คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

อรรถกถาแปลไทย

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๕๑ บรรทัด๑ ฉบับ

อรรถกถามานสูตร

ใน มานสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า มานํ ได้แก่ มีใจหยิ่งอาศัยชาติเป็นต้น ด้วยว่าคนมีใจพองนั้น ท่านกล่าวว่า มาโน (ผู้มีความถือตัว) เพราะอรรถว่าเป็นเหตุทำให้สำคัญ โดยนัยเป็นต้นว่า เสยฺโยหมสฺมิ เราเป็นผู้ประเสริฐ หรือสำคัญตนเอง หรือเป็นผู้ยกย่องการนับถือ.

มานะนี้นั้นมี ๓ อย่าง คือ

มานะว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่า ๑

มานะว่า เราเป็นผู้เสมอเขา ๑

มานะว่า เราเป็นผู้เลว ๑.

พึงเห็นมานะมีการหยิ่งเป็นลักษณะอีก ๙ อย่าง คือ

มานะว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าผู้ประเสริฐ ๑

เสมอกับผู้ประเสริฐ ๑

เลวกว่าผู้ประเสริฐ ๑

ประเสริฐกว่าผู้เสมอ ๑

เสมอกับผู้เสมอ ๑

เลวกว่าผู้เสมอ ๑

ประเสริฐกว่าผู้เลว ๑

เสมอกับผู้เลว ๑

เลวกว่าผู้เลว ๑.

มีการถือตัวเป็นกิจรส หรือมีการยกย่องเป็นกิจรส มีความเป็นคนพองเป็นอาการปรากฏ หรือมีความยิ่งใหญ่เป็นอาการปรากฏ เป็นดุจคนบ้า มีความโลภปราศจากทิฏฐิเป็นปทัฏฐาน.

บทว่า ปชหถ มีอธิบายว่า เธอทั้งหลายจงพิจารณาโทษมีประเภทเป็นต้นอย่างนี้ว่า มานะทั้งหมดนั้นมีการยกตนและข่มผู้อื่นเป็นนิมิต เป็นเหตุไม่ทำการกราบไหว้การต้อนรับ อัญชลีกรรมและสามีจิกรรมเป็นต้นในท่านผู้อยู่ในฐานะที่ควรเคารพ เป็นเหตุให้ถึงความประมาทโดยความเมาในชาติและเมาในคนเป็นต้น และอานิสงส์ของความไม่มีมานะอันตรงกันข้ามกับโทษนั้น แล้วเริ่มตั้งจิตอ่อนน้อมในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ดุจคนจัณฑาลเข้าไปสู่ราชสภาแล้วละมานะนั้นด้วยตทังคปหานในส่วนเบื้องต้น เจริญวิปัสสนา ละด้วยอนาคามิมรรค.

ในสูตรนี้ ท่านประสงค์มานะอันอนาคามิมรรคพึงฆ่าเท่านั้น.

บทว่า มตฺตาเส ได้แก่เป็นผู้มัวเมาด้วยมานะมีมัวเมาในชาติและมัวเมาในคนเป็นต้น อันเป็นเหตุให้ถึงความประมาทเป็นต้น ยกย่องตนแล้วมัวเมา.

บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

แต่ใน ๖ สูตร หรือในคาถาทั้งหลายตามลำดับเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ายังภิกษุทั้งหลายให้ถึงอนาคามิผลแล้วจึงจบเทศนา.

ในท่านผู้บรรลุอนาคามิผลนั้นได้เป็นพระอนาคามี ๕ ด้วยอำนาจภพที่เกิด คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา.

บรรดาพระอนาคามี ๕ เหล่านั้น ท่านที่เกิดในชั้นอวิหา ชื่อว่า อวิหา.

ท่านเหล่านั้นมี ๕ คือ

อนฺตราปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง) ๑

อุปหจฺจปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานต่อเมื่ออายุพ้นกึ่งแล้วจวนถึงที่สุด) ๑

อสงฺขารปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานโดยง่าย ไม่ต้องใช้ความเพียรนัก) ๑

สสงฺขารปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง) ๑

อุทฺธํโสโตอกนิฏฺฐคามี (ท่านผู้มีกระแสเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑.

ท่านที่ชื่ออตัปปา สุทัสสา สุทัสสี ก็เหมือนอย่างนั้น แต่ท่านผู้เป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ย่อมสิ้นสุดในชั้นอกนิฏฐา.

บรรดาพระอนาคามี ๕ เหล่านั้น ท่านผู้เกิดในชั้นอวิหาเป็นต้นแล้ว ปรินิพพานด้วยการดับกิเลสเพื่อบรรลุพระอรหัต ไม่เกินกึ่งอายุ ชื่อว่า อนฺตราปรินิพฺพายี. ท่านผู้ปรินิพพานพ้นกึ่งอายุ คือ ๕๐๐ กัปเป็นเกณฑ์ เริ่มต้นในชั้นอวิหาเป็นต้น ชื่อว่า อุปหจฺจปรินิพพายี. ท่านผู้ปรินิพพานด้วยการดับกิเลสโดยลำบากน้อยไม่ต้องทำความเพียรนัก ชื่อว่า อสงฺขารปรินิพฺพายี. ท่านผู้ปรินิพพานด้วยความยากลำบากต้องทำความเพียรแรงกล้า ชื่อว่า สสงฺขารปรินิพฺพายี. ส่วนท่านที่ชื่อว่า อุทฺธํโสโต เพราะมีกระแสคือตัณหา และกระแสคือมรรคในเบื้องบน โดยถือเบื้องบนในชั้นอวิหาเป็นต้น ชื่อว่า อกนิฏฺฐคามี เพราะไม่อาจเกิดในชั้นอวิหาเป็นต้น แล้วบรรลุพระอรหัตได้ จึงดำรงอยู่ในชั้นนั้นชั่วอายุแล้ว จึงไปสู่ชั้นอกนิฏฐาด้วยการถือเอาปฏิสนธิ.

ก็ในสูตรนี้พึงทราบอกนิฏฐคามี ๔ หมวด คือ

อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี (ท่านผู้มีกระแสเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑

อุทฺธํโสโต นอกนิฏฺฐคามี (ท่านผู้มีกระแสเบื้องบนไม่ไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑

นอุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี (ท่านผู้ไม่มีกระแสเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑

น อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามี (ผู้ไม่มีทั้งกระแสเบื้องบน ทั้งไม่ไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑.

ถามว่า อย่างไร.

ตอบว่า ผู้ที่ชำระเทวโลก ๔ ตั้งแต่ชั้นอวิหาแล้วไปสู่ชั้นอกนิฏฐาจึงปรินิพพาน ชื่อ อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี. ท่านผู้ชำระเทวโลก ๓ แล้วดำรงอยู่ในเทวโลกชั้นสุทัสสี จึงปรินิพพาน ชื่อว่า อุทธํโสโตนอกนิฏฺฐคามี. ท่านผู้ไปสู่อกนิฏฐภพต่อจากนี้นั่นแลชื่อว่า นอุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี. ส่วนผู้ที่ดำรงอยู่ในเทวโลก ๔ ชั้นต่ำแล้วปรินิพพานที่ชั้นนั้นๆ ชื่อว่า น อุทฺธํโสโต นอกนิฏฺฐคามี.

บรรดาพระอนาคามีเหล่านั้น พระอนาคามี ๓ จำพวก คือ

ท่านผู้เกิดในชั้นอวิหาแล้วปรินิพพานต่ำกว่า ๑๐๐ กัป ๑.

ท่านผู้ปรินิพพานในที่สุด ๒๐๐ กัป ๑.

ท่านผู้ปรินิพพานในเมื่อยังไม่ถึง ๕๐๐ กัป ๑.

ชื่อว่าอันตราปรินิพพายี.

สมดังที่ท่านกล่าวว่า อุปฺปนฺนํ วา สมนนฺตรา อปฺปตฺตํ วา เวมชฺฌํ เกิดขึ้นแล้วในระหว่างหรือว่ายังไม่บรรลุในท่ามกลาง ดังนี้.

จริงอยู่ ท่านสงเคราะห์แม้มรรคที่บรรลุแล้วด้วย วา ศัพท์.

พระอนาคามีผู้เป็นอันตราปรินิพพายี ๓ จำพวกอย่างนี้เป็นอุปหัจจปรินิพพายี พวก ๑ เป็นอุทธังโสโต พวก ๑. ในท่านเหล่านั้น ท่านที่เป็นอสังขารปรินิพพายี ๕ เป็นสสังขารปรินิพพายี ๕ รวมเป็น ๑๐.

อนึ่ง สุทธาวาส ๔ คือ ในชั้นอตัปปา สุทัสสา สุทัสสี มีอย่างละ ๑๐ หมวดรวมเป็น ๔๐. เพราะไม่มีกระแสในเบื้องบนในชั้นอกนิฏฐา จึงเป็นอันตราปรินิพพายี ๓ เป็นอุปหัจจปรินิพพายี ๑ เป็นอสังขารปรินิพพายี ๔ เป็นสสังขารปรินิพพายี ๔ รวมเป็น ๘ จึงเป็นพระอนาคามี ๔๘ เหล่านี้ด้วยประการฉะนี้.

พึงเห็นว่าในพระสูตรนี้ ท่านถือเอาพระอนาคามีทั้งหมดเหล่านั้น ด้วยคำอันไม่ต่างกัน.

จบอรรถกถามานสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร