๑๐. สีลสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๑๐. สีลสูตร ว่าด้วยธรรมที่ควรใส่ใจโดยแยบคาย
สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะ อยู่ ณ ป่าอิสิปตน- *มฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี. ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโกฏฐิตะออกจากที่พักผ่อนในเวลา เย็น เข้าไปหาพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ฯลฯ ได้ถามว่า ดูกรท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้มีศีลควร กระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย? ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรท่านโกฏฐิตะ ภิกษุ ผู้มีศีล ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังฝี เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นของแปรปรวน เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของไม่ใช่ตัวตน. อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? คือ อุปาทานขันธ์ คือรูป ๑ อุปาทานขันธ์ คือเวทนา ๑ อุปาทานขันธ์ คือสัญญา ๑ อุปาทานขันธ์ คือสังขาร ๑ อุปาทานขันธ์ คือวิญญาณ ๑. ดูกรท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้มีศีล ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังฝี เป็น ดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นของแปรปรวน เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของไม่ใช่ตัวตน. ดูกรท่านโกฏฐิตะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ ภิกษุผู้มีศีล กระทำ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน พึงทำให้แจ้งซึ่ง โสดาปัตติผล.
เอกํ สมยํ อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาโกฏฺฐิโต พาราณสิยํ วิหรนฺติ อิสิปตเน มิคทาเย ฯ อถ โข อายสฺมา มหาโกฏฺฐิโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ ฯเปฯ เอตทโวจ สีลวตาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา กตเม ธมฺมา โยนิโส มนสิกาตพฺพาติ ฯ สีลวตาวุโส โกฏฺฐิต ภิกฺขุนา ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ปรโต ปโลกโต สุญฺญโต อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ เสยฺยถีทํ ฯ รูปูปาทานกฺขนฺโธ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ ฯ สีลวตาวุโส โกฏฺฐิต ภิกฺขุนา อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ปรโต ปโลกโต สุญฺญโต อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ ฐานํ โข ปเนตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ สีลวา ภิกฺขุ อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรนฺโต โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ
โก. ดูกรท่านสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นโสดาบัน ควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ ในใจโดยแยบคาย? สา. ดูกรท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นโสดาบัน ก็ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน. ดูกรท่านโกฏฐิตะ ข้อนี้ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ ภิกษุผู้เป็นโสดาบัน กระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดย แยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน พึงทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล.
โสตาปนฺเนน ปนาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา กตเม ธมฺมา โยนิโส มนสิกาตพฺพาติ ฯ โสตาปนฺเนนปิ โข อาวุโส โกฏฺฐิต ภิกฺขุนา อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ ฐานํ โข ปเนตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ โสตาปนฺโน ภิกฺขุ อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรนฺโต สกทาคามิผลํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ
โก. ดูกรท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นสกทาคามี ควรกระทำธรรมเหล่าไหน ไว้ในใจโดยแยบคาย? สา. ดูกรท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นพระสกทาคามี ก็ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่นแล ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน. ดูกร ท่านโกฏฐิตะ ข้อนี้ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ ภิกษุผู้เป็นสกทาคามี กระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน พึงทำให้แจ้งซึ่ง อนาคามิผล.
สกทาคามินา ปนาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา กตเม ธมฺมา โยนิโส มนสิกาตพฺพาติ ฯ สกทาคามินาปิ โข อาวุโส โกฏฺฐิต ภิกฺขุนา อิเมว ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ ฐานํ โข ปเนตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ สกทาคามี ภิกฺขุ อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรนฺโต อนาคามิผลํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ
โก. ดูกรท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นอนาคามี ควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ ในใจโดยแยบคาย? สา. ดูกรท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นอนาคามี ก็ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่นแล ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน. ดูกรท่านโกฏฐิตะ ข้อนี้ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ ภิกษุผู้เป็นอนาคามีกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน พึงทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล.
อนาคามินา ปนาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา กตเม ธมฺมา โยนิโส มนสิกาตพฺพาติ ฯ อนาคามินาปิ โข อาวุโส โกฏฺฐิต ภิกฺขุนา อิเมว ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ ฐานํ โข ปเนตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ อนาคามี ภิกฺขุ อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรนฺโต อรหตฺตํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ
โก. ดูกรท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ ควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ ในใจโดยแยบคาย? สา. ดูกรท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ ก็ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่น แล ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังฝี เป็นดัง ลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นของแปรปรวน เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของไม่ใช่ตัวตน. ดูกรท่านโกฏฐิตะ กิจที่จะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไป หรือการสั่งสมกิจที่กระทำแล้ว ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์ และแม้ธรรมเหล่านี้ที่ภิกษุผู้เป็นอรหันต์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ก็ เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และเพื่อสติสัมปชัญญะ. จบ สูตรที่ ๑๐.
อรหตา ปนาวุโส สารีปุตฺต กตเม ธมฺมา โยนิโส มนสิกาตพฺพาติ ฯ อรหตาปิ โข อาวุโส โกฏฺฐิต อิเมว ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ปรโต ปโลกโต สุญฺญโต อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ นตฺถิ โข อาวุโส อรหโต อุตฺตริกรณียํ กตสฺส วา ปฏิจฺจโย อปิ จิเม ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย เจว สํวตฺตนฺติ สติสมฺปชญฺญาย จาติ ฯ