๑
อรรถกถาแปลไทย
วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์
บัดนี้ เป็นอภิธรรมภาชนีย์ ในอภิธรรมภาชนีย์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า อริยสัจจะทั้งหลาย ตรัสว่า จตฺตาริ สจฺจานิ (สัจจะ ๔) ดังนี้ เพื่อทรงแสดงสมุทัย กล่าวคือธรรมเป็นปัจจัยโดยสิ้นเชิง (นิปปเทสะ).
จริงอยู่ เมื่อพระองค์ตรัสว่า อริยสัจจะ ดังนี้ กิเลสที่เหลือ กุศลธรรมที่เหลือ กุศลมูล ๓ ที่มีอาสวะ กุศลธรรมที่เหลือซึ่งมีอาสวะ ย่อมสงเคราะห์ไม่ได้ ด้วยว่าตัณหาอย่างเดียวเท่านั้น ย่อมให้ทุกข์ตั้งขึ้นก็หาไม่ แม้ธรรมเหล่านี้ที่เหลือมีกิเลสเป็นต้น เป็นปัจจัยก็ย่อมยังทุกข์ให้ตั้งขึ้นได้ เพราะฉะนั้น เพื่อทรงแสดงสมุทัยกล่าวคือธรรมเป็นปัจจัย โดยสิ้นเชิงว่า แม้ธรรมที่เป็นปัจจัยเหล่านี้ ย่อมให้ทุกข์ตั้งขึ้นเหมือนกัน จึงตรัสว่า จตฺตาริ สจฺจานิ ดังนี้.
ว่าด้วยวินิจฉัยในนิเทศวาร
ก็ในนิเทศวารแห่งสัจจะทั้ง ๔ เหล่านั้น พระองค์มิได้ทรงแสดงทุกข์ก่อน เพื่อต้องการแสดงทุกข์นั้นนั่นแหละให้เข้าใจโดยง่าย จึงทรงยกทุกขสมุทัยขึ้นแสดง. เพราะเมื่อพระองค์ทรงแสดงทุกขสมุทัยแล้ว ทุกขสัจจะโดยนัยมีอาทิว่า "ก็กิเลสทั้งหลายที่เหลือ" ดังนี้ ย่อมเป็นการแสดงได้ง่าย.
นิโรธสัจจะในนิเทศวารนี้ ทรงแสดงโดยอาการ ๕ ด้วยอำนาจแห่งการละสมุทัยตามที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า "การละตัณหาและการละกิเลสที่เหลือนอกจากตัณหา" เป็นต้น.
ส่วนมรรคสัจจะในนิเทศวารนี้ พระองค์เมื่อจะทรงแสดงก็ทรงแสดงเพียงเป็นหัวข้อแห่งนัยเทศนาที่จำแนกไว้ในธรรมสังคณี ด้วยอำนาจโสดาปัตติมรรคที่ประกอบด้วยปฐมฌาน ในมรรคสัจจะนั้น บัณฑิตพึงทราบความแตกต่างกันแห่งนัยที่ข้าพเจ้าจักประกาศข้างหน้า.
ว่าด้วยปฏิปทาที่ประกอบด้วยองค์มรรค ๕ เป็นต้น
อนึ่ง มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นปฏิปทาอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ แต่เพราะพระบาลีว่า ปุพฺเพว โข ปนสฺส กายกมฺมํ วจีกมฺมํ อาชีโว สุปริสุทฺโธ โหติ (ก็กายกรรม วจีกรรม อาชีวะของบุคคลนั้นบริสุทธิ์ดีแล้วในกาลก่อนทีเดียว) ดังนี้ มรรคแม้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมเป็นทรงแสดงว่า เป็นปฏิปทาเหมือนกัน ด้วยอำนาจอัธยาศัยของบุคคล เพราะฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดงนัยนั้น จึงทรงแสดงแม้ปัญจังคิกวาร (วาระว่าด้วยองค์มรรค ๕)
อนึ่ง เพราะมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ และองค์ ๕ เป็นปฏิปทาเท่านั้นก็หาไม่ ถึงสัมปยุตตธรรมทั้งหลายเกิน ๕๐ ก็เป็นปฏิปทาเหมือนกัน ฉะนั้น เพื่อทรงแสดงนัยนั้น จึงทรงแสดงแม้สัพพสังคาหิกวาร (วาระว่าด้วยธรรมที่สงเคราะห์เข้าด้วยกันทั้งหมด) ที่ ๓. ในสัพพสังคาหิกวารนั้น ย่อมขาดคำว่า "ธรรมที่เหลือสัมปยุตด้วยทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา" นี้ไป.
คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกันทั้งนั้น ในวาระทั้งปวงแล.
ว่าด้วยปฏิปทา ๖๐,๐๐๐ นัย
ในวาระทั้ง ๓ (ปัญจังคิกวาร อัฏฐังคิกวาร สัพพสังคาหิกวาร) เหล่านั้น พึงทราบโกฏฐาสแรกในโกฏฐาส ๕ ของอัฏฐังคิกวารมีคำว่า การละตัณหาและการละกิเลสทั้งหลายที่เหลือจากตัณหา ดังนี้ก่อน. ในการอาศัยฌานในโสดาปัตติมรรคมี ๑๐ นัย ด้วยอำนาจฌานที่เป็นจตุกนัยและปัญจกนัยอย่างละ ๒ ในฐานะ ๕ เหล่านี้ คือ สุทธิกปฏิปทา สุทธิสุญญตา สุญญตปฏิปทา สุทธิกอัปปณิหิตะ อัปปณิหิตปฏิปทา.
แม้ในการอาศัยฌานที่เหลือก็อย่างนี้ เพราะฉะนั้น ในการอาศัยฌาน ๒๐ นัย จึงเป็น ๒๐๐ นัย. ๒๐๐ นัยนั้นคูณด้วยอธิบดี ๔ เป็น ๘๐๐ นัย รวมนัยแม้ทั้งหมดคือ สุทธิกนัย ๒๐๐ สาธิปตินัย ๘๐๐ เป็น ๑,๐๐๐ นัย ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ในโสดาปัตติมรรคฉันใด แม้ในมรรคที่เหลือก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงรวมเป็น ๔,๐๐๐ นัย. อนึ่ง ในโกฏฐาสแรก มี ๔,๐๐๐ นัยฉันใด แม้ในโกฏฐาสที่เหลือก็ฉันนั้น เหตุนั้น ในโกฏฐาสทั้ง ๕ ในอัฏฐังคิกวารจึงเป็น ๒๐,๐๐๐ นัย ในปัญจังคิกวาร และในสัพพสังคาหิกวารก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้น นัยแม้ทั้งหมด พระศาสดาจึงทรงจำแนกไว้ ๖๐,๐๐๐ นัย แต่ในพระบาลีมาแล้วโดยย่อ บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่าอภิธรรมภาชนีย์นี้มีมหาวาระ ๓ มีโกฏฐาส ๑๕ ประดับด้วยนัย ๖๐,๐๐๐ นัย เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้านำออกแสดงแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์ จบ. -----------------------------------------------------