อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯฉบับนี้ไม่มีเรื่องที่ตำแหน่งนี้แสดง

ทัพพปุปผกชาดก ว่าด้วย โทษของการโต้เถียงกัน

อรรถกถาแปลไทย

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกข้อ ๙๙๗57 ข้อ1 ฉบับคำแปลไทย · ต้นฉบับยังไม่มีในคลังนี้

อรรถกถาแปลไทย · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระอุปนันทศากยบุตร แล้วจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อนุตีรจารี ภทฺทนฺเต ดังนี้.

ดังจะกล่าวโดยย่อ

ท่านบวชในพระศาสนาแล้ว ละคุณธรรมมีความปรารถนาน้อยเป็นต้น ได้เป็นผู้มีความทะยานอยากมาก. ในวันเข้าพรรษาท่านยึดครองวัดไว้ ๒,๓ วัด คือวางร่มหรือรองเท้าไว้วัดหนึ่ง ไม้เท้าคนแก่หรือหม้อน้ำไว้อีกวัดหนึ่ง ตนเองก็อยู่วัดหนึ่ง.

ท่านจำพรรษาที่วัดในชนบทวัดหนึ่ง สอนปฏิปทาอันเป็นวงศ์ของพระอริยเจ้าที่แสดงถึงความสันโดษในปัจจัยแก่ภิกษุทั้งหลายแจ่มชัด เหมือนยกพระจันทร์ขึ้นในอากาศ ก็ปานกันว่า ธรรมดาภิกษุควรเป็นผู้มักน้อย.

ภิกษุทั้งหลายได้ฟังคำนั้นแล้ว พากันทิ้งบาตรและจีวรที่น่าชอบใจ รับเอาบาตรดินเหนียวและผ้าบังสุกุล. ท่านให้ภิกษุทั้งหลายวางของเหล่านั้นไว้ ณ ที่อยู่ท่าน ออกพรรษาปวารณาแล้วบรรทุกเต็มเกวียนไปพระเชตวันมหาวิหาร ถูกเถาวัลย์เกี่ยวเท้า ที่ด้านหลังวัดป่าแห่งหนึ่งในระหว่างทาง เข้าใจว่า จักต้องมีของอะไรที่เราควรได้ในวัดนี้แน่นอน แล้วจึงแวะวัดนั้น.

ในวัดนั้น ภิกษุแก่คือหลวงตา จำพรรษาอยู่ ๒ รูป. ท่านได้ผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ๒ ผืนและผ้ากัมพล เนื้อละเอียดผืนหนึ่งไม่อาจจะแบ่งกันได้ เห็นท่านมาดีใจว่า พระเถระจักแบ่งให้พวกเราได้แน่จึงพากันเรียนท่านว่า ใต้เท้าขอรับ พวกกระผมไม่สามารถแบ่งผ้าจำนำพรรษานี้ได้ พวกกระผมจะมีการวิวาทกัน เพราะผ้าจำนำพรรษานี้ ขอใต้เท้า จงแบ่งผ้านี้ให้แก่พวกกระผม. ท่านรับปากว่า ดีแล้ว ผมจักแบ่งให้แล้วได้แบ่งผ้าสาฎกเนื้อหยาบให้ภิกษุ ๒ รูป บอกว่า ผืนนี้คือผ้ากัมพลตกแก่ผมผู้เป็นพระวินัยธร แล้วก็หยิบเอาผ้ากัมพล หลีกไป.

พระเถระแม้เหล่านั้น ยังมีความอาลัยในผ้ากัมพล จึงพากันไปเชตวันมหาวิหารพร้อมกับท่านอุปนันทะนั้นนั่นแหละ ได้บอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระวินัยธร แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มีหรือไม่หนอ การที่พระวินัยธรทั้งหลายกินของที่ริบมาได้อย่างนี้.

ภิกษุทั้งหลายเห็นกองบาตรและจีวร ที่พระอุปนันทะนำมาแล้ว พูดว่าท่านผู้มีอายุ ท่านมีบุญมากหรือ? ท่านจึงได้บาตรและจีวรมาก. ท่านบอกทุกอย่างว่า ท่านผู้มีอายุ ผมจักมีบุญแต่ที่ไหน? บาตรและจีวรนี้ผมได้มาด้วยอุบายนี้.

ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งเรื่องขึ้นในธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท่านอุปนันทศากยบุตรมีตัณหามาก มีความโลภมาก.

พระศาสดาเสด็จมาถึงแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร?เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าด้วยเรื่องชื่อนี้ ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พระอุปนันทะไม่ทำสิ่งที่เหมาะสมแก่ปฏิปทา ธรรมดาว่าภิกษุ เมื่อจะบอกปฏิปทาแก่ผู้อื่น ควรจะทำให้เหมาะสมแก่ตนก่อน แล้วจึงให้โอวาทผู้อื่นในภายหลัง.

ครั้นทรงแสดงธรรม ด้วยคาถาในธรรมบทนี้ว่า :-

คนควรตั้งตนเองไว้ในที่เหมาะสมก่อน ภายหลังจึงพร่ำสอนผู้อื่น ผู้ฉลาดไม่ควรจะมัวหมอง.

แล้วตรัสว่า พระอุปนันทะไม่ใช่มีความโลภมากแต่ในบัดนี้เท่านั้นแม้เมื่อแต่ก่อน เธอก็มีความโลภมากเหมือนกัน และก็ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นแม้เมื่อก่อน เธอก็ริบสิ่งของของภิกษุเหล่านี้เหมือนกันแล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นรุกขเทวดาที่ฝั่งแม่น้ำ.

ครั้งนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งชื่อมายาวี คือเจ้าเล่ห์ พาเมียไปอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำ. อยู่มาวันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกตัวเมียพูดกับตัวผู้ว่า พี่ฉันเกิดแพ้ท้องแล้ว ฉันอยากกินเนื้อที่ยังมีเลือดสดๆ อยู่. สุนัขจิ้งจอกตัวผู้บอกว่า น้องอย่าท้อใจ พี่จักนำมาให้น้องให้ได้ จึงเดินไปริมฝั่งน้ำ ถูกเถาวัลย์คล้องขา จึงได้เดินไปตามฝั่งนั้นเอง.

ขณะนั้น นาก ๒ ตัวคือตัวหนึ่งเที่ยวหากินน้ำลึกเป็นปกติ ส่วนตัวหนึ่งเที่ยวหากินตามฝั่งเป็นปกติ กำลังเสาะแสวงหาปลา ได้หยุดยืนอยู่ที่ตลิ่ง. บรรดานาก ๒ ตัวนั้น ตัวเที่ยวหากินน้ำลึก เห็นปลาตะเพียนแดงตัวใหญ่ จึงดำน้ำไปโดยเร็วคาบหางปลาไว้ได้. แต่ปลาแรงมากฉุดนากไป. นากตัวที่เที่ยวหากินน้ำลึกจึงเจรจาตกลงกับนากอีกตัวหนึ่งว่าปลาตัวใหญ่จักพอกินสำหรับเราทั้ง ๒ มาเถอะ จงเป็นสหายผู้ร่วมงานของเรา.

แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ดูก่อนสหายนาก ผู้เที่ยวหากินตามฝั่ง ขอท่านจงมีความเจริญ จงตามฉันมาเถิด ฉันคาบปลาตัวใหญ่ไว้ แล้วมันลากฉันไปด้วยกำลังเร็ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหายมนุธาว มํ ความว่า สหายจงตามฉันมา. ม อักษรท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจสนธิ. มีคำอธิบายว่า ขอสหายจงตามฉันมาคาบท่อนหางไว้ เหมือนฉันไม่ท้อถอยเพราะการจับปลาตัวนี้ ฉะนั้น.

นากอีกตัวหนึ่ง ได้ยินคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ดูก่อนนากผู้เที่ยวหากินในน้ำลึก ขอท่านจงมีความเจริญ ท่านจงคาบไว้ให้มั่นด้วยกำลัง เราจักยกปลานั้นขึ้นเหมือนครุฑยกนาคขึ้น ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถามสา ความว่า ด้วยกำลัง. บทว่า อุทฺธริสฺสามิ ความว่า จักนำออกไป. บทว่า สุปณฺโณ อุรคมฺมิว ความว่า เหมือนครุฑยกงูขึ้น ฉะนั้น.

ลำดับนั้น นากทั้ง ๒ ตัวนั้นร่วมกันนำปลาตะเพียนแดงออกมาได้ วางให้ตายอยู่บนบกเกิดการทะเลาะกันว่า แบ่งสิ แกแบ่งสิ แล้วไม่อาจแบ่งกันได้ จึงหยุดนั่งกันอยู่. ขณะนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเข้ามาถึงที่นั้น. นากเหล่านั้นเห็นแล้ว ทั้ง ๒ ตัวจึงพากันต้อนรับแล้วพูดว่า สหายทรรพบุบผา ปลาตัวนี้ พวกเราจับได้ร่วมกัน เมื่อพวกเราไม่สามารถจะแบ่งกันได้จึงเกิดขัดแย้งกันขึ้น ขอเชิญท่านแบ่งปลาให้พวกเราเท่าๆ กันเถิด

แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

สหายทรรพบุบผา พวกเราเกิดทะเลาะกันขึ้น ขอท่านจงฟังเรา ดูก่อนสหาย ขอจงระงับความบาดหมางกัน ขอให้ข้อพิพาทจงสงบลง.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น นากเรียกสุนัขจิ้งจอกว่าทรรพบุบผา เพราะมันมีสีเหมือนดอกหญ้าคา. บทว่า เมธคํ ได้แก่การทะเลาะกัน.

สุนัขจิ้งจอกได้ยินถ้อยคำของนากเหล่านั้นแล้ว

เมื่อจะแสดงถึงปรีชาสามารถของตน จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

เราเป็นผู้พิพากษามาก่อน ได้พิจารณาคดีมาแล้วมากมายสหาย เราจะระงับความบาดหมางกัน ข้อพิพาทจงสงบลง.

สุนัขจิ้งจอกครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว เมื่อจะแบ่งปลา จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

สหายผู้เที่ยวหากินตามฝั่ง ท่อนหางจักเป็นของเจ้า แต่ท่อนหัวจักเป็นของผู้เที่ยวหากินในน้ำลึก ส่วนอีกท่อนกลางนี้จักเป็นของผู้ตัดสิน.

บรรดาคาถาทั้ง ๒ นั้น คาถาที่ ๑ มีเนื้อความดังนี้.

เราเคยเป็นผู้พิพากษาของพระราชาทั้งหลายมาก่อน เรานั้นนั่งในศาลพิจารณาคดีมามากทีเดียว คือคดีมากมาย ของพราหมณ์และคหบดีทั้งหลายเหล่านั้นๆเราพิจารณา คือวินิจฉัยมาแล้ว เรานั้นจักไม่อาจพิจารณาคดีของสัตว์ ๔ เท้าทั้งหลาย ผู้มีชาติเสมอกัน เช่นท่านทั้งหลายได้อย่างไรเราจะระงับความร้าวราญของท่านทั้งหลาย สหาย ความวิวาทบาดหมางกัน จงสงบคือระงับไป เพราะอาศัยเรา. ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มันก็แบ่งปลาเป็น ๓ ส่วนแล้วบอกว่า ดูก่อนนากตัวเที่ยวหากินตามฝั่ง เจ้าจงคาบเอาท่อนหางท่อนหัวจงเป็นของตัวเที่ยวหากินในน้ำลึก.

บทว่า อจฺจายํ มชฺฌิโม ขณฺโฑ ความว่า อีกส่วนท่อนกลางนี้. อีกอย่างหนึ่งบทว่า อจฺจ ความว่า เลยไป คือท่อนที่อยู่เลยส่วนทั้ง ๒ นี้ไป ได้แก่ท่อนกลางนี้จักเป็นของผู้พิพากษา คือนายผู้วินิจฉัยคดี.

สุนัขจิ้งจอกครั้นแบ่งปลาอย่างนี้แล้ว ก็บอกว่า เจ้าทั้งหลายอย่าทะเลาะกัน แล้วพากันกินท่อนหางและท่อนหัวเถิด แล้วก็เอาปากคาบเอาท่อนกลางหนีไป ทั้งๆ ที่นาก ๒ ตัวนั้นเห็นอยู่นั่นแหละ.

นาก ๒ ตัวนั้นนั่งหน้าเสียเหมือนแพ้ตั้งพันครั้ง แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-

ถ้าเราไม่วิวาทกันไซร้ ท่อนกลางก็จักเป็นอาหารไปได้นานวัน แต่เพราะวิวาทกัน สุนัขจิ้งจอกจึงนำเอาปลาตะเพียนแดงที่ไม่ใช่หัวไม่ใช่หางไป คือท่อนกลาง.

ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกดีใจว่า วันนี้ เราจักให้เมียกินปลาตะเพียนแดง แล้วได้มาที่สำนักของเมียนั้น. นางเมียเห็นผัวกำลังมาดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า :-

วันนี้ ฉันเห็นผัวมีอาหารเต็มปาก จึงชื่นใจ เหมือนกษัตริย์ได้ราชสมบัติเป็นพระราชาแล้วพึงทรงชื่นพระทัย ก็ปานกัน.

ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว เมื่อถามถึงอุบายที่ได้อาหารมา จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

พี่เป็นสัตว์เกิดบนบก ไฉนหนอ จึงจับปลาในน้ำได้ ดูก่อนพี่ร่วมชีวิต พี่ถูกฉันถามแล้ว ขอจงบอกฉันว่า พี่ได้มาอย่างไร?

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถนฺนุ ความว่า เมื่อสุนัขจิ้งจอกผัวบอกว่า จงกินเถิดน้อง แล้ววางชิ้นปลาไว้ข้างหน้า สุนัขจิ้งจอกตัวเป็นเมียจึงถามว่า พี่เป็นสัตว์เกิดบนบก แต่จับปลาในน้ำมาได้อย่างไร?

สุนัขจิ้งจอกตัวเป็นผัว เมื่อจะบอกอุบายที่ได้ปลานั้นมา จึงกล่าวคาถาติดต่อกันไปว่า :-

คนทั้งหลายผ่ายผอม เพราะวิวาทกัน มีความสิ้นทรัพย์ก็เพราะวิวาทกัน นาก ๒ ตัวพลาดปลาชิ้นนี้ เพราะทะเลาะกันแม่งามงอนเจ้าจงกินปลาตะเพียนแดงเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวาเทน กิสา โหนฺติ ความว่า น้องนางผู้เจริญเอ๋ย สัตว์เหล่านี้ เมื่อทำการวิวาทกัน อาศัยการวิวาทจึงผ่ายผอม คือมีเนื้อและโลหิตน้อย.

บทว่า วิวาเทน ธนกฺขยา ความว่า ถึงความสิ้นทรัพย์ทั้งหลาย มีเงินและทองเป็นต้นก็มี เพราะการวิวาทกันนั่นเอง. เมื่อคนทั้ง ๒ วิวาทกัน คนหนึ่งแพ้ เพราะแพ้จึงถึงความสิ้นทรัพย์ เพราะให้ส่วนแห่งความชนะแก่ผู้พิพากษา.

บทว่า ชินา อุทฺทา ความว่า นาก ๒ ตัวพลาดปลาชิ้นนี้ไป เพราะวิวาทกันนั่นเองเพราะฉะนั้น เธออย่าถามถึงเหตุแห่งปลาชิ้นนี้ที่เรานำมาแล้วดูก่อนน้อง เธอจงกินปลาตะเพียนแดงชิ้นนี้อย่างเดียว.

คาถานอกนี้ เป็นคาถาของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้วว่า ดังนี้ :-

ในหมู่มนุษย์ ข้อพิพาทกันเกิดขึ้น ณ ที่ใด พวกเขาจะวิ่งหาผู้พิพากษา เพราะผู้พิพากษาเป็นผู้แนะนำพวกเขาฝ่ายพวกเขาก็จะเสียทรัพย์ ณ ที่นั้น เหมือนนาก ๒ ตัวนั้นเอง แต่คลังหลวงเจริญขึ้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวเมว ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายนาก ๒ ตัวนั้นพลาดไปแล้วฉันใด ถึงในหมู่มนุษย์ก็เช่นนั้นเหมือนกัน ณ ที่ใดเกิดการวิวาทกันขึ้น ณ ที่นั้น คนทั้งหลายจะวิ่งหาผู้พิพากษา คือเข้าไปหาเจ้านายผู้ตัดสิน.

เพราะเหตุไร? เพราะว่า ท่านเป็นผู้แนะนำพวกเขา.

อธิบายว่า เป็นผู้จะให้ข้อพิพาทของพวกเขา ที่ทะเลาะกันสงบลงได้.

บทว่า ธนาปิ ตตฺถ ความว่า พวกเขาผู้วิวาทกันจะเสื่อมแม้จากทรัพย์ ณ ที่นั้น อธิบายว่า จะเสื่อมจากของที่มีอยู่ของตน แต่คลังหลวงจะเจริญขึ้น เพราะสินไหม และเพราะรับส่วนแบ่งจากชัยชนะ

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า

สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้แก่ พระอุปนันทะ ในบัดนี้

นาก ๒ ตัวได้แก่ ภิกษุแก่ ๒ รูป

ส่วนรุกขเทวาผู้ทำเหตุนั้นให้เห็นประจักษ์ ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาทัพพปุปผชาดกที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา

สำเนานี้ต่างจากต้นทาง: ต้นทางเป็นเช่นนี้ (ไม่ได้แก้): ต้นทางไม่ตัดบรรทัดใน 20 จาก 57 ข้อ (ตั้งแต่ p2)