๑. ภูตมิทสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค กฬารขัตติยวรรคที่ ๔ ๑. ภูตมิทสูตร
กฬารขตฺติยวคฺโค จตุตฺโถ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมาว่า ดูกรสารีบุตร อชิตมาณพได้กล่าวปัญหานี้ไว้ใน อชิตปัญหา ในปรายนวรรคว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว และบุคคล ที่ยังเป็นเสขบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากในศาสนานี้ พระองค์ ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกความ ประพฤติของบุคคลทั้งสองพวกนั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร เธอจะพึงเห็นเนื้อความของคาถาที่กล่าวโดยย่อนี้ โดย พิสดารได้อย่างไร ฯ
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ... ตตฺร โข ภควา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อามนฺเตสิ วุตฺตมิทํ สารีปุตฺต ปารายเน อชิตปเญฺห เย จ สงฺขาตธมฺมาเส เย จ เสกฺขา ปุถู อิธ เตสมฺเม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ จ พฺรูหิ มาริสาติ อิมสฺส นุ โข สารีปุตฺต สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส กถํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้นิ่งอยู่ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสกะท่านพระสารีบุตรเป็นครั้งที่สอง ฯลฯ แม้ในครั้งที่สอง ท่านพระสารีบุตรก็ได้นิ่งอยู่ แม้ในครั้งที่สาม พระผู้มีพระภาคก็ตรัสกะท่าน พระสารีบุตรว่า ดูกรสารีบุตร อชิตมาณพได้กล่าวปัญหานี้ไว้ในอชิตปัญหา ใน ปรายนวรรคว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว และบุคคล ที่ยังเป็นเสขบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากในศาสนานี้ พระองค์ ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกความ ประพฤติของบุคคลทั้งสองพวกนั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร เธอจะพึงเห็นเนื้อความของคำที่กล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดาร ได้อย่างไร เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรก็ยังนิ่งอยู่ แม้ ในครั้งที่สาม ฯ @ อรรถกถาหมายถึงพระขีณาสพ
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข ภควา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อามนฺเตสิ ฯเปฯ ทุติยมฺปิ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ ตติยมฺปิ โข ภควา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อามนฺเตสิ วุตฺตมิทํ สารีปุตฺต ปารายเน อชิตปเญฺห เย จ สงฺขาตธมฺมาเส เย จ เสกฺขา ปุถู อิธ เตสมฺเม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ จ พฺรูหิ มาริสาติ อิมสฺส นุ โข สารีปุตฺต สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส กถํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ เอวํ วุตฺเต ตติยมฺปิ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสารีบุตร เธอเห็นไหมว่า นี้คือ ขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ฯ ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดย ชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อม ปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิด แล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะ อาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความ กำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดย ชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะ อาหารนั้นดับไป ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย ความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกซึ่งมีความดับเป็นธรรมดา พระพุทธ- *เจ้าข้า บุคคลย่อมเป็นเสขะได้ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ ฯ
ภูตมิทนฺติ สารีปุตฺต ปสฺสสีติ ฯ ภูตมิทนฺติ ภนฺเต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ภูตมิทนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา ภูตสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อาหารสมฺภวสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา นิโรธธมฺมสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ฯ เอวํ โข ภนฺเต เสกฺโข โหติ ฯ
พระพุทธเจ้าข้า บุคคลได้ชื่อว่าตรัสรู้ธรรมเป็นไฉน บุคคลเห็น ด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็น เช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะ ความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบ ตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะ ไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหารนั้น ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตาม ความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะอาหารนั้น ดับไป ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความ กำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกซึ่งมีความดับเป็นธรรมดา บุคคลชื่อว่าได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้แล คำที่อชิตมาณพกล่าวไว้ใน อชิตปัญหา ในปรายนวรรคว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว และบุคคล ที่ยังเป็นเสขบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากในศาสนานี้ พระองค์ ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกความ ประพฤติของบุคคลทั้งสองพวกนั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ทราบเนื้อความของคำที่กล่าวไว้โดยย่อนี้ โดย พิสดารอย่างนี้แล ฯ
กถญฺจ ภนฺเต สงฺขาตธมฺโม โหติ ฯ ภูตมิทนฺติ ภนฺเต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ภูตมิทนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา ภูตสฺส นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อาหารสมฺภวสฺส นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา นิโรธธมฺมสฺส นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ฯ เอวํ โข ภนฺเต สงฺขาตธมฺโม โหติ ฯ อิติ โข ภนฺเต ยํ ตํ วุตฺตํ ปารายเน อชิตปเญฺห เย จ สงฺขาตธมฺมาเส เย จ เสกฺขา ปุถู อิธ เตสมฺเม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ จ พฺรูหิ มาริสาติ อิมสฺส โขหํ ภนฺเต สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถูกละๆ สารีบุตร บุคคลเห็นด้วย ปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้น แล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธ- *ปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้ เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย ความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วยปัญญา โดยชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะ ความดับแห่งอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อ คลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่มีความดับเป็นธรรมดา ดูกร สารีบุตร บุคคลชื่อว่าเป็นเสขะได้ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ฯ
สาธุ สาธุ สารีปุตฺต ภูตมิทนฺติ สารีปุตฺต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ภูตมิทนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา ภูตสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อาหารสมฺภวสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา นิโรธธมฺมสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ฯ เอวํ โข สารีปุตฺต เสกฺโข โหติ ฯ
ดูกรสารีบุตร ก็บุคคลชื่อว่าได้ตรัสรู้ธรรมแล้วเป็นไฉน ดูกร สารีบุตร บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่ เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความ กำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วย ปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็น เช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะ ความดับ เพราะความไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดแล้วเพราะอาหาร ย่อมเห็น ด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็น ธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะ ความหน่าย เพราะคลายความกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธ- *ปัญจกที่มีความดับเป็นธรรมดา ดูกรสารีบุตร บุคคลได้ชื่อว่าตรัสรู้ธรรมแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้แล คำที่อชิตมาณพกล่าวไว้ในอชิตปัญหาในปรายนวรรคว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว และบุคคลที่ ยังเป็นเสขะบุคคลอยู่เหล่าใด มีอยู่มากในศาสนานี้ พระองค์ ผู้มีปัญญาอันข้าพเจ้าถามแล้ว ขอได้โปรดตรัสบอกความ ประพฤติของบุคคลทั้งสองพวกนั้น แก่ข้าพเจ้า ดังนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความของคำที่กล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดาร ได้อย่างนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑
กถญฺจ สารีปุตฺต สงฺขาตธมฺโม โหติ ฯ ภูตมิทนฺติ สารีปุตฺต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ภูตมิทนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา ภูตสฺส นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารา สมฺภวนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อาหารสมฺภวสฺส นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตทาหารนิโรธา ยํ ภูตํ ตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา นิโรธธมฺมสฺส นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ฯ เอวํ โข สารีปุตฺต สงฺขาตธมฺโม โหติ ฯ อิติ โข สารีปุตฺต ยํ ตํ วุตฺตํ ปารายเน อชิตปเญฺห เย จ สงฺขาตธมฺมาเส เย จ เสกฺขา ปุถู อิธ เตสมฺเม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโฐ จ พฺรูหิ มาริสาติ อิมสฺส โข สารีปุตฺต สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ ปฐมํ ฯ