คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๖๓๔ บรรทัด๑ ฉบับ

วรรณนาสุตตันตภาชนีย์ อธิบายมาติกาปทนิทเทส

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะแสดงจำแนกมาติกาตามที่ทรงตั้งไว้ จึงเริ่มคำว่า อิธาติ อิมิสฺสาทิฏฺฐิยา เป็นอาทิ (แปลว่า บทว่า อิธ มีอธิบายว่า ในทิฏฐินี้ เป็นต้น).

ในมาติกาปทนิทเทสเหล่านั้น คำสั่งสอนของพระสัพพัญญพุทธะ กล่าวคือไตรสิกขา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ๑๐ บท มีคำว่า อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา เป็นต้น.

____________________________

๑๐ บท คือทิฏฐิ ขันติ รุจิ ลัทธิ ธรรม วินัย ธรรมวินัย ปาพจน์ พรหมจรรย์ สัตถุศาสน์.

จริงอยู่ ไตรสิกขานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ทิฏฐิ เพราะความที่ไตรสิกขานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงเห็นแล้ว (จึงตรัสเรียกชื่อว่าทิฏฐิ) ตรัสเรียกชื่อว่า ขันติ ด้วยสามารถแห่งความอดทนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแหละ, ตรัสเรียกชื่อว่า รุจิ ด้วยสามารถแห่งความยินดี, ตรัสเรียกชื่อว่า ลัทธิ (อาทาย) ด้วยสามารถแห่งการถือเอา, ตรัสเรียกชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่าเป็นสภาวะ, ตรัสเรียกชื่อว่า วินัย เพราะอรรถว่าควรแก่การศึกษา, ตรัสเรียกชื่อว่า ธรรมวินัย แม้ด้วยอรรถทั้งสองนั้น, อรรถทั้งสองนั้นตรัสเรียกชื่อว่า ปาพจน์ ด้วยสามารถแห่งคำอันพระองค์ตรัสแล้ว, ตรัสเรียกชื่อว่า พรหมจรรย์ เพราะอรรถว่าการประพฤติธรรมอันประเสริฐสุด, ตรัสเรียกชื่อว่า สัตถุศาสน์ ด้วยสามารถแห่งการให้ความพร่ำสอน. เพราะฉะนั้น ในคำว่า อิมิสฺสาทิฏฺฐิยา เป็นต้น จึงได้แก่ ในทิฏฐิของพระพุทธเจ้านี้ ในขันติของพระพุทธเจ้านี้ ในรุจิของพระพุทธเจ้านี้ ในลัทธิของพระพุทธเจ้านี้ ในธรรมของพระพุทธเจ้านี้ ในวินัยของพระพุทธเจ้านี้.

ในข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า

ดูก่อนโคตมี เธอทราบธรรมเหล่าใดแล ธรรมเหล่านี้ เป็นไปเพื่อความกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความประกอบ ไม่เป็นไปเพื่อความไม่ประกอบ เป็นไปเพื่อความก่อ ไม่เป็นไปเพื่อความไม่ก่อ เป็นไปเพื่อความยึดถือ ไม่เป็นไปเพื่อความสละ เป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ ไม่เป็นไปเพื่อความมักน้อย เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ เป็นไปเพื่อความคลุกคลี ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อการปรารภความเพียร เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ไม่เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ดังนี้.

ดูก่อนโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านี้ โดยส่วนเดียว ว่านั่นไม่ใช่ธรรม นั่นไม่ใช่วินัย นั่นไม่ใช่สัตถุศาสน์.

ดูก่อนโคตมี เธอทราบธรรมเหล่าใดแล ธรรมเหล่านี้นั้นย่อมเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก.

ดูก่อนโคตมี เธอพึงทรงจำไว้โดยส่วนเดียวว่า นั่นเป็นธรรม นั่นเป็นวินัย นั่นเป็นสัตถุศาสน์ ดังนี้. ครั้นเมื่อความเป็นไปเช่นนั้น ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ในปาพจน์ของพระพุทธเจ้า ในพรหมจรรย์ ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี้ ก็เหมือนกัน.

อีกอย่างหนึ่ง คำสั่งสอนทั้งสิ้น กล่าวคือไตรสิกขานี้ ชื่อว่าทิฏฐิ เพราะความเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นแล้ว เพราะความเป็นปัจจัยแก่สัมมาทิฏฐิ และเพราะความเป็นเบื้องต้นของสัมมาทิฏฐิ, ชื่อว่าขันติ ด้วยสามารถแห่งการอดทนของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ชื่อว่ารุจิ ด้วยสามารถแห่งความพอใจ และชื่อว่าลัทธิ ด้วยสามารถแห่งการถือเอา.

สภาวะใดย่อมทรงไว้ซึ่งการกของตนไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย ฉะนั้น สภาวะนั้นจึงชื่อว่าธรรม. สภาวะนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าวินัย เพราะอรรถว่าย่อมนำออกซึ่งสภาวะอันเป็นส่วนแห่งสังกิเลส. ธรรมนั้นด้วย วินัยนั้นด้วย ชื่อว่าธรรมวินัย.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าธรรมวินัย เพราะอรรถว่าเป็นสภาพกำจัดอกุศลธรรมทั้งหลาย ด้วยกุศลธรรมทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ก็ดูก่อนโคตมี เธอพึงทราบธรรมเหล่าใดแล ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด ฯลฯ

ดูก่อนโคตมี เธอพึงรู้โดยส่วนเดียวว่า นั่นเป็นธรรม นั่นเป็นวินัย นั่นเป็นสัตถุศาสน์ ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าธรรมวินัย เพราะอรรถว่าการฝึกโดยธรรม มิใช่ฝึกด้วยอาชญา มีท่อนไม้เป็นต้น.

จริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ทณฺเฑเนเก ทมยนฺติ องฺกุเสหิ กสาหิ จ อทณฺเฑน อสตฺเถน นาโค ทนฺโต มเหสินา. แปลว่า คนบางพวกย่อมฝึกสัตว์ด้วยท่อนไม้ ด้วยขอสับ และด้วยแส้ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ทรงฝึกช้างตัวประเสริฐ มิใช่ด้วยท่อนไม้ มิใช่ด้วยศาสตรา.

เมื่อสัตว์ทั้งหลายอันพระองค์ทรงแนะนำอยู่โดยธรรม ฉันนั้นแล้ว ความริษยาจักพึงมีแก่ผู้รู้ทั้งหลายได้อย่างไร.

อีกอย่างหนึ่ง การแนะนำโดยธรรม ชื่อว่าธรรมวินัย.

จริงอยู่ การแนะนำ (วินัย) นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อธรรมอันหาโทษมิได้ ทั้งไม่เป็นไปเพื่อโภคะและอามิสในภพ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปัญญาอันกว้างขวาง จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ (ในธรรมวินัยนี้) ย่อมไม่ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อหลอกลวงชน ดังนี้. แม้พระปุณณเถระก็ได้กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ภิกษุย่อมประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน (ดับไม่เหลือ) แล.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวินัย เพราะอรรถว่าย่อมนำผู้ประเสริฐไป. วินัยโดยธรรม ก็ชื่อว่าธรรมวินัย. จริงอยู่ ธรรมวินัยนี้ย่อมให้ออกจากสังสารธรรม หรือโสกาทิธรรมแล้วนำไปสู่พระนิพพานอันเลิศ.

อีกอย่างหนึ่ง วินัยของพระพุทธเจ้าผู้มีธรรม หาใช่ของเจ้าลัทธิทั้งหลายไม่ ดังนี้จึงชื่อว่าธรรมวินัย. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นธรรม จึงชื่อว่าวินัยของธรรมนั้นนั่นแหละ.

อีกอย่างหนึ่ง เพราะธรรมทั้งหลายนั่นแหละ เป็นธรรมพึงรู้ยิ่ง (อภิญฺเญยยา) เป็นธรรมพึงกำหนดรู้ (ปริญฺเญยฺยา) เป็นธรรมพึงละ (ปหาตพฺพา) เป็นธรรมพึงเจริญ (ภาเวตพฺพา) เป็นธรรมพึงกระทำให้แจ้ง (สจฺฉิกาตพฺพา) ฉะนั้น วินัยในธรรมทั้งหลายนี้ มิใช่วินัยในสัตว์ทั้งหลาย มิใช่วินัยในชีวะทั้งหลาย จึงชื่อว่าธรรมวินัย.

ชื่อว่าปวจนะ เพราะอรรถว่าเป็นประธาน (เป็นใหญ่) กว่าถ้อยคำของชนเหล่าอื่น ด้วยถ้อยคำทั้งหลายมีคำอันเป็นไปกับด้วยอรรถ และพยัญชนะเป็นต้น. ปวจนะนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าปาพจน์. ชื่อว่าพรหมจรรย์ เพราะเป็นจริยาอันเลิศกว่าจริยาทั้งหมด. ชื่อว่าสัตถุศาสน์ เพราะอรรถว่าคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง แม้คำว่า คำสั่งสอนอันเป็นศาสดา ก็ชื่อว่าสัตถุศาสน์ได้.

จริงอยู่ พระธรรมวินัยนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นศาสดาดังพระบาลีว่า โส โว มมจฺจเยน สตฺถา เป็นต้น (แปลว่า ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา) พึงทราบเนื้อความทั้งหลายดังพรรณนามาฉะนี้ ก็เพราะความที่ภิกษุผู้ยังฌานมีประการทั้งปวงให้เกิดขึ้น ปรากฏในศาสนานี้ มิได้ปรากฏในศาสนาอื่น ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำคำนิยามในบทนั้นไว้ ด้วยบทว่า อิมิสฺสา บ้าง อิมสฺมึ บ้าง (แปลว่า ในทิฏฐินี้ เป็นต้น)

ข้อนี้ เป็นคำอธิบายมาติกาปทนิทเทส ในคำว่า อิธ.

ภิกขุนิทเทส

ในภิกขุนิทเทส บทว่า สมญฺญาย ได้แก่ (เป็นภิกษุ) ด้วยบัญญัติ คือโดยโวหาร.

จริงอยู่ บางคนย่อมปรากฏว่า เป็นภิกษุด้วยสมัญญานั่นแหละ. จริงอย่างนั้น ชนทั้งหลาย เมื่อนับจำนวนภิกษุทั้งหลายในคราวนิมนต์เป็นต้น ย่อมรวมแม้สามเณรด้วย แล้วกล่าวว่า มีภิกษุหนึ่งร้อย หนึ่งพัน ดังนี้.

บทว่า ปฏิญฺญาย ได้แก่ (เป็นภิกษุ) ด้วยปฏิญญาของตน. จริงอยู่ บางคนย่อมเป็นภิกษุ แม้ด้วยปฏิญญา. พึงทราบความเกิดขึ้นแห่งบทว่า โก เอตฺถ นั้น ในบรรดาคำทั้งหลาย มีคำปฏิญญาว่า ดูก่อนผู้มีอายุ เราเป็นภิกษุ เป็นต้น. ก็ปฏิญญานี้ ชื่อว่าประกอบด้วยธรรม เป็นคำอันพระอานนท์กล่าวแล้ว. อนึ่ง ในเวลาราตรี ชนทั้งหลายแม้ทุศีล เดินสวนทางมา เมื่อมีผู้ถามว่า ใครในที่นี้ ผู้ทุศีลนั้นย่อมกล่าวด้วยปฏิญญา อันไม่เป็นธรรม อันไม่เป็นจริงว่า เราเป็นภิกษุ ดังนี้.

บทว่า ภิกฺขติ แปลว่า ย่อมขอ. จริงอยู่ บางคนย่อมขอ ย่อมค้นหา ย่อมแสวงหาซึ่งภิกษา ได้ก็ตาม ไม่ได้ก็ตาม ผู้นั้นชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าย่อมขอโดยแท้.

บทว่า ภิกฺขาจริยํ อชฺฌุปคโต (แปลว่า ผู้เข้าถึงภิกขาจาร ที่พระพุทธเจ้าเป็นต้นเข้าถึงแล้ว). จริงอยู่ บางคนละกองโภคะน้อยบ้าง มากบ้าง บวชเป็นบรรพชิตไม่มีเรือน ละการเลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม และโครักขกรรมเป็นต้น ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะอรรถว่าผู้เข้าถึงภิกขาจารโดยการปกปิดไว้ซึ่งเพศ. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใด แม้บริโภคภัตที่เขาหาบมาในท่ามกลางวิหาร เพราะความเป็นผู้มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น ผู้นั้นก็ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าผู้เข้าถึงภิกขาจาร. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดอาศัยก้อนข้าว เพราะความเป็นผู้มีอุตสาหะเกิดขึ้นแล้วในบรรพชา ผู้นั้นก็ชื่อว่าภิกษุผู้เข้าถึงภิกขาจาร.

บุคคลใดย่อมทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายโดยการทำลายซึ่งค่า (ราคา) ผัสสะ (การถูกต้องนุ่มนวล) และสีนั้น พึงทราบการทำลายค่า โดยการตัดด้วยมีด.

จริงอยู่ ผืนผ้า แม้มีราคาตั้งพัน เมื่อถูกตัดให้เป็นท่อนน้อย ท่อนใหญ่แล้ว ย่อมเป็นผ้ามีค่าอันทำลายแล้ว ย่อมไม่ได้ราคาแม้เพียงครึ่งหนึ่งของราคาเดิม. พึงทราบการทำลายผัสสะ ด้วยการเย็บด้วยด้าย. จริงอยู่ ผืนผ้าแม้มีผัสสะสบาย ย่อมเป็นผัสสะอันทำลายด้วยด้ายแล้ว ย่อมถึงซึ่งความเป็นผัสสะขรุขระ (กระด้าง) พึงทราบการทำลายสี โดยการเย็บเพราะสนิมแห่งเข็มเป็นต้น. จริงอยู่ ผืนผ้า แม้สะอาดดีแล้ว ย่อมเป็นผืนผ้าที่ถูกทำลายด้วยมลทินแห่งเข็มจำเดิมแต่ทำการเย็บ ในที่สุดย่อมถูกทำลายไปด้วยสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย มีเหงื่อแห่งมือและของปฏิกูลเป็นต้น และด้วยการย้อม การทำกัปปะ (เครื่องหมายจุดดำเล็กๆ) ย่อมผิดไปจากสีเดิม.

ผู้ใดทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว เพราะการทรงผืนผ้าอันถูกทำลายด้วยอาการ ๓ อย่าง อย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่าภิกษุ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าทรงผืนผ้าอันถูกทำลายแล้ว ด้วยเหตุสักว่า การทรงผ้ากาสาวะอันเป็นวิสภาคะ (ต่าง) จากผ้าของคฤหัสถ์.

ชื่อว่าภิกษุ เพราะกำลังทำลายบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย.

ชื่อว่าภิกษุ เพราะกำลังทำลายกิเลส ๕ ด้วยโสดาปัตติมรรค.

ชื่อว่าภิกษุ เพราะกำลังทำลายกิเลส ๔ ด้วยสกทาคามิมรรค.

ชื่อว่าภิกษุ เพราะกำลังทำลายกิเลส ๔ ด้วยอนาคามิมรรค.

ชื่อว่าภิกษุ เพราะกำลังทำลายกิเลส ๘ ด้วยอรหัตตมรรค.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.

ส่วนบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ พระองค์ทรงแสดงด้วยคำว่า ภินฺนตฺตา (แปลว่า เพราะทำลายบาปอกุศลธรรมแล้ว). จริงอยู่ พระโสดาบันทำลายกิเลส ๕ อย่าง ด้วยโสดาปัตติมรรคแล้วดำรงอยู่. พระสกทาคามีทำลายกิเลส ๔ ด้วยสกทาคามิมรรคแล้วดำรงอยู่. พระอนาคามีทำลายกิเลส ๔ ด้วยอนาคามิมรรคแล้วดำรงอยู่. พระอรหันต์ทำลายกิเลส ๘ ด้วยอรหัตตมรรคแล้วดำรงอยู่. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ อย่างนี้ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะทำลายบาปอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว ด้วยประการฉะนี้.

พึงทราบวินิจฉัย ในข้อว่า โอธิโส กิเลสานํ ปหานา (แปลว่าเพราะละกิเลสบางส่วน)

คำว่า โอธิ (ได้แก่ บางส่วน หรือเขตแดน) มี ๒ อย่าง คือ มัคโคธิ (มคฺค+โอธิ=มคฺโคธิ) แปลว่า ส่วนหรือเขตแดนของมรรค. กิเลโสธิ (กิเลส+โอธิ=กิเลโสธิ) แปลว่า ส่วนหรือเขตแดนของกิเลส. เขตแดน ชื่อว่า โอธิ ในโอธิ ๒ นั้น พระโสดาบันชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสบางส่วน ด้วยมัคโคธิ.

จริงอยู่ มรรคทั้ง ๔ มรรคหนึ่งเท่านั้นละกิเลสไปบางส่วน มิใช่มรรค ๔ ละกิเลสทั้งสิ้น. แม้ในสกทาคามี อนาคามีก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็เพราะโสดาบัน ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสบางส่วน คือกิเลโสธิ. จริงอยู่ ในบรรดากิเลสที่ท่านควรละ ท่านละไปได้เพียงบางส่วน หาใช่ละไปทีเดียวทั้งหมดไม่.

ก็พระอรหันต์ ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสโดยไม่จำเพาะส่วน. จริงอยู่ ท่านละกิเลสไปโดยไม่จำเพาะส่วนด้วยมรรค ๔ หาใช่ละไปด้วยเขตแดนแห่งมรรคเดียวไม่. อนึ่ง ในกิเลสที่พึงละท่านละไปโดยไม่มีส่วนเหลือเลย. เพราะว่า แดนแห่งกิเลสแม้สักอย่างหนึ่ง ชื่อว่าตั้งอยู่มิได้มี. แม้ในส่วนทั้งสองนั้น พระอรหันต์ ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสทั้งหลายไปโดยไม่จำเพาะส่วน ดังพรรณนามาฉะนี้.

พึงทราบวิเคราะห์ ในบทว่า เสกฺโข ต่อไป.

พระอริยบุคคล ๗ กับด้วยกัลยาณปุถุชน ผู้ยังศึกษาสิกขา ๓ อยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่าเสกขา (ผู้กำลังศึกษาอยู่) ในบุคคลเหล่านั้น พระเสกขะไรๆ ก็ชื่อว่าภิกษุ.

ชื่อว่า อเสกขา เพราะไม่ต้องศึกษา. พระขีณาสพ ก้าวล่วงเสกขธรรมแล้ว ดำรงอยู่ในผลอันเลิศ เรียกว่า อเสกขะ เพราะไม่มีเสกขธรรมที่ท่านพึงศึกษาให้ยิ่งกว่านั้น.

ภิกษุปุถุชนที่เหลือ กำลังศึกษาสิกขา ๓ อยู่ก็ไม่ใช่ ศึกษาแล้วก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ภิกษุปุถุชนนั้น ไม่ใช่พระเสกขะและพระอเสกขบุคคล. ผู้บรรลุธรรมอันเลิศ คือศีลอันเลิศ สมาธิอันเลิศ ปัญญาอันเลิศ วิมุตติอันเลิศ นี้ดำรงอยู่ ชื่อว่าภิกษุ.

ผู้ไม่ลามก (ผู้ไม่ตกต่ำ) ชื่อว่าผู้ประกอบด้วยธรรมอันงาม. จริงอยู่ ตั้งแต่กัลยาณปุถุชนจนถึงพระอรหันต์ ย่อมถึงซึ่งการนับว่า เป็นภิกษุผู้ตั้งอยู่ในธรรมอันงาม เพราะประกอบด้วย ศีลอันงาม สมาธิอันงาม ปัญญาอันงาม วิมุตติอันงาม วิมุตติญาณทัสสนะอันงาม.

ภิกษุผู้ไม่มัวหมอง ผ่องใส ชื่อว่าภิกษุผู้บริสุทธิ์ผ่องใส. ความไม่ขุ่นมัว มีความผ่องใสวิเศษแล้วเป็นอรรถ ดุจความผ่องใสของเนยใสๆ.

บทว่า สาโร พึงทราบว่า ชื่อว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมอันเป็นสาระ เพราะประกอบด้วยสาระ ๓ มีศีลสาระเป็นต้น ดุจผืนผ้าเขียว เพราะประกอบด้วยสีเขียว. อีกอย่างหนึ่ง พระขีณาสพเท่านั้นพึงทราบว่า ชื่อว่าผู้มีธรรมอันเป็นสาระ เพราะปราศจากกิเลสอันไร้ประโยชน์.

อนึ่ง ในข้อว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะกำลังทำลายบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสโดยจำเพาะส่วน และพระเสกขะ ชื่อว่าภิกษุ นี้. ในฐานะ ๓ ดังกล่าวนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาพระเสกขะ ๗. ข้อว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะทำลายบาปอกุศลธรรมแล้ว. ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสโดยไม่จำเพาะส่วน (โดยไม่เหลือ) และผู้บริสุทธิ์ผ่องใส ผู้ชื่อว่าภิกษุทั้งปวงเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาพระขีณาสพ.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงคำว่า ภิกษุ ด้วยสัญญาเป็นต้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อแสดงความเป็นภิกษุ ด้วยสามารถแห่งการอุปสมบท จึงตรัสว่า สมคฺเคน สงฺเฆน เป็นอาทิ.

ในคำเหล่านั้น คำว่า สมคฺเคน สงฺเฆน (แปลว่า โดยสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน) ได้แก่ ภิกษุผู้ควรแก่สังฆกรรม ในการทำกรรม อย่างต่ำต้องมีภิกษุครบ ๕ รูป ในการทำกรรมทุกครั้ง โดยไม่กำเริบ ต้องนำฉันทะของภิกษุที่มีอยู่มา เมื่อภิกษุเหล่านั้นมาแล้ว จึงชื่อว่าเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เพราะความที่ฉันทะอันภิกษุนำมาแล้ว.

คำว่า ญตฺติจตุตฺเถน (แปลว่า มีญัตติเป็นที่ ๔) ได้แก่ กรรมอันสงฆ์พึงทำด้วยอนุสาวนา ๓ ครั้ง และด้วยญัตติ ๑ ครั้ง

คำว่า กมฺเมน ได้แก่ ด้วยวินัยกรรมอันถูกต้อง (อันเป็นธรรม).

คำว่า อกุปฺเปน ได้แก่ เข้าถึงแล้วซึ่งความที่กรรมนั้นเป็นกรรมอันไม่หวั่นไหว มั่นคง เพราะถึงพร้อมด้วย วัตถุสมบัติ ญัตติสมบัติ อนุสาวนาสมบัติ สีมาสมบัติและบริษัทสมบัติ (ถึงพร้อมด้วยหมู่คณะ).

คำว่า ฐานารเหน (แปลว่า ควรแก่ฐานะ) ได้แก่ ควรแก่เหตุ ควรแก่สัตถุศาสน์. คือว่าผู้เข้าถึงแล้ว บรรลุแล้วซึ่งภาวะในเบื้องบน ชื่อว่าเป็อุปสัมบัน (คือผู้บวชแล้ว). จริงอยู่ ความเป็นภิกษุ ชื่อว่าภาวะในเบื้องบน (อุปริภาวะ) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภาวะในเบื้องบนว่าอุปสัมบัน เพราะความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกรรม (การบวช) ตามที่กล่าวแล้ว.

นัยเหล่านี้ (หมายถึงการอุปสมบท) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการอุปสมบท ๘ อย่างคือ

๑. เอหิภิกขุอุปสัมปทา

๒. สรณคมนอุปสัมปทา

๓. โอวาทปฏิคคหณอุปสัมปทา

๔. ปัญหาพยากรณอุปสัมปทา

๕. ครุธัมมปฏิคคหณอุปสัมปทา

๖. ทูเตนอุปสัมปทา

๗. อัฏฐวาจิกา อุปสัมปทา

๘. ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา

บรรดาอุปสัมปทาเหล่านั้น อุปสัมปทา ๓ คือญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา ทูเตนอุปสัมปทา อัฏฐวาจิกาอุปสัมปทาเหล่านี้เท่านั้นถาวร. ส่วนที่เหลือได้มีอยู่เพียงสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่เท่านั้น. บรรดาอุปสัมปทาเหล่านั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทาอย่างเดียว.

ปาฏิโมกขสังวรนิทเทส

ในนิทเทสแห่งปาฏิโมกขสังวร คำว่า ปาฏิโมกฺขํ ได้แก่ สิกขาบทคือ ศีล.

จริงอยู่ สภาวะใดย่อมคุ้มครอง ย่อมรักษา ย่อมให้หลุดพ้น ย่อมเปลื้องจากทุกข์ทั้งหลายมีทุกข์ในอบายเป็นต้น ฉะนั้นจึงตรัสสภาวะนี้ว่า ปาฏิโมกข์ ดังนี้.

คำว่า ศีล เป็นที่อาศัย เป็นต้น เป็นไวพจน์ของปาฏิโมกข์นั้นนั่นแหละ. ในคำเหล่านั้น คำว่า ศีล นี้เป็นไวพจน์ของปาฏิโมกข์อันสำเร็จในเวลาเป็นที่สิ้นสุดลงพร้อมกับกรรมวาจาทีเดียว. แม้เมื่อเป็นเช่นนั้นมีอยู่ ธรรมทั้งหลายมีเจตนาเป็นต้นของผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น หรือว่าผู้ยังวัตรและการปฏิบัติให้เต็ม พึงทราบว่า ข้อนั้นก็เป็นศีล.

สมจริงตามที่กล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาว่า อะไรเป็นศีล ตอบว่า เจตนาเป็นศีล เจตสิกเป็นศีล ความสำรวมเป็นศีล การไม่ก้าวล่วงเป็นศีล ดังนี้.

____________________________

คำว่า ศีล เป็นต้น คือ เป็นจรณะ เป็นเครื่องสำรวม เป็นเครื่องระวัง เป็นหัวหน้า เป็นประธาน.

ในคำเหล่านั้น เจตนาของผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น หรือว่าการยังวัตรปฏิบัติให้เต็ม ชื่อว่าเจตนาเป็นศีล

การงดเว้นของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่าเจตสิกเป็นศีล.

อีกอย่างหนึ่ง เจตนาอันเป็นไปในกรรมบถ ๗ ของผู้ละปาณาติบาตเป็นต้น ก็ชื่อว่าเจตนาเป็นศีล. ในสังยุตตมหาวรรค ท่านกล่าวธรรมทั้งหลาย มีความไม่โลภไม่พยาบาทและสัมมาทิฏฐิ โดยนัยเป็นต้นว่า บุคคลละอภิชฌา อยู่ด้วยเจตนาปราศจากความโลภดังนี้ ก็ชื่อว่าเจตสิกเป็นศีล.

ในข้อว่า ความสำรวมเป็นศีล พึงทราบโดยความสำรวม ๕ คือ

๑. ปาฏิโมกขสังวร (ความสำรวมด้วยปาฏิโมกข์)

๒. สติสังวร (ความสำรวมด้วยสติ)

๓. ญาณสังวร (ความสำรวมด้วยญาณ)

๔. ขันติสังวร (ความสำรวมด้วยขันติ)

๕. วิริยสังวร (ความสำรวมด้วยความเพียร).

ความต่างกัน (นานากรณํ) ของความสำรวมเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้ในปกรณ์วิเศษชื่อว่า วิสุทธิมรรค.

ข้อว่า การไม่ก้าวล่วงเป็นศีล อธิบายว่า การไม่ก้าวล่วงอันเป็นไปทางกายและวาจาของผู้มีศีลอันสมาทานแล้ว.

คำว่า การสำรวมเป็นศีล การไม่ก้าวล่วงเป็นศีล นี้แหละเป็นศีลโดยตรง (นิปปริยาย) ส่วนข้อว่า เจตนาเป็นศีล และเจตสิกเป็นศีลนี้ พึงทราบว่า เป็นศีลโดยปริยาย (โดยอ้อม) ก็เพราะภิกษุชื่อว่าย่อมตั้งมั่นในพระศาสนาด้วยปาฏิโมกขสังวรศีล ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศีลนั้นเป็นที่อาศัย ดังนี้.

ถามว่า ชื่อว่าเป็นที่อาศัย เพราะภิกษุย่อมตั้งมั่นในพระศาสนานี้ หรือกุศลธรรมทั้งหลายเท่านั้น ย่อมตั้งมั่นในพระศาสนานี้.

ตอบว่า เนื้อความนี้พึงทราบด้วยสามารถแห่งพระสูตรที่ว่า ก็นระผู้มีปัญญาอาศัยซึ่งศีลเป็นต้น พระสูตรว่า ดูก่อนมหาราช ชนทั้งหลายอาศัยศีลแล้ว พึงยังกุศลธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้นเป็นต้น และพระสูตรว่า ดูก่อนมหาราช เมื่อบุคคลอาศัยศีลแล้ว กุศลธรรมทั้งปวงย่อมไม่เสื่อมไปโดยรอบ ดังนี้เป็นต้น.

ศีลนั้นๆ ชื่อว่าเป็นเบื้องต้น เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นก่อน. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงชำระธรรม (ศีล) อันเป็นเบื้องต้นนั่นแหละให้ยิ่งขึ้นไป ก็บรรดากุศลธรรมทั้งหลาย อะไรเล่าชื่อว่าเป็นธรรมเบื้องต้น ก็ศีลอันหมดจดดีแล้วและทิฏฐิอันตรงด้วย เป็นธรรมเบื้องต้นของกุศลธรรมทั้งหลาย ดังนี้.

เปรียบเหมือนนายช่างผู้สร้างเมืองมีความประสงค์จะสร้างเมือง ย่อมชำระพื้นที่ของเมืองก่อน ภายหลังจึงแบ่งที่สร้างเมือง โดยกำหนดเอาทางสามแพร่งสี่แพร่งเป็นต้นฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้นนั่นแหละ ย่อมชำระศีลตั้งแต่ต้นทีเดียว ภายหลังจากนั้นก็กระทำให้แจ้งซึ่งสมถะ วิปัสสนา มรรค ผลและพระนิพพาน.

อีกอย่างหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างย้อมซักผ้าด้วยน้ำด่าง เมื่อผ้าสะอาดดีแล้วจึงย้อมด้วยสีต่างๆ ตามปรารถนาฉันใด ก็หรือว่า จิตรกร (ช่างวาดเขียน) ผู้ฉลาดปรารถนาจะวาดรูป เขาย่อมกระทำการตกแต่งฝาก่อน หลังจากนั้นจึงวาดรูป ฉันใด.

พระโยคาวจรก็ฉันนั้นเหมือนกัน ชำระศีลแต่ต้นเทียว หลังจากนั้นก็กระทำให้แจ้งซึ่งสมถะและวิปัสสนาเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวว่า ศีลเป็นเบื้องต้น ดังนี้.

ศีลนั้นๆ ชื่อว่าเป็นจรณะ เพราะความเป็นธรรมชาติเช่นกับเท้า (เครื่องดำเนินไป).

จริงอยู่ เท้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นจรณะ. เหมือนอย่างว่า สภาพการปรุงให้ดำเนินไปสู่ทิศ ย่อมไม่เกิดแก่บุรุษผู้มีเท้าขาดแล้ว ย่อมเกิดแก่บุรุษผู้มีเท้าสมบูรณ์นั่นแหละฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้น ศีลของผู้ใดแตกแล้ว ขาดแล้ว ไม่สมบูรณ์แล้ว การดำเนินไปสู่ญาณเพื่อบรรลุพระนิพพาน ก็ย่อมไม่สำเร็จแก่ผู้นั้น ส่วนผู้ใดมีศีลไม่แตก ไม่ขาด บริบูรณ์แล้ว ผู้นั้นก็จะดำเนินไปสู่ญาณเพื่อบรรลุพระนิพพาน ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศีลเป็นจรณะ ดังนี้.

ศีลนั้นๆ ชื่อว่า สังยมะ (เครื่องสำรวม) ด้วยสามารถแห่งการระวัง ชื่อว่า สังวร (เครื่องระมัดระวัง) ด้วยสามารถแห่งการปิดกั้น. แม้ด้วยเหตุทั้งสองนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศีลเป็นเครื่องสำรวม เป็นเครื่องระวัง ดังนี้. พึงทราบวจนัตถะในที่นี้ว่า

สภาวะใดย่อมสำรวมการดิ้นรน โดยก้าวล่วงของบุคคล หรือว่าย่อมสำรวมซึ่งบุคคล คือว่า ย่อมไม่ให้เพื่ออันกระสับกระส่ายไปของบุคคลนั้น ด้วยสามารถแห่งการก้าวล่วง ฉะนั้น สภาวะนั้นจึงชื่อว่า สังยมะ (เครื่องสำรวม).

ชื่อว่า สังวร (เครื่องระวัง) เพราะย่อมปิดกั้นทวาร อันเป็นที่ก้าวล่วงแห่งบุคคล.

คำว่า มุขํ ได้แก่ เป็นธรรมสูงสุด หรือเป็นหัวหน้า. เหมือนอย่างว่า อาหาร ๔ ของสัตว์ทั้งหลาย เข้าไปทางปากแล้ว ย่อมแผ่ไปสู่อวัยวะน้อยใหญ่ฉันใด กุศลอันเป็นไปในภูมิ ๔ แม้ของพระโยคีก็ฉันนั้น เข้าไปทางปาก คือศีลแล้ว ย่อมยังความสำเร็จแห่งประโยชน์ให้สมบูรณ์. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศีลเป็นหัวหน้า ดังนี้.

คำว่า ปมุเขน สาธุ อธิบายว่าเป็นประธาน เป็นธรรมอันเลิศ เป็นธรรมชาติถึงก่อน เป็นธรรมประเสริฐสุด. คำว่า กุสลานํ ธมฺมานํ สมาปตฺติยา (แปลว่าเพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย) บัณฑิตพึงทราบว่า ศีลเป็นเลิศ เป็นธรรมถึงก่อน เป็นธรรมประเสริฐสุด เป็นประธานเพื่ออันได้เฉพาะซึ่งกุศลอันเป็นไปในภูมิ ๔ ดังนี้.

คำว่า กายิโก อวีติกฺกโม (แปลว่า การไม่ล่วงละเมิดทางกาย) ได้แก่ กายสุจริต ๓ อย่าง.

คำว่า วาจสิโก (แปลว่า การไม่ล่วงละเมิดทางวาจา) ได้แก่ วจีสุจริต ๔ อย่าง.

ทั้งสองนั้นชื่อว่า กายิกวาจสิโก (คือการไม่ล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา). ท่านย่อมถือเอาอาชีวัฏฐมกศีล (คือศีลมีอาชีวะเป็นที่ ๘) ย่อมแสดงด้วยการไม่ก้าวล่วงละเมิดทางกายและวาจานี้.

คำว่า สํวุโต ได้แก่ อันเขาปิดแล้ว. อธิบายว่า มีอินทรีย์อันสำรวมแล้วชื่อว่าปิดแล้ว. เหมือนอย่างว่า บ้านมีประตูปิดแล้ว ท่านเรียกว่า บ้านอันเขาปิดแล้ว ระวังแล้วฉันใด ในข้อนี้ก็ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุมีอินทรีย์สำรวมแล้วระวังคุ้มครองแล้ว.

คำว่า ปาฏิโมกฺขสํวเรน ได้แก่ ด้วยปาฏิโมกข์และสังวร. อีกอย่างหนึ่งได้แก่ ด้วยสังวร กล่าวคือปาฏิโมกข์. คำว่า อุเปโต (แปลว่า ผู้เข้าไปถึงแล้ว) เป็นต้น มีเนื้อความดังที่กล่าวแล้วนั้นแหละ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การอยู่ด้วยอิริยาบถของภิกษุ ผู้ตั้งอยู่ในปาฏิโมกข์สังวรศีล ด้วยบทแม้ทั้ง ๗ มีคำว่า อิริยติ เป็นต้น.

____________________________

ทั้ง ๗ บท คือผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดีและประกอบแล้ว.

อนาจารนิทเทส

____________________________

อนาจาระ หมายถึงความประพฤติไม่ดี ซึ่งตรงกันข้ามกับอาจาระ.

ในนิทเทสแห่งอาจาระและโคจระ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านประสงค์จะกล่าวอาจาระของสมณะ โคจระของสมณะแม้โดยแท้ จึงทรงยกซึ่งบทว่า อาจาระมีอยู่ อนาจาระมีอยู่ ด้วยบทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน ดังนี้.

เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้ฉลาดในทาง เมื่อจะบอกทาง จึงกล่าวว่า ท่านจงปล่อยทางซ้าย ถือเอาทางขวา ย่อมบอกทางอันมีภัย ทางอันผิด อันบุคคลพึงปล่อยวางก่อน ภายหลังจึงบอกทางอันเกษม ทางอันตรงอันบุคคลพึงถือเอา ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นนั่นแหละ พระธรรมราชา เช่นกับบุรุษผู้ฉลาดในทาง ทรงบอกอนาจาระ อันพระพุทธเจ้าทรงรังเกียจแล้ว อันบุคคลพึงละก่อน เมื่อจะทรงบอกอาจาระในภายหลังจึงตรัสว่า ตตฺถ กตโม อนาจาโร เป็นอาทิ.

จริงอยู่ หนทางที่บุคคลบอกแล้วพึงไปถึงหรือไม่ถึงก็ได้ ส่วนทางที่พระตถาคตบอกแล้ว เป็นทางชอบธรรม ไม่ผิดหวัง ย่อมให้บรรลุถึงพระนคร คือพระนิพพาน ดุจวชิราวุธอันพระอินทร์ทรงปล่อยไปแล้ว ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น จึงได้กล่าวว่า บุรุษผู้ฉลาดในทาง ดังนี้ คำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธะนี้ เป็นชื่อของพระตถาคต.

อีกอย่างหนึ่ง เพราะการประกอบความเพียรในกัลยาณธรรม ย่อมเป็นธรรมอันสมบูรณ์แก่บุคคลผู้มีบาปธรรมอันละแล้ว เปรียบเหมือนการทัดทรงด้วยเครื่องประดับมีระเบียบดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น ย่อมสมควรแก่บุคคลผู้มีเหงื่อไคลและมลทินอันตนชำระแล้ว ด้วยการอาบน้ำพร้อมทั้งสระหัว ฉะนั้น แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงพระประสงค์จะบอกอนาจาระอันบุคคลพึงละก่อน เหมือนบุคคลทำความสะอาดชำระล้างเหงื่อไคลและมลทิน ด้วยการอาบน้ำสระหัว ภายหลังบอกอาจาระซึ่งเปรียบเหมือนการทัดทรงด้วยเครื่องประดับมีระเบียบดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น จึงตรัสคำว่า ตตฺถ กตโม อนาจาโร เป็นอาทิ.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ความล่วงละเมิดทางกาย ได้แก่ กายทุจริต ๓.

คำว่า ความล่วงละเมิดทางวาจา ได้แก่ วจีทุจริต ๔.

คำว่า ความล่วงละเมิดทางกายและวาจา ได้แก่ กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ เหล่านั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการก้าวล่วงของบุคคลผู้มีอาชีวัฏฐมกสีล (ศีลมีอาชีวะเป็นที่ ๘) นั้นแหละ ด้วยอาการอย่างนี้. ก็เพราะบุคคลไม่ประพฤติอนาจารด้วยกายและวาจาเท่านั้น ย่อมประพฤติแม้ด้วยใจทีเดียว ฉะนั้น เพื่อจะแสดงเนื้อความนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งปวง ก็เรียกว่า อนาจาระ ดังนี้.

ในข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกแสดงอาจาระอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงตรัสคำว่า อิเธกจฺโจ เวฬุทาเนน เป็นต้น (แปลว่า ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ย่อมเลี้ยงชีพ ด้วยการให้ไม้ไผ่เป็นต้น).

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า การให้ไม้ไผ่ ได้แก่ การให้ไม้ไผ่อันเป็นเครื่องอาศัยเป็นเหตุ.

อธิบายว่า ภิกษุไม่ควรให้แก่อุปัฏฐาก ด้วยอันคิดว่า เราจักนำไม้ไผ่ที่เกิดขึ้นเอง หรือไม้ไผ่ที่มีบุคคลคุ้มครองรักษามาให้เป็นเครื่องใช้สอยด้วยอาการอย่างนี้ เป็นต้น เพราะว่า ภิกษุเมื่อสำเร็จการเลี้ยงชีพอย่างนี้ ชื่อว่าย่อมเป็นอยู่ด้วยการแสวงหาอันไม่ชอบธรรม เป็นมิจฉาอาชีวะ. ภิกษุนั้นแหละย่อมถูกครหาในปัจจุบัน ทั้งในเบื้องหน้าก็ชื่อว่าเป็นผู้ขวนขวายในอบาย. ภิกษุนั้น เมื่อให้ไม้ไผ่อันเป็นของเฉพาะตนย่อมต้องอาบัติทุกกฏ ชื่อว่ากุลทูสกะ (ผู้ประทุษร้ายตระกูล) เมื่อให้ไม้ไผ่อันเป็นของเฉพาะของคนอื่น ย่อมต้องอาบัติด้วยเถยยจิต (ขโมย) สงฆ์พึงกระทำทัณฑกรรมแก่เธอตามราคาสิ่งของนั้น. แม้การให้ไม้ไผ่อันเป็นของสงฆ์ก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็ถ้าว่า ภิกษุย่อมให้ไม้ไผ่นั้น เพราะความที่ตนเป็นใหญ่ เธอก็จะต้องอาบัติ เพราะการสละครุภัณฑ์.

ไม้ไผ่ประเภทไหนเป็นครุภัณฑ์ ประเภทไหนไม่เป็น พึงทราบความดังต่อไปนี้.

ไม้ไผ่ใดที่ไม่ได้ปลูกไว้ เกิดขึ้นเองก่อน ไม้ไผ่นั่นเป็นครุภัณฑ์ตามฐานะที่สงฆ์กำหนดเท่านั้น นอกนั้นไม่เป็นครุภัณฑ์. ไม้ไผ่ทั้งปวงเป็นครุภัณฑ์ โดยประการทั้งปวง ในอันที่สงฆ์ปลูกไว้แล้ว. ไม้ไผ่นั้น ท่านกำหนดแล้วโดยประมาณ.

จริงอยู่ มีประมาณหนึ่งทะนานตวงน้ำมัน จัดเป็นครุภัณฑ์ ต่ำกว่านั้นไม่เป็น. อนึ่ง ภิกษุใดมีความต้องการด้วยทะนานตวงน้ำมัน หรือต้องการไม้เท้า สงฆ์พึงถือเอาสิ่งนั้นกระทำให้เป็นผาติกรรม เถิด. ผาติกรรมเป็นของมีราคา หรือเป็นของมากกว่าของสงฆ์ ย่อมควร น้อยกว่าไม่ควร. แม้หัตถกรรม สักว่าวัตถุเป็นเครื่องนำน้ำไป หรือว่า วัตถุเป็นเครื่องดายหญ้าอันเล็กน้อยก็เช่นเดียวกัน สงฆ์ควรทำผาติกรรมนั้นให้ถาวร. เพราะฉะนั้น การที่ภิกษุโกยเลนขึ้นจากสระน้ำก็ดี ใช้ให้บุคคลปูลาดพื้นที่บันไดเพื่อทำพื้นที่ไม่เสมอให้เสมอกันก็ดี ควรอยู่ แต่ไม่ต้องถือเอาเครื่องผาติกรรม คือ เมื่อเธออาศัยอยู่ที่นั้นนั่นแหละพึงใช้สอย เมื่อเธอหลีกไปแล้ว พึงทำสิ่งของเหล่านั้นให้เป็นของสงฆ์ เมื่อเธอหลงลืมถือเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป เมื่อไปแล้วในที่ใดระลึกได้ ก็พึงนำกลับมาคืนแต่ที่นั้น ถ้าภัยมีในระหว่าง ก็พึงวางสิ่งนั้นไว้ในที่วิหารอันตนไปถึงแล้ว. พวกมนุษย์ไปสู่วิหารขอไม้ไผ่ ภิกษุทั้งหลายไม่อาจเพื่อจะให้ได้ โดยการบอกว่า นั่นเป็นของสงฆ์ ถ้าพวกเขาขอบ่อยๆ หรือคุกคาม ในเวลานั้น ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายพึงทำทัณฑกรรม แล้วถือเอาเถิด. ขึ้นชื่อว่า การให้ไม้ไผ่ ย่อมไม่มี. ถ้าว่า พวกมนุษย์เหล่านั้นถวายสิ่งของมีมีดและขวานเป็นต้น หรือขาทนียโภชนียะเพื่อกระทำให้เป็นสินไหม ไม่ควรรับ.

____________________________

ผาติกรรม หมายถึงสิ่งของแลกเปลี่ยน ในทางพระวินัย หมายถึงการชดเชยของสงฆ์ด้วยสิ่งอื่น.

ทัณฑกรรม หมายถึงสินไหม หรือราคาของที่จะแลกเปลี่ยน.

ในอรรถกถาพระวินัย ท่านกล่าวไว้ว่า พวกมนุษย์ถูกไฟไหม้บ้าน ถือเอาสิ่งของไปอยู่ ภิกษุไม่ควรห้าม ถ้าขุยไผ่เกิดขึ้นที่กอไผ่ของสงฆ์ เมื่อไม่ให้ใครเคาะอยู่ ไม้ไผ่นั้นย่อมพินาศไป สงฆ์จะพึงทำอย่างไร สงฆ์พึงบอกพวกมนุษย์ในเวลาที่ไปภิกขาจาร ถ้าพวกเขาไม่ปรารถนาจะช่วยทำ ก็พึงพูดว่า พวกท่านจะได้ส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าเขาไม่ต้องการ ก็พึงพูดว่า พวกท่านจักได้ ๒ ส่วน เมื่อพวกเขาไม่ปรารถนาแม้ด้วยอาการอย่างนี้ ไม่ต้องการไม้ไผ่นั้น ก็พึงบอกว่า พวกของท่านมีอยู่ ท่านจงทำให้เป็นสินไหม จงเคาะไม้ไผ่ แล้วถือเอาสิ่งนั้นเถิด. ขึ้นชื่อว่า การให้ไม้ไผ่ ย่อมไม่มี. แม้กอไผ่ถูกไฟไหม้ก็ดี แม้ถูกน้ำพัดไปก็ดี ก็นัยนี้เหมือนกัน.

กถามรรค แม้ในต้นไม้ทั้งหลาย ก็นัยนี้นั่นแหละ. สำหรับต้นไม้มีประมาณเท่าท่อนเข็ม ก็จัดเป็นครุภัณฑ์ได้. ภิกษุทำลายต้นไม้อันเป็นของสงฆ์ เพื่อทำอาวาส (ที่อยู่) อันเป็นของสงฆ์ แม้ไม่บอกขออนุญาตสงฆ์ก่อน ก็ทำได้ แต่เพื่อตัดคลองแห่งวาทะ พึงบอกขออนุญาตสงฆ์ก่อนแล้วพึงทำ.

ถามว่า ภิกษุทำลายต้นไม้ของสงฆ์ ไม่บอกขออนุญาตสงฆ์ก่อน ควรเพื่อกระทำอาวาสเฉพาะบุคคล หรือไม่.

ตอบว่า ไม่ควร.

ก็เมื่อว่าโดยหัตถกรรมอย่างสูง ภิกษุย่อมได้สักว่าที่เป็นที่ตั้งเตียง ในบ้านหลังหนึ่งในบ้าน ๓ หลัง ภิกษุมีสิทธิได้หลังเดียว. ถ้าทัพพสัมภาระเป็นของเฉพาะบุคคล พื้นดินเป็นของสงฆ์ ภิกษุนั้นย่อมได้ส่วนเสมอกันกระทำ บ้านหลังหนึ่ง คือบรรดาบ้านที่เธอทำ ๒ หลัง เธอควรได้หลังหนึ่ง. เมื่อต้นไม้อันเป็นของสงฆ์ เบียดเบียนอาวาส (ที่อยู่) ของสงฆ์ ภิกษุไม่ขออนุญาตสงฆ์ก่อนนำออกไป ควรหรือไม่ ตอบว่า ควร แต่เพื่อตัดคลองแห่งวาทะ ควรขออนุญาตสงฆ์ก่อนแล้วนำออกไป. ถ้าลาภใหญ่ของสงฆ์ อาศัยต้นไม้มีอยู่ ก็ไม่ควรนำออกไป.

เมื่อต้นไม้อันเป็นของเฉพาะบุคคล เบียดเบียนอาวาสอันเป็นของสงฆ์ พึงบอกแก่เจ้าของต้นไม้. ถ้าว่า เขาไม่ปรารถนาจะนำออกไป พึงให้บุคคลตัดก่อน แล้วจึงนำออกไป. เมื่อถูกเขาท้วงว่า พวกท่านจงให้ต้นไม้แก่เรา ดังนี้ พึงให้เขาตีราคาต้นไม้นั้น แล้วให้ทรัพย์ตามราคาทุน. เมื่อต้นไม้อันเป็นของสงฆ์ เบียดเบียนอาวาสอันเป็นของบุคคลก็ดี ต้นไม้อันเป็นของเฉพาะบุคคลเบียดเบียนอาวาสอันเป็นของบุคคลก็ดี ก็นัยนี้เหมือนกัน.

กถามรรค แม้ในเถาวัลย์ (ไม้เถา) ก็นัยนี้นั่นแหละ. อนึ่ง ในที่ใด เถาวัลย์เป็นของหาได้ยาก เขาย่อมทำการซื้อขายกัน ในที่นั้น จัดเป็นครุภัณฑ์. ก็เถาวัลย์นั้นแล มีประมาณกึ่งหนึ่งของแขน จัดเป็นครุภัณฑ์ ท่อนเถาวัลย์ ต่ำกว่านั้นไม่เป็น.

คำทั้งปวง แม้ในคำว่า การให้ใบไม้ เป็นต้น ซึ่งมีคำว่า ด้วยการให้ใบไม้ เป็นต้น ได้แก่ ด้วยการให้ใบไม้อันเป็นเครื่องอาศัยเป็นเหตุ.

พึงทราบวินิจฉัยว่าด้วยความเป็นครุภัณฑ์ ในอธิการนี้ต่อไป.

จริงอยู่ บุคคลย่อมซื้อขายแม้ใบไม้ในที่ใด ชนทั้งหลายย่อมถือเอาเพื่อต้องการแก่ประโยชน์ทั้งหลายมีการห่อหนังสือเป็นต้น ในที่อันหาได้ยากเช่นนั้น ย่อมจัดเป็นครุภัณฑ์ทีเดียว. พึงทราบวินิจฉัยในใบไม้ทองหลางและใบตาล. แม้ใบตาลบัณฑิตก็พึงกล่าวในฐานะนี้เหมือนกัน.

จริงอยู่ แม้ใบตาลในป่าตาลที่เกิดเอง ในที่อันสงฆ์กำหนดไว้นั่นแหละ จัดเป็นครุภัณฑ์. นอกจากนั้นไม่เป็น. ตาลที่สงฆ์ปลูกไว้เป็นครุภัณฑ์แม้ทั้งหมด. ใบลานเปล่าโดยที่สุดมีประมาณ ๘ นิ้ว เป็นประมาณของครุภัณฑ์. แม้หญ้าก็พึงอนุโลมเข้าในข้อนี้เหมือนกัน. ก็ในที่ใดหญ้าไม่มี ในที่นั้น ชนทั้งหลายย่อมใช้กำบัง ด้วยหญ้ามุงกระต่าย ด้วยฟางและด้วยใบมะพร้าวเป็นต้น เพราะฉะนั้น หญ้าทั้งหลายแม้เหล่านั้น ท่านจึงสงเคราะห์เข้าในข้อนี้. ในหญ้ามุงกระต่ายและฟางเป็นต้น หญ้าอย่างใดอย่างหนึ่ง มีประมาณหนึ่งกำมือ เป็นครุภัณฑ์. ในบรรดาใบมะพร้าวเป็นต้นแม้ใบหนึ่งอันบุคคลถวายแก่สงฆ์ หรือที่เกิดในที่ของสงฆ์ หรือหญ้าที่เกิดเอง เป็นของอันบุคคลคุ้มครองรักษาในพื้นที่แห่งหญ้าของสงฆ์ ภายนอกอารามก็จัดเป็นครุภัณฑ์. เมื่อสงฆ์ทำสังฆกรรมก็ดี ทำเจดีย์ก็ดี ในการทำอันเป็นของเฉพาะบุคคลก็ดี การให้หญ้านั้นเกินไป ก็ควร. แม้ในไม้ไผ่ที่กล่าวแล้วในหนหลัง ก็นัยนี้เหมือนกัน.

พึงทราบวินิจฉัยในการให้ดอกไม้ ดอกไม้ทั้งหลายที่จัดเป็นครุภัณฑ์ คือ ที่สงฆ์กำหนดไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายเก็บดอกไม้ที่ต้นไม้ทั้งหลาย มีประมาณเท่านี้ แล้วน้อมไปในระเบียบแห่งข้าวยาคูและภัต หรือน้อมไปในการปฏิสังขรณ์เสนาสนะ มีประมาณเท่านี้ ดังนี้.

สามเณรทั้งหลายเก็บดอกไม้ทั้งหลายในภายนอกกระทำให้เป็นกองไว้ ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ซึ่งเป็นผู้แจกดอกไม้ นับจำนวนภิกษุสงฆ์แล้ว แบ่งไว้เป็นส่วนๆ เธอไม่ต้องขออนุญาตสงฆ์ก่อน ย่อมแจกแก่บริษัทที่มาแล้วได้. อนึ่ง ภิกษุผู้แจกนั้น สงฆ์ยังมิได้สมมติ พึงขออนุญาตสงฆ์แล้ว พึงทำการแจกเถิด.

ถามว่า ก็ภิกษุย่อมได้เพื่อจะให้ดอกไม้ทั้งหลายแก่ใคร ไม่ให้แก่ใคร.

ตอบว่า ภิกษุนำดอกไม้ไปสู่บ้านของมารดาบิดาก็ดี หรือยังบุคคลให้เรียกมารดาบิดามาจากบ้านก็ดี เธอย่อมได้เพื่ออันให้ ด้วยคำว่า ท่านทั้งหลายจงบูชาพระรัตนตรัย. มิใช่ให้เพื่อเป็นเครื่องประดับ. ภิกษุไม่ควรนำไปให้แก่หมู่ญาติที่เหลือทั้งหลาย ควรให้บุคคลเรียกมาแล้วให้ด้วยคำว่า พวกท่านทั้งหลายจงทำการบูชา ดังนี้. ภิกษุนั้นไม่พึงประสงค์ให้แก่ชนที่เหลือผู้มาสู่ที่เป็นที่บูชา. ชื่อว่า การให้ดอกไม้ ย่อมไม่มี.

ในวิหาร มีดอกไม้บานมาก ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต เห็นพวกมนุษย์แล้ว พึงพูดว่า ในวิหารมีดอกไม้มาก พวกเธอจงบูชา ดังนี้. โทษย่อมไม่มีในเพราะสักว่าคำพูด. ก็แต่ว่า เธอไม่ควรพูดด้วยคิดว่า พวกมนุษย์ถือเอาขาทนียะโภชนียะแล้วจักมา ดังนี้. ก็ภิกษุนั้นไม่ควรพูดถึงขาทนียะโภชนียะ อันตนพึงบริโภค ถ้ามนุษย์ทั้งหลายถามตามธรรมดาของเขาว่า ดอกไม้ทั้งหลายมีอยู่ในวิหารหรือ และกล่าวต่อไปว่า พวกผมจักมาสู่วิหารในวันชื่อโน้น ท่านทั้งหลายอย่าให้พวกสามเณรเก็บดอกไม้ทั้งหลาย ดังนี้. แต่พวกภิกษุลืมบอกสามเณร พวกสามเณรจึงเก็บดอกไม้ทั้งหลายวางไว้ เมื่อพวกมนุษย์เข้าไปหาภิกษุพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในวันโน้นเทียว พวกกระผมบอกแก่ท่านแล้วว่า อย่าให้สามเณรเก็บดอกไม้ เพราะเหตุใด พวกท่านไม่ได้ห้ามแล้ว. ภิกษุพึงกล่าวว่า เราหลงลืมสติ ดอกไม้ทั้งหลาย สักว่าอันสามเณรเก็บแล้วนั่นแหละ ยังมิได้ทำการบูชา. ไม่ควรกล่าวว่า ท่านจงถือเอา จงบูชา. ถ้าว่า เขาย่อมกล่าวถึงอามิส อันตนมิพึงบริโภคไซร้ ภิกษุอื่นย่อมบอกแก่พวกสามเณรว่า มนุษย์ทั้งหลายบอกว่า พวกท่านอย่าเก็บดอกไม้ ดังนี้. แม้พวกมนุษย์ นำอามิสมาถวายทาน และกล่าวว่า พวกผมไม่ได้สั่งให้สามเณรเก็บดอกไม้พร้อมกับพวกผม. พวกภิกษุพึงกล่าวว่า ดูก่อนอุบาสก สามเณรทั้งหลายมีภิกษาแล้ว ภิกษุใดไม่ไปภิกขาจาร ภิกษุนั้นจักทราบเองนั่นแหละ. ภิกษุได้นัยมีประมาณเท่านี้ โทษเพราะทำสามเณร หรือบุตร หรือพี่ชายน้องชายให้เก็บดอกไม้ทั้งหลาย ย่อมไม่มี. ชื่อว่า การให้ซึ่งดอกไม้ ก็ไม่มี.

ในการให้ผลไม้ แม้ผลไม้ ที่สงฆ์กำหนดแล้ว เหมือนดอกไม้นั้นแหละ จัดเป็นครุภัณฑ์. เมื่อมีผลไม้น้อยใหญ่มากในวิหาร พวกมนุษย์ไม่สบายมาขอ. ภิกษุทั้งหลายไม่ขวนขวายเพื่อให้ โดยคิดว่าสิ่งนั้น เป็นของสงฆ์.

พวกมนุษย์ผู้เดือดร้อน ย่อมด่า ย่อมบริภาษ ในข้อนี้ ภิกษุพึงทำอย่างไร.

ภิกษุทั้งหลายพึงตั้งกฏ (กติกา) กำหนดด้วยผลไม้ทั้งหลาย หรือด้วยต้นไม้ทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายไม่พึงห้ามพวกมนุษย์ ผู้ถือเอาผลไม้ทั้งหลายไปมีประมาณเท่านี้ ที่ต้นโน้นๆ หรือว่า ผู้ถือเอาผลไม้ทั้งหลาย ในต้นไม้ทั้งหลาย มีประมาณเท่านี้.

อนึ่ง พวกโจร หรือผู้เป็นใหญ่ ถือเอาโดยพลการ ก็ไม่พึงห้าม. เพราะว่าชนเหล่านั้นโกรธแล้ว พึงยังวิหารทั้งสิ้นให้พินาศไปก็ได้. แต่ว่า ภิกษุพึงบอกถึงโทษอันยังทุกข์ให้เป็นไปโดยยิ่ง.

ในการให้จุณสำหรับอาบ จุณสำหรับอาบที่เขาทุบ (บดขยี้) แล้วไม่เป็นครุภัณฑ์. เปลือกไม้อันเขายังไม่ทุบนั่นแหละ เป็นครุภัณฑ์. จุณสำหรับอาบ อันสุกแล้วด้วยเครื่องย้อม สมควรแก่ผู้ไม่เป็นไข้ จุณสำหรับอาบอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมควรแก่ผู้ป่วยทั้งนั้น. แม้ดินเหนียวก็รวมอยู่ในข้อนี้นั่นแหละ. จริงอยู่ แม้ดินเหนียวในที่ใดเป็นของหาได้โดยยาก ในที่นั้นนั่นแหละจัดเป็นครุภัณฑ์ ดินเหนียวแม้นั้นอย่างต่ำที่สุดมีประมาณเท่าน้ำอ้อยงบหนัก ๓๐ ปละ (ตามมาตราชั่งน้ำหนักเท่ากับ ๔ ออนซ์) เทียว ต่ำกว่านั้นไม่เป็น.

ในการให้ไม้ชำระฟัน ไม้ชำระฟัน อันเขายังไม่ใช้ เป็นครุภัณฑ์. วาระแห่งการให้ไม้สีฟันแต่สงฆ์ ย่อมถึงแก่สามเณรเหล่าใด สามเณรเหล่านั้นย่อมไม่ได้เพื่อให้แก่อาจารย์และพระอุปัชฌายะ. แต่ว่า สามเณรเหล่าใดกำหนดว่า ชนทั้งหลายพึงนำไม้ชำระฟันมีประมาณเท่านี้มา สามเณรเหล่านั้นย่อมได้ เพื่ออันถวายแก่อาจารย์และพระอุปัชฌายะ. ภิกษุรูปเดียวไม่ควรถือเอาไม้ชำระฟันจำนวนมากมาจากโรงไม้ชำระฟัน พึงถือเอาอันเดียวเท่านั้นทุกๆ วัน. แม้เมื่ออยู่แยกกัน พึงนับหมู่ภิกษุแล้วถือเอาไม้ชำระฟันตามที่ถึงแก่ตน. เมื่ออาคันตุกภิกษุทั้งหลายมาในระหว่าง หรือเมื่อเธอหลีกไปสู่ทิศ พึงนำไม้ชำระฟันมาตั้งไว้ในที่อันถือเอาได้นั่นแหละ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสเรียกคำชมเชย เพื่อต้องการให้เขารักใคร่ เพราะตั้งตนไว้ต่ำเหมือนทาสบ้าง การดำรงไว้ด้วยดีซึ่งคำอันผิดพลาดพลั้งของคนอื่นบ้าง ว่าเป็นคำพูดปรารถนาเพื่อต้องการให้เขารัก ในบทว่า ปาฏุกมฺยตาย เป็นต้น.

คำว่า มุคฺคสูปยตา นี้ เป็นชื่อของผู้เลี้ยงชีพด้วยการพูดทีจริงทีเล่น เสมอด้วยแกงถั่วเขียว. เปรียบเสมือนแกงถั่วเขียวกำลังเดือด ถั่วเขียวจำนวนมากย่อมสุก จำนวนน้อยไม่สุก ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้เลี้ยงชีพด้วยการพูดทีจริงทีเล่น ย่อมพูดเท็จมาก พูดจริงน้อย.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ที่เป็นที่ไม่ซึมเข้าไปแห่งน้ำแกงถั่วเขียว ย่อมไม่มี ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้น ชื่อว่า วาจา อันไม่เข้าไปของบุคคลผู้พูดทีจริงทีเล่น ย่อมไม่มี. วาจานั้น ย่อมผูกพันเพื่อความทรงอยู่อันตนปรารถนาแล้ว และปรารถนาแล้วดุจตะขอเหล็กเกาะอยู่. ด้วยเหตุนั้น วาจาอันมีปกติกล่าวมุสาของบุคคลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า วาจาเสมอด้วยแกงถั่วเขียว ดังนี้.

ความเป็นแห่งการงานอันบุคคลเลี้ยงดูแล้ว ชื่อว่า ปาริภฏฺยตา แปลว่า ความเป็นผู้เลี้ยงดูแล้ว. จริงอยู่ การงานของเด็ก อันเขาเลี้ยงดูแล้ว ชื่อว่าการเลี้ยงดูเด็ก. ความเป็นแห่งบุคคลผู้เลี้ยงดูเด็กนั้น ชื่อว่า ปาริภฏฺยตา. คำว่า ปาริภฏฺยตา นั้น เป็นชื่อของบุคคลผู้ยังเด็กให้เล่น ด้วยการทำซึ่งเครื่องประดับเป็นต้น

คำว่า การรับใช้ฆราวาส (ชงฺฆเปสนิกํ) ได้แก่ การนำข่าวสารไปและกลับของคฤหัสถ์เหล่านั้นๆ ในที่ทั้งหลายมีระหว่างบ้านและระหว่างประเทศเป็นต้น. จริงอยู่ คำนี้ ชื่อว่า การเดินส่งข่าว ก็มารดาบิดาบำรุงซึ่งภิกษุนั้นอยู่ ภิกษุถือเอาข่าวสารของมารดาบิดาเหล่านั้นไปด้วยสามารถแห่งการไปในที่ไหนๆ ย่อมควร. การนำข่าวสารแม้ของนายช่างผู้ทำการงานของเจดีย์ หรือของสงฆ์ หรือของตน ก็สมควร.

อนึ่ง พวกมนุษย์เรียนว่า พวกกระผมจักถวายทาน จักกระทำบูชา ขอท่านจงบอกภิกษุสงฆ์ ดังนี้ก็ดี มนุษย์ทั้งหลายย่อมถวายบิณฑบาต หรือเภสัช หรือจีวรด้วยการกล่าวว่า ขอท่านทั้งหลายจงถวายแก่พระเถระ ชื่อโน้นก็ดี มนุษย์ทั้งหลายย่อมมอบวัตถุทั้งหลาย มีระเบียบดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น หรือธงชัยและธงแผ่นผ้า โดยการเรียนว่า ท่านทั้งหลายจงทำการบูชาในวิหาร ดังนี้ก็ดี การนำข่าวสารทั้งหมดของชนเหล่านั้นไป สมควร. ชื่อว่าการเดินส่งข่าว ย่อมไม่มี. ภิกษุถือเอาข่าวสารของชนทั้งหลายที่เหลือนอกนั้นไป โทษย่อมมีทุกย่างก้าว.

คำว่า อญฺญตรญฺญตเรน ได้แก่ ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งภิกษุทั้งหลาย มีการให้ไม้ไผ่เป็นต้นเหล่านั้น คือว่า ด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง แห่งการงานทั้งหลายสำหรับเลี้ยงชีพเห็นปานนี้ คือ เวชกรรม ภัณฑคาริกกรรม (ดูแลร้านค้า) การแลกก้อนข้าวด้วยก้อนข้าว การบำรุงสงฆ์และเจดีย์ อันผิดปรกติ หรือด้วยมิจฉาอาชีวะ.

คำว่า พุทฺธปฏิกุฏฺเฐน ได้แก่ อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงติเตียนแล้ว รังเกียจแล้ว.

คำว่า อยํ วุจฺจติ ได้แก่ ชื่อว่า อนาจารแม้ทั้งปวงนี้ พระพุทธเจ้าย่อมตรัสไว้.

อาจารนิทเทส บัณฑิตพึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.

แม้ในโคจรนิทเทส บัณฑิตก็พึงทราบการกระทำ ในเพราะถ้อยคำแห่งอโคจร โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังก่อนนั่นแหละ.

ก็ในคำเหล่านั้น คำว่า โคจโร ได้แก่ ที่อันควรเข้าไปเพื่อต้องการบิณฑบาตเป็นต้น ชื่อว่าโคจร. ที่อันไม่สมควรเพื่ออันเข้าไป ชื่อว่าอโคจร. โคจรแห่งหญิงแพศยา มีอยู่แก่ภิกษุนั้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่ามีโคจรแห่งหญิงแพศยา.

อธิบายว่า ที่เป็นที่โคจรอันบุคคลพึงเข้าไปด้วยสามารถแห่งความชมเชยอย่างมิตร. หญิงทั้งหลายเลี้ยงชีพด้วยรูป ชื่อว่าหญิงแพศยา ในอธิการนี้ ภิกษุเข้าไปอยู่สามารถเป็นผู้ประพฤติผิดได้ง่าย หรือด้วยความสนิทสิเนหาดังมิตร ชื่อว่า มีโคจรแห่งหญิงแพศยา. เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นเข้าไปด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมไม่ควร.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะเป็นความวิบัติในการรักษา.

จริงอยู่ สมณธรรม แม้อันเธอคุ้มครองรักษาแล้วสิ้นกาลนานของภิกษุผู้เข้าไปอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมถึงความพินาศไป ด้วยเหตุอันเล็กน้อยนั่นแหละ. แม้ถ้าว่าสมณธรรมของเธอย่อมไม่พินาศไป ก็จะได้รับความติเตียน.

อนึ่ง ภิกษุเมื่อเข้าไปด้วย สามารถแห่งการรับทักษิณา (รับของทำบุญ) พึงตั้งสติแล้วเข้าไป. หญิงสามีตายหรือว่าหญิงอันสามีหย่าร้างแล้ว ท่านเรียกว่าหญิงหม้าย. หญิงแก่ที่ไม่ได้แต่งงาน ชื่อว่า สาวเทื้อ.

คำว่า ปณฺฑกา ได้แก่ บัณเฑาะก์ผู้มีถ้อยคำ อาศัยโลกามิส มีกิเลสหนามีความเร่าร้อน ไม่สงบ. โทษในเพราะการเข้าไปของภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. แม้ในภิกษุณีทั้งหลายก็นัยนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ธรรมดาภิกษุต้องประพฤติพรหมจรรย์ให้มาก. ภิกษุณีทั้งหลายก็เหมือนกัน. ภิกษุณีเหล่านั้น ย่อมยังสมณธรรมอันภิกษุรักษาคุ้มครอง แล้วให้พินาศไป ด้วยสามารถแห่งความสนิทสนมซึ่งกันและกันอันเป็นเหตุเล็กน้อยนั่นแหละ. แต่การที่ภิกษุไปด้วยสามารถแห่งการถามความเป็นไข้ ย่อมควร. ภิกษุให้ดอกไม้ทั้งหลายไปเพื่อต้องการบูชาบ้าง เพื่อต้องการให้โอวาทบ้าง ย่อมควรทีเดียว.

โรงสุราชื่อว่า ปานาคาร. โรงสุรานั้น ย่อมไม่สงัดจากนักเลงสุราซึ่งจะกระทำอันตรายพรหมจรรย์. ในโรงสุรานั้น ภิกษุทั้งหลายไม่ควรเข้าไปกับด้วยนักเลงสุราเหล่านั้น ด้วยสามารถแห่งการคบนักเลง เพราะอันตรายของพรหมจรรย์มีอยู่.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สํสฏฺโฐ วิหรติ ราชูหิ เป็นต้น พระราชาเหล่าใดอภิเษกแล้วก็ตาม จงยกไว้ ชนเหล่าใดย่อมศึกษาในความเป็นพระราชา ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าราชา.

คำว่า ราชมหามตฺตา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นใหญ่ เช่นกับความเป็นใหญ่ของพระราชา.

คำว่า ติตฺถิยา ได้แก่ นักบวชนอกพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความเห็นผิด. ผู้ให้ปัจจัยแก่เดียรถีย์ด้วยความภักดีเรียกว่าสาวกเดียรถีย์. คือว่าเป็นผู้คลุกคลีกับสาวกเดียรถีย์เหล่านั้น.

คำว่า อนนุโลมิเกน คิหิสํสคฺเคน บุคคลใดเกี่ยวข้องกับฝ่ายตรงกันข้าม อันไม่คล้อยตามสิกขา ๓ ย่อมถึงความก้าวล่วงบัญญัติ เป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์ ย่อมถึงซึ่งความเสื่อมรอบจากการขัดเกลา โดยสภาวะใด สภาวะนั้นชื่อว่าการคลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควร. คืออย่างไร คือว่าเป็นผู้มีความโศก มีความสนุกสนาน มีสุขทุกข์ร่วมกับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา หรือ ในเมื่อมีกรณียกิจเกิดขึ้นเป็นผู้ช่วยเหลือด้วยตนแล และความเป็นผู้มีสมาจารเป็นเอกฉันท์ กับด้วยเดียรถีย์และสาวกของเดียรถีย์ทั้งหลาย หรือการนำมาซึ่งภาวะแห่งสมาจารอันชอบใจเป็นเอกฉันท์ หรือความสนิทสนม มีใจมากด้วยความสิเนหา. ในอธิการนี้ การคลุกคลีกับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา ย่อมกระทำอันตรายต่อพรหมจรรย์ การคลุกคลีกับเดียรถีย์และสาวกของเดียรถีย์ทั้งหลาย ย่อมทำอันตราย คือการถือเอาลัทธิของชนเหล่านั้น. แต่ว่า ภิกษุที่สามารถเข้าไปเพื่อทำลายวาทะ (ลัทธิ) ของเดียรถีย์และสาวกของเดียรถีย์แล้วให้ถือเอาลัทธิของตน ย่อมควร.

บัดนี้ เพื่อแสดงอโคจร โดยปริยายแม้อื่นอีก พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเริ่มคำว่า ยานิ วา ปน ตานิ กุลานิ เป็นอาทิ.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อสทฺธานิ ได้แก่ เป็นผู้ไม่มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นต้น คือไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระสัพพัญญู พระธรรมเป็นนิยยานิกะ (เป็นธรรมนำสัตว์ออกจากวัฏฏะ) พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ดังนี้.

คำว่า อปฺปสนฺนานิ ได้แก่ ไม่สามารถเพื่อทำจิตให้ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว.

คำว่า อกฺโกสกปริภาสกานิ ได้แก่ การด่าและการบริภาษ คือย่อมด่า ย่อมบริภาษ ด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ ว่า ท่านเป็นโจร เป็นคนพาล เป็นคนหลง เป็นอูฐ เป็นโค เป็นลา เป็นผู้เกิดในอบาย เป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์ดิรัจฉาน สุคติของท่านไม่มี มีแต่ทุคติเท่านั้นหวังไว้ ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าการด่าและการบริภาษนั้น จงยกไว้ ชื่อว่าย่อมบริภาษ เพราะชี้ให้เห็นภัยอย่างนี้ว่า บัดนี้ เราจักประหารท่าน จักมัดท่าน จักฆ่าท่าน ดังนี้.

บทว่า อนตฺถกามานิ ได้แก่ ย่อมไม่ปรารถนาประโยชน์ คือย่อมปรารถนาความฉิบหายนั่นแหละ.

บทว่า อหิตกามานิ ได้แก่ ย่อมปรารถนาเกื้อกูลหามิไม่ คือไม่ต้องการประโยชน์เกื้อกูล.

-----------------------------------------------------

อผาสุกกามานีติ ผาสุกํ น อิจฺฉนฺติ. อผาสุกเมว อิจฺฉนฺติ.

อโยคกฺเขมกามานีติ จตูหิ โยเคหิ เขมํ นิพฺภยํ น อิจฺฉนฺติ, สภยเมว อิจฺฉนฺติ.

ภิกฺขูนนฺติ เอตฺถ สามเณราปิ สงฺคหํ คจฺฉนฺติ. ภิกฺขุนีนนฺติ เอตฺถ

สิกฺขมานสามเณริโยปิ.

บทว่า อผาสุกามานิ ได้แก่ ย่อมไม่ปรารถนาความผาสุก คือย่อมปรารถนาแต่ความไม่ผาสุกเท่านั้น.

บทว่า อโยคกฺเขมกามานิ ได้แก่ ย่อมไม่ปรารถนาแดนเกษมจากโยคะ ๔ อันไม่มีภัย คือย่อมปรารถนาแดนอันเป็นไปกับภัยนั่นแหละ.

แม้สามเณรทั้งหลายก็ย่อมถึงความสงเคราะห์ลงในคำว่า ภิกฺขู ดังนี้. แม้สิกขมานาและสามเณรีทั้งหลาย ก็ถึงการสงเคราะห์เข้าในข้อว่า ภิกฺขุนี นี้.

คำว่า ไม่ใคร่ต่อความผาสุก (อผาสุกามานิ) ได้แก่ ย่อมไม่ปรารถนาความผาสุก คือย่อมปรารถนาแต่ความไม่ผาสุกเท่านั้น.

คำว่า ไม่ใคร่ต่อความเกษมจากโยคะ (อโยคกฺเขมกามานิ) ได้แก่ ย่อมไม่ปรารถนาแดนเกษมจากโยคะ ๔ อันไม่มีภัย คือย่อมปรารถนาแดนอันเป็นไปกับภัยนั่นแหละ.

แม้สามเณรทั้งหลายก็ถึงความสงเคราะห์ลงในคำว่า แก่พวกภิกษุ (ภิกฺขูนํ) นี้.

แม้สิกขมานาและสามเณรีทั้งหลาย ก็ถึงการสงเคราะห์เข้าในคำว่า ภิกษุณี (ภิกฺขุนีนํ) นี้.

-----------------------------------------------------

จริงอยู่ ตระกูลเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้ใคร่แต่ความพินาศแก่บริษัทแม้ทั้ง ๔ คือแก่ชนทั้งหลายผู้บวชอุทิศต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าและผู้ถึงสรณคมน์นั่นแหละ.

คำว่า ตถารูปานิ กุลานิ ตระกูลทั้งหลายมีตระกูลแห่งกษัตริย์เป็นต้นเห็นปานนี้.

คำว่า เสวติ ได้แก่ อาศัยเลี้ยงชีพ.

คำว่า ภชติ ได้แก่ ย่อมเข้าไปหา.

คำว่า ปยิรุปาสติ ได้แก่ เข้าไปหาบ่อยๆ.

คำว่า อยํ วุจฺจติ ได้แก่ โคจรอันไม่สมควร แม้มีประการทั้ง ๓ นี้ คือโคจรในสำนักของหญิงแพศยา โคจรในสำนักแห่งพระราชาเป็นต้น โดยการคลุกคลีกับพระราชาเป็นต้น โคจรในตระกูลของผู้ไม่มีศรัทธาเหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นอโคจร. ความเป็นแห่งอโคจรแห่งภิกษุนั้น พึงทราบโดยปริยายนี้. สำนักแห่งหญิงแพศยา พึงทราบว่าเป็น อโคจร เพราะเป็นโคจรอาศัยเบญจกามคุณก่อน. เหมือนคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อโคจรของภิกษุเป็นวิสัยของผู้อื่นเป็นไฉน. อโคจรเป็นวิสัยของผู้อื่นใด คือเบญจกามคุณ ดังนี้. สำนักแห่งพระราชานั้น เป็นอโคจร เพราะไม่เป็นอุปนิสัยแห่งความประกอบความเพียรเนืองๆ ในฌาน และเพราะความสั่งสมลาภสักการะอันเป็นเครื่องทำลาย และเพราะความพิบัติแห่งทิฏฐิเป็นเหตุ. สำนักแห่งตระกูลของผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าเป็นอโคจร เพราะเป็นการทำลายศรัทธา คือนำจิตที่ยินดีออกไป.

ในโคจรนิทเทส คำว่า น เวสิยโคจโร เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งคำเป็นปฏิปักษ์ต่อคำที่กล่าวแล้ว.

ก็ในคำทั้งหลาย มีคำว่า โอปานภูตานิ เป็นต้น คำว่า โอปานภูตานิ ได้แก่ เป็นดังบ่อน้ำ ดุจสระโบกขรณีอันเขาขุดแล้วในทางใหญ่ทั้ง ๔ แห่ง เพื่อภิกษุสงฆ์ และเช่นกับบ้านของจิตตมหาอำมาตย์ ที่เขาขุดเพื่ออาบน้ำตามความสบาย.

ได้ยินว่า บ้านของมหาอำมาตย์นั้น เขาประกอบเสาเวลา (นาฬิกา) ไว้ในบ้านนั่นแหละ. ชื่อว่าความบกพร่อง ด้วยปัจจัยของภิกษุผู้มาถึงประตูบ้านของมหาอำมาตย์นั้น มิได้มี. ในวันหนึ่งๆ เขาใช้จ่ายเงินถึง ๖๐ กหาปณะออกไปเพื่อความเป็นไปแห่งเภสัชนั่นแหละ.

คำว่า กาสาวปฺปชฺโชตานิ ได้แก่ โอภาสอันหนึ่ง แห่งรัศมีของผ้ากาสาวะทั้งหลาย อันภิกษุและภิกษุณี ผู้นุ่งห่มแล้วนั่นแหละ เช่นกับตระกูลเศรษฐี ชื่อว่าภูตปาละ.

คำว่า อิสิวาตปฏิวาตานิ ได้แก่ เป็นของรุ่งเรืองฟุ้งไปทวนลมด้วยลมแห่งจีวรของพระฤาษีทั้งหลาย กล่าวคือ ภิกษุ ภิกษุณีทั้งหลาย ผู้เข้าบ้านและออกจากบ้าน และด้วยลมแห่งสรีระอันเคลื่อนไหวไปด้วยการเหยียดออกและการคู้เข้ามาเป็นต้น หรือว่าเป็นผู้มีอกุศลทั้งหลายอันขจัดได้แล้ว.

-----------------------------------------------------

[๕๑๕] อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวิตานิทฺเทเส อณุมตฺตานีติ

อณุปฺปมาณา. วชฺชาติ โทสา. ยานิ ตานิ วชฺชานีติ ยานิ ตานิ ครหิตพฺพฏฺเฐน

วชฺชานิ. อปฺปมตฺตกานีติ ปริตฺตมตฺตกานิ ขุทฺทกปฺปมาณานิ. โอรมตฺตกานีติ

ปริตฺตโตปิ โอริมปฺปมาณตฺตา โอรมตฺตกานิ. ลหุสานีติ ลหุกานิ. ลหุสมฺมตานีติ

ลหูติ สมฺมตานิ. สญฺญมกรณียานีติ สญฺญเมน กตฺตพฺพปฏิกมฺมานิ. สํวรกรณียานีติ

สํวเรน กาตพฺพานิ สํวเรน กตฺตพฺพปฏิกมฺมานิ. จิตฺตุปฺปาทกรณียานีติ

จิตฺตุปฺปาทมตฺเตน กตฺตพฺพปฏิกมฺมานิ. มนสิการปฏิพทฺธานีติ มนสา อาวชฺชิตมตฺเตเนว

กตฺตพฺพปฏิกมฺมานิ.

@เชิงอรรถ: ม. สํวรนฺเตน

พึงทราบวินิจฉัยในความที่ภิกษุเป็นผู้มีปกติเห็นภัยในโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย.

คำว่า วชฺชา ได้แก่ โทษทั้งหลาย.

คำว่า ยานิ ตานิ วชฺชานิ ได้แก่ ชื่อว่าโทษทั้งหลายนั้นใด เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งอันบัณฑิตพึงติเตียน.

คำว่า อปฺปมตฺตกานิ ได้แก่ ชื่อว่ามีประมาณเล็กน้อย เพราะมีประมาณต่ำสุดกว่าจำนวนน้อย.

คำว่า ลหุสานิ ได้แก่ เป็นของเบา. คำว่า ลหุ ในคำว่า ลหุสมฺมตานิ ได้แก่ เป็นของสมมุติ.

คำว่า สญฺญมกรณียานิ ได้แก่ การทำคืนอันภิกษุพึงกระทำด้วยความสำรวม.

คำว่า สํวรกรณียานิ ได้แก่ พึงกระทำด้วยความสังวร คือกระทำคืนอันภิกษุนั้นพึงทำด้วยความระวัง.

คำว่า จิตฺตุปฺปาทกรณียานิ ได้แก่ การทำคืนอันภิกษุนั้นพึงทำด้วยสักว่าจิตตุปปาท.

คำว่า มนสิการปฏิพทฺธานิ ได้แก่ การทำคืนอันภิกษุพึงทำด้วยใจสักว่าการรำพึงแล้วนั้นแหละ.

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งความเป็นผู้เห็นภัยในโทษทั้งหลายอันมีประมาณน้อย (อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี) ดังนี้.

คำว่า อันมีประมาณน้อย (อณุมตฺตานิ) ได้แก่ มีประมาณเท่าอณู.

คำว่า โทษทั้งหลาย (วชฺชา) ได้แก่ โทษเครื่องประทุษร้ายทั้งหลาย.

คำว่า โทษทั้งหลายนั้นใด (ยานิ ตานิ วชฺชานิ) ได้แก่ ชื่อว่าโทษทั้งหลายนั้นใด ด้วยอรรถว่าเป็นสิ่งอันบัณฑิตพึงติเตียน.

คำว่า มีประมาณน้อย (อปฺปมตฺตกานิ) ได้แก่ มีประมาณนิดหน่อย คือมีประมาณเล็กน้อย.

คำว่า เป็นอย่างต่ำ (โอรมตฺตกานิ) ได้แก่ ชื่อว่ามีประมาณต่ำ คือมีประมาณต่ำสุดกว่าจำนวนน้อย.

คำว่า เป็นอย่างเบา (ลหุสานิ) ได้แก่ เป็นของเบา.

คำว่า ที่สมมติกันว่าโทษเบา (ลหุสมฺมตานิ) ได้แก่ ที่ชาวโลกสมมติว่าเป็นโทษเบา.

คำว่า ที่พึงสำรวม (สญฺญมกรณียานิ) ได้แก่ การทำคืนอันภิกษุพึงกระทำด้วยความสำรวม.

คำว่า ที่พึงระวัง (สํวรกรณียานิ) ได้แก่ พึงกระทำด้วยความสังวร คือการทำคืนอันภิกษุนั้นพึงทำด้วยความสังวร.

คำว่า ที่พึงกระทำด้วยจิตตุปบาท (จิตฺตุปฺปาทกรณียานิ) ได้แก่ การทำคืนอันภิกษุนั้นพึงทำด้วยสักว่าจิตตุปบาท.

คำว่า ที่เนื่องด้วยมนสิการ (มนสิการปฏิพทฺธานิ) ได้แก่ การทำคืนอันภิกษุพึงทำด้วยเหตุสักว่าน้อมนึกด้วยใจนั่นแหละ.

-----------------------------------------------------

กานิ ปน ตานีติ. ทิวาวิหารวาสี สุมตฺเถโร ตาว อาห

"อนาปตฺติคมนียานิ จิตฺตุปฺปาทมตฺตกานิ, ยานิ น ปุน เอวรูปํ กริสฺสามีติ

มนสา อาวชฺชิตมตฺเตเนว สุชฺฌนฺติ. อธิฏฺฐานาวิกมฺมํ นาเมตํ กถิตนฺ"ติ.

@เชิงอรรถ: ม. ทิพฺพวิหารวาสี

ก็การทำคืนเหล่านั้น เป็นไฉน?

พึงทราบว่า พระสุมเถระผู้มีปกติอยู่ในทิวาวิหาร ท่านกล่าวไว้ก่อนว่า "ภิกษุทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยใจ คือ สักว่าการนึกแล้วนั่นแหละว่า เราจักทำซึ่งอาบัติเหล่านั้น สักว่าจิตตุปบาท ให้ถึงซึ่งอนาปัตติ ให้มีอย่างนี้ เป็นรูปอีก ชื่อว่าการทำความเปิดเผย ด้วยการอธิษฐานนี้ เป็นอันข้าพเจ้ากล่าวแล้ว.

ก็การทำคืนเหล่านั้น เป็นไฉน?

พระสุมเถระผู้มีปกติอยู่ในทิวาวิหาร กล่าวไว้ก่อนว่า "เหตุสักว่าจิตตุปบาทที่ให้ถึงซึ่งอนาบัติ ย่อมบริสุทธิ์ด้วยเหตุสักว่าน้อมนึกด้วยใจแล้วนั่นแหละว่า 'เราจักไม่กระทำกรรม้ก็นปานนี้อีก' ชื่อว่าเป็นอันกล่าวถึงการทำ (อาบัติ) ให้แจ้งด้วยการอธิษฐานนี้."

-----------------------------------------------------

ก็พระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกซึ่งเป็นอันเตวาสิกของท่านนั้นกล่าวว่า ก็บทนี้เป็นบทภาชนียปาฏิโมกข์นั่นแหละ เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า โทษในที่นี้คือ อาบัติทุกกฎและทุพภาสิต เบากว่าโทษทั้งปวง ชื่อว่าการเปิดเผย คือการออกจากโทษนั้นเป็นไปตามที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว.

คำว่า อิติ อิเมสุ ได้แก่ เหล่านี้ มีประการอย่างนี้.

คำว่า วชฺชทสฺสาวี ได้แก่ มีปกติเห็นโทษ โดยความเป็นโทษ.

คำว่า ภยทสฺสาวี ได้แก่ มีปกติเห็นภัย โดยความเป็นไปแห่งภัย ๔ อย่าง.

ในคำว่า อาทีนวทสฺสาวี นี้ ได้แก่ มีปกติเห็นโทษมีประการต่างๆ คือ โดยการนำมาซึ่งความนินทา โดยมีทุกข์เป็นผลข้างหน้า โดยกระทำอันตรายต่อคุณในเบื้องบน และเพราะให้เกิดความเดือดร้อน.

คำว่า นิสฺสรณทสฺสาวี ได้แก่ มีปกติเห็นโทษของภิกษุผู้รื้อถอนออกจากโทษภัยนั้น.

ก็ในอธิการนี้ การรื้อถอนออกจากโทษภัยนั้น เป็นไฉน?

ในอาจริยเถรวาทกล่าวไว้ก่อนว่า การเปิดเผยด้วยการอธิษฐานด้วยสติ ชื่อว่าการรื้อถอนออก เพราะความเป็นผู้ถึงอนาบัติ (การไม่มีอาบัติ เรียกว่าอนาปัตติ).

ในเถรวาทแห่งอันเตวาสิกของท่าน กล่าวว่า การเปิดเผยโดยการออกด้วยสติ ชื่อว่า การรื้อถอนออก เพราะความเป็นผู้ต้องอาบัติ. สำหรับในที่นี้ ภิกษุเห็นปานนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย โดยความเป็นโทษ โดยความเป็นภัย. เพื่อแสดงซึ่งโทษมีประมาณน้อย โดยความเป็นโทษ โดยความเป็นภัยนั้น ท่านกล่าวมาตรา (ประมาณ) ดังนี้.

๑. ชื่อว่า ปรมาณู ๒. ชื่อว่า อณู ๓. ชื่อว่า ตัชชารี ๔. ชื่อว่า รถเรณู ๕. ชื่อว่า ลิกขา ๖. ชื่อว่า โอกา (อูกา) ๗. ชื่อว่า ธัญญมาส ๘. ชื่อว่า อังคุละ ๙. ชื่อว่า วิทัตถิ ๑๐. ชื่อว่า รตนะ ๑๑. ชื่อว่า ยัฏฐิ ๑๒. ชื่อว่า อุสภะ ๑๓. ชื่อว่า คาวุต ๑๔. ชื่อว่า โยชน์

แปลว่า บรรดาชื่อเหล่านั้น ชื่อว่า ปรมาณู เป็นส่วนแห่งอากาศ (อนุภาคที่เล็กที่สุดซึ่งเห็นด้วยตาเนื้อไม่ได้ เห็นได้ด้วยทิพยจักษุ) ไม่มาสู่คลองแห่งตาเนื้อ ย่อมมาสู่คลองแห่งทิพยจักษุเท่านั้น. ชื่อว่า อณู คือรัศมีแห่งพระอาทิตย์ที่ส่องเข้าไปตามช่องฝา ช่องลูกดาล เป็นวงกลมๆ ด้วยดี ปรากฏหมุนไปอยู่. ชื่อว่า ตัชชารี (สิ่งที่เกิดจากอณูนั้น) เพราะเจาะที่ทางโค ทางมนุษย์ และทางล้อแล้วปรากฏพุ่งไปเกาะที่ข้างทั้งสอง. ชื่อว่า รถเรณู (ละอองรถ) ย่อมติดอยู่ที่รถนั้นๆ นั่นแหละ. ชื่อว่า ลิกขา (ไข่เหา) เป็นต้นปรากฏชัดแล้วทั้งนั้น.

ก็ในคำเหล่านั้น พึงทราบประมาณดังนี้

๓๖ ปรมาณู ประมาณ ๑ อณู ๓๖ อณู " ๑ ตัชชารี (สิ่งที่เกิดจากอณูนั้น) ๓๖ ตัชชารี " ๑ รถเรณู (ละอองรถ) ๓๖ รถเรณู " ๑ ลิกขา (ไข่เหา) ๗ ลิกขา " ๑ โอกา (ตัวเหา) ๗ โอกา " ๑ ธัญญมาส (เมล็ดข้าวเปลือก) ๗ ธัญญมาส " ๑ อังคุละ (นิ้ว) ๑๒ อังคุละ " ๑ วิทัตถิ (คืบ) ๒ วิทัตถิ " ๑ รตนะ (ศอก) ๗ รตนะ " ๑ ยัฏฐิ (หลักเสา) ๒๐ ยัฏฐิ " ๑ อุสภะ (ชื่อโคจ่าฝูง) ๘๐ อุสภะ " ๑ คาวุต ๔ คาวุต " ๑ โยชน์ ๖,๘๐๐,๐๐๐ โยชน์ (ส่วนสูง) " ๑ ภูเขาสิเนรุราช.

ภิกษุกระทำซึ่งโทษมีประมาณน้อย ให้เช่นกับภูเขาสิเนรุราช อันสูงประมาณ ๖,๘๐๐,๐๐๐ โยชน์ ย่อมอาจเพื่อจะเห็น (คือเมื่อเห็นว่าเป็นโทษใหญ่ก็จะปลงอาบัติ) ได้. ภิกษุใด ชื่อว่าย่อมเห็นโทษทั้งหลายมีประมาณน้อยโดยความเป็นภัย ภิกษุใดแม้กระทำซึ่งสักว่าโทษ คืออาบัติทุกกฎ ทุพภาสิตอันเบากว่าโทษทั้งปวง ให้เช่นกับอาบัติปฐมปาราชิก ภิกษุนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่าย่อมเห็นโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย โดยความเป็นโทษ โดยความเป็นภัย ดังนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งข้อว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ดังนี้

คำว่า ภิกฺขุสิกฺขา ได้แก่ สิกขาอันภิกษุทั้งหลายพึงศึกษา. ภิกษุสิกขานั้นทั่วไปกับนางภิกษุณีบ้าง ไม่ทั่วไปบ้าง ถึงอย่างนั้นก็ชื่อว่า ภิกษุสิกขานั่นแหละ. คำว่า ภิกฺขุนีสิกฺขา ได้แก่ สิกขาอันภิกษุณีทั้งหลายพึงศึกษาภิกขุนีสิกขาแม้นั้น ทั่วไปแก่ภิกษุทั้งหลายก็ดี ไม่ทั่วไปก็ดี ชื่อว่าภิกขุนีสิกขาเหมือนกัน. แม้สิกขาของสามเณร สิกขมานา สามเณรทั้งหลายก็รวมอยู่ในที่นี้แหละ.

คำว่า อุปาสกสิกฺขา ได้แก่ สิกขาอันอุบาสกทั้งหลายพึงศึกษา. สิกขาของอุบาสกนั้นย่อมเป็นไปด้วยอำนาจแห่งศีล ๕ ศีล ๑๐. คำว่า อุปาสิกาสิกฺขา ได้แก่ สิกขาอันอุบาสิกาทั้งหลายพึงศึกษา สิกขาแม้นั้นย่อมเป็นไปด้วยอำนาจแห่งศีล ๕ ศีล ๑๐.

บรรดาสิกขาเหล่านั้น สิกขาของภิกษุและภิกษุณี ย่อมเป็นไปถึงอรหัตตมรรค. สิกขาของอุบาสกและอุบาสิกา ย่อมเป็นไปถึงอนาคามิมรรค. ในที่นี้ ภิกษุนี้ย่อมศึกษาในสิกขาบทอันตนพึงรักษาเทียว. ส่วนสิกขาที่เหลือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อแสดงอรรถของสิกขาบท ด้วยสามารถแห่งการยกขึ้นซึ่งประโยชน์.

คำว่า อิติ อิมาสุ สิกฺขาสุ ได้แก่ ในสิกขาทั้งหลายเหล่านี้ มีประการอย่างนี้.

คำว่า สพฺเพน สพฺพํ ได้แก่ สิกขาทั้งปวง โดยการสมาทานสิกขาทั้งปวง.

คำว่า สพฺพถา สพฺพํ ได้แก่ สิกขาทั้งปวง โดยมีประการอันบุคคลทั้งปวงพึงศึกษา.

คำว่า อเสสํ นิสฺเสสํ ได้แก่ ชื่อว่า อเสสํ (มิให้เหลือ) เพราะไม่มีส่วนเหลือ ชื่อว่า นิสฺเสสํ เพราะทำสิกขาบทแม้แตกแล้วด้วยความหลงลืม ให้เป็นปกติอีก.

คำว่า สมาทาย วตฺตติ ได้แก่ สมาทานแล้ว ถือเอาแล้ว จึงประพฤติ.

คำว่า เตน วุจฺจติ ได้แก่ สมาทานสิกขาทั้งปวงนี้แล้ว ย่อมศึกษา ย่อมให้เต็มโดยอาการอันบุคคลทั้งปวง พึงศึกษา. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ แปลว่า สมาทานแล้วประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลายดังนี้.

ในนิทเทสหมวดสองแห่งบทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร โภชเน มตฺตฺญู พึงทราบการประกอบถ้อยคำแรกแห่งภิกษุผู้ฝักใฝ่ในธรรมอันดำ โดยนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วในอาจารนิทเทส นั่นแหละ.

ก็คำว่า ตตฺถ กตมา อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา เป็นต้น คำใดที่ควรกล่าว คำนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในนิกเขปกัณฑ์วรรณนานั่นแหละ.

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งชาคริยานุโยค ต่อไป.

เบื้องต้นแห่งราตรี กล่าวคือ เที่ยงคืน ชื่อว่าปุพพรัตตะ ในคำว่า ปุพฺพรตฺตาปรรตฺตํ นี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมถือเอาซึ่งปฐมยามและปัจฉาภัต ด้วยศัพท์ว่า ปุพพรัตตะ นี้. ภายหลังแห่งราตรีชื่อว่า อปรรัตตะ. ย่อมถือเอาปัจฉิมยามและปุเรภัต ด้วยศัพท์ว่า อปรรัตตะ นี้. ส่วนมัชณิมยาม ท่านไม่ถือเอา เพราะเป็นโอกาสแห่งการหลับนอน และการบรรเทาความเมื่อยของภิกษุ.

คำว่า ชาคริยานุโยคํ ได้แก่ การประกอบเนืองๆ ของผู้ตื่นที่ชื่อว่าชาคริยะ.

คำว่า อนุยุตฺโต โหติ ได้แก่ การประกอบเนืองๆ การขวนขวายซึ่งการเสพการเจริญ กล่าวคืออนุโยคนั้น. ก็ในนิทเทสแห่งคำนี้ ในข้อว่า ภิกฺขุ ทิวสํ ได้แก่ ท่านถือเอาวันหนึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ เวลาเช้า เวลากลางวันและเวลาเย็น.

คำว่า จงฺกเมน นิสชฺชาย ได้แก่ ภิกษุ เมื่ออยู่ด้วยอิริยาบถทั้งสองแม้นี้ย่อมชำระจิตจากอาวรณจิต (อุปสรรคของจิต) หรือจากธรรมอันเป็นเครื่องกั้น หรือจากนีวรณ์ทั้ง ๕ หรืออกุศลธรรมทั้งหมด คือว่าย่อมชำระจิต ย่อมเปลื้องจิตจากอกุศลธรรมเหล่านั้น. อนึ่งการยืน ในอธิการนี้ท่านไม่ถือเอาก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็พึงถือเอาการยืนนั่นแหละด้วย เพราะอาศัยเอาระหว่างการเดินกับการนั่ง. คำว่า ปฐมยามํ ได้แก่ ในปฐมยามแม้ทั้งสิ้น. คำว่า มชฺฌิมยามํ ได้แก่ ในมัชฌิมยาม กล่าวคือ ส่วนทั้ง ๖ ของกลางคืนและกลางวัน.

ในข้อว่า สีหเสยฺยํ นี้ ได้แก่ เสยยา (การนอน) ๔ อย่าง คือ กามโภคี เสยยา (นอนอย่างผู้บริโภคกาม) เปตเสยยา (นอนอย่างเปรต) สีหเสยยา (นอนอย่างสีหะ) ตถาคตเสยยา (นอนอย่างพระตถาคต). พึงทราบการนอนเหล่านั้น ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้บริโภคกามโดยมาก ย่อมนอนตะแคงข้างซ้าย เพราะฉะนั้น ผู้นี้จึงชื่อว่ากามโภคีเสยยา.

จริงอยู่ บรรดาผู้บริโภคกามเหล่านั้น โดยมาก ชื่อว่าย่อมไม่นอนตะแคงข้างขวา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยมากบุคคลใด ย่อมนอนหงาย เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่าเปตเสยยา (นอนอย่างเปรตหรือคนที่ตายไปแล้ว.)

จริงอยู่ บุคคลย่อมไม่อาจเพื่อนอนตะแคงข้างหนึ่งได้ เพราะความที่ตนมีเนื้อและเลือดน้อย และเพราะกระดูกตรงที่ต่อกันไม่เป็นปกติ จึงได้แต่นอนหงายเท่านั้น. ภิกษุทั้งหลาย สีหะผู้มิคราช เป็นผู้มีใจเป็นของตน ย่อมสำเร็จการนอนโดยข้างขวา เพราะฉะนั้น การนอนนี้ จึงชื่อว่า สีหเสยยา.

จริงอยู่ สีหะผู้มิคราชวางเท้าหน้าทั้งสองไว้ที่หนึ่ง วางเท้าหลังสองเท้าไว้ที่หนึ่ง และเอาหางใส่ไว้ระหว่างขาอ่อน แล้วกำหนดโอกาส (คือการปรากฏ) ทั้งเท้าหน้า เท้าหลังและหาง อันตนวางไว้ แล้วจึงนอนวางศีรษะบนสองเท้าหน้า เพราะความที่ตนเป็นผู้มีอำนาจมาก แม้นอนตลอดวันตื่นขึ้นมาก็ไม่สะดุ้งตื่น (ตกใจตื่น) เมื่อจะลุกขึ้นก็ยกศีรษะขึ้นกำหนดดูการปรากฏของเท้าหน้าเป็นต้นตามที่ตนวางไว้ ถ้าว่าการปรากฏของเท้าเป็นต้น เคลื่อนไปสู่ที่ไรๆ จากที่วางไว้แต่เดิม ย่อมจะไม่เป็นผู้มีใจเป็นของๆ ตน ด้วยคิดว่า ลักษณะนี้ไม่ควรแก่ความเป็นผู้กล้าหาญโดยชาติของตน แล้วก็จะนอนในที่นั้นนั่นแหละ ไม่ออกไปหาอาหาร ก็ถ้าว่า เท้าหน้าเป็นต้น ที่ตนตั้งไว้แล้ว ไม่เคลื่อนผิดปกติไป ย่อมเป็นผู้มีใจยินดีร่าเริง และคิดว่า อาการนี้สมควรแก่ความเป็นผู้กล้าหาญของตนโดยชาติ แล้วจะลุกขึ้น แสดงท่าหาวของสีหะ สะบัดสร้อยคอและบันลือสีหนาทสิ้นสามครั้ง แล้วจึงออกไปแสวงหาอาหาร.

อนึ่ง การนอนประกอบด้วยญาณที่ ๔ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ตถาคตเสยยา.

ในบรรดาการนอนเหล่านั้น สีหเสยยา มาในที่นี้. จริงอยู่ ชื่อว่าสีหเสยยา เพราะความเป็นอิริยาบถ อันอุดมด้วยเดช.

คำว่า ปาเท ปาทํ ได้แก่ วางเท้าซ้ายเหลื่อมไปบนเท้าที่รองรับหน่อยหนึ่ง. เพราะว่า เมื่อข้อเท้ากระทบกับข้อเท้า หรือเข่ากระทบกับเข่า เวทนาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ จิตก็ไม่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ทั้งการนอนก็ไม่ผาสุก. ก็การนอนนั้น เข่าและข้อเท้าย่อมไม่เสียดสีกันโดยอาการใด เมื่อวางเท้าเหลื่อมกันไป โดยอาการนั้นแล้ว ทุกขเวทนานั้นย่อมไม่เกิดขึ้น จิตย่อมมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ทั้งการนอนก็ผาสุก. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วางเท้าซ้อนเท้า (เหลื่อมเท้า) ดังนี้.

คำว่า สโต สมฺปชาโน ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยสติและปัญญาเป็นเครื่องรู้พร้อม. ก็สติสัมปชัญญะอันภิกษุกำหนดถือเอาดีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยบทว่า สโต สมฺปชาโน นี้.

คำว่า อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริตฺวา ได้แก่ ตั้งสัญญาในอันที่จะลุกขึ้นไว้ในจิต กำหนดเวลาที่จะลุกขึ้นอย่างนี้ว่า เราจักลุกขึ้น ในเวลาชื่อโน้น ดังนี้. จริงอยู่ เมื่อทำอย่างนี้แล้วนอน ก็ควรเพื่อจะลุกขึ้นในเวลาตามที่เธอกำหนดไว้.

คำว่า สาตจฺจํ เนปกฺกํ อธิบายว่า ภิกษุประกอบแล้ว ประกอบเนืองๆ แล้วยังวิริยะ กล่าวคือความเพียร (อันเป็นไปติดต่อกัน) ชื่อว่าสาตัจจะ เพราะยังความเพียรนั้นให้เป็นไปทั่ว และยังปัญญากล่าวคือ เนปักกะ (ปัญญาเป็นเครื่องรักษา) อันถึงความแก่รอบให้เป็นไปอยู่นั้นแหละ จึงชื่อว่าประกอบเนืองๆ ในชาคริยานุโยคอยู่. ก็ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความเพียรเจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระ. แม้ปัญญาก็มีคติเช่นวิริยะนั่นแหละ. คือเมื่อตรัสเรื่องวิริยะในโลกิยะ วิริยะนั้นก็เป็นโลกิยะ ตรัสวิริยะในโลกุตตระ ก็เป็นโลกุตตระ.

คำว่า โพธิปกฺขิยานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมทั้งหลายอันเป็นไปในฝ่ายแห่งมรรคญาณ กล่าวคือปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้สัจจะทั้ง ๔.

อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวมโพธิปักขิยธรรมทั้งหมดไว้มีประมาณ ๓๗ เมื่อจะทรงแสดงองค์แห่งการตรัสรู้นั่นแหละ อันสามารถเป็นไปโดยความเป็นอันเดียวกันในอารมณ์หนึ่งแห่งภาวนาแม้เป็นโลกีย์ จึงตรัสคำว่า สตฺต โพชฺฌงฺคา เป็นอาทิ. โพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็นมิสสกะ คือเจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระ.

คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น เพราะมีนัยเหมือนที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลังแล.

-----------------------------------------------------

อธิบายอิริยาบถ

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งคำว่า อภิกฺกนฺเต เป็นต้น การก้าวไปข้างหน้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า อภิกกันตะ ก่อน ในคำว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต นี้. การถอยกลับมาข้างหลัง เรียกว่าปฏิกกันตะ. อภิกกันตะและปฏิกกันตะ แม้ทั้งสองนี้ย่อมได้ในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ

ในอิริยาบถเดินก่อน เมื่อน้อมกายเดินไปข้างหน้า ชื่อว่าอภิกกันตะ. เมื่อถอยกลับมา ชื่อว่าปฏิกกันตะ. แม้ในอิริยาบถยืน ยังยืนอยู่นั่นแหละ เมื่อน้อมกายไปข้างหน้า ชื่อว่าอภิกกันตะ เมื่อน้อมกายมาข้างหลัง ชื่อว่าปฏิกกันตะ. แม้ในอิริยาบถนั่ง ยังนั่งอยู่นั่นแหละ มีหน้าเฉพาะต่อส่วนข้างหน้าแห่งอาสนะ และน้อมกายไปอยู่ ชื่อว่าอภิกกันตะ น้อมกายไปสู่ประเทศส่วนเบื้องหลัง ชื่อว่าปฏิกกันตะ. แม้ในอิริยาบถนอน ก็นัยนี้นั่นแหละ.

คำว่า สมฺปชานการี โหติ ได้แก่ เป็นผู้มีปกติทำกิจทั้งปวงด้วยสัมปชัญญะ หรือเป็นผู้มีปกติทำซึ่งสัมปชัญญะ.

จริงอยู่ ภิกษุนั้นย่อมทำซึ่งสัมปชัญญะนั่นแหละ ในอิริยาบถทั้งหลาย มีการก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น คือว่า ย่อมเป็นผู้ไม่เว้นจากสัมปชัญญะในอิริยาบถไหนๆ เลย. ก็เพราะสัมปชัญญะนั้น สัมปยุตด้วยสตินั่นแหละฉะนั้น ในนิทเทสแห่งฌานวิภังค์นี้ จึงตรัสว่า สโต สมฺปชาโน อภิกฺกมติ สโต สมฺปชาโน ปฏิกฺกมติ ดังนี้.

จริงอยู่ ภิกษุนี้ก้าวไปข้างหน้าหรือถอยมาข้างหลัง ชื่อว่าเป็นผู้ไม่หลงลืมสติ มีสัมปชัญญะ. คือภิกษุประกอบด้วยสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมด้วยปัญญานั่นแหละ ย่อมก้าวไปข้างหน้าด้วย ย่อมถอยกลับมาข้างหลังด้วย. เธอย่อมยังสัมปชัญญะ ๔ อย่างให้หยั่งลงในอิริยาบถทั้งปวงมีการก้าวไปข้างหน้า เป็นต้น.

จริงอยู่ สัมปชัญญะนี้มี ๔ อย่าง คือ.

๑. สาตถกสัมปชัญญะ

๒. สัปปายสัมปชัญญะ

๓. โคจรสัมปชัญญะ

๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ.

บรรดาสัมปชัญญะเหล่านั้น เมื่อจิตในการก้าวไปข้างหน้าเกิดขึ้นแล้ว กำหนดสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ถือเอาแต่ประโยชน์โดยใคร่ครวญว่า อะไรหนอแล เป็นประโยชน์ในการไป หรือการไม่ไปในที่นี้ ดังนี้ ชื่อว่าสาตถกสัมปชัญญะ.

ก็ในคำเหล่านั้น คำว่า ประโยชน์ ได้แก่ ความเจริญโดยธรรมด้วยสามารถแห่งการเห็นเจดีย์ การเห็นต้นโพธิ์ การเห็นพระสงฆ์ การเห็นพระเถระ การเห็นอสุภะเป็นต้น. จริงอยู่ ภิกษุแม้เห็นเจดีย์หรือต้นโพธิ์ ยังปีติมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ หรือยังปีติมีพระสงฆ์เป็นอารมณ์ ด้วยสามารถแห่งการเห็นพระสงฆ์ ให้เกิดขึ้นแล้ว พิจารณาอยู่ซึ่งสิ่งนั้นนั่นแหละโดยความเสื่อมสิ้นไป ย่อมบรรลุพระอรหัตได้.

บุคคลเห็นพระเถระทั้งหลาย อาศัยโอวาทของท่านเหล่านั้น หรือเห็นอสุภะแล้วยังปฐมฌานในอสุภะนั้นให้เกิดขึ้นแล้ว พิจารณาสิ่งนั้นนั่นแหละ โดยความเสื่อมสิ้นไปก็ย่อมบรรลุพระอรหัตได้. เพราะฉะนั้น การเห็นสิ่งเหล่านั้นจึงชื่อว่า สาตฺถํ คือมีประโยชน์.

อนึ่ง อาจารย์บางพวกกล่าวว่า การเจริญแม้ด้วยอามิส ก็ชื่อว่าเป็นประโยชน์เหมือนกัน ก็เพราะความที่ตนอาศัยสิ่งนั้นแล้วปฏิบัติเพื่อเอาพรหมจรรย์ ดังนี้.

การที่ภิกษุกำหนดสัปปายะและอสัปปายะ ในการเดินไปแล้วกำหนดเอาแต่สัปปายะ ชื่อว่าสัปปายสัมปชัญญะ.

คืออย่างไร?

คือว่า การเห็นพระเจดีย์อันเป็นไปกับด้วยประโยชน์ก่อน ก็ถ้าว่า บริษัทประชุมกันในระหว่างทางสิบสองโยชน์ เพื่อทำการบูชาใหญ่พระเจดีย์. ทั้งหญิงทั้งชายย่อมมีรูปสวยงามเป็นราวกะจิตรกรรม ประดับประดาตกแต่งตามความเหมาะสมกับสมบัติของตนๆ พากันเที่ยวไป. ก็ในสถานที่เช่นนี้ ความโลภของบุคคลนั้นๆ ย่อมเกิดในเพราะอารมณ์อันชอบใจ ปฏิฆะย่อมเกิดในเพราะอารมณ์อันไม่ชอบใจ โมหะย่อมเกิดในเพราะความไม่เพ่งพิจารณา.

อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุนั้นย่อมต้องอาบัติกายสังสัคคะ (การสัมผัสทางกาย) หรือว่า มีอันตรายแห่งชีวิตพรหมจรรย์. การยืนในที่เช่นนั้นย่อมเป็นอสัปปายะ. เป็นสัปปายะ ในเพราะไม่มีอันตรายมีประการตามที่กล่าวแล้ว.

แม้ในการดูต้นโพธิ์ก็นัยนี้เหมือนกัน.

แม้ในการดูพระสงฆ์ก็เป็นไปกับด้วยประโยชน์ คือถ้าว่า เมื่อพวกมนุษย์ทำปะรำใหญ่ในระหว่างบ้าน แล้วฟังธรรมตลอดคืน การประชุมของชนโดยมีประการตามที่กล่าวแล้วนั้นแหละ และทั้งอันตรายก็ย่อมมีด้วย. การยืนในที่เช่นนั้น โดยอาการที่กล่าวมาแล้วนี้เป็นอสัปปายะ. เป็นสัปปายะ เพราะความไม่มีอันตราย. แม้ในการเห็นพระเถระทั้งหลายผู้มีบริษัทบริวารมาก ก็นัยนี้นั่นแหละ.

แม้การเห็นอสุภะก็เป็นไปกับด้วยประโยชน์.

เพื่อแสดงประโยชน์ในอสุภะนั้น มีเรื่องดังต่อไปนี้ เป็นอุทาหรณ์.

ได้ยินว่า ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งพาสามเณรเดินทางไป เพื่อต้องการไม้ชำระฟัน. สามเณรเดินไปข้างหน้าของภิกษุ เมื่อเธอก้าวลงจากทางไป ก็เห็นอสุภะ จึงเพ่งดูแล้วยังปฐมฌานให้เกิดขึ้น ทำฌานนั้นนั่นแหละให้เป็นบาทแห่งวิปัสสนา พิจารณาอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย กระทำผลทั้งสามให้แจ้งแล้วก็กำหนดตั้งกรรมฐาน เพื่อต้องการมรรคเบื้องบน.

ฝ่ายภิกษุหนุ่ม เมื่อไม่เห็นสามเณรนั้น จึงร้องเรียกว่า สามเณร. สามเณรนั้นคิดว่า จำเดิมแต่วันที่เราบวชแล้ว ขึ้นชื่อว่าการเรียก ๒ ครั้งของภิกษุนี้มิได้มีแก่เรา ในวันอื่นเถิดเราจักยังคุณวิเศษเบื้องบนให้เกิดขึ้น ดังนี้ จึงขานรับว่า อะไรขอรับ ดังนี้ ภิกษุหนุ่มจึงกล่าวว่า เธอมานี่ สามเณรนั้นมาแล้วด้วยคำเพียงคำเดียวเท่านั้น แล้วจึงเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงไปยืนดูข้างหน้า ในที่ๆ กระผมยืนอยู่โดยทางนี้ก่อนสักครู่ขอรับ. ภิกษุนั้นกระทำอย่างนั้นแล้วก็บรรลุคุณวิเศษอันสามเณรนั้นบรรลุแล้วนั่นแหละ. อสุภะหนึ่งเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ชนทั้งสองด้วยอาการอย่างนี้.

อนึ่ง อสุภะของมาตุคาม ถึงจะเป็นไปกับด้วยประโยชน์ แต่ก็ย่อมเป็นอสัปปายะแก่บุรุษ และอสุภะของบุรุษเหล่านั้นก็เป็นอสัปปายะแก่มาตุคามเช่นกัน. การกำหนดสัปปายะว่า นี้เป็นสัปปายะ เป็นสภาคะ ดังที่พรรณนามาฉะนี้ ชื่อว่าสัปปายสัมปชัญญะ.

อนึ่ง การที่ภิกษุเรียนเอาโคจร กล่าวคือ กรรมฐานอันชอบใจแก่จริตของตนในกรรมฐาน ๓๘ อย่าง เพื่อสัปปายะอันเป็นไปกับด้วยประโยชน์ที่กำหนดแล้วอย่างนี้ แล้วถือเอากรรมฐานนั้นในเวลาโคจรเพื่อภิกขาจาร ชื่อว่าโคจรสัมปชัญญะ.

บัณฑิตพึงทราบหมวด ๔ เพื่อความแจ่มแจ้งแห่งวรรณนานั้น ดังต่อไปนี้.

๑. ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ ย่อมนำกรรมฐานไป แต่ไม่นำกลับมา

๒. บางรูป ย่อมนำกลับมา แต่ไม่นำไป

๓. บางรูป ทั้งไม่นำไป ทั้งไม่นำกลับมา

๔. บางรูป ย่อมนำไปด้วย ย่อมนำกลับมาด้วย.

บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุรูปใดชำระจิตให้หมดจดจากธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องกั้นตลอดวัน ด้วยการเดิน การนั่ง ในปฐมยามแห่งราตรี ก็อย่างนั้น ในมัชฌิมยามเธอสำเร็จการนอน แม้ในปัจฉิมยาม เธอก็ยังกาลให้ล่วงไปด้วยการนั่ง การเดิน การทำวัตรคือกวาดลานพระเจดีย์ ลานมหาโพธิ์ก่อน แล้วรดน้ำต้นมหาโพธิ์ เข้าไปตั้งน้ำฉันน้ำใช้ แล้วสมาทานประพฤติวัตรทั้งปวงเล็กๆ น้อยๆ มีอาจริยวัตร อุปัชฌายวัตร เป็นต้น. เมื่อเธอตกแต่งร่างกายแล้วก็เข้าไปสู่เสนาสนะ ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ ๒-๓ ท่าที่บัลลังก์ ให้ไออุ่นเกิดขึ้นแล้วประกอบกรรมฐานเนืองๆ ลุกขึ้นในเวลาเป็นที่เที่ยวไปเพื่อภิกษา ถือเอาบาตรและจีวร กับกรรมฐานอันเป็นสีสะนั่นแหละ (กรรมฐานที่เป็นประธาน) ออกไปจากเสนาสนะก็มนสิการกรรมฐานอยู่อย่างนั้น ไปสู่ลานแห่งพระเจดีย์ ถ้า (กรรมฐานเดิมเป็นพุทธานุสติ) พุทธานุสติกรรมฐานยังมีอยู่ไซร้ ไม่ต้องสละกรรมฐานนั้นเลย เข้าไปสู่ลานพระเจดีย์.

ถ้าหาก (ในขณะนั้น) มีกรรมฐานอื่นอยู่ พักกรรมฐานนั้นไว้ที่เชิงบันได เปรียบเหมือนบุคคลถือสิ่งของมา แล้ววางของนั้นไว้ ครั้นพักกรรมฐานอื่นนั้นแล้ว ก็พึงถือเอาปีติอันมีพุทธคุณเป็นอารมณ์ก้าวขึ้นสู่ลานพระเจดีย์ ทำประทักษิณเจดีย์ใหญ่สิ้นสามครั้ง แล้วพึงไหว้ในที่ทั้ง ๔. พึงทำประทักษิณเจดีย์น้อย ในที่นั้นนั่นแหละ แล้วพึงไหว้ในที่ทั้ง ๘. อันภิกษุผู้ถึงลานพระเจดีย์ครั้นไหว้พระเจดีย์แล้ว ก็พึงแสดงความนอบน้อมต่อพระพุทธเจ้า ดุจการอยู่ต่อหน้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วไหว้ต้นมหาโพธิ์. ภิกษุนั้นไหว้พระเจดีย์และต้นมหาโพธิ์แล้ว ก็กลับไปสู่ที่ๆ ตนเก็บกรรมฐานถือเอากรรมฐานที่ตนวางไว้แล้ว เหมือนบุคคลถือเอาสิ่งของที่ตนวางไว้ไปฉะนั้น ห่มจีวรด้วยกรรมฐานสีสะนั่นแหละในที่ใกล้บ้าน แล้วจึงเข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑะ.

ในกาลนั้น พวกมนุษย์เห็นภิกษุนั้นแล้วก็พากันลุกขึ้นต้อนรับโดยคิดว่า พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรามาแล้ว ดังนี้ รับบาตร นิมนต์ให้นั่งที่โรงฉันหรือที่บ้าน ถวายข้าวยาคู ตราบเท่าที่ภัตยังไม่เสร็จ ก็ล้างเท้าทาด้วยน้ำมัน นั่งข้างหน้าถามปัญหาบ้าง ใคร่จะเป็นผู้ฟังธรรมบ้าง.

พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า แม้ถ้าว่า พวกมนุษย์ไม่ต้องการให้ภิกษุกล่าวธรรม ธรรมดาว่า ธรรมกถา (การแสดงธรรม) เพื่อการสงเคราะห์ประชุมชน ภิกษุนั้นพึงกระทำทีเดียว.

จริงอยู่ ธรรมดาว่า ธรรมกถาที่จะพ้นไปจากกรรมฐานย่อมไม่มี. เพราะฉะนั้น ภิกษุฉันอาหารด้วยกรรมฐานสีสะนั่นแหละ เสร็จแล้วกล่าวอนุโมทนา ภิกษุนั้นผู้อันมนุษย์ทั้งหลายตามไปส่งอยู่ ออกไปจากหมู่บ้านแล้ว ควรให้มนุษย์เหล่านั้นกลับแล้วก็เดินไปตามทาง.

ลำดับนั้น สามเณรและภิกษุหนุ่มทั้งหลายผู้ออกไปสู่บ้านก่อนกว่า มีภัตกิจอันกระทำแล้วภายนอกบ้านเทียว เห็นภิกษุนั้นซึ่งกำลังเดินมา ก็พากันไปต้อนรับ รับบาตรและจีวรของท่าน.

ได้ยินว่า ภิกษุในปางก่อนทั้งหลายมิได้เลือกว่า ผู้นี้เป็นพระอุปัชฌายะของเรา ผู้นี้เป็นอาจารย์ของเรา (หรือไม่) แล้วกระทำวัตร คือย่อมกระทำการกำหนดถึงภิกษุทั้งหลายผู้มาแล้วเท่านั้น.

สามเณรและภิกษุหนุ่มเหล่านั้น ถามภิกษุนั้นว่า ท่านขอรับ พวกมนุษย์เหล่านั้นเป็นอะไรกับท่าน เป็นผู้เกี่ยวดองทางโยมมารดา หรือทางบิดา.

ภิกษุนั้นตอบว่า พวกเธอเห็นอะไร จึงถาม.

พวกสามเณรและภิกษุหนุ่มเหล่านั้นตอบว่า พวกกระผมเห็นความรักของชนเหล่านั้นมีมากมายในท่าน.

ภิกษุนั้นกล่าวว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมใดแม้มารดาบิดาของเรากระทำได้ยาก แต่มนุษย์พวกนี้กระทำได้ แม้บาตรและจีวรอันเป็นของใช้อยู่ของพวกเรา ด้วยอานุภาพแห่งชนเหล่านั้น พวกเราย่อมไม่รู้ถึงภัยในเวลามีภัย ไม่รู้ถึงความอดอยากในเวลาข้าวยากหมากแพง ชนทั้งหลายผู้เช่นกับมนุษย์ผู้มีอุปการะเหล่านี้ ของพวกเราย่อมไม่มี ดังนี้ เมื่อกล่าวชมเชยคุณของมนุษย์เหล่านั้น เดินไปอยู่.

ภิกษุนี้ ท่านเรียกว่า ย่อมนำกรรมฐานไป แต่ไม่นำกลับมา.

อนึ่ง เมื่อภิกษุใดทำวัตรปฏิบัติมีประการตามที่กล่าวแล้วแต่เช้า ความร้อนเกิดแต่กรรม (กมฺมชฺชเตโช) ของท่านย่อมโพลง ปล่อยซึ่งอนุปาทินนกรูป แล้วถือเอาอุปาทินนกรูป เหงื่อทั้งหลายย่อมไหลออกจากสรีระ ย่อมไม่สามารถก้าวขึ้นสู่วิถีแห่งกรรมฐานได้. ภิกษุนั้นถือเอาบาตรและจีวรแต่เช้า ไหว้พระเจดีย์โดยรวดเร็ว ออกไปสู่บ้านในเวลาเป็นที่ออกไปแห่งฝูงโคนั่นแหละ ได้ข้าวยาคูแล้วนำไปสู่อาสนศาลา ดื่มอยู่. ลำดับนั้น เตโชธาตุอันเกิดจากกรรมก็ปล่อยวางอุปาทินนกรูป ถือเอาอนุปาทินนกรูป. ภิกษุนั้นถึงความดับความเร่าร้อนอันเกิดจากเตโชธาตุเสียได้ เหมือนอาบน้ำตั้งร้อยหม้อ ฉันข้าวยาคูด้วยกรรมฐานสีสะ ล้างบาตรและปากเสร็จแล้ว ก็มนสิการกรรมฐานในระหว่างเวลาแห่งภัต เที่ยวไปเพื่อบิณฑะในสถานที่เหลือ ฉันอาหารด้วยกรรมฐานสีสะ จำเดิมแต่กาลนั้นมา ก็ถือปฏิบัติกรรมฐาน อันเธอถูกต้อง เอาใจใส่อยู่นั่นแหละกลับมาอยู่.

ภิกษุนี้ ท่านเรียกว่า ย่อมนำกรรมฐานกลับมา แต่ไม่นำไป.

ก็ภิกษุผู้เช่นนี้ ดื่มข้าวยาคูแล้วปรารภวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตในพุทธศาสนาเหลือที่จะนับ. ในทวีปสีหฬนั่นแหละในอาสนศาลาแห่งหมู่บ้านนั้นๆ พวกภิกษุที่ดื่มข้าวยาคูในที่นั้นแล้ว ไม่บรรลุพระอรหัต มิได้มี.

ก็ภิกษุใดเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยความประมาท มีธุระอันทอดทิ้งเสียแล้ว ทำลายวัตรทั้งปวงแล้ว มีจิตพัวพันด้วยเครื่องผูกจิต ๕ อย่าง (นิวรณ์ ๕) อยู่ ไม่มีสัญญาในกรรมฐาน แม้เรียนมาแล้ว เข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑะ เป็นผู้คลุกคลีแล้ว โดยการคลุกคลีอันเป็นของคฤหัสถ์ อันไม่สมควร เที่ยวไปด้วยฉันอาหารด้วย (ทั้งเที่ยวทั้งกิน) ไร้ประโยชน์ก้าวไปๆ (ทั้งไปทั้งกลับ).

ภิกษุเช่นนี้ ท่านเรียกว่า ย่อมไม่นำกรรมฐานไป ย่อมไม่นำกรรมฐานกลับมา.

ส่วนภิกษุใดที่ท่านกล่าวไว้ว่า ภิกษุนี้ย่อมนำกรรมฐานไปด้วย ย่อมนำกลับมาด้วย ดังนี้ บัณฑิตพึงทราบภิกษุนั้นด้วยสามารถแห่งวัตรของภิกษุผู้นำไปและนำกลับมา ซึ่งเป็นนัยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.

จริงอยู่ กุลบุตรทั้งหลายผู้ใคร่ประโยชน์บวชในพระพุทธศาสนาแล้ว อยู่ร่วมกัน ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง ย่อมกระทำกติกวัตรว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านมิได้บวชหนีหนี้ มิได้บวชหนีภัย มิได้บวชเพื่อเลี้ยงชีพ แต่พวกท่านเป็นผู้ใคร่เพื่อจะพ้นจากทุกข์ จึงบวชในพระพุทธศาสนานี้ เพราะฉะนั้น ถ้ากิเลสเกิดขึ้นในเวลาเดิน พวกท่านจงข่มกิเลสในขณะเดินนั้นนั่นแหละ กิเลสเกิดขึ้นในเวลายืน นั่ง นอนก็จงข่มกิเลสในเวลายืน นั่ง นอนนั้นนั่นแหละ ดังนี้.

ภิกษุเหล่านั้น ครั้นทำกติกวัตรอย่างนี้แล้ว เมื่อไปภิกขาจาร ย่อมมนสิการกรรมฐานด้วยสัญญาแห่งแผ่นหินที่มีอยู่ในระหว่างกึ่งอุสุภะบ้าง หนึ่งอุสุภะบ้าง กึ่งคาวุตบ้าง หนึ่งคาวุตบ้าง. ถ้ากิเลสของใครๆ เกิดขึ้นในขณะเดินไซร้ ผู้นั้นย่อมข่มกิเลสนั้นในที่นั้นนั่นแหละ แล้วจึงไป. เมื่อไม่อาจข่มได้ เธอก็จะหยุดอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้ภิกษุผู้มาข้างหลังของเธอก็ต้องหยุดด้วย. ภิกษุ (ผู้หยุดก่อน) คิดว่า ภิกษุนี้ย่อมรู้วิตกของเราที่เกิดขึ้น ข้อนี้ไม่สมควรเลย ติเตียนตนเองเช่นนี้แล้ว ยังวิปัสสนาให้เจริญก้าวลงสู่อริยภูมิ. เมื่อกิเลสเกิดขึ้นเวลานั่ง เธอก็จะนั่งอยู่นั่นแหละ แม้ภิกษุผู้มาทีหลังของเธอก็ย่อมนั่งด้วย ... เช่นนั้นนั่นแหละ. เมื่อเธอไม่สามารถก้าวลงสู่อริยภูมิ ก็จะมนสิการกรรมฐานข่มกิเลสนั้นแล้ว จึงลุกไป. ภิกษุนั้นย่อมไม่ยกเท้าขึ้นด้วยจิตปราศจากกรรมฐาน. ถ้ายกเท้าขึ้นด้วยจิตปราศจากกรรมฐานไซร้ ท่านก็จะกลับไปเดินตั้งต้นมาใหม่ในสัญญาแห่งเท้าก้าวแรกทีเดียว เหมือนพระเถระชื่อว่ามหาปุสสเทวะ ผู้อยู่ที่อาลินทกประเทศ.

ได้ยินว่า พระเถระนั้นบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรนั่นแหละถึง ๑๙ พรรษา. นัยว่า แม้พวกมนุษย์ผู้ไถนา หว่านข้าว นวดข้าว กระทำการงานต่างๆ ในระหว่างทาง เห็นพระเถระผู้ไปอยู่เช่นนั้น ก็สนทนากันอย่างสนุกว่า พระเถระนี้กลับไปกลับมา ท่านคงจะหลงทาง หรือท่านลืมอะไร ดังนี้.

พระเถระไม่อนาทรถ้อยคำนั้น กระทำสมณธรรมอยู่ด้วยจิตอันประกอบด้วยกรรมฐานนั่นแหละ บรรลุพระอรหัตแล้วในระหว่างแห่งพรรษา ๒๐ นั้นแล. ก็ในวันที่ท่านบรรลุพระอรหัต เทวดาผู้สิงอยู่ในที่สุดแห่งที่เป็นที่จงกรมของท่าน ได้ยืนยังประทีปให้โชติช่วงด้วยนิ้วมือทั้งหลาย แม้ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ และท้าวสหัมบดีพรหม ก็ได้ไปสู่ที่บำรุง.

พระเถระชื่อว่ามหาติสสะ ผู้มีปกติอยู่ในป่า เห็นโอภาสนั้น จึงถามท่านในวันที่สองว่า ในเวลาราตรี โอภาสได้มีในสำนักของท่านผู้มีอายุ นั่นเป็นโอภาสอะไร.

พระเถระนั้นไม่ประสงค์จะบอก จึงกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าโอภาสย่อมเป็นโอภาสแห่งประทีปก็มี เป็นโอภาสแห่งแก้วมณีก็มีเป็นต้น ต่อจากนั้น ท่านถูกรบเร้าว่า ขอท่านจงบอกโอภาสนั้น ดังนี้ ท่านจึงรับคำว่า ครับ จะบอกแล้วท่านจึงบอกเนื้อความนั้นแล้ว.

ก็เรื่องของพระเถระผู้ปฏิบัติกรรมฐานเช่นนี้ เหมือนกับเรื่องของพระเถระชื่อว่ามหานาค ผู้มีปกติอยู่ในมณฑป ชื่อว่ากาลวัลลิ.

ได้ยินว่า พระมหานาคเถระรูปนั้นบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตร ได้อธิษฐานอิริยาบถเพียงการยืนและการจงกรมเท่านั้น ตลอด ๗ ปี โดยคิดว่า เบื้องต้น เราจักบูชามหาปธาน (คือความเพียรใหญ่) ของพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน ดังนี้ ต่อมาท่านก็บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรอีกตลอด ๑๖ ปี จึงบรรลุพระอรหัต.

ก็ท่านพระมหานาคนั้นยกเท้าขึ้นด้วยจิตอันประกอบด้วยกรรมฐานนั่นแหละ ครั้นเมื่อยกขึ้นปราศจากกรรมฐาน ก็จะหวนกลับไปสู่ที่ใกล้บ้าน ยืนอยู่ในประเทศอันเป็นที่สงสัยว่า นั่นเป็นแม่โคหรือหนอ หรือว่าเป็นบรรพชิต ห่มจีวร ล้างบาตรด้วยน้ำจากคนโทที่หนีบรักแร้มา แล้วอมน้ำคำหนึ่ง.

ถามว่า เพราะเหตุไร.

ตอบว่า เมื่อมนุษย์ทั้งหลายมาอยู่เพื่อถวายภิกษาหรือเพื่อจะไหว้ ความส่ายไปแห่งกรรมฐานอย่าได้มี แม้ด้วยสักแต่คำว่า ขอพวกท่านจงเป็นผู้มีอายุยืน ดังนี้.

ก็ภิกษุนั้นถูกมนุษย์ทั้งหลายถามถึงการนับวันว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ วันนี้เป็นวันอะไร หรือถามจำนวนภิกษุ หรือถามปัญหา จึงกลืนน้ำแล้วบอก. ถ้าผู้ถามถึงวันเป็นต้นไม่มี ภิกษุนั้นก็จะบ้วนน้ำทิ้งที่ประตูแห่งบ้านนั่นแหละ ในเวลาเป็นที่จากไป แล้วจึงไป.

อนึ่ง เรื่องนี้เหมือนภิกษุ ๕๐ รูป ผู้อยู่จำพรรษาในวิหาร ชื่อว่าคลัมพุติตถะ.

ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นได้ทำกติกวัตรในวันเพ็ญอาสาฬหะว่า พวกเรายังไม่บรรลุพระอรหัต จักไม่สนทนากะกันและกัน ดังนี้. อนึ่ง ภิกษุเหล่านั้น เมื่อจะเข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑะ กระทำการอมน้ำอมหนึ่งแล้วจึงเข้าไป เมื่อถูกถามถึงวันเป็นต้น ก็ปฏิบัติแล้วโดยนัยที่กล่าวแล้ว. พวกมนุษย์เห็นที่เป็นที่บ้วนน้ำทิ้งในที่นั้นก็จะทราบว่า วันนี้ พระผู้เป็นเจ้าของเรามาองค์เดียวหรือสององค์ ดังนี้.

ก็มนุษย์เหล่านั้นคิดว่า พระผู้เป็นเจ้าเหล่านี้ย่อมไม่สนทนากับพวกเราเท่านั้นหรือหนอ หรือไม่สนทนากะกันและกัน ดังนี้ ถ้าว่าพวกท่านไม่สนทนากะกันและกันไซร้ ท่านจักต้องวิวาทกันแน่ พวกเราจงมา เราจักให้ภิกษุเหล่านั้นอดโทษกะกันและกัน ดังนี้. พวกมนุษย์ทั้งหมดพากันไปสู่วิหาร ก็บรรดาภิกษุ ๕๐ รูป ภิกษุแม้สองรูปอยู่ในโอกาสเดียวกันมิได้มี ในมนุษย์เหล่านั้นคนที่มีปัญญา กล่าวในเวลานั้นว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย โอกาสอันเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ทะเลาะกันไม่เป็นเช่นนี้ ลานพระเจดีย์ ลานพระมหาโพธิ์ อันพระผู้เป็นเจ้าเหล่านี้ปัดกวาดดีแล้ว ไม้กวาดทั้งหลาย ท่านก็เก็บไว้เรียบร้อย ทั้งน้ำฉันน้ำใช้ท่านก็จัดตั้งไว้อย่างดี ดังนี้ พวกมนุษย์เหล่านั้นจึงพากันกลับไปจากที่นั้นทีเดียว.

ภิกษุเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตภายใน ๓ เดือนนั่นแหละ ปวารณาแล้วซึ่งสุทธิปวารณา ในวันมหาปวารณา.

ภิกษุเหล่านั้นยกเท้าขึ้นด้วยจิตอันประกอบด้วยกรรมฐานนั่นแหละ เหมือนพระมหานาคเถระผู้อาศัยอยู่ที่กาลวัลลิมณฑป และเหมือนภิกษุ ๕๐ รูปผู้จำพรรษาในคลัมพุติตถวิหาร อย่างนี้คือ ภิกษุผู้ปฏิบัตินั้นไปสู่ที่ใกล้บ้านแล้วจึงทำการอมน้ำอมหนึ่ง แล้วก็กำหนดทางทั้งหลาย จะดำเนินไปสู่วิถีที่พวกชนไม่ทะเลาะกัน ไม่มีนักเลงสุราเป็นต้น หรือช้างร้ายม้าร้ายไม่มีอยู่ในที่นั้น เมื่อเธอเที่ยวไปในบ้านเพื่อบิณฑะ ไม่ควรไปโดยกระตือรือร้น เหมือนชนที่มีธุระด่วน เพราะว่า ชื่อว่าปิณฑปาติกธุดงค์ (องค์คุณเครื่องกำจัดกิเลสของภิกษุผู้ถือการฉันอาหารจากการบิณฑบาตเป็นวัตร) ไรๆ เช่นนั้นไม่มี. ย่อมเป็นผู้ไม่หวั่นไหวดำเนินไป เหมือนเกวียนบรรทุกน้ำถึงที่ไม่เสมอกัน ไปอยู่. อันภิกษุผู้เข้าไปสู่ระหว่างบ้าน ควรรอคอยเวลาอันสมควรแก่ภัตนั้น เพื่อกำหนดถึงผู้ประสงค์จะถวาย หรือไม่ถวาย ถ้ารับภิกษาได้แล้วจะเป็นภายในบ้านหรือภายนอกบ้านก็ตาม แล้วก็จะมาสู่วิหารนั่นแหละ นั่งในโอกาสอันเหมาะสมตามความผาสุก มนสิการกรรมฐานอยู่ ยังปฏิกูลสัญญาในอาหารให้เกิดขึ้น ย่อมพิจารณาอาหารนั้น ด้วยสามารถแห่งการเปรียบเทียบกับน้ำมันหยอดเพลารถ เปรียบเทียบกับผ้าพันแผล และเปรียบกับเนื้อบุตร แล้วจึงฉันอาหาร ประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นผู้มีปกติฉันอาหารโดยมนสิการว่า เนว ทฺวาย น มทาย ฯลฯ ผาสุวิหาโร จ ดังนี้.

เนว ทวาย มิใช่เพื่อเล่น

น มทาย มิใช่เพื่อมัวเมา

น มณฺฑนาย มิใช่เพื่อประดับ

น วิภูสนาย มิใช่เพื่อตกแต่ง

ยาวเทว อิมสฺส กายสฺส เพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่เป็นไป

ฐิติยา ยาปนาย วิหึสุปรติยา เพื่อระงับเสียซึ่งความเบียดเบียน

พฺรหฺมจริยานุคฺคหาย เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์

อิติ ปุราณญฺจ เวทนํ ปฏิหงฺขามิ จะกำจัดเวทนาเก่า

นวญฺจ เวทนํ น อุปฺปาเทสฺสามิ จักมิให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น

ยาตฺรา จ เม ภวิสฺสติ ความเป็นไป ความไม่มีโทษ

อนวชฺชตา จ ผาสุ วิหาโร จ และการอยู่ผาสุก จักมีแก่เรา.

ครั้นทำกิจด้วยน้ำเสร็จแล้ว ก็สงบจิตพิจารณาถึงความลำบากในการแสวงหาภัต สักครู่หนึ่ง ในเวลาปุเรภัต พิจารณาอย่างไร ในปัจฉาภัตก็อย่างนั้น มนสิการอยู่ ซึ่งกรรมฐานนั่นแหละตลอดปุริมยามและปัจฉิมยาม.

ภิกษุนี้ ท่านเรียกว่า ย่อมนำกรรมฐานไป และย่อมนำกรรมฐานกลับ แล.

ก็ภิกษุผู้บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตร กล่าวคือการนำกรรมฐานไปและนำกรรมฐานกลับนี้ ถ้าเธอมีอุปนิสสัยอันถึงพร้อมแล้ว ย่อมบรรลุพระอรหัต ในปฐมวัยนั่นแหละ ถ้าไม่บรรลุในปฐมวัยก็จะบรรลุในมัชฌิมวัย ถ้าไม่บรรลุในมัชฌิมวัยก็จะบรรลุในปัจฉิมวัย ถ้าในปัจฉิมวัยไม่บรรลุ ก็จะบรรลุในมรณสมัย (เวลาใกล้ตาย) ถ้าไม่บรรลุในมรณสมัย เกิดเป็นเทพบุตรแล้วย่อมบรรลุ ถ้าเป็นเทพบุตรแล้วไม่บรรลุ เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้ทรงอุบัติขึ้น เธอเกิดขึ้นแล้วย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิ ถ้าไม่ทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิ ย่อมจะเป็นผู้ตรัสรู้เร็วพลันเสมอต่อพระสาวกทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว เหมือนพระพาหิยทารุจิริยเถระ หรือเป็นผู้มีปัญญามากเหมือนพระสารีบุตร หรือเป็นผู้มีฤทธิ์มากเหมือนพระมหาโมคคัลลานะ หรือเป็นผู้ทรงธุดงค์คุณเหมือนพระมหากัสสปเถระ หรือเป็นผู้มีทิพยจักษุ เหมือนพระอนุรุทธเถระ หรือเป็นผู้ทรงพระวินัยเหมือนพระอุบาลีเถระ หรือเป็นพระธัมมกถึกเหมือนพระปุณณมันตานีบุตร หรือเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตรเหมือนพระเรวตเถระ หรือจะเป็นพหูสูตเหมือนพระอานนทเถระ หรือเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาเหมือนพระราหุลพุทธบุตร.

ในกรรมฐานอันประกอบด้วยหมวด ๔ นี้ ภิกษุใดย่อมนำกรรมฐานไปด้วย ย่อมนำกรรมฐานกลับมาด้วยโคจรสัมปชัญญะของเธอ ชื่อว่า ถึงสุดยอด แล.

ก็การไม่หลงลืมในอิริยาบถทั้งหลาย มีการก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น ชื่อว่าอสัมโมหสัมปชัญญะ บัณฑิตพึงทราบข้อนั้น ดังต่อไปนี้.

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อก้าวไปข้างหน้า หรือถอยมาข้างหลัง ไม่หลงใหลอยู่ เหมือนปุถุชนผู้อันธพาลหลงใหลอยู่ว่า อัตตา ย่อมก้าวไปในอิริยาบถทั้งหลายมีการก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น การก้าวไปสำเร็จได้ด้วยอัตตา หรือว่า เราย่อมก้าวไป การก้าวไปสำเร็จได้ด้วยเรา ดังนี้ อันที่จริงครั้นเมื่อจิตเกิดขึ้นว่า เราจักก้าวไป ดังนี้. วาโยธาตุอันมีจิตเป็นสมุฏฐานเกิดขึ้น กับด้วยจิตนั้นนั่นแหละ ยังการเคลื่อนไหวให้เกิดขึ้นอยู่. ด้วยอาการอย่างนี้ โครงกระดูกอันสมมติว่ากายนี้ ย่อมก้าวไปด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปของวาโยธาตุ อันเกิดจากการทำของจิต. เมื่อการยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งอยู่อย่างนี้ ธาตุทั้งสองคือปฐวีธาตุ อาโปธาตุ มีประมาณต่ำ มีกำลังน้อย ธาตุทั้งสองนอกจากนี้ (คือวาโยธาตุ เตโชธาตุ) มีปริมาณมาก มีกำลังมาก. การยกเท้าไปหรือไปแล้วก็เหมือนกัน.

ในการลดเท้าลง ธาตุทั้งสองคือเตโชธาตุ วาโยธาตุ มีประมาณต่ำ มีกำลังน้อย ส่วนธาตุทั้งสองนอกนี้ มีประมาณมาก มีกำลังมาก. ในการวางเท้าลงและการยับยั้งเท้าไว้ก็เหมือนกัน.

ในการเป็นไปนี้ รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นไปในการยกเท้าขึ้นนั้น (เกิดดับไปแล้ว) ย่อมไม่ถึงการนำเท้าไป. รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายที่เป็นไปในขณะนำเท้าไปนั้น ย่อมไม่ถึงการก้าวเท้าไป. รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายในขณะก้าวเท้าไปแล้ว ย่อมไม่ถึงการลดเท้าลง. รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายที่เป็นไปในขณะลดเท้าลง ย่อมไม่ถึงการวางเท้าลง. รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายในขณะวางเท้าลง ย่อมไม่ถึงการยับยั้งเท้าไว้. รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายในที่นั้นๆ นั่นแหละ เป็นส่วนหนึ่งๆ เป็นสนธิหนึ่งๆ เป็นเขตหนึ่งๆ ย่อมแตกทำลายไป ราวกะเมล็ดงาที่เขาใส่ในกระเบื้องร้อน ส่งเสียงดัง ตะตะ ฉะนั้น. ในการเป็นไปเช่นนี้ มีใครหรือที่ก้าวไป หรือว่าเป็นการก้าวไปของใคร. อันที่จริง เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้ว เป็นการไปของธาตุทั้งหลายเท่านั้น เป็นการยืนของธาตุทั้งหลาย เป็นการนั่งของธาตุทั้งหลาย เป็นการนอนของธาตุทั้งหลาย (หมายความว่า เป็นอาการของธาตุทั้งหลายเท่านั้น).

ด้วยว่าในโกฏฐาสนั้นๆ จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นกับด้วยรูปทั้งหลาย จิตดวงหนึ่งย่อมดับไป ดุจกระแสน้ำซึ่งเกี่ยวเนื่องตามกันไปไม่ขาดสายเป็นไปอยู่ ฉะนั้น. การไม่หลงใหลในอิริยาบถทั้งหลาย มีการก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่าอสัมโมหสัมปชัญญะ ฉะนี้แล.

จบเนื้อความแห่งบทว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต สมฺปชานการี โหติ เพียงนี้.

อธิบาย อาโลกิเต (การแลไปข้างหน้า) วิโลกิเต (การแลดูข้างๆ)

ในคำว่า อาโลกิเต วิโลกิเต นี้ การเพ่งดูข้างหน้า ชื่อว่าอาโลกิตะ. การเพ่งดูทิศน้อยทั้งหลาย ชื่อว่าวิโลกิตะ. แม้การเพ่งดูทิศอื่นๆ ด้วยสามารถแห่งการเพ่งดูข้างล่าง ข้างบน ข้างหลัง ก็ชื่อว่าโอโลกิตะ (ดูข้างล่าง) อุลโลกิตะ (ดูข้างบน) อปโลกิตะ (ดูข้างหลัง). การแลดู ๓ อย่างนั้น ท่านมิได้ถือเอา ในคำว่า อาโลกิเต วิโลกิเต นี้ ด้วยว่า การแลดูสองอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วด้วยสามารถแห่งความเหมาะสม. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อว่าโดยหัวข้อที่เป็นประธานแล้ว การแลดูเหล่านั้นแม้ทั้งหมดก็รวมอยู่ในคำว่า อาโลกิเต วิโลกิเต นี้แหละ.

ในบรรดาการแลดูเหล่านั้น เมื่อจิตเกิดขึ้นว่า เราจักแลดูข้างหน้า ดังนี้ มิได้แลดูด้วยสามารถสักแต่จิตเท่านั้น ต้องกำหนดถือเอาประโยชน์ด้วย จึงชื่อว่าสาตถกสัมปชัญญะ.

สาตถกสัมปชัญญะนั้น บัณฑิตพึงทราบโดยทำท่านพระนันทะให้เป็นองค์พยานดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพระนันทะจะพึงแลดูทิศเบื้องหน้าไซร้ พระนันทะก็จะพิจารณาธรรมทั้งปวงแล้วแลดูทิศข้างหน้า เพราะว่าเมื่อแลดูทิศข้างหน้าอยู่อย่างนี้ ธรรมทั้งหลายอันเป็นอกุศลอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัส จักไม่ไหลไปตาม ด้วยอาการอย่างนี้แล ชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในธรรมอันเป็นไปกับด้วยประโยชน์ (หรือชื่อว่าสาตถกสัมปชานะ).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพระนันทะจะพึงแลดูทิศเบื้องหลัง (ตะวันตก) ไซร้. จะพึงแลดูทิศเหนือ. จะพึงแลดูทิศใต้. จะพึงแลดูเบื้องล่าง. เบื้องบน. จะพึงแลดูทิศน้อย นันทะก็จะพิจารณาธรรมทั้งปวงแล้วจึงแลดูทิศน้อยอยู่ เพราะว่า เมื่อแลดูทิศน้อยอยู่อย่างนี้ ... ย่อมเป็นผู้ชื่อว่า มีสัมปชานะ (คือมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในประโยชน์) ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง แม้ในคำว่า อาโลกิเต วิโลกิเต นี้ บัณฑิตพึงทราบโดยความเป็นไปกับด้วยประโยชน์และความเป็นไปแห่งสัปปายะ ด้วยสามารถแห่งการเห็นพระเจดีย์เป็นต้น ตามที่กล่าวไว้ในก่อนนั่นแหละ. ก็โคจรสัมปชัญญะ มิได้เว้นจากกรรมฐาน. เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทำการแลดูข้างหน้า การแลดูข้างๆ ด้วยกรรมฐานสีสะนั่นแหละ โดยความสามารถแห่งกรรมฐานอันเป็นของตน มีขันธ์ ธาตุ อายตนะเป็นที่ตั้ง. ก็ภายในแห่งร่างกายนี้ ชื่อว่าอัตตา เป็นผู้แลดูข้างหน้าหรือแลดูข้างหลัง มิได้มีเลย. ก็แต่ว่า เมื่อจิตเกิดขึ้นว่าจักแลดูข้างหน้า ดังนี้ วาโยธาตุอันมีจิตเป็นสมุฏฐานกับด้วยจิตนั้นนั่นแหละ ยังความเคลื่อนไหว (วิญญัติรูป) แห่งรูปให้เกิดขึ้น ทันทีนั้นเอง หนังตาอันเป็นส่วนเบื้องล่าง ก็จมลงข้างล่าง หนังตาอันเป็นส่วนเบื้องบน ก็จะเลิกขึ้นไปเบื้องบน ด้วยอำนาจแห่งการแผ่ขยายไปของวาโยธาตุอันเป็นการกระทำของจิต. ใครๆ ชื่อว่า เปิด (ตา) อยู่ด้วยเครื่องยนต์ มิได้มี. ในลำดับนั้น จักขุวิญญาณ ก็เกิดขึ้นยังทัสสนกิจให้สำเร็จอยู่ การรู้อย่างนี้ ชื่อว่าอสัมโมหสัมปชัญญะ ในข้อว่า อาโลกิเต วิโลกิเต นี้.

ก็อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะในที่นี้ ด้วยสามารถแห่งความเป็นมูลปริญญา อาคันตุกะและตาวกาลิกะ ต่อไป.

ว่าโดยมูลปริญญา (ความรอบรู้ถึงมูล) ก่อน

ภวงฺคมาวชฺชนญฺเจว ทสฺสนํ สมฺปฏิจฺฉนํ สนฺตีรณํ โวฏฺฐพฺพนํ ชวนํ ภวติ สตฺตมํ. แปลว่า ภวังคจิต อาวัชชนจิต จักขุวิญญาณจิต สัมปฏิจฉนจิต สันตีรณจิต โวฏฐัพพนจิต จากนั้น ชวนจิตย่อมเกิด ๗ ครั้ง.

บรรดาจิตเหล่านั้น ภวังคจิตย่อมยังกิจอันเป็นส่วนแห่งอุปปัตติภพให้สำเร็จเป็นไป เพราะการดับไปซึ่งภวังค์นั้น กิริยามโนธาตุ จึงยังอาวัชชนกิจให้สำเร็จเป็นไป. เพราะการดับไปแห่งกิริยามโนธาตุนั้น จักขุวิญญาณจิตจึงยังทัสสนกิจให้สำเร็จเป็นไป. เพราะการดับไปแห่งจักขุวิญญาณจิต วิปากมโนธาตุ จึงยังสัมปฏิจฉนกิจให้สำเร็จเป็นไป. เพราะการดับไปแห่งวิปากมโนธาตุนั้น วิปากมโนวิญญาณธาตุ จึงยังสันตีรณกิจให้สำเร็จเป็นไป. เพราะการดับไปแห่งวิปากมโนวิญญาณธาตุนั้น กิริยามโนวิญญาณธาตุ จึงยังโวฏฐัพพนกิจให้สำเร็จเป็นไป. เพราะการดับไปแห่งกิริยามโนวิญญาณธาตุนั้น ชวนจิตจึงแล่นไป ๗ ครั้ง.

ในชวนจิตเหล่านั้น การแลดูข้างหน้าๆ หรือแลดูข้างๆ ว่า นี้เป็นหญิง นี้เป็นชาย ด้วยสามารถแห่งความยินดี ยินร้ายและความหลงใหล ย่อมไม่มีแม้ในชวนจิตดวงที่หนึ่ง. แม้ในชวนจิตที่ ๒ ฯลฯ แม้ในชวนจิตที่ ๗. ก็ครั้นเมื่อชวนจิตเหล่านั้นแตกทำลายไป ด้วยสามารถแห่งการแตกดับตั้งแต่ต้นจนสุดท้าย ราวกะว่าทหารในสนามรบถูกทำลายไปอยู่ การแลดูข้างหน้าหรือการแลดูข้างๆ ว่า นี้เป็นหญิง นี้เป็นชาย ด้วยสามารถแห่งความยินดีเป็นต้น จึงมี.

บัณฑิตพึงทราบอสัมโมหสัปชัญญะในที่นี้ ด้วยสามารถแห่งมูลปริญญาด้วยประการฉะนี้ก่อน.

ว่าด้วยความเป็นแห่งอาคันตุกะ (ด้วยสามารถแห่งความเป็นดังแขกผู้มาหา)

ก็ในจักขุทวาร ครั้นเมื่อรูปมาสู่คลองแล้ว โดยการเคลื่อนไปแห่งภวังค์ในเบื้องบน บรรดาจิตทั้งหลายมีอาวัชชนจิตเป็นต้น เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งการยังกิจของตนๆ ให้สำเร็จแล้วก็ดับไป ในที่สุดชวนจิตก็เกิดขึ้น. ชวนจิตนั้นย่อมเกิดในจักขุทวารอันเป็นเรือน ของอาวัชชนจิตเป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นก่อน เหมือนบุรุษผู้เป็นแขก (ผู้จรมา). เมื่อบุรุษผู้เป็นแขกนั้นเข้าไปเพื่อจะขออะไรๆ ในบ้านของผู้อื่น ไม่ควรทำร้ายแม้ในเจ้าของแห่งบ้าน ผู้นั่งนิ่งเฉยอยู่ ฉันใด แม้เมื่ออาวัชชนจิตเป็นต้น อันไม่ยินดี ไม่ยินร้ายและไม่หลง ในจักขุทวารอันเป็นเรือนของอาวัชชนจิตเป็นต้น ความยินดี ความยินร้าย ความหลงใหล ก็ไม่ควรมี ฉันนั้น. พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะด้วยสามารถแห่งความเป็นอาคันตุกะ ดังพรรณนามาฉะนี้.

ว่าด้วยความเป็นตาวกาลิกะ (คือเป็นธรรมชั่วขณะหนึ่ง)

ก็จิตทั้งหลายมีโวฏฐัพพนจิตเป็นปริโยสานเหล่าใดนั้น ย่อมเกิดขึ้นในจักขุทวาร จิตเหล่านั้นกับสัมปยุตตธรรมทั้งหลาย ย่อมแตกดับไปในที่นั้นๆ นั่นแหละ ย่อมไม่เห็นซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น จิตอันใดอันหนึ่งเหล่านี้ จึงชื่อว่าเป็นตาวกาลิกะ คือเป็นธรรมชั่วขณะหนึ่ง.

บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในข้อนั้น ดังต่อไปนี้.

เมื่อหมู่มนุษย์ทั้งปวงในบ้านหลังหนึ่งตายแล้ว เวลา (อายุ) ของชนคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งก็จะมีความตายเป็นธรรมดา เขาชื่อว่าย่อมยินดียิ่งในการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น เป็นสิ่งไม่ควรมี ฉันใด ในทวารหนึ่งก็ฉันนั้นนั่นแหละ เมื่ออาวัชชนจิตเป็นต้นพร้อมด้วยสัมปยุตตธรรม ตายไปแล้วในที่นั้นๆ นั่นแหละ ในขณะของจิตที่ยังเหลืออยู่นั้นซึ่งก็มีความตายเป็นธรรมดา ชื่อว่าย่อมยินดียิ่งด้วยสามารถแห่งความยินดียินร้ายและความหลงใหล แม้ของชวนจิตก็หาควรจะมีไม่.

พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะด้วยสามารถแห่งความเป็นธรรมชั่วขณะหนึ่ง ดังพรรณนามาฉะนี้.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะนั้น ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาโดยความเป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุและปัจจัย.

จริงอยู่ ในการพิจารณาโดยความเป็นขันธ์นั้น ดังนี้.

จักษุและรูปทั้งหลาย เป็นรูปขันธ์

จักขุวิญญาณที่ทำทัสสนกิจ เป็นวิญญาณขันธ์

เวทนาอันสัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณนั้น เป็นเวทนาขันธ์

สัญญา เป็นสัญญาขันธ์

ผัสสะเป็นต้น เป็นสังขารขันธ์

ด้วยประการฉะนี้ การแลดูไปข้างหน้าและการแลดูข้างๆ เป็นเพราะการประชุมกันแห่งขันธ์ ๕ เหล่านี้ จึงปรากฏเกิดขึ้นได้. ในที่นี้ มีใครสักคนหนึ่งหรือ ที่แลดูไปข้างหน้า หรือย่อมแลดูข้างๆ.

โดยทำนองเดียวกัน ย่อมพิจารณาโดยความเป็นอายตนะ คือ

จักษุ เป็นจักขวายตนะ

รูป เป็นรูปายตนะ

จักขุวิญญาณที่ทำทัสสนกิจ เป็นมนายตนะ

ธรรมที่สัมปยุตตด้วยจักขุวิญญาณ มีเวทนาเป็นต้นนั้น เป็นธัมมายตนะ

โดยประการฉะนี้ การแลดูไปข้างหน้าและการแลดูข้างๆ ย่อมปรากฏเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประชุมกันแห่งอายตนะ ๔ เหล่านั้น. ในที่นี้ จะมีใครสักคนหรือที่แลดูข้างหน้า หรือแลดูข้างๆ.

โดยความเป็นธาตุก็เหมือนกันนั่นแหละ คือ

จักษุ เป็นจักขุธาตุ

รูป เป็นรูปธาตุ

จักขุวิญญาณ เป็นจักขุวิญญาณธาตุ

ธรรมที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณมีเวทนาเป็นต้นนั้น เป็นธัมมธาตุ.

ด้วยอาการอย่างนี้ การแลดูข้างหน้า การแลดูข้างๆ ในเพราะการประชุมกันแห่งธาตุ ๔ เหล่านั้น จึงปรากฏขึ้น ในที่นี้ ใครเล่าที่แลดูข้างหน้าหรือแลดูข้างๆ.

ว่าโดยความเป็นปัจจัย ก็เช่นเดียวกัน คือ

จักษุ เป็นนิสสยปัจจัย

รูป เป็นอารัมมณปัจจัย

อาวัชชนจิต เป็นอนันตระ สมนันตระอนันตรูปนิสสยะนัตถิวิคตปัจจัย

อาโลกะ (แสงสว่าง) เป็นอุปนิสสยปัจจัย

เวทนาเป็นต้น เป็นสหชาตปัจจัยเป็นต้น

ด้วยประการฉะนี้ จึงปรากฏเป็นการแลดูข้างหน้า แลดูข้างๆ ในเพราะการประชุมกันแห่งปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้. ในที่นี้ มีใครเล่าสักคนหนึ่งหรือที่แลดูข้างหน้า แลดูข้างๆ ดังนี้.

พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะ ในคำว่า อาโลกิเต วิโลกิเต นี้ แม้ด้วยความสามารถแห่งการพิจารณาเป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุและความเป็นปัจจัย ดังพรรณนามาฉะนี้ แล.

อธิบาย สมฺมิญฺชิเต ปสาริเต สมฺปชานการี โหติ

(แปลว่า เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติ ในการคู้อวัยวะเข้าและเหยียดอวัยวะออก)

คำว่า สมฺมิญฺชิเต ปสาริเต ได้แก่ การคู้อวัยวะเข้าและการเหยียดอวัยวะออกแห่งข้อต่อทั้งหลาย. ในที่นี้ ภิกษุไม่ได้ทำการคู้และการเหยียดอวัยวะด้วยสามารถแห่งจิตเท่านั้น ต้องกำหนดถึงประโยชน์และสิ่งมิใช่ประโยชน์ในเพราะการคู้และการเหยียดแห่งข้อมือข้อเท้าเป็นปัจจัย แล้วกำหนดถือเอาแต่ประโยชน์ในการคู้เข้าเหยียดออกนั้นได้ ชื่อว่าสาตถกสัมปชัญญะ.

พึงทราบวินิจฉัยในข้อนี้ต่อไป.

เมื่อภิกษุนั้น คู้อวัยวะแห่งข้อมือและข้อเท้านานเกินไป หรือว่าเหยียดออกนานเกินไป ทุกขเวทนาย่อมเกิดขึ้นทุกๆ ขณะ จิตย่อมไม่ได้เอกัคคตา กรรมฐานก็ย่อมตกไป ย่อมไม่บรรลุคุณวิเศษ.

ก็ถ้าเมื่อภิกษุนั้น คู้อวัยวะเข้าในเวลาอันควร เมื่อเหยียดอวัยวะออกในเวลาอันควร ทุกขเวทนาย่อมไม่เกิด จิตย่อมเป็นธรรมชาติสงบ กรรมฐานย่อมถึงการแผ่ไป ย่อมบรรลุคุณวิเศษ พึงทราบกำหนดประโยชน์และสิ่งที่มิใช่ประโยชน์อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

ก็ครั้นเมื่อประโยชน์แม้มีอยู่ การกำหนดสัปปายะแล้วถือเอาแต่สัปปายะ ชื่อว่าสัปปายสัมปชัญญะ.

ในการคู้อวัยวะเข้าและการเหยียดอวัยวะออกนั้น มีนัยดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุหนุ่มทั้งหลายสาธยายพุทธพจน์อยู่ที่ลานพระมหาเจดีย์ ภิกษุณีทั้งหลายกำลังฟังธรรมอยู่ข้างหลังภิกษุหนุ่มนั้น. บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเหยียดมือออกไปถูกต้องกายนางภิกษุณีสาวแล้ว จึงเป็นเหตุให้เธอต้องลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์. อีกรูปหนึ่ง เมื่อเหยียดเท้าออกไป ก็เหยียดไปที่กองไฟ ไฟไหม้เท้าของเธอจนจดกระดูก. อีกรูปหนึ่งเหยียดไปที่จอมปลวก เธอได้ถูกอสรพิษกัดเอาแล้ว. อีกรูปหนึ่งเหยียดออกไปที่ราวจีวร ก็ถูกงูเขียวกัดแล้ว. เพราะฉะนั้น ภิกษุไม่พึงเหยียดมือเหยียดเท้าในอสัปปายะเห็นปานนี้ ควรเหยียดออกไปในสัปปายะ. นี้ชื่อว่าสัปปายสัมปชัญญะ ในข้อนี้แล.

ว่าด้วยโคจรสัมปชัญญะ

ก็โคจรสัมปชัญญะ บัณฑิตพึงแสดงด้วยเรื่องของพระมหาเถระดังนี้.

ได้ยินว่า พระมหาเถระนั่งพักในที่พักในเวลากลางวัน สนทนากันอยู่กับอันเตวาสิกทั้งหลาย เผลอเหยียดมือออกไปโดยเร็ว แล้วก็ชักมือกลับมาวางไว้ที่เดิมแล้วก็ค่อยๆ เหยียดออกไป. พวกอันเตวาสิกถามท่านว่า เพราะอะไรขอรับ ท่านเหยียดมือออกไปโดยเร็ว แล้วชักมือมาวางไว้ที่เดิมอีกแล้วค่อยๆ เหยียดออกไป. ท่านตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย จำเดิมแต่เราเริ่มเพื่อมนสิการกรรมฐาน เราไม่เคยเหยียดมือออกไปพ้นจากกรรมฐาน แต่บัดนี้ เรากำลังสนทนากับพวกเธออยู่ปล่อยกรรมฐานเหยียดมือออกไปแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชักมือกลับมาวางไว้ตามเดิมแล้วจึงเหยียดไปอีก. พวกอันเตวาสิกเหล่านั้นพากันสาธุการว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดีแล้ว ธรรมดาภิกษุพึงเป็นเช่นนี้.

แม้ในคำว่า สมฺมิญฺชิเต ปสาริเต นี้ พึงทราบว่าเป็นสภาวะไม่เว้นจากกรรมฐานนั่นแหละ ด้วยอาการอย่างนี้ คือ

ธรรมดาว่า อัตตาอะไรๆ ในภายใน คู้อวัยวะเข้าหรือเหยียดอวัยวะออก มิได้มี ก็การกำหนดว่า การคู้อวัยวะเข้า การเหยียดอวัยวะออก ย่อมมีได้ ด้วยการแผ่ไปของวาโยธาตุ อันเป็นการกระทำของจิตมีประการตามที่กล่าวแล้ว เป็นเหมือนหุ่นยนต์เคลื่อนไหวเท้าและมือได้ ด้วยสามารถแห่งการดึงเส้นด้าย ฉะนั้นในลักษณะอย่างนี้ จึงชื่อว่าอสัมโมหสัมปชัญญะ.

ในข้อว่า สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารเณ นี้ (แปลว่า เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตรและจีวร) การใช้สอยสังฆาฏิและจีวรด้วยสามารถแห่งการนุ่งห่ม และการใช้บาตรด้วยสามารถแห่งการรับภิกษา ชื่อว่าการทรงไว้. บัณฑิตพึงทราบการทรงผ้าสังฆาฏิและจีวรในข้อว่า สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารเณ นี้ก่อน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสประโยชน์ในการทรงผ้าไว้มีประการต่างๆ โดยนัยเป็นต้นว่า การได้อามิสของภิกษุผู้นุ่งห่มแล้วเที่ยวไปเพื่อบิณฑะ เพื่อป้องกันความหนาวเป็นต้นอย่างนี้ ชื่อว่าประโยชน์ และพึงทราบว่า เป็นสาตถกสัปชัญญะด้วยสามารถแห่งประโยชน์นั้น.

อนึ่ง จีวรเนื้อละเอียดเป็นสัปปายะแก่ภิกษุผู้มีปกติร้อน มีกำลังทราม. จีวรเนื้อหนาผ้าสองชั้นเป็นสัปปายะแก่ผู้มีปกติหนาว. นอกนี้เป็นอสัปปายะ. ผู้มีจีวรเก่าคร่ำคร่า ก็เป็นอสัปปายะเช่นกัน. เพราะว่า จีวรเก่าผืนนั้นย่อมกระทำปลิโพธิให้แก่เธอโดยต้องดามไว้เป็นต้น. โดยทำนองเดียวกัน จีวรอันเป็นที่ยินดีพอใจของโจรทั้งหลายมีผ้าทุกูล (ผ้าชนิดดี) ซึ่งทำด้วยไหมและขนสัตว์เป็นต้น ก็เป็นอสัปปายะ.

จริงอยู่ ผ้าเช่นนั้นย่อมกระทำอันตรายแก่ภิกษุผู้นุ่งห่มคนเดียวอยู่ในป่าหรือย่อมทำอันตรายต่อชีวิตของเธอก็ได้. อนึ่ง เมื่อว่าโดยนิปปริยายแล้ว จีวรใดเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งมิจฉาชีวะมีการทายนิมิตเป็นต้น และจีวรใด เมื่อเธอเสพอยู่ อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญ กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไป จีวรนั้นๆ เป็นอสัปปายะ. นอกจากนี้เป็นสัปปายะ.

ในข้อว่า สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารเณ นี้ ชื่อว่า เป็นสัปปายสัมปชัญญะด้วยสามารถแห่งการทรงผ้าสังฆาฏิและจีวรอันเป็นสัปปายะนั้น. ทั้งโคจรสัมปชัญญะ ก็พึงทราบว่าไม่เว้นจากกรรมฐานเหมือนกัน คือ

ชื่อว่า อัตตา คือ ตัวตนอะไรๆ ในภายในทำการห่มอยู่ซึ่งจีวร มิได้มี. ก็แต่ว่า การห่มจีวรย่อมมีด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปแห่งวาโยธาตุอันเป็นการกระทำของจิต มีประการตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. ในการทรงจีวรนั้น แม้จีวรก็ไม่มีเจตนา แม้กายก็ไม่มีเจตนา. ทั้งจีวรก็ไม่รู้ว่า เราห่มกายไว้ แม้กายเล่า ก็ย่อมไม่รู้ว่า เราถูกจีวรห่มไว้ ดังนี้. ว่าโดยสภาวะ ธาตุทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมปกปิดซึ่งหมู่แห่งธาตุด้วยกัน เหมือนการห่อหนังสือ ด้วยท่อนผ้าเก่าๆ เพราะฉะนั้น การที่ภิกษุได้จีวรชนิดดีมา ก็ไม่พึงโสมนัส ได้จีวรชนิดไม่ดีมา ก็ไม่พึงโทมนัส. เหมือนอย่างว่า ในสถานที่ทั้งหลายมีจอมปลวก และต้นไม้ใหญ่เป็นต้น ใครๆ ย่อมทำสักการะที่นั้นๆ ด้วยวัตถุทั้งหลายมีเครื่องประดับด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้นก็ดี ไม่ทำสักการะโดยขว้างปาด้วยคูถ มูตร เปือกตม หรือประหารด้วยท่อนไม้และศัสตราเป็นต้นก็ดี จอมปลวกและต้นไม้เป็นต้นเหล่านั้น ย่อมไม่โสมนัส ด้วยสิ่งนั้นๆ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นนั่นแหละ ได้จีวรอย่างดีก็ไม่ทำความพอใจ ได้จีวรไม่ดีก็ไม่ทำความเสียใจ. บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นอสัมโมหสัมปชัญญะในการนุ่งห่มจีวรในที่นี้ ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาความเป็นไป ดังพรรณามาฉะนี้.

แม้ในการทรงบาตร ภิกษุก็ไม่ถือบาตรโดยเร็วเกินไป เมื่อถือเอาบาตรเที่ยวไปเพื่อบิณฑะ โดยหวังว่า เราจักได้ภิกษา ดังนี้ เพราะการถือเอาบาตรอย่างนี้ ดังพรรณนามาฉะนี้ พึงทราบว่าเป็นสาตถกสัมปชัญญะ ด้วยอำนาจประโยชน์อันตนควรได้. บาตรหนักเป็นอสัปปายะแก่ภิกษุผู้มีร่างกายผอม ไม่มีกำลัง. บาตรที่ทำความสะอาดไม่ดี มีตุ่มสนิมขึ้น ๔-๕ ตุ่ม เป็นอสัปปายะ เพราะว่าบาตรที่ภิกษุทำความสะอาดไม่ดี ไม่สมควรแก่ภิกษุ เพราะว่าปลิโพธิ (ความกังวล) ย่อมมีแก่เธอผู้ชำระบาตรนั้นอยู่ทีเดียว.

อนึ่ง บาตรมีสีเหมือนแก้วมณีอันเป็นที่ตั้งแห่งโลภะ เป็นอสัปปายะ เหมือนนัยที่กล่าวไว้ในเรื่องของจีวรนั้นแหละ. ก็บาตรที่ได้มาด้วยสามารถแห่งการทายนิมิต (หมอดู) เป็นต้นก็ดี เมื่อเธอเสพบาตรใด อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมก็ดี บาตรนี้เป็นอสัปปายะโดยส่วนเดียว. บาตรนอกจากนี้ เป็นสัปปายะ.

ในการทรงบาตรนี้ ชื่อว่าเป็นสัปปายสัมปชัญญะ ด้วยสามารถแห่งสัปปายะนั้นๆ. และพึงทราบว่า เป็นโคจรสัมปชัญญะ โดยไม่เว้นจากกรรมฐานเหมือนกันคือ

ขึ้นชื่อว่า ตัวตน (อัตตา) อะไรในภายใน ถืออยู่ซึ่งบาตร หามีไม่. ด้วยว่า การถือบาตรย่อมมีได้ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปแห่งวาโยธาตุ อันเป็นการกระทำของจิตมีประการตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.

ในฐานะเช่นนี้ แม้บาตรก็ไม่มีเจตนา แม้มือก็ไม่มีเจตนา. บาตรย่อมไม่รู้ว่า เราถูกมือถือเอาไว้แล้ว แม้มือเล่า ก็ย่อมไม่รู้ว่า บาตรอันเราถือไว้แล้ว ดังนี้ (เมื่อมีผู้ถามแทรกมาว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ใครเล่าเป็นผู้ถือและถืออะไร) ก็ธาตุทั้งหลายนั่นแหละ ย่อมถือหมู่ธาตุด้วยกัน ดุจการใช้คีมเหล็ก คีบบาตรที่ลนไฟ. พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะ ในข้อว่า การทรงบาตร นี้ ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาความเป็นไปดังพรรณนามาฉะนี้.

อีกอย่างหนึ่ง บุรุษผู้เปี่ยมด้วยความกรุณา เห็นคนอนาถามีมือและเท้าอันขาดแล้ว มีน้ำเลือดน้ำหนองไหลออกมากับหมู่หนอน ที่ศาลาคนอนาถาอันเกลื่อนกล่นแล้วด้วยแมลงวันหัวเขียว จึงน้อมไป (ส่ง) ซึ่งวัตถุทั้งหลายมีผ้าสำหรับพันแผลและยาสำหรับรักษา ด้วยกระเบื้อง (ภาชนะใส่ของ) เพื่อชนอนาถาเหล่านั้น. ในสิ่งของเหล่านั้น บางคนย่อมได้ผ้าพันแผลเนื้อละเอียด บางคนได้เนื้อหยาบ แม้กระเบื้องใส่เภสัชก็เหมือนกัน บางคนได้ของดี บางคนได้ของเลว เขาเหล่านั้นย่อมไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ด้วยว่า ความต้องการของเขาด้วยผ้าเพียงปกปิดแผลเท่านั้น และด้วยกระเบื้องก็เพียงเป็นเครื่องรองรับเภสัชนั่นแหละฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นนั่นแหละ ภิกษุใดย่อมกำหนด (พิจารณา) จีวรดุจผ้าพันแผล และกำหนดพิจารณาบาตรดุจกระเบื้องเพื่อใส่เภสัช และกำหนดพิจารณาภิกษาอันได้แล้วในบาตรดุจเภสัชในกระเบื้อง. ภิกษุนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นผู้มีปกติทำสัมปชัญญะอันอุดมด้วยอสัมโมหสัมปชัญญะในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตรและจีวรแล.

พึงทราบวินิจฉัย ในคำว่า อสิเต เป็นอาทิ.

คำว่า อสิเต ได้แก่ ในการกินอาหาร คือก้อนข้าวที่ตกไปในบาตรเป็นต้น (อาหารบิณฑบาต).

คำว่า ปีเต ได้แก่ การดื่ม มีข้าวยาคูเป็นต้น.

คำว่า ขายิเต ได้แก่ การกัดเคี้ยวอาหารแข็งอันทำด้วยแป้งเป็นต้น.

คำว่า สายิเต ได้แก่ การเลียลิ้มรสน้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้น.

ในการกินอาหารเป็นต้นนั้น ประโยชน์แม้ทั้ง ๘ อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัยว่า เราจักไม่กินเพื่อเล่นเป็นต้น ชื่อว่าประโยชน์. และพึงทราบสาตถกสัมปชัญญะ ด้วยสามารถแห่งการกินอันเป็นประโยชน์นั้น.

ก็บรรดาอาหารทั้งหลายอันเลว อันประณีต มีรสขม รสหวานเป็นต้น ภิกษุใดไม่มีความผาสุก ด้วยอาหารชนิดใด อาหารนั้นจัดเป็นอสัปปายะแก่เธอ. อนึ่ง อาหารใดที่เธอได้มาด้วยสามารถแห่งการทายนิมิต (หมอดู) เป็นต้นก็ดี ภิกษุฉันอาหารใดอยู่ อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเกิด กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไปก็ดี อาหารนั้นๆ เป็น อสัปปายะโดยแท้ๆ อาหารตรงกันข้ามกับที่กล่าวมา เป็นสัปปายะ. ในที่นี้ พึงทราบว่า เป็นสัปปายสัมปชัญญะ ด้วยสามารถแห่งการกินอาหารอันเป็นสัปปายะนั้นๆ และพึงทราบว่าเป็น โคจรสัมปชัญญะ ด้วยสามารถแห่งการไม่เว้นจากกรรมฐาน คือ

ชื่อว่า ตัวตนอะไรๆ (อัตตา) ภายในบริโภคอาหารอยู่หามีไม่ ด้วยว่า ชื่อว่า การจับบาตรย่อมมีเพราะการแผ่ไปแห่งวาโยธาตุอันเป็นการกระทำของจิต. ชื่อว่า การหยั่งมือลงในบาตร ย่อมมี เพราะการแผ่ไปของวาโยธาตุอันเป็นการกระทำของจิตนั่นแหละ. การทำคำข้าว การยกคำข้าวเข้าปาก การเปิดปาก ก็ย่อมมีเพราะการแผ่ไปของวาโยธาตุอันเป็นการกระทำของจิต. มิได้มีใครเปิดขากรรไกรด้วยกุญแจ หรือด้วยเครื่องยนต์อะไรๆ เพราะการแผ่ไปของวาโยธาตุอันมีจิตเป็นสมุฏฐานนั่นแหละ จึงวางคำข้าวในปากได้ จากนั้น ฟันเบื้องบนก็ทำหน้าที่ให้สำเร็จดุจสาก ฟันเบื้องล่างก็ยังหน้าที่ให้สำเร็จดุจครก ทั้งลิ้นก็ทำหน้าที่ให้สำเร็จได้ดังมือ. น้ำลายใสที่ปลายลิ้นน้ำลายข้นที่โคนลิ้น ย่อมคลุกเคล้ากับอาหารในที่นั้นๆ ด้วยประการฉะนี้ คำข้าวนั้นจึงเป็นไปในครก คือฟันเบื้องล่าง เปียกชุ่มด้วยน้ำลาย แหลกละเอียดแล้วด้วยสากคือฟันเบื้องบน ชื่อว่าใครๆ ใส่คำข้าวไปภายในด้วยช้อนหรือทัพพีหามีไม่. วาโยธาตุเท่านั้นย่อมให้อาหารเข้าไปภายใน ชื่อว่าใครๆ ให้คำข้าวที่เข้าไปแล้วๆ ให้ทรงอยู่ กระทำให้เคลื่อนไปสู่ความเป็นกากก็ไม่มี คำข้าวนั้นย่อมตั้งอยู่ได้ด้วยสามารถแห่งวาโยธาตุเท่านั้น. ใครๆ ชื่อว่าทำเตาก่อไฟหุงข้าวอยู่อย่างนั้นก็ไม่มี เตโชธาตุนั่นแหละย่อมยังอาหารนั้นๆ ให้สุกอยู่. ชื่อว่าใครๆ นำอาหารที่สุกแล้วๆ ออกไปด้วยท่อนไม้หรือปลายไม้เท้าก็ไม่มี. วาโยธาตุนั้นแหละย่อมนำออกไป ด้วยประการฉะนี้ จึงกล่าวได้ว่า

วาโยธาตุย่อมนำอาหารนั้นให้เข้าไปภายใน ทั้งไม่ให้เข้าไปก็ได้ ย่อมทรงอาหารนั้นไว้ ย่อมให้เคลื่อนไหว ย่อมขยี้ ย่อมให้แห้งและย่อมนำออกไปภายนอก.

ปฐวีธาตุ ย่อมช่วยให้อาหารทรงอยู่ ย่อมให้เปลี่ยนแปลง ย่อมให้แหลก ย่อมให้แห้ง ย่อมนำออก.

อาโปธาตุ ย่อมทำอาหารให้เป็นยาง ย่อมทำให้เปียกชุ่ม ย่อมรักษาอาหารนั้น.

เตโชธาตุ ย่อมให้อาหารที่เข้าไปภายในสุก.

อากาศธาตุ ย่อมเป็นทางแห่งอาหารลงไป.

วิญญาณธาตุ อาศัยประกอบความเพียรโดยชอบในที่นั้นๆ แล้วบริโภคอาหารดังนี้.

ในข้อว่า การกิน เป็นต้นนี้ พึงทราบว่า ชื่อว่าอสัมโมหสัมปชัญญะ ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาความเป็นไปอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ในที่นี้ พึงทราบว่า ชื่อว่า อสัมโมหสัมปชัญญะ แม้โดยความพิจารณาความเป็นของปฏิกูล ๑๐ อย่าง คือ

๑. โดยการเดินไป

๒. โดยการแสวงหา

๓. โดยการบริโภค

๔. โดยการที่อาศัย (อาหารที่เข้าไปในนั้นย่อมเปื้อนด้วยของ ๔ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งคือเปื้อนด้วยน้ำดีบ้าง ด้วยเสมหะบ้าง ด้วยน้ำเหลืองบ้าง ด้วยเลือดบ้าง มิได้เว้นใครเลยสักคนเดียว)

๕. โดยความสั่งสม (กระเพาะอาหาร คือเมื่อเปื้อนด้วยของ ๔ อย่างแล้วก็ลงไปพักอยู่ที่กระเพาะอาหาร อันเป็นดุจหลุมมูตร คูถ)

๖. โดยความเป็นของยังไม่ย่อย

๗. โดยความเป็นของที่ย่อยแล้ว

๘. โดยความเป็นผล (หมายถึงอาหารที่ย่อยแล้ว ก็ผลิตผลไปเป็นผม ขนเป็นต้น ส่วนที่ย่อยไม่ดีก็ก่อให้เกิดโรคนับด้วยร้อยชนิด)

๙. โดยความไหลออก

๑๐. โดยความเปรอะเปื้อน.

ส่วนถ้อยคำพิสดารในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบและศึกษาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งว่าโดยนิทเทสแห่งอาหารปฏิกูลสัญญาเถิด.

พึงทราบวินิจฉัยใน อุจฺจารปสฺสาวกมฺเม ต่อไป.

คำว่า อุจฺจารปสฺสาวกมฺเม ได้แก่ ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ.

ในที่นี้ เมื่อบุคคลใดไม่ทำการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะในเวลาที่ควรแล้ว เหงื่อทั้งหลายย่อมไหลออกจากสรีระ ตาทั้งสองย่อมมืดมัว จิตย่อมไม่ตั้งมั่น โรคต่างๆ ย่อมเกิดขึ้น. แต่เมื่อทำการถ่ายตามปกติแล้ว เหตุทั้งปวงนั้น ย่อมไม่เกิดขึ้น ดังนี้. นี้ชื่อว่าเป็นประโยชน์ ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ. พึงทราบว่า ชื่อว่าเป็นสาตถกสัมปชัญญะ ด้วยสามารถแห่งการถ่ายอุจจาระปัสสาวะนั้น.

อนึ่ง เมื่อทำการถ่ายอุจจาระปัสสาวะในที่อันไม่ควร ย่อมต้องโทษทางพระวินัย ย่อมเสื่อมจากยศ (คือชื่อเสียง) ย่อมเป็นอันตรายต่อชีวิตก็ได้. เมื่อทำการถ่ายในที่อันควร เหตุทั้งหมดเหล่านั้น ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ข้อนี้จึงชื่อว่าเป็นสัปปายะ.

ในข้อว่า อุจฺจารปสฺสาวกมฺเม นี้ ชื่อว่าเป็นสัปปายสัมปชัญญะ ด้วยสามารถแห่งสัปปายะนั้น. พึงทราบว่า เป็นโคจรสัมปชัญญะ ด้วยสามารถแห่งการไม่เว้นจากกรรมฐานนั้นแหละ คือ

ชื่อว่า อัตตาไรๆ ในภายในกระทำการถ่ายอุจจาระปัสสสาวะอยู่หามีไม่. ก็เพราะการแผ่ไปแห่งวาโยธาตุอันมีจิตเป็นสมุฏฐานนั่นแหละ การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ จึงมีได้. เหมือนอย่างว่า ครั้นเมื่อหัวฝีสุกงอมแล้ว เพราะการแตกไปแห่งหัวฝีนั้น หนองและเลือดจึงไหลออก โดยที่มิต้องประสงค์จะให้มันออก มันก็ออกฉันใด หรือเหมือนอย่างว่า น้ำย่อมไหลออกจากภาชนะของน้ำอันบุคคลเทให้ล้นแล้ว โดยมิประสงค์จะให้น้ำนั้นออกฉันใด

อุจจาระในกระเพาะอาหาร หรือปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะ ก็ฉันนั้น อุจจาระและปัสสาวะอันสะสมไว้แล้ว ถูกเบียดเบียน ด้วยกำลังแห่งลมในกระเพาะ ก็ย่อมออกไป แม้มิพึงประสงค์จะให้ออกก็ตามที มันย่อมออกไปด้วยอำนาจของวาโยธาตุ. ก็อุจจาระปัสสาวะนี้นั้น หาใช่เป็นของภิกษุนั้นไม่ทั้งมิใช่ของใครอื่น. อุจจาระปัสสาวะนั้นเป็นของปฏิกูลที่หลั่งไหลออกจากสรีระตามธรรมดาเท่านั้น. เปรียบเหมือนอะไรเล่า เหมือนบุคคลเทน้ำเก่าจากหม้อน้ำ น้ำเก่านั้นก็มิใช่เป็นของหม้อน้ำนั้น ทั้งมิใช่เป็นของใครอื่น สักว่าเป็นการดำเนินไปตามเหตุปัจจัยฉันใด ในข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นอสัมโมหสัมปชัญญะด้วยสามารถแห่งการใคร่ครวญตามความเป็นไปฉันนั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า คเต เป็นอาทิ.

คำว่า คเต ได้แก่ ในการเดิน.

คำว่า ฐิเต ได้แก่ ในการยืน.

คำว่า นิสินฺเน ได้แก่ ในการนั่ง.

คำว่า สุตฺเต ได้แก่ ในการนอน. (คำว่า สุตฺเต ซึ่งแปลว่าในการหลับนี้ ในที่นี้ท่านอธิบายว่า ได้แก่ในการนอน ท่านใช้คำว่า สยเน).

ในการเดินเป็นต้นนั้น บัณฑิตพึงทราบการทำสัมปชัญญะ ด้วยนัยที่กล่าวไว้ในการก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น.

อีกนัยหนึ่ง พึงทราบในการเดินเป็นต้นต่อไป ดังนี้.

ความย่อว่า ภิกษุ ๒ รูป รูปหนึ่ง เมื่อเธอเดินไป ก็คิดอย่างอื่น ตรึกอยู่อย่างอื่นไปอยู่ โดยทำนองเดียวกัน เมื่อยืนก็ดี เมื่อนั่งก็ดี เมื่อนอนก็ดี ก็คิดอย่างอื่น ตรึกถึงอย่างอื่น ย่อมยืนอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่อย่างนั้น. ส่วนภิกษุอีกรูปหนึ่งไม่สละกรรมฐานเลย ทั้งเดิน ทั้งยืน ทั้งนั่ง ทั้งนอน. แต่อาจารย์บางพวกอธิบายว่า กรรมฐานยังมิได้ปรากฏด้วยการจงกรมมีประมาณเพียงเท่านี้.

จริงอยู่ ภิกษุใดก้าวลงสู่ที่จงกรม ก้าวไปจนถึงที่สุดแห่งการจงกรมก็กำหนดกรรมฐานว่า

รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายอันเป็นไปในที่สุดแห่งการจงกรมทางด้านทิศตะวันออก ย่อมดับไปก่อนๆ ที่จะถึงที่อันเป็นที่สุดแห่งการจงกรมทิศตะวันตกทีเดียว. รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลาย แม้เป็นไปในที่สุดแห่งการจงกรมด้านทิศตะวันตก ก็ย่อมดับไปก่อนๆ ที่จะถึงที่สุดแห่งที่เป็นที่จงกรมทางด้านทิศตะวันออกนั่นแหละ. รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายอันเป็นไปในท่ามกลางอันเป็นไปในท่ามกลางที่อันเป็นที่จงกรม ก็ย่อมดับไปก่อน ไม่ทันถึงที่สุดทั้งสอง (ทั้งข้างหน้าข้างหลัง) ย่อมดับไปในท่ามกลางที่อันเป็นที่จงกรมนั่นแหละ. รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายอันเป็นไปในการก้าว ย่อมดับไปในการก้าวนั่นแหละ ไม่ทันถึงการยืน. รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายอันเป็นไปในการยืนเล่า ก็ดับไปในการยืนนั่นแหละไม่ทันถึงการนั่ง ฯลฯ ย่อมดับไปในการนั่งนั่นแหละ ไม่ทันถึงการนอน ดังนี้ เมื่อเธอกำหนดอยู่ กำหนดอยู่อย่างนี้นั่นแหละ จิตย่อมหยั่งลงสู่ภวังค์.

-----------------------------------------------------

อุฏฺฐหนฺโต กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวาว อุฏฺฐาติ. อยํ ภิกฺขุ คตาทีสุ

สมฺปชานการี นาม โหตีติ.

เมื่อให้กรรมฐานตั้งขึ้นแล้วก็ถือเอากรรมฐานนั่นแหละให้ตั้งอยู่ต่อไป.

ภิกษุนี้ชื่อว่าผู้มีปกติทำสัมปชัญญะในข้อว่า ในการเดิน เป็นต้น.

-------------------------

เมื่อจะลุกออกไป ก็ถือเอากรรมฐานนั้นแหละแล้วลุกออกไป.

ภิกษุนี้ชื่อว่าผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติ ในคำว่า ในการเดิน เป็นต้น.

-----------------------------------------------------

ส่วนกรรมฐานในการหลับ มิได้แจ่มแจ้งอย่างนี้ กรรมฐานอันมิแจ่มแจ้ง ภิกษุไม่ควรกระทำ. เพราะฉะนั้น ภิกษุใดย่อมสามารถเพียงใด ก็กำหนดก้าวไปเพียงนั้น กำหนดยืนอยู่แล้ว นั่งแล้วเพียงนั้น เมื่อนอน กำหนดอย่างนี้แล้วจึงนอน คือ

กายก็ไม่มีเจตนา เตียงก็ไม่มีเจตนา. กายย่อมไม่รู้ว่า เรานอนบนเตียง. แม้เตียงเล่าก็ย่อมไม่รู้ว่า กายอันเรานอนแล้ว ดังนี้ เมื่อกำหนดอย่างนี้ว่า กายไม่มีเจตนา นอนแล้วบนเตียงอันไม่มีเจตนา ดังนี้ กำหนดอยู่บ่อยๆ จิตย่อมหยั่งลงสู่ภวังค์. เมื่อตื่นก็ถือเอากรรมฐานนั่นแหละ ย่อมตื่นอยู่. ภิกษุนี้ชื่อว่ามีปกติทำสัมปชัญญะในการนอน (ในการหลับ) ดังนี้.

คำว่า ชาคริเต แปลว่า ในการตื่น. ในข้อนี้ เมื่อภวังคจิต (ในการหลับ) ยังเป็นไปอยู่ ชื่อว่าการตื่นย่อมไม่มี ภิกษุกำหนดว่า เมื่อจิตควรแก่การทำงานเป็นไปอยู่ ชื่อว่า การตื่นย่อมมี ดังนี้ ชื่อว่ามีปกติทำสัมปชัญญะในการตื่น. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุแบ่งกลางคืนและกลางวันออกเป็น ๖ ส่วน แม้เอาใจใส่อยู่ ๕ ส่วน ก็ชื่อว่ามีปกติทำสัมปชัญญะในการตื่น.

คำว่า ภาสิเต แปลว่า ในการพูด. ในข้อนี้ เมื่ออุปาทายรูป คือสัททายตนะ ไม่มีอยู่ ชื่อว่าการพูดยังไม่มี ภิกษุกำหนดสัททายตนะซึ่งเป็นไปอยู่ ชื่อว่ามีปกติทำสัมปชัญญะในการพูด. ภิกษุแสดงธรรมโดยวิมุตตายตนสีสะอยู่ก็ดี กล่าวกถาอันอาศัยเรื่องกถาวัตถุ ๑๐ อย่าง เพื่อละติรัจฉานกถา ๓๒ อย่างก็ดี ชื่อว่ามีปกติทำสัมปชัญญะในการพูด.

คำว่า ตุณฺหีภาเว ได้แก่ การนิ่ง การไม่พูด. ในข้อนี้ เมื่ออุปาทายรูป คือสัททายตนะยังเป็นไปอยู่ ชื่อว่าความเป็นผู้นิ่งก็มิได้มี. ภิกษุไม่กำหนดความเป็นไปแห่งสัททายตนะนั้น ชื่อว่ามีปกติทำสัมปชัญญะในความเป็นผู้นิ่ง. ในบรรดาอารมณ์กรรมฐาน ๓๘ ประการนั้น (เว้นอากาศและอาโลกกสิณ) ภิกษุถือเอากรรมฐานตามความพอใจ นั่งอยู่ก็ดี เข้าทุติยฌานก็ดี ชื่อว่า เป็นผู้มีปกติทำสัมปชัญญะในความเป็นผู้นิ่ง.

อนึ่ง ในนิทเทสแห่งฌานวิภังค์นี้ อิริยาบถหนึ่งมาแล้วในฐานทั้งสอง (ท่านแสดงไว้ ๒ อย่าง) คือ

ในข้อว่า อภิกฺกนฺเต (การก้าวไปข้างหน้า) ปฏิกฺกนฺเต (การถอยกลับมาข้างหลัง) ที่กล่าวไว้ก่อนนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายเอาภิกษุผู้เดินทางไปสู่บ้านเพื่อภิกขาจาร และทั้งการเดินกลับมาด้วยสามารถแห่งการเดินทางไกล. ส่วนในข้อว่า คเต (ในการเดิน) ฐิเต (ในการยืน) นิสินฺเน (ในการนั่ง) พึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอิริยาบถ ๔ คือ ในการก้าวเท้าไปเล็กๆ น้อยๆ ในวิหาร.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า กตมา สติ (แปลว่า สติเป็นไฉน) เป็นต้น มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงประโยชน์อะไร ด้วยคำว่า โส วิวิตฺตํ (แปลว่า ภิกษุนั้นอาศัยเสนาสนะอันสงัด).

ตอบว่า ย่อมทรงแสดงเสนาสนะอันเป็นสัปปายะ อันเป็นวิถีแห่งการประกอบความเพียร อันเป็นที่เข้าไปนั่งของภิกษุนั้น.

จริงอยู่ คุณทั้งหลายมีประมาณเท่านี้ของภิกษุใดมีอยู่ในภายใน ภิกษุนั้นสมควรอยู่ป่า. แต่ถ้าคุณเหล่านั้นไม่มีแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้นก็ไม่ควรอยู่ป่า เพราะว่าการอยู่ป่าของภิกษุเห็นปานนี้ ย่อมเป็นเช่นกับการอยู่ในดงของสัตว์ร้ายทั้งหลาย มีลิงดำ หมี เสือดาวและเสือเหลืองเป็นต้น.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะความที่ภิกษุนั้น เข้าไปอาศัยอยู่ตามความปรารถนา.

ด้วยว่า ประโยชน์ไรๆ อันมีการอยู่ป่าเป็นเหตุของภิกษุนั้นไม่มี เธอย่อมประทุษร้ายการอยู่ป่าด้วย และประทุษร้ายป่าทั้งหลายด้วย ทั้งย่อมยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนา.

ส่วนภิกษุใดมีคุณมีประมาณเท่านี้ในภายใน ภิกษุนั้นสมควรอยู่ป่า. เพราะว่าภิกษุนั้นอาศัยการอยู่ป่า เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วถือเอาพระอรหัต ย่อมปรินิพพาน ชื่อว่าย่อมทำป่าทั้งสิ้นให้งาม ย่อมทำศีรษะแห่งป่าทั้งหลายให้สะอาด ย่อมทำคำสั่งสอนของพระชินเจ้าทั้งสิ้นให้แผ่ออกไป เพราะฉะนั้น พระศาสดา เมื่อทรงแสดงเสนาสนะอันเป็นสัปปายะ อันเป็นวิถีแห่งความเพียรอันเป็นที่เข้าไปนั่งของภิกษุเห็นปานนี้ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า โส วิวิตฺตํ เสนาสนํ ภชติ ดังนี้ (แปลว่า ภิกษุนั้นอาศัยเสนาสนะอันสงัด).

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า วิวิตฺตํ ได้แก่ เป็นเสนาสนะว่างเปล่า มีเสียงน้อยคือมีเสียงกึกก้องน้อย ก็เพื่อแสดงเนื้อความนั้นนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตญฺจ อนากิณฺณํ เป็นอาทิ.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อนากิณฺณํ ได้แก่ ไม่เกลื่อนกล่นแล้ว คือไม่ถูกเบียดเบียน. ในที่นี้การอาศัยภูเขา อาศัยป่า อาศัยแม่น้ำโดยรอบประมาณคาวุตหนึ่งก็ดี กึ่งโยชน์ก็ดีแห่งเสนาสนะใด ทั้งใครๆ ไม่สามารถเพื่อเข้าไปในเวลาอันไม่สมควร เสนาสนะนี้ ชื่อว่าไม่เกลื่อนกล่นแล้วแม้ในที่ใกล้. เสนาสนะใดห่างไกลมีประมาณกึ่งโยชน์ หรือประมาณหนึ่งโยชน์ เสนาสนะนี้ ชื่อว่าไม่เกลื่อนกล่นแล้วในที่ไกล.

ภิกษุย่อมนอนและย่อมนั่ง ในที่นี้ เพราะเหตุนั้น ที่นี้จึงชื่อว่าเสนาสนะของภิกษุ. เพื่อแสดงประเภทแห่งเสนาสนะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า มญฺโจ (เตียง) ปีฐํ (ตั่ง) เป็นอาทิ.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า มญฺโจ ได้แก่ เตียง ๔ ชนิด คือ

๑. เตียงมีแม่แคร่สอดเข้าในขา

๒. เตียงมีแม่แคร่เนื่องเป็นอันเดียวกับขา

๓. เตียงมีขาเหมือนก้ามปู

๔. เตียงมีขาจดแม่แคร่ซึ่งถอดออกได้

ตั่งก็เหมือนกัน. คำว่า ภิสี ได้แก่ ที่นอน ๕ ชนิด คือ

๑. ที่นอนทำด้วยขนสัตว์

๒. ที่นอนทำด้วยท่อนผ้า

๓. ที่นอนทำด้วยเปลือกไม้

๔. ที่นอนทำด้วยใบไม้

๕. ที่นอนทำด้วยหญ้า

หมอนหนุนศีรษะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เสนาสนะ คือหมอน. หมอนนั้น ว่าโดยส่วนกว้างมีประมาณหนึ่งคืบสี่นิ้ว สมควร. โดยส่วนยาวประมาณสมควรแก่ความกว้างของเตียง.

คำว่า วิหาโร (แปลว่า เสนาสนะคือวิหาร) ได้แก่ เสนาสนะที่ท่านแสดงไว้ คือเสนาสนะที่เป็นที่พักในเวลากลางวันและที่พักในเวลากลางคืน อันเป็นสถานที่รอบๆ บริเวณ.

คำว่า อฑฺฒโยโค (แปลว่า เสนาสนะคือเพิง) ได้แก่ เรือนมีรูปโค้งดังครุฑ.

คำว่า ปาสาโท (แปลว่า เสนาสนะคือปราสาท) ได้แก่ ปราสาทยาวที่เขาทำเป็น ๒ ยอด (หรือ ๒ ช่อฟ้า).

คำว่า อฏฺโฏ (เสนาสนะคือป้อม) ได้แก่ ที่พักอยู่พิเศษ มี ๔-๕ ชั้น มีฝาหนาที่เขาก่อด้วยอิฐ เพื่อป้องกันศัตรูมีพระราชาผู้เป็นปรปักษ์กันเป็นต้น.

คำว่า มาโฬ (เสนาสนะคือโรง) ได้แก่ โรงมีรูปกลม เช่นกับโรงฉันอาหาร.

ในอรรถกถาพระวินัย ท่านกล่าวว่า เป็นปราสาทสี่เหลี่ยม สงเคราะห์เข้าในปราสาทมียอดเดียว.

คำว่า เลนํ (เสนาสนะคือที่เร้น) ได้แก่ เสนาสนะที่เขาขุดภูเขากระทำ หรือเสนาสนะที่ทำกระท่อมในที่บางส่วนแห่งเงื้อมเขา.

คำว่า คุหา (เสนาสนะคือถ้ำ) ได้แก่ ในรอยแยกแห่งแผ่นดิน หรือในที่ใดสมควรตามประทีปไว้ทั้งกลางคืนและกลางวัน ในที่นั้น ชื่อว่าถ้ำแห่งภูเขา หรือถ้ำแห่งแผ่นดิน.

คำว่า รุกฺขมูลํ (เสนาสนะคือโคนไม้) ได้แก่ ภายใต้ต้นไม้ที่เขาล้อมรั้ว.

คำว่า เวฬุคุมฺโพ (เสนาสนะคือพุ่มไม้) ได้แก่ กอไม้ไผ่.

ก็หรือว่า เตียงเป็นต้นที่ตั้งไว้โดยหวังว่าภิกษุจะมา หรือในที่ใดพวกภิกษุย่อมประชุมกัน หรือที่ใดเป็นที่ควรประชุมของภิกษุเหล่านั้น ที่ทั้งหมดนั้นก็จัดเป็นเสนาสนะ.

คำว่า ภชติ ได้แก่ เข้าถึงอยู่.

ในข้อว่า สมฺภชติ นั้นได้แก่ เป็นผู้ไม่เดือดร้อนด้วยอำนาจแห่งความยินดียิ่ง จึงชื่อว่าเข้าถึงอยู่ด้วยดี.

บทว่า เสวติ ได้แก่ ย่อมเสพด้วยสามารถแห่งการอยู่อาศัย.

บทว่า นิเสวติ ได้แก่ ไม่เป็นผู้เดือดร้อน เข้าอาศัยอยู่แล้ว ชื่อว่าเสพอยู่.

บทว่า สํเสวติ ได้แก่ เมื่อยังเสนาสนวัตรให้ถึงพร้อม ชื่อว่าเสพอยู่โดยชอบ.

บัดนี้ เพื่อแสดงประเภทแห่งบทว่า วิวิตฺตํ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเริ่มคำว่า อรญฺญรุกฺขมูเล เป็นอาทิ.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อรญฺญํ ดังต่อไปนี้.

ว่าโดยปริยายแห่งพระวินัยก่อน คำว่า ป่า ท่านหมายเอาสถานที่เว้นจากบ้านและอุปจาระแห่งบ้าน ที่เหลือเรียกว่าป่า. โดยปริยายแห่งพระสูตร คำว่า ป่า ได้แก่ ป่าที่ภิกษุอาศัยอยู่ คือเป็นเสนาสนะอันอยู่ห่างจากบ้านประมาณ ๕๐๐ ธนู ชื่อว่าป่า.

ก็พระวินัยและพระสูตรแม้ทั้งสอง ชื่อว่าปริยายเทศนา (คือป่าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยอ้อม). ส่วนพระอภิธรรม ชื่อว่านิปปริยายเทสนา (คือป่าที่ทรงแสดงโดยตรง). เพื่อแสดงป่าโดยปริยายแห่งพระอภิธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า นิกฺขมิตฺวา พหิ อินฺทขีลํ ดังนี้. อธิบายว่า บริเวณนอกจากเสาเขื่อน ชื่อว่าป่า.

อนึ่ง บรรดาเสนาสนะทั้งหลายมีโคนไม้เป็นต้น ชื่อว่าโคนไม้ เพราะเป็นสิ่งที่บุคคลรู้ได้โดยง่ายตามธรรมดา (ด้วยเหตุนั้น) จึงตรัสว่า รุกฺขมูลํ เป็นอาทิ. คำว่า ปพฺพตํ คือ ภูเขา.

จริงอยู่ ในข้อนี้ เมื่อภิกษุทำกิจด้วยน้ำในสระตระพังหินเสร็จแล้ว นั่งพักอยู่ที่เงาไม้อันเย็น กระทบลมเย็นซึ่งพัดมาจากทิศต่างๆ อยู่ จิตของเธอย่อมสงบ. วินิจฉัยในคำว่า กนฺทรํ น้ำ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า กํ.

ถามว่า ประเทศแห่งภูเขานั้น แยกออกไปด้วยอะไร.

ตอบว่า แยกออกไปด้วยน้ำ.

อาจารย์บางพวกย่อมกล่าวว่า ที่นั้นเป็นที่ลาดบ้าง ว่าเป็นแอ่งน้ำบ้าง.

จริงอยู่ ในที่นั้นมีเมล็ดทรายเช่นกับแผ่นเงิน ป่าชัฏนั้นเป็นเช่นกับเพดานอันสำเร็จแล้วด้วยแก้วมณี. ภิกษุก้าวลงสู่รอยแยกเห็นปานนี้ ดื่มน้ำที่ควรดื่ม ทำตัวให้เย็นสบาย ทำกองทรายให้สูงขึ้น จัดแจงผ้าบังสุกุลจีวรแล้วนั่งทำสมณธรรมอยู่ จิตของเธอย่อมสงบ.

คำว่า คิริคุหํ (แปลว่า ถ้ำในระหว่างภูเขา) คือ ถ้ำในระหว่างแห่งภูเขาทั้งสอง หรือว่าในภูเขาหนึ่งมีช่องใหญ่เช่นกับอุโมงค์. ลักษณะแห่งสุสาน ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในปกรณ์ชื่อวิสุทธิมรรค.

คำว่า วนปตฺถํ (ดง) ได้แก่ สถานที่นอกจากหมู่บ้าน มิใช่ที่ใกล้เคียงของพวกมนุษย์ คือในที่ไม่มีการไถ การหว่าน. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกชื่อเสนาสนะอันไกลนี้ว่า วนปตฺถํ เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง เพราะเสนาสนะมีโคนไม้เป็นต้น พระองค์ทรงแยกแสดงเสนาสนะอันไม่มีเสียงรบกวนนี้ไว้ต่างหาก ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงอธิบายคำนั้นตามลำดับแห่งบทที่พระองค์ทรงตั้งไว้ แต่ทรงอธิบายไว้ในภายหลังแห่งคำทั้งปวง ดังนี้.

คำว่า อพฺโภกาสํ (แปลว่า ที่แจ้ง) คือสถานที่ไม่มีที่กำบัง. ก็ภิกษุประสงค์ในที่เช่นนี้ ต้องทำให้เป็นเพิง ด้วยจีวรแล้วอยู่.

คำว่า ปลาลปุญฺชํ ได้แก่ กองฟาง.

จริงอยู่ ภิกษุดึงฟางออกจากกองฟางใหญ่แล้วทำให้เป็นที่อยู่ เช่นกับเงื้อมเขาและถ้ำ. แม้ภิกษุจะเอาฟางใส่ไว้บนพุ่มไม้เป็นต้นแล้วนั่งภายใต้กระทำสมณธรรมก็ได้. คำนี้ ท่านหมายเอาเสนาสนะ คือกองฟางนั้นแล.

ในวนปัตถนิทเทส (ในนิทเทสว่าด้วยดง) คำว่า สโลมหํสานํ ได้แก่ ในที่ใด เมื่อเข้าไปแล้ว ขนพองสยองเกล้าย่อมเกิดขึ้น ที่เห็นปานนี้ ชื่อว่าเสนาสนะประกอบด้วยความน่ากลัว.

คำว่า ปริยนฺตานํ ได้แก่ ชื่อว่าเสนาสนะ อันตั้งอยู่ปลายแดน เพราะเป็นเสนาสนะไกล.

คำว่า น มนุสฺสุปจารานํ ได้แก่ เสนาสนะตั้งอยู่เลยป่าไป คือไม่มีพวกมนุษย์ทำการไถและหว่าน.

คำว่า ทุรภิสมฺภวานํ ได้แก่ เสนาสนะที่บุคคลไม่อาจเพื่ออยู่อาศัยโดยความยินดีชอบใจในวิเวกได้.

ในนิทเทสแห่งอัปปสัททะเป็นต้น. คำว่า อปฺปสทฺทํ ได้แก่ มีเสียงน้อย (สถานที่ไม่มีเสียงรบกวน) โดยหมายถึงเสียงของคำพูด.

คำว่า อปฺปนิคฺโฆสํ ได้แก่ มีเสียงกึกก้องน้อย (ไม่มีเสียงอื้ออึง) โดยหมายถึงเสียงกึกก้องของชาวพระนคร. ก็เพราะศัพท์ทั้งสองแม้นี้ เป็นอย่างเดียวกันโดยอรรถแห่งศัพท์ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ยเทว ตํ อปฺปสทฺทํ ตเทว ตํ อปฺปนิคฺโฆสํ ดังนี้.

คำว่า วิชนวาตํ ได้แก่ เว้นจากลมแห่งสรีระแห่งชนผู้สัญจรมาในภายหลัง. พระบาลีว่า วิชนวาทํ ดังนี้ ก็มี. อธิบายว่า เว้นแล้วจากการกล่าวของชนผู้อยู่ภายใน. ก็เพราะเสนาสนะนั้นมีเสียงกึกก้องน้อยอันใด เสนาสนะนั้นนั่นแหละ เว้นแล้วจากการสัญจรของชนและจากวาทะของชน ฉะนั้นในนิทเทสของพระบาลีนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ยเทว ตํ อปฺปนิคฺโฆสํ ตเทว ตํ วิชนวาตํ ดังนี้.

คำว่า มนุสฺสราหเสยฺยกํ ได้แก่ เป็นที่ตั้งแห่งการทำความลับของพวกมนุษย์. ก็เพราะเหตุที่เสนาสนะนั้นเว้นจากการสัญจรของประชุมชน ด้วยเหตุนั้น ในนิทเทสแห่งพระบาลีนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ยเทว ตํ วิชนวาตํ ตเทว ตํ มนุสฺสราหเสยฺยกํ ดังนี้.

คำว่า ปฏิสลฺลานสารูปํ ได้แก่ เป็นเสนาสนะสมควรแก่วิเวก. เพราะเสนาสนะนั้นเป็นที่อาศัยทำความลับของพวกมนุษย์ โดยนิยมนั่นแหละมีอยู่ เพราะเหตุนั้น ในนิทเทสแห่งพระบาลีนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ยเทว ตํ มนุสฺสราหเสยฺยกํ ตเทว ตํ ปฏิสลฺลานสารูปํ ดังนี้.

เสนาสนะ คือป่า ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในนิทเทสแห่งคำว่า อรญฺญคตา เป็นต้นนั่นแหละ. เสนาสนะคือโคนไม้ก็เหมือนกัน. ส่วนเสนาสนะแม้ทั้งหมดที่เหลือสงเคราะห์ด้วยสุญญาคาร.

คำว่า ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา (แปลว่า นั่งคู้บัลลังก์) ได้แก่ การนั่งคู้ขาโดยรอบ.

คำว่า อุชุํ กายํ ปณิธาย ได้แก่ ตั้งสรีระท่อนบนให้ตรง คือยังที่ต่อแห่งที่ต่อในกระดูกสันหลัง ๑๘ ข้อ ให้เป็นไปตามลำดับ.

จริงอยู่ เมื่อภิกษุนั้นนั่งอย่างนี้ หนัง เนื้อและเอ็นทั้งหลาย ย่อมไม่โค้งงอ. ทีนั้นเวทนาอันใดของเธอที่พึงเกิดขึ้น เพราะการน้อมไปแห่งสิ่งเหล่านั้น ย่อมไม่เกิดขึ้น. เมื่อทุกขเวทนาเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น จิตของเธอย่อมเป็นธรรมชาติสงบ กรรมฐานย่อมไม่ตกไป ย่อมเจริญขึ้นคือย่อมเพิ่มขึ้น. ก็แม้คำว่า อุชุโก โหติ กาโย ฐิโต ปณิหิโต นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสหมายเอาเนื้อความนี้เหมือนกัน.

คำว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา แปลว่า ตั้งสติมุ่งหน้าต่อกรรมฐาน.

อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า กระทำสติในที่ใกล้ปาก ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สตินี้อันภิกษุเข้าไปตั้งไว้แล้ว ตั้งไว้ดีแล้วที่ปลายจมูก หรือว่า ที่นิมิตเหนือปาก.

ก็ในคำว่า มุขนิมิตฺตํ นี้ บัณฑิตพึงเห็นซึ่งประเทศในท่ามกลางแห่งริมฝีปากเบื้องบน คือว่าลมแห่งนาสิกย่อมกระทบในที่ใด. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ปริ ได้แก่ มีการกำหนดเป็นอรรถ. คำว่า มุขํ มีการนำออกไปเป็นอรรถ.

คำว่า สติ มีการตั้งมั่นเป็นอรรถ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปริมุขํ สตึ ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบในข้อนี้แม้โดยนัยที่กล่าวแล้วในปฏิสัมภิทาฉะนั้น. ความสังเขปพึงทราบในที่นี้ว่า ภิกษุสมควรกำหนดกระทำสติ.

อภิชฌานิทเทสมีอรรถตื้นทั้งนั้น แล.

พึงทราบการพรรณนาโดยย่อในอภิชฌานิทเทส ดังนี้.

ข้อว่า อภิชฌํ โลเก ปหาย (แปลว่า ละอภิชฌาในโลก) ได้แก่ โลก ชื่ออุปาทานขันธ์ ๕ เพราะอรรถว่ามีการเสื่อมและสลายไปเป็นธรรมดา. เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ พึงทราบเนื้อความดังนี้ว่า ท่านละราคะ ข่มกามฉันทะในอุปาทานขันธ์ ๕ แล้ว.

คำว่า วิคตาภิชฺเฌน (แปลว่าจิตที่ปราศจากอภิชฌา) ได้แก่ ชื่อว่ามีอภิชฌาไปปราศแล้ว เพราะละได้แล้วด้วยวิกขัมภนประหาณ. อธิบายว่า มีอภิชฌาไปปราศแล้ว เช่นกับด้วยจักขุวิญญาณ หามิได้.

คำว่า อภิชฺฌาย จิตตํ ปริโสเธติ (แปลว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา) ได้แก่ ย่อมเปลื้องจิตจากอภิชฌา. อธิบายว่า อภิชฌานั้นย่อมปล่อยซึ่งจิตนั้น ครั้นปล่อยแล้ว ย่อมไม่ถือเอาซึ่งจิตนั้นอีกโดยประการใด ภิกษุนั้นย่อมกระทำโดยประการนั้น. ในนิทเทสบททั้งหลาย พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า เมื่อเสพ ชื่อว่าย่อมชำระซึ่งจิตนั้น เมื่อเจริญ ชื่อว่าย่อมยังจิตให้หมดจด เมื่อกระทำให้มาก ชื่อว่าย่อมยังจิตให้บริสุทธิ์.

แม้ในคำว่า โมเจติ (แปลว่า ให้พ้น) เป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้แหละ แม้แห่งคำทั้งหลายมีคำว่า พยาปาทปโทสํ ปหาย (แปลว่า ละพยาบาทและประทุษร้าย) เป็นต้น.

จิตย่อมพยาบาท ย่อมละปกติภาวะด้วยธรรมชาตินี้ เช่นกับขนมกุมมาสบูดเป็นต้น เหตุนั้นธรรมชาตินี้จึงชื่อว่าพยาปาทะ.

จิตใดย่อมทำลาย หรือย่อมทำให้เสียหาย หรือย่อมพินาศไป เพราะถึงการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น จิตนั้นจึงชื่อว่าปโทสะ (คือประทุษร้าย).

คำทั้งสองนี้ เป็นชื่อของความโกรธโดยแท้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า โย พยาปาโท โส ปโทโส โย ปโทโส โส พยาปาโท (แปลว่า ความพยาบาทอันนั้น ชื่อว่าความประทุษร้าย ความประทุษร้ายอันนั้น ชื่อว่าความพยาบาท) ดังนี้ ก็เพราะศัพท์นี้ ท่านยกขึ้นแสดงแล้ว ด้วยสามารถแห่งการสงเคราะห์แก่สัตว์ทั้งปวง ฉะนั้น พระองค์จึงไม่ตรัสว่า สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี แต่ตรัสว่า อพฺยาปนฺนจิตฺโต เพียงเท่านี้.

ความป่วยแห่งจิต ชื่อว่าถีนะ. ความป่วยแห่งเจตสิก ชื่อว่ามิทธะ. ถีนะด้วย มิทธะด้วย เรียกว่าถีนมิทธะ.

สองบทว่า สนฺตา โหนฺติ (แปลว่า สงบ) ได้แก่ ธรรมทั้งสองคือถีนมิทธะเหล่านี้ ชื่อว่าสงบลงแล้ว เพราะความสงบลงด้วยนิโรธ. ในที่นี้ ท่านทำการแยกถ้อยคำไว้ โดยหมายเอาถีนมิทธะนี้.

คำว่า อาโลกสญฺญี (แปลว่า มีอาโลกสัญญา) ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยสัญญาอันบริสุทธิ์ ซึ่งมีนิวรณ์ไปปราศแล้ว เพื่อสามารถอันจำอาโลกะอันตนเห็นแล้วในเวลาราตรีบ้าง ในเวลากลางวันบ้าง.

คำว่า สโต สมฺปชาโน (แปลว่า มีสติสัมปชัญญะ) ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยสติและญาณ. ก็คำว่า จตฺตตฺตา (แปลว่า เพราะความที่ถีนมิทธะ ... อันภิกษุนั้นสละแล้ว) เป็นต้น ในนิทเทสบทแห่งอาโลกสัญญา ซึ่งปราศจากถีนมิทธะนั้น เป็นไวพจน์ของกันและกันทั้งนั้น.

ในคำว่า จตฺตตฺตา ได้แก่ เป็นเหตุของผู้สละแล้ว. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.

อนึ่ง ในคำว่า จตฺตตฺตา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยสามารถแห่งการสละโดยภาวะของตน.

คำว่า วนฺตตฺตา (แปลว่า คายแล้ว) นี้ ตรัสด้วยสามารถแห่งการแสดงโดยความเป็นผู้ไม่ยึดถือ.

คำว่า มุตฺตตฺตา (แปลว่า ปล่อยแล้ว) นี้ ตรัสด้วยอำนาจแห่งการหลุดพ้นจากการสืบต่อ.

คำว่า ปหีนตฺตา (แปลว่า ละแล้ว) นี้ ตรัสด้วยอำนาจแห่งความเป็นผู้ไม่มีที่เป็นที่ตั้งในที่ไหนๆ ของผู้หลุดพ้นแล้ว.

คำว่า ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา (แปลว่า สละคืนแล้ว) นี้ ตรัสด้วยอำนาจแห่งการแสดงถึงภิกษุผู้สละซึ่งเคยยึดถือมาในก่อน. คือชื่อว่าความเป็นผู้สละคืนแล้ว เพราะหลุดพ้น หรือเพราะครอบงำด้วยสามารถแห่งภาวนา.

คำว่า ปหีนปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา (แปลว่า ละแล้วสละคืนแล้ว) ได้แก่ การสละด้วยอำนาจแห่งการข่ม คือย่อมไม่ให้การสืบต่อเกิดขึ้นบ่อยๆ ฉันใด ชื่อว่า ปฏินิสฺสตฺตา ก็ฉันนั้น.

คำว่า อาโลกา โหติ (แปลว่า สว่าง) ได้แก่ มีรัศมีดี.

ชื่อว่า วิวฏา (เปิดเผย) เพราะอรรถว่าไม่มีเครื่องกั้น.

ชื่อว่าบริสุทธิ์ เพราะอรรถว่าไม่มีอุปกิเลส. ชื่อว่าผ่องแผ้ว เพราะอรรถว่าปภัสสร.

อาการอันไม่สงบ ชื่อว่าอุทธัจจะ ในบทว่า อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ นี้. ความประพฤติผิดในเพราะวัตถุ ชื่อว่ากุกกุจจะ เพราะความเป็นผู้ไม่ชี้ขาดหรือตัดสินในอารมณ์. แม้ในคำว่า สนฺตา โหนฺติ นี้ บัณฑิตพึงทราบความต่างกันแห่งวาทะโดยนัยก่อนนั่นแหละ.

คำว่า ติณฺณวิจิกิจฺโฉ (แปลว่า เป็นผู้ข้ามได้แล้วซึ่งวิจิกิจฉา) ได้แก่ ข้ามแล้ว ก้าวล่วงแล้วซึ่งวิจิกิจฉา ดำรงอยู่.

คำว่า ติณฺโณ แม้ในนิทเทสแห่งคำว่า ติณฺณวิจิกิจฺโฉ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสด้วยสามารถแห่งการแสดงถึงความไม่จมลงในวิจิกิจฉา.

คำว่า อุตฺติณฺโณ (แปลว่า ข้ามพ้นแล้ว ) นี้ ตรัสแล้วด้วยสามารถแห่งการแสดงถึงการก้าวล่วงวิจิกิจฉานั้น.

คำว่า นิตฺติณฺโณ (แปลว่า ข้ามออกแล้ว) นี้ ตรัสด้วยอำนาจแห่งภาวนา คือด้วยสามารถแห่งการแสดงความที่วิจิกิจฉานั้นอันตนข้ามแล้ว เพราะครอบงำอุปัททวะทั้งหลายได้แล้ว.

คำว่า ปารคโต (แปลว่า ถึงซึ่งฝั่ง) ได้แก่ ถึงฝั่งวิจิกิจฉา คือความไม่มีวิจิกิจฉา.

คำว่า ปารมนุปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงฝั่งนั้นนั่นแหละ ด้วยการประกอบความเพียรภาวนาเนืองๆ คือย่อมแสดงซึ่งความปฏิบัติมีผล อย่างนี้แก่ภิกษุ.

คำว่า อกถํกถี (แปลว่า ไม่มีความสงสัยอันเป็นไปทั่วแล้วอย่างนี้ว่า นี้อย่างไร นี้เป็นอย่างไร.

คำว่า กุสเลสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ ธรรมอันไม่มีโทษทั้งหลาย.

คำว่า น กงฺขติ ได้แก่ ไม่ยังความสงสัยให้เกิดขึ้นว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลหรือหนอ.

คำว่า น วิจิกิจฺฉติ (แปลว่า ไม่เคลือบแคลง) ได้แก่ ไม่ยาก ไม่ลำบาก เพื่อวินิจฉัยธรรมเหล่านั้นโดยสภาวะ.

คำว่า อกถํกถี โหติ (แปลว่า ไม่สงสัย) ได้แก่ เป็นผู้เว้นจากความสงสัยว่า กุศลธรรมเหล่านี้ เป็นอย่างไรหนอ.

คำว่า นิกฺกถํกโถ วิคตกถํกโถ (แปลว่า หมดความสงสัย) เป็นไวพจน์ของคำว่า เป็นผู้ไม่มีความสงสัย นั่นแหละ.

อนึ่ง บัณฑิตพึงทราบวจนัตถะในพระบาลีนั้นดังต่อไปนี้.

ภิกษุใดออกไปแล้วจากความสงสัย เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่ามีความสงสัยออกแล้ว (คือไม่มีความสงสัย).

ความสงสัยของภิกษุนั้นปราศไปแล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่ามีความสงสัยไปปราศแล้ว (คือปราศจากความสงสัย).

คำว่า อุปกิเลเส ได้แก่ อุปกิเลส. จริงอยู่ อุปกิเลสเหล่านั้นเข้าถึงจิตแล้ว จักยังจิตนั้นให้เศร้าหมอง ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อุปกิเลเส ดังนี้.

คำว่า ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ (แปลว่า ทำปัญญาให้ทราม) ได้แก่ เพราะนิวรณ์ ๕ เหล่านั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ให้เพื่ออันเกิดขึ้นแห่งปัญญาอันเป็นโลกิยะและปัญญาอันเป็นโลกุตตระซึ่งยังไม่เกิดขึ้น ทั้งเข้าไปตัดซึ่งสมาบัติ ๘ อภิญญา ๕ อันเกิดขึ้นแล้วให้ตกไป ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อุปกิเลสเหล่านี้ทำปัญญาให้ทราม ดังนี้. แม้คำว่า อนุปฺปนฺนา เจว ปญฺญา น อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺนา จ ปญฺญา นิรุชฺฌติ นี้ (แปลว่า ปัญญาอันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น และปัญญาอันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาเนื้อความที่กล่าวแล้วนี้เหมือนกัน. คำทั้งปวงที่เหลือในที่นี้ มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น เพราะมีอรรถดังเช่นที่ข้าพเจ้าประกาศแล้วในหนหลังในที่นั้นๆ แล.

คำใดที่ข้าพเจ้าพึงกล่าวในนิทเทสทั้งหลาย แม้มีคำ วิวิจฺเจว กาเมหิ (แปลว่า สงัดจากกามทั้งหลาย) เป็นต้น คำนั้น ข้าพเจ้าก็กล่าวแล้วในรูปาวจรนิทเทสในจิตตุปปาทกัณฑ์ในหนหลัง และในที่นั้นๆ ในนิทเทสนี้.

จริงอยู่ แม้ในนิทเทสแห่งทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานทั้งหลายนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในหนหลังว่า ฌานประกอบด้วยองค์ ๓ ฌานประกอบด้วยองค์ ๒ ฉันใด ในนิทเทสนี้มิได้ตรัสฉันนั้น บัณฑิตพึงทราบความต่างกันอย่างนี้ว่า ฌานนั้นๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นแสดงแล้ว โดยนัยมีคำว่า สัมปสาทะ (แปลว่า ความผ่องใส) ปีติ สุขและเอกัคคตาแห่งจิต ชื่อว่าฌาน เพราะถือเอาองค์ ๓ กับสัมปสาทะเป็นต้น โดยปริยายแห่งพระบาลีว่า อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทํ (แปลว่า ความผ่องใสเป็นไปในภายใน) เป็นต้น.

ก็ในบทนิทเทสว่า ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ คำทั้งหมดมีคำว่า อาจิกฺขนฺติ เทเสนฺติ เป็นต้น เป็นไวพจน์ของกันและกันโดยแท้. แม้เมื่อเป็นเช่นนั้นมีอยู่ บัณฑิตก็พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสบอกด้วยสามารถแห่งอุทเทส (คือหัวข้อที่ยกขึ้นแสดง) มีคำว่า อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารี (แปลว่า มีจิตเป็นอุเบกขา อยู่เป็นสุข) เป็นต้น ย่อมทรงแสดงด้วยสามารถแห่งนิทเทส (คือยกขึ้นชี้แจง) ย่อมทรงบัญญัติด้วยสามารถแห่งปฏินิทเทส (คือแสดงอย่างกว้างขวาง) ชื่อว่าย่อมแต่งตั้ง เพราะตั้งอรรถไว้โดยประการนั้นๆ เมื่อแสดงเหตุแห่งอรรถนั้นๆ ชื่อว่าย่อมเปิดเผย เมื่อแสดงซึ่งการจำแนกบทพยัญชนะ ชื่อว่าย่อมทรงจำแนก เมื่อนำมาซึ่งความที่บทแห่งพยัญชนะอันยังไม่เปิดเผย และความที่บทพยัญชนะนั้นมีอรรถอันลึกออกแล้ว ยังบทอันเป็นที่พึ่งแก่ญาณแห่งโสตะทั้งหลายให้เกิดขึ้นอยู่ ชื่อว่าย่อมกระทำให้ชัด เมื่อกำจัดความมืดในการไม่รู้ของโสตะทั้งหลายด้วยอาการเหล่านี้แม้ทั้งหมด ชื่อว่าย่อมทรงประกาศ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

แม้ในนิทเทสแห่งสมติกกมะ (แปลว่า เพราะการก้าวล่วง) ชื่อว่าก้าวล่วงแล้ว เพราะความเป็นผู้ออกแล้วจากธรรมนั้นๆ (หมายถึง องค์ฌานนั้น) ในที่นั้นๆ ชื่อว่าข้ามแล้ว เพราะบรรลุภูมิในเบื้องบน ชื่อว่าข้ามพ้นแล้ว เพราะความเป็นผู้ไม่เสื่อมจากฌานนั้น บัณฑิตพึงทราบความนี้ ดังพรรณนามาฉะนี้.

วรรณนาสุตตันตภาชนีย์ จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

อรรถกถา ๒