสวย

เทวรัชสมบัติ.

จักเป็นพระราชา ๑,๐๐๐ ครั้ง และจัก

เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง จักเป็นพระ

เจ้าประเทศราช ผู้ไพบูลย์โดยประมาณนับมิได้.

ในกัปที่หนึ่งแสน พระมหาบุรุษจักทรง

สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช มีพระนามตาม

พระโคตรว่าโคตมะ จักทรงเป็นพระศาสดาในโลก.

ครั้นจุติจากเทวโลกแล้ว อันกุศลตักเตือน

แล้ว อันบุญกรรมให้ระลึกได้แล้ว จักเกิดเป็น

พราหมณ์.

ท่านจักทอดทิ้งโภคสมบัติจำนวน ๘๐ โกฏิ

ทาสและกรรมกรเป็นจำนวนมาก จักบวชในพระ

ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคตมะ.

ท่านจักกราบทูลพระสัมพุทธเจ้า พระนาม

ว่าโคตมะ ผู้ประเสริฐในสักยวงศ์ให้ทรงยินดี ด้วย

ชื่อว่าอุปวานะ จักเป็นสาวกของพระศาสดา.

กรรมที่ข้าพเจ้ากระทำไว้ในแสนกัป จัก

ให้ผลแก่ข้าพเจ้าในกัปนี้ ข้าพเจ้าได้หลุดพ้นแล้ว

จากแรงเสียบแทงของกิเลสเพียงดังลูกศร ข้าพเจ้า

เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว.

ธงทั้งหลายได้ชักขึ้นเพื่อข้าพเจ้า ได้เป็น

พระเจ้าจักรพรรดิ ผู้สงบ ผู้ปกครองทวีปทั้ง ๔ โดย

รอบสามโยชน์ ในกาลทุกเมื่อ.

แต่ในกัปที่แสนในกาลนั้น ข้าพเจ้าได้

กระทำกรรมใดไว้ ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จัก

ทุคติเลย อันนี้เป็นผลแห่งการถวายธง.

กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาทิ้งไปสิ้น

แล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.

ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล ฯลฯ คำสอนของ

พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระพุทธ

เจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระอุปวานเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบอุปวานเถราปทาน -----------------------------------------------------

ยศวรรคที่ ๕๖ ๕๖๐. อรรถกถาอุปวาณเถราปทาน

____________________________

บาลีเป็น อุปวานเถระ

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-

เรื่องราวของท่านพระอุปวาณเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้.

ได้ทราบว่า พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.

เพราะถูกกรรมบางอย่างมาตัดรอน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เขาจึงได้มาบังเกิดในตระกูลคนยากจน บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้เก็บเอาพระธาตุของพระองค์ไว้แล้ว เมื่อพวกมนุษย์ เทวดา นาคราช ครุฑ ยักษ์ กุมภัณฑ์และคนธรรพ์ พากันสร้างสถูปประมาณ ๗ โยชน์ อันสำเร็จล้วนด้วยรัตนะ ๗ ประการ ได้เอาผ้าอุตตราสงฆ์อันขาวสะอาดของตนทำเป็นธงผูกติดปลายไม้ไผ่แล้ว ได้ทำการบูชา ณ ที่สถูปนั้น.

เสนาบดียักษ์ชื่อว่าอภิสัมมตกะ ถือเอาธงนั้น ได้ตั้งพวกเทวดาไว้เพื่อรักษาเครื่องบูชาที่พระเจดีย์แล้ว เป็นผู้ไม่ปรากฏกาย ทรงตัวอยู่ในอากาศ ได้ทำประทักษิณพระเจดีย์ ๓ รอบ.

ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี ได้มีชื่อว่าอุปวาณะ เจริญวัยแล้ว ได้มองเห็นพุทธานุภาพในการรับพระเชตวัน ได้มีศรัทธาบวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา ได้อภิญญา ๖ แล้ว.

ก็โดยสมัยนั้น อาพาธเกี่ยวด้วยโรคลมได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พราหมณ์ชื่อว่าเทวหิตะ ผู้เป็นสหายคฤหัสถ์ของพระเถระ อยู่ประจำในกรุงสาวัตถี. เขาได้ปวารณาพระเถระไว้ด้วยปัจจัย ๔.

ลำดับนั้น ท่านพระอุปวาณะนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปยังนิเวศน์ของพราหมณ์นั้นแล้ว. พราหมณ์ทราบว่าพระเถระเห็นจักมาด้วยประโยชน์อะไรสักอย่างเป็นแน่ จึงพูดว่า พระคุณเจ้าต้องการอะไร ก็พูดมาเถอะขอรับ.

พระเถระเมื่อจะบอกถึงความประสงค์แก่พราหมณ์นั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

พราหมณ์เอ๋ย! พระสุคตมุนีเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์

ในโลก ถูกโรคลมเข้าเบียดเบียน ถ้าท่านมีน้ำอุ่นจงถวาย

แด่พระมุนีเจ้าเถิด การบูชาแล้วแก่ผู้ควรบูชา การสักการะ

แล้วแก่ผู้ควรสักการะ การนอบน้อมแล้วแก่ผู้ควรนอบน้อม

เราปรารถนาเพื่อจะนำน้ำอุ่นไปเพื่อพระมุนีเจ้าพระองค์นั้น.

เนื้อความแห่งบาทคาถานั้นว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด อันพวกเทวดามีท้าวสักกะเป็นต้นและอันพวกพรหมมีท้าวมหาพรหมเป็นต้น ได้บูชาแล้วแก่ผู้ควรบูชาในโลกนี้, ผู้อันพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าโกศลเป็นต้นทรงกระทำสักการะแล้ว แก่ผู้ควรสักการะ, ผู้อันพระขีณาสพผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่นอบน้อมแล้ว แก่ผู้ควรนอบน้อม, ทรงเป็นพระอรหันต์ เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลายเป็นต้น, ทรงเป็นผู้เสด็จไปดี เพราะเสด็จไปได้อย่างงดงามเป็นต้น, ทรงเป็นพระสัพพัญญู เป็นพระมุนีคือพระศาสดาของพวกเรา ซึ่งทรงเป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา ทรงเป็นท้าวสักกะยิ่งกว่าท้าวสักกะ ทรงเป็นท้าวมหาพรหมยิ่งกว่าพวกพรหม. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นถูกโรคลม มีลมเป็นเหตุ เกิดการกระสับกระส่ายเพราะลมเป็นเหตุ ทรงกลายเป็นผู้อาพาธ.

ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าท่านมีน้ำอุ่น, เราปรารถนาจะนำน้ำอุ่นนั้นไปเพื่อระงับอาพาธเนื่องด้วยโรคลมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ดังนี้.

พราหมณ์ได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงได้น้อมเภสัชระงับโรคลม อันพอเหมาะกับน้ำอุ่นนั้นเข้าไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.

ก็โรคของพระศาสดา ได้ระงับแล้วด้วยเภสัชนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนาแล้วแก่พราหมณ์นั้น.

ลำดับนั้น ท่านพระอุปวาณะได้ระลึกถึงบุรพกรรมของตน ในกาลต่อมา เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงได้กล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทุมุตฺตโร เป็นต้น มีเนื้อความตามที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นนั่นแล.

บทว่า มหาชน สมาคมฺม ความว่า ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นได้รวมกันเป็นกลุ่ม.

บทว่า จิตกํ กตฺวา เชื่อมความว่า ชนทั้งหลายได้ทำจิตกาธานด้วยหมู่ไม้จันทน์สูงตั้งโยชน์ แล้วยกพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้นวางบนจิตกาธานนั้น.

บทว่า สรีรกิจฺจํ กตฺวาน ความว่า กระทำกิจคือการเผาด้วยไฟ คือการจุดไฟ.

บทว่า ชงฺฆา มณิมยา อาสิ ความว่า ทางเท้าไปที่สถูปอันพวกมนุษย์สร้างขึ้นไว้ คือสร้างทำด้วยแก้วมณี ได้แก่ทำสถานที่นั้นด้วยแก้วอินทนิล เพื่อนำดอกไม้ไป.

บทว่า มยมฺปิ ความว่า พวกเทวดาทั้งหมดจักสร้างสถูปไว้แน่.

บทว่า ธาตุ อาเวณิกา นตฺถิ ความว่า พระธาตุไม่มีเป็นแผนกๆ เพื่อที่พวกเทวดาและมนุษย์จะสร้างเจดีย์ไว้เป็นแห่งๆ เมื่อจะแสดงถึงพระธาตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า สรีรํ เอกปิณฺฑิตํ เป็นต้น.

อธิบายว่า ด้วยกำลังแห่งการอธิษฐานพระสรีรธาตุทั้งสิ้น จึงได้เป็นเพียงก้อนเดียวเท่านั้น เปรียบดุจพระปฏิมาที่สำเร็จด้วยศิลาก้อนเดียว ฉะนั้น.

บทว่า อิมมฺหิ พุทฺธถูปมฺหิ ความว่า พวกเราทั้งหมดจักมาพร้อมกันแล้ว ช่วยกันสร้างเครื่องปกคลุมสถูปไว้ ณ สถูปทองคำนี้ ที่พวกชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นได้พากันสร้างไว้แล้ว.

บทว่า อินฺทนีลํ มหานีลํ ความว่า แก้วมณีที่มีสีและแสงดุจดอกบัวสีน้ำเงิน เรียกว่าแก้วอินทนิล.

เชื่อมความว่า ชื่อว่าแก้วมณีก้อนใหญ่ เพราะมีสียิ่งด้วยแก้วอินทนิลนั้น, เราได้นำเอาแก้วมณีอินทนิล แก้วมณีสีเขียวชนิดก้อนใหญ่ แก้วมณีโชติรสและแก้วมณีสีแดงโดยชาติ มารวมเป็นก้อนเดียวกัน แล้วทำเป็นเครื่องคลุมที่สถูปทองคำ ปกคลุมไว้แล้ว.

บทว่า ปจฺเจกํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส เพื่อให้เป็นอิสระแด่พระพุทธเจ้าผู้สูงสุด.

บทว่า กุมฺภณฺฑา คุยฺหกา ตถา ความว่า เทวดาพวกที่มีอัณฑะประมาณเท่าหม้อ ชื่อว่ากุมภัณฑ์, จึงกลายมาเป็นชื่อกำเนิดเทวดาพวกครุฑ เพราะปกปิดทำให้มิดชิด, พวกกุมภัณฑ์เหล่านั้น ตัวเองมีเครื่องปกปิด จึงได้สร้างสถูปมีเครื่องปกปิดบ้าง.

บทว่า อติโภนฺติ น ตสฺสาภา ความว่า แสงสว่างแห่งพระจันทร์ พระอาทิตย์และหมู่ดาว จึงไม่สาดส่อง ไม่เล็ดลอดท่วมทับรัศมีแห่งพระเจดีย์นั้นได้.

บทว่า อหมฺปิ การํ กสฺสามิ ความว่า แม้เราก็จักทำสักการะบุญกิริยา คือกุศลกรรมได้แก่การบูชาด้วยธงชัยและธงปฎาก ณ พระสถูปของพระโลกนาถเจ้าผู้คงที่บ้าง. จบอรรถกถาอุปวาณเถราปทาน -----------------------------------------------------

เนื้อความในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-

ยสวรรคที่ ๕๖ รัฐปาลเถราปทานที่ ๑๑ (๕๖๑) ว่าด้วยบุพจริยาของพระรัฐปาลเถระ

____________________________

วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา (มีอยู่) จึงนำมาเพิ่มให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ.

[๑๕๑] ข้าพเจ้าได้ถวายพญาช้างเชือก

ประเสริฐ มีงาใหญ่งอนงามเสมือนงอนไถ แด่

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้

เจริญที่สุดของโลก ผู้คงที่.

ข้าพเจ้าเป็นนายควาญช้าง นั่งอยู่บนคอ

ช้าง อันตกแต่งให้งามด้วยเศวตฉัตร ได้จ่าย

ทรัพย์แล้วให้สร้างสังฆารามทั้งหลังนั้น.

ข้าพเจ้าได้สละทรัพย์ ๕๔,๐๐๐ กหาปณะ

ให้สร้างปราสาททั้งหลาย กระทำการถวายทาน

ด้วยเครื่องไทยมีราคามาก แด่พระผู้มีพระภาค

เจ้าผู้มีพระคุณใหญ่.

พระมหาวีรเจ้า ผู้สัพพัญญู ผู้เป็นบุคคล

ผู้เลิศ ทรงยังมหาชนทั้งหมดให้ร่าเริงอยู่ ทรง

แสดงอมตบทแล้ว.

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรง

กระทำธรรมนั้น ให้แจ้งแก่ข้าพเจ้า ประทับนั่ง

ในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่า

นี้ ว่า

ผู้นี้ได้สละทรัพย์ ๕๔,๐๐๐ กหาปณะ

กระทำปราสาทแล้ว เราจะกล่าวถึงวิบาก ท่าน

ทั้งหลายจงฟัง เราจะกล่าววิบากนั้น

ผู้นี้สละทรัพย์ ๑๘,๐๐๐ กหาปณะ ให้

สร้างเรือนยอด เขาจักเกิดในวิมาน และวิมาน

เหล่านั้น จักสำเร็จด้วยทองทั้งหลัง.

เขาจักเป็นจอมเทวดา ๕๐ ครั้ง จักเสวย

รัชสมบัติและเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๘ ครั้ง

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ พระมหาบุรุษจักทรง

สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช ทรงมีพระนาม

โดยพระโคตรว่าโคตมะ จักทรงเป็นพระศาสดา

ในโลก.

ครั้นเขาจุติจากเทวโลก อันกุศลมูลตัก

เตือนแล้ว ในกาลนั้น เขาจักเกิดในตระกูลที่

มั่งคั่ง มีโภคะมาก.

ภายหลัง เขาบวชแล้ว อันกุศลมูลตัก

เตือนแล้ว จึงได้นามว่ารัฐปาละ จักได้เป็น

สาวกของพระศาสดา.

เขามีความเพียรอันตั้งไว้แล้ว เข้าไปสงบ

ปราศจากอุปธิแล้ว ในเมื่อบริษัทยังมีอาสวะอยู่

แต่เขาจักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ นิพพาน.

ข้าพเจ้าพยายามแล้วออกบวช ละทิ้ง

โภคะและสมบัติทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่มีความ

รักใคร่ในโภคะสมบัติ อันเป็นเสมือนก้อนเขฬะ

ฉะนั้น.

ข้าพเจ้าทรงไว้ซึ่งการนำธุระคือความเพียร

ไป ซึ่งการนำไปซึ่งธรรมอันเป็นแดนเกษมจาก

โยคะและซึ่งกายในภพสุดท้าย ในพระศาสนา

ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาสิ้นแล้ว ฯลฯ

ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.

ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอนของ

พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า

ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.

ทราบว่า ท่านพระรัฐปาละเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้แล. จบรัฐปาลเถราปทาน -----------------------------------------------------

ยศวรรคที่ ๕๖ ๕๖๑. อรรถกถารัฐปาลเถราปทาน

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้ :-

อปทานของท่านพระรัฐปาลเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล ในพระนครหังสาวดี ก่อนหน้าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงอุบัตินั่นแล พอเจริญวัยแล้ว บิดาล่วงลับดับชีวิตไป ตนเองก็ดำรงเพศเป็นฆราวาสครองเรือน ได้เห็นทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ในตระกูลวงศ์อันหาปริมาณมิได้ ตามที่คนผู้รักษาเรือนคลังรัตนะแสดงให้ทราบแล้ว จึงคิดว่าปู่ย่าตายายเป็นต้นของเราไม่อาจเพื่อจะถือเอากองทรัพย์สมบัติมีประมาณเท่านี้ ไปกับตนได้เลย แต่เราควรที่จะถือเอาแล้วจึงไป จึงได้ให้มหาทานแก่หมู่คนทั้งหลายมีคนกำพร้าเป็นต้น.

เขาได้บำรุงพระดาบสผู้ได้อภิญญารูปหนึ่ง บุญนั้นจึงส่งเขาให้เป็นใหญ่ในเทวโลก เขาบำเพ็ญบุญทั้งหลายจนตลอดชีวิตแล้ว จุติจากอัตภาพนั้นได้ไปเกิดเป็นเทวดา.

เทวดานั้นได้ครอบครองเทวราชสมบัติในเทวโลกนั้น ดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วได้เกิดเป็นลูกชายคนเดียวแห่งตระกูล ซึ่งสามารถเพื่อจะทำรัฐที่แตกกันแล้วในโลกมนุษย์ ให้ทรงอยู่ได้.

ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมมุตตระ ทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ได้ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวรให้เป็นไปแล้ว ทรงยังเวไนยสัตว์ให้ได้บรรลุถึงภูมิอันเกษม กล่าวคือมหานครได้แก่พระนิพพาน.

ลำดับนั้น กุลบุตรผู้นั้นได้บรรลุนิติภาวะแล้วโดยลำดับ วันหนึ่งได้ไปยังพระวิหารพร้อมกับพวกอุบาสกอุบาสิกา ได้เห็นพระศาสดากำลังทรงแสดงธรรม มีจิตเลื่อมใส นั่งอยู่ที่ท้ายบริษัทแล้ว.

ก็โดยสมัยนั้น พระศาสดาได้ทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกบรรพชิตผู้มีศรัทธาทั้งหลาย. เขาได้เห็นการสถาปนานั้นแล้วมีใจเลื่อมใส จึงปรารถนาเพื่อจะได้ตำแหน่งนั้นบ้าง ได้ทำมหาทานให้เป็นไปแล้วตลอด ๗ วัน ได้ทำปณิธานด้วยเครื่องสักการะใหญ่แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุแสนรูปเป็นบริวาร.

พระศาสดาทรงเห็นว่าปณิธานนั้นจะสำเร็จได้โดยหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล ในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม เขาจักเป็นผู้เลิศกว่าพวกบรรพชิตผู้มีศรัทธา.

เขาถวายบังคมพระศาสดาและไหว้ภิกษุสงฆ์แล้ว จึงลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป.

เขาอยู่ในโลกมนุษย์นั้น ได้บำเพ็ญบุญไว้มากมายจนตลอดอายุแล้ว จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก.

ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ไป ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ เมื่อพระราชโอรส ๓ พระองค์ซึ่งเป็นพระภาดาต่างพระมารดากับพระศาสดา กำลังบำรุงปฏิบัติพระศาสดาอยู่ ตนเองได้ทำกิจเนื่องด้วยสหายกับพระราชโอรสเหล่านั้น เพื่อจะได้บำเพ็ญบุญ.

เขาได้สั่งสมบุญกุศลนั้นไว้เป็นอันมากในภพนั้นอย่างนั้นแล้ว จึงได้ท่องเที่ยวไปในเฉพาะแต่สุคติภพเท่านั้น.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนของรัฐปาลเศรษฐี ในถุลลโกฏฐิตนิคม แคว้นกุรุ. เพราะเขาเกิดในตระกูลที่สามารถเพื่อจะทำรัฐที่แตกแล้วให้ดำรงอยู่ได้ จึงได้มีชื่อตามลำดับวงศ์นั่นแลว่า รัฐปาล.

เขามีบริวารมากมาย เติบโตถึงความเป็นหนุ่มตามลำดับ มารดาบิดาได้ให้แต่งงานกับหญิงสาวรูปงาม และได้ให้ดำรงอยู่ในยศอันยิ่งใหญ่ ได้เสวยสมบัติเช่นกับทิพยสมบัติ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในชนบท ในแคว้นกุรุ ได้เสด็จไปถึงบ้านถุลลโกฏฐิตะตามลำดับ. กุลบุตรชื่อว่ารัฐปาล ได้สดับเหตุการณ์นั้นแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ได้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้ศรัทธา แต่มารดาบิดาจะอนุญาตให้ก็แสนยากลำบาก ต้องทำการอดอาหารถึง ๗ วันจึงได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขอบวชแล้วได้บวชในสำนักของพระเถระรูปหนึ่งตามรับสั่งของพระศาสดา.

ท่านได้บำเพ็ญกัมมัฏฐานโดยโยนิโสมนสิการ เจริญวิปัสสนาแล้ว ได้บรรลุพระอรหัต.

ครั้นกาลต่อมา ท่านระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมาในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุนาโค โส มยา ทินฺโน ความว่า ในคราวที่เป็นมหาธนเศรษฐี ในสมัยที่สละเสบียงทั้งหมดไปในทาน นาคที่ดีคือพญาช้าง ได้เป็นผู้อันเราถวายแล้ว.

เมื่อจะแสดงถึงพญาช้างนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อีสาทนฺโต ดังนี้.

งาเท่างอนรถ คือมีงาประมาณเท่างอนแห่งรถ, พญาช้างนั้นอันเราถวายแล้ว.

บทว่า อุรุฬฺหวา ได้แก่ สามารถใช้เป็นพาหนะของพระราชา หรือเหมาะสมแก่พระราชา.

บทว่า เสตจฺฉตฺโต ความว่า ประกอบด้วยฉัตรสีขาวตั้งไว้เพื่อประดับประดา.

บทว่า ปโสภิโต ความว่า สมบูรณ์ด้วยรูปโฉมอันงดงามด้วยมีสายคาดอันห้อยย้อย.

บทว่า สกปฺปโน สหตฺถิโป ความว่า ประกอบด้วยเครื่องอลังการสำหรับช้าง ประกอบด้วยนายควาญผู้รักษาช้าง.

อธิบายว่า พญาช้างผู้เป็นเช่นนี้ เราได้ถวายแล้วแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ.

บทว่า มยา ภตฺตํ กาเรตฺวาน เชื่อมความว่า เมื่อเราได้ช่วยกันสร้างพระวิหารแล้ว ได้ช่วยกันบำรุงนิตยภัตรแด่พวกภิกษุประมาณโกฏิรูปผู้จำพรรษาอยู่แล้ว ได้มอบถวายแก่พระมเหสีเจ้า.

บทว่า ชลชุตฺตมนามโก ความว่า ชื่อว่าชลชะ เพราะเกิดจากน้ำ, อันนั้นคืออะไร คือดอกปทุม.

อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระนามว่าปทุมุตตระ เพราะมีพระนามเสมอกับดอกปทุมและเพราะเป็นผู้สูงสุด.

คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถารัฐปาลเถราปทาน จบอรรถกถายสวรรคที่ ๕๖ -----------------------------------------------------

อรรถกถาอปทาน ชื่อว่าวิสุทธชนวิลาสินี เป็นอรรถกถาอปทานของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกและพระเถระ จบบริบูรณ์เพียงเท่านี้แล.

นิคมนกถา

ขอมนุษยโลกทั้งหมดพร้อมทั้งเทวโลก จงทราบถึงอรรถกถาแห่งอปทานนี้ ซึ่งบัณฑิตผู้ได้มีความฉลาดทำการอาราธนาโดยเฉพาะตั้ง ๗ เดือน ผู้แสวงหาโพธิสมภาร ผู้มีสติ ธิติ คติและความพากเพียรบากบั่น ผู้งดงามด้วยคุณมากรอบด้าน ผู้ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกได้นำมาแล้วเพื่อตัดข่มและติชม ตัณหา มานะและทิฏฐิเป็นต้นของสัตว์ทั้งปวง มีพระอานันทเถระเป็นอาทิผู้เป็นประทีปในหมู่เถรวงศ์ ผู้มีคุณเช่นความมักน้อยเป็นต้นอยู่ในเกาะสิงหลแล.

ด้วยกุศลกรรมนี้ ขอมลทินมีความโลภเป็นต้น

โรคมีโรคตาเป็นต้น ความทุกข์ต่างๆ ชนิด ภัยมีการ

ทะเลาะเป็นต้น จนกลายเป็นได้รับความทุกข์ ผู้ก่อ

การอันไม่เป็นประโยชน์มีโจรเป็นต้น ของปวงประชา

ในโลกนี้ จงพินาศไป.

ขอเวรและบาปธรรม ๕ ประการของข้าพเจ้า

จงพินาศไปดุจฝนและลมกำจัดความร้อนให้พินาศ

ไปฉะนั้น ขอให้ข้าพเจ้าจงได้ดำเนินถึงพระนิพพาน

ด้วยหนทางอันประเสริฐคือมรรคมีองค์ ๘ ประการ

เถิด.

ขอให้ข้าพเจ้าจงย่ำยีทิฏฐิทั้งปวงและปาป

ธรรมมีราคะโทสะเป็นต้นได้ จงตัดสังสารวัฏ เข้า

ถึงสวรรค์และนิพพานเถิด.

ในอาณาเขตทั้งหมด คือตั้งแต่ภวัคคพรหม

จนถึงในอเวจีนรก ขอสัตว์ทั้งปวงจงได้พากันประพฤติ

ตามธรรมเถิด โลกทั้ง ๓ ก็จักได้มีความอบอุ่นแล. -----------------------------------------------------

เนื้อความในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ :-

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

อรรถกถา ยสวรรค