๑๐. สมิทธิสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สมิทธิสูตรที่ ๑๐
ทสมํ สมิทฺธิสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ตโปทาราม เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล พระสมิทธิเถระผู้มีอายุ ตื่นขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี เข้าไปที่ ลำน้ำตโปทาเพื่อจะล้างตัว ครั้นล้างตัวแล้ว จึงกลับขึ้นยืนมีจีวรผืนเดียวรอให้ ตัวแห้ง ฯ
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ ตโปทาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา สมิทฺธิ รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย เยน ตโปทา เตนุปสงฺกมิ คตฺตานิ ปริสิญฺจิตุํ ตโปเท คตฺตานิ ปริสิญฺจิตฺวา ปจฺจุตฺตริตฺวา เอกจีวโร อฏฺฐาสิ คตฺตานิ สุกฺขาปยมาโน ฯ
ครั้งนั้นแล เมื่อราตรีใกล้สว่าง เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณงาม ยังลำน้ำตโปทาทั้งสิ้นให้สว่างทั่ว เข้าไปหาพระสมิทธิเถระผู้มีอายุถึงที่ใกล้ ครั้น- *แล้ว จึงลอยอยู่ในอากาศ ได้กล่าวกะพระสมิทธิเถระผู้มีอายุด้วยคาถาว่า ภิกษุ ท่านไม่บริโภคแล้ว ยังขออยู่ ท่านบริโภคแล้ว ก็ไม่ ต้องขอเลย ภิกษุ ท่านบริโภคแล้ว จงขอเถิด กาลอย่า ล่วงท่านไปเสียเลย ฯ
อถ โข อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ ตโปทํ โอภาเสตฺวา เยน อายสฺมา สมิทฺธิ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เวหาสํ ฐิตา อายสฺมนฺตํ สมิทฺธึ คาถาย อชฺฌภาสิ อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกฺขุ น หิ ภุตฺวาน ภิกฺขสิ ภุตฺวาน ภิกฺขุ ภิกฺขสฺสุ มา ตํ กาโล อุปจฺจคาติ ฯ
ส. เรายังไม่รู้กาล กาลยังลับ มิได้ปรากฏ เพราะ เหตุนั้น เราไม่บริโภคแล้ว จึงยังขออยู่ กาลอย่าล่วงเราไป เสียเลย ฯ
กาลํ โวหํ น ชานามิ ฉนฺโน กาโล น ทิสฺสติ ตสฺมา อภุตฺวา ภิกฺขามิ มา มํ กาโล อุปจฺจคาติ ฯ
ครั้งนั้นแล เทวดานั้นลงมายืนที่พื้นดินแล้ว กล่าวกะพระสมิทธิ- *เถระว่า ภิกษุ ท่านเป็นบรรพชิตยังหนุ่มแน่น มีผมดำประกอบด้วยปฐมวัย จำเริญรุ่น จะเป็นผู้ไม่เพลิดเพลินในกามทั้งหลายเสียแล้ว ภิกษุ ท่านจงบริโภค กามทั้งหลายเป็นของมนุษย์ อย่าละกามที่เห็นประจักษ์เสีย วิ่งไปหาทิพยกามอัน มีโดยกาลเลย ฯ
อถ โข สา เทวตา ปฐวิยํ ปติฏฺฐหิตฺวา อายสฺมนฺตํ สมิทฺธึ เอตทโวจ ทหโร ตฺวํ ภิกฺขุ ปพฺพชิโต สุสุ กาฬเกโส ภเทฺรน โยพฺพเนน สมนฺนาคโต ปฐเมน วยสา อนิกฺกีฬิตาวี กาเมสุ ภุญฺช ภิกฺขุ มานุสเก กาเม มา สนฺทิฏฺฐิกํ หิตฺวา กาลิกํ อนุธาวีติ ฯ
ส. ท่านผู้มีอายุ เราหาได้ละกามที่เห็นประจักษ์ วิ่งเข้าไปหา ทิพยกามอันมีโดยกาลไม่ ท่านผู้มีอายุ เราละกามอันมีโดยกาลแล้ว วิ่งเข้าไปหา โลกุตรธรรมที่เห็นประจักษ์ ท่านผู้มีอายุ ด้วยว่ากามทั้งหลายอันมีโดยกาล (เป็น ของชั่วคราว) พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกาม ทั้งหลายนั้นมีโทษยิ่ง โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล ควร เรียกร้องผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลายพึง ทราบเฉพาะตน ฯ
น ขฺวาหํ อาวุโส สนฺทิฏฺฐิกํ หิตฺวา กาลิกํ อนุธาวามิ กาลิกญฺจ ขฺวาหํ อาวุโส หิตฺวา สนฺทิฏฺฐิกํ อนุธาวามิ กาลิกา หิ อาวุโส กามา วุตฺตา ภควตา พหุทุกฺขา พหูปายาสา อาทีนโว เอตฺถ ภิยฺโย สนฺทิฏฺฐิโก อยํ ธมฺโม อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ ฯ
ท. ภิกษุ ก็กามทั้งหลายอันมีโดยกาล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษมาก เป็นอย่างไร โลกุตรธรรมนี้ อัน บุคคลพึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควร น้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลาย พึงทราบเฉพาะตน เป็นอย่างไร ฯ
กถญฺจ ภิกฺขุ กาลิกา กามา วุตฺตา ภควตา พหุทุกฺขา พหูปายาสา อาทีนโว เอตฺถ ภิยฺโย กถํ สนฺทิฏฺฐิโก อยํ ธมฺโม อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ ฯ
ส. ท่านผู้มีอายุ เราเป็นผู้ใหม่ บวชไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัย นี้ เราไม่อาจบอกท่านได้พิสดาร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต- *สัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับที่ตโปทาราม เขตพระนครราชคฤห์ ท่านเข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล้ว ทูลถามเรื่องนี้เถิด พระผู้มีพระภาคทรง พยากรณ์แก่ท่านอย่างใด ท่านพึงทรงจำเรื่องนั้นไว้อย่างนั้นเถิด ฯ ท. พระผู้มีพระภาคนั้น อันพวกเทวดามีบริวารมากจำพวกอื่นแวดล้อม แล้ว ข้าพเจ้าจะเข้าไปเฝ้าไม่ได้ง่ายเลย ภิกษุ ถ้าท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค นั้นแล้วพึงทูลถามเรื่องนี้ แม้ข้าพเจ้าพึงมาเพื่อฟังธรรม ฯ พระสมิทธิเถระผู้มีอายุรับต่อเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราจะทูลถาม อย่างนี้ แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นเข้าไปแล้ว จึงถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาค แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
อหํ โข อาวุโส นโว อจิรปพฺพชิโต อธุนาคโต อิมํ ธมฺมวินยํ น ตาหํ สกฺโกมิ วิตฺถาเรน อาจิกฺขิตุํ อยํ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ราชคเห วิหรติ ตโปทาราเม ตํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺฉ ยถา เต ภควา พฺยากโรติ ตถา นํ ธาเรยฺยาสีติ ฯ น โข ภิกฺขุ สุกโร โส ภควา อเมฺหหิ อุปสงฺกมิตุํ อญฺญาหิ มเหสกฺขาหิ เทวตาหิ ปริวุโต สเจ โข ตฺวํ ภิกฺขุ ตํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยาสิ มยํปิ อาคจฺเฉยฺยาม ธมฺมสฺสวนายาติ ฯ เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา สมิทฺธิ ตสฺสา เทวตาย ปฏิสฺสุณิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ
พระสมิทธิเถระผู้มีอายุ ครั้นนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าพระองค์ขอประทานโอกาสกราบทูล ข้าพระองค์ ตื่นขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี เข้าไปที่ลำน้ำตโปทาเพื่อล้างตัว ครั้นล้างตัวแล้ว กลับขึ้นยืน มีจีวรผืนเดียวรอให้ตัวแห้ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล เมื่อ ราตรีใกล้สว่าง เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณงาม ยังลำน้ำตโปทาทั้งสิ้นให้สว่างทั่ว เข้าไปหาข้าพระองค์ ครั้นแล้วจึงลอยอยู่ในอากาศ ได้กล่าวด้วยคาถานี้ว่า ภิกษุ ท่านไม่บริโภคแล้ว ยังขออยู่ ท่านบริโภคแล้ว ก็ ไม่ต้องขอเลย ภิกษุ ท่านบริโภคแล้ว จงขอเถิด กาลอย่า ล่วงท่านไปเสียเลย ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าว กะเทวดานั้นด้วยคาถาว่า เรายังไม่รู้กาล กาลยังลับ มิได้ปรากฏ เพราะเหตุนั้น เราไม่ บริโภคแล้ว จึงยังขออยู่ กาลอย่าล่วงเราไปเสียเลย ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล เทวดานั้นลงมายืนที่พื้นดินแล้วกล่าว คำนี้กะข้าพระองค์ว่า ภิกษุ ท่านเป็นบรรพชิตยังหนุ่มแน่น มีผมดำ ประกอบ ด้วยปฐมวัยจำเริญรุ่น จะเป็นผู้ไม่เพลิดเพลินในกามทั้งหลายเสียแล้ว ภิกษุ ท่านจงบริโภคกามทั้งหลายเป็นของมนุษย์ อย่าละกามที่เห็นประจักษ์ วิ่งเข้าไป หาทิพยกามอันมีโดยกาลเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวคำนี้กะเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราหาได้ละกามที่เห็น ประจักษ์ วิ่งเข้าไปหาทิพยกามอันมีโดยกาลไม่ ท่านผู้มีอายุ เราละกามอันมีโดย กาลแล้ว วิ่งเข้าไปหาโลกุตรธรรมที่เห็นประจักษ์ ท่านผู้มีอายุ ด้วยว่ากามทั้งหลาย อันมีโดยกาล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกาม ทั้งหลายนั้นมีโทษยิ่ง โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลาย พึงทราบเฉพาะตน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะข้าพระองค์ว่า ภิกษุ ก็กามทั้งหลายอันมีโดยกาล พระผู้มี พระภาคตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษมากเป็นอย่างไร โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่าน จงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลายพึงทราบเฉพาะตน เป็น อย่างไร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้ กล่าวคำนี้กะเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราเป็นผู้บวชใหม่ เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ เราไม่อาจบอกท่านได้พิสดาร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันตสัมมา- *สัมพุทธเจ้า เสด็จประทับอยู่ที่ตโปทาราม เขตพระนครราชคฤห์ ท่านเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล้ว ทูลถามเรื่องนี้เถิด พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ แก่ท่านอย่างไร ท่านพึงทรงจำเรื่องนั้นไว้อย่างนั้นเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะข้าพระองค์ว่า ภิกษุ พระผู้มีพระภาคนั้น อันพวกเทวดามีบริวารมากจำพวกอื่นแวดล้อมแล้ว ข้าพเจ้า จะเข้าไปเฝ้าไม่ได้ง่ายเลย ภิกษุ ถ้าท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคนั้นแล้วพึงทูล ถามเรื่องนี้ แม้ข้าพเจ้าพึงมาเพื่อฟังธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าคำของเทวดา นั้นเป็นคำจริง เทวดานั้นพึงมาในที่ใกล้วิหารนี้นี่แล ฯ เมื่อพระสมิทธิเถระทูลอย่างนี้แล้ว เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะพระสมิทธิ- *เถระผู้มีอายุว่า ทูลถามเถิด ภิกษุ ทูลถามเถิด ภิกษุ ข้าพเจ้าตามมาถึงแล้ว ฯ
เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สมิทฺธิ ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธาหํ ภนฺเต รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย เยน ตโปทา เตนุปสงฺกมึ คตฺตานิ ปริสิญฺจิตุํ ตโปเท คตฺตานิ ปริสิญฺจิตฺวา ปจฺจุตฺตริตฺวา เอกจีวโร อฏฺฐาสึ คตฺตานิ สุกฺขาปยมาโน อถ โข ภนฺเต อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ ตโปทํ โอภาเสตฺวา เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เวหาสํ ฐิตา อิมาย คาถาย อชฺฌภาสิ อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกฺขุ น หิ ภุตฺวาน ภิกฺขสิ ภุตฺวาน ภิกฺขุ ภิกฺขสฺสุ มา ตํ กาโล อุปจฺจคาติ ฯ เอวํ วุตฺเต อหํ ภนฺเต ตํ เทวตํ คาถาย อชฺฌภาสึ กาลํ โวหํ น ชานามิ ฉนฺโน กาโล น ทิสฺสติ ตสฺมา อภุตฺวา ภิกฺขามิ มา มํ กาโล อุปจฺจคาติ ฯ {๕๑.๑} อถ โข ภนฺเต สา เทวตา ปฐวิยํ ปติฏฺฐหิตฺวา มํ เอตทโวจ ทหโร ตฺวํ ภิกฺขุ ปพฺพชิโต สุสุ กาฬเกโส ภเทฺรน โยพฺพเนน สมนฺนาคโต ปฐเมน วยสา อนิกฺกีฬิตาวี กาเมสุ ภุญฺช ภิกฺขุ มานุสเก กาเม มา สนฺทิฏฺฐิกํ หิตฺวา กาลิกํ อนุธาวีติ ฯ เอวํ วุตฺตาหํ ภนฺเต ตํ เทวตํ เอตทโวจํ น ขฺวาหํ อาวุโส สนฺทิฏฺฐิกํ หิตฺวา กาลิกํ อนุธาวามิ กาลิกญฺจ ขฺวาหํ อาวุโส หิตฺวา สนฺทิฏฺฐิกํ อนุธาวามิ กาลิกา หิ อาวุโส กามา วุตฺตา ภควตา พหุทุกฺขา พหูปายาสา อาทีนโว เอตฺถ ภิยฺโย สนฺทิฏฺฐิโก อยํ ธมฺโม อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ ฯ {๕๑.๒} เอวํ วุตฺเต ภนฺเต สา เทวตา มํ เอตทโวจ กถญฺจ ภิกฺขุ กาลิกา กามา วุตฺตา ภควตา ฬหุทุกฺขา พหูปายาสา อาทีนโว เอตฺถ ภิยฺโย กถํ สนฺทิฏฺฐิโก อยํ ธมฺโม อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ ฯ เอวํ วุตฺตาหํ ภนฺเต ตํ เทวตํ เอตทโวจํ อหํ โข อาวุโส นโว อจิรปพฺพชิโต อธุนาคโต อิมํ ธมฺมวินยํ น ตาหํ สกฺโกมิ วิตฺถาเรน อาจิกฺขิตุํ อยํ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ราชคเห วิหรติ ตโปทาราเม ตํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺฉ ยถา เต ภควา พฺยากโรติ ตถา นํ ธาเรยฺยาสีติ ฯ {๕๑.๓} เอวํ วุตฺเต ภนฺเต สา เทวตา มํ เอตทโวจ น โข ภิกฺขุ สุกโร โส ภควา อเมฺหหิ อุปสงฺกมิตุํ อญฺญาหิ มเหสกฺขาหิ เทวตาหิ ปริวุโต สเจ โข ตฺวํ ภิกฺขุ ตํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยาสิ มยํปิ อาคจฺเฉยฺยาม ธมฺมสฺสวนายาติ ฯ สเจ ภนฺเต ตสฺสา เทวตาย สจฺจํ วจนํ อิเธว สา เทวตา อวิทูเรติ ฯ เอวํ วุตฺเต สา เทวตา อายสฺมนฺตํ สมิทฺธึ เอตทโวจ ปุจฺฉ ภิกฺขุ ปุจฺฉ ภิกฺขุ ยมหํ อนุปฺปตฺตาติ ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะเทวดานั้นด้วยคาถา ทั้งหลายว่า สัตว์ทั้งหลายมีความสำคัญในข้อที่ได้รับบอก ติดอยู่ในข้อที่ได้ รับบอก ไม่กำหนดรู้ข้อที่ได้รับบอก ย่อมมาสู่อำนาจแห่งมัจจุ ส่วนขีณาสวภิกษุกำหนดรู้ข้อที่ได้รับบอก ย่อมไม่สำคัญ ข้อที่ได้รับบอกแล้ว เพราะข้อที่ได้รับบอกนั้น ย่อมไม่มีแก่ ขีณาสวภิกษุนั้น ฉะนั้น เหตุที่จะพึงพูดถึงข้อที่ได้รับบอก จึงมิได้มีแก่ขีณาสวภิกษุนั้น ดูกรเทวดา ถ้าท่านเข้าใจ ก็จงพูด ฯ เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้ ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอพระโอกาส ข้าพระองค์พึงทราบเนื้อความแห่งธรรมนี้ ที่ พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้อย่างไร พระผู้มีพระภาค โปรดตรัสแก่ข้าพระองค์อย่างนั้นเถิด ฯ
อถ โข ภควา ตํ เทวตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ อกฺเขยฺยสญฺญิโน สตฺตา อกฺเขยฺยสฺมึ ปติฏฺฐิตา อกฺเขยฺยมปริญฺญาย โยคมายนฺติ มจฺจุโน อกฺเขยฺยญฺจ ปริญฺญาย อกฺขาตารํ น มญฺญติ ตญฺหิ ตสฺส น โหตีติ เยน นํ วชฺชา น ตสฺส อตฺถิ สเจ วิชานาสิ วเทหิ ยกฺขาติ ฯ น ขฺวาหํ ภนฺเต อิมสฺส ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ สาธุ เม ภนฺเต ภควา ตถา ภาสตุ ยถาหํ อิมสฺส ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺยนฺติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปด้วยพระคาถาว่า บุคคลใดสำคัญว่าเราเสมอเขา ว่าเราดีกว่าเขา ว่าเราเลวกว่าเขา บุคคลนั้นพึงวิวาทกับเขา ขีณาสวภิกษุเป็นผู้ไม่หวั่นไหวอยู่ใน มานะ ๓ อย่าง มานะว่าเราเสมอเขา ว่าเราดีกว่าเขา ว่าเราเลว กว่าเขา ย่อมไม่มีแก่ขีณาสวภิกษุนั้น ดูกรเทวดา ถ้าท่าน เข้าใจก็จงพูดเถิด ฯ เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้ ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระโอกาส ข้าพระองค์พึงทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้อย่างใด ขอพระผู้มี- *พระภาคโปรดตรัสแก่ข้าพระองค์อย่างนั้นเถิด ฯ
สโม วิเสสี อุทวา นิหีโน โย มญฺญติ โส วิวเทถ เตน ตีสุ วิธาสุ อวิกมฺปมาโน สโม วิเสสีติ น ตสฺส โหติ สเจ วิชานาสิ วเทหิ ยกฺขาติ ฯ อิมสฺสปิ ขฺวาหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ น อาชานามิ สาธุ เม ภนฺเต ภควา ตถา ภาสตุ ยถาหํ อิมสฺส ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺยนฺติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปด้วยพระคาถาว่า ขีณาสวภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว บรรลุธรรมที่ปราศจากมานะ แล้ว ได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้เสียแล้ว พวกเทวดา พวกมนุษย์ ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี ในสวรรค์ทั้งหลายก็ดี ในสถานที่ อาศัยของสัตว์ทั้งปวงก็ดี เที่ยวค้นหาก็ไม่พบขีณาสวภิกษุนั้น ผู้มีเครื่องผูกอันตัดเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีตัณหา ดูกรเทวดา ถ้าท่านเข้าใจก็จงพูดเถิด ฯ
ปหาสิ สงฺขํ น วิมานมาคา อจฺเฉชฺชิ ตณฺหํ อิธ นามรูเป ตํ ฉินฺนคนฺถํ อนิฆํ นิราสํ ปริเยสมานา นาชฺฌคมุํ เทวา มนุสฺสา อิธ วา หุรํ วา สคฺเคสุ วา สพฺพนิเวสเนสุ สเจ วิชานาสิ วเทหิ ยกฺขาติ ฯ
เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์ทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารอย่างนี้ว่า ไม่ควรทำบาปด้วยวาจา ด้วยใจ และด้วยกาย อย่างไหนๆ ในโลก ทั้งปวง ควรละกามทั้งหลายเสียแล้ว มีสติ มีสัมปชัญญะ ไม่ควรเสพทุกข์อัน ประกอบด้วยโทษ ไม่เป็นประโยชน์ ฯ จบนันทนวรรคที่ ๒ ----------------------------------------------------- สูตรที่กล่าวในนันทนวรรคนั้น นันทนสูตร นันทิสูตร นัตถิปุตตสมสูตร ขัตติยสูตร สกมานสูตร นิททาตันทิสูตร ทุกกรสูตร หิริสูตร กุฏิกาสูตร เป็นที่ ๙ กับสมิทธิสูตร เป็นที่ ๑๐ ท่านกล่าวแล้วฉะนี้ ฯ -----------------------------------------------------
อิมสฺส ขฺวาหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ ปาปํ น กยิรา วจสา มนสา กาเยน วา กิญฺจน สพฺพโลเก กาเม ปหาย สติมา สมฺปชาโน ทุกฺขํ น เสเวถ อนตฺถสญฺหิตนฺติ ฯ นนฺทนวคฺโค ทุติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ นนฺทนา นนฺทติ เจว นตฺถิปุตฺตสเมน จ ขตฺติโย สกมาโน จ นิทฺทาตนฺทิ จ ทุกฺกรํ หิริ กุฏิกา นวโม ทสโม วุตฺโต สมิทฺธินาติ ฯ ------------