ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก · ข้ออื่นในเล่มนี้เล่ม ๑๕ · สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
๒. สมิทธิสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทุติยํ สมิทฺธิสุตตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สมิทธิสูตรที่ ๒
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สกฺเกสุ วิหรติ สิลาวติยํ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา สมิทฺธิ ภควโต อวิทูเร อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรติ ฯ อถ โข อายสฺมโต สมิทฺธิสฺส รโหคตสฺส ปฏิสลฺลลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ลาภา วต เม สุลทฺธํ วต เม ยสฺส เม สตฺถา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ลาภา วต เม สุลทฺธํ วต เม โยหํ เอวํ สฺวากฺขาเต ธมฺมวินเย ปพฺพชิโต ลาภา วต เม สุลทฺธํ วต เม ยสฺส เม สพฺรหฺมจาริโน สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมาติ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กรุงศิลาวดี ในแคว้นสักกะ ฯ ก็สมัยนั้นแล ท่านสมิทธิเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนอัน ส่งไปแล้ว อยู่ในที่ใกล้พระผู้มีพระภาค ฯ ครั้งนั้นแล ท่านสมิทธิผู้พักผ่อนอยู่ในที่ลับ มีความปริวิตกแห่งจิตเกิด ขึ้นอย่างนี้ว่า เป็นลาภของเราดีแท้ที่เราได้พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็น พระศาสดาของเรา เป็นลาภของเราดีแท้ที่เราได้บวชในพระธรรมวินัย อัน พระศาสดาตรัสดีแล้วอย่างนี้ เป็นลาภของเราดีแท้ที่เราได้เพื่อนพรหมจรรย์อันมี ศีลมีกัลยาณธรรม ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา อายสฺมโต สมิทฺธิสฺส เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย เยนายสฺมา สมิทฺธิ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมโต สมิทฺธิสฺส อวิทูเร มหนฺตํ ภยเภรวํ สทฺทมกาสิ อปิสฺสุทํ ปฐวี มญฺเญ อุทฺรียตีติ ฯ
ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปทราบความปริวิตกแห่งจิตของท่านสมิทธิ ด้วยจิตแล้ว เข้าไปหาท่านสมิทธิถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว จึงทำเสียงดังน่ากลัว น่าหวาดเสียวประดุจแผ่นดินจะถล่ม ณ ที่ใกล้ท่านสมิทธิ ฯ
อถ โข อายสฺมา สมิทฺธิ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สมิทฺธิ ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธาหํ ภนฺเต ภควโต อวิทูเร อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรามิ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ลาภา วต เม สุลทฺธํ วต เม ยสฺส เม สตฺถา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ลาภา วต เม สุลทฺธํ วต เม โยหํ เอวํ สฺวากฺขาเต ธมฺมวินเย ปพฺพชิโต ลาภา วต เม สุลทฺธํ วต เม ยสฺส เม สพฺรหฺมจาริโน สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมาติ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต อวิทูเร มหาภยเภรวสทฺโท อโหสิ อปิสฺสุทํ ปฐวี มญฺเญ อุทฺรียตีติ ฯ
ลำดับนั้น ท่านสมิทธิเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ท่านสมิทธิครั้นนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว จึงได้กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนอันส่งไปแล้ว อยู่ในที่ใกล้พระองค์ ณ ที่นี้ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์อยู่ในที่ลับเร้น มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เป็นลาภของ เราดีแท้ที่เราได้พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นพระศาสดาของเรา เป็นลาภ ของเราดีแท้ที่เราได้บวชในพระธรรมวินัยอันพระศาสดาตรัสดีแล้วอย่างนี้ เป็น ลาภของเราดีแท้ที่เราได้เพื่อนพรหมจรรย์ อันมีศีลมีกัลยาณธรรม พระเจ้าข้า ขณะนั้น ก็ได้มีเสียงดังน่ากลัว น่าหวาดเสียวประดุจแผ่นดินจะถล่ม เกิดขึ้นใน ที่ใกล้ข้าพระองค์ ฯ
เนสา สมิทฺธิ ปฐวี อุทฺรียติ มาโร เอโส ปาปิมา ตุยฺหํ วิจกฺขุกมฺมาย อาคโต คจฺฉ ตฺวํ สมิทฺธิ ตตฺเถว อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหราหีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา สมิทฺธิ ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สมิทธิ นั้นไม่ใช่แผ่นดินจะถล่ม นั้น เป็นมารผู้มีบาปมาเพื่อกำบังตาเธอ เธอจงไปเถิด สมิทธิ จงเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนอันส่งไปแล้วอยู่ในที่นั้นตามเดิมเถิด ฯ ท่านสมิทธิรับพระดำรัสแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มี พระภาค ทำประทักษิณแล้วหลีกไป ฯ
ทุติยมฺปิ โข อายสฺมา สมิทฺธิ ตตฺเถว อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหาสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข อายสฺมโต สมิทฺธิสฺส รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส ฯเปฯ ทุติยมฺปิ โข มาโร ปาปิมา อายสฺมโต สมิทฺธิสฺส เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย ฯเปฯ อปิสฺสุทํ ปฐวี มญฺเญ อุทฺรียตีติ ฯ
แม้ครั้งที่สอง ท่านสมิทธิเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตน อันส่งไปแล้วอยู่ในที่นั้นนั่นเอง แม้ในครั้งที่สอง ท่านสมิทธิไปในที่ลับเร้นอยู่ มี ความปริวิตกเกิดขึ้นอย่างนี้ ฯลฯ แม้ในครั้งที่สอง มารผู้มีบาปทราบความปริวิตก แห่งจิตของท่านสมิทธิด้วยจิตแล้ว ฯลฯ จึงทำเสียงดังน่ากลัว น่าหวาดเสียว ประดุจแผ่นดินจะถล่ม ณ ที่ใกล้ท่านสมิทธิ ฯ
อถ โข อายสฺมา สมิทฺธิ มาโร อยํ ปาปิมา อิติ วิทิตฺวา มารํ ปาปิมนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ สทฺธายาหํ ปพฺพชิโต อคารสฺมา อนคาริยํ สติ ปญฺญา จ เม พุทฺธา จิตฺตญฺจ สุสมาหิตํ กามํ กรสฺสุ รูปานิ เนว มํ พฺยาธยิสฺสสีติ ฯ อถ โข มาโร ปาปิมา ชานาติ มํ สมิทฺธิ ภิกฺขูติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ
ลำดับนั้น ท่านสมิทธิทราบว่า ผู้นี้เป็นมารผู้มีบาป จึงกล่าว กะมารผู้มีบาปด้วยคาถาว่า เราหลีกออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือนด้วยศรัทธา สติ และปัญญาของเรา เรารู้แล้ว อนึ่ง จิตของเราตั้งมั่นดีแล้ว ท่าน จักบันดาลรูปต่างๆ อันน่ากลัวอย่างไร ก็จักไม่ยังเราให้หวาด กลัวได้เลยโดยแท้ ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า ภิกษุสมิทธิรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง ฯ