๙. วัชชีปุตตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๙. วัชชีปุตตสูตร ว่าด้วยภิกษุวัชชีบุตร
สมัยหนึ่ง ภิกษุวัชชีบุตรรูปหนึ่งอยู่ ณ ราวป่าแห่งหนึ่ง เขตกรุงเวสาลี สมัยนั้น ในกรุงเวสาลี ได้มีการละเล่นมหรสพตลอดทั้งคืน ครั้งนั้น ภิกษุนั้นได้ฟัง เสียงดนตรีที่บุคคลบรรเลงก้องกังวานอยู่ในกรุงเวสาลี คร่ำครวญอยู่ ได้กล่าวคาถานี้ ในเวลานั้นว่า เราอยู่ในป่าคนเดียว ดุจท่อนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่า ฉะนั้น ใครหนอจะเลวกว่าเราในราตรีเช่นนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๓๐} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๙. วนสังยุต] ๑๐. สัชฌายสูตร ลำดับนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในราวป่านั้น มีความอนุเคราะห์หวังดีต่อท่าน ประสงค์จะให้ภิกษุนั้นสลดใจ จึงเข้าไปหาภิกษุนั้นถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวกับภิกษุนั้น ด้วยคาถาว่า ท่านอยู่ในป่าคนเดียว ดุจท่อนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่า ฉะนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมากยังรักท่านอยู่ ดุจสัตว์นรกยินดีต่อผู้ที่จะไปสวรรค์ ฉะนั้น ลำดับนั้น ภิกษุนั้นถูกเทวดาทำให้สลดใจ เกิดความสลดใจแล้ว วัชชีปุตตสูตรที่ ๙ จบ ๑๐. สัชฌายสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้สาธยายธรรม
สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ ณ ราวป่าแห่งหนึ่ง แคว้นโกศล สมัยนั้น ภิกษุนั้นเมื่อก่อนสาธยายมากจนเกินเวลา สมัยต่อมา ท่านขวนขวายน้อย อยู่เฉยๆ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในราวป่านั้นไม่ได้ฟังธรรมของ ภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุนั้นถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวกับภิกษุนั้นด้วยคาถาว่า ภิกษุ เพราะเหตุไร ท่านเมื่ออยู่ร่วม กับภิกษุทั้งหลาย จึงไม่สาธยายบทแห่งธรรม เพราะบุคคลฟังธรรมแล้ว ย่อมเลื่อมใส และสรรเสริญในปัจจุบัน ภิกษุนั้นได้กล่าวคาถานี้ว่า ความพอใจในบทแห่งธรรมทั้งหลาย ได้มีแล้วในกาลก่อน จนถึงเวลาที่เรามาอยู่ร่วม @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๖๒/๓๒๖ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๓๑}