๑. ปุคคลสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ตติยวรรคที่ ๓ ปุคคลสูตรที่ ๑
ตติยวคฺโค ตติโย ----- ปฐมํ ปุคฺคลสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ครั้นแล้วทรงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วได้ประทับนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท้าวเธอผู้ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า ดูกรมหาบพิตร บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ จำพวกเป็นไฉน บุคคล ๔ จำพวกคือ บุคคลผู้มืดแล้วมืดต่อไปจำพวก ๑ บุคคลผู้มืดแล้วกลับ สว่างต่อไปจำพวก ๑ บุคคลผู้สว่างแล้วกลับมืดต่อไปจำพวก ๑ บุคคลผู้สว่างแล้ว คงสว่างต่อไปจำพวก ๑ ฯ
สาวตฺถิยํ ... อถ โข ราชา ปเสนทิโกสโล เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข ราชานํ ปเสนทิโกสลํ ภควา เอตทโวจ จตฺตาโรเม มหาราช ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร ตโม ตมปรายโน ตโม โชติปรายโน โชติ ตมปรายโน โชติ โชติปรายโน ฯ
ดูกรมหาบพิตร ก็อย่างไร บุคคลชื่อว่ามืดแล้วคงมืดต่อไป ดูกรมหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดมาภายหลังในตระกูลอันต่ำ คือใน ตระกูลจัณฑาล ในตระกูลช่างจักสาน ในตระกูลพราน ในตระกูลช่างรถ หรือ ในตระกูลคนเทหยากเยื่อ ซึ่งขัดสน มีข้าวน้ำโภชนาหารน้อย มีอาชีพฝืดเคือง เป็นตระกูลที่หาอาหารและผ้านุ่งห่มได้โดยยาก และเขาเป็นคนที่มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดูไม่น่าชม เป็นคนเล็กแคระ มีอาพาธมาก เป็นคนเสียจักษุ เป็นง่อย เป็นคนกระจอกหรือเป็นเปลี้ย มักหาข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องประทีปไม่ใคร่ได้ เขาซ้ำ ประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้ว @ คนกระจอก คือเดินขาเขยก ฯ คนเปลี้ย คือเป็นอัมพาต ตายแถบหนึ่ง ครั้นตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูกรมหาบพิตร บุรุษพึงไป จากความมืดทึบสู่ความมืดทึบ หรือพึงไปจากความมืดมัวสู่ความมืดมัว หรือพึง ไปจากโลหิตอันมีมลทินสู่โลหิตอันมีมลทิน ฉันใด ดูกรมหาบพิตร ตถาคตกล่าว ว่าบุคคลนี้ มีอุปไมยฉันนั้น ดูกรมหาบพิตร อย่างนี้แล บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มืดแล้ว คงมืดต่อไป ฯ
กถญฺจ มหาราช ปุคฺคโล ตโม ตมปรายโน โหติ ฯ อิธ มหาราช เอกจฺโจ ปุคฺคโล นีเจ กุเล ปจฺฉาชาโต โหติ จณฺฑาลกุเล วา เวณกุเล วา เนสาทกุเล วา รถการกุเล วา ปุกฺกุสกุเล วา ทฬิทฺเท อปฺปนฺนปานโภชเน กสิรวุตฺติเก ยตฺถ กสิเรน ฆาสจฺฉาโท ลพฺภติ ฯ โส จ โหติ ทุพฺพณฺโณ ทุทฺทสฺสิโก โอโกฏิมโก พหฺวาพาโธ กาโณ วา กุณี วา ขญฺโช วา ปกฺขหโต วา น ลาภี อนฺนสฺส วตฺถสฺส ยานสฺส มาลาคนฺธวิเลปนสฺส เสยฺยาวสถปทีเปยฺยสฺส ฯ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ ฯ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ มหาราช ปุริโส อนฺธการา วา อนฺธการํ คจฺเฉยฺย ตมา วา ตมํ คจฺเฉยฺย โลหิตมลา วา โลหิตมลํ คจฺเฉยฺย ตถูปมาหํ มหาราช อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ ฯ เอวํ โข มหาราช ปุคฺคโล ตโม ตมปรายโน โหติ ฯ
ดูกรมหาบพิตร ก็อย่างไร บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มืดแล้วกลับสว่าง ต่อไป ดูกรมหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเกิดมาภายหลังในตระกูล อันต่ำทราม คือในตระกูลจัณฑาล ในตระกูลช่างจักสาน ในตระกูลพราน ใน ตระกูลช่างรถ หรือในตระกูลคนเทหยากเยื่อ ขัดสน มีข้าวน้ำโภชนาหารน้อย มีอาชีพฝืดเคือง เป็นตระกูลที่หาอาหารและผ้านุ่งห่มได้โดยยาก และเขาเป็นคน มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดูไม่น่าชม เป็นคนเล็กแคระ เป็นคนมีอาพาธมาก เป็น คนเสียจักษุ เป็นคนง่อย เป็นคนกระจอก หรือเป็นคนเปลี้ย มักหาข้าว น้ำ ผ้า ยวดยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และเครื่อง ประทีปไม่ใคร่ได้ แม้กระนั้น เขาก็ประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นเขา ประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้ว ครั้นตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรมหาบพิตร บุรุษพึงขึ้นจากแผ่นดินสู่บัลลังก์ หรือพึงขึ้นจากบัลลังก์สู่หลังม้า หรือพึงขึ้นจากหลังม้าสู่คอช้าง หรือพึงขึ้นจากคอช้างสู่ปราสาท แม้ฉันใด ดูกร มหาบพิตร ตถาคตย่อมกล่าวว่า บุคคลนี้มีอุปไมยฉันนั้น ดูกรมหาบพิตร อย่างนี้ แล บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มืดแล้วกลับสว่างต่อไป ฯ
กถญฺจ มหาราช ปุคฺคโล ตโม โชติปรายโน โหติ ฯ อิธ มหาราช เอกจฺโจ ปุคฺคโล นีเจ กุเล ปจฺฉาชาโต โหติ จณฺฑาลกุเล วา เวณกุเล วา เนสาทกุเล วา รถการกุเล วา ปุกฺกุสกุเล วา ทฬิทฺเท อปฺปนฺนปานโภชเน กสิรวุตฺติเก ยตฺถ กสิเรน ฆาสจฺฉาโท ลพฺภติ ฯ โส จ โหติ ทุพฺพณฺโณ ทุทฺทสฺสิโก โอโกฏิมโก พหฺวาพาโธ กาโณ วา กุณี วา ขญฺโช วา ปกฺขหโต วา น ลาภี อนฺนสฺส ปานสฺส วตฺถสฺส ยานสฺส มาลาคนฺธวิเลปนสฺส เสยฺยาวสถปทีเปยฺยสฺส ฯ โส กาเยน สุจริตํ จรติ วาจาย สุจริตํ จรติ มนสา สุจริตํ จรติ ฯ โส กาเยน สุจริตํ จริตฺวา วาจาย สุจริตํ จริตฺวา มนสา สุจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ {๓๙๕.๑} เสยฺยถาปิ มหาราช ปุริโส ปฐวิยา วา ปลฺลงฺกํ อาโรเหยฺย ปลฺลงฺกา วา อสฺสปิฏฺฐึ อาโรเหยฺย อสฺสปิฏฺฐิยา วา หตฺถิกฺขนฺธํ อาโรเหยฺย หตฺถิกฺขนฺธา วา ปาสาทํ อาโรเหยฺย ตถูปมาหํ มหาราช อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ ฯ เอวํ โข มหาราช ปุคฺคโล ตโม โชติปรายโน โหติ ฯ
ดูกรมหาบพิตร ก็อย่างไร บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างแล้วกลับมืด ต่อไป ดูกรมหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดมาภายหลังในตระกูลสูง คือในตระกูลขัตติยมหาศาล ในตระกูลพราหมณมหาศาล หรือในตระกูลคฤหบดี มหาศาล มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก มีทองและเงินล้นเหลือ มีของ ใช้น่าปลื้มใจล้นเหลือ มีทรัพย์คือข้าวเปลือกล้นเหลือ และเขาเป็นคนมีรูปงาม น่าดูน่าชม ประกอบด้วยความงามแห่งผิวเป็นเยี่ยม มักหาข้าว น้ำ ผ้า ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และเครื่องประทีปได้สะดวก แต่เขากลับประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้ว ครั้นตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูกรมหาบพิตร บุรุษลงจากปราสาทสู่คอช้าง หรือลงจากคอช้างสู่หลังม้า หรือลงจากหลังม้าสู่ บัลลังก์ หรือลงจากบัลลังก์สู่พื้นดิน หรือจากพื้นดินเข้าไปสู่ที่มืด แม้ฉันใด ดูกรมหาบพิตร ตถาคตกล่าวว่า บุคคลนี้มีอุปไมยฉันนั้น ดูกรมหาบพิตร อย่างนี้แล บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างแล้วกลับมืดต่อไป ฯ
กถญฺจ มหาราช ปุคฺคโล โชติ ตมปรายโน โหติ ฯ อิธ มหาราช เอกจฺโจ ปุคฺคโล อุจฺเจ กุเล ปจฺฉาชาโต โหติ ขตฺติยมหาสาลกุเล วา พฺราหฺมณมหาสาลกุเล วา คหปติมหาสาลกุเล วา อฑฺเฒ มหทฺธเน มหาโภเค ปหูตชาตรูปรชเต ปหูตวิตฺตูปกรเณ ปหูตธนธญฺเญ ฯ โส จ โหติ อภิรูโป ทสฺสนีโย ปาสาทิโก ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคโต ลาภี อนฺนสฺส ปานสฺส วตฺถสฺส ยานสฺส มาลาคนฺธวิเลปนสฺส เสยฺยาวสถปทีเปยฺยสฺส ฯ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ ฯ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ฯ {๓๙๖.๑} เสยฺยถาปิ มหาราช ปุริโส ปาสาทา วา หตฺถิกฺขนฺธํ โอโรเหยฺย หตฺถิกฺขนฺธา วา อสฺสปิฏฺฐึ โอโรเหยฺย อสฺสปิฏฺฐิยา วา ปลฺลงฺกํ โอโรเหยฺย ปลฺลงฺกา วา ปฐวึ โอโรเหยฺย ปฐวิยา วา อนฺธการํ ปวิเสยฺย ตถูปมาหํ มหาราช อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ ฯ เอวํ โข มหาราช ปุคฺคโล โชติ ตมปรายโน โหติ ฯ
ดูกรมหาบพิตร ก็อย่างไร บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างแล้วคงสว่าง ต่อไป ดูกรมหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเกิดมาภายหลังในตระกูล สูง คือในตระกูลขัตติยมหาศาล ในตระกูลพราหมณมหาศาล หรือในตระกูล คฤหบดีมหาศาล อันมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก มีทองและเงินล้น เหลือ มีของใช้น่าปลื้มใจล้นเหลือ มีทรัพย์คือข้าวเปลือกล้นเหลือ และเขาเป็น คนมีรูปสวย น่าดูน่าชม ประกอบด้วยความงามแห่งผิวเป็นเยี่ยม มักหาข้าว น้ำ ผ้า ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัยและเครื่อง ประทีปได้สะดวก เขาย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติ สุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้ว ครั้นตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกร มหาบพิตร บุรุษพึงก้าวไปด้วยดีจากบัลลังก์สู่บัลลังก์ หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากหลัง ม้าสู่หลังม้า หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากคอช้างสู่คอช้าง หรือพึงก้าวไปด้วยดีจาก ปราสาทสู่ปราสาท แม้ฉันใด ดูกรมหาบพิตร ตถาคตย่อมกล่าวว่า บุคคลนี้มี อุปไมยฉันนั้น ดูกรมหาบพิตร อย่างนี้แล บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างแล้วคงสว่างต่อไป ดูกรมหาบพิตร บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ดังนี้ ฯ
กถญฺจ มหาราช ปุคฺคโล โชติ โชติปรายโน โหติ ฯ อิธ มหาราช เอกจฺโจ ปุคฺคโล อุจฺเจ กุเล ปจฺฉาชาโต โหติ ขตฺติยมหาสาลกุเล วา พฺราหฺมณมหาสาลกุเล วา คหปติมหาสาลกุเล วา อฑฺเฒ มหทฺธเน มหาโภเค ปหูตชาตรูปรชเต ปหูตวิตฺตูปกรเณ ปหูตธนธญฺเญ ฯ โส จ โหติ อภิรูโป ทสฺสนีโย ปาสาทิโก ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคโต ลาภี อนฺนสฺส ปานสฺส วตฺถสฺส ยานสฺส มาลาคนฺธวิเลปนสฺส เสยฺยาวสถปทีเปยฺยสฺส ฯ โส กาเยน สุจริตํ จรติ วาจาย สุจริตํ จรติ มนสา สุจริตํ จรติ ฯ โส กาเยน สุจริตํ จริตฺวา วาจาย สุจริตํ จริตฺวา มนสา สุจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ {๓๙๗.๑} เสยฺยถาปิ มหาราช ปุริโส ปลฺลงฺกา วา ปลฺลงฺกํ สงฺกเมยฺย อสฺสปิฏฺฐิยา วา อสฺสปิฏฺฐึ สงฺกเมยฺย หตฺถิกฺขนฺธา วา หตฺถิกฺขนฺธํ สงฺกเมยฺย ปาสาทา วา ปาสาทํ สงฺกเมยฺย ตถูปมาหํ มหาราช อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ ฯ เอวํ โข มหาราช ปุคฺคโล โชติ โชติปรายโน โหติ ฯ อิเม โข มหาราช จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ดูกรมหาบพิตร บุรุษเข็ญใจไม่มีศรัทธา เป็นคนตระหนี่ เหนียวแน่น มีความดำริชั่ว เป็นมิจฉาทิฐิ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ ย่อมด่า ย่อมบริภาษสมณะหรือพราหมณ์หรือวณิพกอื่นๆ เขาเป็นคนไม่มีประโยชน์ เป็นคนมักขึ้งเคียด ย่อมห้ามคน ที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ ดูกรมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่ ยิ่งของประชาราษฎร์ คนเช่นนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรก อันร้ายแรง นี่ชื่อว่าผู้มืดแล้วคงมืดต่อไป ฯ ดูกรมหาบพิตร บุรุษ (บางคน) เป็นคนเข็ญใจ (แต่) เป็น คนมีศรัทธา ไม่มีความตระหนี่ เขามีความดำริประเสริฐ มีใจ ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับสมณะหรือพราหมณ์ หรือ วณิพกอื่นๆ ย่อมสำเหนียกในจรรยาอันเรียบร้อย ไม่ห้าม คนที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ ดูกรมหาบพิตรผู้เป็น ใหญ่ยิ่งของประชาราษฎร์ คนเช่นนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึง ไตรทิพสถาน นี่ชื่อว่าผู้มืดแล้วกลับสว่างต่อไป ฯ ดูกรมหาบพิตร บุรุษ (บางคน) ถึงหากจะมั่งมี (แต่) ไม่มี ศรัทธา เป็นคนมีความตระหนี่เหนียวแน่น มีความดำริชั่ว เป็นมิจฉาทิฐิ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ ย่อมด่าย่อมบริภาษสมณะหรือ พราหมณ์ หรือวณิพกอื่นๆ เขาเป็นคนไม่มีประโยชน์ เป็น คนมักขึ้งเคียด ย่อมห้ามคนที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ ดูกรมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่ยิ่งของประชาราษฎร์ คนเช่นนั้น เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรกอันร้ายแรง นี่ชื่อว่า ผู้สว่างแล้ว กลับมืดต่อไป ฯ ดูกรมหาบพิตร บุรุษ (บางคน) ถึงหากจะมั่งมี ก็เป็นคนมี- *ศรัทธา ไม่มีความตระหนี่ เขามีความดำริประเสริฐ มีใจไม่ ฟุ้งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับสมณะหรือพราหมณ์หรือแม้ วณิพกอื่นๆ ย่อมสำเหนียกในจรรยาอันเรียบร้อย ไม่ห้าม คนที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่ผู้ที่ขอ ดูกรมหาบพิตรผู้เป็น ใหญ่ยิ่งของประชาราษฎร์ คนเช่นนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึง ไตรทิพสถาน นี่ชื่อว่าผู้สว่างแล้วคงสว่างต่อไป ดังนี้ ฯ
อิทมโวจ ฯเปฯ ทฬิทฺโท ปุริโส ราช อสฺสทฺโธ โหติ มจฺฉรี กทริโย ปาปสงฺกปฺโป มิจฺฉาทิฏฺฐิ อนาทโร สมเณ พฺราหฺมเณ วาปิ อญฺเญ วาปิ วณิพฺพเก อกฺโกสติ ปริภาสติ นตฺถิโก โหติ โรสโก ททมานํ นิวาเรติ ยาจมานาน โภชนํ ตาทิโส ปุริโส ราช มิยฺยมาโน ชนาธิป อุเปติ นิรยํ โฆรํ ตโม ตมปรายโน ทฬิทฺโท ปุริโส ราช สทฺโธ โหติ อมจฺฉรี ททาติ เสฏฺฐสงฺกปฺโป อพฺยคฺคมนโส นโร สมเณ พฺราหฺมเณ วาปิ อญฺเญ วาปิ วณิพฺพเก อุฏฺฐาย อภิวาเทติ สมจริยาย สิกฺขติ ททมานํ น วาเรติ ยาจมานาน โภชนํ ตาทิโส ปุริโส ราช มิยฺยมาโน ชนาธิป อุเปติ ติทิวํ ฐานํ ตโม โชติปรายโน อฑฺโฒ เจ ปุริโส ราช อสฺสทฺโธ โหติ มจฺฉรี กทริโย ปาปสงฺกปฺโป มิจฺฉาทิฏฺฐิ อนาทโร สมเณ พฺราหฺมเณ วาปิ อญฺเญ วาปิ วณิพฺพเก อกฺโกสติ ปริภาสติ นตฺถิโก โหติ โรสโก ททมานํ นิวาเรติ ยาจมานาน โภชนํ ตาทิโส ปุริโส ราช มิยฺยมาโน ชนาธิป อุเปติ นิรยํ โฆรํ โชติ ตมปรายโน อฑฺโฒ เจ ปุริโส ราช สทฺโธ โหติ อมจฺฉรี ททาติ เสฏฺฐสงฺกปฺโป อพฺยคฺคมนโส นโร สมเณ พฺราหฺมเณ วาปิ อญฺเญ วาปิ วณิพฺพเก อุฏฺฐาย อภิวาเทติ สมจริยาย สิกฺขติ ททมานํ น วาเรติ ยาจมานาน โภชนํ ตาทิโส ปุริโส ราช มิยฺยมาโน ชนาธิป อุเปติ ติทิวํ ฐานํ โชติ โชติปรายโนติ ฯ