๗. มหาจัตตารีสกสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๗. มหาจัตตารีสกสูตร (๑๑๗)
มหาจตฺตารีสกสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิ ของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมา- *สมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ อริยํ โว ภิกฺขเว สมฺมาสมาธึ เทสิสฺสามิ สอุปนิสํ สปริกฺขารํ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวมฺภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมา- *สมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ
ภควา เอตทโวจ กตโม จ ภิกฺขเว อริโย สมฺมาสมาธิ สอุปนิโส สปริกฺขาโร เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ยา โข ภิกฺขเว อิเมหิ สตฺตงฺเคหิ จิตฺตสฺส เอกคฺคตา ปริกฺขตา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อริโย สมฺมาสมาธิ สอุปนิโส อิติปิ สปริกฺขาโร อิติปีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็น ประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ
ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐึ มิจฺฉาทิฏฺฐีติ ปชานาติ สมฺมาทิฏฺฐึ สมฺมาทิฏฺฐีติ ปชานาติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติ ชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี นี้มิจฉาทิฐิ ฯ
กตมา จ ภิกฺขเว มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ นตฺถิ หุตํ นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก นตฺถิ อยํ โลโก นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ อยํ ภิกฺขเว มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ สมฺมาทิฏฺฐึปหํ ภิกฺขเว ทฺวยํ วทามิ อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ สาสวา ปุญฺญภาคิยา อุปธิเวปกฺกา อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ อริยา อนาสวา โลกุตฺตรา มคฺคงฺคา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชา แล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้ว มีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ สาสวา ปุญฺญภาคิยา อุปธิเวปกฺกา ฯ อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก อตฺถิ อยํ โลโก อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปิตา อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ อยํ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ สาสวา ปุญฺญภาคิยา อุปธิเวปกฺกา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มี จิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ ความพยายาม ของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฐิได้ มีสติบรรลุสัมมาทิฐิอยู่ สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น ฯ
กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ อริยา อนาสวา โลกุตฺตรา มคฺคงฺคา ฯ ยา โข ภิกฺขเว อริยจิตฺตสฺส อนาสวจิตฺตสฺส อริยมคฺคสมงฺคิโน อริยมคฺคํ ภาวยโต ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาผลํ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค สมฺมาทิฏฺฐิ มคฺคงฺคํ อยํ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ อริยา อนาสวา โลกุตฺตรา มคฺคงฺคา ฯ โส มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ปหานาย วายมติ สมฺมาทิฏฺฐิยา อุปสมฺปทาย ฯ สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม ฯ โส สโต มิจฺฉาทิฏฺฐึ ปชหติ สโต สมฺมาทิฏฺฐึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาสติ ฯ อิติสฺสิเม ตโย ธมฺมา สมฺมาทิฏฺฐึ อนุปริธาวนฺติ อนุปริวตฺตนฺติ เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็น ประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาสังกัปปะว่า มิจฉาสังกัปปะ รู้จักสัมมาสังกัปปะว่าสัมมาสังกัปปะ ความรู้ของเธอนั้น เป็น สัมมาทิฐิ ฯ
ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ มิจฺฉาสงฺกปฺปํ มิจฺฉาสงฺกปฺโปติ ปชานาติ สมฺมาสงฺกปฺปํ สมฺมาสงฺกปฺโปติ ปชานาติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาสังกัปปะเป็นไฉน คือ ความดำริ ในกาม ดำริในพยาบาท ดำริในความเบียดเบียน นี้มิจฉาสังกัปปะ ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว มิจฺฉาสงฺกปฺโป ฯ กามสงฺกปฺโป พฺยาปาทสงฺกปฺโป วิหึสาสงฺกปฺโป อยํ ภิกฺขเว มิจฺฉาสงฺกปฺโป ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาสังกัปปะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็น ส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป ฯ สมฺมาสงฺกปฺปํปหํ ภิกฺขเว ทฺวยํ วทามิ อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วน แห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือความดำริในเนกขัมมะ ดำริในความไม่ พยาบาท ดำริในความไม่เบียดเบียน นี้สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วน แห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก ฯ เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป อพฺยาปาทสงฺกปฺโป อวิหึสาสงฺกปฺโป อยํ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตรึก ความวิตก ความดำริ ความแน่ว ความแน่ ความปักใจ วจีสังขาร ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรคเจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาสังกัปปะ ของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่อบรรลุสัมมาสังกัปปะ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาสังกัปปะได้ มีสติบรรลุสัมมาสังกัปปะอยู่ สติ ของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมา- *สติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาสังกัปปะ ของภิกษุนั้น ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ โย โข ภิกฺขเว อริยจิตฺตสฺส อนาสวจิตฺตสฺส อริยมคฺคสมงฺคิโน อริยมคฺคํ ภาวยโต ตกฺโก วิตกฺโก สงฺกปฺโป อปฺปนา พฺยปฺปนา เจตโส อภินิโรปนา วจีสงฺขาโร อยํ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ โส มิจฺฉาสงฺกปฺปสฺส ปหานาย วายมติ สมฺมาสงฺกปฺปสฺส อุปสมฺปทาย ฯ สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม ฯ โส สโต มิจฺฉาสงฺกปฺปํ ปชหติ สโต สมฺมาสงฺกปฺปํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาสติ ฯ อิติสฺสิเม ตโย ธมฺมา สมฺมาสงฺกปฺปํ อนุปริธาวนฺติ อนุปริวตฺตนฺติ เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็น ประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาวาจาว่ามิจฉา- *วาจา รู้จักสัมมาวาจาว่าสัมมาวาจา ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ
ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ มิจฺฉาวาจํ มิจฺฉาวาจาติ ปชานาติ สมฺมาวาจํ สมฺมาวาจาติ ปชานาติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาวาจาเป็นไฉน คือพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ เจรจาเพ้อเจ้อ นี้ มิจฉาวาจา ฯ
กตมา จ ภิกฺขเว มิจฺฉาวาจา ฯ มุสาวาโท ปิสุณา วาจา ผรุสา วาจา สมฺผปฺปลาโป อยํ ภิกฺขเว มิจฺฉาวาจา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาวาจาเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา ฯ สมฺมาวาจํปหํ ภิกฺขเว ทฺวยํ วทามิ อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา สาสวา ปุญฺญภาคิยา อุปธิเวปกฺกา อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา อริยา อนาสวา โลกุตฺตรา มคฺคงฺคา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูด ส่อเสียด งดเว้นจากการพูดคำหยาบ งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ นี้ สัมมาวาจา ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา สาสวา ปุญฺญภาคิยา อุปธิเวปกฺกา ฯ มุสาวาทา เวรมณี ปิสุณาย วาจาย เวรมณี ผรุสาย วาจาย เวรมณี สมฺผปฺปลาปา เวรมณี อยํ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา สาสวา ปุญฺญภาคิยา อุปธิเวปกฺกา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงด ความเว้น ความเว้นขาด เจตนางดเว้น จากวจีทุจริตทั้ง ๔ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิต หาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล สัมมาวาจา ของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาวาจา เพื่อบรรลุสัมมาวาจาอยู่ ความ พยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาวาจาได้ มีสติบรรลุสัมมาวาจาอยู่ สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาวาจาของภิกษุนั้น ฯ
กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา อริยา อนาสวา โลกุตฺตรา มคฺคงฺคา ฯ ยา โข ภิกฺขเว อริยจิตฺตสฺส อนาสวจิตฺตสฺส อริยมคฺคสมงฺคิโน อริยมคฺคํ ภาวยโต จตูหิปิ วจีทุจฺจริเตหิ อารติ วิรติ ปฏิวิรติ เวรมณี อยํ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา อริยา อนาสวา โลกุตฺตรา มคฺคงฺคา ฯ โส มิจฺฉาวาจาย ปหานาย วายมติ สมฺมาวาจาย อุปสมฺปทาย ฯ สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม ฯ โส สโต มิจฺฉาวาจํ ปชหติ สโต สมฺมาวาจํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาสติ ฯ อิติสฺสิเม ตโย ธมฺมา สมฺมาวาจํ อนุปริธาวนฺติ อนุปริวตฺตนฺติ เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉากัมมันตะว่า มิจฉากัมมันตะ รู้จักสัมมากัมมันตะว่า สัมมากัมมันตะ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ
ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ มิจฺฉากมฺมนฺตํ มิจฺฉากมฺมนฺโตติ ปชานาติ สมฺมากมฺมนฺตํ สมฺมากมฺมนฺโตติ ปชานาติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉากัมมันตะเป็นไฉน คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร นี้ มิจฉากัมมันตะ ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว มิจฺฉากมฺมนฺโต ฯ ปาณาติปาโต อทินฺนาทานํ กาเมสุมิจฺฉาจาโร อยํ ภิกฺขเว มิจฺฉากมฺมนฺโต ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุ- *ทั้งหลาย เรากล่าวสัมมากัมมันตะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมากัมมันตะที่ยังเป็น สาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมากัมมันตะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต ฯ สมฺมากมฺมนฺตํปหํ ภิกฺขเว ทฺวยํ วทามิ อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะเป็นส่วน แห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือ เจตนางดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้น จากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร นี้สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก ฯ อตฺถิ ภิกฺขเว ปาณาติปาตา เวรมณี อทินฺนาทานา เวรมณี กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี อยํ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็น อนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงด ความเว้น เจตนางดเว้น จากกายทุจริตทั้ง ๓ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิต หาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล สัมมากัมมันตะ ของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉากัมมันตะ เพื่อบรรลุสัมมากัมมันตะ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉากัมมันตะได้ มีสติบรรลุสัมมากัมมันตะอยู่ สติ- *ของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมากัมมันตะของภิกษุนั้น ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ ยา โข ภิกฺขเว อริยจิตฺตสฺส อนาสวจิตฺตสฺส อริยมคฺคสมงฺคิโน อริยมคฺคํ ภาวยโต ตีหิปิ กายทุจฺจริเตหิ อารติ วิรติ ปฏิวิรติ เวรมณี อยํ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ โส มิจฺฉากมฺมนฺตสฺส ปหานาย วายมติ สมฺมากมฺมนฺตสฺส อุปสมฺปทาย ฯ สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม ฯ โส สโต มิจฺฉากมฺมนฺตํ ปชหติ สโต สมฺมากมฺมนฺตํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาสติ ฯ อิติสฺสิเม ตโย ธมฺมา สมฺมากมฺมนฺตํ อนุปริธาวนฺติ อนุปริวตฺตนฺติ เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็น ประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาอาชีวะว่า มิจฉาอาชีวะ รู้จักสัมมาอาชีวะว่าสัมมาอาชีวะ ความรู้ของเธอนั้น เป็น สัมมาทิฐิ ฯ
ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ มิจฺฉาอาชีวํ มิจฺฉาอาชีโวติ ปชานาติ สมฺมาอาชีวํ สมฺมาอาชีโวติ ปชานาติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาอาชีวะเป็นไฉน คือ การโกง การล่อลวง การตลบตะแลง การยอมมอบตนในทางผิด การเอาลาภต่อลาภ นี้มิจฉาอาชีวะ ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว มิจฺฉาอาชีโว ฯ กุหนา ลปนา เนมิตฺตกตา นิปฺเปสิกตา ลาเภน ลาภํ นิชิคึสนตา อยํ ภิกฺขเว มิจฺฉาอาชีโว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาอาชีวะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วน แห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่าง ๑ ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว ฯ สมฺมาอาชีวํปหํ ภิกฺขเว ทฺวยํ วทามิ อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วน แห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมละ มิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ สัมมาอาชีวะที่ ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก ฯ อิธ ภิกฺขเว อริยสาวโก มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย สมฺมาอาชีเวน ชีวิกํ กปฺเปติ อยํ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงด ความเว้น เจตนางดเว้น จากมิจฉาอาชีวะ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล สัมมาอาชีวะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่อบรรลุสัมมาอาชีวะ ความ พยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาอาชีวะได้ มีสติบรรลุสัมมาอาชีวะอยู่ สติของ เธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาอาชีวะของภิกษุนั้น ฯ
กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ ยา โข ภิกฺขเว อริยจิตฺตสฺส อนาสวจิตฺตสฺส อริยมคฺคสมงฺคิโน อริยมคฺคํ ภาวยโต มิจฺฉาอาชีวา อารติ วิรติ ปฏิวิรติ เวรมณี อยํ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ โส มิจฺฉาอาชีวสฺส ปหานาย วายมติ สมฺมาอาชีวสฺส อุปสมฺปทาย ฯ สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม ฯ โส สโต มิจฺฉาอาชีวํ ปชหติ สโต สมฺมาอาชีวํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาสติ ฯ อิติสฺสิเม ตโย ธมฺมา สมฺมาอาชีวํ อนุปริธาวนฺติ อนุปริวตฺตนฺติ เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ จึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล พระเสขะผู้ ประกอบด้วยองค์ ๘ จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ ๑๐
ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิสฺส ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป ปโหติ สมฺมาสงฺกปฺปสฺส สมฺมาวาจา ปโหติ สมฺมาวาจสฺส สมฺมากมฺมนฺโต ปโหติ สมฺมากมฺมนฺตสฺส สมฺมาอาชีโว ปโหติ สมฺมาอาชีวสฺส สมฺมาวายาโม ปโหติ สมฺมาวายามสฺส สมฺมาสติ ปโหติ สมฺมาสติสฺส สมฺมาสมาธิ ปโหติ สมฺมาสมาธิสฺส สมฺมาญาณํ ปโหติ สมฺมาญาณสฺส สมฺมาวิมุตฺติ ปโหติ ฯ อิติ โข ภิกฺขเว อฏฺฐงฺคสมนฺนาคโต เสโข ทสหงฺคสมนฺนาคโต อรหา โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็น ประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฐิได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็น อเนกบรรดามี เพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฐิสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาทิฐิเป็น ปัจจัย ฯ ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสังกัปปะได้... ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้... ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉากัมมันตะได้... ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาอาชีวะได้... ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวายามะได้... ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้... ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสมาธิได้... ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้... ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้ ทั้งอกุศลธรรมลามก เป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติ สลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมา- *วิมุตติเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล จึงเป็นธรรมฝ่ายกุศล ๒๐ ฝ่าย อกุศล ๒๐ ชื่อ ธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ อันเราให้เป็นไปแล้ว สมณะ หรือ พราหมณ์ หรือเทวดา หรือมาร หรือพรหม หรือใครๆ ในโลก จะให้เป็นไปไม่ได้ ฯ
ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาทิฏฺฐิ นิชฺชิณฺณา โหติ ฯ เย จ มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ สมฺมาทิฏฺฐิปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ฯ สมฺมาสงฺกปฺปสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาสงฺกปฺโป นิชฺชิณฺโณ โหติ ฯเปฯ สมฺมาวาจสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาวาจา นิชฺชิณฺณา โหติ ... สมฺมากมฺมนฺตสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉากมฺมนฺโต นิชฺชิณฺโณ โหติ ... สมฺมาอาชีวสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาอาชีโว นิชฺชิณฺโณ โหติ ... สมฺมาวายามสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาวายาโม นิชฺชิณฺโณ โหติ ... สมฺมาสติสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาสติ นิชฺชิณฺณา โหติ ... สมฺมาสมาธิสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาสมาธิ นิชฺชิณฺโณ โหติ ... สมฺมาญาณสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาญาณํ นิชฺชิณฺณํ โหติ ... สมฺมาวิมุตฺตสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาวิมุตฺติ นิชฺชิณฺณา โหติ ฯ เย จ มิจฺฉาวิมุตฺติปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ สมฺมาวิมุตฺติปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ฯ อิติ โข ภิกฺขเว วีสติ กุสลปกฺขา วีสติ อกุสลปกฺขา ฯ มหาจตฺตารีสโก ธมฺมปริยาโย ปวตฺติโต อปฺปฏิวตฺติโย สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงสำคัญ ที่จะติเตียน คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าว ตามกัน ๑๐ ประการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้น ย่อมถึง ฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว ถ้าใครติเตียนสัมมาทิฐิ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีทิฐิผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสังกัปปะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสังกัปปะผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวาจา เขาก็ต้อง บูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีวาจาผิด ถ้าใครติเตียนสัมมากัมมันตะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีการงานผิด ถ้าใครติเตียนสัมมา- *อาชีวะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีอาชีวะผิด ถ้าใครติเตียน สัมมาวายามะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีความพยายามผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสติผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสมาธิ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสมาธิผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาญาณะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีญาณผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวิมุตติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มี วิมุตติผิด ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง พึงสำคัญที่จะ ติเตียน คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าว ตามกัน ๑๐ ประการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมถึง ฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้พวกอัสสะและพวกภัญญะ ชาวอุกกลชนบท ซึ่งเป็นอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ นัตถิกวาทะ ก็ยังสำคัญที่ จะไม่ติเตียน ไม่คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ นั่นเพราะเหตุไร เพราะ กลัวถูกนินทา ถูกว่าร้าย และถูกก่อความ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ มหาจัตตารีสกสูตร ที่ ๗ -----------------------------------------------------
โย หิ โกจิ ภิกฺขเว สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อิมํ มหาจตฺตารีสกํ ธมฺมปริยายํ ครหิตพฺพํ ปฏิกฺโกสิตพฺพํ มญฺเญยฺย ตสฺส ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทส สหธมฺมิกา วาทานุวาทา คารยฺหฏฺฐานํ อาคจฺฉนฺติ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิญฺเจ ภวํ ครหติ เย จ มิจฺฉาทิฏฺฐี สมณพฺราหฺมณา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ สมฺมาสงฺกปฺปญฺเจ ภวํ ครหติ เย จ มิจฺฉาสงฺกปฺปา สมณพฺราหฺมณา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ สมฺมาวาจญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมากมฺมนฺตญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมาอาชีวญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมาวายามญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมาสติญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมาสมาธิญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมาญาณญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมาวิมุตฺติญฺเจ ภวํ ครหติ เย มิจฺฉาวิมุตฺตี สมณพฺราหฺมณา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ เยเกจิ ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา อิมํ มหาจตฺตารีสกํ ธมฺมปริยายํ ครหิตพฺพํ ปฏิกฺโกสิตพฺพํ มญฺเญยฺยุํ ตสฺส ทิฏฺเฐว ธมฺเม อิเม ทส สหธมฺมิกา วาทานุวาทา คารยฺหฏฺฐานํ อาคจฺฉนฺติ ฯ เยปิ เต ภิกฺขเว อเหสุํ อุกฺกลา วสฺสภญฺญา อเหตุวาทา อกิริยวาทา นตฺถิกวาทา เตปิ มหาจตฺตารีสกํ ธมฺมปริยายํ น ครหิตพฺพํ น ปฏิกฺโกสิตพฺพํ มญฺเญยฺยุํ ตํ กิสฺส เหตุ นินฺทาพฺยาโรสอุปารมฺภภยาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ มหาจตฺตารีสกสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ สตฺตมํ ฯ --------