ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ภินทนสูตร
อรรถกถาแปลไทย
อรรถกถาแปลไทย · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาภินทนสูตร
ในภินทนสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภิทุรายํ ตัดบทเป็น ภิทุโร อยํ
บทว่า กาโย ได้แก่ รูปกาย.
ก็รูปกายนั้น ชื่อว่ากาย เพราะอรรถว่า เป็นที่ประชุมแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหลาย มีผมเป็นต้นด้วย และชื่อว่ากาย เพราะมีวิเคราะห์ว่าเป็นอายะ คือเป็นแหล่งเกิดแห่งของน่าเกลียดน่าชังทั้งหลายอย่างนี้บ้าง.
ในคำว่า กาย นั้น มีอรรถพจน์ดังต่อไปนี้.
อาการชื่อว่า อาโย เพราะเป็นที่มา.
ถามว่า อะไรมา.
ตอบว่า สิ่งที่น่าเกลียดมีผมเป็นต้นมา.
ดังนั้น อาการชื่อว่ากาย เพราะเป็นที่มาแห่งของน่าเกลียดทั้งหลาย ดังนี้บ้าง. แต่โดยใจความแล้ว ได้แก่กองแห่งธรรมทั้งหลาย คือภูตรูปและอุปาทายรูปที่เป็นไปอยู่ด้วยอำนาจแห่งสันตติ ๔ อย่าง.
มีพุทธาธิบายดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปกายที่สำเร็จด้วยมหาภูตทั้ง ๔ นี้ มีการแตกดับ มีการแตกสลายไปเป็นสภาพ มีการกระจัดกระจายไปทุกขณะเป็นสภาพ.
ปาฐะว่า ภิทุรายํ ดังนี้ก็มีเนื้อความก็อย่างนั้นนั่นแหละ.
บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ กุศลจิตเป็นต้นที่เป็นไปในภูติ ๓
ส่วนอรรถพจน์มีดังต่อไปนี้.
จิตชื่อว่า วิญฺญาณ เพราะรู้ชัดซึ่งอารมณ์นั้นๆ เพราะว่าการแยกความรู้สึกออกจากความจำได้ คือการรู้ชัดอารมณ์ ได้แก่ญาณ (อุปลัทธิ) ชื่อว่าวิญญาณ.
บทว่า วิราคธมฺมํ คือ มีการเสื่อมคลายเป็นธรรมดา อธิบายว่า มีการแตกดับไปเป็นธรรมดา.
บทว่า สพฺเพ อุปธีติ ความว่า อุปธิเหล่านี้คือ อุปธิคือขันธ์ อุปธิคือกิเลส อุปธิคืออภิสังขาร (กรรม) อุปธิคือเบญจกามคุณ ที่หมายรู้กันว่าอุปธิ เพราะอรรถว่าเป็นที่เข้าไปทรงทุกข์ไว้แม้ทั้งหมดได้แก่อุปาทานขันธ์ กิเลสเป็นอภิสังขารเป็นเบญจกามคุณ ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้วกลับไม่มี. ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าเกิดขึ้นและเสื่อมไปและบีบคั้น. ชื่อว่ามีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เพราะอรรถว่าละปกติเหตุเป็นสภาวะที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุ ๒ ประการ คือชรากับมรณะ.
ด้วยประการดังที่พรรณนามานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงวาระแห่งการพิจารณา (สัมมัสสนญาณ) ตามอัธยาศัยแห่งบุคคลผู้รู้อย่างนั้น โดยมุข คือ อนิจจานุปัสสนา และทุกขาวิปัสสนา ทรงแยกรูปธรรมและวิญญาณออกจากกัน แล้วทรงรวมธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ แม้ทั้งหมดเข้าเป็นอันเดียวกัน โดยทรงจำแนกออกเป็นอุปธิอีก เพราะบรรดาลักษณะทั้ง ๓ นี้ อนิจจลักษณะเห็นได้ง่าย.
ก็ในบรรดาลักษณะทั้ง ๓ นี้ ลักษณะ ๒ อย่างเท่านั้น มีมาในพระบาลี ก็จริง ถึงกระนั้นโดยพระบาลีว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา. พึงเข้าใจว่า แม้อนัตตลักษณะ พระองค์ก็ทรงแสดงไว้แล้ว เหมือนกันด้วยทุกขลักษณะนั่นเอง.
____________________________
สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๔๒
พึงทราบวินิจฉัยในพระคาถาดังต่อไปนี้.
บทว่า อุปธีสุ ภยํ ทิสฺวา ความว่า เห็นภัยในอุปธิทั้ง ๓ ด้วยสามารถแห่งภยตูปัฏฐานญาณ คือเห็นความที่อุปธิเหล่านั้นเป็นของน่ากลัวพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงวิปัสสนาที่มีกำลังไว้ด้วยบทว่า อุปธีสุ ภยํ ทิสฺวา นี้. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกภยตูปัฏฐานญาณนั่นแหละออกไปแล้ว ตรัสวิปัสสนาที่มีกำลัง เป็นอาทีนวานุปัสสนา ๑ นิพพิทานุปัสสนา ๑ โดยเป็นญาณที่แปลกกัน.
บทว่า ชาติมรณมจฺจคา ความว่า ภิกษุพิจารณาอย่างนี้อยู่ จะสืบต่อวิปัสสนาญาณด้วยมรรค แล้วจะบรรลุอรหัตผล ต่อจากมรรคนั้นไป ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ล่วงพ้นชาติ และมรณะได้ล่วงพ้นได้อย่างไร?
บทว่า สมฺปตฺวา ปรมํ สนฺตึ ความว่า เพราะบรรลุสันติธรรมอันยอดยิ่ง คือสูงสุด ได้แก่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า คือพระนิพพานอันเป็นที่ระงับสังขารทั้งมวล และภิกษุนั้นเป็นอย่างนี้.
บทว่า กาลํ กงฺขติ ภาวิตตฺโต ความว่า ภิกษุชื่อว่ามีตนอบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้วด้วยศีล สมาธิและปัญญา เหตุที่สำเร็จการบรรลุภาวนาด้วยสามารถแห่งอริยมรรค ๔ ไม่อาลัยถึงความตายและความเป็นอยู่ ย่อมจำนงหวัง คือเล็งเห็นกาลกิริยา ด้วยขันธปรินิพพานของตนถ่ายเดียว. เธอไม่มีความปรารถนาในอะไรๆ ดังนี้
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เราตถาคตไม่คำนึงถึงความตาย ไม่คำนึงถึงชีวิต
มุ่งแต่กาลกิริยา (ขันธปรินิพพาน) อย่างเดียว
เหมือนลูกจ้างมุ่งแต่ค่าจ้างเท่านั้น ดังนี้.
____________________________
ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๗๗
จบอรรถกถาภินทนสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------