คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๗. สฬายตนวิภังคสูตร

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๘๒๕–๘๓๑พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์๗ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๗. สฬายตนวิภังคสูตร (๑๔๙)

สฬายตนวิภงฺคสุตฺตํ

๘๒๕

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถ- *บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันเนื่องด้วยอายตนะ ๖ มากมายแก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้วพระพุทธเจ้าข้า ฯ

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ มหาสฬายตนิกํ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวมฺภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ

๘๒๖

พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อ ไม่รู้ไม่เห็นจักษุ ตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นรูป ตามความเป็นจริง เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็นจักษุวิญญาณ ตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นจักษุสัมผัส ตามความ เป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นความเสวยอารมณ์ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ตามความเป็นจริง ย่อม กำหนัดในจักษุ กำหนัดในรูป กำหนัดในจักษุวิญญาณ กำหนัดในจักษุสัมผัส กำหนัดในความเสวยอารมณ์ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุข ก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อบุคคลนั้นกำหนัดนักแล้ว ประ- *กอบพร้อมแล้ว ลุ่มหลง เล็งเห็นคุณอยู่ ย่อมมีอุปาทานขันธ์ ๕ ถึงความพอกพูน ต่อไป และเขาจะมีตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่ สหรคตด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจ ความยินดี อันมีความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ เจริญทั่ว จะมีความกระวน- *กระวายแม้ทางกาย แม้ทางใจเจริญทั่ว จะมีความเดือดร้อนแม้ทางกาย แม้ทางใจ เจริญทั่ว จะมีความเร่าร้อนแม้ทางกาย แม้ทางใจเจริญทั่ว เขาย่อมเสวยทุกข์ทาง กายบ้าง ทุกข์ทางใจบ้าง ฯ

ภควา เอตทโวจ จกฺขุํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ รูเป อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ จกฺขุวิญฺญาณํ อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ จกฺขุสมฺผสฺสํ อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ ยมิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ จกฺขุสฺมึ สารชฺชติ รูเปสุ สารชฺชติ จกฺขุวิญฺญาเณ สารชฺชติ จกฺขุสมฺผสฺเส สารชฺชติ ยมิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตสฺมึปิ สารชฺชติ ฯ ตสฺส สารตฺตสฺส สํยุตฺตสฺส สมฺมูฬฺหสฺส อสฺสาทานุปสฺสิโน วิหรโต อายตึ ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อุปจยํ คจฺฉนฺติ ฯ ตณฺหา จสฺส โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี สา จสฺส ปวฑฺฒติ ฯ ตสฺส กายิกาปิ ทรถา ปวฑฺฒนฺติ เจตสิกาปิ ทรถา ปวฑฺฒนฺติ กายิกาปิ สนฺตาปา ปวฑฺฒนฺติ เจตสิกาปิ สนฺตาปา ปวฑฺฒนฺติ กายิกาปิ ปริฬาหา ปวฑฺฒนฺติ เจตสิกาปิ ปริฬาหา ปวฑฺฒนฺติ ฯ โส กายิกทุกฺขมฺปิ เจโตทุกฺขมฺปิ ปฏิสํเวเทติ ฯ

๘๒๗

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ไม่เห็นโสตะ ตามความ เป็นจริง... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ไม่เห็นฆานะ ตามความเป็นจริง... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ไม่เห็นชิวหา ตามความเป็นจริง... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ไม่เห็นกาย ตามความเป็นจริง... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ไม่เห็นมโน ตามความเป็นจริง เมื่อ ไม่รู้ไม่เห็นธรรมารมณ์ ตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นมโนวิญญาณ ตามความ เป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นมโนสัมผัส ตามความเป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็นความ เสวยอารมณ์ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ตามความเป็นจริง ย่อมกำหนัดในมโน กำหนัดใน ธรรมารมณ์ กำหนัดในมโนวิญญาณ กำหนัดในมโนสัมผัส กำหนัดในความ เสวยอารมณ์ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อบุคคลนั้นกำหนัดนักแล้ว ประกอบพร้อมแล้ว ลุ่มหลง เล็งเห็นคุณอยู่ ย่อมมีอุปาทานขันธ์ ๕ ถึงความพอกพูนต่อไป และเขา จะมีตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่ สหรคตด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดี อันมี ความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ เจริญทั่ว จะมีความกระวนกระวายแม้ทางกาย แม้ทางใจเจริญทั่ว จะมีความเดือดร้อนแม้ทางกาย แม้ทางใจเจริญทั่ว จะมีความ เร่าร้อนแม้ทางกาย แม้ทางใจเจริญทั่ว เขาย่อมเสวยทุกข์ทางกายบ้าง ทุกข์ ทางใจบ้าง ฯ

โสตํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ ... ฆานํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ ... ชิวฺหํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ ... กายํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ ... มนํ ภิกฺขเว อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ ธมฺเม อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ มโนวิญฺญาณํ อปสฺสํ ยถาภูตํ มโนสมฺผสฺสํ อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ ยมิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อชานํ อปสฺสํ ยถาภูตํ มนสฺมึ สารชฺชติ ธมฺเมสุ สารชฺชติ มโนวิญฺญาเณ สารชฺชติ มโนสมฺผสฺเส สารชฺชติ ยมิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตสฺมึปิ สารชฺชติ ฯ {๘๒๗.๑} ตสฺส สารตฺตสฺส สํยุตฺตสฺส สมฺมูฬฺหสฺส อสฺสาทานุปสฺสิโน วิหรโต อายตึ ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อุปจยํ คจฺฉนฺติ ฯ ตณฺหา จสฺส โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี สา จสฺส ปวฑฺฒติ ฯ ตสฺส กายิกาปิ ทรถา ปวฑฺฒนฺติ เจตสิกาปิ ทรถา ปวฑฺฒนฺติ กายิกาปิ สนฺตาปา ปวฑฺฒนฺติ เจตสิกาปิ สนฺตาปา ปวฑฺฒนฺติ กายิกาปิ ปริฬาหา ปวฑฺฒนฺติ เจตสิกาปิ ปริฬาหา ปวฑฺฒนฺติ ฯ โส กายิกทุกฺขมฺปิ เจโตทุกฺขมฺปิ ปฏิสํเวเทติ ฯ

๘๒๘

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลเมื่อรู้เมื่อเห็นจักษุ ตามความ เป็นจริง เมื่อรู้เมื่อเห็นรูป ตามความเป็นจริง เมื่อรู้เมื่อเห็นจักษุวิญญาณ ตาม ความเป็นจริง เมื่อรู้เมื่อเห็นจักษุสัมผัส ตามความเป็นจริง เมื่อรู้เมื่อเห็นความ เสวยอารมณ์ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้น เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ตามความเป็นจริง ย่อมไม่กำหนัดในจักษุ ไม่กำหนัด ในรูป ไม่กำหนัดในจักษุวิญญาณ ไม่กำหนัดในจักษุสัมผัส ไม่กำหนัดในความ เสวยอารมณ์ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้น เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อบุคคลนั้นไม่กำหนัดนักแล้ว ไม่ประกอบพร้อม แล้ว ไม่ลุ่มหลง เล็งเห็นโทษอยู่ ย่อมมีอุปาทานขันธ์ ๕ ถึงความไม่พอกพูน ต่อไป และเขาจะละตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่ สหรคตด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจ ความยินดี อันมีความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ ได้ จะละความกระวนกระวาย แม้ทางกาย แม้ทางใจได้ จะละความเดือดร้อนแม้ทางกาย แม้ทางใจได้ จะละ ความเร่าร้อนแม้ทางกาย แม้ทางใจได้ เขาย่อมเสวยสุขทางกายบ้าง สุขทางใจ บ้าง บุคคลผู้เป็นเช่นนั้นแล้ว มีความเห็นอันใด ความเห็นอันนั้นย่อมเป็น สัมมาทิฐิ มีความดำริอันใด ความดำริอันนั้นย่อมเป็นสัมมาสังกัปปะ มีความ พยายามอันใด ความพยายามอันนั้นย่อมเป็นสัมมาวายามะ มีความระลึกอันใด ความระลึกอันนั้นย่อมเป็นสัมมาสติ มีความตั้งใจอันใด ความตั้งใจอันนั้นย่อม เป็นสัมมาสมาธิ ส่วนกายกรรม วจีกรรม อาชีวะของเขา ย่อมบริสุทธิ์ดีใน เบื้องต้นเทียว ด้วยอาการอย่างนี้ เขาชื่อว่ามีอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐถึงความ เจริญบริบูรณ์ ฯ

จกฺขุญฺจ โข ภิกฺขเว ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ รูเป ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ จกฺขุวิญฺญาณํ ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ จกฺขุสมฺผสฺสํ ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ ยมิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ จกฺขุสฺมึ น สารชฺชติ รูเปสุ น สารชฺชติ จกฺขุวิญฺญาเณ น สารชฺชติ จกฺขุสมฺผสฺเส น สารชฺชติ ยมิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตสฺมึปิ น สารชฺชติ ฯ {๘๒๘.๑} ตสฺส อสารตฺตสฺส อสํยุตฺตสฺส อสมฺมูฬฺหสฺส อาทีนวานุปสฺสิโน วิหรโต อายตึ ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อปจยํ คจฺฉนฺติ ฯ ตณฺหา จสฺส โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี สา จสฺส ปหียติ ฯ ตสฺส กายิกาปิ ทรถา ปหียนฺติ เจตสิกาปิ ทรถา ปหียนฺติ กายิกาปิ สนฺตาปา ปหียนฺติ เจตสิกาปิ สนฺตาปา ปหียนฺติ กายิกาปิ ปริฬาหา ปหียนฺติ เจตสิกาปิ ปริฬาหา ปหียนฺติ ฯ โส กายิกสุขมฺปิ เจโตสุขมฺปิ ปฏิสํเวเทติ ฯ ยา ตถาภูตสฺส โหติ ทิฏฺฐิ สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ โย ตถาภูตสฺส สงฺกปฺโป สฺวาสฺส โหติ สมฺมาสงฺกปฺโป โย ตถาภูตสฺส วายาโม สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม ยา ตถาภูตสฺส สติ สาสฺส โหติ สมฺมาสติ โย ตถาภูตสฺส สมาธิ สฺวาสฺส โหติ สมฺมาสมาธิ ฯ ปุพฺเพว โข ปนสฺส กายกมฺมํ วจีกมฺมํ อาชีโว สุปริสุทฺโธ โหติ ฯ เอวมสฺสายํ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ

๘๒๙

เมื่อบุคคลนั้นเจริญอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐนี้อยู่อย่างนี้ ชื่อว่า มีสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ ถึงความเจริญบริบูรณ์ บุคคลนั้นย่อมมีธรรมทั้งสองดังนี้ คือสมถะและวิปัสสนา คู่เคียงกันเป็นไป เขาชื่อว่ากำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ละธรรม ที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง เจริญธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำให้แจ้งธรรม ที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน มีข้อที่ เรากล่าวไว้ว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่อุปาทานขันธ์ คือรูป คือเวทนา คือสัญญา คือสังขาร คือวิญญาณ เหล่านี้ชื่อว่าธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน คืออวิชชา และภวตัณหา เหล่านี้ชื่อว่าธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน คือสมถะ และวิปัสสนา เหล่านี้ชื่อว่าธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน คือ วิชชาและวิมุตติ เหล่านี้ชื่อว่าธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ฯ

ตสฺส เอวํ อิมํ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาวยโต จตฺตาโรปิ สติปฏฺฐานา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ จตฺตาโรปิ สมฺมปฺปธานา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ จตฺตาโรปิ อิทฺธิปาทา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ปญฺจปิ อินฺทฺริยานิ ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ปญฺจปิ พลานิ ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ สตฺตปิ โพชฺฌงฺคา ภาวนาปริปูรึ คจฺฉนฺติ ฯ ตสฺสิเม เทฺว ธมฺมา ยุคนทฺธา วตฺตนฺติ สมโถ จ วิปสฺสนา จ ฯ โส เย ธมฺมา อภิญฺญา ปริญฺเญยฺยา เต ธมฺเม อภิญฺญา ปริชานาติ เย ธมฺมา อภิญฺญา ปหาตพฺพา เต ธมฺเม อภิญฺญา ปชหติ เย ธมฺมา อภิญฺญา ภาเวตพฺพา เต ธมฺเม อภิญฺญา ภาเวติ เย ธมฺมา อภิญฺญา สจฺฉิกาตพฺพา เต ธมฺเม อภิญฺญา สจฺฉิกโรติ ฯ {๘๒๙.๑} กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา ปริญฺเญยฺยา ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติสฺส วจนียํ เสยฺยถีทํ รูปูปาทานกฺขนฺโธ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา อภิญฺญา ปริญฺเญยฺยา ฯ กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา ปหาตพฺพา อวิชฺชา จ ภวตณฺหา จ อิเม ธมฺมา อภิญฺญา ปหาตพฺพา ฯ กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา ภาเวตพฺพา สมโถ จ วิปสฺสนา จ อิเม ธมฺมา อภิญฺญา ภาเวตพฺพา ฯ กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา สจฺฉิกาตพฺพา วิชฺชา จ วิมุตฺติ จ อิเม ธมฺมา อภิญฺญา สจฺฉิกาตพฺพา ฯ

๘๓๐

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรู้เมื่อเห็นโสตะ ตามความเป็น จริง ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรู้เมื่อเห็นฆานะ ตามความเป็นจริง ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรู้เมื่อเห็นชิวหา ตามความเป็นจริง ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรู้เมื่อเห็นกาย ตามความเป็นจริง ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรู้เมื่อเห็นมโน ตามความเป็นจริง เมื่อรู้ เมื่อเห็นธรรมารมณ์ ตามความเป็นจริง เมื่อรู้เมื่อเห็นมโนวิญญาณ ตามความ เป็นจริง เมื่อรู้เมื่อเห็นมโนสัมผัส ตามความเป็นจริง เมื่อรู้เมื่อเห็นความเสวย อารมณ์ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัสเป็นปัจจัย ตามความเป็นจริง ย่อมไม่กำหนัดในมโน ไม่กำหนัดใน ธรรมารมณ์ ไม่กำหนัดในมโนวิญญาณ ไม่กำหนัดในมโนสัมผัส ไม่กำหนัดใน ความเสวยอารมณ์ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่ เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ตามความเป็นจริง เมื่อบุคคลนั้นไม่กำหนัดนัก แล้ว ไม่ประกอบพร้อมแล้ว ไม่ลุ่มหลง เล็งเห็นโทษอยู่ ย่อมมีอุปาทานขันธ์ ๕ ถึงความไม่พอกพูนต่อไป และเขาจะละตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่ สหรคตด้วย ความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดี อันมีความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ ได้ จะละความกระวนกระวายแม้ทางกาย แม้ทางใจได้ จะละความเดือดร้อนแม้ทาง กาย แม้ทางใจได้ จะละความเร่าร้อนแม้ทางกาย แม้ทางใจได้ เขาย่อมเสวย สุขทางกายบ้าง สุขทางใจบ้าง บุคคลผู้เป็นเช่นนั้นแล้ว มีความเห็นอันใด ความเห็นอันนั้นย่อมเป็นสัมมาทิฐิ มีความดำริอันใด ความดำริอันนั้นย่อมเป็น สัมมาสังกัปปะ มีความพยายามอันใด ความพยายามอันนั้นย่อมเป็นสัมมาวายามะ มีความระลึกอันใด ความระลึกอันนั้นย่อมเป็นสัมมาสติ มีความตั้งใจอันใด ความตั้งใจอันนั้นย่อมเป็นสัมมาสมาธิ ส่วนกายกรรม วจีกรรม อาชีวะของเขา ย่อมบริสุทธิ์ในเบื้องต้นเทียว ด้วยอาการอย่างนี้ เขาชื่อว่ามีอัฏฐังคิกมรรคอัน ประเสริฐถึงความเจริญบริบูรณ์ ฯ

โสตํ ภิกฺขเว ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ ... ฆานํ ภิกฺขเว ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ ... ชิวฺหํ ภิกฺขเว ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ ... กายํ ภิกฺขเว ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ ... มนํ ภิกฺขเว ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ ธมฺเม ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ มโนวิญฺญาณํ ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ มโนสมฺผสฺสํ ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ ยมิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ ชานํ ปสฺสํ ยถาภูตํ มนสฺมึ น สารชฺชติ ธมฺเมสุ น สารชฺชติ มโนวิญฺญาเณ น สารชฺชติ มโนสมฺผสฺเส น สารชฺชติ ยมิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตสฺมึปิ น สารชฺชติ ฯ {๘๓๐.๑} ตสฺส อสารตฺตสฺส อสํยุตฺตสฺส อสมฺมูฬฺหสฺส อาทีนวานุปสฺสิโน วิหรโต อายตึ ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อปจยํ คจฺฉนฺติ ฯ ตณฺหา จสฺส โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี สา จสฺส ปหียติ ฯ ตสฺส กายิกาปิ ทรถา ปหียนฺติ เจตสิกาปิ ทรถา ปหียนฺติ กายิกาปิ สนฺตาปา ปหียนฺติ เจตสิกาปิ สนฺตาปา ปหียนฺติ กายิกาปิ ปริฬาหา ปหียนฺติ เจตสิกาปิ ปริฬาหา ปหียนฺติ ฯ โส กายิกสุขมฺปิ เจโตสุขมฺปิ ปฏิสํเวเทติ ฯ {๘๓๐.๒} ยา ตถาภูตสฺส ทิฏฺฐิ สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ โย ตถาภูตสฺส สงฺกปฺโป สฺวาสฺส โหติ สมฺมาสงฺกปฺโป โย ตถาภูตสฺส วายาโม สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม ยา ตถาภูตสฺส สติ สาสฺส โหติ สมฺมาสติ โย ตถาภูตสฺส สมาธิ สฺวาสฺส โหติ สมฺมาสมาธิ ฯ ปุพฺเพว โข ปนสฺส กายกมฺมํ วจีกมฺมํ อาชีโว สุปริสุทฺโธ โหติ ฯ เอวมสฺสายํ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯ

๘๓๑

เมื่อบุคคลนั้นเจริญอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐอยู่อย่างนี้ ชื่อว่า มีสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ ถึงความเจริญบริบูรณ์ บุคคลนั้นย่อมมีธรรมทั้งสองดังนี้ คือ สมถะและวิปัสสนา คู่เคียงกันเป็นไป เขาชื่อว่ากำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ละธรรม ที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง เจริญธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำให้แจ้งธรรม ที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน มีข้อที่ เรากล่าวไว้ว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่อุปาทานขันธ์คือรูป คือเวทนา คือสัญญา คือสังขาร คือวิญญาณ เหล่านี้ชื่อว่าธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน คืออวิชชา และภวตัณหา เหล่านี้ชื่อว่าธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน คือสมถะ และวิปัสสนา เหล่านี้ชื่อว่าธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน คือ วิชชาและวิมุตติ เหล่านี้ชื่อว่าธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ สฬายตนวิภังคสูตร ที่ ๗ -----------------------------------------------------

ตสฺส เอวํ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาวยโต จตฺตาโรปิ สติปฏฺฐานา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ จตฺตาโรปิ สมฺมปฺปธานา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ จตฺตาโรปิ อิทฺธิปาทา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ปญฺจปิ อินฺทฺริยานิ ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ปญฺจปิ พลานิ ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ สตฺตปิ โพชฺฌงฺคา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ฯ ตสฺสิเม เทฺว ธมฺมา ยุคนทฺธา วตฺตนฺติ สมโถ จ วิปสฺสนา จ ฯ โส เย ธมฺมา อภิญฺญา ปริญฺเญยฺยา เต ธมฺเม อภิญฺญา ปริชานาติ เย ธมฺมา อภิญฺญา ปหาตพฺพา เต ธมฺเม อภิญฺญา ปชหติ เย ธมฺมา อภิญฺญา ภาเวตพฺพา เต ธมฺเม อภิญฺญา ภาเวติ เย ธมฺมา อภิญฺญา สจฺฉิกาตพฺพา เต ธมฺเม สจฺฉิกโรติ ฯ {๘๓๑.๑} กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา ปริญฺเญยฺยา ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติสฺส วจนียํ เสยฺยถีทํ รูปูปาทานกฺขนฺโธ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา อภิญฺญา ปริญฺเญยฺยา ฯ กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา ปหาตพฺพา อวิชฺชา จ ภวตณฺหา จ อิเม ธมฺมา อภิญฺญา ปหาตพฺพา ฯ กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา ภาเวตพฺพา สมโถ จ วิปสฺสนา จ อิเม ธมฺมา อภิญฺญา ภาเวตพฺพา ฯ กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา อภิญฺญา สจฺฉิกาตพฺพา วิชฺชา จ วิมุตฺติ จ อิเม ธมฺมา อภิญฺญา สจฺฉิกาตพฺพาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ สฬายตนวิภงฺคสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ สตฺตมํ ฯ ----------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย