๔. วิชยาสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วิชยาสูตรที่ ๔
จตุตฺถํ วิชยาสุตฺตํ
สาวัตถีนิทาน ฯ ครั้งนั้น เวลาเช้า วิชยาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวร ฯลฯ จึงนั่ง พักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ฯ
สาวตฺถีนิทานํ ฯ อถ โข วิชยา ภิกฺขุนี ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ฯเปฯ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสีทิ ฯ
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้วิชยาภิกษุณีบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้า ไปหาวิชยาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะวิชยาภิกษุณีด้วยคาถาว่า เธอยังเป็นสาวมีรูปงาม และฉันก็ยังเป็นหนุ่มแน่น มาเถิด นาง เรามาอภิรมย์กันด้วยดนตรี มีองค์ห้า ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา วิชยาย ภิกฺขุนิยา ภยํ ฯเปฯ สมาธิมฺหา จาเวตุกาโม เยน วิชยา ภิกฺขุนี เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา วิชยํ ภิกฺขุนึ คาถาย อชฺฌภาสิ ทหรา ตฺวํ รูปวตี อหญฺจ ทหโร สุสุ ปญฺจงฺคิเกน ตุริเยน เอหยฺเยภิรมามฺหเสติ ฯ
ลำดับนั้น วิชยาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าวคาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ ฯ ทันใดนั้น วิชยาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่จะให้เรา บังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อน จากสมาธิ จึงได้กล่าวคาถา ฯ ครั้นวิชยาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะมารผู้มีบาป ด้วยคาถาว่า ดูกรมาร รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่ารื่นรมย์ใจ เราขอมอบให้ท่านผู้เดียว เพราะเราไม่ต้องการมัน เราอึดอัด ระอาด้วยกายเน่า อันจะแตกทำลาย เปื่อยพังไปนี้ กาม- ตัณหา เราถอนได้แล้ว ความมืดในรูปภพที่สัตว์ทั้งหลาย เข้าถึง ในอรูปภพที่สัตว์ทั้งหลายเป็นภาคี และในสมาบัติอัน สงบทั้งปวง เรากำจัดได้แล้ว ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า วิชยาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
อถ โข วิชยาย ภิกฺขุนิยา เอตทโหสิ โก นุ โข อยํ มนุสฺโส วา อมนุสฺโส วา คาถํ ภาสตีติ ฯ อถ โข วิชยาย ภิกฺขุนิยา เอตทโหสิ มาโร โข อยํ ปาปิมา ฯเปฯ คาถํ ภาสตีติ ฯ อถ โข วิชยา ภิกฺขุนี มาโร อยํ ปาปิมา อิติ วิทิตฺวา มารํ ปาปิมนฺตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ รูปา สทฺทา คนฺธา รสา โผฏฺฐพฺพา จ มโนรมา นิยฺยาตยามิ ตุเยฺหว มาร น หิ เตน อตฺถิกา อิมินา ปูติกาเยน ภินฺทเนน ปภงฺคุนา อฏฺฏิยามิ หรายามิ กามตณฺหา สมูหตา เย จ รูปูปคา สตฺตา เย จ อรูปภาคิโน ยา จ สนฺตา สมาปตฺติ สพฺพตฺถ วิหโต ตโมติ ฯ อถ โข มาโร ปาปิมา ชานาติ มํ วิชยา ภิกฺขุนีติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ