๓. กินติสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๓. กินติสูตร (๑๐๓)
กินฺติสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในป่าชัฏ สถานที่บวงสรวงพลี เขตเมืองกุสินารา สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมีความดำริ ในเราบ้างหรือว่า สมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุจีวร หรือเพราะเหตุบิณฑบาต หรือเพราะเหตุเสนาสนะ หรือเพราะเหตุหวังสุขในภพน้อยภพใหญ่ด้วยอาการนี้ ฯ ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ไม่มีความ ดำริในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้เลยว่า พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมเพราะเหตุจีวร หรือเพราะเหตุบิณฑบาต หรือเพราะเหตุเสนาสนะ หรือเพราะเหตุหวังสุขในภพ น้อยภพใหญ่ด้วยอาการนี้ ฯ
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา กุสินารายํ วิหรติ พลิหรเณ วนสณฺเฑ ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ กินฺติ โว ภิกฺขเว มยิ โหติ จีวรเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ ปิณฺฑปาตเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ เสนาสนเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ อิติ ภวาภวเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสตีติ ฯ น โข โน ภนฺเต ภควติ เอวํ โหติ จีวรเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ ปิณฺฑปาตเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ เสนาสนเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ อิติ ภวาภวเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสตีติ ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นอันว่า พวกเธอไม่มีความดำริในเรา อย่างนี้เลยว่า สมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุจีวร หรือเพราะเหตุบิณฑบาต หรือเพราะเหตุเสนาสนะ หรือเพราะเหตุหวังสุขในภพน้อยภพใหญ่ด้วยอาการนี้ ถ้าเช่นนั้น พวกเธอมีความดำริในเราอย่างไรเล่า ฯ ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์มีความดำริในพระผู้มีพระภาค อย่างนี้แล ว่าพระผู้มีพระภาคผู้ทรงอนุเคราะห์ ทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ทรงอาศัยความอนุเคราะห์แสดงธรรม ฯ
น จ กิร โว ภิกฺขเว มยิ เอวํ โหติ จีวรเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ ปิณฺฑปาตเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ เสนาสนเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสติ อิติ ภวาภวเหตุ วา สมโณ โคตโม ธมฺมํ เทเสตีติ อถ กินฺติจรหิ โว ภิกฺขเว มยิ โหตีติ ฯ เอวํ โข โน ภนฺเต ภควติ โหติ อนุกมฺปโก ภควา หิเตสี อนุกมฺปํ อุปาทาย ธมฺมํ เทเสตีติ ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นอันว่าพวกเธอมีความดำริในเราอย่าง นี้ว่า พระผู้มีพระภาคผู้อนุเคราะห์ แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความ อนุเคราะห์แสดงธรรม เพราะฉะนั้นแล ธรรมเหล่าใด อันเราแสดงแล้วแก่เธอ ทั้งหลายด้วยความรู้ยิ่ง คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เธอทั้งปวงพึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ในธรรมเหล่านั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อ พวกเธอนั้นพร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ จะพึงมีภิกษุ ผู้กล่าวต่างกันในธรรมอันยิ่ง เป็นสองรูป ฯ
เอวญฺจ กิร โว ภิกฺขเว มยิ โหติ อนุกมฺปโก ภควา หิเตสี อนุกมฺปํ อุปาทาย ธมฺมํ เทเสตีติ ตสฺมาติห ภิกฺขเว เย โว มยา ธมฺมา อภิญฺญา เทสิตา เสยฺยถีทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ตตฺถ สพฺเพเหว สมคฺเคหิ สมฺโมทมาเนหิ อวิวทมาเนหิ สิกฺขิตพฺพํ ฯ เตสญฺจ โว ภิกฺขเว สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ สิยุํ เทฺว ภิกฺขู อภิธมฺเม นานาวาทา ฯ
ถ้าพวกเธอมีความเห็นในภิกษุสองรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านทั้งสองนี้ แล มีวาทะต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ พวกเธอสำคัญภิกษุรูปใดในสอง รูปนั้นว่า ว่าง่ายกว่ากัน พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งสอง มีวาทะต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบ ความต่างกันนี้นั้น แม้โดยอาการที่ต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ท่านผู้มี อายุทั้งสอง อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย ต่อนั้น พวกเธอสำคัญภิกษุอื่นๆ ที่เป็นฝ่าย เดียวกันรูปใดว่า ว่าง่ายกว่ากัน พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งสอง มีวาทะต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบ ความต่างกันนี้นั้น แม้โดยอาการที่ต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ท่านผู้มี อายุทั้งสอง อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย ด้วยประการนี้ พวกเธอต้องจำข้อที่ภิกษุ ทั้งสองนั้นถือผิด โดยเป็นข้อผิดไว้ ครั้นจำได้แล้ว ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย พึงกล่าวข้อนั้น ฯ
ตตฺร เจ ตุมฺหากํ เอวมสฺส อิเมสํ โข อายสฺมนฺตานํ อตฺถโต เจว นานํ พฺยญฺชนโต จ นานนฺติ ตตฺถ ยํ ภิกฺขุ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต เจว นานํ พฺยญฺชนโต จ นานํ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต จ นานํ พฺยญฺชนโต จ นานํ มา อายสฺมนฺโต วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อถาปเรสํ เอกโตปกฺขิกานํ ภิกฺขูนํ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต เจว นานํ พฺยญฺชนโต จ นานํ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต จ นานํ พฺยญฺชนโต จ นานํ มา อายสฺมนฺโต วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อิติ ทุคฺคหิตํ ทุคฺคหิตโต ธาเรตพฺพํ ทุคฺคหิตํ ทุคฺคหิตโต ธาเรตฺวา โย ธมฺโม โย วินโย โส ภาสิตพฺโพ ฯ
ถ้าพวกเธอมีความเห็นในภิกษุสองรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านทั้งสองนี้ แล มีวาทะต่างกันแต่โดยอรรถ ย่อมลงกันได้โดยพยัญชนะ พวกเธอสำคัญ ภิกษุรูปใดในสองรูปนั้นว่า ว่าง่ายกว่ากัน พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น แล้วกล่าวแก่ เธออย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งสองแล มีวาทะต่างกันแต่โดยอรรถ ย่อมลงกันได้ โดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบความต่างกันนี้นั้น แม้โดยอาการที่ลงกันได้โดย พยัญชนะ ท่านผู้มีอายุทั้งสอง อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย ต่อนั้น พวกเธอสำคัญ ภิกษุอื่นๆ ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่า ว่าง่ายกว่า พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าว แก่เธออย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งสองแล มีวาทะต่างกันแต่โดยอรรถ ย่อมลงกัน ได้โดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบความต่างกันนี้นั้น แม้โดยอาการที่ลงกันได้ โดยพยัญชนะ ท่านผู้มีอายุทั้งสอง อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย ด้วยประการนี้ พวก เธอต้องจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือผิด โดยเป็นข้อผิด และจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้น ถือถูก โดยเป็นข้อถูกไว้ ครั้นจำได้แล้ว ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย พึงกล่าว ข้อนั้น ฯ
ตตฺร เจ ตุมฺหากํ เอวมสฺส อิเมสํ โข อายสฺมนฺตานํ อตฺถโต หิ โข นานํ พฺยญฺชนโต สเมตีติ ตตฺถ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต หิ โข นานํ พฺยญฺชนโต สเมติ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต หิ โข นานํ พฺยญฺชนโต สเมติ มา อายสฺมนฺโต วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อถาปเรสํ เอกโตปกฺขิกานํ ภิกฺขูนํ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต หิ โข นานํ พฺยญฺชนโต สเมติ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต หิ โข นานํ พฺยญฺชนโต สเมติ มา อายสฺมนฺโต วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อิติ ทุคฺคหิตํ ทุคฺคหิตโต ธาเรตพฺพํ สุคหิตํ สุคหิตโต ธาเรตพฺพํ ทุคฺคหิตํ ทุคฺคหิตโต ธาเรตฺวา สุคหิตํ สุคหิตโต ธาเรตฺวา โย ธมฺโม โย วินโย โส ภาสิตพฺโพ ฯ
ถ้าพวกเธอมีความเห็นในภิกษุสองรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านทั้งสองนี้ แล มีวาทะลงกันได้โดยอรรถ ยังต่างกันแต่โดยพยัญชนะ พวกเธอสำคัญภิกษุ รูปใดในสองรูปนั้นว่า ว่าง่ายกว่ากัน พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น แล้วกล่าวแก่เธอ อย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งสองแล มีวาทะลงกันได้โดยอรรถ ยังต่างกันแต่โดย พยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบความต่างกันนี้นั้น แม้โดยอาการที่ลงกันได้โดยอรรถ ต่างกันแต่โดยพยัญชนะ ก็เรื่องพยัญชนะนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ท่านผู้มีอายุทั้งสอง อย่าถึงต้องวิวาทกันในเรื่องเล็กน้อยเลย ต่อนั้น พวกเธอสำคัญภิกษุอื่นๆ ที่เป็น ฝ่ายเดียวกัน รูปใดว่า ว่าง่ายกว่า พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งสองแล มีวาทะลงกันได้โดยอรรถ ต่างกันแต่โดยพยัญชนะ ขอ ท่านโปรดทราบความต่างกันนี้นั้น แม้โดยอาการที่ลงกันได้โดยอรรถ ต่างกันแต่ โดยพยัญชนะ ก็เรื่องพยัญชนะนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ท่านผู้มีอายุทั้งสอง อย่าถึง ต้องวิวาทกันในเรื่องเล็กน้อยเลย ด้วยประการนี้ พวกเธอต้องจำข้อที่ภิกษุทั้งสอง นั้น ถือถูก โดยเป็นข้อถูก และจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือผิด โดยเป็นข้อผิดไว้ ครั้นจำได้แล้ว ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย พึงกล่าวข้อนั้น ฯ
ตตฺร เจ ตุมฺหากํ เอวมสฺส อิเมสํ โข อายสฺมนฺตานํ อตฺถโต หิ โข สเมติ พฺยญฺชนโต นานนฺติ ฯ ตตฺถ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต หิ โข สเมติ พฺยญฺชนโต นานํ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต หิ โข สเมติ พฺยญฺชนโต นานํ อปฺปมตฺตกํ โข ปเนตํ ยทิทํ พฺยญฺชนํ มา อายสฺมนฺโต อปฺปมตฺตเก วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อถาปเรสํ เอกโตปกฺขิกานํ ภิกฺขูนํ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต หิ โข สเมติ พฺยญฺชนโต นานํ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ อตฺถโต หิ โข สเมติ พฺยญฺชนโต นานํ อปฺปมตฺตกํ โข ปเนตํ ยทิทํ พฺยญฺชนํ มา อายสฺมนฺโต อปฺปมตฺตเก วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อิติ สุคหิตํ สุคหิตโต ธาเรตพฺพํ ทุคฺคหิตํ ทุคฺคหิตโต ธาเรตพฺพํ สุคหิตํ สุคหิตโต ธาเรตฺวา ทุคฺคหิตํ ทุคฺคหิตโต ธาเรตฺวา โย ธมฺโม โย วินโย โส ภาสิตพฺโพ ฯ
ถ้าพวกเธอมีความเห็นในภิกษุสองรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านทั้งสอง นี้แล มีวาทะสมกันลงกันทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ พวกเธอสำคัญภิกษุรูป ใดในสองรูปนั้นว่า ว่าง่ายกว่ากัน พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น แล้วกล่าวแก่เธออย่าง นี้ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งสองแล มีวาทะสมกันลงกันทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบคำที่ต่างกันนี้นั้น แม้โดยอาการที่สมกันลงกันได้ทั้งโดยอรรถ และโดยพยัญชนะ ท่านผู้มีอายุทั้งสอง อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย ต่อนั้น พวก เธอสำคัญภิกษุอื่นๆ ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่า ว่าง่ายกว่า พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งสองแล มีวาทะสมกันลงกันทั้งโดย อรรถและโดยพยัญชนะ ขอท่านโปรดทราบคำที่ต่างกันนี้นั้น แม้โดยอาการที่สม กันลงกันได้ทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ ท่านผู้มีอายุทั้งสอง อย่างถึงต้อง วิวาทกันเลย ด้วยประการนี้ พวกเธอต้องจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือถูก โดยเป็น ข้อถูกไว้ ครั้นจำได้แล้ว ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย พึงกล่าวข้อนั้น ฯ
ตตฺร เจ ตุมฺหากํ เอวมสฺส อิเมสํ โข อายสฺมนฺตานํ อตฺถโต เจว สเมติ พฺยญฺชนโต จ สเมตีติ ฯ ตตฺถ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต เจว สเมติ พฺยญฺชนโต จ สเมติ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต เจว สเมติ พฺยญฺชนโต จ สเมติ มา อายสฺมนฺโต วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อถาปเรสํ เอกโตปกฺขิกานํ ภิกฺขูนํ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย อายสฺมนฺตานํ โข อตฺถโต เจว สเมติ พฺยญฺชนโต จ สเมติ ตทิมินาเปตํ อายสฺมนฺโต ชานาถ ยถา อตฺถโต เจว สเมติ พฺยญฺชนโต จ สเมติ มา อายสฺมนฺโต วิวาทํ อาปชฺชิตฺถาติ ฯ อิติ สุคหิตํ สุคหิตโต ธาเรตพฺพํ สุคหิตํ สุคหิตโต ธาเรตฺวา โย ธมฺโม โย วินโย โส ภาสิตพฺโพ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อพวกเธอนั้นพร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งพึงมีอาบัติ มีวิติกกมโทษ พวกเธออย่า เพ่อโจทภิกษุรูปนั้นด้วยข้อโจท พึงใคร่ครวญบุคคลก่อนว่า ด้วยอาการนี้ ความ ไม่ลำบากจักมีแก่เรา และความไม่ขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ เพราะบุคคล ผู้ต้องอาบัติ เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่มีทิฐิมั่น ยอมสละคืนได้ง่าย และเราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้า พวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรพูด อนึ่ง ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ว่า ความไม่ลำบากจักมีแก่เรา แต่ความ ขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติ เป็นคนมักโกรธ มี ความผูกโกรธ มีทิฐิมั่น แต่ยอมสละคืนได้ง่าย และเราอาจจะให้เขาออกจาก อกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้ ก็เรื่องความขัดใจของบุคคลผู้ต้องอาบัตินี้ เป็นเรื่อง เล็กน้อย ส่วนเรื่องที่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลนั่นแล เป็น เรื่องใหญ่กว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรพูด อนึ่ง ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ว่า ความลำบากจักมีแก่เรา แต่ ความไม่ขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติ เป็นคนไม่มัก โกรธ ไม่ผูกโกรธ แต่มีทิฐิมั่น ยอมสละคืนได้ง่าย และเราอาจจะให้เขาออก จากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้ ก็เรื่องความลำบากของเรา เป็นเรื่องเล็กน้อย ส่วนเรื่องที่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้นั่นแล เป็นเรื่อง ใหญ่กว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรพูด ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ว่า ความลำบากจักมีแก่เรา และความ ขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติ เป็นคนมักโกรธ มี ความผูกโกรธ มีทิฐิมั่น สละคืนได้ยาก แต่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรง อยู่ในกุศลได้ ก็เรื่องความลำบากของเราและความขัดใจของบุคคลผู้ต้องอาบัตินี้ เป็นเรื่องเล็กน้อย ส่วนเรื่องที่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้ นั่นแล เป็นเรื่องใหญ่กว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรพูด แต่ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ว่า ความลำบากจักมีแก่เรา และความ ขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติ เป็นคนมักโกรธ มีความ ผูกโกรธ มีทิฐิมั่น สละคืนได้ยาก ทั้งเราก็ไม่อาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรง อยู่ในกุศลได้ พวกเธอก็ต้องไม่ละเลยอุเบกขาในบุคคลเช่นนี้ ฯ
เตสญฺจ โว ภิกฺขเว สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ สิยา อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน อาปตฺติ สิยา วีติกฺกโม ฯ ตตฺร ภิกฺขเว น โจทนาย โจทิตพฺพํ ปุคฺคโล อุปปริกฺขิตพฺโพ อิติ มยฺหญฺจ อวิเหสา ภวิสฺสติ ปรสฺส จ ปุคฺคลสฺส อนุปฆาโต ปโร หิ ปุคฺคโล อกฺโกธโน อนุปนาหี อทฬฺหทิฏฺฐี สุปฏินิสฺสคฺคี สกฺโกมิ จาหํ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุนฺติ ฯ สเจ ภิกฺขเว เอวมสฺส กลฺลํ วจนาย ฯ สเจ ปน ภิกฺขเว เอวมสฺส มยฺหํ โข อวิเหสา ภวิสฺสติ ปรสฺส จ ปุคฺคลสฺส อุปฆาโต ปโร หิ ปุคฺคโล โกธโน อุปนาหี ทฬฺหทิฏฺฐี สุปฏินิสฺสคฺคี สกฺโกมิ จาหํ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุํ อปฺปมตฺตกํ โข ปเนตํ ยทิทํ ปรสฺส ปุคฺคลสฺส อุปฆาโต อถ โข เอตเทว พหุตรํ สฺวาหํ สกฺโกมิ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุนฺติ ฯ สเจ ภิกฺขเว เอวมสฺส กลฺลํ วจนาย ฯ {๔๙.๑} สเจ ปน ภิกฺขเว เอวมสฺส มยฺหํ โข วิเหสา ภวิสฺสติ ปรสฺส ปุคฺคลสฺส อนุปฆาโต ปโร หิ ปุคฺคโล อกฺโกธโน อนุปนาหี ทฬฺหทิฏฺฐี สุปฏินิสฺสคฺคี สกฺโกมิ จาหํ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุํ อปฺปมตฺตกํ โข ปเนตํ ยทิทํ มยฺหํ วิเหสา อถ โข เอตเทว พหุตรํ สฺวาหํ สกฺโกมิ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุนฺติ ฯ สเจ ภิกฺขเว เอวมสฺส กลฺลํ วจนาย ฯ {๔๙.๒} สเจ ปน ภิกฺขเว เอวมสฺส มยฺหญฺจ โข วิเหสา ภวิสฺสติ ปรสฺส จ ปุคฺคลสฺส อุปฆาโต ปโร หิ ปุคฺคโล โกธโน อุปนาหี ทฬฺหทิฏฺฐี ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี สกฺโกมิ จาหํ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุํ อปฺปมตฺตกํ โข ปเนตํ ยทิทํ มยฺหญฺจ วิเหสา ปรสฺส จ ปุคฺคลสฺส อุปฆาโต อถ โข เอตเทว พหุตรํ สฺวาหํ สกฺโกมิ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุนฺติ ฯ สเจ ภิกฺขเว เอวมสฺส กลฺลํ วจนาย ฯ สเจ ปน ภิกฺขเว เอวมสฺส มยฺหญฺจ โข วิเหสา ภวิสฺสติ ปรสฺส จ ปุคฺคลสฺส อุปฆาโต ปโร หิ ปุคฺคโล โกธโน อุปนาหี ทฬฺหทิฏฺฐี ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี น จาหํ สกฺโกมิ เอตํ ปุคฺคลํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาเปตุนฺติ ฯ เอวรูเป ปุคฺคเล อุเปกฺขา นาติมญฺญิตพฺพา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อพวกเธอนั้นพร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ พึงเกิดการพูดเล่นสำนวนกัน แข่งขันกันด้วยทิฐิ ผูกใจ เจ็บกัน ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันขึ้น พวกเธอพึงสำคัญภิกษุที่เป็นฝ่ายเดียว กันในที่นั้นรูปใดว่า ว่าง่าย พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า ดูกร ท่านผู้มีอายุ เรื่องที่พวกเราพร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ เกิดการพูดเล่นสำนวนกัน แข่งขันกันด้วยทิฐิ ผูกใจเจ็บกัน ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันขึ้นนั้น พระสมณะเมื่อทรงทราบจะพึงทรงติเตียนได้ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เมื่อภิกษุจะชี้แจงโดยชอบ พึงชี้แจงอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เรื่อง ที่พวกเราพร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ เกิดการพูดเล่น สำนวนกัน แข่งขันกันด้วยทิฐิ ผูกใจเจ็บกัน ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันขึ้น นั้น พระสมณะเมื่อทรงทราบจะพึงทรงติเตียนได้ ก็ภิกษุอื่นๆ จะพึงถามเธอว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ภิกษุไม่ละภาวะที่ดำรงอยู่นี้แล้วจะพึงทำนิพพานให้แจ้งได้หรือ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกร ท่านผู้มีอายุ ภิกษุไม่ละภาวะที่ดำรงอยู่นี้แล้วแล จะพึงทำนิพพานให้แจ้งไม่ได้ ต่อนั้น พวกเธอสำคัญภิกษุอื่นๆ ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่า ว่าง่าย พึงเข้าไป หารูปนั้น แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เรื่องที่พวกเราพร้อมเพรียง กัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ เกิดการพูดเล่นสำนวนกัน แข่งขันกัน ด้วยทิฐิ ผูกใจเจ็บกัน ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันขึ้นนั้น พระสมณะเมื่อทรง ทราบจะพึงทรงติเตียนได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อจะชี้แจงโดยชอบ พึง ชี้แจงอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เรื่องที่พวกเราพร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ เกิดการพูดเล่นสำนวนกัน แข่งขันกันด้วยทิฐิ ผูกใจเจ็บ กัน ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันขึ้นนั้น พระสมณะเมื่อทรงทราบจะพึงติเตียนได้ ก็ภิกษุอื่นๆ จะพึงถามเธอว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ภิกษุไม่ละภาวะที่ดำรงอยู่นี้แล้ว จะพึงทำนิพพานให้แจ้งได้หรือ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ภิกษุไม่ละภาวะที่ดำรงอยู่นี้แล้วแล จะพึง ทำนิพพานให้แจ้งไม่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอื่นๆ พึงถามเธออย่างนี้ว่า ท่านให้ภิกษุเหล่า นี้ของพวกเรา ออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลแล้วหรือ ภิกษุเมื่อจะพยากรณ์ โดยชอบ พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังธรรม ของพระองค์แล้ว ได้กล่าวแก่ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่านั้นฟังธรรมแล้ว ออกจาก อกุศล และดำรงอยู่ในกุศลได้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อพยากรณ์อย่างนี้ แล ชื่อว่าไม่ยกตน ไม่ข่มคนอื่น พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรมด้วย ทั้งการ กล่าวก่อนและการกล่าวตามกันอะไรๆ อันชอบด้วยเหตุ ย่อมไม่ถึงฐานะน่าตำหนิ ด้วย ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ กินติสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------
เตสญฺจ โว ภิกฺขเว สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ อญฺญมญฺญสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺเชยฺย ทิฏฺฐิปฬาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ ฯ ตตฺถ เอกโตปกฺขิกานํ ภิกฺขูนํ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย ยนฺโน อาวุโส อมฺหากํ สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ อญฺญมญฺญสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปนฺโน ทิฏฺฐิปฬาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ ตํ ชานมาโน สมโณ ครเหยฺยาติ ฯ สมฺมา พฺยากรมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ พฺยากเรยฺย ยนฺโน อาวุโส อมฺหากํ สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ อญฺญมญฺญสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปนฺโน ทิฏฺฐิปฬาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ ตํ ชานมาโน สมโณ ครเหยฺยาติ ฯ เอตมฺปนาวุโส ธมฺมํ อปฺปหาย นิพฺพานํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ สมฺมา พฺยากรมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ พฺยากเรยฺย เอตํ โข อาวุโส ธมฺมํ อปฺปหาย น นิพฺพานํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ {๕๐.๑} อถาปเรสํ เอกโตปกฺขิกานํ ภิกฺขูนํ ยํ ภิกฺขุํ สุวจตรํ มญฺเญยฺยาถ โส อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย ยนฺโน อาวุโส อมฺหากํ สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ อญฺญมญฺญสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปนฺโน ทิฏฺฐิปฬาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ ตํ ชานมาโน สมโณ ครเหยฺยาติ ฯ สมฺมา พฺยากรมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ พฺยากเรยฺย ยนฺโน อาวุโส อมฺหากํ สมคฺคานํ สมฺโมทมานานํ อวิวทมานานํ สิกฺขตํ อญฺญมญฺญสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปนฺโน ทิฏฺฐิปฬาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ ตํ ชานมาโน สมโณ ครเหยฺยาติ ฯ {๕๐.๒} เอตมฺปนาวุโส ธมฺมํ อปฺปหาย นิพฺพานํ สจฺฉิกเรยฺยาติ สมฺมา พฺยากรมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ พฺยากเรยฺย เอตํ โข อาวุโส ธมฺมํ อปฺปหาย น นิพฺพานํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ ตญฺเจ ภิกฺขเว ภิกฺขุํ ปเร เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ อายสฺมตา โน เอเต ภิกฺขู อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา กุสเล ปติฏฺฐาปิตาติ ฯ สมฺมา พฺยากรมาโน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ พฺยากเรยฺย อิธาหํ อาวุโส เยน ภควา เตนุปสงฺกมึ ตสฺส เม ภควา ธมฺมํ เทเสติ ตสฺสาหํ ธมฺมํ สุตฺวา เตสํ ภิกฺขูนํ อภาสึ ตํ เต ภิกฺขู ธมฺมํ สุตฺวา อกุสลา วุฏฺฐหึสุ กุสเล ปติฏฺฐหึสูติ ฯ เอวํ พฺยากรมาโน โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น เจวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ธมฺมสฺส จานุธมฺมํ พฺยากโรติ น จ โกจิ สหธมฺมิโก วาทานุวาโท คารยฺหฏฺฐานํ อาคจฺฉตีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ กินฺติสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ตติยํ ฯ ---------