คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๑๐. กรรณกัตถลสูตร

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๕๗๑–๕๘๓พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์๑๓ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ๑๐. กรรณกัตถลสูตร ว่าด้วยเหตุการณ์ที่ตำบลกรรณกัตถลมิคทายวัน

กณฺณกตฺถลสุตฺตํ

๕๗๑

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลกรรณกัตถลมิคทายวัน ใกล้อุทัญญานคร. ก็สมัยนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปถึงอุทัญญานครด้วยพระราชกรณียะบางอย่าง. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ มานี่แน่ะ ท่านจงเข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วถวายบังคมพระยุคลบาทด้วยเศียรเกล้า จงทูลถามถึงความ มีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า มีพระกำลัง ทรงพระสำราญ ตามคำ ของเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าปเสนทิโกศลขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มี พระภาคด้วยพระเศียรเกล้า ทูลถามถึงความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้ กระเปร่า มีพระกำลัง ทรงพระสำราญ และจงกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทราบ ด้วยเกล้าว่าวันนี้พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว เวลาบ่ายจักเสด็จเข้ามาเฝ้า พระผู้มีพระภาค. บุรุษนั้นทูลรับสนองพระบรมราชโองการแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าปเสนทิโกศล ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยพระเศียรเกล้า ทรงทูล ถามถึงความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงพระกำลัง ทรงพระ สำราญ และรับสั่งมาทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทราบว่า วันนี้พระเจ้าปเสนทิโกศล เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว เวลาบ่ายจักเสด็จมาเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระเจ้าข้า.

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา อุทญฺญายํ วิหรติ กณฺณกตฺถเล มิคทาเย ฯ เตน โข ปน สมเยน ราชา ปเสนทิ โกสโล อุทญฺญํ อนุปฺปตฺโต โหติ เกนจิเทว กรณีเยน ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล อญฺญตรํ ปุริสํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริส เยน ภควา เตนุปสงฺกม อุปสงฺกมิตฺวา มม วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทาหิ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉ ราชา ภนฺเต ปเสนทิ โกสโล ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทติ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉตีติ เอวญฺจ วเทหิ อชฺช กิร ภนฺเต ราชา ปเสนทิ โกสโล ปจฺฉาภตฺตํ ภุตฺตปาตราโส ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสตีติ ฯ เอวํ เทวาติ โข โส ปุริโส รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส ปฏิสฺสุตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ปุริโส ภควนฺตํ เอตทโวจ ราชา ภนฺเต ปเสนทิ โกสโล ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทติ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉติ เอวญฺจ วเทติ อชฺช กิร ภนฺเต ราชา ปเสนทิ โกสโล ปจฺฉาภตฺตํ ภุตฺตปาตราโส ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสตีติ ฯ

๕๗๒

พระราชภคินีทรงพระนามว่าโสมา และพระราชภคินีทรงพระนามว่าสกุลา ได้ ทรงสดับข่าวว่า ได้ทราบว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จ เวลาบ่ายจะเสด็จ ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค. ลำดับนั้นแล พระราชภคินีพระนามว่าโสมา และพระราชภคินีพระนาม ว่าสกุลา เสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลในที่เสวยพระกระยาหาร แล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชา ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์ทรงถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยพระ- *เศียรเกล้า จงทรงถามถึงความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรง พระกำลัง ทรงพระสำราญ ตามคำของหม่อมฉันทั้งหลายว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภคินี นามว่าโสมา และพระภคินีนามว่าสกุลาขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียร- *เกล้า ทูลถามถึงความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงพระกำลัง ทรงพระสำราญ. พระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

อสฺโสสุํ โข โสมา จ ภคินี สกุลา จ ภคินี อชฺช กิร ราชา ปเสนทิ โกสโล ปจฺฉาภตฺตํ ภุตฺตปาตราโส ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสตีติ ฯ อถ โข โสมา จ ภคินี สกุลา จ ภคินี ราชานํ ปเสนทึ โกสลํ ภตฺตาภิหาเร อุปสงฺกมิตฺวา เอตทโวจุํ เตนหิ มหาราช อมฺหากํปิ วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทาหิ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉ โสมา จ ภนฺเต ภคินี สกุลา จ ภคินี ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทนฺติ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉนฺตีติ ฯ

๕๗๓

ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จแล้ว เวลาบ่าย เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วประทับนั่ง ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภคินีนามว่า โสมา และพระภคินีนามว่าสกุลา ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาค ทูลถามถึง ความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงพระกำลัง ทรงพระสำราญ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรมหาบพิตร ก็พระราชภคินีพระนามว่าโสมาและ พระราชภคินีพระนามว่าสกุลา ไม่ทรงได้ผู้อื่นเป็นทูตแล้วหรือ ขอถวายพระพร? ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภคินีนามว่าโสมา และพระภคินีนามว่าสกุลา ได้สดับ ข่าวว่า วันนี้หม่อมฉันบริโภคอาหารเช้าแล้ว เวลาบ่ายจักมาเฝ้าพระผู้มีพระภาค ลำดับนั้น พระภคินีพระนามว่าโสมา และภคินีพระนามว่าสกุลา ได้เข้ามาหาหม่อมฉันในที่บริโภคอาหาร แล้วตรัสสั่งว่า ข้าแต่มหาราช ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์ทรงถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มี- *พระภาคด้วยเศียรเกล้า ขอให้ทูลถามถึงความมีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้ กระเปร่า ทรงพระกำลัง ทรงพระสำราญ พระภคินีพระนามว่าโสมา และพระภคินีพระนามว่า สกุลา ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า และทูลถามความมีพระ- *อาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงพระกำลัง ทรงพระสำราญ พระเจ้าข้า. พ. ดูกรมหาบพิตร ขอพระราชภคินีพระนามว่าโสมา และพระราชภคินีพระนามว่าสกุลา จงทรงพระสำราญเถิด ขอถวายพระพร.

อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ปจฺฉาภตฺตํ ภุตฺตปาตราโส เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ โสมา จ ภนฺเต ภคินี สกุลา จ ภคินี ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทนฺติ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉนฺตีติ ฯ กึ ปน มหาราช โสมา จ ภคินี สกุลา จ ภคินี อญฺญํ ทูตํ นาลตฺถุนฺติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภนฺเต โสมา จ ภคินี สกุลา จ ภคินี อชฺช กิร ราชา ปเสนทิ โกสโล ปจฺฉาภตฺตํ ภุตฺตปาตราโส ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสตีติ อถ โข ภนฺเต โสมา จ ภคินี สกุลา จ ภคินี มํ ภตฺตาภิหาเร อุปสงฺกมิตฺวา เอตทโวจุํ เตนหิ มหาราช อมฺหากํปิ วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทาหิ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉ โสมา จ ภคินี สกุลา จ ภคินี ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทนฺติ อปฺปาพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหุฏฺฐานํ พลํ ผาสุวิหารํ ปุจฺฉนฺตีติ ฯ สุขินิโย โหนฺตุ มหาราช โสมา จ ภคินี สกุลา จ ภคินีติ ฯ

๕๗๔

ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์- *ผู้เจริญ หม่อมฉันได้สดับมาว่า พระสมณโคดมตรัสอย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ผู้รู้ธรรม ทั้งปวง ผู้เห็นธรรมทั้งปวง จักปฏิญาณความรู้ความเห็นอันไม่มีส่วนเหลือ ไม่มี ข้อนี้ไม่เป็น ฐานะที่จะมีได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมตรัสอย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ผู้รู้ธรรมทั้งปวง ผู้เห็นธรรมทั้งปวง จักปฏิญาณความรู้ความเห็นอันไม่มี ส่วนเหลือไม่มี ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ชนเหล่านั้นเป็นอันกล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัส แล้ว ไม่เป็นอันกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม อนึ่ง การกล่าวและการกล่าวตามอันประกอบด้วยเหตุบางอย่าง จะไม่มาถึงฐานะอันผู้รู้จะพึงติเตียน แลหรือ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรมหาบพิตร ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมตรัสอย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ผู้รู้ธรรมทั้งปวง ผู้เห็นธรรมทั้งปวง จักปฏิญาณความรู้ความเห็นอันไม่มีส่วนเหลือ ไม่มี ข้อนั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ดังนี้ ชนเหล่านั้น ไม่เป็นอันกล่าวตามที่อาตมภาพกล่าวแล้ว และย่อมกล่าวตู่อาตมภาพด้วยคำอันไม่เป็นจริง ขอ ถวายพระพร. ว่าด้วยวรรณ ๔

อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ สุตํ เมตํ ภนฺเต สมโณ โคตโม เอวมาห นตฺถิ โส สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา โย สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี ปริเสสํ ญาณทสฺสนํ ปฏิชานิสฺสติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ เย เต ภนฺเต เอวมาหํสุ สมโณ โคตโม เอวมาห นตฺถิ โส สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา โย สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี อปฺปริเสสํ ญาณทสฺสนํ ปฏิชานิสฺสติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ กจฺจิ เต ภนฺเต ภควโต วุตฺตวาทิโน น จ ภควนฺตํ อพฺภูเตน อพฺภาจิกฺขนฺติ ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ พฺยากโรนฺติ น จ โกจิ สหธมฺมิโก วาทานุวาโท คารยฺหํ ฐานํ อาคจฺฉตีติ ฯ เย เต มหาราช เอวมาหํสุ สมโณ โคตโม เอวมาห นตฺถิ โส สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา โย สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี อปฺปริเสสํ ญาณทสฺสนํ ปฏิชานิสฺสติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ น เม เต วุตฺตวาทิโน อพฺภาจิกฺขนฺติ จ ปน มํ เต อสตา อพฺภูเตนาติ ฯ

๕๗๕

ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงรับสั่งถาม วิฑูฑภเสนาบดีว่า ดูกร เสนาบดี ใครหนอกล่าวเรื่องนี้ในภายในพระนคร. วิฑูฑภเสนาบดีกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชา พราหมณ์สญชัยอากาสโคตรกล่าวเรื่องนี้ ขอเดชะ. ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสเรียก บุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า มานี่แน่ะบุรุษผู้เจริญ ท่านจงไปเชิญพราหมณ์สญชัยอากาสโคตรตามคำ ของเราว่า ดูกรท่านผู้เจริญ พระเจ้าปเสนทิโกศลรับสั่งหาท่าน. บุรุษนั้นทูลรับสนองพระบรม- *ราชโองการแล้ว ได้เข้าไปหาพราหมณ์สญชัยอากาสโคตรถึงที่อยู่ แล้วกล่าวกะพราหมณ์สญชัย- *อากาสโคตรว่า ดูกรท่านผู้เจริญ พระเจ้าปเสนทิโกศลรับสั่งหาท่าน ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระดำรัสอย่างหนึ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงหมายเอาเนื้อความบางอย่างตรัสไว้ แต่คนอื่นกลับเข้าใจ พระภาษิตนั้นเป็นอย่างอื่นไป พึงมีหรือหนอ ก็พระผู้มีพระภาคยังทรงจำพระดำรัสว่า ตรัสแล้ว อย่างไรบ้างหรือ พระเจ้าข้า? พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหาบพิตร อาตมภาพจำคำที่กล่าวแล้ว อย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์จักรู้ธรรมทั้งปวง จักเห็นธรรมทั้งปวง ในคราวเดียวเท่านั้น ไม่มี ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคตรัสสภาพอันเป็นตัวเหตุ ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคตรัสสภาพอันเป็นตัวผลพร้อมทั้งเหตุว่า สมณะหรือพราหมณ์จักรู้ธรรม ทั้งปวง จักเห็นธรรมทั้งปวง ในคราวเดียวเท่านั้นไม่มี ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้าแต่- *พระองค์ผู้เจริญ วรรณะ ๔ จำพวกนี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วรรณะ ๔ จำพวกนี้ จะพึงมีความแปลกกัน จะพึงมีการกระทำต่างกันกระมังหนอ?

อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล วิฑูฑภํ เสนาปตึ อามนฺเตสิ โก นุ โข เสนาปติ อิมํ กถาวตฺถุํ ราชนฺเตปุเร อพฺภุทาหาสีติ ฯ สญฺชโย มหาราช พฺราหฺมโณ อากาสโคตฺโตติ ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล อญฺญตรํ ปุริสํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริส มม วจเนน สญฺชยํ พฺราหฺมณํ อากาสโคตฺตํ อามนฺเตหิ ราชา ตํ ภนฺเต ปเสนทิ โกสโล อามนฺเตตีติ ฯ เอวํ เทวาติ โข โส ปุริโส รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส ปฏิสฺสุตฺวา เยน สญฺชโย พฺราหฺมโณ อากาสโคตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา สญฺชยํ พฺราหฺมณํ อากาสโคตฺตํ เอตทโวจ ราชา ตํ ภนฺเต ปเสนทิ โกสโล อามนฺเตตีติ ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ สิยา นุ โข ภนฺเต ภควตา อญฺญเทว กิญฺจิ สนฺธาย ภาสิตํ ตญฺจ ชโน อญฺญถาปิ ปจฺจาคจฺเฉยฺย ยถากถํ ปน ภนฺเต ภควา อภิชานาติ วาจํ ภาสิตาติ ฯ เอวํ โข อหํ มหาราช อภิชานามิ วาจํ ภาสิตา นตฺถิ โส สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา โย สกิเทว สพฺพํ ญสฺสติ สพฺพํ ทกฺขิติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ เหตุรูปํ ภนฺเต ภควา อาห สเหตุรูปํ ปน ภนฺเต ภควา อาห นตฺถิ โส สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา โย สกิเทว สพฺพํ ญสฺสติ สพฺพํ ทกฺขิติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ จตฺตาโรเม ภนฺเต วณฺณา ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา อิเมสํ นุ โข ภนฺเต จตุนฺนํ วณฺณานํ สิยา วิเสโส สิยา นานากรณนฺติ ฯ

๕๗๖

พ. ดูกรมหาบพิตร วรรณะ ๔ จำพวกนี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ดูกรมหาบพิตร บรรดาวรรณะ ๔ จำพวกนี้ คือ วรรณะ ๒ จำพวก คือ กษัตริย์และ พราหมณ์ อาตมภาพกล่าวว่าเป็นผู้เลิศ คือ เป็นที่กราบไหว้ เป็นที่ลุกรับ เป็นที่กระทำอัญชลี เป็นที่กระทำสามีจิกรรม ขอถวายพระพร. ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันมิได้ทูลถามถึงความแปลกกันในปัจจุบันกะพระผู้มี- *พระภาค หม่อมฉันทูลถามถึงความแปลกกันในสัมปรายภพกะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ วรรณะ ๔ จำพวกนี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วรรณะ ๔ จำพวกนี้ จะพึงมีความแปลกกัน จะพึงมีการกระทำต่างกันกระมังหนอ พระเจ้าข้า. ว่าด้วยองค์แห่งผู้มีความเพียร

จตฺตาโรเม มหาราช วณฺณา ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา อิเมสํ โข มหาราช จตุนฺนํ วณฺณานํ เทฺว วณฺณา อคฺคมกฺขายนฺติ ขตฺติยา จ พฺราหฺมณา จ ยทิทํ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมนฺติ ฯ นาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ ทิฏฺฐธมฺมิกํ ปุจฺฉามิ สมฺปรายิกาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ ปุจฺฉามิ จตฺตาโรเม ภนฺเต วณฺณา ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา อิเมสํ นุ โข ภนฺเต จตุนฺนํ วณฺณานํ สิยา วิเสโส สิยา นานากรณนฺติ ฯ

๕๗๗

พ. ดูกรมหาบพิตร องค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียร ๕ ประการนี้. ๕ ประการ เป็นไฉน? ดูกรมหาบพิตร ๑ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธาเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของ พระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ... เป็นผู้เบิกบาน แล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม. ๒. ภิกษุเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง ประกอบด้วยไฟธาตุสำหรับย่อยอาหาร อันสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นปานกลาง ควรแก่การทำความเพียร. ๓. เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา เปิดเผยตนตามความเป็นจริงในพระศาสดา หรือใน เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญู. ๔. เป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม เป็นผู้มี กำลัง มีความบากบั่นมั่นคงไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย. ๕. เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาความเกิดและความดับ เป็นอริยะ เป็นเครื่องชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ. ดูกรมหาบพิตร องค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียร ๕ ประการนี้แล. ดูกรมหาบพิตร วรรณะ ๔ จำพวกนี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ถ้าวรรณะ ๔ จำพวกนั้น จะพึงเป็นผู้ประกอบ ด้วยองค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียร ๕ ประการนี้ ข้อนั้นก็จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อ ความสุขแก่วรรณะ ๔ จำพวกนั้น ตลอดกาลนาน ขอถวายพระพร.

ปญฺจิมานิ มหาราช ปธานิยงฺคานิ ฯ กตมานิ ปญฺจ ฯ อิธ มหาราช ภิกฺขุ สทฺโธ โหติ สทฺทหติ ตถาคตสฺส โพธึ อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ อปฺปาพาโธ โหติ อปฺปาตงฺโก สมเวปากินิยา คหณิยา สมนฺนาคโต นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย มชฺฌิมาย ปธานกฺขมาย ฯ อสโฐ โหติ อมายาวี ยถาภูตํ อตฺตานํ อาวิกตฺตา สตฺถริ วา วิญฺญูสุ วา สพฺรหฺมจารีสุ ฯ อารทฺธวิริโย วิหรติ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทาย ถามวา ทฬฺหปรกฺกโม อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมา ทุกฺขกฺขยคามินิยา ฯ อิมานิ โข มหาราช ปญฺจ ปธานิยงฺคานิ ฯ จตฺตาโรเม มหาราช วณฺณา ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา เต จสฺสุ อิเมหิ ปญฺจหิ ปธานิยงฺเคหิ สมนฺนาคตา ตํ เนสํ อสฺส ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ

๕๗๘

ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วรรณะ ๔ จำพวกนี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ถ้าวรรณะ ๔ จำพวกนั้น พึงเป็นผู้ประกอบด้วยองค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียร ๕ ประการนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในข้อนี้ วรรณะ ๔ จำพวกนั้น จะพึงมีความแปลกกัน จะมีการกระทำต่างกันหรือ พระเจ้าข้า. พ. ดูกรมหาบพิตร ในข้อนี้ อาตมภาพกล่าวความต่างกันด้วยความเพียรแห่งวรรณะ ๔ จำพวกนั้น. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนสัตว์คู่หนึ่ง เป็นช้างที่ควรฝึกก็ตาม เป็นม้าที่ควรฝึก ก็ตาม เป็นโคที่ควรฝึกก็ตาม เขาฝึกดีแล้ว แนะนำดีแล้ว คู่หนึ่งไม่ได้ฝึก ไม่ได้แนะนำ ดูกรมหาบพิตร มหาบพิตรจะทรงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สัตว์คู่หนึ่งเป็นช้างที่ควรฝึกก็ตาม เป็นม้าที่ควรฝึกก็ตาม เป็นโคที่ควรฝึกก็ตาม เขาฝึกดีแล้ว แนะนำดีแล้ว สัตว์คู่หนึ่งที่เขาฝึก แล้วเท่านั้น พึงถึงเหตุของสัตว์ที่ฝึกแล้ว พึงยังภูมิของสัตว์ที่ฝึกแล้วให้ถึงพร้อมมิใช่หรือ ขอถวายพระพร? ป. อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. ดูกรมหาบพิตร ก็สัตว์คู่หนึ่งเป็นช้างที่ควรฝึกก็ตาม เป็นม้าที่ควรฝึกก็ตาม เป็นโค ที่ควรฝึกก็ตาม เขาไม่ได้ฝึก ไม่ได้แนะนำ สัตว์คู่นั้นที่เขาไม่ได้ฝึกเลย จะพึงถึงเหตุของสัตว์ ที่ฝึกแล้ว จะพึงยังภูมิของสัตว์ที่ฝึกแล้วให้ถึงพร้อมเหมือนสัตว์คู่หนึ่ง เป็นช้างที่ควรฝึกก็ตาม เป็นม้าที่ควรฝึกก็ตาม เป็นโคที่ควรฝึกก็ตาม ที่เขาฝึกดีแล้ว แนะนำดีแล้ว ฉะนั้นบ้างหรือไม่ ขอถวายพระพร? ป. ไม่เป็นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า. พ. ดูกรมหาบพิตร ฉันนั้นเหมือนกันแล อิฐผลใดอันบุคคลผู้มีศรัทธามีอาพาธน้อย ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ปรารภความเพียร มีปัญญา พึงถึงอิฐผลนั้น บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา มีอาพาธมาก โอ้อวด มีมายา เกียจคร้าน มีปัญญาทราม จักถึงได้ ดังนี้ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะ ที่จะมีได้ ขอถวายพระพร.

จตฺตาโรเม ภนฺเต วณฺณา ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา เต จสฺสุ อิเมหิ ปญฺจหิ ปธานิยงฺเคหิ สมนฺนาคตา เอตฺถ ปน เนสํ ภนฺเต สิยา วิเสโส สิยา นานากรณนฺติ ฯ เอตฺถ โข เนสาหํ มหาราช ปธานเวมตฺตตํ วทามิ ฯ เสยฺยถาปิสฺสุ มหาราช เทฺว หตฺถิทมฺมา วา อสฺสทมฺมา วา โคทมฺมา วา สุทนฺตา สุวินีตา เทฺว หตฺถิทมฺมา วา อสฺสทมฺมา วา โคทมฺมา วา อทนฺตา อวินีตา ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช เย เทฺว เต หตฺถิทมฺมา วา อสฺสทมฺมา วา โคทมฺมา วา สุทนฺตา สุวินีตา อปิ นุ เต ทนฺตาว ทนฺตการณํ คจฺเฉยฺยุํ ทนฺตาว ทนฺตภูมึ สมฺปาปุเณยฺยุนฺติ ฯ เอวเมตํ ภนฺเต ฯ เย ปน เต เทฺว หตฺถิทมฺมา วา อสฺสทมฺมา วา โคทมฺมา วา อทนฺตา อวินีตา อปิ นุ เต อทนฺตาว ทนฺตการณํ คจฺเฉยฺยุํ อทนฺตาว ทนฺตภูมึ สมฺปาปุเณยฺยุํ เสยฺยถาปิ เต เทฺว หตฺถิทมฺมา วา อสฺสทมฺมา วา โคทมฺมา วา สุทนฺตา สุวินีตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ เอวเมว โข มหาราช ยนฺตํ สทฺเธน ปตฺตพฺพํ อปฺปาพาเธน อสเฐน อมายาวินา อารทฺธวิริเยน ปญฺญวตา ตํ วต อสทฺโธ พหฺวาพาโธ สโฐ มายาวี กุสีโต ทุปฺปญฺโญ ปาปุณิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ

๕๗๙

ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคตรัสสภาพอันเป็นเหตุ และตรัส สภาพอันเป็นผลพร้อมกับเหตุ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วรรณะ ๔ จำพวกนี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ถ้าวรรณะ ๔ จำพวกเหล่านั้น พึงเป็นผู้ประกอบด้วยองค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียร ๕ ประการนี้ และมีความเพียรชอบเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในข้อนี้ วรรณ ๔ จำพวก นั้น จะพึงมีความแปลกกัน พึงมีการกระทำต่างกันหรือ พระเจ้าข้า? พ. ดูกรมหาบพิตร ในข้อนี้ อาตมภาพย่อมไม่กล่าวการกระทำต่างกันอย่างไร คือ วิมุติกับวิมุติ ของวรรณะ ๔ จำพวกนั้น ขอถวายพระพร. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือน บุรุษเก็บเอาไม้สาละแห้งมาใส่ไฟ พึงก่อไฟให้โพลงขึ้น. ต่อมา บุรุษอีกคนหนึ่งเก็บเอาไม้มะม่วง แห้งมาใส่ไฟ พึงก่อไฟให้โพลงขึ้น. และภายหลังบุรุษอีกคนหนึ่งเก็บเอาไม้มะเดื่อแห้งมาใส่ไฟ พึงก่อไฟให้โพลงขึ้น. ดูกรมหาบพิตร มหาบพิตรจะทรงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เปลวกับเปลว สีกับสี หรือแสงกับแสงของไฟที่เกิดขึ้นจากไม้ต่างๆ กันนั้น จะพึงมีความแตกต่างกันอย่างไร หรือหนอ ขอถวายพระพร? ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่พึงมีความแตกต่างกันเลย พระเจ้าข้า. พ. ดูกรมหาบพิตร ฉันนั้นเหมือนกันแล เดชอันใดอันความเพียร ย่ำยีแล้วเกิดขึ้น ด้วยความเพียร ในข้อนี้ อาตมภาพย่อมไม่กล่าวการกระทำต่างกันอย่างไร คือ วิมุติกับวิมุติ ขอถวายพระพร. ว่าด้วยเรื่องเทวดา

เหตุรูปํ ภนฺเต ภควา อาห สเหตุรูปํ ปน ภนฺเต ภควา อาห จตฺตาโรเม ภนฺเต วณฺณา ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา เต จสฺสุ อิเมหิ ปญฺจหิ ปธานิยงฺเคหิ สมนฺนาคตา เต จสฺสุ สมฺมปฺปธานา เอตฺถ ปน เตสํ ภนฺเต สิยา วิเสโส สิยา นานากรณนฺติ ฯ เอตฺถ โข เนสาหํ มหาราช น กิญฺจิ นานากรณํ วทามิ ยทิทํ วิมุตฺติยา วิมุตฺตึ ฯ เสยฺยถาปิ มหาราช ปุริโส สุกฺขํ สาลกฏฺฐํ อาทาย อคฺคึ อภินิพฺพตฺเตยฺย เตโช ปาตุกเรยฺย ฯ อถ อปโร ปุริโส สุกฺขํ อมฺพกฏฺฐํ อาทาย อคฺคึ อภินิพฺพตฺเตยฺย เตโช ปาตุกเรยฺย ฯ อถ จ อปโร ปุริโส สุกฺขํ อุทุมฺพรกฏฺฐํ อาทาย อคฺคึ อภินิพฺพตฺเตยฺย เตโช ปาตุกเรยฺย ฯ ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช สิยา นุ โข เตสํ อคฺคีนํ นานาทารุโต อภินิพฺพตฺตานํ กิญฺจิ นานากรณํ อจฺจิยา วา อจฺจึ วณฺเณน วา วณฺณํ อาภาย วา อาภนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ เอวเมว โข มหาราช ยํ ตํ เตชํ วิริยานิมฺมถิตํ ปธานาภินิพฺพตฺตํ นาหํ ตตฺถ กิญฺจิ นานากรณํ วทามิ ยทิทํ วิมุตฺติยา วิมุตฺตินฺติ ฯ

๕๘๐

ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคตรัสสภาพอันเป็นเหตุ และตรัส สภาพอันเป็นผลพร้อมกับเหตุ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เทวดามีจริงหรือ พระเจ้าข้า? พ. ดูกรมหาบพิตร ก็เพราะเหตุอะไรมหาบพิตรจึงตรัสถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ก็เทวดามีจริงหรือ? ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเทวดามีจริง เทวดาเหล่านั้น มาสู่โลกนี้ หรือไม่มาสู่ โลกนี้ พระเจ้าข้า? พ. ดูกรมหาบพิตร เทวดาเหล่าใดมีทุกข์ เทวดาเหล่านั้น มาสู่โลกนี้ เทวดาเหล่าใด ไม่มีทุกข์ เทวดาเหล่านั้นไม่มาสู่โลกนี้ ขอถวายพระพร.

เหตุรูปํ ภนฺเต ภควา อาห สเหตุรูปํ ปน ภนฺเต ภควา อาห กึ ปน ภนฺเต อตฺถิ เทวาติ ฯ กึ ปน ตฺวํ มหาราช เอวํ วเทสิ กึ ปน ภนฺเต อตฺถิ เทวาติ ฯ ยทิ วา เต ภนฺเต เทวา อาคนฺตาโร อิตฺถตฺตํ ยทิ วา อนาคนฺตาโร อิตฺถตฺตนฺติ ฯ เย เต มหาราช เทวา สพฺยาปชฺฌา เต เทวา อาคนฺตาโร อิตฺถตฺตํ เย เต เทวา อพฺยาปชฺฌา เต เทวา อนาคนฺตาโร อิตฺถตฺตนฺติ ฯ

๕๘๑

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วิฑูฑภเสนาบดี ได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เทวดาเหล่าใดมีทุกข์ มาสู่โลกนี้ เทวดาเหล่านั้นจักยังเทวดา ทั้งหลายผู้ไม่มีทุกข์ ไม่มาสู่โลกนี้ ให้จุติ หรือจักขับไล่เสียจากที่นั้น. ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้มีความดำริว่า วิฑูฑภเสนาบดีนี้ เป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าปเสนทิโกศล เราเป็นโอรสของพระผู้มีพระภาค บัดนี้เป็นกาลอันสมควรที่โอรสกับโอรส จะพึงสนทนากัน. ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ จึงกล่าวกะวิฑูฑภเสนาบดีว่า ดูกรเสนาบดี ถ้าเช่นนั้น ในข้อนี้ อาตมาจะขอย้อนถามท่านก่อน ปัญหาใดพึงพอใจแก่ท่านฉันใด ท่านพึง พยากรณ์ปัญหานั้น ฉันนั้น ดูกรเสนาบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระราชอาณาจักร ของพระเจ้าปเสนทิโกศลมีประมาณเท่าใด และในพระราชอาณาจักรใด พระเจ้าปเสนทิโกศล เสวยราชสมบัติเป็นอิศราธิบดี ในพระราชอาณาจักรนั้น ท้าวเธอย่อมทรงสามารถยังสมณะหรือ พราหมณ์ ผู้มีบุญ หรือผู้ไม่มีบุญ ผู้มีพรหมจรรย์ หรือผู้ไม่มีพรหมจรรย์ ให้เคลื่อนหรือทรง ขับไล่เสียจากที่นั้นได้มิใช่หรือ? วิฑูฑภเสนาบดีตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระราชอาณาจักร ของพระเจ้าปเสนทิโกศลมีประมาณเท่าใด และในพระราชอาณาจักรใด พระเจ้าปเสนทิโกศล เสวยราชสมบัติเป็นอิศราธิบดี ในพระราชอาณาจักรนั้น ท้าวเธอย่อมทรงสามารถยังสมณะหรือ พราหมณ์ ผู้มีบุญ หรือผู้ไม่มีบุญ ผู้มีพรหมจรรย์ หรือผู้ไม่มีพรหมจรรย์ ให้เคลื่อนหรือทรง ขับไล่เสียจากที่นั้นได้. อา. ดูกรเสนาบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ที่อันมิใช่พระราชอาณาจักรของ พระเจ้าปเสนทิโกศลมีประมาณเท่าใด และในที่ใด พระเจ้าปเสนทิโกศลมิได้เสวยราชสมบัติ เป็นอิศราธิบดี ในที่นั้น ท้าวเธอย่อมทรงสามารถยังสมณะหรือพราหมณ์ ผู้มีบุญหรือผู้ไม่มีบุญ ผู้มีพรหมจรรย์หรือผู้ไม่มีพรหมจรรย์ ให้เคลื่อนหรือทรงขับไล่เสียจากที่นั้นได้หรือ? วิ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในที่อันมิใช่พระราชอาณาจักรของพระเจ้าปเสนทิโกศลมีประมาณ เท่าใด และในที่ใด พระเจ้าปเสนทิโกศลมิได้เสวยราชสมบัติเป็นอิศราธิบดี ในที่นั้น ท้าวเธอย่อมไม่ทรงสามารถจะยังสมณะหรือพราหมณ์ ผู้มีบุญหรือผู้ไม่มีบุญ ผู้มีพรหมจรรย์หรือ ผู้ไม่มีพรหมจรรย์ ให้เคลื่อนหรือทรงขับไล่จากที่นั้นได้. อา. ดูกรเสนาบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เทวดาทั้งหลายชั้นดาวดึงส์ ท่าน ได้ฟังมาแล้วหรือ? วิ. อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ เทวดาทั้งหลายชั้นดาวดึงส์ ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว แม้ใน บัดนี้ เทวดาทั้งหลายชั้นดาวดึงส์ พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้ทรงสดับมาแล้ว. อา. ดูกรเสนาบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระเจ้าปเสนทิโกศลย่อมทรง สามารถจะยังเทวดาทั้งหลายชั้นดาวดึงส์ ให้เคลื่อนหรือจะทรงขับไล่เสียจากที่นั้นได้หรือ? วิ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แม้แต่จะทอดพระเนตรเทวดาทั้งหลายชั้นดาวดึงส์พระเจ้าปเสนทิ- *โกศลก็ไม่ทรงสามารถ ที่ไหนเล่าจักทรงยังเทวดาทั้งหลายชั้นดาวดึงส์ให้เคลื่อนหรือจักทรงขับไล่ เสียจากที่นั้นได้. อา. ดูกรเสนาบดี ฉันนั้นเหมือนกันแล เทวดาเหล่าใดมีทุกข์ยังมาสู่โลกนี้ เทวดา เหล่านั้น ก็ย่อมไม่สามารถแม้เพื่อจะเห็นเทวดาผู้ไม่มีทุกข์ ผู้ไม่มาสู่โลกนี้ได้ ที่ไหนเล่าจักให้ จุติหรือจักขับไล่เสียจากที่นั้นได้. ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุรูปนี้ชื่ออะไร พระเจ้าข้า? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ภิกษุรูปนี้ชื่ออานนท์ ขอถวายพระพร.

เอวํ วุตฺเต วิฑูฑโภ เสนาปติ ภควนฺตํ เอตทโวจ เย เต ภนฺเต เทวา สพฺยาปชฺฌา อาคนฺตาโร อิตฺถตฺตํ เต เทวา เย เต เทวา อพฺยาปชฺฌา อนาคนฺตาโร อิตฺถตฺตํ เต เทเว ตมฺหา ฐานา จาเวสฺสนฺติ วา ปพฺพาเชสฺสนฺติ วาติ ฯ อถ โข อายสฺมโต อานนฺทสฺส เอตทโหสิ อยํ โข วิฑูฑโภ เสนาปติ รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส ปุตฺโต อหํ ภควโต ปุตฺโต อยํ โข กาโล ยํ ปุตฺโต ปุตฺเตน มนฺเตยฺยาติ ฯ {๕๘๑.๑} อถ โข อายสฺมา อานนฺโท วิฑูฑภํ เสนาปตึ อามนฺเตสิ เตนหิ เสนาปติ ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ตํ กึ มญฺญสิ เสนาปติ ยาวตา รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส วิชิตํ ยตฺถ จ ราชา ปเสนทิ โกสโล อิสฺสริยาธิปจฺจํ รชฺชํ กาเรติ ปโหติ ตตฺถ ราชา ปเสนทิ โกสโล สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปุญฺญวนฺตํ วา อปุญฺญวนฺตํ วา พฺรหฺมจริยวนฺตํ วา อพฺรหฺมจริยวนฺตํ วา ตมฺหา ฐานา จาเวตุํ วา ปพฺพาเชตุํ วาติ ฯ ยาวตา โภ รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส วิชิตํ ยตฺถ จ ราชา ปเสนทิ โกสโล อิสฺสริยาธิปจฺจํ รชฺชํ กาเรติ ปโหติ ตตฺถ ราชา ปเสนทิ โกสโล สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปุญฺญวนฺตํ วา อปุญฺญวนฺตํ วา พฺรหฺมจริยวนฺตํ วา อพฺรหฺมจริยวนฺตํ วา ตมฺหา ฐานา จาเวตุํ วา ปพฺพาเชตุํ วาติ ฯ {๕๘๑.๒} ตํ กึ มญฺญสิ เสนาปติ ยาวตา รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส อวิชิตํ ยตฺถ จ ราชา ปเสนทิ โกสโล น อิสฺสริยาธิปจฺจํ รชฺชํ กาเรติ ตตฺถ ปโหติ ราชา ปเสนทิ โกสโล สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปุญฺญวนฺตํ วา อปุญฺญวนฺตํ วา พฺรหฺมจริยวนฺตํ วา อพฺรหฺมจริยวนฺตํ วา ตมฺหา ฐานา จาเวตุํ วา ปพฺพาเชตุํ วาติ ฯ ยาวตา โภ รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส อวิชิตํ ยตฺถ จ ราชา ปเสนทิ โกสโล น อิสฺสริยาธิปจฺจํ รชฺชํ กาเรติ น ตตฺถ ปโหติ ราชา ปเสนทิ โกสโล สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปุญฺญวนฺตํ วา อปุญฺญวนฺตํ วา พฺรหฺมจริยวนฺตํ วา อพฺรหฺมจริยวนฺตํ วา ตมฺหา ฐานา จาเวตุํ วา ปพฺพาเชตุํ วาติ ฯ {๕๘๑.๓} ตํ กึ มญฺญสิ เสนาปติ สุตา เต เทวา ตาวตึสาติ ฯ เอวํ โภ สุตา เม เทวา ตาวตึสา อิทานิปิ โภตา รญฺญา ปเสนทินา โกสเลน สุตา เทวา ตาวตึสาติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ เสนาปติ ปโหติ ราชา ปเสนทิ โกสโล เทเว ตาวตึเส ตมฺหา ฐานา จาเวตุํ วา ปพฺพาเชตุํ วาติ ฯ ทสฺสนายปิ โภ ราชา ปเสนทิ โกสโล เทเว ตาวตึเส นปฺปโหติ กุโต ปน ตมฺหา ฐานา จาเวสฺสติ วา ปพฺพาเชสฺสติ วาติ ฯ เอวเมว โข เสนาปติ เย เต เทวา สพฺยาปชฺฌา อาคนฺตาโร อิตฺถตฺตํ เต เทวา เย เต เทวา อพฺยาปชฺฌา อนาคนฺตาโร อิตฺถตฺตํ เต เทเว ทสฺสนายปิ นปฺปโหนฺติ กุโต ปน ตมฺหา ฐานา จาเวสฺสนฺติ วา ปพฺพาเชสฺสนฺติ วาติ ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ โก นามายํ ภนฺเต ภิกฺขูติ ฯ อานนฺโท นาม มหาราชาติ ฯ

๕๘๒

ป. ชื่อของท่านน่ายินดีหนอ สภาพของท่านน่ายินดีจริงหนอ ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ท่านพระอานนท์กล่าวสภาพอันเป็นเหตุ และกล่าวสภาพอันเป็นผลพร้อมด้วยเหตุ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรหมมีจริงหรือ? พ. ดูกรมหาบพิตร ก็เพราะเหตุไรมหาบพิตรจึงตรัสถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พรหมมีจริงหรือ? ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพรหมมีจริง พรหมนั้นมาสู่โลกนี้ หรือไม่มาสู่โลกนี้ พระเจ้าข้า. พ. ดูกรมหาบพิตร พรหมใดมีทุกข์ พรหมนั้นมาสู่โลกนี้ พรหมใดไม่มีทุกข์ พรหม นั้นก็ไม่มาสู่โลกนี้ ขอถวายพระพร. ลำดับนั้นแล บุรุษคนหนึ่งได้กราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ข้าแต่มหาราชา พราหมณ์ สญชัยอากาสโคตรมาแล้ว พระเจ้าข้า. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสถามพราหมณ์สญชัย อากาสโคตรว่า ดูกรพราหมณ์ ใครหนอกล่าวเรื่องนี้ภายในพระนคร พราหมณ์สญชัยอากาสโคตร กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชา วิฑูฑภเสนาบดี พระพุทธเจ้าข้า. วิฑูฑภเสนาบดีได้กราบทูลอย่างนี้ ว่า ข้าแต่มหาราชา พราหมณ์สญชัยอากาสโคตร พระพุทธเจ้าข้า. ลำดับนั้นแล บุรุษคนหนึ่ง ได้กราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ข้าแต่มหาราชา บัดนี้ ยานพาหนะพร้อมแล้ว พระพุทธเจ้าข้า. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชื่นชมภาษิตของพระพุทธเจ้า

อานนฺโท วต โภ อานนฺทรูโป วต โภ เหตุรูปํ ภนฺเต อายสฺมา อานนฺโท อาห สเหตุรูปํ ปน ภนฺเต อายสฺมา อานนฺโท อาห กึ ปน ภนฺเต อตฺถิ พฺรหฺมาติ ฯ กึ ปน ตฺวํ มหาราช เอวํ วเทสิ กึ ปน ภนฺเต อตฺถิ พฺรหฺมาติ ฯ ยทิ วา โส ภนฺเต พฺรหฺมา อาคนฺตา อิตฺถตฺตํ ยทิ วา อนาคนฺตา อิตฺถตฺตนฺติ ฯ โย โส มหาราช พฺรหฺมา สพฺยาปชฺโฌ โส พฺรหฺมา อาคนฺตา อิตฺถตฺตํ โย โส พฺรหฺมา อพฺยาปชฺโฌ โส พฺรหฺมา อนาคนฺตา อิตฺถตฺตนฺติ ฯ อถ โข อญฺญตโร ปุริโส ราชานํ ปเสนทึ โกสลํ เอตทโวจ สญฺชโย มหาราช พฺราหฺมโณ อากาสโคตฺโต อาคโตติ ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล สญฺชยํ พฺราหฺมณํ อากาสโคตฺตํ เอตทโวจ โก นุ โข พฺราหฺมณ อิมํ กถาวตฺถุํ ราชนฺเตปุเร อพฺภุทาหาสีติ ฯ วิฑูฑโภ มหาราช เสนาปตีติ ฯ วิฑูฑโภ เสนาปติ เอวมาห สญฺชโย มหาราช พฺราหฺมโณ อากาสโคตฺโตติ ฯ อถ โข อญฺญตโร ปุริโส ราชานํ ปเสนทึ โกสลํ เอตทโวจ ยานกาโล มหาราชาติ ฯ

๕๘๓

ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงความเป็นสัพพัญญู พระผู้มีพระภาคก็ทรง พยากรณ์ความเป็นสัพพัญญูแล้ว และข้อที่ทรงพยากรณ์นั้นย่อมชอบใจและควรแก่หม่อมฉัน และหม่อมฉันมีใจชื่นชมด้วยข้อที่ทรงพยากรณ์นั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคถึงคนที่จัดเป็นวรรณะ ๔ จำพวกที่บริสุทธิ์ พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์คนที่จัด เป็นวรรณะ ๔ จำพวกที่บริสุทธิ์แล้ว และข้อที่ทรงพยากรณ์นั้นย่อมชอบใจและควรแก่หม่อมฉัน และหม่อมฉันมีใจชื่นชมด้วยข้อที่ทรงพยากรณ์นั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคถึงเทวดาที่ยิ่ง พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์เทวดาที่ยิ่งแล้ว และข้อที่ทรง พยากรณ์นั้น ย่อมชอบใจและควรแก่หม่อมฉัน และหม่อมฉันมีใจชื่นชมด้วยข้อที่ทรงพยากรณ์ นั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงพรหมที่ยิ่ง พระผู้มีพระภาค ก็ทรงพยากรณ์พรหมที่ยิ่งแล้ว และข้อที่ทรงพยากรณ์นั้น ย่อมชอบใจและควรแก่หม่อมฉัน และหม่อมฉันมีใจชื่นชมด้วยข้อที่ทรงพยากรณ์นั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง หม่อมฉันได้ทูล ถามพระผู้มีพระภาคถึงข้อใดๆ พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์ข้อนั้นๆ แล้ว และข้อที่ทรง พยากรณ์นั้นๆ ย่อมชอบใจและควรแก่หม่อมฉัน และหม่อมฉันมีใจชื่นชมด้วยข้อที่ทรงพยากรณ์ นั้นๆ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอทูลลาไป ณ บัดนี้ หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมาก. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มหาบพิตรจงทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด ขอถวายพระพร. ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงชื่นชมอนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค เสด็จลุกจากที่ประทับ ทรงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทรงกระทำประทักษิณ แล้วเสด็จกลับไป ฉะนี้แล. จบ กรรณกัตถลสูตร ที่ ๑๐. จบ ราชวรรค ที่ ๔. ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ฆฏิการสูตร ๒. รัฐปาลสูตร ๓. มฆเทวสูตร ๔. มธุรสูตร ๕. โพธิราชกุมารสูตร ๖. อังคุลิมาลสูตร ๗. ปิยชาติกสูตร ๘. พาหิติยสูตร ๙. ธรรมเจติยสูตร ๑๐. กรรณกัตถลสูตร -----------------------------------------------------

อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ สพฺพญฺญุตํ มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ อปุจฺฉิมฺหา สพฺพญฺญุตํ ภควา พฺยากาสิ ตญฺจ ปนมฺหากํ รุจฺจติ เจว ขมติ จ เตน จมฺหา อตฺตมนา จาตุวณฺณึ สุทฺธึ มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ อปุจฺฉิมฺหา จาตุวณฺณึ สุทฺธึ ภควา พฺยากาสิ ตญฺจ ปนมฺหากํ รุจฺจติ เจว ขมติ จ เตน จมฺหา อตฺตมนา อธิเทเว มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ อปุจฺฉิมฺหา อธิเทเว ภควา พฺยากาสิ ตญฺจ ปนมฺหากํ รุจฺจติ เจว ขมติ จ เตน จมฺหา อตฺตมนา อธิพฺรหฺมานํ มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ อปุจฺฉิมฺหา อธิพฺรหฺมานํ ภควา พฺยากาสิ ตญฺจ ปนมฺหากํ รุจฺจติ เจว ขมติ จ เตน จมฺหา อตฺตมนา ยํ ยเทว จ ปน มยํ ภควนฺตํ อปุจฺฉิมฺหา ตํ ตเทว ภควา พฺยากาสิ ตญฺจ ปนมฺหากํ รุจฺจติ เจว ขมติ จ เตน จมฺหา อตฺตมนา หนฺท จทานิ มยํ ภนฺเต คจฺฉาม พหุกิจฺจา มยํ พหุกรณียาติ ฯ ยสฺสทานิ ตฺวํ มหาราช กาลํ มญฺญสีติ ฯ {๕๘๓.๑} อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามีติ ฯ กณฺณกตฺถลสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ทสมํ ฯ ราชวคฺโค จตุตฺโถ ฯ -------- ตสฺส วคฺคสฺส อุทฺทานํ โชติสหายกรฏฺฐนาโม จ ราชา มฆเทวมธุรกถาโพธิ องฺคุลิมาโล ธมฺมเจติยสโม กณฺณกตฺถโล ทสโม ฯ ----------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๑๐. กรรณกัตถลสูตร