คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๑๙๘–๒๓๓พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์๓๖ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร (๑๑๔)

เสวิตพฺพาเสวิตพฺพสุตฺตํ

๑๙๘

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของ- *อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัส เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว พระ ผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมบรรยายที่ควรเสพ และที่ไม่ควรเสพแก่พวกเธอ เธอทั้งหลายจงฟังธรรมบรรยายนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้า ข้า ฯ

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ เสวิตพฺพาเสวิตพฺพํ โว ภิกฺขเว ธมฺมปริยายํ เทเสสฺสามิ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ

๑๙๙

พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว ความประพฤติทางกายโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทางกายด้วยกัน เรากล่าวความ ประพฤติทางวาจาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทางวาจาด้วยกัน เรากล่าวความประพฤติ ทางใจโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทางใจด้วยกัน เรากล่าวความเกิดขึ้นแห่งจิตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่าง เป็นความเกิดขึ้นแห่งจิตด้วยกัน เรากล่าวความได้สัญญาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความได้ สัญญาด้วยกัน เรากล่าวความได้ทิฐิโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควร เสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความได้ทิฐิด้วยกัน เรากล่าวความ ได้อัตภาพโดยส่วน ๒ คือที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่าง นั้น แต่ละอย่างเป็นความได้อัตภาพด้วยกัน ฯ

ภควา เอตทโวจ กายสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ กายสมาจารํ วจีสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ วจีสมาจารํ มโนสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ มโนสมาจารํ จิตฺตุปฺปาทํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ จิตฺตุปฺปาทํ สญฺญาปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ สญฺญาปฏิลาภํ ทิฏฺฐิปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ ทิฏฺฐิปฏิลาภํ อตฺตภาวปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ อตฺตภาวปฏิลาภนฺติ ฯ

๒๐๐

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระสารีบุตรได้ทูล พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้ พระผู้มีพระภาค ตรัสโดยย่อ มิได้ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร ข้าพระองค์ทราบเนื้อความได้ โดยพิสดารอย่างนี้- ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความ ประพฤติทางกายโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทางกายด้วยกัน นั้น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความประ พฤติทางกายเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความ ประพฤติทางกายเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความประพฤติทางกายเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความประพฤติทางกายเช่นนี้ ควรเสพ ฯ

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อิมสฺส โข อหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ กายสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ กายสมาจารนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป กายสมาจาโร น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป กายสมาจาโร เสวิตพฺโพ ฯ

๒๐๑

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความประพฤติทางกายมีรูปอย่าง ไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคล บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง คือ เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือ เปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต อนึ่ง เป็นผู้มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ คือ ถือเอาอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่น ที่อยู่ในบ้านหรือในป่า อันเจ้าของเขาไม่ให้ ด้วยความเป็นขโมย อนึ่ง เป็นผู้มัก ประพฤติผิดในกาม คือ เป็นผู้ละเมิดจารีตในหญิงที่มารดารักษาบ้าง หญิงที่บิดา รักษาบ้าง หญิงที่ทั้งมารดาและบิดารักษาบ้าง หญิงที่พี่ชายรักษาบ้าง หญิงที่พี่สาว รักษาบ้าง หญิงที่ญาติรักษาบ้าง หญิงที่ยังมีสามีอยู่บ้าง หญิงที่มีสินไหมติดตัวอยู่ บ้าง ที่สุดแม้หญิงที่ชายคล้องพวงดอกไม้หมั้นไว้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อ เสพความประพฤติทางกายมีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึง เสื่อมไป ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ ลุทฺโท โลหิตปาณี หตปหเต นิวิฏฺโฐ อทยาปนฺโน ปาณภูเตสุ อทินฺนาทายี โข ปน โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ คามคตํ วา อรญฺญคตํ วา ตํ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทาตา โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โข ปน โหติ ยา ตา มาตุรกฺขิตา ปิตุรกฺขิตา มาตาปิตุรกฺขิตา ภาตุรกฺขิตา ภคินิรกฺขิตา ญาติรกฺขิตา สสฺสามิกา สปริทณฺฑา อนฺตมโส มาลาคุณปริกฺขิตฺตาปิ ตถารูปาสุ จาริตฺตํ อาปชฺชิตา โหติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

๒๐๒

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความประพฤติทางกายมีรูปอย่าง ไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคล บางคนในโลกนี้ เพราะละปาณาติบาต จึงเป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตราแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลใน สรรพสัตว์และภูตอยู่ เพราะละอทินนาทาน จึงเป็นผู้เว้นขาดจากอทินนาทาน ไม่ ถือเอาอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่น ที่อยู่ในบ้านหรือในป่า อันเจ้าของเขามิได้ ให้ ด้วยความเป็นขโมย เพราะละกาเมสุมิจฉาจาร จึงเป็นผู้เว้นขาดจากกาเมสุ- *มิจฉาจาร ไม่เป็นผู้ละเมิดจารีตในหญิงที่มารดารักษาบ้าง หญิงที่บิดารักษาบ้าง หญิงที่ทั้งมารดาและบิดารักษาบ้าง หญิงที่พี่ชายรักษาบ้าง หญิงที่พี่สาวรักษาบ้าง หญิงที่ญาติรักษาบ้าง หญิงที่ยังมีสามีอยู่บ้าง หญิงที่มีสินไหมติดตัวอยู่บ้าง ที่สุด แม้หญิงที่ชายคล้องพวงดอกไม้หมั้นไว้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความประ- *พฤติทางกายมีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความประ- *พฤติทางกายโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่าง นั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทางกายด้วยกัน นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัย เนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ นิหิตทณฺโฑ นิหิตสตฺโถ ลชฺชี ทยาปนฺโน สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี วิหรติ อทินฺนาทานํ ปหาย อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ คามคตํ วา อรญฺญคตํ วา ตํ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ น อาทาตา โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ปหาย กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ยา ตา มาตุรกฺขิตา ปิตุรกฺขิตา มาตาปิตุรกฺขิตา ภาตุรกฺขิตา ภคินิรกฺขิตา ญาติรกฺขิตา สสฺสามิกา สปริทณฺฑา อนฺตมโส มาลาคุณปริกฺขิตฺตาปิ ตถารูปาสุ จาริตฺตํ น อาปชฺชิตา โหติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ กายสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ กายสมาจารนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

๒๐๓

ก็ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา กล่าวความประพฤติทางวาจาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทาง วาจาด้วยกัน นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไร ตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ เมื่อเสพความประพฤติทางวาจาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรม ย่อมเสื่อมไป ความประพฤติทางวาจาเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความ ประพฤติทางวาจาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความ ประพฤติทางวาจาเช่นนี้ ควรเสพ ฯ

วจีสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ วจีสมาจารนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต วจีสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป วจีสมาจาโร น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต วจีสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป วจีสมาจาโร เสวิตพฺโพ ฯ

๒๐๔

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความประพฤติทางวาจามีรูปอย่าง ไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคล บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักพูดเท็จ คือไปในสภาก็ดี ไปในที่ประชุมก็ดี ไปใน ท่ามกลางญาติก็ดี ไปในท่ามกลางขุนนางก็ดี ไปในท่ามกลางราชสกุลก็ดี อันเขา นำไปเป็นพยาน ถูกถามว่า พ่อมหาจำเริญ เชิญเถิด ท่านรู้อย่างใด ก็จงพูด อย่างนั้น เขาไม่รู้ บอกว่ารู้บ้าง รู้อยู่ บอกว่าไม่รู้บ้าง ไม่เห็น บอกว่าเห็นบ้าง เห็นอยู่ บอกว่าไม่เห็นบ้าง พูดเท็จทั้งรู้ๆ เพราะเหตุตนบ้าง เพราะเหตุคนอื่น บ้าง เพราะเหตุเห็นแก่อามิสเล็กน้อยบ้าง ด้วยประการฉะนี้ อนึ่ง เป็นผู้พูดส่อ เสียด ได้ยินจากฝ่ายนี้แล้วบอกฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือได้ยินจากฝ่าย โน้นแล้ว บอกฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น ทั้งนี้ เมื่อเขาพร้อมเพรียงกัน ก็ยุ ให้แตกกันเสีย หรือเมื่อเขาแตกกันแล้ว ก็ช่วยส่งเสริม ชอบเป็นพรรคเป็นพวก ยินดีความเป็นพรรคเป็นพวก ชื่นชมความเป็นพรรคเป็นพวก เป็นผู้กล่าวคำทำให้ เป็นพรรคเป็นพวก อนึ่ง เป็นผู้กล่าวคำหยาบ คือ กล่าววาจาที่มีโทษ หยาบคาย เผ็ดร้อน ขัดใจผู้อื่น ใกล้เคียงความโกรธ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อสมาธิ อนึ่ง เป็นผู้ เจรจาเพ้อเจ้อ กล่าวไม่ถูกกาละ กล่าวไม่จริง กล่าวไม่เป็นประโยชน์ กล่าวไม่ เป็นธรรม กล่าวไม่เป็นวินัย เป็นผู้กล่าววาจาไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้าง ไม่มี ขอบเขต ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลไม่ควร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความประพฤติทางวาจามีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึง เสื่อมไป ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต วจีสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ มุสาวาที โหติ สภคฺคโต วา ปริสคฺคโต วา ญาติมชฺฌคฺคโต วา ปูคมชฺฌคฺคโต วา ราชกุลมชฺฌคฺคโต วา อภินีโต สกฺขึ ปุฏฺโฐ เอหมฺโภ ปุริส ยํ ชานาสิ ตํ วเทหีติ ฯ โส อชานํ วา อาห ชานามีติ ชานํ วา อาห น ชานามีติ อปสฺสํ วา อาห ปสฺสามีติ ปสฺสํ วา อาห น ปสฺสามีติ อิติ อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา สมฺปชานมุสา ภาสิตา โหติ ปิสุณวาโจ โข ปน โหติ อิโต สุตฺวา อมุตฺร อกฺขาตา อิเมสํ เภทาย อมุตฺร วา สุตฺวา อิเมสํ อกฺขาตา อมูสํ เภทาย อิติ สมคฺคานํ วา เภเทตา ภินฺนานํ วา อนุปฺปทาตา วคฺคาราโม วคฺครโต วคฺคนนฺที วคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา โหติ ผรุสวาโจ โข ปน โหติ ยา สา วาจา อณฺฑกา กกฺกสา กฏุกา ปราภิสชฺชนี โกธสามนฺตา อสมาธิสํวตฺตนิกา ตถารูปึ วาจํ ภาสิตา โหติ สมฺผปฺปลาปี โข ปน โหติ อกาลวาที อภูตวาที อนตฺถวาที อธมฺมวาที อวินยวาที อนิธานวตึ วาจํ ภาสิตา โหติ อกาเลน อนปฺปเทสํ อปริยนฺตวตึ อนตฺถสญฺหิตํ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต วจีสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

๒๐๕

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความประพฤติทางวาจามีรูปอย่าง ไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคล บางคนในโลกนี้ เพราะละมุสาวาท จึงเป็นผู้เว้นขาดจากมุสาวาท คือ ไปในสภา ก็ดี ไปในที่ประชุมก็ดี ไปในท่ามกลางญาติก็ดี ไปในท่ามกลางขุนนางก็ดี ไปใน ท่ามกลางราชสกุลก็ดี อันเขานำไปเป็นพยาน ถูกถามว่า พ่อมหาจำเริญ เชิญเถิด ท่านรู้อย่างใด ก็จงพูดอย่างนั้น เขาไม่รู้ ก็บอกว่าไม่รู้บ้าง รู้อยู่ ก็บอกว่ารู้บ้าง ไม่เห็น ก็บอกว่าไม่เห็นบ้าง เห็นอยู่ ก็บอกว่าเห็นบ้าง ไม่เป็นผู้พูดเท็จทั้งรู้ๆ เพราะเหตุตนบ้าง เพราะเหตุคนอื่นบ้าง เพราะเหตุเห็นแก่อามิสเล็กน้อยบ้าง เพราะละวาจาส่อเสียด จึงเป็นผู้เว้นขาดจากวาจาส่อเสียด ได้ยินจากฝ่ายนี้แล้ว ไม่บอกฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือได้ยินจากฝ่ายโน้นแล้ว ไม่บอกฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น ทั้งนี้ เมื่อเขาแตกกันแล้ว ก็สมานให้ดีกัน หรือเมื่อเขาดี กันอยู่ ก็ช่วยส่งเสริม ชอบความพร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนที่พร้อมเพรียงกัน ชื่นชมในคนที่พร้อมเพรียงกัน เป็นผู้กล่าววาจาสมานสามัคคี เพราะละวาจาหยาบ จึงเป็นผู้เว้นขาดจากวาจาหยาบ เป็นผู้กล่าววาจาที่ไม่มีโทษ เสนาะหู ชวนให้รัก ใคร่จับใจ เป็นภาษาชาวเมือง อันคนส่วนมากปรารถนาและชอบใจ เพราะละการ เจรจาเพ้อเจ้อ จึงเป็นผู้เว้นขาดจากการเจรจาเพ้อเจ้อ กล่าวถูกกาละ กล่าวตาม เป็นจริง กล่าวอรรถ กล่าวธรรม กล่าววินัย เป็นผู้กล่าววาจามีหลักฐาน มีที่ อ้าง มีขอบเขต ประกอบด้วยประโยชน์ ตามกาล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อ เสพความประพฤติทางวาจามีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึง เจริญยิ่ง ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความ ประพฤติทางวาจาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทางวาจาด้วยกัน นั่น พระผู้มีพระภาคทรง อาศัยเนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต วจีสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ มุสาวาทํ ปหาย มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ สภคฺคโต วา ปริสคฺคโต วา ญาติมชฺฌคฺคโต วา ปูคมชฺฌคฺคโต วา ราชกุลมชฺฌคฺคโต วา อภินีโต สกฺขึ ปุฏฺโฐ เอหมฺโภ ปุริส ยํ ชานาสิ ตํ วเทหีติ ฯ โส อชานํ วา อาห น ชานามีติ ชานํ วา อาห ชานามีติ อปสฺสํ วา อาห น ปสฺสามีติ ปสฺสํ วา อาห ปสฺสามีติ อิติ อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา น สมฺปชานมุสา ภาสิตา โหติ ปิสุณํ วาจํ ปหาย ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ อิโต สุตฺวา น อมุตฺร อกฺขาตา อิเมสํ เภทาย อมุตฺร วา สุตฺวา น อิเมสํ อกฺขาตา อมูสํ เภทาย อิติ ภินฺนานํ วา สนฺธาตา สหิตานํ วา อนุปฺปทาตา สมคฺคาราโม สมคฺครโต สมคฺคนนฺที สมคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา โหติ ผรุสํ วาจํ ปหาย ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ยา สา วาจา เนลา กณฺณสุขา เปมนียา หทยงฺคมา โปรี พหุชนกนฺตา พหุชนมนาปา ตถารูปึ วาจํ ภาสิตา โหติ สมฺผปฺปลาปํ ปหาย สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ กาลวาที ภูตวาที อตฺถวาที ธมฺมวาที วินยวาที นิธานวตึ วาจํ ภาสิตา โหติ กาเลน สาปเทสํ ปริยนฺตวตึ อตฺถสญฺหิตํ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต วจีสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ วจีสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ วจีสมาจารนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

๒๐๖

ก็ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา กล่าวความประพฤติทางใจโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควร เสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทางใจ ด้วยกัน นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อ เสพความประพฤติทางใจเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความประพฤติทางใจเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความประพฤติทางใจเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความประพฤติทางใจเช่นนี้ควร เสพ ฯ

มโนสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ มโนสมาจารนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต มโนสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป มโนสมาจาโร น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต มโนสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป มโนสมาจาโร น เสวิตพฺโพ ฯ

๒๐๗

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความประพฤติทางใจมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคล บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา คือ มักเป็นผู้เพ่งเล็งอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจ ของผู้อื่นว่า โอหนอ ขอสิ่งของของผู้อื่นนั้น พึงเป็นของเรา อนึ่ง เป็นผู้มีจิต พยาบาท คือ มีความดำริในใจอันชั่วช้าว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า หรือจงถูก ทำลาย จงขาดสูญ จงฉิบหาย อย่าได้เป็นเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพ ความประพฤติทางใจมีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต มโนสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ อภิชฺฌาลุ โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ ตํ อภิชฺฌิตา โหติ อโห วต ยํ ปรสฺส ตํ มม อสฺสาติ พฺยาปนฺนจิตฺโต โข ปน โหติ ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺโป อิเม สตฺตา หญฺญนฺตุ วา ภิชฺชนฺตุ วา อุจฺฉิชฺชนฺตุ วา วินสฺสนฺตุ วา มา อเหสุํ วาติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต มโนสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

๒๐๘

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความประพฤติทางใจมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลบางคน ในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มากด้วยอภิชฌา คือ ไม่เป็นผู้เพ่งเล็งอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจ ของผู้อื่นว่า โอหนอ ขอสิ่งของของผู้อื่นนั้น พึงเป็นของเรา อนึ่ง เป็นผู้มีจิต ไม่พยาบาท คือ มีความดำริในใจไม่ชั่วช้าว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงอย่าถูกเบียดเบียน ไม่มีทุกข์ มีแต่สุข บริหารตนไปเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความ ประพฤติทางใจมีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความ ประพฤติทางใจโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทางใจด้วยกัน นั่น พระผู้มีพระภาค ทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต มโนสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ อนภิชฺฌาลุ โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ ตํ นาภิชฺฌิตา โหติ อโห วต ยํ ปรสฺส ตํ มม อสฺสาติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โข ปน โหติ อปฺปทุฏฺฐมนสงฺกปฺโป อิเม สตฺตา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตูติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต มโนสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ มโนสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ มโนสมาจารนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

๒๐๙

ก็ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา กล่าวความเกิดขึ้นแห่งจิตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควร เสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความเกิดขึ้นแห่งจิตด้วย กัน นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไร ตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อ เสพความเกิดขึ้นแห่งจิตเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความเกิดขึ้นแห่งจิตเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความเกิดขึ้นแห่งจิตเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความเกิดขึ้นแห่งจิตเช่นนี้ ควรเสพ ฯ

จิตฺตุปฺปาทํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ จิตฺตุปฺปาทนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต จิตฺตุปฺปาทํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป จิตฺตุปฺปาโท น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต จิตฺตุปฺปาทํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป จิตฺตุปฺปาโท เสวิตพฺโพ ฯ

๒๑๐

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความเกิดขึ้นแห่งจิตมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลบางคน ในโลกนี้ เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา มีใจสหรคตด้วยอภิชฌาอยู่ เป็นผู้มีพยาบาท มีใจสหรคตด้วยพยาบาทอยู่ เป็นผู้มีความเบียดเบียน มีใจสหรคตด้วยความเบียด เบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความเกิดขึ้นแห่งจิตมีรูปอย่างนี้ อกุศล ธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต จิตฺตุปฺปาทํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ อภิชฺฌาลุ โหติ อภิชฺฌาสหคเตน เจตสา วิหรติ พฺยาปาทวา โหติ พฺยาปาทสหคเตน เจตสา วิหรติ วิเหสวา โหติ วิเหสาสหคเตน เจตสา วิหรติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต จิตฺตุปฺปาทํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

๒๑๑

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความเกิดขึ้นแห่งจิตมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลบางคน ในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มากด้วยอภิชฌา มีใจไม่สหรคตด้วยอภิชฌาอยู่ เป็นผู้ไม่มี พยาบาท มีใจไม่สหรคตด้วยพยาบาทอยู่ เป็นผู้ไม่มีความเบียดเบียน มีใจไม่ สหรคตด้วยความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความเกิดขึ้นแห่ง จิตมีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความเกิด ขึ้นแห่งจิตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่าง นั้น แต่ละอย่างเป็นความเกิดขึ้นแห่งจิตด้วยกัน นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัย เนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต จิตฺตุปฺปาทํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ อนภิชฺฌาลุ โหติ อนภิชฺฌาสหคเตน เจตสา วิหรติ อพฺยาปาทวา โหติ อพฺยาปาทสหคเตน เจตสา วิหรติ อวิเหสวา โหติ อวิเหสาสหคเตน เจตสา วิหรติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต จิตฺตุปฺปาทํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ จิตฺตุปฺปาทํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ จิตฺตุปฺปาทนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

๒๑๒

ก็ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา กล่าวความได้สัญญาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพ อย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความได้สัญญาด้วยกัน นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความได้ สัญญาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความได้สัญญา เช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความได้สัญญาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อม ไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความได้สัญญาเช่นนี้ ควรเสพ ฯ

สญฺญาปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ สญฺญาปฏิลาภนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต สญฺญาปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป สญฺญาปฏิลาโภ น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต สญฺญาปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป สญฺญาปฏิลาโภ เสวิตพฺโพ ฯ

๒๑๓

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความได้สัญญามีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคล บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา มีสัญญาสหรคตด้วยอภิชฌาอยู่ เป็นผู้ มีพยาบาท มีสัญญาสหรคตด้วยพยาบาทอยู่ เป็นผู้มีความเบียดเบียน มีสัญญา สหรคตด้วยความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความได้สัญญา มีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต สญฺญาปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ อภิชฺฌาลุ โหติ อภิชฺฌาสหคตาย สญฺญาย วิหรติ พฺยาปาทวา โหติ พฺยาปาทสหคตาย สญฺญาย วิหรติ วิเหสวา โหติ วิเหสาสหคตาย สญฺญาย วิหรติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต สญฺญาปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

๒๑๔

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความได้สัญญามีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคล บางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มากด้วยอภิชฌา มีสัญญาไม่สหรคตด้วยอภิชฌาอยู่ เป็นผู้ไม่มีพยาบาท มีสัญญาไม่สหรคตด้วยพยาบาทอยู่ เป็นผู้ไม่มีความเบียดเบียน มีสัญญาไม่สหรคตด้วยความเบียดเบียนอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความ ได้สัญญามีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความได้ สัญญาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความได้สัญญาด้วยกัน นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต สญฺญาปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ อนภิชฺฌาลุ โหติ อนภิชฺฌาสหคตาย สญฺญาย วิหรติ อพฺยาปาทวา โหติ อพฺยาปาทสหคตาย สญฺญาย วิหรติ อวิเหสวา โหติ อวิเหสาสหคตาย สญฺญาย วิหรติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต สญฺญาปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ สญฺญาปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ สญฺญาปฏิลาภนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

๒๑๕

ก็ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา กล่าวความได้ทิฐิโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพ อย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความได้ทิฐิด้วยกัน นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความได้ ทิฐิเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความได้ทิฐิเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความได้ทิฐิเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศล- *ธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความได้ทิฐิเช่นนี้ ควรเสพ ฯ

ทิฏฺฐิปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ ทิฏฺฐิปฏิลาภนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต ทิฏฺฐิปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป ทิฏฺฐิปฏิลาโภ น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต ทิฏฺฐิปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป ทิฏฺฐิปฏิลาโภ เสวิตพฺโพ ฯ

๒๑๖

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความได้ทิฐิมีรูปอย่างไร อกุศล- *ธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลบางคนใน โลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่ มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้ แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพ ความได้ทิฐิมีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต ทิฏฺฐิปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ เอวํทิฏฺฐิโก โหติ นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ นตฺถิ หุตํ นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก นตฺถิ อยํ โลโก นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต ทิฏฺฐิปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

๒๑๗

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความได้ทิฐิมีรูปอย่างไร อกุศล ธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลบางคน ในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่ง ด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความได้ทิฐิมีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความได้ทิฐิ โดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความได้ทิฐิด้วยกัน นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต ทิฏฺฐิปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ ภนฺเต เอกจฺโจ เอวํทิฏฺฐิโก โหติ อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก อตฺถิ อยํ โลโก อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปิตา อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ฯ เอวรูปํ ภนฺเต ทิฏฺฐิปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ ทิฏฺฐิปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ ทิฏฺฐิปฏิลาภนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

๒๑๘

ก็ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา กล่าวความได้อัตภาพโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ไม่ควรเสพ อย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความได้อัตภาพด้วยกัน นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความได้ อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความได้อัตภาพ เช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความได้อัตภาพเช่นนี้ ควรเสพ ฯ

อตฺตภาวปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ อตฺตภาวปฏิลาภนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป อตฺตภาวปฏิลาโภ น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป อตฺตภาวปฏิลาโภ เสวิตพฺโพ ฯ

๒๑๙

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความได้อัตภาพมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะบุคคล ที่เกิดมา ครองการได้อัตภาพอย่างบกพร่อง เป็นผู้ไม่สมประกอบเป็นเหตุ อกุศล- *ธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ สพฺยาปชฺฌํ ภนฺเต อตฺตภาวปฏิลาภํ อภินิพฺพตฺตสฺส ยโต อปรินิฏฺฐิตภาวาย อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

๒๒๐

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพความได้อัตภาพมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะบุคคลที่ เกิดมา ครองการได้อัตภาพอย่างไม่บกพร่อง เป็นผู้สมประกอบเป็นเหตุ อกุศล- *ธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความได้ อัตภาพโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่าง นั้น แต่ละอย่างเป็นความได้อัตภาพด้วยกัน นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความ ดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อ มิได้ ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้แล ข้าพระองค์ทราบเนื้อความโดยพิสดาร อย่างนี้ ฯ

กถํรูปํ ภนฺเต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อพฺยาปชฺฌํ ภนฺเต อตฺตภาวปฏิลาภํ อภินิพฺพตฺตสฺส ยโต ปรินิฏฺฐิตภาวาย อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อตฺตภาวปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ อตฺตภาวปฏิลาภนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ อิมสฺส โข ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ

๒๒๑

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ดีแล้วๆ ธรรมบรรยาย ที่เรากล่าวโดยย่อ มิได้จำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้ เธอทราบเนื้อความได้โดย พิสดารอย่างนี้ ถูกแล้ว ฯ ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความประพฤติทางกาย โดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทางกายด้วยกัน นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกร สารีบุตร เมื่อเสพความประพฤติทางกายเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรม ย่อมเสื่อมไป ความประพฤติทางกายเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความ ประพฤติทางกายเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความ ประพฤติทางกายเช่นนี้ ควรเสพ ฯ

สาธุ สาธุ สารีปุตฺต สาธุ ตฺวํ สารีปุตฺต อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสิ ฯ กายสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ กายสมาจารนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ มยา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ สารีปุตฺต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป กายสมาจาโร น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข สารีปุตฺต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป กายสมาจาโร เสวิตพฺโพ ฯ

๒๒๒

ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพความประพฤติทางกายมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนใน โลกนี้ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง คือเป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต อนึ่ง เป็นผู้มักถือ เอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ คือ ถือเอาอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่น ที่อยู่ในบ้าน หรือในป่า อันเจ้าของเขาไม่ให้ด้วยความเป็นขโมย อนึ่ง เป็นผู้มักประพฤติผิด ในกาม คือ เป็นผู้ละเมิดจารีตในหญิงที่มารดารักษาบ้าง หญิงที่บิดารักษาบ้าง หญิงที่ทั้งมารดาและบิดารักษาบ้าง หญิงที่พี่ชายรักษาบ้าง หญิงที่พี่สาวรักษาบ้าง หญิงที่ญาติรักษาบ้าง หญิงที่ยังมีสามีอยู่บ้าง หญิงที่มีสินไหมติดตัวอยู่บ้าง ที่สุด แม้หญิงที่ชายคล้องพวงดอกไม้หมั้นไว้ ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพความประพฤติ ทางกายมีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ฯ

กถํรูปํ สารีปุตฺต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ อิธ สารีปุตฺต เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ ลุทฺโท โลหิตปาณี หตปหเต นิวิฏฺโฐ อทยาปนฺโน ปาณภูเตสุ อทินฺนาทายี โข ปน โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ คามคตํ วา อรญฺญคตํ วา ตํ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทาตา โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โข ปน โหติ ยา ตา มาตุรกฺขิตา ปิตุรกฺขิตา มาตาปิตุรกฺขิตา ภาตุรกฺขิตา ภคินิรกฺขิตา ญาติรกฺขิตา สสฺสามิกา สปริทณฺฑา อนฺตมโส มาลาคุณปริกฺขิตฺตาปิ ตถารูปาสุ จาริตฺตํ อาปชฺชิตา โหติ ฯ เอวรูปํ สารีปุตฺต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

๒๒๓

ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพความประพฤติทางกายมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะละปาณาติบาต จึงเป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตราแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ เพราะละอทินนาทาน จึงเป็นผู้เว้นขาดจากอทินนาทาน ไม่ถือเอาอุปกรณ์เครื่อง ปลื้มใจของผู้อื่น ที่อยู่ในบ้านหรือในป่า อันเจ้าของเขาไม่ให้ ด้วยความเป็น ขโมย เพราะละกาเมสุมิจฉาจาร จึงเป็นผู้เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร ไม่เป็นผู้ ละเมิดจารีตในหญิงที่มารดารักษาบ้าง หญิงที่บิดารักษาบ้าง หญิงที่ทั้งมารดาและ บิดารักษาบ้าง หญิงที่พี่ชายรักษาบ้าง หญิงที่พี่สาวรักษาบ้าง หญิงที่ญาติรักษาบ้าง หญิงที่ยังมีสามีอยู่บ้าง หญิงที่มีสินไหมติดตัวอยู่บ้าง ที่สุดแม้หญิงที่ชายคล้อง พวงดอกไม้หมั้นไว้ ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพความประพฤติทางกายมีรูปอย่างนี้ อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความประพฤติทางกาย โดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทางกายด้วยกัน นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าว แล้ว ฯ

กถํรูปํ สารีปุตฺต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อิธ สารีปุตฺต เอกจฺโจ ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ นิหิตทณฺโฑ นิหิตสตฺโถ ลชฺชี ทยาปนฺโน สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี วิหรติ อทินฺนาทานํ ปหาย อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ยนฺตํ ปรสฺส ปรวิตฺตูปกรณํ คามคตํ วา อรญฺญคตํ วา ตํ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ น อาทาตา โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ปหาย กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ยา ตา มาตุรกฺขิตา ปิตุรกฺขิตา มาตาปิตุรกฺขิตา ภาตุรกฺขิตา ภคินิรกฺขิตา ญาติรกฺขิตา สสฺสามิกา สปริทณฺฑา อนฺตมโส มาลาคุณปริกฺขิตฺตาปิ ตถารูปาสุ น จาริตฺตํ อาปชฺชิตา โหติ ฯ เอวรูปํ สารีปุตฺต กายสมาจารํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ กายสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ กายสมาจารนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ มยา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ

๒๒๔

ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความประพฤติ ทางวาจา ... เรากล่าวความประพฤติทางใจ ... เรากล่าวความเกิดขึ้นแห่งจิต ... เรากล่าวความได้สัญญา ... เรากล่าวความได้ทิฐิ ... เรากล่าวความได้อัตภาพโดย ส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ ละอย่างเป็นความได้อัตภาพด้วยกัน นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพความได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความได้อัตภาพเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรม ย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความได้อัตภาพเช่นนี้ ควรเสพ ฯ

วจีสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ... มโนสมาจารํปหํ ภิกฺขเว ... จิตฺตุปฺปาทํปหํ ภิกฺขเว ... สญฺญาปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ... ทิฏฺฐิปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ... อตฺตภาวปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ อตฺตภาวปฏิลาภนฺติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ มยา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ สารีปุตฺต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป อตฺตภาวปฏิลาโภ น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข สารีปุตฺต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป อตฺตภาวปฏิลาโภ เสวิตพฺโพ ฯ

๒๒๕

ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพความได้อัตภาพมีรูปอย่างไร อกุศลธรรม จึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ดูกรสารีบุตร เพราะบุคคลที่เกิดมา ครองการ ได้อัตภาพอย่างบกพร่อง เป็นผู้ไม่สมประกอบเป็นเหตุ อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป ฯ

กถํรูปํ สารีปุตฺต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ สพฺยาปชฺฌํ สารีปุตฺต อตฺตภาวปฏิลาภํ อภินิพฺพตฺตสฺส ยโต อปรินิฏฺฐิตภาวาย อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ ฯ

๒๒๖

ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพความได้อัตภาพมีรูปอย่างไร อกุศลธรรม จึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ดูกรสารีบุตร เพราะบุคคลที่เกิดมา ครองการ ได้อัตภาพอย่างไม่บกพร่อง เป็นผู้สมประกอบเป็นเหตุ อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความได้อัตภาพโดย ส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ ละอย่างเป็นความได้อัตภาพด้วยกัน นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ ดูกรสารีบุตร ธรรมบรรยายที่เรากล่าวโดยย่อ มิได้จำแนกเนื้อความโดย พิสดารนี้แล เธอพึงเห็นเนื้อความโดยพิสดารอย่างนี้ ฯ

กถํรูปํ สารีปุตฺต อตฺตภาวปฏิลาภํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อพฺยาปชฺฌํ สารีปุตฺต อตฺตภาวปฏิลาภํ อภินิพฺพตฺตสฺส ยโต ปรินิฏฺฐิตภาวาย อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ ฯ อตฺตภาวปฏิลาภํปหํ ภิกฺขเว ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ตญฺจ อญฺญมญฺญํ อตฺตภาวปฏิลาภนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ มยา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ อิมสฺส โข สารีปุตฺต มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ ฯ

๒๒๗

ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรากล่าวเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรากล่าวกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะโดย ส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรากล่าวรสที่รู้ได้ด้วย ชิวหาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรากล่าว โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรากล่าวธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ ควรเสพอย่าง ๑ ฯ

จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ โสตวิญฺเญยฺยํ สทฺทํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ฆานวิญฺเญยฺยํ คนฺธํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ชิวฺหาวิญฺเญยฺยํ รสํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ กายวิญฺเญยฺยํ โผฏฺฐพฺพํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ฯ

๒๒๘

พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระสารีบุตร ได้ทูล พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้ พระผู้มีพระภาค ตรัสโดยย่อ มิได้ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร ข้าพระองค์ทราบเนื้อความได้ โดยพิสดารอย่างนี้- ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรูปที่รู้ได้ ด้วยจักษุโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพรูป ที่รู้ได้ด้วยจักษุเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป รูปที่รู้ได้ ด้วยจักษุเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุเช่นใด อกุศลธรรม ย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุเช่นนี้ ควรเสพ ข้อที่ พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัย เนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวเสียงที่รู้ได้ ด้วยโสตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพ ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพเสียงที่รู้ ได้ด้วยโสตเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป เสียงที่รู้ ได้ด้วยโสต เช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตเช่นใด อกุศล ธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง เสียงที่รู้ได้ด้วยโสตเช่นนี้ ควรเสพ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัย เนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวกลิ่นที่รู้ได้ ด้วยฆานะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพกลิ่น ที่รู้ได้ด้วยฆานะเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กลิ่นที่รู้ ได้ด้วยฆานะเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะเช่นใด อกุศล- *ธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะเช่นนี้ ควรเสพ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะโดย ส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาค ทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรสที่รู้ได้ ด้วยชิวหาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพรส ที่รู้ได้ด้วยชิวหาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป รสที่รู้ได้ด้วยชิวหาเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพรสที่รู้ได้ด้วยชิวหาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง รสที่รู้ได้ด้วยชิวหา เช่นนี้ ควรเสพ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรสที่รู้ได้ด้วย ชิวหาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มี- *พระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวโผฏฐัพพะที่พึง รู้แจ้งด้วยกายโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพโผฏฐัพพะ ที่รู้ได้ด้วยกายเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป โผฏฐัพพะ ที่รู้ด้วยกายเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายเช่นนี้ ควรเสพ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวโผฏฐัพพะ ที่รู้แจ้งด้วยกายโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวธรรมารมณ์ที่รู้ได้ ด้วยมโนโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มี- *พระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพธรรมารมณ์ที่รู้ ได้ด้วยมโนเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ธรรมารมณ์ ที่รู้ได้ด้วยมโนเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยใจเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยใจเช่นนี้ ควรเสพ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวธรรมารมณ์ที่รู้ ได้ด้วยใจโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระ ผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อ มิได้ ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร ข้าพระองค์ทราบเนื้อความได้โดยพิสดารอย่างนี้ ฯ

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อิมสฺส โข ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๒๒๘.๑} ยถารูปํ ภนฺเต จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูปํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ น เสวิตพฺพํ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เสวิตพฺพํ ฯ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯเปฯ เอวรูโป โสตวิญฺเญยฺโย สทฺโท น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป โสตวิญฺเญยฺโย สทฺโท เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ฆานวิญฺเญยฺโย คนฺโธ น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ฆานวิญฺเญยฺโย คนฺโธ เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชิวฺหาวิญฺเญยฺโย รโส น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชิวฺหาวิญฺเญยฺโย เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป กายวิญฺเญยฺโย โผฏฺฐพฺโพ น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป กายวิญฺเญยฺโย โผฏฺฐพฺโพ เสวิตพฺโพ ฯเปฯ มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป มโนวิญฺเญยฺโย ธมฺโม น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป มโนวิญฺเญยฺโย ธมฺโม เสวิตพฺโพ ฯ มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ อิมสฺส โข ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ

๒๒๙

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ดีแล้วๆ ธรรมบรรยาย ที่เรากล่าวโดยย่อ มิได้จำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้ เธอทราบเนื้อความได้โดย พิสดารอย่างนี้ถูกแล้ว ฯ ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศล ธรรมย่อมเสื่อมไป รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพรูปที่รู้ด้วย จักษุเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง รูปที่รู้ได้ด้วย จักษุเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรูปที่รู้ได้ด้วย จักษุโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัย เนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพเสียงที่รู้ได้ด้วยโสตเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป เสียงที่รู้ได้ด้วยโสตเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพเสียง ที่รู้ได้ด้วยโสตเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง เสียง ที่รู้ได้ด้วยโสตเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวเสียง ที่รู้ได้ด้วยโสตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะเช่นใด อกุศลย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรม ย่อมเสื่อมไป กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพกลิ่นที่รู้ได้ด้วย ฆานะเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กลิ่นที่รู้ได้ด้วย ฆานะเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวกลิ่นที่รู้ได้ด้วย ฆานะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัย เนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรสที่รู้ได้ด้วยชิวหาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพรสที่รู้ได้ด้วยชิวหาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป รสที่รู้ได้ด้วยชิวหาเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพรสที่รู้ได้ ด้วยชิวหาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง รสที่รู้ได้ด้วย ชิวหาเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวรสที่รู้ได้ด้วย ชิวหาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัย เนื้อความดังนี้กล่าวแล้ว ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย โดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไร กล่าวแล้ว ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายเช่นใด อกุศลธรรม ย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรม ย่อมเจริญยิ่ง โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกร สารีบุตร เรากล่าวโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกายโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้กล่าวแล้ว ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน โดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไร กล่าวแล้ว ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนเช่นใด อกุศลธรรม ย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรม ย่อมเจริญยิ่ง ธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกร สารีบุตร เรากล่าวธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้กล่าวแล้ว ฯ ดูกรสารีบุตร ธรรมบรรยายที่เรากล่าวโดยย่อนี้ เธอพึงเห็นเนื้อความโดย พิสดารอย่างนี้ ฯ

สาธุ สาธุ สารีปุตฺต สาธุ โข ตฺวํ สารีปุตฺต อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสิ ฯ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ มยา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ สารีปุตฺต จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ น เสวิตพฺพํ ฯ ยถารูปญฺจ โข สารีปุตฺต จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ เสวิตพฺพํ ฯ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ มยา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯเปฯ เอวรูโป โสตวิญฺเญยฺโย สทฺโท น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป โสตวิญฺเญยฺโย สทฺโท เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ฆานวิญฺเญยฺโย คนฺโธ น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ฆานวิญฺเญยฺโย คนฺโธ เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชิวฺหาวิญฺเญยฺโย รโส น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชิวฺหาวิญฺเญยฺโย รโส เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป กายวิญฺเญยฺโย โผฏฺฐพฺโพ น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป กายวิญฺเญยฺโย โผฏฺฐพฺโพ เสวิตพฺโพ ฯเปฯ มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ มยา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๒๒๙.๑} ยถารูปํ สารีปุตฺต มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป มโนวิญฺเญยฺโย ธมฺโม น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข สารีปุตฺต มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป มโนวิญฺเญยฺโย ธมฺโม เสวิตพฺโพ ฯ มโนวิญฺเญยฺยํ ธมฺมํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ มยา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ อิมสฺส โข สารีปุตฺต มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ ฯ

๒๓๐

ดูกรสารีบุตร เรากล่าวจีวรโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรากล่าวบิณฑบาตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรากล่าวเสนาสนะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพ ๑ เรากล่าวบ้านโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพ อย่าง ๑ เรากล่าวนิคมโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรากล่าวนครโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรากล่าว ชนบทโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ เรากล่าวบุคคล โดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ฯ

จีวรํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ปิณฺฑปาตํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ เสนาสนํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ คามํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ นิคมํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ นครํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ชนปทํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปิ ปุคฺคลํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ ฯ

๒๓๑

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบ- *ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้ พระผู้มีพระภาค ตรัสโดยย่อ มิได้ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร ข้าพระองค์ทราบเนื้อความได้ โดยพิสดารอย่างนี้ ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวจีวรโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไร ตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพจีวรเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป จีวรเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพจีวรเช่นใด อกุศล- *ธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง จีวรเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่พระผู้มี พระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวจีวรโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบิณฑบาตโดย ส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรง อาศัยอะไรตรัสแล้ว ฯลฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรา กล่าวบิณฑบาตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวเสนาสนะโดย ส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาค ทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ฯลฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรา กล่าวเสนาสนะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบ้านโดย ส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาค ทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว ฯลฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบ้านโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนิคมโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไร ตรัสแล้ว ฯลฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนิคม โดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาค ทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนครโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไร ตรัสแล้ว ฯลฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนครโดย ส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรง อาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวชนบทโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไร ตรัสแล้ว ฯลฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวชนบท โดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาค ทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ตรัสแล้ว ฯ ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบุคคลโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไร ตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเสพบุคคลเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป บุคคลเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพบุคคลเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง บุคคลเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่ พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบุคคลโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยเนื้อความดังนี้ ตรัสแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อ มิได้ ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้แล ข้าพระองค์ทราบเนื้อความได้โดยพิสดาร อย่างนี้ ฯ

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อิมสฺส โข อหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ จีวรํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต จีวรํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูปํ จีวรํ น เสวิตพฺพํ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต จีวรํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ จีวรํ เสวิตพฺพํ ฯ จีวรํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯเปฯ เอวรูโป ปิณฺฑปาโต น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ปิณฺฑปาโต เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูปํ เสนาสนํ น เสวิตพฺพํ ฯเปฯ เอวรูปํ เสนาสนํ เสวิตพฺพํ ฯเปฯ เอวรูโป คาโม น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป คาโม เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป นิคโม น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป นิคโม เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูปํ นครํ น เสวิตพฺพํ ฯเปฯ เอวรูปํ นครํ เสวิตพฺพํ ฯเปฯ เอวรูโป ชนปโท น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชนปโท เสวิตพฺโพ ฯเปฯ ปุคฺคลํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ ภควตา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ ยถารูปํ ภนฺเต ปุคฺคลํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป ปุคฺคโล น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข ภนฺเต ปุคฺคลํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป ปุคฺคโล เสวิตพฺโพ ฯ ปุคฺคลํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตนฺติ ฯ อิมสฺส โข อหํ ภนฺเต สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ

๒๓๒

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ดีแล้วๆ ธรรมบรรยาย ที่เรากล่าวโดยย่อ มิได้จำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้ เธอทราบเนื้อความได้โดย พิสดารอย่างนี้ถูกแล้ว ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวจีวรโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรสารีบุตร เมื่อเสพจีวรเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป จีวรเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพจีวรเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อม เจริญยิ่ง จีวรเช่นนี้ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวจีวร โดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความ ดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบิณฑบาตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ฯลฯ ข้อที่ เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบิณฑบาตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพ อย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวเสนาสนะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ฯลฯ ข้อที่ เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวเสนาสนะโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพ- *อย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบ้านโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ฯลฯ ข้อที่เรา กล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบ้านโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เรากล่าวอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนิคมโดยส่วน ๒ คือ ที่ ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ฯลฯ ข้อที่ เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนิคมโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนครโดยส่วน ๒ คือ ที่ควร เสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ฯลฯ ข้อที่เรา กล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวนครโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวชนบทโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าว ฯลฯ ข้อที่เรา กล่าวดังนี้ ดูกรสารีบุตร เรากล่าวชนบทโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่นเราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบุคคลโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกร- *สารีบุตร เมื่อเสพบุคคลเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป บุคคลเช่นนี้ ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพบุคคลเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง บุคคลเช่นนี้ ควรเสพ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ดูกรสารีบุตร เรากล่าวบุคคลโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่น เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ ดูกรสารีบุตร ธรรมบรรยายที่เรากล่าวโดยย่อนี้ เธอพึงเห็นเนื้อความโดย พิสดารอย่างนี้ ฯ

สาธุ สาธุ สารีปุตฺต สาธุ โข ตฺวํ สารีปุตฺต อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อวิภตฺตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสิ ฯ จีวรํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ มยา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๒๓๒.๑} ยถารูปํ สารีปุตฺต จีวรํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูปํ จีวรํ น เสวิตพฺพํ ฯ ยถารูปญฺจ โข สารีปุตฺต จีวรํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ จีวรํ เสวิตพฺพํ ฯ จีวรํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ มยา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯเปฯ เอวรูโป ปิณฺฑปาโต น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ปิณฺฑปาโต เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูปํ เสนาสนํ น เสวิตพฺพํ ฯเปฯ เอวรูปํ เสนาสนํ เสวิตพฺพํ ฯเปฯ เอวรูโป คาโม น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป คาโม เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป นิคโม น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป นิคโม เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชนปโท น เสวิตพฺโพ ฯเปฯ เอวรูโป ชนปโท เสวิตพฺโพ ฯเปฯ ปุคฺคลํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ โข ปเนตํ วุตฺตํ มยา กิญฺเจตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๒๓๒.๒} ยถารูปํ สารีปุตฺต ปุคฺคลํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูโป ปุคฺคโล น เสวิตพฺโพ ฯ ยถารูปญฺจ โข สารีปุตฺต ปุคฺคลํ เสวโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูโป ปุคฺคโล เสวิตพฺโพ ฯ ปุคฺคลํปหํ สารีปุตฺต ทุวิเธน วทามิ เสวิตพฺพมฺปิ อเสวิตพฺพมฺปีติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ มยา อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ อิมสฺส โข สารีปุตฺต มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ ฯ

๒๓๓

ดูกรสารีบุตร ถ้ากษัตริย์ทั้งปวงพึงรู้ทั่วถึงอรรถแห่งธรรมบรรยาย ที่เรากล่าวโดยย่อนี้ได้โดยพิสดารอย่างนี้ นั่น จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่กษัตริย์แม้ทั้งปวงตลอดกาลนาน ถ้าพราหมณ์ทั้งปวง ... ถ้าแพศย์ ทั้งปวง ... ถ้าศูทรทั้งปวง พึงรู้ทั่วถึงอรรถแห่งธรรมบรรยายที่เรากล่าวโดยย่อนี้ได้โดย พิสดารอย่างนี้ นั่น จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ศูทรแม้ ทั้งปวง ตลอดกาลนาน ดูกรสารีบุตร ถ้าแม้โลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม และหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ พึงรู้ทั่วถึง อรรถแห่งธรรมบรรยายที่เรากล่าวโดยย่อนี้ได้โดยพิสดารอย่างนี้ นั่น จะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่โลก พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม และ หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ตลอดกาล นาน ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรชื่นชม ยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร ที่ ๔ -----------------------------------------------------

สพฺเพปิ เจ สารีปุตฺต ขตฺติยา อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺยุํ สพฺเพสานํปสฺส ขตฺติยานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย ฯ สพฺเพปิ เจ สารีปุตฺต พฺราหฺมณา ... สพฺเพปิ เจ สารีปุตฺต เวสฺสา ... สพฺเพปิ เจ สารีปุตฺต สุทฺทา อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺยุํ สพฺเพสานํปสฺส สุทฺทานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย ฯ สเทวโก เจปิ สารีปุตฺต โลโก สมารโก สพฺรหฺมโก สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา สเทวมนุสฺสา อิมสฺส มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺย สเทวกสฺสปสฺส โลกสฺส สมารกสฺส สพฺรหฺมกสฺส สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ เสวิตพฺพาเสวิตพฺพสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ จตุตฺถํ ฯ ----------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย