๒
อรรถกถาแปลไทย
อธิบายมาติกาหมวดหนึ่ง
บัดนี้ บัณฑิตพึงทราบนิทเทสวาระที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภไว้ในบทมาติกาที่ทรงตั้งไว้ในเอกกมาติกาเหล่านั้น โดยนัยว่า กตโม ชาติมโท (แปลว่า ความมัวเมาในชาติ เป็นไฉน?) เป็นต้น.
ว่าด้วยความมัวเมาในชาติเป็นต้น
คำว่า ชาตึ ปฏิจฺจ ได้แก่ เพราะอาศัยชาติ.
ก็ในเอกกมาติกานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ชื่อว่าการอาศัยมีอยู่ เพราะฉะนั้น พึงทราบเนื้อความในมาติกานี้ว่า ได้แก่ เมื่อชาติมีอยู่ ดังนี้. แม้ในคำว่า เพราะอาศัยโคตรเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
ชื่อว่ามัวเมา ด้วยสามารถแห่งความมัวเมา. อาการแห่งความมัวเมา คือกิริยาที่มัวเมา. ความเป็นแห่งกิริยาที่มัวเมา คือสภาพที่มัวเมา.
คำว่า ความถือตัว (มานะ) กิริยาที่ถือตัว (มญฺญนา) เป็นต้น มีเนื้อความดังที่กล่าวไว้ในอรรถกถาแห่งธัมมสังคหะในหนหลัง.
คำว่า อยํ วุจฺจติ (แปลว่า บุคคลนี้เรียกว่า) ได้แก่ บุคคลนี้นั่นแหละ เมื่อชาติมีอยู่ อาศัยชาตินั้นแล้วมีมานะ (มีความถือตัว) อันถึงซึ่งกิริยาอันมัวเมา อันเกิดขึ้นแล้วนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า มีความมัวเมาในชาติ ดังนี้. บรรดาวรรณะแม้ทั้ง ๔ เหล่ามีกษัตริย์เป็นต้น (กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร) ชื่อว่าความมัวเมานี้นั่นแหละ ย่อมเกิดขึ้น.
จริงอยู่ กษัตริย์ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติย่อมทำมานะ (ความถือตัว) ว่า บุคคลอื่นเช่นเราย่อมไม่มี กษัตริย์ที่เหลือ (เว้นเรา) ตั้งขึ้นมาในภายหลัง ส่วนเราเป็นกษัตริย์สืบสันตติวงศ์ ดังนี้. แม้พราหมณ์เป็นต้นก็นัยนี้.
แม้ในนิทเทสแห่งความมัวเมาในโคตรเป็นต้น ก็พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้เช่นกัน. เพราะว่าแม้กษัตริย์ ก็ทำมานะ (ถือตัว) ว่า เราเป็นกษัตริย์โกณฑัญญโคตร เป็นกษัตริย์อาทิจจโคตร ดังนี้. แม้พราหมณ์ก็ทำมานะว่า เราเป็นพราหมณ์กัสสปโคตร เราเป็นพราหมณ์ภารทวาชโคตร ดังนี้. แม้แพศย์ แม้ศูทร ก็อาศัยตระกูลวงศ์ของตน แล้วทำมานะ. ชนทั้งหลายผู้เป็นหัวหน้าคณะแม้ทั้ง ๑๘ คณะ ก็ย่อมทำมานะว่า หัวหน้าหมู่โน้นแตกแยกกัน เราไม่แตกแยกกัน ดังนี้เป็นต้น.
ว่าด้วยความมัวเมาในความไม่มีโรคเป็นต้น
ในบรรดาความมัวเมาทั้งหลาย มีความมัวเมาในความไม่มีโรคเป็นต้น มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความที่มัวเมาว่า เราไม่มีโรค ชนทั้งหลายที่เหลือ (เว้นเรา) มีโรคมาก ขึ้นชื่อว่าพยาธิแม้เพียงจะผ่านผิวของเราก็ไม่มี ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในความไม่มีโรค.
ว่าด้วยความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า เรายังเป็นหนุ่มสาว อัตภาพของสัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (เว้นเรา) เป็นเช่นกับต้นไม้ตั้งอยู่ริมเงื้อมผา ส่วนเราตั้งอยู่ในปฐมวัย ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว.
ว่าด้วยความมัวเมาในชีวิต
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า เราเป็นอยู่นาน เราจะเป็นอยู่นาน เราจักเป็นอยู่นาน เราเป็นสุข เราจะเป็นสุข เราจักเป็นสุข ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในชีวิต.
ว่าด้วยความมัวเมาในลาภ
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า เรามีลาภมากสัตว์ทั้งหลาย ที่เหลือ (นอกจากเรา) มีลาภน้อย ก็ลาภทั้งหลายของเราประมาณไม่ได้ ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในลาภ.
ว่าด้วยความมัวเมาในสักการะ
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมได้ปัจจัยใดๆ เราเท่านั้นที่ได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้นอันประณีตที่เขากระทำดีแล้ว ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในสักการะ.
ว่าด้วยความมัวเมาในความทำความเคารพ
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า ชนทั้งหลายเดินตามไปข้างหลังของภิกษุทั้งหลาย ย่อมไม่ไหว้ภิกษุนั้น ด้วยคิดว่า ผู้นี้เป็นสมณะ ดังนี้บ้าง แต่พวกเขาเหล่านั้นเห็นเราแล้วย่อมไหว้ทีเดียว กระทำความเคารพเรา เสมือนว่าเป็นฉัตรที่ปักติดอยู่เราในหิน ย่อมกระทำความสำคัญเราว่าเป็นผู้เข้าไปหาได้ยากราวกะกองไฟฉะนั้น ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในความทำความเคารพ.
ว่าด้วยความมัวเมาในความเป็นหัวหน้า
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วย่อมตัดสินได้ด้วยปากของเราเท่านั้น แม้เมื่อไปภิกขาจารก็ทำเราเท่านั้นให้ไปข้างหน้า แล้วจึงห้อมล้อมตามไป ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในความเป็นหัวหน้า.
ว่าด้วยความมัวเมาในบริวาร
มานะที่เกิดขึ้นแก่ผู้ครองเรือนผู้มีบริวารมากก่อน ด้วยอำนาจความมัวเมาว่า "บุรุษร้อยหนึ่งบ้าง บุรุษพันหนึ่งบ้าง ย่อมแวดล้อมเรา" ดังนี้ ส่วนที่เกิดขึ้นแก่ผู้ไม่ครองเรือน (คือสมณะ) ด้วยอำนาจความมัวเมาว่า "สมณะร้อยหนึ่งบ้าง สมณะพันหนึ่งบ้าง ย่อมแวดล้อมเรา สมณะที่เหลือมีบริวารน้อย เรามีบริวารมากด้วย มีบริวารดีด้วย" ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในบริวาร.
ว่าด้วยความมัวเมาในโภคสมบัติ
ก็โภคสมบัติ ท่านถือเอาด้วยลาภะศัพท์นั่นแหละแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านก็ถือเอากองแห่งโภคะอันตั้งไว้ในที่นี้อีก เพราะฉะนั้น มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (นอกจากเรา) แล้ว ย่อมไม่ได้แม้แต่การใช้สอยเพื่อตน ส่วนเรามีทรัพย์เก็บไว้นับไม่ได้ ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในโภคสมบัติ.
ว่าด้วยความมัวเมาในวรรณะ
คำว่า วณฺณํ ปฏิจฺจ ได้แก่ อาศัยวรรณะคือผิวพรรณแห่งสรีระบ้าง วรรณะคือคุณความดีบ้าง มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (เว้นเรา) มีผิวพรรณไม่ดี มีรูปไม่งาม ส่วนเรามีรูปงามน่าเลื่อมใส สัตว์ทั้งหลายที่เหลือไม่มีคุณงามความดี ไม่เป็นที่สรรเสริญ ส่วนเรามีกิตติศัพท์ที่ฟุ้งปรากฏไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ เราเป็นพระเถระผู้เป็นพหูสูต แม้เพราะเหตุนี้เราเป็นผู้มีศีล แม้เพราะเหตุนี้ เราเป็นผู้ประกอบด้วยองค์คุณแห่งธุดงค์ ดังนี้ เป็นต้น ชื่อว่าความมัวเมาในวรรณะ.
ว่าด้วยความมัวเมาในการศึกษา
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือมีการศึกษาน้อย แต่เรามีการศึกษามาก ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในการศึกษา.
ว่าด้วยความมัวเมาในปฏิภาณ
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (เว้นเรา) ไม่มีปฏิภาณ ส่วนเรามีปฏิภาณมากจนนับไม่ได้ ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในปฏิภาณ.
ว่าด้วยความมัวเมาในรัตตัญญู
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า เราเป็นผู้รู้ราตรีนาน เราย่อมรู้วงศ์ของพระพุทธเจ้าพระองค์โน้น ย่อมรู้วงศ์แห่งพระราชาพระองค์โน้น รู้วงศ์แห่งชนบทโน้น รู้วงศ์แห่งบ้านโน้น ย่อมรู้ซึ่งการกำหนดทั้งกลางคืนและกลางวัน ย่อมรู้ซึ่งการประกอบฤกษ์และการทำนาย ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในรัตตัญญู.
ว่าด้วยความมัวเมาในการถือบิณฑบาตเป็นวัตร
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า ภิกษุทั้งหลายถือบิณฑบาตเป็นวัตรเพียงเล็กน้อย แต่เราถือบิณฑบาตเป็นวัตรตั้งแต่บวช ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในการถือบิณฑบาตเป็นวัตร.
ว่าด้วยความมัวเมาในความไม่มีใครดูหมิ่น
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือเป็นผู้ถูกดูหมิ่นดูแคลน เราไม่มีใครดูหมิ่นดูแคลน ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในความไม่มีใครดูหมิ่น.
ว่าด้วยความมัวเมาในอิริยาบท
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า อิริยาบถของสัตว์ทั้งหลายไม่น่าเลื่อมใส ส่วนของเราน่าเลื่อมใส ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในอิริยาบถ.
ว่าด้วยความมัวเมาในอิทธิฤทธิ์
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือเช่นกับนกกาปีกหักบินไม่ได้ ส่วนเรามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก หรือว่าเราจะทำสิ่งใดๆ ก็ย่อมสำเร็จ ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในอิทธิฤทธิ์.
ว่าด้วยความมัวเมาในยศ
ยศ ท่านถือเอาด้วยปริวาระศัพท์นั่นแหละ แต่ในที่นี้ ท่านถือเอาความเป็นผู้มัวเมาในอุปัฏฐาก. ความมัวเมานั้น บัณฑิตพึงแสดงด้วยบุคคลผู้ครองเรือนบ้าง ผู้ไม่ครองเรือนบ้าง.
ก็บรรดาประชุมชน ๑๘ พวก ผู้ครองเรือนพวกหนึ่งก็มีหัวหน้าคนหนึ่ง มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า เราจักแต่งตั้งคนผู้บำรุงเรา เราจักเที่ยวไป.
แม้ผู้ไม่ครองเรือน (สมณะ) เป็นหัวหน้าคณะมีอยู่ ก็มีความสำคัญตนด้วยสามารถแห่งความเมามัวว่า เราเป็นหัวหน้า ภิกษุทั้งหลายเป็นไปในโอวาทของเราเป็นต้น ชื่อว่าความมัวเมาในยศ.
ว่าด้วยความมัวเมาในศีล
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (เว้นเรา) เป็นผู้ทุศีล ส่วนเราเป็นผู้มีศีล ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในศีล.
ว่าด้วยความมัวเมาในฌาน
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (เว้นเรา) ไม่มีเอกัคคตาจิต (สมาธิ) ในกาลแม้สักว่าเพียงการดื่มน้ำของไก่ ส่วนเราได้อุปจารสมาธิหรืออัปปนาฌาน ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในฌาน.
ว่าด้วยความมัวเมาในศิลปะ
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (นอกจากเรา) ไม่มีศิลปะ แต่เรามีศิลปะ ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในศิลปะ.
ว่าด้วยความมัวเมาในความมีทรวดทรงสูง
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (เว้นเรา) มีทรวดทรงเตี้ย แต่เรามีทรวดทรงสูง ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในความมีทรวดทรงสูง.
ว่าด้วยความมัวเมาในความมีทรวดทรงสันทัด
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า สัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (เว้นเรา) มีทรวดทรงเตี้ยไป สูงไป แต่เรามีทรวดทรงเรียบร้อยพอดีดุจต้นนิโครธ ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในความมีทรวดทรงสันทัด.
ว่าด้วยความมัวเมาในความมีทรวดทรงงาม
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า รูปร่างทรวดทรงของสัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (เว้นเรา) มีรูปร่างแปลก ไม่น่าชม แต่เรามีรูปร่างน่าปลื้มใจ น่าเลื่อมใส ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในความมีทรวดทรงงาม.
ว่าด้วยความมัวเมาในความมีร่างกายบริบูรณ์
มานะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความมัวเมาว่า ร่างกายของสัตว์ทั้งหลายที่เหลือ (เว้นเรา) มีโทษมาก แต่ของเราไม่มีโทษแม้สักเท่าปลายเส้นผม ดังนี้ ชื่อว่าความมัวเมาในความมีร่างกายบริบูรณ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสมานะ (ความถือตัว) อันเป็นไปกับด้วยวัตถุ (สวัตถุกะ) ด้วยฐานะนี้มีประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงมานะอันไม่มีวัตถุ (อวัตถุกะ) อันกำลังเกิดขึ้นนั่นแหละ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ตตฺถ กตโม มโท (แปลว่า ในคำเหล่านั้น ความมัวเมา เป็นไฉน) คำนั้นมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
ปมาทนิทเทส อธิบายความประมาท
คำว่า จิตฺตสฺส โวสฺสคฺโค (แปลว่า การปล่อยจิต) ได้แก่ การปล่อยจิต เพราะความไม่ข่มไว้ด้วยสติ ในฐานะทั้งหลายเหล่านี้ มีประมาณเท่านี้. อธิบายว่า เว้นจากสติ.
คำว่า โวสฺสคฺคานุปฺปทานํ แปลว่า การเพิ่มพูนการปล่อยจิตไป คือการปล่อยจิตไปบ่อยๆ.
คำว่า อสกฺกจฺจกิริยตา (แปลว่า ความกระทำโดยไม่เคารพ) ได้แก่ ชื่อว่าความกระทำโดยไม่เคารพด้วยสามารถแห่งการไม่ทำด้วยความเคารพ คือการเจริญกุศลธรรมทั้งหลายมีการให้ทานเป็นต้น หรือว่า ด้วยสามารถแห่งการไม่ทำความเคารพต่อบุคคล หรือว่าต่อไทยธรรม. ความเป็นแห่งการกระทำโดยติดต่อกันไป ชื่อว่าสาตัจจะ. ความไม่ทำโดยติดต่อกัน ชื่อว่าอสาตัจจะ. อาการที่ทำโดยไม่ติดต่อกัน ชื่อว่าอสาตัจจกิริยตา. ความกระทำโดยไม่มั่นคง ชื่อว่าอนัฏฐิตกิริยตา.
ในข้อนี้ เปรียบเหมือนตัวกิ้งก่า วิ่งไปหน่อยหนึ่งแล้วหยุดหน่อยหนึ่ง ย่อมไม่วิ่งไปติดต่อกันฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นนั่นแหละ บุคคลใดให้ทานครั้งหนึ่ง (วันหนึ่ง) หรือทำการบูชาครั้งหนึ่ง หรือว่าฟังธรรมครั้งหนึ่ง ก็หรือว่าทำสมณธรรมครั้งหนึ่งแล้ว ย่อมไม่ทำต่อไป ย่อมไม่ให้กุศลนั้นๆ เป็นไปติดต่อกัน การทำนั้นของบุคคลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ความกระทำไม่มั่นคง ดังนี้.
คำว่า โอลีนวุตฺติตา (แปลว่า ความประพฤติย่อหย่อน) ได้แก่ ชื่อว่าความประพฤติย่อหย่อน เพราะไม่มีความประพฤติแผ่ออกไป กล่าวคือการกระทำไม่ให้ขาดระยะ.
คำว่า นิกฺขิตฺตฉนฺทตา (แปลว่า ความทอดทิ้งฉันทะ) ได้แก่ ความที่วิริยะฉันทะในการทำกุศลเป็นสภาพอันเขาทิ้งเสียแล้ว.
คำว่า นิกฺขิตฺตธุรํ (แปลว่า ความทอดทิ้งธุระ) ได้แก่ การตัดธุระ คือตัดความเพียรออกไป. อธิบายว่า ความที่บุคคลนั้น มีฉันทะอันมีในใจทอดทิ้งเสียแล้ว.
คำว่า อนธิฏฺฐานํ (แปลว่า ความไม่ตั้งใจจริง) ได้แก่ ความไม่มีความตั้งใจเฉพาะในการกุศล.
คำว่า อนนุโยโค ได้แก่ การไม่ประกอบความเพียรเนืองๆ.
ความเผลอสติ ชื่อว่าความประมาท.
ก็คำว่า โย เอวรูโป ปมาโท (แปลว่า ความประมาท...อันใด มีลักษณะเช่นนี้) นี้ เป็นการแสดงอาการโดยความไม่มีขอบเขตแห่งปริยายโดยอรรถและโดยพยัญชนะ. คำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายไว้ว่า ความประมาทนี้ใดที่แสดงแล้วแต่ต้น ความประมาทอันใดแม้อื่นก็มีอาการอย่างนี้ มีชาติอย่างนี้ กิริยาที่ประมาทด้วยสามารถแห่งอาการที่มัวเมา (ก็ดี) สภาพที่ประมาทด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้ปล่อยปละละเลย (ก็ดี) ก็มีอาการอย่างนี้ มีชาติอย่างนี้ บุคคลนี้ ชื่อว่ามีความประมาท. แต่เมื่อว่าโดยลักษณะ ความประมาทนี้ มีการสละสติในเพราะกามคุณ ๕ เป็นลักษณะ (เป็นเหตุ).
บัณฑิตพึงทราบความประมาทนั้นนั่นแหละว่า เป็นอาการสละสติ ดังนี้.
ถัมภนิทเทส อธิบายความหัวดื้อ
ชื่อว่าความหัวดื้อ เพราะอรรถว่ากระด้าง. ความกระด้างของจิตราวกะผ้าเนื้อหยาบแข็งกระด้าง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในที่นี้. อาการแห่งความหัวดื้อ เรียกว่ากิริยาที่หัวดื้อ. ความเป็นสภาพที่ดื้อแล้ว ชื่อว่าสภาพหัวดื้อ. ความเป็นแห่งบุคคลผู้กักขฬะ ชื่อว่า กกฺขลิยํ (แปลว่า แข็งกระด้าง). ความเป็นแห่งบุคคลผู้หยาบช้า ชื่อว่า ผารุสิยํ (แปลว่า ความหยาบคาย) ความเป็นแห่งจิตอันถือรั้นนั่นแหละด้วยสามารถแห่งการไม่ทำความอ่อนน้อมนั้น แก่บุคคลผู้ควรอ่อนน้อมมีการอภิวาทเป็นต้น ชื่อว่า อุชุจิตตฺตา ความเป็นผู้มีจิตถือรั้น. ความเป็นแห่งความกระด้าง ไม่เป็นธรรมชาติอ่อน ชื่อว่า อมุทุตา ความเป็นผู้ไม่อ่อนโยน.
คำว่า อยํ วุจฺจติ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ถมฺภ ความหัวดื้อ.
อธิบายว่า บุคคลประกอบด้วยความหัวดื้ออันใด ผู้เป็นเช่นกับงูเหลือมซึ่งกินเหยื่อแล้วก็นอนงอศีรษะดังงอนไถฉะนั้น. ครั้นเห็นพระเจดีย์หรือบุคคลผู้เจริญกว่า ก็ไม่นอบน้อม ย่อมประพฤติเคร่งครัด เป็นราวกะถุงลมอันเต็มด้วยลม บุคคลนี้นั้น บัณฑิตพึงทราบว่า มีความพองขึ้นแห่งจิตเป็นลักษณะ.
สารัมภนิทเทส อธิบายความแข่งดี
ชื่อว่าความแข่งดี (สารัมภะ) ด้วยสามารถแห่งการฉุนเฉียว. ความแข่งดีแผ่ออกไป ชื่อว่า ความแข่งขึ้นหน้า (ปฏิสารัมภะ). อาการที่แข่งดี ชื่อว่ากิริยาที่แข่งดี. กิริยาที่แข่งดีแผ่ออกไป ชื่อว่ากิริยาที่แข่งดีขึ้นหน้า. ความเป็นแห่งบุคคลแข่งดีแผ่ไปแล้ว ชื่อว่าสภาพความแข่งดีขึ้นหน้า.
คำว่า อยํ วุจฺจติ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลนี้ ชื่อว่ามีความแข่งดี.
ว่าโดยลักษณะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกบุคคลนั้นว่า มีสิ่งเปรียบด้วยการกระทำเกินเป็นลักษณะ คือว่า บุคคลใดประกอบด้วยสิ่งใด บุคคลผู้แข่งดีนั้นย่อมกระทำสิ่งนั้นๆ ให้เป็นสองเท่า. เช่น ผู้ครองเรือน บุคคลอื่นตกแต่งหรือตระเตรียมสิ่งของภายในบ้านด้วยวัตถุเพียงหนึ่งอย่าง บุคคลผู้แข่งดีย่อมจัดแจงสิ่งนั้นสองอย่าง ผู้แข่งดีคนอื่นอีกย่อมจัดแจงสิ่งนั้นเป็นสี่ ผู้อื่นอีกย่อมจัดแจงเป็นแปด ผู้แข่งดีอื่นอีกย่อมจัดแจงเป็น ๑๖.
ผู้ไม่ครองเรือน (สมณะ) ผู้มีการแข่งดีมีอยู่ เมื่อผู้หนึ่งเรียนพระพุทธพจน์นิกายหนึ่งด้วยสูตรหนึ่ง ผู้แข่งดีคนอื่นย่อมคิดว่า เราจักเป็นผู้ล้าหลังผู้นั้นดังนี้ จึงเรียน ๒ นิกาย ผู้แข่งดีอื่นอีกย่อมเรียนเอา ๓ นิกาย ผู้แข่งดีอื่นอีกย่อมเรียน ๔ นิกาย ผู้แข่งดีอื่นอีกย่อมเรียนพระพุทธพจน์ ๕ นิกาย.
ก็การเรียนพระพุทธพจน์นั้น ไม่ควรด้วยสามารถแห่งความแข่งดี. เพราะว่าความแข่งดีนั้นเป็นฝักฝ่ายแห่งอกุศล เป็นทางยังสัตว์ให้ถึงนรก. แต่ว่า ว่าด้วยสามารถแห่งฝักฝ่ายในกุศล เมื่อบุคคลถวายสลากภัตเพียงหนึ่งอย่าง บุคคลอื่นควรให้เพิ่มเป็นสอง เมื่อบุคคลถวายสองอย่าง บุคคลอื่นควรถวายเพิ่มเป็นสี่อย่างอย่างนี้สมควร. ก็ครั้นเมื่อภิกษุเรียนพระพุทธพจน์นิกายหนึ่ง ภิกษุอื่นเรียนเอาสองนิกายด้วยคิดว่า เมื่อเราสาธยายพระพุทธพจน์อยู่ ความผาสุกย่อมมี ดังนี้ก็ควร ฉะนั้น การเรียนพุทธพจน์ให้ยิ่งกว่านั้น เพราะมั่นอยู่ในฝักฝ่ายแห่งกุศลอันเป็นวิวัฏฏะ ก็ควร.
อัตริจฉตานิทเทส อธิบายความอยากได้เกินประมาณ
อรรถแห่งความชั่วช้าลามกที่กล่าวไว้ในอริยวังสสูตร ฉันใด อรรถแห่งความเป็นผู้อยากได้เกินประมาณ ก็ฉันนั้น.
ในบรรดาปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้น ภิกษุได้สิ่งใดๆ มา ก็ไม่ยินดีสิ่งนั้นๆ ก็หรือว่า เป็นคฤหัสถ์ย่อมได้สิ่งใดๆ ในบรรดารูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะ ก็ไม่ยินดีด้วยสิ่งนั้นๆ.
คำว่า ภิยฺโยกมฺยตา (ความปรารถนาให้วิเศษขึ้นไป.) ชื่อว่าความอยาก เพราะอำนาจแห่งความปรารถนา. หรือว่า อาการแห่งความอยากนั้นแหละ ชื่อว่ากิริยาที่ปรารถนา. สภาพแห่งความอยากเกินการได้ของตน ชื่อว่าความมักมาก.
คำว่า ราคะ เป็นต้น มีอรรถตามที่กล่าวแล้วในหนหลังแล.
คำว่า อยํ วุจฺจติ ได้แก่ ผู้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกชื่อว่า ความมักมาก. แม้ความอยากเกินประมาณนี้ ก็เป็นชื่อของความมักมากนั่นแหละ. แต่เมื่อว่าโดยลักษณะ ความอยากได้เกินประมาณนี้ ได้แก่ ความไม่สันโดษในลาภของตน และความปรารถนาในลาภของผู้อื่น ข้อนี้มีการอยากได้เกินประมาณเป็นลักษณะ (เป็นเครื่องกำหนด).
จริงอยู่ แม้วัตถุอันประณีต อันบุคคลผู้มีความอยากเกินประมาณนั้นได้แล้ว ย่อมปรากฏเป็นราวกะว่าของลามก (ต่ำช้า). แม้วัตถุอันลามกอันบุคคลอื่นได้แล้ว ย่อมปรากฏราวกะว่าเป็นของประณีต. ข้าวยาคูอันสุกแล้วในภาชนะหนึ่ง หรือว่าภัต หรือว่าขนมที่เขาใส่ไว้ในบาตรของตน เป็นราวกะว่าเป็นของลามก. ในบาตรของผู้อื่น ย่อมปรากฏราวกะว่า เป็นของประณีต.
อนึ่ง ความอยากเกินประมาณนี้ ย่อมมีแม้แก่บรรพชิตทั้งหลาย ย่อมมีแม้แก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ย่อมมีแม้แก่สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย.
ในข้อนี้พึงทราบเรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นอุทาหรณ์ต่อไป.
เรื่องของผู้มีความโลภเกินประมาณ
ได้ยินว่า กฏุมพีคนหนึ่งนิมนต์ภิกษุณี ๓๐ รูปได้ถวายภัตกับขนม พระสังฆเถรียังขนมในบาตรของภิกษุณีทั้งปวงให้เปลี่ยนแปลงแล้ว (เข้าใจว่าแบ่งขนมในบาตรอื่น) แล้วจึงได้เคี้ยวกินขนมนั้นอันตนได้แล้วในภายหลัง.
แม้พระเจ้าพาราณสีก็ทรงพระดำริว่า เราจักเสวยเนื้อสุกด้วยถ่านไฟ ดังนี้ จึงทรงพาพระเทวีเสด็จเข้าไปประพาสป่า ทอดพระเนตรเห็นกินนรีนางหนึ่ง ทรงทิ้งพระเทวีเสด็จตามนางกินนรีนั้นไป. พระเทวีจึงเสด็จไปสู่อาศรมบท (บวชเป็นตาปสินี) แล้วกระทำกสิณบริกรรม บรรลุสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ นั่งอยู่ เห็นพระราชากำลังเสด็จมา จึงเหาะขึ้นไปในอากาศได้เสด็จไปแล้ว.
เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้ทราบเหตุการณ์นั้นแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ว่า
อตฺริจฺฉํ อติโลเภน อติโลภมเทน จ เอวํ โส หายติตฺตานํ จนฺทํว อสิธาภุยา แปลว่า พระองค์นั้น ทรงปรารถนานาง จันทกินนรีอยู่ ทรงละทิ้งพระราชธิดาอสิตาภู เสื่อมแล้ว ฉันใด พระองค์ย่อมยังพระสรีระ ให้เสื่อมโทรมไป เพราะความโลภมากและ เพราะความมัวเมาในความโลภเกินไปฉันนั้น ดังนี้.
เทวดาได้ทำการเยาะเย้ยพระราชาว่า พระองค์ เมื่อปรารถนานางจันทกินนรี ทรงละทิ้งพระราชธิดาอสิตาภู จึงเสื่อมจากนางทั้งสอง เมื่อโลภเกินไปอย่างนี้ ย่อมทำตนให้เสื่อมไป ดังนี้.
เรื่องบุตรเศรษฐี
แม้ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป บุตรเศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่ามิตตวินทุกะ ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ผู้อันมารดาอ้อนวอนอยู่ว่า พ่อ เจ้าจงรักษาอุโบสถศีล จงฟังธรรมในวันนี้ตลอดราตรีในวิหารแล้ว แม่จักให้ทรัพย์แก่เจ้าพันหนึ่ง ดังนี้ เพราะความโลภในทรัพย์ จึงไปสู่วิหารสมาทานองค์แห่งอุโบสถศีล ครั้นแล้วก็กำหนดสถานที่ว่า ที่นี้ไม่มีภัย (คือไม่มีใครเห็น) แล้วนอนภายใต้ธรรมาสน์ ครั้นนอนตลอดคืนแล้ว ก็ลุกขึ้นไปบ้าน. มารดาของเขาหุงข้าวยาคูส่งให้แต่เช้าตรู่. นายมิตตวินทุกะนั้นขอรับทรัพย์พันหนึ่งก่อนนั่นแหละ แล้วจึงดื่มข้าวยาคู.
ลำดับนั้น เขาได้มีปริวิตกว่า เราจะรวบรวมทรัพย์ให้มากด้วยทุนทรัพย์นี้ ดังนี้ จึงปรารถนาจะขึ้นเรือไปสู่สมุทรเพื่อไปค้าขาย. ทีนั้นมารดาของเขาได้กล่าวห้ามว่า พ่อ ในตระกูลของเรามีทรัพย์อยู่ ๔๐ โกฏิ เจ้าอย่าไปเลย ดังนี้ เขาไม่เชื่อฟังถ้อยคำของมารดา เดินไปอยู่นั่นแหละ มารดาจึงไปยืนขวางข้างหน้า ในขณะนั้นแหละ เขาโกรธแล้ว จึงใช้เท้าประหารมารดาให้ล้มลง ด้วยคิดว่า หญิงนี้มายืนขวางหน้าเรา ดังนี้ ได้ทำมารดาให้อยู่ในระหว่าง (ข้ามไป) ไปแล้ว.
มารดาลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า พ่อเจ้าอย่าได้สำคัญอย่างนี้ว่า เมื่อเราทำกรรมเห็นปานนี้ในมารดาผู้เช่นกับด้วยเราไปแล้วจักมีความสุข ดังนี้.
เมื่อนายมิตตวินทุกะนั้นก้าวขึ้นเรือไปอยู่ เรือแล่นไปถึงวันที่ ๗ ก็หยุด. ลำดับนั้น มนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้นกล่าวว่า บุรุษผู้ลามกต้องมีอยู่ในเรือนี้แน่แท้ ท่านทั้งหลายจงจับสลากกัน ดังนี้ สลากที่พวกเขาให้จับอยู่ ก็ตกแก่นายมิตตวินทุกะนั้นนั่นแหละถึง ๓ ครั้ง. มนุษย์เหล่านั้นจึงจับนายมิตตวินทุกะนั้นลอยแพ แล้วจึงแล่นเรือไปในสมุทร.
แพของนายมิตตวินทุกะนั้นลอยไปถึงเกาะหนึ่ง เขาเสวยสมบัติอยู่กับด้วยนางเวมานิกเปรตทั้งหลาย แม้ผู้อันนางเวมานิกเปรตทั้งหลายกล่าวอ้อนวอนว่า ขอท่านอย่าไป ดังนี้ เมื่อเขาไปอยู่เห็นสมบัติสองเท่าของสมบัตินั้นก็เสวยอยู่ๆ เป็นไปโดยลำดับ ในที่สุดได้เห็นบุรุษคนหนึ่งมีกงจักรคมกล้าหมุนอยู่ที่ศีรษะ จักรนั้นปรากฏราวกะว่าดอกปทุม.
นายมิตตวินทุกะนั้นจึงกล่าวกะบุรุษผู้นั้นว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้ดอกปทุมที่ท่านประดับไว้นี้แก่ข้าพเจ้า ดังนี้. บุรุษนั้นกล่าวว่า ข้าแต่นาย นี้มิใช่ดอกปทุม นี้เป็นกงจักรอันคมกล้า ดังนี้. นายมิตตวินทุกะกล่าวว่า ขอท่านอย่าได้ลวงข้าพเจ้า ดอกปทุมเป็นอย่างไร ข้าพเจ้ามิเคยเห็นหรือ ดังนี้แล้วกล่าวว่า ก็ท่านฉาบทาด้วยจันทน์แดง จึงไม่ต้องการให้ดอกปทุมอันเป็นเครื่องประดับนั้นแก่เรา ดังนี้. บุรุษนั้นคิดว่า แม้ชนนี้จักเป็นผู้ทำกรรมเช่นเรานั่นแหละ จึงใคร่จะเสวยผลของกรรมนั้น ดังนี้. ลำดับนั้น บุรุษผู้มีกงจักรอันพัดผันอยู่ที่ศีรษะนั้น จึงกล่าวว่า เอาเถิด เราจักให้ ดังนี้แล้วเอากงจักรใส่ให้บนศีรษะของนายมิตตวินทุกะแล้วไป.
พระศาสดาทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
จตุพฺภิ อฏฺฐชฺฌคมา อฏฺฐาภิปิ จ โสฬส โสฬสาภิ จ พาตฺตึส อตฺริจฺฉํ จกฺกมาสโท อิจฺฉาหตสฺส โปสสฺส จกฺกํ ภมติ มตฺถเก แปลว่า บุรุษนั้น (นายมิตตวินทุกะ) ละจาก นางเวมานิกเปรต ๔ นาง เสวยสมบัติกับ นางเวมานิกเปรต ๘ นาง ละจากนางเวมานิก เปรต ๘ นาง เสวยสมบัติอยู่กับนางเวมานิกเปรต ๑๖ นาง ละจากนางเวมานิกเปรต ๑๖ นาง แล้วเสวยสมบัติอยู่กับนางเวมานิกเปรต ๓๒ นาง เป็นผู้มีความอยากเกินประมาณเข้าถึงจักร อยู่ จักรนั้นย่อมหมุนไปบนศีรษะของบุรุษผู้อัน ความอยากนำมาแล้ว ดังนี้.
เรื่องอำมาตย์
อำมาตย์คนหนึ่งมีความอยากเกินประมาณแม้อื่นอีก ก้าวล่วงเขตแดนของตนเข้าไปสู่แดนของผู้อื่น ถูกโบยตีแล้วในที่นั้น จึงหนีไปสู่ที่เป็นที่อยู่ของดาบสองค์หนึ่ง อธิษฐานองค์อุโบสถแล้วนอน. อำมาตย์นั้นถูกดาบสถามว่า ท่านทำกรรมอะไรมา เขาจึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
สกํ นิเกตํ อติเหฬยาโน ฯลฯ อตฺริจฺฉตา มา ปุนราคามาสิ ดังนี้
แปลว่า ข้าพเจ้าเกลียดชังที่อยู่ของข้าพเจ้า ได้ไปสู่สถานที่อันเป็นมลทิน ด้วยความโลภมาก ลำดับนั้น ชนทั้งหลายออกจากบ้านพากันมาโบยตีข้าพเจ้าด้วยเกาทัณฑ์ ข้าพเจ้านั้นมีศีรษะแตกแล้ว มีโลหิตโซมตัว จึงหนีออกมา เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถ ขอความปรารถนาอันเลวทรามอย่าได้กลับมาหาข้าพเจ้าอีกเลย ดังนี้.
มหิจฉตานิทเทส อธิบายความมักมากหรือความหิวกระหาย
บุคคลใดปรารถนาวัตถุทั้งหลายเกินประมาณ ก็หรือว่า ความอยากของผู้นั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้มีความมักมาก (มีความหิวกระหาย). ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีความมักมากนั้น ชื่อว่าสภาพความมักมาก.
ก็เมื่อว่าโดยลักษณะได้แก่ การไม่รู้จักประมาณในการรับ ในการบริโภค ก็เพราะการเจริญคุณอันไม่มีอยู่ นี้ชื่อว่ามีความอยากมากเป็นลักษณะ.
จริงอยู่ บุคคลผู้อยากมาก (อยากใหญ่) มีความหิวกระหาย เปรียบเหมือนพ่อค้าหาบเร่ (กจฺฉปูฏวาณิชฺโช) ถือสินค้า เครื่องประดับด้วยมือและห้อยสิ่งที่ควรขายไว้ที่หน้าตัก แล้วกล่าวโฆษณาเชิญชวนมหาชนที่เห็นอยู่นั่นแหละว่า แม่ จงถือเอาสิ่งชื่อโน้น ชื่อโน้น ดังนี้ ชื่อฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นนั่นแหละ คุณคือศีล หรือการศึกษาพระพุทธพจน์ หรือธุดงค์คุณโดยที่สุดแม้สักว่าการอยู่ป่าเป็นวัตรของตน แม้มีประมาณน้อย แต่เป็นผู้ใคร่เพื่อยังมหาชนผู้รู้อยู่นั้นให้ส่งเสริมตน. ก็แลบุคคลเช่นนี้ ครั้นเมื่อมหาชนส่งเสริมตน น้อมปัจจัยทั้งหลายแม้ตั้งเล่มเกวียนมาให้ ก็ไม่พอ ไม่กล่าวห้ามว่า อย่าเลย ย่อมถือเอาเทียว.
จริงอยู่ ใครๆ ก็ไม่อาจเพื่อยังสิ่งทั้ง ๓ ให้อิ่ม ให้เต็ม คือไฟย่อมไม่อิ่มด้วยเชื้อ สมุทรย่อมไม่อิ่มเต็มด้วยน้ำ บุคคลผู้มีความอยากใหญ่ ผู้หิวกระหาย ย่อมไม่อิ่มไม่พอด้วยปัจจัยทั้งหลาย ดังนี้.
อคุคิกฺขนโธ สมุทฺโท จ มหิจฺโฉ จาปิ ปุคฺคโล พหุเก ปจฺจเย เทนฺเต ตโยเปเต น ปูรเย. แปลว่า สิ่งทั้ง ๓ เหล่านี้ คือ กองไฟ ๑ มหาสมุทร ๑ บุคคลผู้มักมาก ๑ เมื่อใครๆ ให้ปัจจัยทั้งหลายแม้ มากมาย ก็ไม่พึงให้อิ่มให้เต็มได้. สิ่งทั้ง ๓ เหล่านี้ คือ กองไฟ ๑ มหาสมุทร ๑ บุคคลผู้มักมาก ๑ เมื่อใครๆ ให้ปัจจัยทั้งหลายแม้มากมาย ก็ไม่พึงให้อิ่มให้เต็มได้.
จริงอยู่ บุคคลผู้มักมาก แม้แต่มารดาผู้ให้กำเนิด ก็ไม่อาจเพื่อถือเอาใจของเขาไว้ได้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงบุคคลผู้เป็นอุปัฏฐากเล่า.
ในข้อนี้ มีเรื่องเหล่านี้เป็นอุทาหรณ์ :-
เรื่องภิกษุหนุ่ม
ได้ยินว่า ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งย่อมติดใจในขนมทำด้วยแป้ง. ลำดับนั้น มารดาของภิกษุนั้น เมื่อจะทดลองข้อปฏิบัติของบุตรดูว่า ถ้าว่า บุตรของเราย่อมรู้ประมาณในการรับไซร้ เราจักบำรุงด้วยขนมทั้งหลายตลอดไตรมาส ดังนี้ จึงเริ่มทดลองในวันใกล้ฤดูฝน ครั้งแรกได้ถวายขนมชิ้นหนึ่ง เมื่อขนมชิ้นนั้นหมดแล้ว จึงถวายชิ้นที่ ๒ เมื่อขนมชิ้นที่ ๒ หมดแล้ว จึงถวายขนมชิ้นที่ ๓ ภิกษุหนุ่มไม่ห้ามว่า พอละ เคี้ยวกินอยู่นั่นแหละ มารดาทราบซึ่งความที่ภิกษุลูกชายนั้นไม่รู้จักประมาณ จึงกล่าวว่า ขนมของไตรมาสทั้งสิ้น บุตรของเราเคี้ยวกินหมดแล้วในวันนี้แหละ ดังนี้ ตั้งแต่วันนั้นมาไม่ได้ถวายอีกแม้สักชิ้นหนึ่ง.
แม้พระเจ้าติสสมหาราช เมื่อถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ที่เจติยบรรพตทุกๆ วัน ผู้อันชาวชนบทกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ย่อมเสพเฉพาะที่แห่งเดียวเท่านั้นหรือ (ถวายทานแห่งเดียว) การถวายทานในที่อื่น ย่อมไม่สมควรแก่พระองค์หรือ ดังนี้.
ในวันที่ ๒ แต่วันนั้น จึงให้ถวายมหาทานในเมืองอนุราธบุรี. ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุแม้รูปหนึ่งไม่รู้จักประมาณในการรับ ชนทั้งหลาย ๒-๓ คน ทิ้งขว้างซึ่งขาทนียะโภชนียะที่ภิกษุรูปหนึ่งๆ รับไปแล้ว. พระราชาให้นิมนต์ภิกษุสงฆ์ที่เจติยบรรพตในวันที่สอง แล้วตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงให้บาตรในเวลาที่ท่านทั้งหลายมาสู่พระราชวัง ดังนี้ แม้ภิกษุรูปหนึ่งก็มิได้ให้บาตร ด้วยคำว่า อย่าเลยมหาราช ภิกษุทั้งหลายจักรับภิกษาโดยประมาณของตนเท่านั้น ดังนี้. ภิกษุทั้งปวงรับซึ่งภิกษาอันสมควรแก่ประมาณของตนนั่นแหละ.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดูภิกษุเหล่านี้ ในบรรดาภิกษุทั้งหลาย แม้รูปหนึ่ง ก็รู้ประมาณของตน. เมื่อวันวาน วัตถุอะไรๆ ก็มิได้เหลือ แต่วันนี้ ภิกษุถือเอาน้อยพอประมาณแก่ตน ของจึงเหลือมากมาย ดังนี้. บรรดาภิกษุเหล่านั้นผู้มีใจเป็นของๆ ตน เพราะรู้จักประมาณ ส่วนภิกษุนอกนี้ไม่มีใจเป็นของๆ ตน เพราะความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณ.
ปาปิจฉตานิทเทส อธิบายความปรารถนาลามก
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า บางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่มีศรัทธา เมื่อปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอชนจงรู้ว่า เราเป็นผู้มีศรัทธาเป็นต้น ย่อมทำอาการอย่างไร คือบุคคลนั้นไม่มีศรัทธาย่อมแสดงอาการว่ามีศรัทธา ผู้ทุศีลเป็นต้นย่อมแสดงอาการของผู้มีศีลเป็นต้น.
ถามว่า ย่อมแสดงอาการอย่างไร?
ตอบว่า ผู้ไม่มีศรัทธาก่อน ในวันมีมหรสพ เธอจะถือเอาไม้กวาดปัดกวาดวิหารและทำการเทหยากเยื่อในเวลาที่พวกมนุษย์มาสู่วิหาร ครั้นทราบว่า การกระทำของเธอ มนุษย์ทั้งหลายรู้แล้ว จึงไปสู่ลานพระเจดีย์ ย่อมเทหยากเยื่อ ย่อมเกลี่ยทรายทำพื้นให้เสมอกัน ย่อมล้างอาสนะทั้งหลาย ย่อมรดน้ำที่ต้นโพธิ์. มนุษย์ทั้งหลายเห็นเธอแล้วก็สำคัญว่า ภิกษุอื่นที่ปฏิบัติวิหาร เห็นจะไม่มี ภิกษุนี้เท่านั้นเป็นพระเถระผู้มีศรัทธาปฏิบัติวิหารนี้อยู่ ดังนี้ จึงนิมนต์ภิกษุนั้นเพื่อฉันอาหาร.
แม้ผู้ทุศีลก็เข้าไปหาพระวินัยธร ย่อมถามในที่พร้อมหน้าแห่งอุปัฏฐากทั้งหลายว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ครั้นเมื่อกระผมเดินไป โคตกใจแล้ว เมื่อกระผมปัดกวาด โคก็วิ่งเตลิดไปทำให้หญ้าทั้งหลายขาดแล้ว เมื่อกระผมจงกรมอยู่หญ้าทั้งหลายย่อมอับเฉา เมื่อกระผมบ้วนน้ำลายให้ตกไปตัวแมลงเล็กๆ ย่อมตาย การให้น้ำลายตกไปที่หญ้าโดยไม่มีสติ โทษอะไรย่อมมีในที่นั้น ขอรับ ดังนี้.
เมื่อพระวินัยธรกล่าวว่า ดูก่อนผู้มีอายุ เมื่อเราไม่รู้ ไม่แกล้ง ไม่เจตนาฆ่าสัตว์ อาบัติย่อมไม่มี ดังนี้ แล้วกล่าวยกย่องพระวินัยธรว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ สิ่งนี้ย่อมปรากฏแก่กระผม ราวกะว่าเป็นของหนัก ท่านย่อมพิจารณาชอบแล้ว ดังนี้. มนุษย์ทั้งหลายฟังถ้อยคำนั้นแล้วเลื่อมใสว่า พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา ย่อมรังเกียจแม้ในเหตุมีประมาณเท่านี้ ท่านจักกระทำกรรมหยาบอื่นได้อย่างไร ภิกษุผู้มีศีลเช่นกับภิกษุนี้ ย่อมไม่มี ดังนี้ แล้วทำสักการะ.
แม้ผู้ศึกษาน้อยก็จะนั่งในท่ามกลางแห่งอุปัฏฐาก ย่อมกล่าวว่า ภิกษุโน้นทรงพระไตรปิฎก ภิกษุโน้นทรงนิกาย ๔ เป็นอันเตวาสิกของเรา ภิกษุเหล่านี้เรียนธรรมในสำนักของเรา ดังนี้ พวกมนุษย์เลื่อมใสว่า ภิกษุผู้เป็นพหูสูตเช่นกับด้วยพระผู้เป็นเจ้าของเราไม่มี ได้ยินว่า ภิกษุรูปโน้นๆ เรียนธรรมในสำนักของพระผู้เป็นเจ้าของเรา ดังนี้ จึงทำสักการะ.
แม้ผู้ยินดีด้วยหมู่คณะ ในวันที่มีมหรสพ ยังบุคคลให้ถือเอาตั่ง คือที่นั่งยาวและหมอนข้าง ย่อมนั่งพักอยู่ในที่พักเวลากลางวันที่โคนไม้สุดเขตแดนแห่งวิหาร. มนุษย์ทั้งหลายมาแล้วย่อมถามว่า พระเถระไปไหน ดังนี้ ชื่อว่าบุตรของคัณฐิกะผู้กล่าวคำอันคลุมเคลือนั่นแหละมีอยู่ ย่อมกล่าวด้วยเหตุนั้นนั่นแหละว่า พระเถระย่อมไม่นั่งในกาลเห็นปานนี้ ย่อมอยู่ในที่จงกรมอันมีระยะทางยาว อยู่ ณ ที่สุดแห่งวิหาร ดังนี้.
แม้ภิกษุนั้นก็ยังกาลให้ล่วงไปครึ่งวัน แล้วยังใยแห่งแมงมุมให้ติดไว้ที่หน้าผาก แล้วก็ให้บุคคลถือเอาตั่งมานั่งที่ประตูแห่งบริเวณ. มนุษย์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านไปที่ไหน พวกกระผมมาไม่เห็นท่าน ดังนี้. ภิกษุนั้นย่อมยังมนุษย์ให้รู้ซึ่งความที่ตนเป็นผู้ชอบความสงบด้วยคำว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ภายในวิหารนี้เกลื่อนกล่น ที่นี้เป็นที่เที่ยวเดินและยืนของภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย อาตมานั่งในที่พักในเวลากลางวันซึ่งมีที่จงกรม ๖๐ ศอก ดังนี้.
แม้ภิกษุผู้เกียจคร้านก็นั่งในท่ามกลางแห่งอุปัฏฐาก ย่อมกล่าวว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย พวกท่านเห็นอุกาบาต (การตกลงของคบเพลิง) แล้วหรือ ดังนี้ ถูกพวกมนุษย์ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกกระผมย่อมไม่เห็นอุกกาบาตได้มีในเวลาไหนขอรับ ดังนี้ จึงกล่าวว่า ในเวลาเป็นที่จงกรมของพวกเรา แล้วจึงถามว่า พวกท่านได้ยินเสียงสั่นสะเทือนของแผ่นดิน หรือดังนี้ เมื่อเขากล่าวว่า พวกกระผมย่อมไม่ได้ยิน ก็เสียงสั่นสะเทือนของแผ่นดิน ย่อมมีในเวลาไหนขอรับ ดังนี้ ก็กล่าวว่า ในเวลามัชฌิมยาม คือในเวลาที่พวกเรายืนพิงแผ่น กระดานกำหนดอารมณ์ โอภาสใหญ่ได้มีแล้ว แล้วถามว่า โอภาสใหญ่นั้น พวกเธอเห็นแล้วหรือ ดังนี้ เมื่อมนุษย์ถามว่า โอภาสใหญ่ได้มีในเวลาไหนขอรับ ดังนี้ จึงกล่าวว่า ในเวลาเป็นที่หยั่งลงแต่การจงกรมของอาตมา ดังนี้. มนุษย์ทั้งหลายเลื่อมใสว่า พระเถระของเราทั้งหลาย ย่อมจงกรมตลอดยามทั้งสามเทียว ภิกษุผู้ปรารภความเพียรเช่นกับด้วยพระผู้เป็นเจ้าของย่อมไม่มี ดังนี้ จึงทำสักการะ.
แม้ผู้หลงลืมสติก็นั่งในท่ามกลางแห่งอุปัฏฐาก ย่อมกล่าวว่า เราเรียนพระสูตรทีฆนิกายในกาลชื่อโน้น เรียนมัชฌิมนิกายในกาลโน้น สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกายในกาลโน้น ชื่อว่าการแลดูอย่างอื่นในระหว่างย่อมไม่มี แบบแผนเป็นราวกะเกิดขึ้นในปากของเรา และย่อมมาในที่แห่งเราปรารถนาแล้วๆ ส่วนภิกษุอื่นยังปากให้ส่ายไป (เพื่อถามปัญหา) เป็นราวกะแพะดังนี้. มนุษย์ทั้งหลายเลื่อมใสแล้ว ด้วยคิดว่า บุคคลอื่นจักปฏิบัติเช่นกับพระคุณเจ้าของเราย่อมไม่มี ดังนี้ แล้วทำสักการะ.
แม้ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นก็ย่อมถามปัญหาในพระอรรถกถาจารย์ ในที่พร้อมหน้าแห่งอุปัฏฐากทั้งหลาย คือย่อมถามว่า ชื่อว่ากสิณ ย่อมเจริญอย่างไร ชื่อว่านิมิตที่เกิดขึ้นมีประมาณเท่าไร อุปจาระย่อมมีประมาณเท่าไร อัปปนาย่อมมีประมาณเท่าไร องค์ของปฐมฌานมีประมาณเท่าไร องค์ของทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานมีประมาณเท่าไร ดังนี้.
เมื่อพระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ประโยชน์อะไรด้วยคำเหล่านี้ คำอะไรๆ อย่างนี้ไม่มีหรือ และกระทำการยิ้มในเวลาที่กล่าวถ้อยคำอันเหมาะแก่การศึกษา ดังนี้ จึงแสดงการได้สมาบัติของตนด้วยคำว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อนี้ย่อมถูกต้อง ดังนี้. มนุษย์ทั้งหลายพากันเลื่อมใสว่า พระผู้เป็นเจ้าของพวกเราได้สมาบัติแล้ว ย่อมทำสักการะ.
แม้ผู้มีปัญญาทรามก็จะนั่งในท่ามกลางแห่งอุปัฏฐากทั้งหลาย กล่าวอยู่ว่า เราย่อมสละปริยัติ ดังนี้เป็นต้น ด้วยคำว่า เมื่อเราตรวจดูหมวดสามแห่งธรรมอันยังสัตว์ให้เนิ่นช้าในมัชฌิมนิกายอยู่ มรรคนั่นแหละมาแล้วพร้อมด้วยฤทธิ์ ชื่อว่าปริยัติ ไม่เป็นสิ่งที่กระทำได้โดยยากสำหรับพวกเรา การสนใจในปริยัติ ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ดังนี้ ย่อมแสดงซึ่งความที่ตนเป็นคนมีปัญญามาก. ก็เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าย่อมทำลายพระศาสนา. ชื่อว่ามหาโจรเช่นกับบุคคลนี้ ย่อมไม่มี เพราะว่า บุคคลผู้ทรงพระปริยัติ ชื่อว่าย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ หามีไม่.
แม้ผู้ยังไม่สิ้นอาสวะเห็นทารกในบ้านแล้ว ถามว่า มารดาบิดาของพวกเธอย่อมกล่าวว่า เรา เป็นอะไร. พวกทารกกล่าวว่า มารดาบิดาของกระผมกล่าวว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ ขอรับ. ภิกษุนั้นย่อมแสดงซึ่งความที่ตนเป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้วด้วยคำว่า ดูก่อนบุตรคหบดีผู้ฉลาด ใครๆ ไม่อาจเพื่อจะลวงท่านได้ ดังนี้ ก็ในที่นี้บัณฑิตพึงทราบซึ่งภิกษุแม้อื่นอีกที่แสดงตนเป็นพระอรหันต์ มีพระอรหันต์ตุ่มน้ำและพระอรหันต์ย่านไทร เป็นต้น.
เรื่องพระอรหันต์ตุ่มน้ำ (จาฏิอรหันต)
ได้ยินว่า ภิกษุโกหก (ผู้หลอกลวง) รูปหนึ่งฝังตุ่มน้ำใบใหญ่ไว้ภายในห้องของตน ย่อมเข้าไปในตุ่มในเวลาที่พวกมนุษย์มาหา มนุษย์ทั้งหลายจึงถามกันว่า พระเถระไปไหน ดังนี้. ก็เมื่อภิกษุนั้นกล่าวว่า พระเถระอยู่ในห้อง ดังนี้ พวกมนุษย์แม้เข้าไปค้นหาอยู่ เมื่อไม่เห็นจึงออกมาแล้วกล่าวว่า พระเถระไม่มี ดังนี้ ก็เมื่อภิกษุนั้นกล่าวว่า พระเถระอยู่ภายในห้องนั่นแหละ ดังนี้ พวกมนุษย์จึงเข้าไปอีก พระเถระนั้นออกจากตุ่มแล้วมานั่งอยู่ที่ตั่ง. ลำดับนั้น เมื่อมนุษย์ทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกกระผมไม่เห็นท่านเมื่อเข้ามาครั้งแรกจึงออกไป ท่านไปอยู่ที่ไหน ดังนี้ ภิกษุนั้นย่อมแสดงซึ่งความที่ตนเป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ด้วยคำว่า ชื่อว่าสมณะทั้งหลายย่อมไปสู่ที่อันตนปรารถนาแล้วๆ ดังนี้.
เรื่องพระอรหันต์ย่านไทร (ปาโรหอรหันต์)
ภิกษุโกหก (ผู้หลอกลวง) อีกรูปหนึ่ง อาศัยอยู่ที่บรรณศาลาใกล้ภูเขาลูกหนึ่ง ก็ต้นไทรต้นหนึ่งมีอยู่ที่เงื้อมเขา (เหว) ข้างหลังแห่งบรรณศาลา รากของต้นไทรนั้นไปปรากฏอยู่ที่พื้นดินส่วนหนึ่ง. มนุษย์ทั้งหลายเดินมาตามทางแล้ว ย่อมนิมนต์ภิกษุนั้นเพื่อภัตตาหาร. ภิกษุนั้นถือบาตรและจีวรแล้วโหนลงมาตามรากของต้นไทรนั้นแล้วมาปรากฏตัวใกล้ประตูบ้าน. ลำดับนั้น ผู้อันมนุษย์ทั้งหลายผู้มาถึงทีหลังถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านมาทางไหน ดังนี้.
ภิกษุนั้นย่อมแสดงซึ่งความที่ตนเป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้วด้วยคำว่า ชื่อว่าทางอันสมณะทั้งหลายมาแล้ว ไม่สมควรถาม สมณะทั้งหลายย่อมมาโดยที่อันตนปรารถนาแล้วๆ ดังนี้.
ก็บุรุษผู้ฉลาดคนหนึ่งฟังเรื่องโดยตลอด ทราบแล้วคิดว่า เราจักเฝ้าจับดูภิกษุนี้ดังนี้ ในวันหนึ่ง เขาเห็นที่เป็นที่ภิกษุนั้นอยู่ ดังนี้ ในวันหนึ่ง เขาเห็นที่เป็นที่ภิกษุนั้นก้าวลงตามรากต้นไทร จึงตัดรากไทรนั้นข้างหลังเหลือไว้เล็กน้อย. ภิกษุผู้หลอกลวงนั้นคิดว่า เราจักจับรากไทรก้าวลงไป จึงจับรากไทรนั้น ทีนั้นก็หล่นลงไปที่ดินเหนียว บอบช้ำแล้ว เธอทราบว่า ใครๆ ทราบเรื่องของตนแล้ว จึงหนีออกไป ดังนี้.
ความเป็นแห่งบุคคลผู้ปรารถนาลามก ชื่อว่าสภาพลามก ก็เมื่อว่าโดยลักษณะแล้ว บัณฑิตพึงทราบว่า ความที่บุคคลนั้นยังบุคคลอื่นให้สรรเสริญความดีอันไม่มีอยู่และความที่ตนเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการรับ ข้อนี้เป็นลักษณะของความเป็นผู้มีความปรารถนาลามก ดังนี้.
สิงคนิทเทส อธิบายการพูดทิ่มแทง
ชื่อว่าสิงคะ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องทิ่มแทง. เครื่องทิ่มแทงนี้เป็นชื่อของการทิ่มแทงเพราะกิเลส กล่าวคือความที่วาจานั้นเป็นเครื่องทิ่มแทงของชาวเมือง. ความเป็นแห่งวาจาเป็นเครื่องทิ่มแทง ชื่อว่าสภาพแห่งวาจาเป็นเครื่องทิ่มแทง.
อีกอย่างหนึ่ง อาการเป็นเครื่องพูดทิ่มแทง ก็ชื่อว่าสภาพที่พูดทิ่มแทง. ความเป็นแห่งบุคคลผู้พูดเป็นสี่เหลี่ยม ชื่อว่าการพูดเป็นสี่เหลี่ยม. การพูดเป็นสี่คมก็อย่างนั้น. ความเป็นแห่งบุคคลผู้พูดเป็นเหลี่ยมเป็นคู ชื่อว่าสภาพที่พูดมีเหลี่ยมมีคู. คำนี้ เป็นชื่อของความเป็นของบุคคลผู้ชำนาญการพูดทิ่มแทง ซึ่งตระเตรียมไว้ก่อนนั่นแหละ (เช่นกับขุดบ่อล่อปลา) คำนอกนี้เป็นไวพจน์ของคำพูดทิ่มแทงทั้งนั้น. การพูดทิ่มแทงด้วยอำนาจแห่งกิเลส ท่านกล่าวไว้ด้วยบทแม้ทั้งหมด ด้วยอาการอย่างนี้.
ตินติณนิทเทส อธิบายการพูดเกียดกัน
คำว่า ตินฺติณํ ได้แก่ การพูดติเตียน หรือพูดเกียดกัน. อาการแห่งความประพฤติเกียดกัน เรียกว่ากิริยาที่พูดเกียดกัน. ความเป็นแห่งบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยความเกียดกันของผู้พูดด้วยความเกียดกัน ชื่อว่าสภาพที่เกียดกัน. ความเป็นแห่งบุคคลผู้ละโมบ ชื่อว่าสภาพที่ละโมบ.
คำนอกจากนี้เป็นคำอธิบายความเป็นแห่งกิริยาอาการของคำพูดเกียดกัน.
คำว่า ปุจฺฉญฺชิกตา ได้แก่ ความหวั่นไหวของการเสวยอารมณ์ในฐานะแห่งประโยชน์ที่ควรได้หรือไม่ควรได้ ท่านเรียกว่าความประพฤติถ่อมตน.
คำว่า สาธุกมฺยตา ได้แก่ ความปรารถนาที่จะได้สิ่งอันประณีตยิ่งขึ้นไป.
ท่านกล่าวอาการเกียดกันไว้ ด้วยสามารถแห่งกิเลสด้วยบททั้งปวงโดยหมายเอาว่า วัตถุของผู้อื่นเป็นราวกะว่าเป็นของตน เช่นกับการเห่าของสุนัขที่กำลังดื่มน้ำข้าวที่รางน้ำข้าว เพราะเห็นสุนัขอื่นมา ดังนี้.
____________________________
บาลีว่า ปุญฺจิกตา, ม. ปุจฺฉญฺชิกตา.
จาปัลยนิทเทส อธิบายการชอบตกแต่ง
การตกแต่งจีวรด้วยวัตถุทั้งหลายมีการทำให้เรียบร้อยเป็นกลีบเป็นต้น ชื่อว่าการตกแต่งจีวร. การตกแต่งบาตรด้วยวัตถุทั้งหลายมีการกระทำให้มีผิวหมดจดดังสีแห่งแก้วมณี ชื่อว่าการตกแต่งบาตร. การตกแต่งเสนาสนะอันเป็นของเฉพาะบุคคล ด้วยจิตรกรรมเป็นต้น ชื่อว่าการตกแต่งเสนาสนะ.
คำว่า อิมสฺส วา ปูติกายสฺส (แปลว่าการตกแต่งกายอันเปื่อยเน่า) ได้แก่ การตกแต่งกายของมนุษย์นี้ เหมือนอย่างว่า สุนัขจิ้งจอกแม้เกิดในวันนั้นถึงกระดูกขายังอ่อนอยู่ก็ตาม เขาก็เรียกกันว่า สุนัขจิ้งจอกแก่นั่นแหละ และต้นเครือเถาที่เป็นยามีต้นบรเพ็ด เถาหัวด้วน ย่อมถึงซึ่งการนับว่าเถาวัลย์เน่านั่นแหละ ฉันใด กายมนุษย์แม้มีสีเพียงดั่งสีแห่งทองพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสเรียกว่า กายอันเปื่อยเน่านั้น ด้วยเครื่องอาภรณ์มีเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น อันมีสีแดงสีเหลืองเป็นต้น ชื่อว่าการตกแต่ง.
คำว่า พาหิรานํ วา ปริกฺขารํ (แปลว่า หรือว่าการตกแต่งบริขารภายนอก) ได้แก่ การตกแต่งบริขารที่เหลือนอกจากบาตรและจีวร.
อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า การตกแต่งจีวร การตกแต่งบาตรนี้อันใด การตกแต่งกายด้วยบริขารเหล่านั้น หรือว่า การตกแต่งบริขารภายนอกจากกาย ก็เรียกว่าการตกแต่ง ด้วยสามารถแห่งชื่อตามที่ตั้งไว้สำหรับเรียก.
ในคำว่า มณฺฑนา วิภูสนา นี้ พึงทราบว่า ชื่อว่ามัณฑนา (การแต่งกาย) ด้วยสามารถแห่งการยังที่อันบกพร่องให้เต็ม. ชื่อว่าวิภูสนา (การประดับ) ด้วยสามารถแห่งการประเทืองผิว เป็นต้น.
คำว่า เกฬนา ได้แก่ การเล่นที่ร่าเริง. คำว่า ปริเกฬนา ได้แก่ การร่าเริง. ความเป็นแห่งจิตที่หวั่นไหว ชื่อว่าสภาพที่หวั่นไหว. ความเป็นแห่งบุคคลผู้ชอบตกแต่งก็อย่างนั้น.
คำว่า อิทํ วุจฺจติ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ความเป็นผู้หวั่นไหวไปเพราะชอบตกแต่ง. บุคคลผู้ประกอบด้วยการตกแต่งใด บุคคลนั้นแม้มีอายุตั้งร้อยปี ก็ย่อมเป็นราวกะทารกผู้เกิดในวันนั้น ดังนี้.
อสภาควุตตินิทเทส อธิบายความประพฤติไม่สมควร
ความประพฤติไม่คล้อยตามพระพุทธพจน์ ชื่อว่าความประพฤติไม่สมควร. วิถีทางแห่งความสุข โดยการกระทำให้ขัดแย้งอันเป็นข้าศึกต่างๆ ชื่อว่าความประพฤติขัดขืน. ความเป็นแห่งบุคคลผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ชื่อว่าสภาพที่ไม่เอื้อเฟื้อ กิริยาที่ไม่เอื้อเฟื้อก็เหมือนกัน. ความเป็นแห่งบุคคลผู้ไม่คารวะ ชื่อว่าความไม่เคารพ. ความเป็นผู้ไม่ทำตามคำของผู้เจริญ (หัวหน้า) ชื่อว่าความไม่เชื่อฟัง.
คำว่า อยํ วุจฺจติ ความว่า บุคคลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก ชื่อว่าผู้มีความประพฤติไม่สมควร. อธิบายว่า ความเป็นผู้มีชีวิตอันไม่เหมาะสมดังนี้.
บุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้มีชีวิตอยู่อันไม่สมควรใด คือ ย่อมไม่ปฏิบัติเหลียวแลเลี้ยงดูมารดาหรือบิดาผู้ป่วยไข้ ย่อมทำการทะเลาะกับบิดามารดาเพราะทรัพย์สมบัติ ย่อมทะเลาะกับพี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว เพราะเหตุแห่งทรัพย์ของมารดาบิดา ย่อมกล่าววาจาหมดยางอาย (หน้าด้าน) ย่อมไม่ทำวัตรและวัตรอาศัยต่ออาจารย์ ต่ออุปัชฌาย์ ไม่อุปัฏฐากภิกษุผู้อาพาธ ย่อมถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะในสถานที่เป็นที่เคารพแห่งพระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระพุทธเจ้า ย่อมถ่มเขฬะบ้าง สั่งน้ำมูกบ้าง ย่อมกั้นร่ม ย่อมเดินใส่รองเท้าเข้าไป ย่อมไม่ละอายในพระสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมไม่เคารพยำเกรงในสงฆ์ ย่อมไม่ยังหิริโอตตัปปะให้ตั้งขึ้นในที่อันควรเคารพในบุคคลทั้งหลายมีมารดาและบิดาเป็นต้น. การทำอย่างนี้แม้ทั้งปวงในวัตถุทั้งหลายและในบุคคลมีมารดาเป็นต้นของผู้ประพฤติอยู่อย่างนี้ ย่อมชื่อว่าความประพฤติไม่สมควร.
อรตินิทเทส อธิบายความไม่ยินดี
คำว่า ปนฺเตสุ แปลว่า ในเสนาสนะอันสงัด.
อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ เสนาสนะอันสงัดอันอยู่ในที่ไกล.
คำว่า อธิกุสเลสุ ได้แก่ สมถะและวิปัสสนา.
คำว่า อรติ เป็นคำปฏิเสธความยินดี. อาการแห่งความไม่ยินดี ชื่อว่ากิริยาที่ไม่ยินดี. ความเป็นแห่งบุคคลผู้ไม่ยินดียิ่ง ชื่อว่าสภาพที่ไม่ยินดียิ่ง. อาการแห่งความไม่ยินดียิ่ง ชื่อว่ากิริยาที่ไม่ยินดียิ่ง. อาการแห่งบุคคลผู้กระวนกระวาย ชื่อว่าความกระวนกระวายใจ.
คำว่า ปริตสฺสิตา ได้แก่ ความเป็นผู้สะดุ้งด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้กระวนกระวายใจ.
ตันทีนิทเทส อธิบายความโงกง่วง
ความเกียจคร้านชนิดหนึ่ง ชื่อว่าตันที (คือความง่วง หรือความประมาท). อาการแห่งความเป็นผู้โงกง่วง ชื่อว่ากิริยาที่โงกง่วง.
คำว่า ตนฺทิมนกตา ได้แก่ความเป็นผู้มีจิตอันความเกียจคร้านครอบงำแล้ว. ความเป็นแห่งบุคคลผู้เกียจคร้าน ชื่อว่าสภาพที่จิตโงกง่วง. อาการแห่งบุคคลผู้เกียจคร้าน ชื่อว่ากิริยาแห่งความโงกง่วง. ความเป็นแห่งบุคคลผู้เกียจคร้านทางกายด้วยสามารถแห่งกิเลส พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยบทเหล่านี้แม้ทั้งหมด ดังนี้.
วิชัมภิตานิทเทส อธิบายความบิดกาย
ความให้กายไหวเอี้ยวไป ชื่อว่าความบิดกาย. ความบิดกายบ่อยๆ (ในท่าต่างๆ) เรียกว่าความเหยียดกาย.
คำว่า อานมนา (แปลว่า ความโน้มกาย) ได้แก่ ความโน้มกายไปข้างหน้า.
คำว่า วินมนา (แปลว่า ความโน้มกายไปข้างหลัง) ได้แก่ ความเอนกายไปข้างหลัง.
คำว่า สนฺนมนา ได้แก่ ความโน้มกายไปรอบๆ.
ในคำว่า ความน้อมกายให้ตรงนี้ เหมือนอย่างว่า ช่างหูกผู้ขยันจับถือซึ่งอะไรๆ นั่นแหละแต่เส้นด้าย แล้วก็ตั้งกายให้ตรงฉันใด การยกกายขึ้นเบื้องบนก็ฉันนั้น.
คำว่า พยาธิยกํ (แปลว่า ความไม่สบายกาย) ได้แก่ ความที่บุคคลนั้นมีพยาธิเกิดขึ้นแล้ว. ความบิดกายนั่นแหละด้วยสามารถแห่งกิเลส พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยบทเหล่านี้แม้ทั้งหมดด้วยประการฉะนี้.
ภัตตสัมมทนิทเทส อธิบายความเมาอาหาร
คำว่า ภุตฺตาวิสฺส ได้แก่ ของผู้บริโภคอาหาร. ความไม่สบายเนื่องจากกินอาหาร ชื่อว่าความอึดอัดเพราะอาหาร.
จริงอยู่ บุคคลย่อมเป็นราวกะว่าถึงความซบเซาเพราะอาหารมีกำลัง (มาก). ความเป็นแห่งผู้ลำบากเพราะอาหาร ชื่อว่าความเป็นผู้กระวนกระวายเพราะอาหาร. ความกระวนกระวายเพราะอาหาร ชื่อว่าความเร่าร้อนเพราะอาหาร.
จริงอยู่ ในสมัยนี้ บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้ชื่อว่ามีอินทรีย์อันอาหารขจัดแล้ว โดยให้ความเร่าร้อนเกิดขึ้น คือย่อมทำให้ร่างกายทรุดโทรม.
คำว่า กายทุฏฺฐุลฺลํ (แปลว่า ความเป็นผู้หนักเนื้อหนักตัวเพราะอาหาร) ได้แก่ ความเป็นผู้มีร่างกายอันไม่ควรแก่การงาน (คือไม่คล่องแคล่ว) เพราะอาศัยอาหาร.
นิทเทสแห่งความเป็นผู้ย่อหย่อนแห่งจิต มีเนื้อความดังกล่าวไว้ในอรรถกถาแห่งธัมมสังคหะในหนหลังนั่นแหละ. และพึงทราบอาการแห่งความป่วยไข้ด้วยสามารถแห่งกิเลสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วด้วยบทเหล่านี้แม้ทั้งหมด ดังนี้.
กุหนานิทเทส อธิบายความหลอกลวง
คำว่า ลาภสกฺการสิโลกสนฺนิสฺสิตสฺส (แปลว่า สภาพที่หลอกลวงของภิกษุผู้มุ่งลาภสักการะและชื่อเสียง).
อธิบายว่า ภิกษุผู้หลอกลวงนั้นต้องการลาภ สักการะและสรรเสริญ จึงปรารถนาเช่นนั้น.
คำว่า ปาปิจฺฉสฺส (แปลว่า ผู้ปรารถนาลามก) ได้แก่ ภิกษุผู้ใคร่แสดงความดีอันตนไม่มีอยู่.
คำว่า อิจฺฉาปกตสฺส (แปลว่า ถูกความอยากครอบงำแล้ว) อธิบายว่า ภิกษุนั้นถูกความอยากอันมิใช่ธรรมดาทำให้เดือดร้อนแล้ว.
เบื้องหน้าแต่นี้ไป พึงทราบกุหนวัตถุ (เรื่องความหลอกลวง) ๓ อย่างอันมาในมหานิทเทส ด้วยสามารถแห่งภิกษุผู้หลอกลวงโดยมุ่งเสพปัจจัย ๑ ความหลอกลวงด้วยการพูดเลียบเคียง ๑ และความหลอกลวงด้วยการอาศัยซึ่งอิริยาบถ ๑ เพราะฉะนั้นเพื่อแสดงความหลอกลวงแม้ทั้ง ๓ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเริ่มคำว่า ปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาเตน วา (แปลว่า ด้วยการซ่องเสพปัจจัย) เป็นต้น ดังนี้.
ในข้อนั้น พึงทราบเรื่องความหลอกลวง (กุหนวัตถุ) กล่าวด้วยการซ่องเสพปัจจัยทำอุบายเป็นเหตุให้ทายกน้อมปัจจัยมาแม้ตั้งเล่มเกวียน จำเดิมแต่การปฏิเสธ เพราะอาศัยความปรารถนาลามกของภิกษุผู้อันความอยากครอบงำ ผู้อันทายกนิมนต์ด้วยจีวรเป็นต้นเมื่อทายกนั้นน้อมถวายจีวรเป็นต้นอันประณีต ด้วยวิธีต่างๆ ว่า โอ พระผู้เป็นเจ้า มีความปรารถนาน้อย ย่อมไม่ต้องการเพื่อจะรับอะไรๆ ก็ถ้าท่านพึงรับอะไรๆ แม้สักเล็กน้อย นั่นเป็นการที่พวกเราได้ดีแล้วหนอ ดังนี้ เพราะเธอรู้ว่าคหบดีเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธาตั้งมั่นดีแล้วในตน จึงกระทำให้แจ้งเพื่อประสงค์จะอนุเคราะห์คหบดีนั้น ดังนี้.
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในมหานิทเทสว่า
เรื่องความหลอกลวงกล่าวด้วยการซ่องเสพปัจจัย เป็นไฉน.
พวกคหบดีในโลกนี้ ย่อมนิมนต์ภิกษุด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร. ภิกษุนั้นมีความปรารถนาลามกอันความอยากครอบงำ มีความต้องการด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร อาศัยความเป็นผู้อยากได้มาก เธอย่อมบอกคืนจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ย่อมพูดอย่างนี้ว่า
ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยจีวรมีค่ามาก สมณะควรเที่ยวเลือกเก็บผ้าเก่าจากป่าช้า จากกองหยากเยื่อหรือจากตลาด แล้วทำสังฆาฏิใช้ ข้อนั้นเป็นการสมควร ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยบิณฑบาตอันมีค่ามาก สมณะควรสำเร็จความเป็นอยู่ด้วยก้อนข้าวที่ได้มาด้วยปลีแข้ง โดยความประพฤติแสวงหา ข้อนั้นเป็นการสมควร เป็นประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยเสนาสนะมีค่ามาก สมณะควรอยู่ที่โคนต้นไม้ อยู่ที่ป่าช้าหรืออยู่ในที่แจ้ง ข้อนั้นเป็นการสมควร ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารมีค่ามาก สมณะพึงทำยาด้วยน้ำมูตรเน่าหรือชิ้นลูกสมอ ข้อนั้นเป็นการสมควร.
เธออาศัยความเป็นผู้อยากได้มากนั้น จึงทรงจีวรที่เศร้าหมอง ฉันบิณฑบาตที่เศร้าหมอง ซ่องเสพเสนาสนะที่เศร้าหมองและฉันคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่เศร้าหมอง.
พวกคหบดีเห็นภิกษุนั้นแล้ว ย่อมทราบอย่างนี้ว่า สมณะนี้มีความปรารถนาน้อย เป็นผู้สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ปรารภความเพียร มีวาทะกำจัดกิเลส ก็ยิ่งนิมนต์เธอด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอก็กล่าวอย่างนี้ว่า เพราะประจวบด้วยเหตุ ๓ ประการ กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมประสพบุญมาก คือเพราะประจวบด้วยศรัทธา กุลบุตรผู้มีศรัทธาก็ประสพบุญมาก เพราะประจวบด้วยไทยธรรม กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมประสพบุญมาก เพราะประจวบด้วยพระทักขิไณยบุคคล กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมประสพบุญมาก พวกท่านมีศรัทธานี้อยู่ มีไทยธรรมนี้อยู่ ทั้งอาตมาก็เป็นปฏิคาหก ถ้าอาตมาจักไม่รับ พวกท่านก็จักเสื่อมจากบุญไป อาตมาไม่มีความต้องการด้วยปัจจัยนี้ แต่อาตมาจะรับด้วยความอนุเคราะห์พวกท่าน จำเดิมแต่นั้น เธอก็รับจีวรมาก รับเสนาสนะมาก รับคิลานปัจจัยเภสัชบริขารมาก ความทำหน้าสยิ้ว ความเป็นผู้มีหน้าสยิ้ว ความหลอกลวง กิริยาที่หลอกลวง ความเป็นผู้หลอกลวงเห็นปานนี้ นี้เรียกว่า เรื่องความหลอกลวงกล่าวด้วยการซ่องเสพปัจจัย.
ก็บุคคลผู้มีความปรารถนาลามกนั่นแหละ แม้มีอยู่ บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นเรื่องความหลอกลวง กล่าวด้วยการพูดเลียบเคียงอันเป็นอุบาย โดยทำนองนั้นๆ ด้วยวาจาอันแสดงถึงการบรรลุอุตตริมนุสสธรรม เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
เรื่องความหลอกลวง กล่าวด้วยการพูดเลียบเคียง เป็นไฉน
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้มีความปรารถนาลามก อันความอยากครอบงำ มีความประสงค์ให้เขายกย่อง คิดว่า ประชุมชนจักยกย่องเราด้วยอุบายอย่างนี้ จึงกล่าววาจาอิงอริยธรรม คือ พูดว่า สมณะใดทรงจีวรอย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก สมณะใดทรงบาตรอย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก สมณะใดทรงภาชนะโลหะ ทรงธัมมกรก ทรงผ้าสำหรับกรองน้ำ ถือลูกกุญแจ สวมรองเท้า ใช้ประคดเอว ใช้สายโยคบาตรอย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก
พูดว่า สมณะใดมีอุปัชฌายะอย่างนี้ มีอาจารย์อย่างนี้ มีพวกร่วมอุปัชฌายะอย่างนี้ มีพวกร่วมอาจารย์อย่างนี้ มีมิตรอย่างนี้ มีพวกอย่างนี้ มีพวกที่คบกันมาอย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก
พูดว่า สมณะใดอยู่ในวิหารเช่นนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก สมณะใดอยู่ในเรือนมีหลังคาแถบเดียวอย่างนี้ อยู่ในปราสาทอย่างนี้ อยู่ในเรือนมีหลังคาโล้นอย่างนี้ อยู่ในถ้ำอย่างนี้ อยู่ในที่หลีกเร้นอย่างนี้ อยู่ในกุฎีอย่างนี้ อยู่ในเรือนยอดอย่างนี้ อยู่ในป้อมอย่างนี้ อยู่ในโรงกลมอย่างนี้ อยู่ในเรือนที่พักอย่างนี้ อยู่ในศาลาที่ประชุมอย่างนี้ อยู่ในมณฑปอย่างนี้ อยู่ที่โคนต้นไม้อย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้วางหน้าเฉยเมย ทำหน้าสยิ้ว หลอกลวง ปลิ้นปล้อนตลบตะแลง อันผู้อื่นสรรเสริญด้วยความที่ตนวางหน้าว่า สมณะนี้ได้วิหารสมาบัติอันมีอยู่เห็นปานนี้ ภิกษุนั้นย่อมกล่าวถ้อยคำเช่นนั้นอันปฏิสังยุตด้วยโลกุตรธรรมและนิพพานอันลึกลับ สุขุม ละเอียด ปิดบัง ความทำหน้าสยิ้ว ความเป็นผู้มีหน้าสยิ้ว ความหลอกลวง กิริยาที่หลอกลวง ความเป็นผู้หลอกลวงเห็นปานนี้ นี้เรียกว่า เรื่องความหลอกลวงอันกล่าวด้วยการพูดเลียบเคียง ดังนี้.
ก็เมื่อภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกนั่นแหละ มีอยู่ บัณฑิตพึงทราบเรื่องหลอกลวง อาศัยอิริยาบถอันเป็นอุบาย ด้วยอิริยาบถอันตนกระทำเพื่อประสงค์ให้ผู้อื่นสรรเสริญตน เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
เรื่องความหลอกลวง กล่าวด้วยอิริยาบถ เป็นไฉน.
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้มีความปรารถนาลามก อันความอยากครอบงำ มีความประสงค์ในการยกย่อง คิดว่า ประชุมชนจักยกย่องเราด้วยอุบายอย่างนี้ จึงสำรวมการยืน สำรวมการนั่ง สำรวมการนอน ย่อมตั้งสติเดิน ตั้งสติยืน ตั้งสตินั่ง ตั้งสตินอน ทำเหมือนภิกษุมีสมาธิเดิน ทำเหมือนภิกษุมีสมาธิยืน ทำเหมือนภิกษุมีสมาธินั่ง ทำเหมือนภิกษุมีสมาธินอน และทำเหมือนภิกษุที่เจริญอาปาถกฌาน (เหมือนผู้เจริญฌานอันประกอบด้วยมรรควิถี) การตั้งใจการดำรงอิริยาบถ ความทำหน้าสยิ้ว ความเป็นผู้มีหน้าสยิ้ว ความหลอกลวง กิริยาที่หลอกลวง ความเป็นผู้หลอกลวงเห็นปานนี้ นี้เรียกว่าเรื่องความหลอกลวง กล่าวคือด้วยอิริยาบถ ดังนี้.
ในคำเหล่านั้น คำว่า การซ่องเสพปัจจัย ในคำว่า ปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาเตน ได้แก่ ด้วยการซ่องเสพปัจจัยอันกล่าวอย่างนี้.
คำว่า สามนฺตชปฺปิเตน ได้แก่ ด้วยการพูดในที่ใกล้.
คำว่า อิริยาปถสฺส ได้แก่ อิริยาบถทั้ง ๔.
คำว่า อฏฺฐปนา ได้แก่ การเริ่มยกอิริยาบถ หรือการตั้งอิริยาบถด้วยความเอาใจใส่ (ตั้งใจ).
คำว่า ฐปนา ได้แก่ อาการที่ตั้งอิริยาบถ.
คำว่า สณฺฐาปนา ได้แก่ การตระเตรียมอิริยาบถ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายคำนี้ไว้ว่า การทำให้ผู้อื่นเลื่อมใส.
คำว่า ภากุฏิกา ได้แก่ การสยิ้วหน้าด้วยสามารถแห่งการแสดงความเป็นใหญ่ หรือความเป็นผู้เคยดำรงอยู่ก่อน. คำนี้ตรัสอธิบายว่า เป็นผู้แสดงความไม่พอใจ ดังนี้.
ที่ชื่อว่าสยิ้วหน้า เพราะว่าการสยิ้วหน้าของผู้นั้นมีอยู่เป็นปกติ. ความเป็นแห่งบุคคลผู้สยิ้วหน้า ชื่อว่าสภาพที่สยิ้วหน้า.
คำพูดอันเป็นอุบายให้เขาเชื่อ ชื่อว่าความหลอกลวง. วิถีทางของผู้หลอกลวง ชื่อว่าอุบายเป็นเครื่องหลอกลวง. ความเป็นแห่งบุคคลผู้หลอกลวง ชื่อว่าสภาพที่หลอกลวง ดังนี้.
ลปนานิทเทส อธิบายการพูดประจบ
การพูดตั้งแต่ต้นอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายมาเพื่อประโยชน์อะไร หรือเพื่อนิมนต์ภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่า ท่านมาด้วยความประสงค์อย่างนี้ไซร้ อาตมาจักจัดภิกษุให้ไปภายหลัง ดังนี้ เพราะเห็นพวกมนุษย์มาสู่วิหารนี้ ชื่อว่าการพูดทักทาย.
อีกอย่างหนึ่ง การพูดแนะนำตนเองว่า อาตมาชื่อว่าติสสะ พระราชาทรงเลื่อมใสในอาตมา มหาอำมาตย์ของพระราชาโน้นๆ ก็เลื่อมใส ดังนี้ เพราะการแนะนำตนอย่างนี้ ก็ชื่อว่าการพูดทักทาย. เมื่อบุคคลผู้ถามมีอยู่ การพูดโต้ตอบมีประการตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ชื่อว่าการพูดสนทนา. การพูดด้วยดี เพราะให้โอกาสแก่ผู้หวาดกลัว ในเพราะการพูดไม่คล่องของคหบดีทั้งหลาย ชื่อว่าการพูดปลอบโยน. การพูดยกตนให้สูงอย่างนี้ว่า เราเป็นกุฎุมพีใหญ่ เป็นทานบดีใหญ่ ดังนี้ ชื่อว่าการพูดยกย่อง. การพูดโดยการกระทำให้สูงโดยส่วนทั้งปวง ชื่อว่าการพูดเยินยอ.
การพูดทำให้ชอบใจว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ในครั้งก่อน ท่านย่อมถวายทานในกาลเช่นนี้ บัดนี้ ท่านไม่ถวายทานหรือ. เขาตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมยังไม่ได้โอกาส เป็นต้นโดยทำให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ชื่อว่าการพูดอ้อมค้อม.
อธิบายว่า ได้แก่ การพูดเกลี่ยกล่อม.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นบุคคลถืออ้อยมาจึงถามว่า ดูก่อนอุบาสก อ้อยนี้ท่านได้มาจากไหน. เขาตอบว่า จากไร่อ้อยขอรับ. ภิกษุถามว่า อ้อยในไร่นั้น. มีรสหวานไหม. อุบาสกกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเคี้ยวกินแล้วพึงทราบ. ภิกษุกล่าวว่า ดูก่อนอุบาสก ถ้าว่าอาตมาพูดว่า ขอท่านทั้งหลายจงถวายอ้อยแก่ภิกษุ ดังนี้ ย่อมไม่ควร. การพูดชมเชยของภิกษุผู้ประจบเห็นปานนี้อันใด การพูดอ้อมค้อมก็อันนั้น การพูดอ้อมค้อมบ่อยๆ โดยส่วนทั้งปวง ชื่อว่าการพูดประจบ. คำว่า การพูดชมเชย ได้แก่ วาจาเป็นเครื่องยังจิตให้หวั่นไหวซึ่งยกขึ้นอย่างนี้ว่า ตระกูลนี้ย่อมรู้จักเราดีทีเดียว ถ้าเขาจะถวายไทยธรรมไซร้ก็จักถวายแก่เราเท่านั้นดังนี้ ชื่อว่าการสรรเสริญคือการยกย่อง.
ในข้อนั้นพึงกล่าวถึงเรื่องอุปัฏฐากผู้บำรุงภิกษุ ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุ ๒ รูปเข้าไปสู่บ้านหนึ่ง นั่งที่โรงภัตตาหาร เห็นกุมาริกาคนหนึ่ง จึงเรียกมา. ลำดับนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจึงถามภิกษุรูปหนึ่งว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กุมาริกานี้เป็นลูกใคร. ภิกษุนั้นจึงยกย่องสรรเสริญด้วยคำว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เป็นลูกสาวอุปัฏฐากผู้บำรุงของกระผม มารดาของหญิงนี้ เมื่อกระผมไปบ้านแล้ว เมื่อจะถวายเนยใส ย่อมถวายทั้งหม้อทีเดียว แม้กุมาริกานี้ก็ย่อมถวายเนยใสทั้งหม้อเหมือนมารดานั่นแหละ ดังนี้.
การพูดสรรเสริญซ้ำๆ ชื่อว่าการพูดสรรเสริญบ่อย.
คำว่า อนุปฺปิยภาณิตา ได้แก่ การกล่าววาจาอันเป็นที่รักบ่อยๆ ไม่สนใจคำอันเหมาะสมแก่สัจจะ หรือเหมาะสมกับธรรมเลย.
คำว่า ปาตุกมฺยตา ได้แก่ ความประพฤติตั้งตนไว้ต่ำให้เป็นไป.
คำว่า มุคฺคสูปยตา ได้แก่ วาจาเช่นกับแกงถั่วเขียว. เหมือนอย่างว่า ครั้นเมื่อถั่วเขียวทั้งหลายอันบุคคลต้มอยู่ ถั่วเขียวอะไรๆ บางอย่างย่อมไม่สุก ถั่วเขียวที่เหลือย่อมสุกฉันใด คำพูดสัจจะไรๆ มีอยู่ คำพูดอันเหลวไหลก็มีอยู่ในถ้อยคำของบุคคลนั้นนั่นแหละ บุคคลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าผู้มีวาจาเช่นแกงถั่วเขียว ดังนี้. ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีวาจาทีเล่นทีจริงเช่นแกงถั่วเขียวนั้น ชื่อว่าสภาพวาจาเช่นแกงถั่วเขียว. ความเป็นแห่งบุคคลผู้รับเลี้ยงดูเด็ก ชื่อว่าสภาพความเป็นผู้เลี้ยงดูเด็ก.
จริงอยู่ บุคคลใดย่อมเลี้ยงดูทารกในตระกูล ด้วยสะเอวหรือด้วยบ่า เหมือนแม่นม. อธิบายว่า ย่อมเลี้ยงดูเด็กในตระกูลโดยให้ทรงอยู่. การงานของผู้เลี้ยงดูเด็กนั้น ชื่อว่าการรับเลี้ยงเด็ก. ความเป็นแห่งบุคคลผู้เลี้ยงดูเด็ก ชื่อว่าสภาพการรับเลี้ยงเด็ก ดังนี้.
-----------------------------------------------------
เนมิตติกตานิทเทส อธิบายการแสดงนิมิต
คำว่า นิมิตฺตํ ได้แก่ กายกรรม วจีกรรมอันประกอบพร้อมด้วยการให้ปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ชนเหล่าอื่น.
คำว่า นิมิตฺตกมฺมํ ได้แก่ ความเป็นผู้ฉลาดในการทำนิมิต.
ในข้อนี้ มีเรื่องดังนี้
ได้ยินว่า ภิกษุรูปหนึ่งถือบิณฑบาตเป็นวัตรไปถึงประตูบ้านนายช่างทองผู้อุปัฏฐาก ผู้อันช่างทองถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านต้องการอะไร ดังนี้. เธอจึงนำมือออกจากภายในระหว่างจีวร แล้วได้แสดงอาการ คือการนำมีดไป. ช่างทองทราบลักษณะอาการนั้น แล้วเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นั่นมีดของกระผม ดังนี้ แล้วได้ถวายมีดไป.
คำว่า โอภาโส ได้แก่ กล่าวถ้อยคำอันเกี่ยวด้วยปัจจัย.
คำว่า โอภาสกมฺมํ อธิบายว่า ภิกษุเห็นบุคคลผู้เลี้ยงลูกโค จึงถามว่า ลูกโคเหล่านี้เป็นลูกโคนม หรือเป็นลูกโคเปรียง (ตักกโควัจฉา) เมื่อเด็กเหล่านั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เป็นลูกโคนม ดังนี้ เธอก็จะพูดเป็นนัย อันยังมารดาบิดาของเด็กเลี้ยงโคนั้นให้ทราบ อันเป็นเหตุให้เขาถวายนมเป็นต้น โดยนัยว่า ผิว่า พึงเป็นลูกโคนม แม้ภิกษุทั้งหลายก็พึงได้น้ำนม ดังนี้.
คำว่า สามนฺตชปฺปา ได้แก่ การกระซิบ คือพูดใกล้.
ในข้อนี้ บัณฑิตพึงกล่าวถึงเรื่องพระเถระผู้เรียนชาดก.
ได้ยินว่า พระเถระผู้เรียนชาดกรูปหนึ่ง เป็นผู้ใคร่จะฉันอาหาร เข้าไปสู่บ้านอุปัฏฐายิกา แล้วนั่งอยู่. อุปัฏฐายิกานั้นไม่ประสงค์จะถวายอะไรจึงกล่าวว่า ข้าวสารไม่มี ดังนี้ แล้วไปสู่บ้านของเพื่อนบ้าน เป็นราวกะว่าต้องการจะนำข้าวสารมา. ทีนั้นภิกษุก็เข้าไปภายในห้อง แลดูอยู่ เห็นอ้อยพิงอยู่ที่มุมประตูหน้าต่าง เห็นน้ำอ้อยงบที่ภาชนะ เห็นปลาเค็มในกระจาด เห็นข้าวสารในหม้อใหญ่ เห็นจอกน้ำในหม้อน้ำ แล้วก็ออกมานั่ง.
หญิงแม่เรือนมาแล้วก็กล่าวว่า เราไม่ได้ข้าวสาร ดังนี้. พระเถระกล่าวว่า ดูก่อนอุบาสิกา วันนี้ ภิกษาเห็นจักไม่ถึงพร้อม แล้วกล่าวว่า อาตมาได้เห็นนิมิตก่อนนั่นแหละ. หญิงนั้นถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิมิตเป็นอย่างไร ดังนี้.
พระเถระกล่าวว่า อาตมาแลดูอยู่ด้วยคิดว่า เราจักประหารงูอันเห็นแล้วนั้น ซึ่งเป็นราวกะว่าอ้อยที่วางไว้ที่มุมใกล้หน้าต่าง เห็นแผ่นหินราวกะก้อนน้ำอ้อยงบที่วางไว้ในภาชนะ เห็นพังพานงูแผ่ออกแล้ว เพราะถูกขว้างปาด้วยก้อนดิน เช่นกับการผ่าปลาใส่เกลือวางไว้ในกระจาด เห็นฟันของงูนั้นผู้ไล่กัดก้อนดินนั้น เช่นกับข้าวสารในหม้อ ลำดับนั้น เห็นเขฬะอันเจือด้วยพิษออกไปจากปากงูผู้โกรธแล้วนั้น เช่นกับจอกน้ำที่ในหม้อน้ำ ดังนี้.
หญิงแม่บ้านนั้นถวายอ้อยแล้ว ด้วยคิดว่า เราไม่อาจเพื่อลวงสมณะโล้นได้ ดังนี้ แล้วหุงข้าวถวายพร้อมกับน้ำอ้อยงบในหม้อและปลา ดังนี้
บัณฑิตพึงทราบการพูดด้วยอาการอย่างนี้ว่า เป็นการพูดใกล้ๆ ดังนี้. คำว่า การพูดแวดล้อม หว่านล้อมโดยประการที่ตนจะได้ อย่างนั้นแล.
นิปเปสิกตานิทเทส อธิบายการพูดติเตียน
คำว่า การด่า ได้แก่ การด่าด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ ประการ.
คำว่า การข่ม ได้แก่ การกล่าวเย้ยหยัน.
คำว่า การนินทา ได้แก่ การพูดยกโทษขึ้นโดยนัยว่า เขาไม่มีศรัทธา ไม่น่าเลื่อมใส.
คำว่า การพูดตำหนิโทษ ได้แก่ การยกวาจาขึ้นว่า ท่านอย่าได้กล่าววาจาเช่นนี้ ในที่นี้. การพูดตำหนิโทษอันเป็นไปกับด้วยวัตถุ เป็นไปกับด้วยเหตุ โดยส่วนทั้งปวง เรียกว่าการพูดเหยียดหยาม.
อีกอย่างหนึ่ง การพูดยกโทษขึ้นอย่างนี้ว่า โอ ท่านทานบดี ไม่ให้อะไรๆ ชื่อว่าติเตียน. การพูดด้วยดีอย่างนี้ว่า ท่านทานบดีใหญ่ ดังนี้ เรียกว่าการพูดเหยียดหยาม.
คำว่า การพูดเหยียดหยาม ได้แก่การพูดเยาะเย้ยอย่างนี้ว่า ชีวิต (ความเป็นอยู่) ของท่านผู้นี้ กินพืชเป็นอาหารมิใช่หรือ ดังนี้ ชื่อว่าการพูดเยาะเย้ย. ย่อมพูดให้ยิ่งกว่านี้ว่า ท่านทั้งหลายย่อมกล่าวว่าบุคคลนี้มิใช่ทายกเป็นต้น บุคคลใดย่อมให้วาจาแก่บุคคลทั้งปวงตลอดกาลเป็นนิจว่า ไม่มี ดังนี้ บุคคลนั้นชื่อว่าพูดเยาะเย้ย หรือเหยียดหยามให้เสียชื่อเสียง.
การพูดว่า ทานบดีไม่ให้ หรือตำหนิให้เสียชื่อเสียงโดยอาการทั้งปวง ชื่อว่าการพูดให้เสียชื่อเสียงอย่างแรง. การนำเรื่องไปติเตียนจากบ้านโน้นไปสู่บ้านนี้ จากชนบทโน้นไปสู่ชนบทนี้ ว่า บุคคลย่อมประสบ แม้ความกลัวแต่การติเตียนของเรา อย่างนี้ชื่อว่าการนำเรื่องไปเที่ยวติเตียน. การพูดวาจาไพเราะต่อหน้า ในภายหลังพูดนินทา ชื่อว่าการพูดไพเราะต่อหน้านินทาลับหลัง.
จริงอยู่ บุคคลผู้พูดอย่างนี้ เมื่อไม่อาจแลดูเฉพาะหน้า ย่อมเป็นราวกะการเคี้ยวกินเนื้อในที่ลับหลัง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเรียกบุคคลเช่นนี้ว่า พูดไพเราะต่อหน้าลับหลังนินทา ดังนี้.
คำว่า อยํ วุจฺจติ นิปฺเปสิกตา ได้แก่ บุคคลนี้ย่อมไม่นำ คือย่อมไม่กล่าวคุณของผู้อื่นอันมีอยู่ในภายในราวกะบุคคลบดคันธชาติ คือบดขยี้คุณของผู้อื่นให้แหลกเป็นจุณ ย่อมเป็นราวกะการแสวงหาคันธชาตินั้น วาจาเช่นนี้ย่อมเป็นวาจาแสวงหาลาภ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า พูดติเตียน (อุบายโกง) ดังนี้.
ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตานิทเทส อธิบายการแลกเปลี่ยนลาภด้วยลาภ
การแสวงหา (ด้วยอำนาจแห่งความอยาก) ชื่อว่าการมุ่งลาภสักการะและชื่อเสียง.
คำว่า อิโต ลทฺธํ ได้แก่ ลาภ สักการะ ชื่อเสียงอันตนได้แล้วจากบ้านนี้.
คำว่า อมุตฺรา ได้แก่ ในบ้านชื่อโน้น.
คำว่า เอฏฺฐิ ได้แก่ การปรารถนา. คำว่า คเวฏฐิ ได้แก่ การเสาะหา.
คำว่า ปริเยฏฺฐิ ได้แก่ การแสวงหาบ่อยๆ. ก็ในเรื่องนี้ บัณฑิตพึงกล่าว เรื่องของภิกษุผู้ให้ภิกษาอันตนได้แล้วๆ จำเดิมแต่ต้น แก่ทารกในตระกูล ในที่นั้นๆ แล้วจึงได้น้ำนมและข้าวยาคูในที่สุด แล้วจึงไป.
คำว่า เอสนา เป็นต้น เป็นคำไวพจน์ของคำว่าความปรารถนาเป็นต้น เพราะฉะนั้นในที่นี้พึงทราบการประกอบ อย่างนี้ว่า คำว่า เอฏฺฐิ ได้แก่ กิริยาที่หา.
คำว่า คเวฏฺฐิ ได้แก่ กิริยาที่เที่ยวหา. คำว่า ปริเยฏฺฐิ ได้แก่ กิริยาที่เที่ยวแสวงหาดังนี้.
เสยยมานนิทเทส อธิบายว่าความสำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา
คำว่า ชาติยา (แปลว่า โดยชาติ) ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยชาติมีความเป็นกษัตริย์ เป็นต้น.
คำว่า โคตฺเตน (โดยโคตร) ได้แก่ ด้วยโคตรอันสูงสุด มีโคตมโคตรเป็นต้น.
คำว่า โกลปุตฺติเยน (โดยความเป็นผู้มีสกุล) ได้แก่ ด้วยความเป็นตระกูลใหญ่.
คำว่า วณฺณโปกฺขรตาย (โดยความเป็นผู้มีรูปงาม) ได้แก่ โดยความเป็นผู้มีสรีระอันถึงพร้อมด้วยวรรณะ.
จริงอยู่ สรีระ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสเรียกว่า โปกขระ. อธิบายว่า เพราะความที่บุคคลนั้นเป็นผู้มีรูปงามด้วยวรรณสมบัติ.
คำว่า ธเนน เป็นต้น (คือโดยทรัพย์ โดยความเป็นใหญ่ โดยหน้าที่การงาน โดยศิลปะ โดยวิทยฐานะเป็นต้น) มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.
ในคำว่า มานํ ชปฺเปติ (ย่อมถือตัว คือย่อมยังมานะให้เกิด) เหล่านี้.
อธิบายว่า ในบรรดาวัตถุเหล่านี้ย่อมให้มานะเป็นไปว่าเราเลิศกว่าเขา คือย่อมกระทำด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้.
สทิสมานนิทเทส อธิบายความสำคัญตนว่าเสมอเขา
ในคำว่า มานํ ชปฺเปติ นี้นั่นแหละ บัณฑิตพึงทราบว่า ย่อมให้มานะ (ความสำคัญตน) ว่า เราเป็นผู้เช่นเดียวกับเขา ด้วยวัตถุ (เหตุ) อย่างใดอย่างหนึ่ง. ก็ในนิทเทสแห่งความสำคัญตนว่าเสมอเขานี้ มีเนื้อความแปลกกันโดยอรรถ แต่ในพระบาลีไม่มีการกระทำที่แตกต่างกัน.
หีนมานนิทเทส อธิบายความสำคัญตนว่าเลวกว่าเขา
คำว่า โอมานํ ชปฺเปติ ได้แก่ ยังมานะให้เป็นไปในฝ่ายต่ำ.
มานะอันลามกอันต่ำช้า ชื่อว่าโอมานะ.
คำว่า โอมญฺญิตตฺตํ ได้แก่ การแสดงความเป็นไปแห่งอาการ.
คำว่า หีฬนา ได้แก่ การดูหมิ่นตนเอง (การรังเกียจตนเอง) โดยฐานะทั้งหลายมีโดยชาติเป็นต้น.
คำว่า โอหีฬนา ได้แก่ การดูถูกอย่างยิ่งเกินเปรียบ.
คำว่า โอหีฬตตฺตํ ได้แก่ เป็นการแสดงออกแห่งความเป็นไปของบุคคลนั้นนั่นแหละ.
คำว่า อตฺตุญฺญา ได้แก่ ความเข้าใจตนเองว่าต่ำช้า (ดูถูกตนเอง).
คำว่า อตฺตาวญฺญา ได้แก่ การเหยียดหยามตน.
คำว่า อตฺตปริภโว ได้แก่ ความเย้ยหยันตน (การดูแคลน) โดยสำคัญว่า พวกเราต่ำกว่าเขาโดยสมบัติ มีชาติเป็นต้น.
มานะ ๓ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งวัตถุมีชาติเป็นต้นมิได้อาศัยบุคคล ดังพรรณนามาฉะนี้.
ในมานะ ๓ เหล่านั้น มานะหนึ่งๆ ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีความสำคัญตนว่าดีกว่าเขา เสมอเขา ต่ำกว่าเขา แม้ทั้ง ๓. ในมานะเหล่านั้น มานะว่าเราเป็นผู้เลิศกว่าเขา เป็นมานะแท้จริงของบุคคลผู้เลิศกว่าเขา ส่วนมานะที่เหลือไม่ใช่. มานะว่า เราเสมอเขา เป็นมานะแท้จริงของบุคคลผู้เสมอกับผู้อื่นนั่นแหละ ที่เหลือไม่ใช่. มานะว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา เป็นมานะของบุคคลผู้เลวนั่นแหละ ที่เหลือไม่ใช่.
บรรดามานะเหล่านั้น ก็คำว่า กตโม เสยฺยสฺส เสยฺโยหมสฺมิ (แปลว่า ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา เป็นไฉน?) เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมานะ ๙ อย่าง โดยอาศัยบุคคล. ในมานะเหล่านั้น มานะอย่างละ ๓ ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้หนึ่ง.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ทหติ (แปลว่า ย่อมถือตัว) ได้แก่ ย่อมตั้งไว้.
คำว่า ตํ นิสฺสาย ได้แก่ อาศัยการถือตัวโดยความเป็นผู้เลิศกว่าเขานั้น.
ก็มานะในข้อว่า ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา ดังนี้ มานะนี้ย่อมเกิดแก่พระราชาทั้งหลายและบรรพชิตทั้งหลาย.
จริงอยู่ พระราชาย่อมทำมานะนี้ว่า ใครๆ เสมอเรา ด้วยแว่นแคว้น หรือด้วยทรัพย์ หรือด้วยพาหนะ มีอยู่หรือ ดังนี้. แม้บรรพชิตก็ย่อมทำมานะนี้ว่า ใครๆ เช่นกับเรา ด้วยศีลและธุดงค์เป็นต้นมีหรือ ดังนี้.
แม้มานะว่า ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเสมอเขา ดังนี้ ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นนั่นแหละ.
จริงอยู่ พระราชาย่อมทำมานะนี้ว่า อะไรๆ เป็นการกระทำที่ต่างกันของเรา กับด้วยพระราชาเหล่าอื่น โดยแว่นแคว้น หรือโดยทรัพย์ หรือโดยพาหนะมีหรือ ดังนี้. แม้บรรพชิตก็ย่อมทำมานะนี้ว่า อะไรๆ เป็นการกระทำที่ต่างกันของเรากับด้วยภิกษุอื่น ด้วยคุณทั้งหลายมีศีลและธุดงค์เป็นต้นหรือ ดังนี้.
แม้มานะในข้อว่า ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าต่ำกว่าเขา ก็ย่อมเกิดแก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ. จริงอยู่ แว่นแคว้น หรือทรัพย์ หรือพาหนะเป็นต้น ย่อมไม่สมบูรณ์แก่พระราชาใด พระราชานั้นย่อมทำเหตุสักว่าอาศัยความสุขอันเป็นโวหารว่าผู้นั้นเป็นราชาของเรา ดังนี้ ให้เป็นมานะว่า เราชื่อว่าเป็นราชาได้อย่างไร ดังนี้.
แม้บรรพชิตผู้มีลาภสักการะน้อย ย่อมทำมานะอันสักว่าถ้อยคำว่า เป็นพระธรรมกถึก เป็นพหูสูต เป็นมหาเถระนั่นแหละ ให้เป็นมานะนี้ว่า เราชื่อว่าเป็นพระธรรมกถึก หรือเป็นพหูสูต หรือเป็นมหาเถระอย่างไร เพราะลาภสักการะไม่มีแก่เรา ดังนี้.
มานะว่า ผู้เสมอเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขาเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลทั้งหลายมีอำมาตย์เป็นต้น.
จริงอยู่ อำมาตย์ย่อมทำมานะทั้งหลายเหล่านี้ว่า ราชบุรุษอื่น (อำมาตย์) เช่นกับเรา ด้วยแว่นแคว้น หรือโดยโภคะ ยานพาหนะเป็นต้นมีอยู่หรือ ดังนี้. หรือทำมานะว่า การกระทำอันแตกต่างกันของเรากับอำมาตย์เหล่าอื่น มีอยู่หรือ ดังนี้ หรือทำมานะว่า สักว่า ชื่อว่าอำมาตย์นั่นแหละแม้สักว่ารสนิยมในการเคี้ยวกินอาหาร ย่อมไม่มีแก่เรา หรือว่า เราชื่อว่าเป็นอำมาตย์ได้อย่างไร ดังนี้.
มานะในคำว่า ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา เป็นต้นย่อมเกิดแก่ทาสทั้งหลาย.
จริงอยู่ ทาสย่อมทำมานะทั้งหลายเหล่านี้ว่า เราเป็นทาสเพราะมารดาบิดา ชื่อว่าทาสอื่นเสมอเรา มีหรือ คนอื่นไม่สามารถเพื่อเป็นอยู่เพราะอาศัยท้องเป็นเหตุ จึงเป็นทาส ส่วนเราชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่า เพราะมาตามประเพณี หรือว่าทำมานะว่า การทำที่แตกต่างกันของเรากับทาสผู้โน้น ผู้เป็นทาสมาตามประเพณี ผู้เป็นทาสบริสุทธิ์โดยส่วนสอง ดังนี้ หรือว่าทำมานะว่า เราเข้าถึงความเป็นทาส ด้วยสามารถแห่งปากท้อง แต่ตำแหน่งทาสของเราไม่มีตั้งแต่มารดาบิดา เราชื่อว่าเป็นทาสได้อย่างไร ดังนี้. ก็ทาสย่อมทำมานะฉันใด แม้คนเทขยะและคนจัณฑาลเป็นต้น ก็ย่อมทำมานะทั้งหลายเหล่านี้ ฉันนั้นนั่นแหละ.
อนึ่ง มานะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงในข้อว่า ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา เป็นของบุคคลผู้เลิศกว่าเขาเท่านั้น มานะ ๒ นอกนี้ไม่ใช่. มานะว่า ผู้เสมอเขา มีความสำคัญตนว่าเสมอเขา ดังนี้ก็เหมือนกัน มานะ ๒ นอกนี้ไม่ใช่. มานะว่า ผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา ก็เกิดแก่บุคคลผู้เลวนั้นนั่นแหละ มานะ ๒ นอกนี้ไม่ใช่.
ในมานะเหล่านั้น มานะอันเกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นธรรมอันพระอรหัตมรรคพึงฆ่า มานะอันไม่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นธรรมอันโสดาปัตติมรรคพึงฆ่า.
พระศาสดา ครั้นตรัสมานะทั้งหลายอันเป็นไปกับด้วยวัตถุอย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อแสดงมานะซึ่งเกิดขึ้นอันไม่มีวัตถุ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ตตฺถ กตโม มาโน (แปลว่า บรรดาคำเหล่านั้น มานะ (ความถือตัว) เป็นไฉน?) เป็นต้น.
ในนิเทสแห่งอติมานะ (ความดูหมิ่น) พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงถือเอาบุคคลด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้เลิศเป็นต้น แต่ทรงชี้แจงด้วยสามารถแห่งวัตถุมีชาติเป็นต้นนั่นแหละ.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อติมญฺญติ (แปลว่า ย่อมดูหมิ่น) ได้แก่ ย่อมสำคัญตนเลยไปว่า ผู้อื่นเช่นกับเราโดยชาติเป็นต้น ย่อมไม่มี ดังนี้.
มานาติมานนิทเทส อธิบายความถือตัว ความเย่อหยิ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โย เอวรูโป อย่างนี้ เพื่อแสดงว่า มานะอันเกิดขึ้นในเบื้องต้นว่า บุคคลใดเป็นผู้เช่นกับเรา แต่มาบัดนี้ เราเป็นผู้ประเสริฐกว่า ผู้นี้ต่ำกว่า ดังนี้ ชื่อว่าความถือตัวและความเย่อหยิ่ง โดยอาศัยมานะว่าผู้อื่นเช่นกับตนในกาลก่อนนั้น บุคคลนี้ย่อมเป็นราวกะบุคคลมีภาระหนักยิ่งกว่าภาระหนัก ดังนี้.
นิทเทสแห่งโอมานะ (มานะอันลามก) เช่นกับนิทเทสแห่งมานะอันเลว (หีนมานะ) นั่นแหละ. แต่เมื่อว่าโดยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์ (สัตว์ผู้พอแนะนำได้) ชื่อว่ามานะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้มีความสำคัญว่า เราเป็นคนเลว ดังนี้ มานะนี้ ชื่อว่าโอมานะ. อีกอย่างหนึ่ง ในมานะนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า มานะนี้ชื่อว่าโอมานะ ด้วยสามารถแห่งความเป็นไปโดยกระทำตนให้ต่ำอย่างนี้ว่า ท่านมีชาติ แต่ชาติของท่านเหมือนชาติของกา ท่านมีโคตร แต่โคตรของท่านเหมือนโคตรของคนจัณฑาล เสียงของท่านมีอยู่ แต่เสียงของท่านเหมือนเสียงของกา ดังนี้.
อธิมานนิทเทส อธิบายความสำคัญว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ
คำว่า อปฺปตฺเต ปตฺตสญฺญิตา (แปลว่า ความสำคัญว่าถึงแล้วในธรรมที่ตนยังไม่ถึง) ได้แก่ มีความสำคัญว่าถึงสัจจะ ๔ อันตนยังไม่บรรลุว่า บรรลุแล้ว.
คำว่า อกเต (แปลว่า ในกิจที่ยังไม่ได้ทำ) ได้แก่ มีความสำคัญในกิจที่ตนพึงกระทำ อันมรรค ๔ ยังมิได้กระทำ.
คำว่า อนธิคเต (แปลว่า...ในธรรมที่ตนยังไม่บรรลุ) ได้แก่ ยังไม่บรรลุสัจธรรมทั้ง ๔.
คำว่า อสจฺฉิกเต (แปลว่า ในธรรมที่ตนยังไม่ได้กระทำให้แจ้ง) ได้แก่ ธรรมอันอรหัตมรรคยังมิได้กระทำให้แจ้ง.
คำว่า อยํ วุจฺจติ อธิมาโน ได้แก่ บุคคลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ผู้มีความสำคัญว่าตนได้บรรลุธรรมวิเศษ.
ถามว่า ก็ความสำคัญตนว่าได้บรรลุธรรมวิเศษนี้ ย่อมเกิดแก่ใคร ย่อมไม่เกิดแก่ใคร.
ตอบว่า ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระอริยสาวก ก่อน.
จริงอยู่ พระอริยสาวกนั้นมีโสมนัส (ความพอใจ) อันเกิดขึ้นดีแล้วในขณะแห่งการพิจารณามรรค ผล นิพพาน กิเลสที่ท่านละแล้วและยังมิได้ละทีเดียว ไม่มีการสงสัยในการแทงตลอด (ในปฏิเวธ) ซึ่งเป็นอริยคุณ เพราะฉะนั้น ความสำคัญตนว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ ย่อมไม่เกิดแก่พระโสดาบันเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งความสำคัญว่า เราเป็นพระสกทาคามี เป็นต้น.
ความสำคัญตนว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ ย่อมไม่เกิดขึ้นแม้แก่บุคคลผู้ทุศีล.
จริงอยู่ บุคคลผู้ทุศีลนั้นไม่มีความปรารถนาในการบรรลุอริยคุณเลย. ความสำคัญตนย่อมไม่เกิดขึ้นแม้แก่บุคคลผู้มีศีลผู้มีกรรมฐานอันสละแล้ว ผู้ประกอบเนืองๆ ในความเป็นผู้ยินดีในการนอนเป็นต้น.
ก็แต่ว่า ความสำคัญตนว่าได้บรรลุธรรมวิเศษนั้น ย่อมเกิดแก่ผู้มีศีลบริสุทธิ์ ผู้ไม่ประมาทในกรรมฐาน ผู้กำหนดนามรูป ข้ามความสงสัยได้ด้วยการกำหนดปัจจัย ผู้ยกนามรูปขึ้นสู่ไตรลักษณ์แล้วพิจารณาสังขารทั้งหลาย ผู้มีความเห็นแจ้ง มีความเพียร.
อนึ่ง เมื่อมีความสำคัญว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ เกิดขึ้นแล้ว บุคคลผู้ได้สมถะอย่างเดียว (สุทธสมถลาภี) หรือผู้ได้วิปัสสนาอย่างเดียว (วิปัสสนาลาภี) ย่อมพักกรรมฐานไว้ในระหว่าง เพราะว่า เมื่อบุคคลนั้นไม่เห็นความปรากฏเกิดขึ้นแห่งกิเลสสิ้นเวลา ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง จึงเกิดความสำคัญตนว่า เราเป็นพระโสดาบัน หรือเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี ดังนี้.
ส่วนพระโยคีผู้ได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา เมื่อมีความสำคัญว่าได้บรรลุพระอรหัตเท่านั้น จึงพักกรรมฐานเสีย เพราะว่า กิเลสทั้งหลายอันบุคคลนั้นข่มไว้แล้วด้วยกำลังแห่งสมาธิ สังขารทั้งหลายอันเธอกำหนดดีแล้วด้วยกำลังแห่งวิปัสสนา ฉะนั้น กิเลสทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้นสิ้น ๖๐ ปีบ้าง ๘๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง. ความไม่สงสัย (คือไม่มีความสำคัญตน) ย่อมมีแก่พระขีณาสพเท่านั้น.
พระโยคีผู้ได้ทั้งสมถะและวิปัสสนานั้น เมื่อไม่เห็นความเกิดขึ้นแห่งกิเลสสิ้นกาลนานอย่างนี้ จึงพักกรรมฐานไว้ในระหว่างเทียว ย่อมสำคัญว่า เราบรรลุพระอรหันต์ ดังนี้ เหมือนพระมหานาคเถระผู้อยู่ในอุจจตลังกะ เหมือนพระมหาทัตตเถระผู้อยู่ในหังกนกะ และเหมือนพระจูฬสุมเถระผู้อยู่ในเรือนเป็นที่กระทำความเพียร ชื่อว่านิงกโปณณะ ใกล้ภูเขาชื่อจิตตลบรรพต.
ในข้อนั้น พึงทราบการชี้แจงสักเรื่องหนึ่ง ดังนี้.
เรื่องพระมหานาคเถระ
ได้ยินว่า พระธัมมทินนเถระผู้อาศัยอยู่ในตลังกะรูปหนึ่ง เป็นพระขีณาสพผู้มีปัญญาแตกฉานในปฏิสัมภิทา ได้เป็นผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ในวันหนึ่ง ท่านนั่งพักในที่พักในเวลากลางวันของตน นึกถึงอาจารย์ของท่านว่า กิจแห่งสมณะของพระมหานาคเถระผู้อาศัยอยู่ในอุจจตลังกะ อาจารย์ของเราถึงที่สุดแล้ว หรือไม่หนอ ดังนี้ เห็นแล้วซึ่งความที่อาจารย์ของตนนั้นยังเป็นปุถุชน และทราบว่า เมื่อเราไม่ไปอยู่อาจารย์ของเราจักกระทำกาลกิริยาด้วยความเป็นปุถุชนนั่นแหละ ดังนี้ จึงเหาะขึ้นไปสู่เวหาสด้วยฤทธิ์ หยั่งลงแล้วในที่ใกล้พระมหานาคเถระซึ่งนั่งพักอยู่ในที่เป็นที่นั่งพักในเวลากลางวัน ไหว้แล้ว แสดงวัตรแล้วนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง.
ก็เมื่ออาจารย์ถามว่า ดูก่อนธัมมทินนะผู้มีอายุ เพราะเหตุไร เธอจึงมาในเวลาอันไม่สมควร ดังนี้ ท่านจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมมาเพื่อจะถามปัญหาขอรับ ดังนี้. ลำดับนั้น เมื่ออาจารย์กล่าวว่า ดูก่อนผู้มีอายุ เธอจงถาม เมื่อผมทราบก็จักตอบ ดังนี้ จึงถามปัญหาพันข้อ. พระเถระผู้อาจารย์ไม่ติดอยู่ซึ่งปัญหานั้นอันพระธัมมทินนะถามแล้วๆ ก็กล่าวแก้แล้วๆ.
ทีนั้นครั้นเมื่อคำอันพระธัมมทินนะกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ญาณของท่านคมยิ่งนักธรรมนี้ ท่านบรรลุในกาลไร ดังนี้ ท่านก็กล่าวว่า ผู้มีอายุ ในกาลแห่งพรรษา ๖๐ แต่กาลนี้ ดังนี้. พระธัมมทินนะกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านยังใช้สมาธิอยู่หรือ ดังนี้ พระเถระอาจารย์ตอบว่า ผู้มีอายุ ข้อนี้ไม่หนักใจเลย ดังนี้.
พระธัมมทินนะจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ขอท่านจงนิรมิตช้างเชือกหนึ่งดังนี้. ท่านก็เนรมิตช้างเผือกแล้ว. พระธัมมทินนะกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ ช้างนี้มีหูกาง (ผึ่ง) ออกแล้ว มีหางเหยียดออกแล้ว เอางวงใส่ในปาก ส่งเสียงร้องโกญจนาท (เสียงกึกก้อง) มุ่งหน้าเฉพาะต่อท่านมาอยู่ โดยอาการที่ท่านสร้างมันขึ้นมาอย่างนั้น ดังนี้. พระเถระผู้อาจารย์ ครั้นนิรมิตอย่างนั้นแล้ว เห็นแล้วซึ่งอาการกิริยาเสียงร้องของช้างมาโดยเร็ว ท่านก็ลุกขึ้นเริ่มเพื่อจะหนีไป.
พระธัมมทินนะผู้เป็นพระขีณาสพ จึงเหยียดมือออกไปจับชายจีวรของพระอาจารย์แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความกลัวย่อมมีแก่พระขีณาสพด้วยหรือ ดังนี้. พระอาจารย์จึงทราบความที่ตนยังเป็นปุถุชนอยู่ในกาลนั้น จึงกล่าวว่า ดูก่อนธัมมทินนะผู้มีอายุ ท่านจงเป็นที่พึ่งแก่กระผม ดังนี้ แล้วนั่งกระโหย่งใกล้เท้าของพระธัมมทินนะ.
พระธัมมทินนะเถระกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมมาด้วยประสงค์ว่าจักเป็นที่พึ่งแก่ท่าน ขอท่านอย่าได้วิตก ดังนี้ แล้วบอกกรรมฐาน. พระเถระผู้อาจารย์เรียนกรรมฐานแล้วก็ก้าวขึ้นสู่ที่เป็นที่จงกรม ในก้าวที่สามก็บรรลุพระอรหัตผลอันเลิศ ได้ยินว่า พระเถระนี้เดิมท่านเป็นผู้มีโทสจริต.
อัสมิมานนิทเทส อธิบายความสำคัญว่ามีอัตตา
คำว่า รูเป อสฺมีติ มาโน (แปลว่า ความสำคัญในรูป ว่าเป็นตัวเรา) ได้แก่ มีความสำคัญเกิดขึ้นว่า รูปเป็นเรา ดังนี้. คำว่า ฉนฺโท (แปลว่า ความพอใจ) ได้แก่ เป็นผู้มีฉันทะไปตามมานะ (มานะคือความสำคัญว่ามีอัตตา) นั่นแหละ. ความเข้าใจพอใจอันนอนเนื่องอยู่ในรูปว่าเป็นตัวเราก็เหมือนกัน แม้ในเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
มิจฉามานนิทเทส อธิบายความถือตัวผิด
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ปาปเกน วา กมฺมายตเนน เป็นต้น.
การงานของพรานเบ็ด ชาวประมงและผู้ฆ่าสัตว์เป็นต้น ชื่อว่าหน้าที่การงานอันลามก. ความฉลาดเฉียบแหลมในการทำแหและชุดดักปลา และทำหลาวแทงปลาเป็นต้น ชื่อว่าศิลปะอันลามก.
วิชชา ในการทำร้ายสัตว์อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิทยฐานะอันลามก. การประกอบพร้อมเฉพาะด้วยเรื่องเล่า มีเรื่องภารตยุทธและเรื่องชิงนางสีดาเป็นต้น ชื่อว่าการศึกษาอันลามก. ความเฉียบแหลมในกาพย์กลอน การฟ้อนรำ การรำพันเป็นต้นอันประกอบด้วยทุพภาษิต ชื่อว่าปฏิภาณอันลามก.
อัชชศีล (มีความประพฤติอย่างแพะ) โคศีล (การประพฤติอย่างโค) ชื่อว่าศีลอันลามก. ทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทิฏฐิอันลามก.
ในนิทเทสแห่งความวิตกถึงญาติ (ความคิดถึงญาติ) เป็นต้น.
ชื่อว่า คิดถึงญาติ คือมีวิตกอันเกิดขึ้นปรารภญาติทั้งหลาย ด้วยความรักใคร่อันเกี่ยวข้องกันในบ้าน อาศัยกามคุณ ๕ อย่างนี้ว่า ญาติทั้งหลายของเราเป็นอยู่สบาย มีทรัพย์สมบัติ ดังนี้. แต่ว่าบุคคลนั้นมีความตรึกเป็นไปอย่างนี้ว่า ญาติทั้งหลายของเรามีศรัทธา มีความเลื่อมใส ถึงความสิ้นไป ถึงความเสื่อมไปแล้ว ดังนี้ ไม่ชื่อว่าตรึกถึงญาติ.
ความตรึกอันเกิดขึ้นแก่ผู้ยินดีอยู่ว่า ชนบทของเราทั้งหลายมีภิกษาหาได้โดยง่าย มีข้าวกล้าสมบูรณ์ ดังนี้ ด้วยสามารถแห่งความรักอันอาศัยเรือน (เคหสิตเปมํ) ชื่อว่าความตรึกถึงชนบท. แต่ว่า บุคคลมีความตรึกเป็นไปอย่างนี้ว่า มนุษย์ทั้งหลายในชนบทของพวกเรา มีศรัทธา มีความเลื่อมใส ถึงความสิ้นไป ถึงความเสื่อมไปแล้ว ดังนี้ ย่อมไม่ชื่อว่าความตรึกถึงชนบท.
ความตรึกเพื่อความต้องการไม่ให้ตาย หรือว่าความตรึกอันไม่ตาย ชื่อว่าอมรวิตก ความตรึกอันไม่ตายตัว. ในข้อนั้น ความตรึกอันเกี่ยวด้วยความพอใจในการทำสิ่งที่ทำได้โดยยากของผู้ทำทุกรกิริยาโดยตรึกว่า เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นด้วยความเพียรมีการนั่งกระโหย่งเป็นต้น ซึ่งทำจนหมดแรงแล้ว อัตตาย่อมเกิดเป็นสุข ย่อมไม่ตายในภพเบื้องหน้า ดังนี้ ชื่อว่าความตรึกเพื่อความต้องการไม่ตายตัว.
ก็บุคคลผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น ถูกผู้อื่นถามปัญหาว่า ท่านย่อมกล่าวว่า อัตตาและโลกเที่ยงเป็นต้น ท่านก็จะกล่าววาจาดิ้นได้ ไม่ตายตัวว่า สิ่งนี้ย่อมปรากฏแก่เราว่า.
เอวนฺติปิ เม โน แปลว่า แม้อย่างนี้ ก็ไม่ใช่.
ตถาติปิ เม โน แปลว่า แม้อย่างนั้น ก็ไม่ใช่.
อญฺญถาติปิ เม โน แปลว่า แม้อย่างอื่น ก็ไม่ใช่.
โนติปิ เม โน แปลว่า แม้สิ่งที่ไม่ใช่ ก็ไม่ใช่.
โน โนติปิ เม โน แปลว่า แม้สิ่งที่ไม่ใช่ไม่ใช่ ก็ไม่ใช่ ดังนี้.
ย่อมถึงความสับสน. ความตรึกอันประกอบด้วยทิฏฐิคตะของบุคคลนั้น เปรียบเหมือนปลาไหลโจนลงน้ำไปแล้ว ใครๆ ไม่อาจเพื่อให้ตาย บุคคลผู้จับปลาไหลนั้น ย่อมวิ่งไป ข้างนี้ๆ ก็ไม่สามารถเคลื่อนไปจับมันได้ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าความตรึกไม่ตายตัว เพราะอรรถว่าไม่คงที่และเพราะไม่ตั้งมั่นอยู่ในฝ่ายหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความตรึกอันไม่ตายตัวนี้ โดยรวมเอาความตรึกแม้ทั้งสองชนิดนั้น.
คำว่า ปรานุทฺทยตาปฏิสํยุตฺโต (แปลว่า ความคิดเกี่ยวด้วยความเอ็นดูผู้อื่น) ได้แก่ ความตรึกประกอบด้วยความรักอาศัยเรือนอันเหมาะสมกับความเอ็นดู.
คำว่า สหนนฺทิ เป็นต้น (แปลว่า มีความรื่นเริงร่วมกัน) ได้แก่ ครั้นเมื่ออุปัฏฐากทั้งหลายมีความยินดีร่าเริงหรือมีความเศร้าโศก เธอก็ย่อมร่าเริงเป็นทวีคูณ หรือย่อมเศร้าโศกทวีคูณร่วมกับด้วยอุปัฏฐากเหล่านั้น เมื่ออุปัฏฐากเหล่านั้นมีความสุขหรือทุกข์ เธอก็จะเป็นผู้มีความสุขทวีคูณ หรือมีทุกข์ทวีคูณ ร่วมกับอุปัฏฐากเหล่านั้น.
คำว่า อุปฺปนฺเนสุ กิจฺจกรณีเยสุ (แปลว่า เมื่อมีกิจที่พึงทำเกิดขึ้น) ได้แก่ เมื่อบุคคลอื่นเหล่านั้นมีการงานใหญ่น้อยเกิดขึ้นแล้ว.
คำว่า อตฺตนา วา โยคํ อาปชฺชติ (แปลว่า พยายามทำด้วยตนเอง) ได้แก่ เมื่อภิกษุยังกิจเหล่านั้นๆ ให้สำเร็จอยู่ ย่อมก้าวล่วงพระบัญญัติ (วินัย) ย่อมละเมิดธรรมอันเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส.
คำว่า โย ตตฺถ (แปลว่า ในการคลุกคลีกับคฤหัสถ์เหล่านั้น) ได้แก่ ความตรึกใดอันเป็นเคหสิตมีอยู่ในวิหารอันคลุกคลีกันนั้น หรือว่า ในการละเลยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส. ความตรึกนี้ ชื่อว่าความคิดเกี่ยวด้วยความเอ็นดูผู้อื่น.
คำว่า ลาภสกฺการสิโลกปฏิสํยุตฺโต (แปลว่า ความคิดเกี่ยวด้วยลาภสักการะและชื่อเสียง) ได้แก่ ความตรึกอันประกอบด้วยความสามารถแห่งการกระทำให้เป็นอารมณ์ กับการได้ปัจจัย ๔ มีการได้จีวรเป็นต้น กับด้วยสักการะ กับด้วยกิตติศัพท์ (ชื่อเสียง).
คำว่า อนวญฺญตฺติปฏิสํยุตฺโต (แปลว่า ความคิดด้วยความไม่อยากให้ใครดูหมิ่น) ได้แก่ ความตรึกอันเกิดขึ้นพร้อมกับความปรารถนาไม่ให้ใครดูหมิ่นอย่างนี้ว่า โอหนอ บุคคลอื่นๆ ไม่พึงดูหมิ่นเรา ไม่กล่าวร้ายเรา ไม่พึงพูดเบียดเบียนเรา.
คำว่า โย ตตฺถ เคหสิโต ได้แก่ เมื่อจิตเกิดขึ้นว่า บุคคลเหล่าอื่นอย่าดูถูกเรา ดังนี้ ย่อมเป็นผู้อาศัยเรือน กล่าวคือกามคุณ ๕ ชื่อว่ามีวิตกอย่างนั้นเกิดขึ้นแล้ว.
คำที่เหลือในบททั้งปวง ปรากฏชัดแจ้งแล้วแล.
เอกกนิทเทส จบ. -----------------------------------------------------