๑๐. สัญญาสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๑๐. สัญญาสูตร ว่าด้วยการเจริญอนิจจสัญญา
พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมครอบงำกามราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำรูปราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำ ภวราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำอวิชชาทั้งปวงได้ ย่อมถอนขึ้นซึ่งอัสมิมานะทั้งปวงได้. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ในสรทสมัย ชาวนาเมื่อไถนาด้วยไถคันใหญ่ ย่อมไถทำลายความสืบต่อแห่งราก (หญ้า) ทุกชนิด แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมครอบงำ กาม ราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำ รูปราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำภวราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำ อวิชชาทั้งปวงได้ ย่อมถอนขึ้นซึ่งอัสมิมานะทั้งปวงได้ ฉันนั้นเหมือนกันแล.
สาวตฺถี ฯ อนิจฺจสญฺญา ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ รูปราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ ภวราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สรทสมเย กสฺสโก มหานงฺคเลน กสฺสนฺโต สพฺพานิ มูลสนฺตานกานิ สมฺปทาเลนฺโต กสฺสติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ รูปราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ ภวราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนเกี่ยวหญ้ามุงกระต่าย เกี่ยวหญ้ามุงกระต่ายแล้ว จับ ปลาย เขย่า ฟาด สลัดออก แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฯลฯ ฉันนั้น เหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปพฺพชลายโก ปพฺพชํ ลายิตฺวา อคฺเค คเหตฺวา โอธุนาติ นิธุนาติ นิปฺโผเฏติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพวงมะม่วงขาดจากขั้ว ในมะม่วงเหล่านั้น มะม่วง เหล่าใดเนื่องด้วยขั้ว มะม่วงเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเป็นของหลุดไปตามขั้วมะม่วงนั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ฯลฯ ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อมฺพปิณฺฑิยา วณฺฑจฺฉินฺนาย ยานิ ตตฺร อมฺพานิ วณฺฑปฺปฏิพทฺธานิ สพฺพานิ ตานิ ตนฺวยานิ ภวนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลอนใดๆ แห่งเรือนยอด กลอนทั้งหมดนั้นไปสู่ยอด น้อมไปที่ยอด ประชุมลงที่ยอด ยอด ชนทั้งหลายกล่าวว่า เลิศกว่ากลอนเหล่านั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฯลฯ ฉันนั้นเหมือนกันแลฯ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กูฏาคารสฺส ยา กาจิ โคปานสิโย สพฺพา ตา กูฏงฺคมา กูฏนินฺนา กูฏสโมสรณา กูฏํ ตาสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่รากใดๆ ไม้กระลำพัก ชนทั้งหลายกล่าวว่า เลิศกว่าไม้มีกลิ่นที่รากเหล่านั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฉันนั้นเหมือน กันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ มูลคนฺธา กาฬานุสารี เตสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่แก่นใดๆ จันทน์แดง ชนทั้งหลายกล่าวว่า เลิศกว่าไม้ที่มีกลิ่นเหล่านั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฯลฯ ฉันนั้นเหมือน กันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ สารคนฺธา โลหิตจนฺทนํ เตสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่ดอกใดๆ มะลิ ชนทั้งหลายกล่าวว่า เลิศกว่าไม้มี กลิ่นที่ดอกเหล่านั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฯลฯ ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ ปุปฺผคนฺธา วสฺสิกํ เตสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาผู้น้อยใดๆ ทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นผู้เสด็จไปตาม (คล้อยตาม) พระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้าจักรพรรดิ ชนทั้งหลายย่อมกล่าวว่า เลิศกว่าพระราชาผู้ น้อยเหล่านั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฯลฯ ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ กุฏฺฐราชาโน สพฺเพ เต รญฺโญ จกฺกวตฺติสฺส อนุยนฺตา ภวนฺติ ราชา เตสํ จกฺกวตฺติ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แสงดาวทั้งหลาย ชนิดใดชนิดหนึ่ง แสงดาวทั้งหมดนั้น ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งแสงพระจันทร์ แสงพระจันทร์ ชนทั้งหลายกล่าวว่า เลิศกว่าแสงดาว เหล่านั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฯลฯ ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ยา กาจิ ตารกรูปานํ ปภา สพฺพา ตา จนฺทิมปฺปภาย กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ จนฺทปฺปภา ตาสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสรทสมัย ท้องฟ้าบริสุทธิ์ ปราศจากเมฆ พระอาทิตย์ ขึ้นไปสู่ท้องฟ้า ย่อมส่องแสงและแผดแสงไพโรจน์ กำจัดความมืดอันอยู่ในอากาศทั่วไป แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมครอบงำกามราคะทั้งปวง ได้ ย่อมครอบงำรูปราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำภวราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำอวิชชาทั้งปวงได้ ย่อมถอนขึ้นซึ่งอัสมิมานะได้ทั้งหมด ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สรทสมเย วิสุทฺเธ วิคตพลาหเก เทเว อาทิจฺโจ นภํ อพฺภุสฺสกฺกมาโน สพฺพํ อากาสคตํ ตมคตํ อภิวิหจฺจ ภาสเต จ ตปเต จ วิโรจเต จ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ รูปราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ ภวราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร? กระทำให้ มากแล้วอย่างไร? จึงครอบงำกามราคะทั้งปวง ฯลฯ ถอนขึ้นซึ่งอัสมิมานะได้หมด. อนิจจ- *สัญญา อันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ว่า รูปดังนี้ ความเกิดแห่งรูปดังนี้ ความดับแห่งรูปดังนี้. เวทนาดังนี้ ... สัญญาดังนี้ ... สังขารดังนี้ ... วิญญาณดังนี้ ความเกิดขึ้น แห่งวิญญาณดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณดังนี้ ย่อมครอบงำกามราคะทั้งปวงได้ ฯลฯ ถอนขึ้น ซึ่งอัสมิมานะได้ทั้งหมด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมครอบงำกามราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำรูปราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำภวราคะ ทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำอวิชชาทั้งปวงได้ ย่อมถอนขึ้นซึ่งอัสมิมานะได้หมด. จบ สูตรที่ ๑๐. จบ ปุปผวรรคที่ ๕. ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. นทีสูตร ๖. สามุททกสูตร ๒. ปุปผสูตร ๗. คัททูลสูตรที่ ๑ ๓. เผณปิณฑสูตร ๘. คัททูลสูตรที่ ๒ ๔. โคมยสูตร ๙. นาวาสูตร ๕. นขสิขสูตร ๑๐. สัญญาสูตร. จบ มัชฌิมปัณณาสก์. ----------------------------------------------------- รวมวรรคที่มีในมูลปัณณาสก์นี้ คือ ๑. อุปายวรรค ๒. อรหันตวรรค ๓. ขัชชนิยวรรค ๔. เถรวรรค ๕. ปุปผวรรค รวม ๕ วรรค ทุติยปัณณาสก์ก็เรียกในขันธสังยุตนั้น. -----------------------------------------------------
กถํ ภาวิตา จ ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา กถํ พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ ฯเปฯ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนติ ฯ อิติ รูปํ อิติ รูปสฺส สมุทโย อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม อิติ เวทนา ฯ อิติ สญฺญา ฯ อิติ สงฺขารา ฯ อิติ วิญฺญาณํ อิติ วิญฺญาณสฺส สมุทโย อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโมติ ฯ เอวํ ภาวิตา โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา เอวํ พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ รูปราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ ภวราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนตีติ ฯ ปุปฺผวคฺโค ปญฺจโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ ฯ นที ปุปฺผญฺจ เผณญฺจ โคมยญฺจ นขสิขํ สามุทฺทกํ เทฺว จ คทฺทูลา นาวสญฺญาย เต ทสาติ ฯ มชฺฌิมปณฺณาสโก สมตฺโต ฯ ตสฺส มชฺฌิมปณฺณาสกสฺส วคฺคุทฺทานํ อุปาโย อรหนฺโต จ ขชฺชนิเถรสวฺหยํ ปุปฺผวคฺเคน ปณฺณาส ทุติโย เตน ปวุจฺจติ ฯ --------------