๑
อรรถกถาแปลไทย
อรรถกถามานสูตร
ใน มานสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มานํ ได้แก่ มีใจหยิ่งอาศัยชาติเป็นต้น ด้วยว่าคนมีใจพองนั้น ท่านกล่าวว่า มาโน (ผู้มีความถือตัว) เพราะอรรถว่าเป็นเหตุทำให้สำคัญ โดยนัยเป็นต้นว่า เสยฺโยหมสฺมิ เราเป็นผู้ประเสริฐ หรือสำคัญตนเอง หรือเป็นผู้ยกย่องการนับถือ.
มานะนี้นั้นมี ๓ อย่าง คือ
มานะว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่า ๑
มานะว่า เราเป็นผู้เสมอเขา ๑
มานะว่า เราเป็นผู้เลว ๑.
พึงเห็นมานะมีการหยิ่งเป็นลักษณะอีก ๙ อย่าง คือ
มานะว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าผู้ประเสริฐ ๑
เสมอกับผู้ประเสริฐ ๑
เลวกว่าผู้ประเสริฐ ๑
ประเสริฐกว่าผู้เสมอ ๑
เสมอกับผู้เสมอ ๑
เลวกว่าผู้เสมอ ๑
ประเสริฐกว่าผู้เลว ๑
เสมอกับผู้เลว ๑
เลวกว่าผู้เลว ๑.
มีการถือตัวเป็นกิจรส หรือมีการยกย่องเป็นกิจรส มีความเป็นคนพองเป็นอาการปรากฏ หรือมีความยิ่งใหญ่เป็นอาการปรากฏ เป็นดุจคนบ้า มีความโลภปราศจากทิฏฐิเป็นปทัฏฐาน.
บทว่า ปชหถ มีอธิบายว่า เธอทั้งหลายจงพิจารณาโทษมีประเภทเป็นต้นอย่างนี้ว่า มานะทั้งหมดนั้นมีการยกตนและข่มผู้อื่นเป็นนิมิต เป็นเหตุไม่ทำการกราบไหว้การต้อนรับ อัญชลีกรรมและสามีจิกรรมเป็นต้นในท่านผู้อยู่ในฐานะที่ควรเคารพ เป็นเหตุให้ถึงความประมาทโดยความเมาในชาติและเมาในคนเป็นต้น และอานิสงส์ของความไม่มีมานะอันตรงกันข้ามกับโทษนั้น แล้วเริ่มตั้งจิตอ่อนน้อมในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ดุจคนจัณฑาลเข้าไปสู่ราชสภาแล้วละมานะนั้นด้วยตทังคปหานในส่วนเบื้องต้น เจริญวิปัสสนา ละด้วยอนาคามิมรรค.
ในสูตรนี้ ท่านประสงค์มานะอันอนาคามิมรรคพึงฆ่าเท่านั้น.
บทว่า มตฺตาเส ได้แก่เป็นผู้มัวเมาด้วยมานะมีมัวเมาในชาติและมัวเมาในคนเป็นต้น อันเป็นเหตุให้ถึงความประมาทเป็นต้น ยกย่องตนแล้วมัวเมา.
บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
แต่ใน ๖ สูตร หรือในคาถาทั้งหลายตามลำดับเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ายังภิกษุทั้งหลายให้ถึงอนาคามิผลแล้วจึงจบเทศนา.
ในท่านผู้บรรลุอนาคามิผลนั้นได้เป็นพระอนาคามี ๕ ด้วยอำนาจภพที่เกิด คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา.
บรรดาพระอนาคามี ๕ เหล่านั้น ท่านที่เกิดในชั้นอวิหา ชื่อว่า อวิหา.
ท่านเหล่านั้นมี ๕ คือ
อนฺตราปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ทันถึงกึ่ง) ๑
อุปหจฺจปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานต่อเมื่ออายุพ้นกึ่งแล้วจวนถึงที่สุด) ๑
อสงฺขารปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานโดยง่าย ไม่ต้องใช้ความเพียรนัก) ๑
สสงฺขารปรินิพฺพายี (ท่านผู้จะปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง) ๑
อุทฺธํโสโตอกนิฏฺฐคามี (ท่านผู้มีกระแสเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑.
ท่านที่ชื่ออตัปปา สุทัสสา สุทัสสี ก็เหมือนอย่างนั้น แต่ท่านผู้เป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ย่อมสิ้นสุดในชั้นอกนิฏฐา.
บรรดาพระอนาคามี ๕ เหล่านั้น ท่านผู้เกิดในชั้นอวิหาเป็นต้นแล้ว ปรินิพพานด้วยการดับกิเลสเพื่อบรรลุพระอรหัต ไม่เกินกึ่งอายุ ชื่อว่า อนฺตราปรินิพฺพายี. ท่านผู้ปรินิพพานพ้นกึ่งอายุ คือ ๕๐๐ กัปเป็นเกณฑ์ เริ่มต้นในชั้นอวิหาเป็นต้น ชื่อว่า อุปหจฺจปรินิพพายี. ท่านผู้ปรินิพพานด้วยการดับกิเลสโดยลำบากน้อยไม่ต้องทำความเพียรนัก ชื่อว่า อสงฺขารปรินิพฺพายี. ท่านผู้ปรินิพพานด้วยความยากลำบากต้องทำความเพียรแรงกล้า ชื่อว่า สสงฺขารปรินิพฺพายี. ส่วนท่านที่ชื่อว่า อุทฺธํโสโต เพราะมีกระแสคือตัณหา และกระแสคือมรรคในเบื้องบน โดยถือเบื้องบนในชั้นอวิหาเป็นต้น ชื่อว่า อกนิฏฺฐคามี เพราะไม่อาจเกิดในชั้นอวิหาเป็นต้น แล้วบรรลุพระอรหัตได้ จึงดำรงอยู่ในชั้นนั้นชั่วอายุแล้ว จึงไปสู่ชั้นอกนิฏฐาด้วยการถือเอาปฏิสนธิ.
ก็ในสูตรนี้พึงทราบอกนิฏฐคามี ๔ หมวด คือ
อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี (ท่านผู้มีกระแสเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑
อุทฺธํโสโต นอกนิฏฺฐคามี (ท่านผู้มีกระแสเบื้องบนไม่ไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑
นอุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี (ท่านผู้ไม่มีกระแสเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑
น อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามี (ผู้ไม่มีทั้งกระแสเบื้องบน ทั้งไม่ไปสู่อกนิฏฐภพ) ๑.
ถามว่า อย่างไร.
ตอบว่า ผู้ที่ชำระเทวโลก ๔ ตั้งแต่ชั้นอวิหาแล้วไปสู่ชั้นอกนิฏฐาจึงปรินิพพาน ชื่อ อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี. ท่านผู้ชำระเทวโลก ๓ แล้วดำรงอยู่ในเทวโลกชั้นสุทัสสี จึงปรินิพพาน ชื่อว่า อุทธํโสโตนอกนิฏฺฐคามี. ท่านผู้ไปสู่อกนิฏฐภพต่อจากนี้นั่นแลชื่อว่า นอุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี. ส่วนผู้ที่ดำรงอยู่ในเทวโลก ๔ ชั้นต่ำแล้วปรินิพพานที่ชั้นนั้นๆ ชื่อว่า น อุทฺธํโสโต นอกนิฏฺฐคามี.
บรรดาพระอนาคามีเหล่านั้น พระอนาคามี ๓ จำพวก คือ
ท่านผู้เกิดในชั้นอวิหาแล้วปรินิพพานต่ำกว่า ๑๐๐ กัป ๑.
ท่านผู้ปรินิพพานในที่สุด ๒๐๐ กัป ๑.
ท่านผู้ปรินิพพานในเมื่อยังไม่ถึง ๕๐๐ กัป ๑.
ชื่อว่าอันตราปรินิพพายี.
สมดังที่ท่านกล่าวว่า อุปฺปนฺนํ วา สมนนฺตรา อปฺปตฺตํ วา เวมชฺฌํ เกิดขึ้นแล้วในระหว่างหรือว่ายังไม่บรรลุในท่ามกลาง ดังนี้.
จริงอยู่ ท่านสงเคราะห์แม้มรรคที่บรรลุแล้วด้วย วา ศัพท์.
พระอนาคามีผู้เป็นอันตราปรินิพพายี ๓ จำพวกอย่างนี้เป็นอุปหัจจปรินิพพายี พวก ๑ เป็นอุทธังโสโต พวก ๑. ในท่านเหล่านั้น ท่านที่เป็นอสังขารปรินิพพายี ๕ เป็นสสังขารปรินิพพายี ๕ รวมเป็น ๑๐.
อนึ่ง สุทธาวาส ๔ คือ ในชั้นอตัปปา สุทัสสา สุทัสสี มีอย่างละ ๑๐ หมวดรวมเป็น ๔๐. เพราะไม่มีกระแสในเบื้องบนในชั้นอกนิฏฐา จึงเป็นอันตราปรินิพพายี ๓ เป็นอุปหัจจปรินิพพายี ๑ เป็นอสังขารปรินิพพายี ๔ เป็นสสังขารปรินิพพายี ๔ รวมเป็น ๘ จึงเป็นพระอนาคามี ๔๘ เหล่านี้ด้วยประการฉะนี้.
พึงเห็นว่าในพระสูตรนี้ ท่านถือเอาพระอนาคามีทั้งหมดเหล่านั้น ด้วยคำอันไม่ต่างกัน.
จบอรรถกถามานสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------