๔. พกสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พกสูตรที่ ๔
จตุตฺถํ พกสุตฺตํ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ ก็สมัยนั้นแล พกพรหมได้เกิดทิฐิอันชั่วช้าเห็นปานดังนี้ว่า ฐานะแห่ง พรหมนี้เที่ยง ยั่งยืน ติดต่อกัน คงที่ มีความไม่เคลื่อนไหวเป็นธรรมดา ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ ก็แหละอุบายเป็นเครื่องออกไปอันยิ่งอย่างอื่น จากฐานะแห่งพรหมนี้ไม่มี ฯ
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน พกสฺส พฺรหฺมุโน เอวรูปํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ อิทํ นิจฺจํ อิทํ ธุวํ อิทํ สสฺสตํ อิทํ เกวลํ อิทํ อจวนธมฺมํ อิทํ หิ น ชายติ น ชิยฺยติ น มิยฺยติ น จวติ น อุปปชฺชติ อิโต จ ปนญฺญํ อุตฺตรึ นิสฺสรณํ นตฺถีติ ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของ พกพรหมด้วยพระทัยแล้ว ทรงหายไปในพระเชตวันวิหารแล้วได้ปรากฏในพรหม- *โลกนั้น เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังพึงเหยียดออกซึ่งแขนที่คู้เข้า หรือคู้เข้าซึ่ง แขนที่เหยียดออก ฉะนั้น ฯ พกพรหมได้เห็นพระผู้มีพระภาคกำลังเสด็จมาแต่ไกลทีเดียว ครั้นแล้วได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์จงเสด็จมาเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระองค์เสด็จมาดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ นาน เทียวแลพระองค์ได้กระทำปริยายเพื่อการเสด็จมา ณ พรหมโลกนี้ ข้าแต่พระองค์ ผู้นิรทุกข์ ก็ฐานะแห่งพรหมนี้เที่ยง ยั่งยืน ติดต่อกัน คงที่ มีความไม่เคลื่อน ไหวเป็นธรรมดา ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ ก็อุบายเป็นเครื่อง ออกไปอันยิ่งอย่างอื่นจากฐานะแห่งพรหมนี้ไม่มี ฯ
อถ โข ภควา พกสฺส พฺรหฺมุโน เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว เชตวเน อนฺตรหิโต ตสฺมึ พฺรหฺมโลเก ปาตุรโหสิ ฯ อทฺทสา โข พโก พฺรหฺมา ภควนฺตํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน ภควนฺตํ เอตทโวจ เอหิ โข มาริส สฺวาคตํ เต มาริส จิรสฺสํ โข มาริส อิมํ ปริยายมกาสิ ยทิทํ อิธาคมนาย อิทํ หิ มาริส นิจฺจํ อิทํ ธุวํ อิทํ สสฺสตํ อิทํ เกวลํ อิทํ อจวนธมฺมํ อิทญฺหิ น ชายติ น ชิยฺยติ น มิยฺยติ น จวติ น อุปปชฺชติ อิโต จ ปนญฺญํ อุตฺตรึ นิสฺสรณํ นตฺถีติ ฯ
เมื่อพกพรหมกล่าวเช่นนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำนี้กะ พกพรหมว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พกพรหมนั้นถึงความโง่เขลาแล้วหนอ ท่านผู้ เจริญทั้งหลาย พกพรหมนั้นถึงความโง่เขลาแล้วหนอ พกพรหมกล่าวฐานะแห่ง พรหมที่เป็นของไม่เที่ยงเลยว่าเที่ยง กล่าวฐานะแห่งพรหมที่เป็นของไม่ยั่งยืนเลยว่า ยั่งยืน กล่าวฐานะแห่งพรหมที่เป็นของไม่ติดต่อกันเลยว่าติดต่อกัน กล่าวฐานะแห่ง พรหมที่เป็นของไม่คงที่เลยว่าคงที่ กล่าวฐานะแห่งพรหมที่เป็นของความเคลื่อนไหว เป็นธรรมดาทีเดียวว่า มีความไม่เคลื่อนไหวเป็นธรรมดา และกล่าวฐานะแห่ง พรหมอันเป็นที่เกิดแก่ ตาย และเป็นที่จุติและอุปบัติแห่งตนว่า ฐานะแห่งพรหมนี้ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ ก็แหละย่อมกล่าวอุบายเป็นเครื่องออก ไปอันยิ่งอย่างอื่นซึ่งมีอยู่ว่าไม่มี ดังนี้ ฯ
เอวํ วุตฺเต ภควา พกํ พฺรหฺมานํ เอตทโวจ อวิชฺชาคโต วต โภ พโก พฺรหฺมา อวิชฺชาคโต วต โภ พโก พฺรหฺมา ยตฺร หิ นาม อนิจฺจํเยว สมานํ นิจฺจนฺติ วกฺขติ อธุวํเยว สมานํ ธุวนฺติ วกฺขติ อสสฺสตํเยว สมานํ สสฺสตนฺติ วกฺขติ อเกวลํเยว สมานํ เกพลนฺติ วกฺขติ จวนธมฺมํเยว สมานํ อจวนธมฺมนฺติ วกฺขติ ยตฺถ จ ปน ชายติ จ ชิยฺยติ จ มิยฺยติ จ จวติ จ อุปปชฺชติ จ ตํ ตถา วกฺขติ อิทํ หิ น ชายติ น ชิยฺยติ น มิยฺยติ น จวติ น อุปปชฺชตีติ สนฺตญฺจ ปนญฺญํ อุตฺตรึ นิสฺสรณํ นตฺถญฺญํ อุตฺตรึ นิสฺสรณนฺติ วกฺขตีติ ฯ
พกพรหมทูลว่า ข้าแต่พระโคดม พวกข้าพระองค์ ๗๒ คน บังเกิดในพรหม โลกนี้เพราะบุญกรรม ยังอำนาจให้เป็นไป ล่วงชาติชราได้ แล้ว การอุปบัติในพรหมโลก ซึ่งถึงฝั่งไตรเภทนี้เป็นที่สุด แล้ว ชนมิใช่น้อยย่อมปรารถนาเป็นดังพวกข้าพระองค์ ฯ
ทฺวาสตฺตติ โคตม ปุญฺญกมฺมา วสวตฺติโน ชาติชรํ อตีตา อยมนฺติมา เวทคู พฺรหฺมุปปตฺติ อสฺมาภิชปฺปนฺติ ชนา อเนกาติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพกพรหม ท่านสำคัญอายุใดว่ายาว ก็อายุนั้นสั้น ไม่ ยาวเลย ดูกรพรหม เรารู้อายุหนึ่งแสนนิรัพพุท ของท่าน ได้ดี ฯ
อปฺปํ หิ เอตํ น หิ ทีฆมายุํ ยํ ตฺวํ พก มญฺญสิ ทีฆมายุํ สตํ สหสฺสาน นิรพฺพุทานํ อายุํ ปชานามิ ตฺวาหํ พฺรเหฺมติ ฯ
พกพรหมทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์ตรัสว่า เราเป็นผู้มีปรกติเห็น ไม่มีที่สิ้นสุด ล่วงชาติชราและความโศกได้แล้วดังนี้ อะไร เป็นศีลวัตรเก่าแก่ของข้าพระองค์หนอ ขอพระองค์จงตรัส บอกศีลวัตรซึ่งข้าพระองค์ควรรู้แจ้งชัด ฯ
อนนฺตทสฺสี ภควาหมสฺมิ ชาติชรํ โสกมุปาติวตฺโต กึ เม ปุราณํ วต สีลวตฺตํ อาจิกฺขเมตํ ยมหํ วิชญฺญาติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ๑. ข้อที่ท่านยังมนุษย์เป็นอันมาก ผู้ซึ่งกระหายน้ำอันแดด แผดเผาแล้ว ในฤดูร้อนให้ได้ดื่มน้ำกิน เป็นศีลวัตรเก่าแก่ ของท่าน เรายังระลึกได้อยู่ ประดุจหลับแล้วและตื่นขึ้น ฉะนั้น ฯ ๒. ข้อที่ท่านช่วยปลดเปลื้องประชุมชน ซึ่งถูกโจรจับพาไป อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา เป็นศีลวัตรเก่าแก่ของท่าน เรายังระลึก ได้อยู่ประดุจหลับแล้วและตื่นขึ้น ฉะนั้น ฯ ๓. ข้อที่ท่านข่มขี่ด้วยกำลัง แล้วช่วยปลดเปลื้องเรือซึ่งถูก นาคผู้ร้ายกาจจับไว้ในกระแสของแม่น้ำคงคา เพราะความ เอ็นดูในหมู่มนุษย์ ข้อนั้นเป็นศีลวัตรเก่าแก่ของท่าน เรายัง ระลึกได้อยู่ ประดุจหลับแล้วและตื่นขึ้น ฉะนั้น ฯ ๔. และเราได้เป็นอันเตวาสิกของท่าน นามว่ากัปปมาณพ เราได้เข้าใจท่านแล้วว่า มีความรู้ชอบ มีวัตร ข้อนั้นเป็น @ นิรัพพุท เป็นสังขยาซึ่งมีจำนวนสูญ ๖๘ สูญ ศีลวัตรเก่าแก่ของท่าน เรายังระลึกได้อยู่ ประดุจหลับแล้ว และตื่นขึ้น ฉะนั้น ฯ พกพรหมทูลว่า พระองค์ทรงทราบอายุนี้ของข้าพระองค์แน่แท้ แม้สิ่งอื่นๆ พระองค์ก็ทรงทราบได้ เพราะพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ฉะนั้น อานุภาพอันรุ่งโรจน์ของพระองค์นี้ จึงยังพรหมโลก ให้สว่างไสวตั้งอยู่ ฯ
ยํ ตฺวํ อปาเยสิ พหู มนุสฺเส ปิปาสิเต ฆมฺมนิ สมฺปเรเต ตนฺเต ปุราณํ วต สีลวตฺตํ สุตฺตปฺปพุทฺโธว อนุสฺสรามิ ยํ เอณิกุลสฺมึ ชนตํ คหิตํ อโมจยี คยฺหกํ นียมานํ ตนฺเต ปุราณํ วต สีลวตฺตํ สุตฺตปฺปพุทฺโธว อนุสฺสรามิ คงฺคาย โสตสฺมิ คหีตนาวํ ลุทฺเธน นาเคน มนุสฺสกมฺปา อโมจยิตฺถ พลสา ปสยฺห ตนฺเต ปุราณํ วต สีลวตฺตํ สุตฺตปฺปพุทฺโธว อนุสฺสรามิ กปฺโป จ เต ปฏจโร อโหสึ สมฺพุทฺธิวนฺตํ วตินํ อมญฺญึ ตนฺเต ปุราณํ วต สีลวตฺตํ สุตฺตปฺปพุทฺโธว อนุสฺสรามิ อทฺธา ปชานาสิ มเมตมายุํ อญฺเญปิ ชานาสิ ตถา หิ พุทฺโธ ตถา หิ ตฺยายํ ชลิตานุภาโว โอภาสยํ ติฏฺฐติ พฺรหฺมโลกนฺติ ฯ