๔. โคมยสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๔. โคมยสูตร ว่าด้วยความไม่เที่ยงแท้แน่นอนแห่งขันธ์ ๕
พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้นนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง ที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูปอะไรๆ ที่ เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น มีอยู่หรือ หนอแล? เวทนาอะไรๆ ฯลฯ สัญญาอะไรๆ ฯลฯ สังขารอะไรๆ ฯลฯ วิญญาณอะไรๆ ที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น มีอยู่หรือหนอแล? พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ รูปอะไรๆ ที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็น ธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น ไม่มีเลย. เวทนาอะไรๆ ... สัญญาอะไรๆ ... สังขาร อะไรๆ ... วิญญาณอะไรๆ ที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักคงเที่ยง อยู่เสมออย่างนั้น ไม่มีเลย.
สาวตฺถี ฯ อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อตฺถิ นุ โข ภนฺเต กิญฺจิ รูปํ ยํ รูปํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมํ สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสติ ฯ อตฺถิ นุ โข ภนฺเต กาจิ เวทนา ยา เวทนา นิจฺจา ธุวา สสฺสตา อวิปริณามธมฺมา สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสติ ฯ อตฺถิ นุ โข ภนฺเต กาจิ สญฺญา ยา สญฺญา ฯเปฯ อตฺถิ นุ โข ภนฺเต เกจิ สงฺขารา เย สงฺขารา นิจฺจา ธุวา สสฺสตา อวิปริณามธมฺมา สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสนฺติ ฯ อตฺถิ นุ โข ภนฺเต กิญฺจิ วิญฺญาณํ ยํ วิญฺญาณํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมํ สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสตีติ ฯ นตฺถิ โข ภิกฺขุ กิญฺจิ รูปํ ยํ รูปํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมํ สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสติ ฯ นตฺถิ โข ภิกฺขุ กาจิ เวทนา ฯ กาจิ สญฺญา ฯ เกจิ สงฺขารา ฯ กิญฺจิ วิญฺญาณํ ยํ วิญฺญาณํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมํ สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสติ ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงหยิบก้อนโคมัยเล็กๆ แล้ว ได้ตรัสกะภิกษุ นั้นว่า ดูกรภิกษุ การได้อัตกาพแม้มีประมาณเท่านี้แล เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปร ปรวนเป็นธรรมดา จักคงเที่ยงอยู่เสมออย่างนั้น ไม่มี. ถ้าแม้การได้อัตภาพมีประมาณเท่านี้ จัก ได้เป็นสภาพเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาแล้วไซร้ การอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบนี้ ก็จะไม่พึงปรากฏ. ก็เพราะเหตุที่การได้อัตภาพมี ประมาณเท่านี้ เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่มี ฉะนั้น การอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ จึงปรากฏ.
อถ โข ภควา ปริตฺตํ โคมยปิณฺฑํ ปาณินา คเหตฺวา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ เอตฺตโกปิ โข ภิกฺขุ อตฺตภาวปฏิลาโภ นตฺถิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสติ ฯ เอตฺตโก เจปิ ภิกฺขุ อตฺตภาวปฏิลาโภ อภวิสฺส นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม น ยิทํ พฺรหฺมจริยวาโส ปญฺญาเยถ สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ฯ ยสฺมา จ โข ภิกฺขุ เอตฺตโกปิ อตฺตภาวปฏิลาโภ นตฺถิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม ตสฺมา พฺรหฺมจริยวาโส ปญฺญายติ สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ฯ
ดูกรภิกษุ เรื่องเคยมีมาแล้ว เราได้เป็นขัตติยราชได้รับมุรธาภิเษก. เรานั้นมี นคร ๘๔,๐๐๐ นคร มีกุสาวดีราชธานีเป็นประมุข. มีปราสาท ๘๔,๐๐๐ มีธรรมปราสาทเป็นประมุข. มีเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ มีเรือนยอดมหาพยูหะเป็นประมุข. มีบัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ ทำด้วยงา ทำด้วย แก่นจันทน์แดง ทำด้วยทอง ทำด้วยรูปิยะ ลาดด้วยผ้าโกเชาว์ มีขนยาวเกิน ๔ ลงคุลี ลาด ด้วยผ้ากัมพลขาว ทำด้วยขนแกะ มีขนทั้งสองข้าง ลาดด้วยเครื่องลาดทำด้วยขนแกะมีดอกทึบ มีเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด มีเพดานแดง มีหมอนข้างสีแดง. มีช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือก มี เครื่องประดับทำด้วยทอง มีธงทำด้วยทอง ปกปิดด้วยข่ายทอง มีพระยาช้างอุโบสถเป็นประมุข. มีม้า ๘๔,๐๐๐ ตัว มีเครื่องประดับทำด้วยทอง ปกปิดด้วยข่ายทอง มีวลาหกอัสสวราชเป็นประมุข. มีรถ ๘๔,๐๐๐ คัน มีเครื่องประดับทำด้วยทอง มีธงทำด้วยทอง ปกปิดด้วยข่ายทอง มีเวชยันต- *ราชรถเป็นประมุข. มีแก้ว ๘๔,๐๐๐ ดวง มีแก้วมณีเป็นประมุข. มีหญิง ๘๔,๐๐๐ มีนางภัททาเทวี เป็นประมุข มีกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ เป็นเหล่าอนุยนต์ มีปริณายกรัตน์เป็นประมุข. มีแม่โคนม ๘๔,๐๐๐ ตัว ผูกด้วยเชือกป่าน แขวนกระดิ่งโลหะ. มีผ้า ๘๔,๐๐๐ โกฏิ มีผ้าทำด้วยเปลือกไม้ มีเนื้อละเอียด มีผ้าทำด้วยไหมมีเนื้อละเอียด มีผ้าทำด้วยขนสัตว์มีเนื้อละเอียด. มีผ้าทำด้วยฝ้ายมี เนื้อละเอียด. มีสำรับ ๘๔,๐๐๐ ซึ่งใส่อาหารที่ชนทั้งหลายเชิญไปโดยเฉพาะในเวลาเย็นใน เวลาเช้า.
ภูตปุพฺพาหํ ภิกฺขุ ราชา อโหสึ ขตฺติโย มุทฺธาวสิตฺโต ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ นครสหสฺสานิ อเหสุํ กุสาวติราชธานิปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ ปาสาทสหสฺสานิ อเหสุํ ธมฺมปาสาทปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ กูฏาคารสหสฺสานิ อเหสุํ มหาพฺยูหกูฏาคารปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ ปลฺลงฺกสหสฺสานิ อเหสุํ ทนฺตมยานิ สารมยานิ โสวณฺณมยานิ รูปิยมยานิ โคนกตฺถตานิ ปฏิกตฺถตานิ ปฏลิกตฺถตานิ กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรณานิ สอุตฺตรจฺฉทานิ อุภโตโลหิตกูปธานานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ นาคสหสฺสานิ อเหสุํ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ อุโปสถนาคราชปฺปมุขานิ ฯ {๒๕๐.๑} ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ อสฺสสหสฺสานิ อเหสุํ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ วลาหกอสฺสราชปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ รถสหสฺสานิ อเหสุํ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ ปฏิจฺฉนฺนานิ เวชยนฺตรถปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ มณิสหสฺสานิ อเหสุํ มณิรตนปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ รญฺโญ สโต ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส จตุราสีติ อิตฺถีสหสฺสานิ อเหสุํ ภทฺทาเทวิปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ ฯเปฯ จตุราสีติ ขตฺติยสหสฺสานิ อเหสุํ อนุยนฺตานิ ปริณายกรตนปฺปมุขานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ ฯเปฯ จตุราสีติ เธนุสหสฺสานิ อเหสุํ ทุกุลสนฺทนานิ กํสูปธรณานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ ฯเปฯ จตุราสีติ วตฺถโกฏิสหสฺสานิ อเหสุํ โขมสุขุมานิ โกเสยฺยสุขุมานิ กมฺพลสุขุมานิ กปฺปาสิกสุขุมานิ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขุ ฯเปฯ จตุราสีติ ถาลิปากสหสฺสานิ อเหสุํ สายํ ปาตํ ภตฺตาภิหาโร อภิหริยิตฺถ ฯ
ดูกรภิกษุ ก็บรรดามหานคร ๘๔,๐๐๐ เหล่านั้นแล นครที่เราครองในสมัยนั้น นครเดียวเท่านั้น คือ กุสาวดีราชธานี. บรรดาปราสาท ๘๔,๐๐๐ เหล่านั้นแล ปราสาทที่เรา ครองในสมัยนั้น ปราสาทเดียวเท่านั้น คือ ธรรมปราสาท. บรรดาเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ เหล่านั้น แล เรือนยอดที่เราครองในสมัยนั้น หลังเดียวเท่านั้น คือ เรือนยอดมหาพยูหะ. บรรดาบัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ เหล่านั้นแล บัลลังก์ที่เราใช้ในสมัยนั้น บัลลังก์เดียวเท่านั้น คือ บัลลังก์ที่ทำด้วยงา ทำด้วยแก่นจันทน์แดง ทำด้วยทอง หรือทำด้วยรูปิยะ. บรรดาช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือกเหล่านั้นแล ช้างที่เราทรงในสมัยนั้นเชือกเดียวเท่านั้น คือ พระยาช้างชื่ออุโบสถ. บรรดาม้า ๘๔,๐๐๐ ตัว เหล่านั้นแล ม้าที่เราทรงสมัยนั้น ๑ ม้าเท่านั้น คือ วลหกอัสสวราช. บรรดารถ ๘๔,๐๐๐ เหล่านั้นแล รถที่เราทรงในสมัยนั้นคันเดียวเท่านั้น คือ รถเวชยันต์. บรรดาหญิง ๘๔,๐๐๐ เหล่านั้นแล หญิงที่เรายกย่องในสมัยนั้นคนเดียวเท่านั้น คือ นางกษัตริย์หรือหญิงที่มีกำเนิด จากกษัตริย์และพราหมณ์. บรรดาผ้า ๘๔,๐๐๐ โกฏิ เหล่านั้นแล ผ้าที่เรานุ่งห่มในสมัยนั้นคู่เดียว เท่านั้น คือ ผ้าทำด้วยเปลือกไม้มีเนื้อละเอียด ผ้าทำด้วยไหมมีเนื้อละเอียด ผ้ากัมพลมีเนื้อละเอียด หรือผ้าทำด้วยฝ้ายมีเนื้อละเอียด บรรดาสำรับ ๘๔,๐๐๐ สำหรับซึ่งใส่ข้าวสุกที่หุงจากข้าวสาร ๑ ทะนานเป็นอย่างยิ่ง และแกงกับอันพอเหมาะแก่ข้าวนั้นที่เราบริโภค สำรับเดียวเท่านั้น. ดูกรภิกษุ สังขารทั้งปวงนั้น เป็นอดีต ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว ด้วยประการดังนี้แล สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้แล สังขารทั้งหลายไม่ยั่งยืนอย่างนี้แล สังขารทั้งหลายทั้งปวง เว้นจากลมอัสสาสะอย่างนี้แล. ก็ลักษณะอันไม่เที่ยงนี้ ควรทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่าย ควรเพื่อจะ คลายกำหนัด ควรเพื่อจะพ้นไปเพียงไรในสังขารทั้งปวง. จบ สูตรที่ ๔.
เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา นครสหสฺสานํ เอกญฺเญว ตํ นครํ โหติ ยมหํ เตน สมเยน อชฺฌาวสามิ กุสาวตี ราชธานี ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา ปาสาทสหสฺสานํ เอโก เยว โส ปาสาโท โหติ ยมหํ เตน สมเยน อชฺฌาวสามิ ธมฺโม ปาสาโท ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา กูฏาคารสหสฺสานํ เอกญฺเญว ตํ กูฏาคารํ โหติ ยมหํ เตน สมเยน อชฺฌาวสามิ มหาพฺยูหํ กูฏาคารํ ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา ปลฺลงฺกสหสฺสานํ เอโก เยว โส ปลฺลงฺโก โหติ ยมหํ เตน สมเยน ปริภุญฺชามิ ทนฺตมโย วา สารมโย วา สุวณฺณมโย วา รูปิยมโย วา ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา นาคสหสฺสานํ เอโก เยว โส นาโค โหติ ยมหํ เตน สมเยน อภิรูหามิ อุโปสโถ นาคราชา ฯ {๒๕๑.๑} เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา อสฺสสหสฺสานํ เอโก เยว โส อสฺโส โหติ ยมหํ เตน สมเยน อภิรูหามิ พลาโห อสฺสราชา ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา รถสหสฺสานํ เอโก เยว โส รโถ โหติ ยมหํ เตน สมเยน อภิรูหามิ เวชยนฺโต รโถ ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา อิตฺถีสหสฺสานํ เอกา เยว สา อิตฺถี โหติ ยา มํ เตน สมเยน ปจฺจุปฏฺฐาติ ขตฺติยา วา เวลามิกา วา ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา วตฺถโกฏิสหสฺสานํ เอกญฺเญว ตํ วตฺถยุคํ โหติ ยมหํ เตน สมเยน ปริทหามิ โขมสุขุมํ วา โกเสยฺยสุขุมํ วา กมฺพลสุขุมํ วา กปฺปาสิกสุขุมํ วา ฯ เตสํ โข ปน ภิกฺขุ จตุราสีติยา ถาลิปากสหสฺสานํ เอโก เยว โส ถาลิปาโก โหติ ยโต นาฬิโกทนปรมํ ภุญฺชามิ ตทุปิยํ จ สูปพฺยญฺชนํ ฯ อิติ โข ภิกฺขุ สพฺเพ เต สงฺขารา อตีตา นิรุทฺธา วิปริณตา เอวํ อนิจฺจา โข ภิกฺขุ สงฺขารา เอวํ อทฺธุวา โข ภิกฺขุ สงฺขารา เอวํ อนสฺสาสิกา โข ภิกฺขุ สพฺเพ สงฺขารา ฯ ยาวญฺจิทํ ภิกฺขุ อลเมว สพฺพสงฺขาเรสุ นิพฺพินฺทิตุํ อลํ วิรชฺชิตุํ อลํ วิมุจฺจิตุนฺติ ฯ