๘. โอวาทสูตร ที่ ๓
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๘. โอวาทสูตรที่ ๓
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาป- *สถาน เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มี- *พระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัสสป เธอจงกล่าวสอนภิกษุ ทั้งหลาย จงกระทำธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย กัสสป เราหรือเธอพึงกล่าวสอน ภิกษุทั้งหลาย เราหรือเธอพึงกระทำธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย ฯ ท่านพระมหากัสสปะได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ ภิกษุ ทั้งหลายในบัดนี้ เป็นผู้ว่ายาก ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นผู้ว่ายาก ไม่อดทน ไม่รับอนุศาสนีโดยเคารพ ฯ
ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ อถ โข อายสฺมา มหากสฺสโป เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ มหากสฺสปํ ภควา เอตทโวจ โอวท กสฺสป ภิกฺขู กโรหิ กสฺสป ภิกฺขูนํ ธมฺมึ กถํ อหํ วา กสฺสป ภิกฺขู โอวเทยฺยํ ตฺวํ วา อหํ วา ภิกฺขูนํ ธมฺมึ กถํ กเรยฺยํ ตฺวํ วาติ ฯ ทุพฺพจา โข ภนฺเต ภควา เอตรหิ ภิกฺขู โทวจสฺสกรเณหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตา อกฺขมา อปฺปทกฺขิณคฺคาหิโน อนุสาสนินฺติ ฯ
พ. ดูกรกัสสป ก็เป็นความจริงอย่างนั้น ครั้งก่อน ภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นเถระ เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือ การอยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณ แห่งความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และกล่าว สรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร เป็นผู้มีความปรารถนา น้อย และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย เป็นผู้สันโดษ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษ เป็นผู้สงัดจากหมู่ และกล่าวสรรเสริญ คุณแห่งความสงัดจากหมู่ เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่ง ความไม่คลุกคลีด้วยหมู่ เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการ ปรารภความเพียร บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุใดเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร และ กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาต เป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็น วัตร เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรง ไตรจีวรเป็นวัตร เป็นผู้มีความปรารถนาน้อย และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความ เป็นผู้มีความปรารถนาน้อย เป็นผู้สันโดษ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความ สันโดษ เป็นผู้สงัดจากหมู่ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสงัดจากหมู่ เป็น ผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความไม่คลุกคลีด้วยหมู่ เป็นผู้ ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร ภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นเถระย่อมนิมนต์เธอให้นั่งด้วยคำว่า มาเถิดภิกษุ ภิกษุรูปนี้ชื่อไร ช่างรุ่งเรือง หนอ ใคร่ต่อการศึกษาแท้ มาเถิดภิกษุ นี้อาสนะ นิมนต์ท่านนั่ง ดูกรกัสสป เมื่อภิกษุทั้งหลายกระทำสักการะอย่างนั้น ภิกษุใหม่ๆ พากันคิดเห็นว่า ทราบว่า ภิกษุรูปที่ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือการอยู่ป่า เป็นวัตร เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ... เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ... เป็นผู้มีความปรารถนาน้อย... เป็นผู้สันโดษ... เป็น ผู้ชอบสงัดจากหมู่... เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ... เป็นผู้ปรารภความเพียร และ กล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระย่อมนิมนต์ เธอให้นั่งด้วยคำว่า มาเถิดภิกษุ ภิกษุรูปนี้ชื่อไร ช่างรุ่งเรืองหนอ ใคร่ต่อการ ศึกษาแท้ มาเถิดท่าน นี้อาสนะ นิมนต์ท่านนั่ง ภิกษุใหม่ๆ เหล่านั้นก็ปฏิบัติ เพื่อความเป็นอย่างนั้น การปฏิบัติตามของพวกเธอนั้น เป็นการอำนวยประโยชน์ สุขชั่วกาลนาน ฯ
ตถา หิ ปน กสฺสป ปุพฺเพ เถรา ภิกฺขู อารญฺญิกา เจว อเหสุํ อารญฺญิกตฺตสฺส จ วณฺณวาทิโน ปิณฺฑปาติกา เจว อเหสุํ ปิณฺฑปาติกตฺตสฺส จ วณฺณวาทิโน ปํสุกูลิกา เจว อเหสุํ ปํสุกูลิกตฺตสฺส จ วณฺณวาทิโน เตจีวริกา เจว อเหสุํ เตจีวริกตฺตสฺส จ วณฺณวาทิโน อปฺปิจฺฉา เจว อเหสุํ อปฺปิจฺฉตาย จ วณฺณวาทิโน สนฺตุฏฺฐา เจว อเหสุํ สนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาทิโน ปวิวิตฺตา เจว อเหสุํ ปวิเวกสฺส จ วณฺณวาทิโน อสํสฏฺฐา เจว อเหสุํ อสํสคฺคสฺส จ วณฺณวาทิโน อารทฺธวิริยา เจว อเหสุํ วิริยารมฺภสฺส จ วณฺณวาทิโน ฯ {๔๙๕.๑} ตตฺร โย โหติ ภิกฺขุ อารญฺญิโก เจว อารญฺญิกตฺตสฺส จ วณฺณวาที ปิณฺฑปาติโก เจว ปิณฺฑปาติกตฺตสฺส จ วณฺณวาที ปํสุกูลิโก เจว ปํสุกูลิกตฺตสฺส จ วณฺณวาที เตจีวริโก เจว เตจีวริกตฺตสฺส จ วณฺณวาที อปฺปิจฺโฉ เจว อปฺปิจฺฉตาย จ วณฺณวาที สนฺตุฏฺโฐ เจว สนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที ปวิวิตฺโต เจว ปวิเวกสฺส จ วณฺณวาที อสํสฏฺโฐ เจว อสํสคฺคสฺส จ วณฺณวาที อารทฺธวิริโย เจว วิริยารมฺภสฺส จ วณฺณวาที ตํ เถรา ภิกฺขู อาสเนน นิมนฺเตนฺติ เอหิ ภิกฺขุ โก นามายํ ภิกฺขุ ภทฺทโก วตายํ ภิกฺขุ สิกฺขากาโม วตายํ ภิกฺขุ เอหิ ภิกฺขุ อิทํ อาสนํ นิสีทาหีติ ฯ {๔๙๕.๒} ตตฺร กสฺสป นวานํ ภิกฺขูนํ เอวํ โหติ โย กิร โส โหติ ภิกฺขุ อารญฺญิโก เจว อารญฺญิกตฺตสฺส จ วณฺณวาที ปิณฺฑปาติโก เจว ... ปํสุกูลิโก เจว ... เตจีวริโก เจว ... อปฺปิจฺโฉ เจว ... สนฺตุฏฺโฐ เจว ... ปวิวิตฺโต เจว ... อสํสฏฺโฐ เจว ... อารทฺธวิริโย เจว วิริยารมฺภสฺส จ วณฺณวาที ตํ เถรา ภิกฺขู อาสเนน นิมนฺเตนฺติ เอหิ ภิกฺขุ โก นามายํ ภิกฺขุ ภทฺทโก วตายํ ภิกฺขุ สิกฺขากาโม วตายํ ภิกฺขุ เอหิ ภิกฺขุ อิทํ อาสนํ นิสีทาหีติ เต ตถตฺตาย ปฏิปชฺชนฺติ เตสนฺตํ โหติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย ฯ
ดูกรกัสสป ก็บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระ ไม่เป็นผู้ถือการ อยู่ป่าเป็นวัตร และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ไม่เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็น ผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ไม่เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และไม่กล่าว สรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ไม่เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ไม่เป็นผู้มีความ ปรารถนาน้อย และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ไม่เป็นผู้สันโดษ และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษ ไม่เป็นผู้สงัด จากหมู่ และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสงัดจากหมู่ ไม่เป็นผู้ไม่คลุกคลี ด้วยหมู่ และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งการไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ไม่เป็นผู้ปรารภ ความเพียร และไม่กล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร บรรดาภิกษุ เหล่านั้น ภิกษุใดเป็นผู้มีชื่อเสียง มียศ ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร พวกภิกษุผู้เป็นเถระย่อมนิมนต์เธอให้นั่งด้วยคำว่า มาเถิดภิกษุ ภิกษุรูปนี้ชื่อไร ช่างรุ่งเรืองหนอ ใคร่ต่อเพื่อนสพรหมจารีด้วยกันแท้ มาเถิดภิกษุ นี้อาสนะ นิมนต์ท่านนั่ง ดูกรกัสสป เมื่อภิกษุทั้งหลายกระทำ สักการะอย่างนั้น ภิกษุใหม่ๆ พากันคิดว่า ทราบว่า ภิกษุที่มีชื่อเสียง มียศ ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร พวกภิกษุผู้เป็นเถระ พากันนิมนต์เธอให้นั่งด้วยคำว่า มาเถิดภิกษุ ภิกษุรูปนี้ชื่อไร ช่างรุ่งเรืองหนอ ใคร่ต่อเพื่อนสพรหมจารีด้วยกันแท้ มาเถิดภิกษุ นี้อาสนะ นิมนต์ท่านนั่ง ภิกษุใหม่ๆ เหล่านั้นก็ปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น การปฏิบัติตามของพวกเธอนั้น ไม่อำนวยประโยชน์ มีแต่ทุกข์ชั่วกาลนาน ดูกรกัสสป บุคคลเมื่อจะกล่าวโดยชอบ ควรกล่าวว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ถูกอันตรายแห่งพรหมจรรย์เบียดเบียนเสียแล้ว ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ซึ่งมีความปรารถนาเกินประมาณ ถูกความปรารถนาเกิน ประมาณสำหรับพรหมจรรย์เบียดเบียนแล้ว ดูกรกัสสป บัดนี้ บุคคลเมื่อจะ กล่าวโดยชอบ ควรกล่าวว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ถูกอันตรายแห่งพรหมจรรย์ เบียดเบียนเสียแล้ว ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ซึ่งมีความปรารถนาเกินประมาณ ถูก ความปรารถนาเกินประมาณสำหรับพรหมจรรย์เบียดเบียนเสียแล้ว ฯ จบสูตรที่ ๘
เอตรหิ ปน กสฺสป เถรา ภิกฺขู น เจว อารญฺญิกา น จ อารญฺญิกตฺตสฺส วณฺณวาทิโน น เจว ปิณฺฑปาติกา น จ ปิณฺฑปาติกตฺตสฺส วณฺณวาทิโน น เจว ปํสุกูลิกา น จ ปํสุกูลิกตฺตสฺส วณฺณวาทิโน น เจว เตจีวริกา น จ เตจีวริกตฺตสฺส วณฺณวาทิโน น เจว อปฺปิจฺฉา น จ อปฺปิจฺฉตาย วณฺณวาทิโน น เจว สนฺตุฏฺฐา น จ สนฺตุฏฺฐิยา วณฺณวาทิโน น เจว ปวิวิตฺตา น จ ปวิเวกสฺส วณฺณวาทิโน น เจว อสํสฏฺฐา น จ อสํสคฺคสฺส วณฺณวาทิโน น เจว อารทฺธวิริยา น จ วิริยารมฺภสฺส วณฺณวาทิโน ฯ ตตฺร โย โหติ ภิกฺขุ ญาโต ยสสฺสี ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ตํ เถรา ภิกฺขู อาสเนน นิมนฺเตนฺติ เอหิ ภิกฺขุ โก นามายํ ภิกฺขุ ภทฺทโก วตายํ ภิกฺขุ สพฺรหฺมจาริกาโม วตายํ ภิกฺขุ เอหิ ภิกฺขุ อิทํ อาสนํ นิสีทาหีติ ฯ {๔๙๖.๑} ตตฺร กสฺสป นวานํ ภิกฺขูนํ เอวํ โหติ โย กิร โส โหติ ภิกฺขุ ญาโต ยสสฺสี ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานํ ตํ เถรา ภิกฺขู อาสเนน นิมนฺเตนฺติ เอหิ ภิกฺขุ โก นามายํ ภิกฺขุ ภทฺทโก วตายํ ภิกฺขุ สพฺรหฺมจาริกาโม วตายํ ภิกฺขุ เอหิ ภิกฺขุ อิทํ อาสนํ นิสีทาหีติ เต ตถตฺตาย ปฏิปชฺชนฺติ เตสนฺตํ โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย ฯ ยญฺหิ ตํ กสฺสป สมฺมา วทมาโน วเทยฺย อุปทฺทุตา พฺรหฺมจารี พฺรหฺมจารูปทฺทเวน อภิวานา พฺรหฺมจารี พฺรหฺมจาราภิวาเนนาติ ฯ เอตรหิ ตํ กสฺสป สมฺมา วทมาโน วเทยฺย อุปทฺทุตา พฺรหฺมจารี พฺรหฺมจารูปทฺทเวน อภิวานา พฺรหฺมจารี พฺรหฺมจาราภิวาเนนาติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ