๕. สุนักขัตตสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๕. สุนักขัตตสูตร (๑๐๕)
สุนกฺขตฺตสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ในป่ามหาวัน เขต พระนครเวสาลี ก็สมัยนั้นแล มีภิกษุมากรูปด้วยกันทูลพยากรณ์อรหัตผลในสำนัก ของพระผู้มีพระภาคว่า พวกข้าพระองค์รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ ภควโต สนฺติเก อญฺญา พฺยากตา โหติ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ ฯ
พระสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ได้ทราบข่าวว่า มีภิกษุมากรูปด้วยกันได้ ทูลพยากรณ์อรหัตผล ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า พวกข้าพระองค์รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความ เป็นอย่างนี้มิได้มี จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทพระ ผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ทราบข่าวดังนี้ว่า มีภิกษุมาก ด้วยกันได้ทูลพยากรณ์อรหัตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า พวกข้าพระองค์รู้ ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกภิกษุที่ทูลพยากรณ์อรหัตผล ในสำนักของพระผู้มีพระภาคดังนั้น ได้ทูลพยากรณ์อรหัตผลโดยชอบหรือ หรือว่า ภิกษุบางเหล่าในพวกนี้ได้ทูลพยากรณ์อรหัตผล ด้วยความสำคัญว่าตนได้บรรลุ ฯ
อสฺโสสิ โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต สมฺพหุเลหิ กิร ภิกฺขูหิ ภควโต สนฺติเก อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ ฯ อถ โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ สุตํ เมตํ ภนฺเต สมฺพหุเลหิ กิร ภิกฺขูหิ ภควโต สนฺติเก อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ เย เต ภิกฺขู ภควโต สนฺติเก อญฺญํ พฺยากํสุ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ กจฺจิ เต ภนฺเต ภิกฺขู สมฺมเทว อญฺญํ พฺยากํสุ อุทาหุ สนฺเตตฺเถกจฺเจ ภิกฺขู อธิมาเนน อญฺญํ พฺยากํสูติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสุนักขัตตะ พวกภิกษุที่พยากรณ์ อรหัตผลในสำนักของเราว่า พวกข้าพระองค์รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่ จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี นั้น มี บางเหล่าในพวกนี้ได้พยากรณ์อรหัตผลโดยชอบแท้ แต่ก็มีภิกษุบางเหล่าในที่นี้ ได้พยากรณ์อรหัตผล ด้วยความสำคัญว่า ตนได้บรรลุบ้าง ดูกรสุนักขัตตะ ใน ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุพวกที่พยากรณ์อรหัตผลโดยชอบแท้นั้น ย่อมมีอรหัตผล จริงทีเดียว ส่วนในภิกษุพวกที่พยากรณ์อรหัตผลด้วยความสำคัญว่าตนได้บรรลุนั้น ตถาคตมีความดำริอย่างนี้ว่า จักแสดงธรรมแก่เธอ ดูกรสุนักขัตตะ ในเรื่องนี้ ตถาคตมีความดำริว่า จักแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้ แต่ถ้าธรรม วินัยนี้มีโมฆบุรุษบางพวกคิดแต่งปัญหาเข้ามาถามตถาคต ข้อที่ตถาคตมีความดำริ ในภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า จักแสดงธรรมแก่เธอนั้น ก็จะเป็นอย่างอื่นไป ฯ พระสุนักขัตตะทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต ขณะนี้เป็นกาลสมควร แล้วๆ ที่พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงธรรม ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาค แล้ว จักทรงจำไว้ ฯ พ. ดูกรสุนักขัตตะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ต่อไป ฯ พระสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ
เย เต สุนกฺขตฺต ภิกฺขู มม สนฺติเก อญฺญํ พฺยากํสุ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ สนฺเตตฺเถกจฺเจ ภิกฺขู สมฺมเทว อญฺญํ พฺยากํสุ สนฺติ ปนิเธกจฺเจ ภิกฺขู อธิมาเนนปิ อญฺญํ พฺยากํสุ ฯ ตตฺร สุนกฺขตฺต เย เต ภิกฺขู สมฺมเทว อญฺญํ พฺยากํสุ เตสนฺตํ ตเถว โหติ ฯ เย ปน เต ภิกฺขู อธิมาเนน อญฺญํ พฺยากํสุ ตตฺร สุนกฺขตฺต ตถาคตสฺส เอวํ โหติ ธมฺมํ เนสํ เทเสสฺสนฺติ ฯ เอวญฺเจตฺถ สุนกฺขตฺต ตถาคตสฺส โหติ ธมฺมํ เนสํ เทเสสฺสนฺติ ฯ อถ จ ปนิเธกจฺเจ โมฆปุริสา ปญฺหํ อภิสงฺขริตฺวา อภิสงฺขริตฺวา ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉนฺติ ตตฺร สุนกฺขตฺต ยมฺปิ ตถาคตสฺส เอวํ โหติ ธมฺมํ เนสํ เทเสสฺสนฺติ ตสฺสปิ โหติ อญฺญถตฺตนฺติ ฯ เอตสฺส ภควา กาโล เอตสฺส สุคต กาโล ยํ ภควา ธมฺมํ เทเสยฺย ภควโต สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ เตนหิ สุนกฺขตฺต สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรสุนักขัตตะ กามคุณนี้มี ๕ อย่างแล ๕ อย่างเป็นไฉน คือ (๑) รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด (๒) เสียงที่รู้ได้ด้วยโสต อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด (๓) กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด (๔) รสที่รู้ได้ด้วยชิวหา อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด (๕) โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ดูกรสุนักขัตตะ นี้แลกามคุณ ๕ อย่าง ฯ
ภควา เอตทโวจ ปญฺจ โข อิเม สุนกฺขตฺต กามคุณา กตเม ปญฺจ จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนียา โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ... ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ... ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา ... กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนียา อิเม โข สุนกฺขตฺต ปญฺจ กามคุณา ฯ
ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อม ใจไปในโลกามิส นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่โลกามิสเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรองธรรมอันควรแก่ โลกามิส คบแต่คนชนิดเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใคร พูดเรื่องเกี่ยวกับอาเนญชสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น เปรียบเหมือนคนที่จากบ้าน หรือนิคมของตนไปนาน พบบุรุษคนใดคนหนึ่งผู้จากบ้านหรือนิคมนั้นไปใหม่ๆ ต้องถามบุรุษนั้นถึงเรื่องที่บ้านหรือนิคมนั้นมีความเกษม ทำมาหากินดี และมี โรคภัยไข้เจ็บน้อย บุรุษนั้นพึงบอกเรื่องที่บ้านหรือนิคมนั้นมีความเกษม ทำมาหา- *กินดี และมีโรคภัยไข้เจ็บน้อยแก่เขา ดูกรสุนักขัตตะ เธอจะสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน เขาจะพึงสนใจฟังบุรุษนั้น เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตรับรู้ คบบุรุษนั้น และถึงความใฝ่ใจกับบุรุษนั้นบ้างไหมหนอ ฯ สุ. แน่นอน พระพุทธเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนใน โลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจไปในโลกามิส นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อม ใจไปในโลกามิส ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่โลกามิสเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรอง ธรรมอันควรแก่โลกามิส คบแต่คนชนิดเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใครพูดเรื่องเกี่ยวกับอาเนญชสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น บุคคลที่ เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบเถิดว่า เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส ฯ
ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล โลกามิสาธิมุตฺโต อสฺส ฯ โลกามิสาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อาเนญฺชปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น จ โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส สกมฺหา คามา วา นิคมา วา จิรวิปฺปวุตฺโถ อสฺส ฯ โส อญฺญตรํ ปุริสํ ปสฺเสยฺย ตมฺหา คามา วา นิคมา วา อจิรปกฺกนฺตํ ฯ โส ตํ ปุริสํ ตสฺส คามสฺส วา นิคมสฺส วา เขมตฺตญฺจ สุภิกฺขตฺตญฺจ อปฺปาพาธตฺตญฺจ ปุจฺเฉยฺย ฯ ตสฺส โส ปุริโส ตสฺส คามสฺส วา นิคมสฺส วา เขมตฺตญฺจ สุภิกฺขตฺตญฺจ อปฺปาพาธตฺตญฺจ สํเสยฺย ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ โส ปุริโส ตสฺส ปุริสสฺส สุสฺสุเสยฺย โสตํ โอทเหยฺย อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺย ตญฺจ ปุริสํ ภเชยฺย เตน จ จิตฺตึ อาปชฺเชยฺยาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๗๑.๑} เอวเมว โข สุนกฺขตฺต ฐานเมตํ วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล โลกามิสาธิมุตฺโต อสฺส ฯ โลกามิสาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อาเนญฺชปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ โลกามิสาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ
ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อม ใจไปในอาเนญชสมาบัติ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปใน อาเนญชสมาบัติ ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่อาเนญชสมาบัติเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อม ตรองธรรมอันควรแก่อาเนญชสมาบัติ คบแต่คนชนิดเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจ กับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใครพูดเรื่องเกี่ยวกับโลกามิส ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ย โสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น เปรียบเหมือนใบไม้เหลือง หลุดจากขั้วแล้ว ไม่อาจเป็นของเขียวสดได้ ฉันใด ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อความเกี่ยวข้องในโลกามิสของปุริส- *บุคคลผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติหลุดไปแล้ว บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบ เถิดว่า เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติ พรากแล้วจากความเกี่ยว- *ข้องในโลกามิส ฯ
ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล อาเนญฺชาธิมุตฺโต อสฺส ฯ อาเนญฺชาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ โลกามิสปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปณฺฑุปลาโส พนฺธนา ปวุตฺโต อภพฺโพ หริตตฺตาย เอวเมว โข สุนกฺขตฺต อาเนญฺชาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย โลกามิสสญฺโญชเน เส ปวุตฺเต โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ โลกามิสสญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต อาเนญฺชาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ
ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อม ใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไป ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่อากิญจัญญายตนสมาบัติ เท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรอง ธรรมอันควรแก่อากิญจัญญายตนสมาบัติ คบแต่คน ชนิดเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใครพูดเรื่องเกี่ยวกับ อาเนญชสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคน ชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น เปรียบเหมือนศิลาก้อน แตกออก เป็น ๒ ซีกแล้ว ย่อมเป็นของเชื่อมกันให้สนิทไม่ได้ ฉันใด ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อความเกี่ยวข้องในอาเนญชสมาบัติของปุริสบุคคลผู้น้อม ใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติแตกไปแล้ว บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบ เถิดว่า เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติ พรากแล้วจากความ เกี่ยวข้องในอาเนญชสมาบัติ ฯ
ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺโต อสฺส ฯ อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อาเนญฺชปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุถุสิลา เทฺวธา ภินฺนา อปฺปฏิสนฺธิกา โหติ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย อาเนญฺชสญฺโญชเน เส ภินฺเน โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ อาเนญฺชสญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ
ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อม ใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้ น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่เนวสัญญา- *นาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมตรึก ย่อมตรอง ธรรมอันควรแก่เนวสัญญานาสัญญา- *ยตนสมาบัติ คบแต่คนเช่นเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใคร พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับอากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น เปรียบ เหมือนคนบริโภคโภชนะที่ถูกใจอิ่มหนำแล้ว พึงทิ้งเสีย ดูกรสุนักขัตตะ เธอจะ สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เขาจะพึงมีความปรารถนาในภัตนั้นบ้างไหมหนอ ฯ สุ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ พ. นั่นเพราะเหตุไร ฯ สุ. เพราะว่าภัตโน้น ตนเองรู้สึกว่า เป็นของปฏิกูลเสียแล้ว ฯ พ. ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อความเกี่ยวข้องในอากิญ- *จัญญายตนสมาบัติ อันปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ คายได้แล้ว บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบเถิดว่า เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไป ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ พรากแล้วจากความเกี่ยวข้องในอากิญจัญ- *ญายตนสมาบัติ ฯ
ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิมุตฺโต อสฺส ฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิ- มุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อากิญฺจญฺญายตนปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส มนุญฺญโภชนํ ภุตฺตาวี ฉฑฺเฑยฺย ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ ตสฺส ปุริสสฺส ตสฺมึ ภตฺเต สุนกฺขตฺต กมฺยตา อสฺสาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ตํ กิสฺส เหตุ อทุญฺหิ ภนฺเต ภตฺตํ ปฏิกฺกูลสมฺมตนฺติ ฯ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย อากิญฺจญฺญายตน- สญฺโญชเน เส วนฺเต โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ อากิญฺจญฺญายตน- สญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ
ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้น้อมใจ ไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพาน โดยชอบ ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่นิพพานโดยชอบเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรอง ธรรมอันควรแก่นิพพานโดยชอบ คบแต่คนเช่นเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับ คนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใครพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อม ไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้นและไม่ถึงความ ใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น เปรียบเหมือนตาลยอดด้วนไม่อาจงอกงามได้อีก ฉันใด ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อความเกี่ยวข้องในเนวสัญญานาสัญญา- *ยตนสมาบัติ อันปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบตัดขาดแล้ว ถอนราก ขึ้นแล้ว ไม่มีเหตุตั้งอยู่ได้ดังต้นตาล ถึงความเป็นไปไม่ได้แล้ว มีความไม่เกิด ต่อไปเป็นธรรมดา บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบเถิดว่าเป็นปุริสบุคคลผู้น้อม ใจไปในนิพพานโดยชอบ พรากแล้วจากความเกี่ยวข้องในเนวสัญญานาสัญญา- *ยตนสมาบัติ ฯ
ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโต อสฺส ฯ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ตาโล มตฺถกจฺฉินฺโน อภพฺโพ ปุน วิรูฬฺหิยา เอวเมว โข สุนกฺขตฺต สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺโญชเน เส อุจฺฉินฺเน อุจฺฉินฺนมูเล ตาลาวตฺถุกเต อนภาวงฺคเต อายตึ อนุปฺปาทธมฺเม โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ
ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริ อย่างนี้ว่า พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อม งอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัด โทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่น เป็นฐานะที่มีได้แล สิ่งที่เป็นผลเบื้องต้นพึงมีได้อย่างนี้ คือ เธอประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ ได้แก่ประกอบ เนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ประกอบเนืองๆ ซึ่งเสียง อันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ประกอบเนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ประกอบเนืองๆ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ประกอบเนืองๆ ซึ่งโผฏฐัพพะ อันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วย มโน เมื่อเธอประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ซึ่ง เสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่ เป็นที่สบายด้วยชิวหา ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ซึ่งธรรมารมณ์อัน ไม่เป็นที่สบายด้วยมโนแล้ว ราคะพึงตามกำจัดจิต เธอมีจิตถูกราคะตามกำจัด แล้ว พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย เปรียบเหมือนบุรุษถูกลูกศรที่มียาพิษ อาบไว้อย่างหนาแล้ว มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขาให้หมอผ่าตัดรักษา หมอ ผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผลของเขา ครั้นแล้วใช้เครื่องตรวจค้นหาลูกศร แล้ว ถอนลูกศรออก กำจัดโทษคือพิษที่ยังมีเชื้อเหลือติดอยู่ จนรู้ว่าไม่มีเชื้อเหลือติด อยู่ จึงบอกอย่างนี้ว่า ดูกรพ่อมหาจำเริญ เราถอนลูกศรให้ท่านเสร็จแล้ว โทษ คือพิษเราก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว ท่านหมดอันตราย และพึงบริโภค โภชนะที่สบายได้ เมื่อท่านจะบริโภคโภชนะที่แสลง ก็อย่าให้แผลต้องกำเริบ และท่านต้องชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา เมื่อท่านชะแผลทุก เวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา อย่าให้น้ำเหลืองและเลือดรัดปากแผลได้ และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ เมื่อท่านเที่ยวตากลม ตากแดดไป เนืองๆ แล้วก็อย่าให้ละอองและของโสโครกติดตามทำลายปากแผลได้ ดูกรพ่อ มหาจำเริญ ท่านต้องคอยรักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะประสานกัน บุรุษนั้นมีความ คิดอย่างนี้ว่า หมอถอนลูกศรให้เราเสร็จแล้ว โทษคือพิษหมอก็กำจัดจนไม่มีเชื้อ เหลือติดอยู่แล้ว เราหมดอันตราย เขาจึงบริโภคโภชนะที่แสลง เมื่อบริโภคโภชนะ ที่แสลงอยู่ แผลก็กำเริบ และไม่ชะแผลทุกเวลา ไม่ทายาสมานปากแผลทุก เวลา เมื่อเขาไม่ชะแผลทุกเวลา ไม่ทายาสมานปากแผลทุกเวลา น้ำเหลือง และเลือดก็รัดปากแผล และเขาเที่ยวตากลม ตากแดด ไปเนืองๆ เมื่อเขาเที่ยว ตากลม ตากแดดไปเนืองๆ แล้ว ปล่อยให้ละอองและของโสโครกติดตาม ทำลายปากแผลได้ ไม่คอยรักษาแผลอยู่ จนแผลประสานกันไม่ได้ เพราะ เขาทำสิ่งที่แสลงนี้แล แผลจึงถึงความบวมได้ด้วยเหตุ ๒ ประการคือ ไม่ กำจัดของไม่สะอาดและโทษคือพิษอันยังมีเชื้อเหลือติดอยู่ เขามีแผลถึงความ บวมแล้ว พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตายได้ ฉันใด ดูกรสุนักขัตตะ ฉัน นั้นเหมือนกันแล ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริอย่างนี้ว่า พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล โทษอันเป็นพิษคืออวิชชาย่อมงอกงามได้ ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัดโทษ อันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็น ฐานะที่มีได้ สิ่งที่เป็นผลเบื้องต้นพึงมีได้อย่างนี้ คือ เธอประกอบเนืองๆ ซึ่ง อารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ ได้แก่ประกอบ เนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ประกอบเนืองๆ ซึ่งเสียง อันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ประกอบเนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ประกอบเนืองๆ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ประกอบเนืองๆ ซึ่ง โผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่ เป็นที่สบายด้วยมโน เมื่อเธอประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะ คือ รูปอันไม่เป็น สบายด้วยจักษุ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบาย ด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบาย ด้วยกาย ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโนแล้ว ราคะพึงตามกำจัดจิต เธอมีจิตถูกราคะตามกำจัดแล้ว พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย ดูกรสุนักขัตตะ ก็ความตายนี้ในวินัยของพระอริยะ ได้แก่ลักษณะที่ภิกษุ บอกคืนสิกขาแล้วเวียนมาเพื่อหีนเพศ ส่วนทุกข์ปางตายนี้ ได้แก่ลักษณะที่ภิกษุ ต้องอาบัติมัวหมองข้อใดข้อหนึ่ง ฯ
ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราค พฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ เอวมาทิ อสฺส อตฺถํ สมานํ ฯ โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ อนุยุญฺเชยฺย ฯ อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุญฺเชยฺย ฯ ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุตฺตสฺส ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสยฺย ฯ โส ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ {๗๖.๑} เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส สลฺเลน วิทฺโธ อสฺส สวิเสน คาฬฺหูปเลปเนน ตสฺส มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ภิสกฺกํ สลฺลกตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺยุํ ฯ ตสฺส โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตยฺย สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตตฺวา เอสนิยา สลฺลํ เอเสยฺย เอสนิยา สลฺลํ เอสิตฺวา สลฺลํ อพฺพาเหยฺย อปเนยฺย วิสโทสํ สอุปาทิเสสํ อนุปาทิเสโสติ ชานมาโน ฯ {๗๖.๒} โส เอวํ วเทยฺย อมฺโภ ปุริส อุพฺภหตํ โข เต สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เต อนนฺตรายาย สปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺยาสิ มา เต อสปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ อสฺสาวี อสฺส กาเลน กาลญฺจ วณํ โธเวยฺยาสิ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺยาสิ มา เต กาเลน กาลํ วณํ โธวโต กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ ปริโยนทฺธิ มา จ วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุญฺชิ มา เต วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุตฺตสฺส รโชสุกํ วณมุขํ อนุทฺธํเสสิ วณานุรกฺขี จ อมฺโภ ปุริส วิหเรยฺยาสิ วณสาโรปีติ ฯ ตสฺส เอวมสฺส อุพฺภหตํ โข เม สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เม อนนฺตรายายาติ ฯ โส อสปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺย ตสฺส อสปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ อสฺสาวี อสฺส น จ กาเลน กาลํ วณํ โธเวยฺย น จ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺย ตสฺส น กาเลน กาลํ วณํ โธวโต น จ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ ปริโยนทฺเธยฺย วาตาตเป จ จาริตฺตํ อนุยุญฺเชยฺย ตสฺส วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุตฺตสฺส รโชสุกํ วณมุขํ อนุทฺธํเสยฺย น จ วณานุรกฺขี วิหเรยฺย น วณสาโรปิ ตสฺส อิมิสฺสาว อสปฺปายกิริยาย อสุจิวิสโทโส อปนีโต สอุปาทิเสโส ตทุภเยน วโณ ปุถุตฺตํ คจฺเฉยฺย ฯ {๗๖.๓} โส ปุถุตฺตํ คเตน วเณน มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต ฐานเมตํ วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราค- พฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ เอวมาทิ อสฺส อตฺถํ สมานํ ฯ โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุญฺเชยฺย ฯ ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุตฺตสฺส โส ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสยฺย ฯ โส ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ มรณเญฺหตํ สุนกฺขตฺต อริยสฺส วินเย โย สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ ฯ มรณมตฺตเญฺหตํ สุนกฺขตฺต ทุกฺขํ โย อญฺญตรํ สงฺกิลิฏฺฐํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ ฯ
ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริ อย่างนี้ว่า พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อม งอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัดโทษ อันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็น ฐานะที่มีได้แล เมื่อใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบนั่นแล เธอไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบแล้ว ได้แก่ไม่ ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบาย ด้วยฆานะ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ไม่ประกอบ เนืองๆ ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมา- *รมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน เมื่อเธอไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอัน ไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่ สบายด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่ สบายด้วยกาย ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน ราคะก็ไม่ตามกำจัดจิต เธอมีจิตไม่ถูกราคะตามกำจัดแล้ว ไม่พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย เปรียบ เหมือนบุรุษถูกลูกศรมียาพิษอาบไว้อย่างหนาแล้ว มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต ของเขาให้หมอผ่าตัดรักษา หมอผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผลของเขา ครั้นแล้ว ใช้เครื่องตรวจค้นหาลูกศร แล้วถอนลูกศรออก กำจัดโทษคือพิษที่ยังมีเชื้อเหลือ ติดอยู่ จนรู้ว่าไม่มีเชื้อเหลืออยู่ จึงบอกอย่างนี้ว่า ดูกรพ่อมหาจำเริญ เราถอน ลูกศรให้ท่านเสร็จแล้ว โทษคือพิษเราก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว ท่าน หมดอันตราย และพึงบริโภคโภชนะที่สบายได้ เมื่อท่านจะบริโภคโภชนะที่แสลง ก็อย่าให้แผลต้องกำเริบ และท่านต้องชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุก เวลา เมื่อท่านชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา อย่าให้น้ำเหลือง และเลือดรัดปากแผลได้ และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ เมื่อท่าน เที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ แล้ว ก็อย่าให้ละอองและของโสโครกติดตาม ทำลายปากแผลได้ ดูกรพ่อมหาจำเริญ ท่านต้องคอยรักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะ ประสานกัน บุรุษนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า หมอถอนลูกศรให้เราเสร็จแล้ว โทษ คือพิษหมอก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว เราหมดอันตราย เขาจึงบริโภค โภชนะที่สบาย เมื่อบริโภคโภชนะที่สบายอยู่ แผลก็ไม่กำเริบ และชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา เมื่อเขาชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา น้ำเหลืองและเลือดก็ไม่รัดปากแผล และเขาไม่เที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ เมื่อ เขาไม่เที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ ละอองและของโสโครกก็ไม่ติดตามทำลาย ปากแผล เขาคอยรักษาแผลอยู่ จนแผลหายประสานกัน เพราะเขาทำสิ่งที่สบาย นี้แล แผลจึงหายได้ด้วย ๒ ประการ คือ กำจัดของไม่สะอาดและโทษคือพิษ จนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว เขามีแผลหาย ผิวหนังสนิทแล้ว จึงไม่พึงเข้าถึง ความตาย หรือทุกข์ปางตาย ฉันใด ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริอย่างนี้ว่า พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหา ไว้แล โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เรา ละลูกศรคือตัณหาได้แล้ว กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจ น้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ เมื่อใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ อยู่นั่นแล เธอไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไป ในนิพพานโดยชอบแล้ว ได้แก่ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่ สบายด้วยจักษุ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ไม่ประกอบ เนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งรสอันไม่เป็น ที่สบายด้วยชิวหา ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ไม่ ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน เมื่อเธอไม่ประกอบ เนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบาย ด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน แล้ว ราคะก็ไม่ตามกำจัดจิต เธอมีจิตไม่ถูกราคะตามกำจัดแล้ว ไม่พึงเข้าถึง ความตาย หรือทุกข์ปางตาย ดูกรสุนักขัตตะ เราอุปมาเปรียบเทียบดังนี้ เพื่อให้รู้เนื้อความ เนื้อความ ในอุปมานี้ คำว่าแผล เป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖ โทษคือพิษ เป็นชื่อของ อวิชชา ลูกศร เป็นชื่อของตัณหา เครื่องตรวจเป็นชื่อของสติ ศาตรา เป็นชื่อของ ปัญญาของพระอริยะ หมอผ่าตัดเป็นชื่อของตถาคตผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้เองโดย ชอบแล้ว ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมในอายตนะอันที่เป็น กระทบ ๖ อย่าง รู้ดังนี้ว่า อุปธิเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิ พ้นวิเศษแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ นั่นไม่ ใช่ฐานะที่มีได้ เปรียบเหมือนภาชนะมีน้ำดื่มเต็มเปี่ยม ถึงพร้อมด้วยสี ด้วยกลิ่น ด้วยรส แต่ระคนด้วยยาพิษ เมื่อบุรุษผู้รักชีวิต ยังไม่อยากตาย ปรารถนาสุข เกลียดทุกข์ พึงมาถึงเข้า ดูกรสุนักขัตตะ เธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษ นั้นจะพึงดื่มน้ำที่เต็มเปี่ยมภาชนะนั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่า ดื่มแล้วจะเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย บ้างไหมหนอ ฯ สุ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ
ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราคพฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ ฯ สมฺมา- นิพฺพานาธิมุตฺตสฺเสว สโต โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ นานุยุญฺเชยฺย ฯ ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนนุยุตฺตสฺส ราโค จิตฺตํ นานุทฺธํเสยฺย ฯ โส น ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน เนว มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย น มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ {๗๗.๑} เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส สลฺเลน วิทฺโธ อสฺส สวิเสน คาฬฺหูปเลปเนน ฯ ตสฺส มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ภิสกฺกํ สลฺลกตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺยุํ ฯ ตสฺส โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตยฺย สตฺเถน สลฺลํ วณมุขํ ปริกนฺเตตฺวา เอสนิยา สลฺลํ เอเสยฺย เอสนิยา สลฺลํ เอสิตฺวา สลฺลํ อพฺพาเหยฺย อปเนยฺย วิสโทสํ อนุปาทิเสสํ อนุปาทิเสโสติ ชานมาโน ฯ {๗๗.๒} โส เอวํ วเทยฺย อมฺโภ ปุริส อุพฺภตํ โข เต สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เต อนนฺตรายาย สปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺยาสิ มา เต อสปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ อสฺสาวี อสฺส กาเลน กาลญฺจ วณํ โธเวยฺยาสิ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺยาสิ มา เต กาเลน กาลํ วณํ โธวโต กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ ปริโยนทฺธิ มา จ วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุญฺชิ มา เต วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุตฺตสฺส รโชสุกํ วณมุขํ อนุทฺธํเสสิ วณานุรกฺขี จ อมฺโภ ปุริส วิหเรยฺยาสิ วณสาโรปีติ ฯ {๗๗.๓} ตสฺส เอวมสฺส อุพฺภตํ โข เม สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เม อนนฺตรายายาติ ฯ โส สปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺย ตสฺส สปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ น อสฺสาวี อสฺส กาเลน กาลญฺจ วณํ โธเวยฺย กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺย ตสฺส กาเลน กาลํ วณํ โธวโต กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ น ปริโยนทฺเธยฺย น จ วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุญฺเชยฺย ตสฺส วาตาตเป จาริตฺตํ อนนุยุตฺตสฺส รโช สุกํ วณมุขํ นานุทฺธํเสยฺย วณานุรกฺขี จ วิหเรยฺย วณสาโรปี ตสฺส อิมิสฺสาว สปฺปายกิริยาย อสุจิวิสโทโส อปนีโต อนุปาทิเสโส ตทุภเยน วโณ วิรูเหยฺย ฯ {๗๗.๔} โส รูเฬฺหน วเณน สญฺฉวินา เนว มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย น มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต ฐานเมตํ วิชฺชติ ยํ ปนิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราคพฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ ฯ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺเสว สโต โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ นานุยุญฺเชยฺย ฯ ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนนุยุตฺตสฺส ราโค จิตฺตํ นานุทฺธํเสยฺย ฯ โส น ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน เนว มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย น มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ {๗๗.๕} อุปมา โข เม อยํ สุนกฺขตฺต กตา อตฺถวิญฺญาปนาย ฯ อยเมเวตฺถ อตฺโถ ฯ วโณติ โข สุนกฺขตฺต ฉนฺเนตํ อชฺฌตฺติกานํ อายตนานํ อธิวจนํ ฯ วิสโทโสติ โข สุนกฺขตฺต อวิชฺชาเยตํ อธิวจนํ ฯ สลฺลนฺติ โข สุนกฺขตฺต ตณฺหาเยตํ อธิวจนํ ฯ เอสนีติ โข สุนกฺขตฺต สติเยตํ อธิวจนํ ฯ สตฺถนฺติ โข สุนกฺขตฺต อริยาเยตํ ปญฺญาย อธิวจนํ ฯ ภิสกฺโก สลฺลกตฺโตติ โข สุนกฺขตฺต ตถาคตสฺเสตํ อธิวจนํ อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ โส วต สุนกฺขตฺต ภิกฺขุ ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุตการี อุปธิ ทุกฺขมูลนฺติ อิติ วิทิตฺวา นิรุปธี อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต อุปธิสฺมึ วา กายํ อุปสํหริสฺสติ จิตฺตํ วา อนุปฺปทสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ {๗๗.๖} เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต อาปานียกํโส วณฺณสมฺปนฺโน คนฺธสมฺปนฺโน รสสมฺปนฺโน โส จ โข วิเสน สํสฏฺโฐ ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ชีวิตุกาโม อมริตุกาโม สุขกาโม ทุกฺขปฏิกฺกูโล ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ โส ปุริโส อมุํ อาปานียกํสํ ปิเวยฺย ยํ ชญฺญา อิมาหํ ปิตฺวา มรณํ วา นิคจฺฉามิ มรณมตฺตํ วา ทุกฺขนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ
พ. ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ภิกษุนั้นทำความ สำรวมในอายตนะอันเป็นที่กระทบ ๖ อย่าง รู้ดังนี้ว่าอุปธิเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ จึง เป็นผู้ปราศจากอุปธิ พ้นวิเศษแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ จักน้อมกายหรือปล่อย จิตไปในอุปธิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ ดูกรสุนักขัตตะ เปรียบเหมือนงูพิษ มีพิษ ร้ายแรง เมื่อบุรุษผู้รักชีวิต ยังไม่อยากตาย ปรารถนาสุข เกลียดทุกข์ พึงมา ถึงเข้า ดูกรสุนักขัตตะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นจะพึงยื่นมือหรือ หัวแม่มือให้แก่งูพิษ ที่มีพิษร้ายแรงนั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่า ถูกงูกัดแล้ว จะเข้าถึง ความตาย หรือทุกข์ปางตาย บ้างไหมหนอ ฯ สุ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ
เอวเมว โข สุนกฺขตฺต โส วต ภิกฺขุ ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุตการี อุปธิ ทุกฺขสฺส มูลนฺติ ฯเปฯ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต อาสีวิโส โฆรวิโส ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ชีวิตุกาโม อมริตุกาโม สุขกาโม ทุกฺขปฏิกฺกูโล ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ โส ปุริโส อมุสฺส อาสีวิสสฺส โฆรวิสสฺส หตฺเถ วา องฺคุฏฺฐํ วา ทชฺชา ยํ ชญฺญา อิมินาหํ ทฏฺโฐ มรณํ วา นิคจฺฉามิ มรณมตฺตํ วา ทุกฺขนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ
พ. ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ภิกษุนั้นทำ ความสำรวมในอายตนะเป็นที่กระทบ ๖ อย่าง รู้ดังนี้ว่า อุปธิเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิ พ้นวิเศษแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ จักน้อมกายหรือ ปล่อยจิตไปในอุปธิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว พระสุนักขัตตะลิจฉวีบุตรชื่นชม ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ สุนักขัตตสูตร ที่ ๕ -----------------------------------------------------
เอวเมว โข สุนกฺขตฺต โส วต ภิกฺขุ ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุตการี อุปธิ ทุกฺขมูลนฺติ อิติ วิทิตฺวา นิรุปธี อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต อุปธิสฺมึ วา กายํ อุปสํหริสฺสติ จิตฺตํ วา อนุปฺปทสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ สุนกฺขตฺตสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปญฺจมํ ฯ --------