๓. มหาเวทัลลสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๓. มหาเวทัลลสูตร การสนทนาธรรมที่ทำให้เกิดปีติ
มหาเวทลฺลสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก- *เศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นเวลาเย็น ท่านพระมหาโกฏฐิกะออกจากที่หลีกเร้นแล้ว จึงเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ได้ทักทายปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการทักทาย ปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. เรื่องปัญญากับวิญญาณ
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา มหาโกฏฺฐิโก สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา สารีปุตฺเตน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ
ท่านพระมหาโกฏฐิกะครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงถามท่านพระสารีบุตรว่าดูกร ท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลมีปัญญาทรามๆ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงไรหนอ จึง ตรัสว่า บุคคลมีปัญญาทราม? ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ท่านผู้มีอายุ บุคคลไม่รู้ชัดๆ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า เป็นบุคคลมีปัญญาทราม ไม่รู้ชัดอะไร ไม่รู้ชัดว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา บุคคลไม่รู้ชัดๆ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า บุคคลมีปัญญาทราม. ท่านพระมหาโกฏฐิกะ ยินดี อนุโมทนาภาษิต ของท่านพระสารีบุตรว่า ถูกละ ท่านผู้มี อายุ ดังนี้แล้ว ได้ถามปัญหาต่อไปว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลมีปัญญาๆ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงไรหนอ จึงตรัสว่าบุคคลมีปัญญา? สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ บุคคลรู้ชัดๆ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เป็นบุคคล มีปัญญา รู้ชัดอะไร รู้ชัดว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เพราะ ฉะนั้น จึงตรัสว่า บุคคลมีปัญญา. ก. ดูกรท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า วิญญาณๆ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงไรหนอ จึงตรัสว่า วิญญาณ? สา. ธรรมชาติที่รู้แจ้งๆ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่าวิญญาณ รู้แจ้งอะไร รู้แจ้งว่า นี้สุข นี้ทุกข์ นี้มิใช่ทุกข์ มิใช่สุข ธรรมชาติย่อมรู้แจ้งๆ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า วิญญาณ. ก. ปัญญาและวิญญาณ ธรรม ๒ ประการนี้ ปะปนกัน หรือแยกจากกันท่านผู้มีอายุ อาจแยกออกแล้ว บัญญัติหน้าที่อันต่างกันได้หรือไม่? สา. ปัญญาและวิญญาณ ธรรม ๒ ประการนี้ ปะปนกัน ไม่แยกจากกัน ผมไม่อาจแยก ออกแล้ว บัญญัติหน้าที่อันต่างกันได้ เพราะปัญญารู้ชัดสิ่งใด วิญญาณก็รู้แจ้งสิ่งนั้น วิญญาณ รู้แจ้งสิ่งใด ปัญญาก็รู้ชัดสิ่งนั้น ฉะนั้น ธรรม ๒ ประการนี้ จึงปะปนกัน ไม่แยกจากกัน ผมไม่ อาจแยกออกแล้ว บัญญัติหน้าที่อันต่างกันได้. ก. ปัญญาและวิญญาณ ธรรม ๒ ประการนี้ ปะปนกัน ไม่แยกจากกัน แต่มีกิจที่จะพึง ทำต่างกันบ้างหรือไม่? สา. ปัญญาและวิญญาณ ธรรม ๒ ประการนี้ ปะปนกัน ไม่แยกจากกัน แต่ปัญญาควร เจริญ วิญญาณควรกำหนดรู้ นี่เป็นกิจที่จะพึงทำต่างกันแห่งธรรม ๒ ประการนี้. เรื่องเวทนาสัญญาและวิญญาณ
เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา มหาโกฏฺฐิโก อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ ทุปฺปญฺโญ ทุปฺปญฺโญติ อาวุโส วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข อาวุโส ทุปฺปญฺโญติ วุจฺจตีติ ฯ นปฺปชานาติ นปฺปชานาตีติ โข อาวุโส ตสฺมา ทุปฺปญฺโญติ วุจฺจติ กิญฺจ นปฺปชานาติ อิทํ ทุกฺขนฺติ นปฺปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ นปฺปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ นปฺปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ นปฺปชานาติ นปฺปชานาติ นปฺปชานาตีติ โข อาวุโส ตสฺมา ทุปฺปญฺโญติ วุจฺจตีติ ฯ {๔๙๔.๑} สาธาวุโสติ โข อายสฺมา มหาโกฏฺฐิโก อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉิ ปญฺญวา ปญฺญวาติ อาวุโส วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข อาวุโส ปญฺญวาติ วุจฺจตีติ ฯ ปชานาติ ปชานาตีติ โข อาวุโส ตสฺมา ปญฺญวาติ วุจฺจติ กิญฺจ ปชานาติ อิทํ ทุกฺขนฺติ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ปชานาติ ปชานาติ ปชานาตีติ โข อาวุโส ตสฺมา ปญฺญวาติ วุจฺจตีติ ฯ วิญฺญาณํ วิญฺญาณนฺติ อาวุโส วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข อาวุโส วิญฺญาณนฺติ วุจฺจตีติ ฯ วิชานาติ วิชานาตีติ โข อาวุโส ตสฺมา วิญฺญาณนฺติ วุจฺจติ กิญฺจ วิชานาติ สุขนฺติปิ วิชานาติ ทุกฺขนฺติปิ วิชานาติ อทุกฺขมสุขนฺติปิ วิชานาติ วิชานาติ วิชานาตีติ โข อาวุโส ตสฺมา วิญฺญาณนฺติ วุจฺจตีติ ฯ {๔๙๔.๒} ยา จาวุโส ปญฺญา ยญฺจ วิญฺญาณํ อิเม ธมฺมา สํสฏฺฐา อุทาหุ วิสํสฏฺฐา ลพฺภา จ ปนิเมสํ ธมฺมานํ วินิพฺภุชิตฺวา วินิพฺภุชิตฺวา นานากรณํ ปญฺญาเปตุนฺติ ฯ {๔๙๔.๓} ยา จาวุโส ปญฺญา ยญฺจ วิญฺญาณํ อิเม ธมฺมา สํสฏฺฐา โน วิสํสฏฺฐา น จ ลพฺภา อิเมสํ ธมฺมานํ วินิพฺภุชิตฺวา วินิพฺภุชิตฺวา นานากรณํ ปญฺญาเปตุํ ยญฺจ อาวุโส ปชานาติ ตํ วิชานาติ ยํ วิชานาติ ตํ ปชานาติ ตสฺมา อิเม ธมฺมา สํสฏฺฐา โน วิสํสฏฺฐา น จ ลพฺภา อิเมสํ ธมฺมานํ วินิพฺภุชิตฺวา วินิพฺภุชิตฺวา นานากรณํ ปญฺญาเปตุนฺติ ฯ {๔๙๔.๔} ยา จาวุโส ปญฺญา ยญฺจ วิญฺญาณํ อิเมสํ ธมฺมานํ สํสฏฺฐานํ โน วิสํสฏฺฐานํ กึ นานากรณนฺติ ฯ ยา จาวุโส ปญฺญา ยญฺจ วิญฺญาณํ อิเมสํ ธมฺมานํ สํสฏฺฐานํ โน วิสํสฏฺฐานํ ปญฺญา ภาเวตพฺพา วิญฺญาณํ ปริญฺเญยฺยํ อิทํ เนสํ นานากรณนฺติ ฯ
ก. ดูกรท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เวทนาๆ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงไร หนอ จึงตรัสว่า เวทนา? สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ ธรรมชาติที่รู้ๆ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เวทนา รู้อะไร รู้สุขบ้าง รู้ทุกข์บ้าง รู้สิ่งที่มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง ธรรมชาติย่อมรู้ๆ ฉะนั้น จึงตรัสว่า เวทนา. ก. ดูกรท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สัญญาๆ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงไรหนอ จึงตรัสว่า สัญญา? สา. ธรรมชาติที่จำๆ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า สัญญา จำอะไร จำสีเขียว บ้าง จำสีเหลืองบ้าง จำสีแดงบ้าง จำสีขาวบ้าง ธรรมชาติย่อมจำๆ ฉะนั้น จึงตรัสว่า สัญญา ก. เวทนา สัญญา และวิญญาณ ธรรม ๓ ประการนี้ ปะปนกัน หรือแยกจากกัน ท่านผู้มีอายุ อาจแยกออกแล้ว บัญญัติหน้าที่อันต่างกันได้หรือไม่? สา. เวทนา สัญญา และวิญญาณ ธรรม ๓ ประการนี้ ปะปนกัน ไม่แยกจากกัน ผมไม่อาจแยกออกแล้ว บัญญัติหน้าที่อันต่างกันได้ เพราะเวทนารู้สิ่งใด สัญญาก็จำสิ่งนั้น สัญญาจำสิ่งใด วิญญาณก็รู้แจ้งสิ่งนั้น ฉะนั้น ธรรม ๓ ประการนี้ จึงปะปนกัน ไม่แยกจากกัน ผมไม่อาจแยกออกแล้ว บัญญัติหน้าที่อันต่างกันได้.
เวทนา เวทนาติ อาวุโส วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข อาวุโส เวทนาติ วุจฺจตีติ ฯ เวเทติ เวเทตีติ โข อาวุโส ตสฺมา เวทนาติ วุจฺจติ กิญฺจ เวเทติ สุขมฺปิ เวเทติ ทุกฺขมฺปิ เวเทติ อทุกฺขมสุขมฺปิ เวเทติ เวเทติ เวเทตีติ โข อาวุโส ตสฺมา เวทนาติ วุจฺจตีติ ฯ สญฺญา สญฺญาติ อาวุโส วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข อาวุโส สญฺญาติ วุจฺจตีติ ฯ สญฺชานาติ สญฺชานาตีติ โข อาวุโส ตสฺมา สญฺญาติ วุจฺจติ กิญฺจ สญฺชานาติ นีลกมฺปิ สญฺชานาติ ปีตกมฺปิ สญฺชานาติ โลหิตกมฺปิ สญฺชานาติ โอทาตมฺปิ สญฺชานาติ สญฺชานาติ สญฺชานาตีติ โข อาวุโส ตสฺมา สญฺญาติ วุจฺจตีติ ฯ {๔๙๕.๑} ยา จาวุโส เวทนา ยา จ สญฺญา ยญฺจ วิญฺญาณํ อิเม ธมฺมา สํสฏฺฐา อุทาหุ วิสํสฏฺฐา ลพฺภา จ ปนิเมสํ ธมฺมานํ วินิพฺภุชิตฺวา วินิพฺภุชิตฺวา นานากรณํ ปญฺญาเปตุนฺติ ฯ ยา จาวุโส เวทนา ยา จ สญฺญา ยญฺจ วิญฺญาณํ อิเม ธมฺมา สํสฏฺฐา โน วิสํสฏฺฐา น จ ลพฺภา อิเมสํ ธมฺมานํ วินิพฺภุชิตฺวา วินิพฺภุชิตฺวา นานากรณํ ปญฺญาเปตุํ ยํ จาวุโส เวเทติ ตํ สญฺชานาติ ยํ วิชานาติ ตํ วิชานาติ ตสฺมา อิเม ธมฺมา สํสฏฺฐา โน วิสํสฏฺฐา น จ ลพฺภา อิเมสํ ธมฺมานํ วินิพฺภุชิตฺวา วินิพฺภุชิตฺวา นานากรณํ ปญฺญาเปตุนฺติ ฯ
ก. ดูกรท่านผู้มีอายุ พระโยคาวจรมีมโนวิญญาณ (จิตอันสัมปยุตด้วยรูปาวจร- *ฌานที่ ๔) อันสละแล้ว อันบริสุทธิ์จากอินทรีย์ ๕ พึงรู้สิ่งอะไร? สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ พระโยคาวจรมีมโนวิญญาณอันสละแล้ว อันบริสุทธิ์จากอินทรีย์ ๕ พึงรู้อากาสานัญจายตนฌานว่า อากาศหาที่สุดมิได้ พึงรู้วิญญาณัญจายตนฌานว่า วิญญาณหาที่สุด มิได้ พึงรู้อากิญจัญญายตนฌานว่า น้อยหนึ่งมิได้มี. เรื่องประโยชน์แห่งปัญญาและเหตุเกิดสัมมาทิฏฐิ ก. พระโยคาวจรย่อมรู้ธรรมอันตนพึงรู้ด้วยอะไร? สา. พระโยคาวจรย่อมรู้ธรรมอันตนพึงรู้ด้วยปัญญาจักษุ. ก. ปัญญา มีอะไรเป็นประโยชน์? สา. ปัญญา มีความรู้ยิ่งเป็นประโยชน์ มีความกำหนดรู้เป็นประโยชน์ มีความละเป็น ประโยชน์.
นิสฺสฏฺเฐน หาวุโส ปญฺจหิ อินฺทฺริเยหิ ปริสุทฺเธน มโนวิญฺญาเณน กึ เนยฺยนฺติ ฯ นิสฺสฏฺเฐน จ อาวุโส ปญฺจหิ อินฺทฺริเยหิ ปริสุทฺเธน มโนวิญฺญาเณน อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ เนยฺยํ อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ เนยฺยํ นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ เนยฺยนฺติ ฯ เนยฺยํ ปนาวุโส ธมฺมํ เกน ชานาตีติ ฯ เนยฺยํ โข อาวุโส ธมฺมํ ปญฺญาจกฺขุนา ชานาตีติ ฯ ปญฺญา ปนาวุโส กิมตฺถิยาติ ฯ ปญฺญา โข อาวุโส อภิญฺญตฺถา ปริญฺญตฺถา ปหานตฺถาติ ฯ
ก. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ มีเท่าไร? สา. ธรรม ๒ ประการ คือความได้สดับแต่บุคคลอื่น ๑ ความทำในใจโดยแยบคาย ๑ เป็นปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ ธรรม ๒ ประการนี้แล เป็นปัจจัยเมื่อความเกิดขึ้นแห่ง สัมมาทิฏฐิ. ก. สัมมาทิฏฐิ มีเจโตวิมุติเป็นผล และมีผลคือเจโตวิมุติเป็นอานิสงส์ด้วย มีปัญญา วิมุติเป็นผล และมีผลคือปัญญาวิมุติเป็นอานิสงส์ด้วย อันองค์ธรรมเท่าไรอนุเคราะห์แล้ว? สา. สัมมาทิฏฐิ มีเจโตวิมุติเป็นผล และมีผลคือเจโตวิมุติเป็นอานิสงส์ด้วย มีปัญญา วิมุติเป็นผล และมีผลคือปัญญาวิมุติเป็นอานิสงส์ด้วย อันองค์ธรรม ๕ ประการ อนุเคราะห์ แล้ว คือ สัมมาทิฏฐิ อันศีลอนุเคราะห์แล้ว ๑ อันสุตะอนุเคราะห์แล้ว ๑ อันสากัจฉาอนุเคราะห์ แล้ว ๑ อันสมถะอนุเคราะห์แล้ว ๑ อันวิปัสสนาอนุเคราะห์แล้ว ๑ สัมมาทิฏฐิ มีเจโตวิมุติเป็น ผล และมีผลคือเจโตวิมุติเป็นอานิสงส์ด้วย มีปัญญาวิมุติเป็นผล และมีผลคือปัญญาวิมุติ เป็นอานิสงส์ด้วย อันองค์ธรรม ๕ ประการนี้แล อนุเคราะห์แล้ว. เรื่องภพและฌาน
กตี ปนาวุโส ปจฺจยา สมฺมาทิฏฺฐิยา อุปฺปาทายาติ ฯ เทฺว โข อาวุโส ปจฺจยา สมฺมาทิฏฺฐิยา อุปฺปาทาย ปรโต จ โฆโส โยนิโส จ มนสิกาโร อิเม โข อาวุโส เทฺว ปจฺจยา สมฺมาทิฏฺฐิยา อุปฺปาทายาติ ฯ กตีหิ ปนาวุโส องฺเคหิ อนุคฺคหิตา สมฺมาทิฏฺฐิ เจโตวิมุตฺติผลา จ โหติ เจโตวิมุตฺติผลานิสํสา จ ปญฺญาวิมุตฺติผลา จ โหติ ปญฺญาวิมุตฺติผลานิสํสา จาติ ฯ {๔๙๗.๑} ปญฺจหิ โข อาวุโส องฺเคหิ อนุคฺคหิตา สมฺมาทิฏฺฐิ เจโตวิมุตฺติผลา จ โหติ เจโตวิมุตฺติผลานิสํสา จ ปญฺญาวิมุตฺติผลา จ โหติ ปญฺญาวิมุตฺติผลานิสํสา จ อิธาวุโส สมฺมาทิฏฺฐิ สีลานุคฺคหิตา จ โหติ สุตานุคฺคหิตา จ โหติ สากจฺฉานุคฺคหิตา จ โหติ สมถานุคฺคหิตา จ โหติ วิปสฺสนานุคฺคหิตา จ โหติ อิเมหิ โข อาวุโส ปญฺจหงฺเคหิ อนุคฺคหิตา สมฺมาทิฏฺฐิ เจโตวิมุตฺติผลา จ โหติ เจโตวิมุตฺติผลานิสํสา จ ปญฺญาวิมุตฺติผลา จ โหติ ปญฺญาวิมุตฺติผลานิสํสา จาติ ฯ
ก. ดูกรท่านผู้มีอายุ ภพมีเท่าไร? สา. ภพมี ๓ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ. ก. ความเกิดในภพใหม่ในอนาคต มีได้อย่างไร? สา. ความยินดียิ่งในอารมณ์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์ที่มีอวิชชาเป็นเครื่องกีดกัน มีตัณหาเป็น เครื่องประกอบไว้ ความเกิดในภพใหม่ในอนาคตมีได้อย่างนี้. ก. ความเกิดในภพใหม่ในอนาคต จะไม่มีอย่างไร? สา. เพราะความสิ้นแห่งอวิชชา เพราะความเกิดขึ้นแห่งวิชชา และเพราะความดับแห่ง ตัณหา อย่างนี้ ความเกิดในภพใหม่ในอนาคต จึงจะไม่มี.
กตี ปนาวุโส ภวาติ ฯ ตโยเม อาวุโส ภวา กามภโว รูปภโว อรูปภโว จาติ ฯ กถํ ปนาวุโส อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ โหตีติ ฯ อวิชฺชานีวรณานํ โข อาวุโส สตฺตานํ ตณฺหาสญฺโญชนานํ ตตฺรตตฺราภินนฺทนา เอวํ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ โหตีติ ฯ กถํ ปนาวุโส อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ น โหตีติ ฯ อวิชฺชาวิราคา โข อาวุโส วิชฺชุปฺปาทา ตณฺหานิโรธา เอวํ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ น โหตีติ ฯ
ก. ดูกรท่านผู้มีอายุ ปฐมฌาน เป็นไฉน? สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุ ปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ฌานนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปฐมฌาน. ก. ปฐมฌาน มีองค์เท่าไร? สา. ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คือ วิตก ๑ วิจาร ๑ ปีติ ๑ สุข ๑ เอกัคคตา ๑ ย่อมเป็นไปแก่ ภิกษุผู้เข้าปฐมฌานมีองค์ ๕ ปฐมฌานมีองค์ ๕ อย่างนี้แล. ก. ปฐมฌาน ละองค์เท่าไร ประกอบด้วยองค์เท่าไร? สา. ปฐมฌานละองค์ ๕ ประกอบด้วยองค์ ๕ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าปฐมฌาน ละกาม ฉันท์ได้แล้ว ละพยาบาทได้แล้ว ละถีนมิทธะได้แล้ว ละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว ละวิจิกิจฉาได้ แล้ว มีวิตก ๑ วิจาร ๑ ปีติ ๑ สุข ๑ เอกัคคตา ๑ เป็นไปอยู่ ปฐมฌานละองค์ ๕ ประกอบด้วย องค์ ๕ อย่างนี้แล. เรื่องอินทรีย์ ๕
กตมํ ปนาวุโส ปฐมํ ฌานนฺติ ฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อิทํ วุจฺจตาวุโส ปฐมํ ฌานนฺติ ฯ ปฐมํ ปนาวุโส ฌานํ กตงฺคิกนฺติ ฯ ปฐมํ โข อาวุโส ฌานํ ปญฺจงฺคิกํ อิธาวุโส ปฐมํ ฌานํ ปญฺจงฺคิกํ สมาปนฺนสฺส ภิกฺขุโน วิตกฺโก จ วตฺตติ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ ปฐมํ โข อาวุโส ฌานํ เอวํ ปญฺจงฺคิกนฺติ ฯ ปฐมํ ปนาวุโส ฌานํ กตงฺควิปฺปหีนํ กตงฺคสมนฺนาคตนฺติ ฯ ปฐมํ โข อาวุโส ฌานํ ปญฺจงฺควิปฺปหีนํ ปญฺจงฺคสมนฺนาคตํ อิธาวุโส ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส ภิกฺขุโน กามฉนฺโท ปหีโน โหติ พฺยาปาโท ปหีโน โหติ ถีนมิทฺธํ ปหีนํ โหติ อุทฺธจฺจ กุกฺกุจฺจํ ปหีนํ โหติ วิจิกิจฺฉา ปหีนา โหติ วิตกฺโก จ วตฺตติ วิจาโร จ ปีติ จ สุขํ จ จิตฺเตกคฺคตา จ ปฐมํ โข อาวุโส ฌานํ เอวํ ปญฺจงฺควิปฺปหีนํ ปญฺจงฺคสมนฺนาคตนฺติ ฯ
ก. ดูกรท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑ มีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่รับรู้วิสัยอันเป็นโคจร ของกันและกัน เมื่ออินทรีย์ ๕ ประการนี้ มีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่รับรู้วิสัยอันเป็น โคจรของกันและกัน จะมีอะไรเป็นที่อาศัย และธรรมอะไรรับรู้วิสัยอันเป็นโคจรแห่งอินทรีย์ เหล่านั้น? สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑ มีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่รับรู้วิสัยอันเป็นโคจรของกันและกัน เมื่ออินทรีย์ ๕ เหล่านี้ มีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่รับรู้วิสัยอันเป็นโคจรของกันและกัน มีใจเป็นที่อาศัย ใจย่อมรับรู้วิสัยอันเป็นโคจรแห่งอินทรีย์เหล่านั้น.
ปญฺจิมานิ อาวุโส อินฺทฺริยานิ นานาวิสยานิ นานาโคจรานิ น อญฺญมญฺญสฺส โคจรวิสยํ ปจฺจนุโภนฺติ เสยฺยถีทํ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ อิเมสํ โข อาวุโส ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นานาวิสยานํ นานาโคจรานํ น อญฺญมญฺญสฺส โคจรวิสยํ ปจฺจนุโภนฺตานํ กึ ปฏิสรณํ โก จ เนสํ โคจรวิสยํ ปจฺจนุโภตีติ ฯ ปญฺจิมานิ อาวุโส อินฺทฺริยานิ นานาวิสยานิ นานาโคจรานิ น อญฺญมญฺญสฺส โคจรวิสยํ ปจฺจนุโภนฺติ เสยฺยถีทํ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ อิเมสํ โข อาวุโส ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นานาวิสยานํ นานาโคจรานํ น อญฺญมญฺญสฺส โคจรวิสยํ ปจฺจนุโภนฺตานํ มโน ปฏิสรณํ มโน จ เนสํ โคจรวิสยํ ปจฺจนุโภตีติ ฯ
ก. ดูกรท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ ๕ ประการ คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑ อินทรีย์ ๕ นี้ อาศัยอะไรตั้งอยู่? สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ ๕ ประการนี้นั้น คือจักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑ อาศัยอายุ (ชีวิตินทรีย์) ตั้งอยู่. ก. อายุ อาศัยอะไรตั้งอยู่? สา. อายุ อาศัยไออุ่น (ไฟที่เกิดแต่กรรม) ตั้งอยู่. ก. ไออุ่น อาศัยอะไรตั้งอยู่? สา. ไออุ่น อาศัยอายุตั้งอยู่. ก. ผมรู้ทั่วถึงภาษิตของพระสารีบุตรผู้มีอายุในบัดนี้เองอย่างนี้ว่า อายุอาศัยไออุ่นตั้งอยู่ และว่าไออุ่นอาศัยอายุตั้งอยู่ แต่ผมจะพึงเห็นความแห่งภาษิตนี้ได้อย่างไร? สา. ถ้าเช่นนั้น ผมจักทำอุปมาแก่คุณ เพราะวิญญูชนบางพวกในโลกนี้ ย่อมทราบความ แห่งภาษิตได้แม้ด้วยอุปมา เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันกำลังติดไฟอยู่ แสงสว่างอาศัยเปลว ปรากฏอยู่ เปลวก็อาศัยแสงสว่างปรากฏอยู่ฉันใด อายุอาศัยไออุ่นตั้งอยู่ ไออุ่นก็อาศัยอายุตั้งอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน ก. อายุสังขาร (อายุ ชีวิตินทรีย์) กับเวทนียธรรม (เวทนา) เป็นอันเสมอกัน หรือว่า อายุสังขารกับเวทนียธรรมเป็นคนละอย่าง? สา. อายุสังขารกับเวทนียธรรม ไม่ใช่อันเดียวกัน (ถ้า) อายุสังขารกับเวทนียธรรมเป็น อันเดียวกันแล้ว การออกจากสมาบัติของภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ไม่พึงปรากฏ แต่เพราะ อายุสังขารกับเวทนียธรรมเป็นคนละอย่าง ฉะนั้น การออกจากสมาบัติของภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิต นิโรธ จึงปรากฏอยู่.
ปญฺจิมานิ อาวุโส อินฺทฺริยานิ เสยฺยถีทํ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ อิมานิ โข อาวุโส ปญฺจินฺทฺริยานิ กึ ปฏิจฺจ ติฏฺฐนฺตีติ ฯ ปญฺจิมานิ อาวุโส อินฺทฺริยานิ เสยฺยถีทํ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ อิมานิ โข อาวุโส ปญฺจินฺทฺริยานิ อายุํ ปฏิจฺจ ติฏฺฐนฺตีติ ฯ อายุ ปนาวุโส กึ ปฏิจฺจ ติฏฺฐตีติ ฯ อายุ อุสฺมํ ปฏิจฺจ ติฏฺฐตีติ ฯ อุสฺมา ปนาวุโส กึ ปฏิจฺจ ติฏฺฐตีติ ฯ อุสฺมา อายุํ ปฏิจฺจ ติฏฺฐตีติ ฯ อิทาเนว โข มยํ อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ เอวํ อาชานาม อายุ อุสฺมํ ปฏิจฺจ ติฏฺฐตีติ อิทาเนว โข มยํ อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ เอวํ อาชานาม อุสฺมา อายุํ ปฏิจฺจ ติฏฺฐตีติ ฯ ยถากถํ ปนาวุโส อิมสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ เตนหาวุโส อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปิเธกจฺเจ วิญฺญู ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ เสยฺยถาปิ อาวุโส เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต อจฺจึ ปฏิจฺจ อาภา ปญฺญายติ อาภํ ปฏิจฺจ อจฺจิ ปญฺญายติ เอวเมว โข อายุ อุสฺมํ ปฏิจฺจ ติฏฺฐติ อุสฺมา อายุํ ปฏิจฺจ ติฏฺฐตีติ ฯ เตว นุ โข อาวุโส อายุสงฺขารา เต เวทนียา ธมฺมา อุทาหุ อญฺเญ อายุสงฺขารา อญฺเญ เวทนียา ธมฺมาติ ฯ น โข อาวุโส เตว อายุสงฺขารา เต เวทนียา ธมฺมา เต อาวุโส อายุสงฺขารา อภวิสฺสํสุ เต เวทนียา ธมฺมา นยิทํ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปนฺนสฺส ภิกฺขุโน วุฏฺฐานํ ปญฺญาเยถ ยสฺมา จ โข อญฺเญ อายุสงฺขารา อญฺเญ เวทนียา ธมฺมา ตสฺมา สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปนฺนสฺส ภิกฺขุโน วุฏฺฐานํ ปญฺญายตีติ ฯ
ก. ดูกรผู้มีอายุ ในเมื่อธรรมเท่าไรละกายนี้ไป กายนี้ก็ถูกทอดทิ้งนอนนิ่ง เหมือนท่อนไม้ที่ปราศจากเจตนา? สา. ดูกรผู้มีอายุ ในเมื่อธรรม ๓ ประการ คือ อายุ ไออุ่น และวิญญาณละกายนี้ไป กายนี้ก็ถูกทอดทิ้ง นอนนิ่ง เหมือนท่อนไม้ที่ปราศจากเจตนา. ก. สัตว์ผู้ตายทำกาละไป กับภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีความแปลกกันอย่างไร? สา. สัตว์ผู้ตายทำกาละไป มีกายสังขาร วจีสังขาร และจิตสังขารดับระงับไป มีอายุ หมดสิ้นไป มีไออุ่นสงบ มีอินทรีย์แตกทำลาย ส่วนภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีกายสังขาร วจีสังขาร และจิตสังขารดับ ระงับไป แต่มีอายุยังไม่หมดสิ้น มีไออุ่นยังไม่สงบ มีอินทรีย์ ผ่องใส สัตว์ผู้ตายทำกาละไปกับภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีความแปลกกัน ฉะนี้. เรื่องปัจจัยเจโตวิมุติ
ยทา นุ โข อาวุโส อิมํ กายํ กตี ธมฺมา ชหนฺติ อถายํ กาโย อุชฺฌิโต อวกฺขิตฺโต เสติ ยถา กฏฺฐํ อเจตนนฺติ ฯ ยทา โข อาวุโส อิมํ กายํ ตโย ธมฺมา ชหนฺติ อายุ อุสฺมา จ วิญฺญาณํ อถายํ กาโย อุชฺฌิโต อวกฺขิตฺโต เสติ ยถา กฏฺฐํ อเจตนนฺติ ฯ โย จายํ อาวุโส มโต กาลกโต โย จายํ ภิกฺขุ สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปนฺโน อิเมสํ กึ นานากรณนฺติ ฯ โย จายํ อาวุโส มโต กาลกโต ตสฺส กายสงฺขารา นิรุทฺธา ปฏิปฺปสฺสทฺธา วจีสงฺขารา นิรุทฺธา ปฏิปฺปสฺสทฺธา จิตฺตสงฺขารา นิรุทฺธา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อายุ ปริกฺขีณา อุสฺมา วูปสนฺตา อินฺทฺริยานิ ปริภินฺนานิ โย จายํ ภิกฺขุ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปนฺโน ตสฺสปิ กายสงฺขารา นิรุทฺธา ปฏิปฺปสฺสทฺธา วจีสงฺขารา นิรุทฺธา ปฏิปฺปสฺสทฺธา จิตฺตสงฺขารา นิรุทฺธา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อายุ อปฺปริกฺขีณา อุสฺมา อวูปสนฺตา อินฺทฺริยานิ วิปฺปสนฺนานิ โย จายํ อาวุโส มโต กาลกโต โย จายํ ภิกฺขุ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปนฺโน อิทํ เนสํ นานากรณนฺติ ฯ
ก. ดูกรผู้มีอายุ ปัจจัยแห่งสมาบัติที่เป็นเจโตวิมุติ อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีเท่าไร? สา. ดูกรผู้มีอายุ ปัจจัยแห่งสมาบัติที่เป็นเจโตวิมุติอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุขมี ๔ อย่าง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสในก่อนเสียได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ปัจจัยแห่งสมาบัติที่เป็นเจโตวิมุติ อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มี ๔ อย่าง ดังนี้แล. ก. ปัจจัยแห่งสมาบัติที่เป็นเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มีเท่าไร? สา. ปัจจัยแห่งสมาบัติที่เป็นเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มี ๒ อย่างคือ การไม่มนสิการถึง นิมิตทั้งปวง ๑ การมนสิการถึงนิพพานธาตุอันไม่มีนิมิต ๑ ปัจจัยแห่งสมาบัติที่เป็นเจโตวิมุติอัน ไม่มีนิมิต มี ๒ อย่าง ดังนี้แล. ก. ปัจจัยแห่งความตั้งอยู่ของเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มีเท่าไร? สา. ปัจจัยแห่งความตั้งอยู่ของเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มี ๓ อย่าง คือการไม่มนสิการถึง นิมิตทั้งปวง ๑ การมนสิการถึงนิพพานธาตุอันไม่มีนิมิต ๑ อภิสังขาร (ความกำหนดระยะกาล) ในเบื้องต้น ๑ ปัจจัยแห่งความตั้งอยู่ของเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มี ๓ อย่าง ดังนี้แล. ก. ปัจจัยแห่งความออกของเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มีเท่าไร? สา. ปัจจัยแห่งความออกของเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มี ๒ อย่างคือการมนสิการถึงนิมิต ทั้งปวง ๑ การไม่มนสิการถึงนิพพานธาตุอันไม่มีนิมิต ๑ ปัจจัยแห่งความออกของเจโตวิมุติอันไม่มี นิมิต มี ๒ อย่าง ดังนี้แล.
กตี ปนาวุโส ปจฺจยา อทุกฺขมสุขาย เจโตวิมุตฺติยา สมาปตฺติยาติ ฯ จตฺตาโร โข อาวุโส ปจฺจยา อทุกฺขมสุขาย เจโตวิมุตฺติยา สมาปตฺติยา อิธาวุโส ภิกฺขุ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อฏฺฐงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อิเม โข อาวุโส จตฺตาโร ปจฺจยา อทุกฺขมสุขาย เจโตวิมุตฺติยา สมาปตฺติยาติ ฯ กตี ปนาวุโส ปจฺจยา อนิมิตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา สมาปตฺติยาติ ฯ เทฺว โข อาวุโส ปจฺจยา อนิมิตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา สมาปตฺติยา สพฺพนิมิตฺตานญฺจ อมนสิกาโร อนิมิตฺตาย จ ธาตุยา มนสิกาโร อิเม โข อาวุโส เทฺว ปจฺจยา อนิมิตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา สมาปตฺติยาติ ฯ กตี ปนาวุโส ปจฺจยา อนิมิตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ฐิติยาติ ฯ ตโย โข อาวุโส ปจฺจยา อนิมิตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ฐิติยา สพฺพนิมิตฺตานญฺจ อมนสิกาโร อนิมิตฺตาย จ ธาตุยา มนสิกาโร ปุพฺเพ จ อภิสงฺขาโร อิเม โข อาวุโส ตโย ปจฺจยา อนิมิตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ฐิติยาติ ฯ กตี ปนาวุโส ปจฺจยา อนิมิตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา วุฏฺฐานายาติ ฯ เทฺว โข อาวุโส ปจฺจยา อนิมิตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา วุฏฺฐานาย สพฺพนิมิตฺตานญฺจ มนสิกาโร อนิมิตฺตาย จ ธาตุยา อมนสิกาโร อิเม โข อาวุโส เทฺว ปจฺจยา อนิมิตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา วุฏฺฐานายาติ ฯ
ก. ดูกรผู้มีอายุ เจโตวิมุติมีอารมณ์ไม่มีประมาณ เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มี อะไรๆ เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง เจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิตธรรมเหล่านี้ มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่เพียงพยัญชนะเท่านั้น? สา. ดูกรผู้มีอายุ เจโตวิมุติมีอารมณ์ไม่มีประมาณ เจโตวิมุติมีอารมณ์ไม่มีอะไรๆ เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง เจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต ปริยายที่บ่งว่าธรรมเหล่านี้ มีอรรถ ต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกันก็มี และปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้ มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้นก็มี. ก็ปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้ มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกันเป็นไฉน? ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้ มีจิตสหรคตด้วยเมตตา แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไป สู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น แผ่ไป สู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น และมีจิตสหรคตด้วยเมตตาอันกว้างขวาง เป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกหมดทุกส่วน เพื่อประโยชน์ แก่สัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถานทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง อยู่ดังนี้ มีจิตสหรคตด้วยกรุณา ... มีจิตสหรคตด้วยมุทิตา ... มีจิตสหรคตด้วยอุเบกขา แผ่ไปสู่ที่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น มีจิตสหรคตด้วยอุเบกขาอันกว้างขวาง เป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกหมดทุกส่วน เพื่อประโยชน์ แก่สัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถาน ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง อยู่ดังนี้ นี้พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์อันหาประมาณมิได้. เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ เป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ล่วงวิญญาณัญจายตน- *ฌาน โดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ด้วยมนสิการว่าไม่มีอะไรๆ อยู่ ดังนี้ นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ. เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง เป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี พิจารณาเห็นว่า สิ่งนี้ว่างจากตนบ้าง จากสิ่งที่เนื่องด้วยตนเอง ดังนี้ นี้พระ ผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง. เจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต เป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุเจโตสมาธิอัน ไม่มีนิมิต เพราะไม่มนสิการถึงนิมิตทั้งปวงอยู่ นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเจโตวิมุตติมีอารมณ์อันไม่มี นิมิต. ดูกรผู้มีอายุ นี้แลปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้ มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน. ก็ปริยายที่บ่งว่า ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้นเป็น ไฉน? ราคะอันทำประมาณ โทสะอันทำประมาณ โมหะอันทำประมาณ ราคะเป็นต้นนั้น อันภิกษุ ผู้ขีณาสพละเสียแล้ว มีรากอันตัดขาดแล้วทำไม่ให้มีที่ตั้งดังว่าต้นตาลแล้ว ทำไม่ให้มีต่อไปแล้ว มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา. เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ ท่านกล่าวว่า เลิศกว่าเจโตวิมุติมี อารมณ์ไม่มีประมาณทั้งหมด เจโตวิมุติอันไม่กำเริบนั้นแล ว่างจากราคะ ว่างจากโทสะ ว่างจาก โมหะ. ราคะอันเป็นเครื่องกังวล โทสะอันเป็นเครื่องกังวล โมหะอันเป็นเครื่องกังวล ราคะเป็น ต้นนั้น อันภิกษุผู้ขีณาสพละเสียแล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังว่าต้นตาลแล้ว ทำไม่ให้มีต่อไปแล้ว มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา. เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ ท่านกล่าวว่า เลิศกว่าเจโตวิมุติอันมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ ทั้งหมด. เจโตวิมุติอันไม่กำเริบนั้นแล ว่างจากราคะ ว่างจากโทสะ ว่างจากโมหะ. ราคะอันทำนิมิต โทสะอันทำนิมิต โมหะอันทำนิมิต ราคะเป็นต้น นั้น อันภิกษุผู้ขีณาสพละเสียแล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังว่าต้นตาลแล้ว ทำไม่ ให้มีต่อไปแล้ว มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา. เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ ท่านกล่าวว่า เลิศกว่าเจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต เจโตวิมุติอันไม่กำเริบนั้นแลว่างจากราคะ ว่างจากโทสะ ว่างจากโมหะ. ดูกรผู้มีอายุ นี้แลปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้ มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่เพียง พยัญชนะเท่านั้น. ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวแก้ปัญหานี้แล้ว ท่านพระมหาโกฏฐิกะชื่นชมยินดีภาษิตของท่าน พระสารีบุตร ฉะนี้แล. จบ มหาเวทัลลสูตร ที่ ๓ -----------------------------------------------------
ยา จายํ อาวุโส อปฺปมาณา เจโตวิมุตฺติ ยา จ อากิญฺจญฺญา เจโตวิมุตฺติ ยา จ สุญฺญตา เจโตวิมุตฺติ ยา จ อนิมิตฺตา เจโตวิมุตฺติ อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จายํ อาวุโส อปฺปมาณา เจโตวิมุตฺติ ยา จ อากิญฺจญฺญา เจโตวิมุตฺติ ยา จ สุญฺญตา เจโตวิมุตฺติ ยา จ อนิมิตฺตา เจโตวิมุตฺติ อตฺถิ โข อาวุโส ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อตฺถิ จ อาวุโส ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ กตโม จาวุโส ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อิธาวุโส ภิกฺขุ เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ กรุณาสหคเตน ... มุทิตาสหคเตน ... อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ อยํ วุจฺจตาวุโส อปฺปมาณา เจโตวิมุตฺติ ฯ กตมา จาวุโส อากิญฺจญฺญา เจโตวิมุตฺติ อิธาวุโส ภิกฺขุ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจตาวุโส อากิญฺจญฺญา เจโตวิมุตฺติ ฯ {๕๐๔.๑} กตมา จาวุโส สุญฺญตา เจโตวิมุตฺติ อิธ อาวุโส ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ สุญฺญมิทํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วาติ อยํ วุจฺจตาวุโส สุญฺญตา เจโตวิมุตฺติ ฯ กตมา จาวุโส อนิมิตฺตา เจโตวิมุตฺติ อิธาวุโส ภิกฺขุ สพฺพนิมิตฺตานํ อมนสิการา อนิมิตฺตํ เจโตสมาธึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจตาวุโส อนิมิตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯ อยํ โข อาวุโส ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ ฯ กตโม จาวุโส ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ราโค โข อาวุโส ปมาณกรโณ โทโส ปมาณกรโณ โมโห ปมาณกรโณ เต ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ฯ ยาวตา โข อาวุโส อปฺปมาณา เจโตวิมุตฺติโย อกุปฺปา ตาสํ เจโตวิมุตฺติ อคฺคมกฺขายติ สา โข ปนากุปฺปา เจโตวิมุตฺติ สุญฺญา ราเคน สุญฺญา โทเสน สุญฺญา โมเหน ฯ ราโค โข อาวุโส กิญฺจโน โทโส กิญฺจโน โมโห กิญฺจโน เต ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ฯ ยาวตา โข อาวุโส อากิญฺจญฺญา เจโตวิมุตฺติโย อกุปฺปา ตาสํ เจโตวิมุตฺติ อคฺคมกฺขายติ สา โข ปนากุปฺปา เจโตวิมุตฺติ สุญฺญา ราเคน สุญฺญา โทเสน สุญฺญา โมเหน ฯ {๕๐๔.๒} ราโค โข อาวุโส นิมิตฺตกรโณ โทโส นิมิตฺตกรโณ โมโห นิมิตฺตกรโณ เต ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ฯ ยาวตา โข อาวุโส นิมิตฺตา เจโตวิมุตฺติโย อกุปฺปา ตาสํ เจโตวิมุตฺติ อคฺคมกฺขายติ สา โข ปนากุปฺปา เจโตวิมุตฺตติ สุญฺญา ราเคน สุญฺญา โทเสน สุญฺญา โมเหน ฯ อยํ โข อาวุโส ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ อิทมโวจายสฺมา สารีปุตฺโต อตฺตมโน อายสฺมา มหาโกฏฺฐิโก อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ มหาเวทลฺลสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ตติยํ ฯ --------