สูทสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค สูทสูตร ว่าด้วยการสำเหนียกและไม่สำเหนียกนิมิต
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพ่อครัวผู้เขลา ไม่ฉลาดเฉียบแหลม บำรุง พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชาด้วยสูปะต่างชนิด มีรสเปรี้ยวจัดบ้าง ขมจัดบ้าง เผ็ดจัด บ้าง หวานจัดบ้าง มีรสเฝื่อนบ้าง ไม่เฝื่อนบ้าง เค็มบ้าง จืดบ้าง พ่อครัวนั้นไม่สังเกตรสอาหาร ของตนว่า วันนี้ ภัตและสูปะของเราชนิดนี้ท่านชอบใจ หรือท่านรับสูปะนี้มาก หรือท่านชม สูปะนี้ วันนี้ ภัตและสูปะของเรามีรสเปรี้ยวจัด ท่านชอบใจ หรือท่านรับสูปะมีรสเปรี้ยวจัด หรือท่านหยิบเอาสูปะมีรสเปรี้ยวจัดมาก หรือท่านชมสูปะมีรสเปรี้ยวจัด วันนี้ ภัตและสูปะ ของเรามีรสขมจัด ... มีรสเผ็ดจัด ... มีรสหวานจัด ... มีรสเฝื่อน ... มีรสไม่เฝื่อน ... มีรสเค็ม ... วันนี้ ภัตและสูปะของเรามีรสจืดท่านชอบใจ หรือท่านรับสูปะมีรสจืด หรือท่านหยิบเอาสูปะ มีรสจืดมาก หรือท่านชมสูปะมีรสจืด ดังนี้ พ่อครัวนั้นย่อมไม่ได้เครื่องนุ่งห่ม ไม่ได้ค่าจ้าง ไม่ได้รางวัล ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะพ่อครัวนั้นเป็นคนเขลา ไม่ฉลาดเฉียบแหลม ไม่ สังเกตเครื่องหมายอาหารของตน ฉันใด
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล สูโท ราชานํ วา ราชมหามตฺตํ วา นานจฺจเยหิ สูเปหิ ปจฺจุปฏฺฐิโต อสฺส อมฺพิลคฺเคหิปิ ติตฺตกคฺเคหิปิ กฏุกคฺเคหิปิ มธุรคฺเคหิปิ ขาริเกหิปิ อขาริเกหิปิ โลณิเกหิปิ อโลณิเกหิปิ ฯ สโข โส ภิกฺขเว พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล สูโท สกสฺส ภตฺตนิมิตฺตํ น อุคฺคณฺหาติ อิทํ วา เม อชฺช ภตฺตสูเปยฺยํ รุจฺจติ อิมสฺส วา อภิหรติ อิมสฺส วา พหุํ คณฺหาติ อิมสฺส วา วณฺณํ ภาสติ อมฺพิลคฺคํ วา เม อชฺช ภตฺตสูเปยฺยํ รุจฺจติ อมฺพิลคฺคสฺส วา อภิหรติ อมฺพิลคฺคสฺส วา พหุํ คณฺหาติ อมฺพิลคฺคสฺส วา วณฺณํ ภาสติ ติตฺตกคฺคํ วา เม อชฺช ฯ กฏุกคฺคํ วา เม อชฺช ฯ มธุรคฺคํ วา เม อชฺช ฯ ขาริกํ วา เม อชฺช ฯ อขาริกํ วา เม อชฺช ฯ โลณิกํ วา เม อชฺช ฯ อโลณิกํ วา เม อชฺช ภตฺตสูเปยฺยํ รุจฺจติ อโลณิกสฺส วา อภิหรติ อโลณิกสฺส วา พหุํ คณฺหาติ อโลณิกสฺส วา วณฺณํ ภาสตีติ ฯ สโข โส ภิกฺขเว พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล สูโท น เจว ลาภี โหติ อจฺฉาทนสฺส น ลาภี เวตฺตนสฺส น ลาภี อภิหารานํ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตถา หิ โส ภิกฺขเว พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล สูโท สกสฺส ภตฺตนิมิตฺตํ น อุคฺคณฺหาติ ฯ
ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เขลา ไม่ฉลาดเฉียบแหลม ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ จิตย่อมไม่ตั้งมั่น ยังละ อุปกิเลสไม่ได้ เธอไม่สำเหนียกนิมิตนั้น ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ... ย่อมพิจารณา เห็นจิตในจิตอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย เมื่อพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ จิตย่อมไม่ตั้งมั่น ยังละอุป- *กิเลสไม่ได้ เธอไม่สำเหนียกนิมิตนั้น ภิกษุนั้นย่อมไม่ได้ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และไม่ได้สติสัมปชัญญะ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้เขลา ไม่ฉลาดเฉียบแหลม ไม่สำเหนียกนิมิตแห่งจิตของตน.
เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ ตสฺส กาเย กายานุปสฺสิโน วิหรโต จิตฺตํ น สมาธิยติ อุปกฺกิเลสา น ปหียนฺติ โส ตํ นิมิตฺตํ น อุคฺคณฺหาติ ฯ เวทนาสุ จิตฺเต ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ ตสฺส ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสิโน วิหรโต จิตฺตํ น สมาธิยติ อุปกฺกิเลสา น ปหียนฺติ โส ตํ นิมิตฺตํ น อุคฺคณฺหาติ ฯ สโข โส ภิกฺขเว พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล ภิกฺขุ น เจว ลาภี โหติ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สุขวิหารานํ น ลาภี สติสมฺปชญฺญสฺส ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตถา หิ โส ภิกฺขเว พาโล อพฺยตฺโต อกุสโล ภิกฺขุ สกสฺส จิตฺตสฺส นิมิตฺตํ น อุคฺคณฺหาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพ่อครัวผู้มีปัญญาฉลาด เฉียบแหลม บำรุง พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชาด้วยสูปะต่างชนิด มีรสเปรี้ยวจัดบ้าง ขมจัดบ้าง เผ็ดจัด บ้าง หวานจัดบ้าง มีรสเฝื่อนบ้าง ไม่เฝื่อนบ้าง มีรสเค็มบ้าง จืดบ้าง พ่อครัวนั้นย่อมสังเกต รสอาหารของตนว่า วันนี้ ภัตและสูปะของเราชนิดนี้ ท่านชอบใจ หรือท่านรับสูปะนี้ หรือ หยิบเอาสูปะนี้มาก หรือท่านชมสูปะนี้ วันนี้ ภัตและสูปะของเรามีรสเปรี้ยวจัด ... วันนี้ ภัต และสูปะของเรามีรสขมจัด ... มีรสเผ็ดจัด ... มีรสหวานจัด ... มีรสเฝื่อน ... มีรสไม่เฝื่อน ... มีรสเค็ม ... วันนี้ ภัตและสูปะของเรามีรสจืดท่านชอบใจ หรือท่านรับสูปะมีรสจืด หรือท่าน หยิบเอาสูปะมีรสจืดมาก หรือท่านชมสูปะมีรสจืด ดังนี้ พ่อครัวนั้นย่อมได้เครื่องนุ่งห่ม ได้ค่า จ้าง ได้รางวัล ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะพ่อครัวนั้นเป็นคนมีปัญญา ฉลาด เฉียบแหลม สังเกตรสอาหารของตนฉันใด.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล สูโท ราชานํ วา ราชมหามตฺตํ วา นานจฺจเยหิ สูเปหิ ปจฺจุปฏฺฐิโต อสฺส อมฺพิลคฺเคหิปิ ติตฺตกคฺเคหิปิ กฏุกคฺเคหิปิ มธุรคฺเคหิปิ ขาริเกหิปิ อขาริเกหิปิ โลณิเกหิปิ อโลณิเกหิปิ ฯ สโข โส ภิกฺขเว ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล สูโท สกสฺส ภตฺตนิมิตฺตํ อุคฺคณฺหาติ อิทํ วา เม อชฺช ภตฺตสูเปยฺยํ รุจฺจติ อิมสฺส วา อภิหรติ อิมสฺส วา พหุํ คณฺหาติ อิมสฺส วา วณฺณํ ภาสติ อมฺพิลคฺคํ วา เม อชฺช ภตฺตสูเปยฺยํ รุจฺจติ อมฺพิลคฺคสฺส วา อภิหรติ อมฺพิลคฺคสฺส วา พหุํ คณฺหาติ อมฺพิลคฺคสฺส วา วณฺณํ ภาสติ ติตฺตกคฺคํ วา เม อชฺช ฯ กฏุกคฺคํ วา เม อชฺช ฯ มธุรคฺคํ วา เม อชฺช ฯ ขาริกํ วา เม อชฺช ฯ อขาริกํ วา เม อชฺช ฯ โลณิกํ วา เม อชฺช ฯ อโลณิกํ วา เม อชฺช ภตฺตสูเปยฺยํ รุจฺจติ อโลณิกสฺส วา อภิหรติ อโลณิกสฺส วา พหุํ คณฺหาติ อโลณิกสฺส วา วณฺณํ ภาสตีติ ฯ สโข โส ภิกฺขเว ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล สูโท ลาภี เจว โหติ อจฺฉาทนสฺส ลาภี เวตฺตนสฺส ลาภี อภิหารานํ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตถา หิ โส ภิกฺขเว ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล สูโท สกสฺส ภตฺตนิมิตฺตํ อุคฺคณฺหาติ ฯ
ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา ฉลาด เฉียบแหลม ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ จิตย่อมตั้งมั่น ละอุปกิเลสได้ เธอย่อมสำเหนียกนิมิตนั้น ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัส ในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ จิตย่อมตั้งมั่น ละอุปกิเลสได้ เธอย่อม สำเหนียกในนิมิตนั้น ภิกษุนั้นย่อมได้ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และได้สติสัมปชัญญะ ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร? เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้มีปัญญา ฉลาด เฉียบแหลม สำเหนียกนิมิตแห่ง จิตของตน. จบ สูตรที่ ๘
เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ ตสฺส กาเย กายานุปสฺสิโน วิหรโต จิตฺตํ สมาธิยติ อุปกฺกิเลสา ปหียนฺติ โส ตํ นิมิตฺตํ อุคฺคณฺหาติ ฯ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ ฯ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ ฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ ตสฺส ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสิโน วิหรโต จิตฺตํ สมาธิยติ อุปกฺกิเลสา ปหียนฺติ โส ตํ นิมิตฺตํ อุคฺคณฺหาติ ฯ สโข โส ภิกฺขเว ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล ภิกฺขุ ลาภี เจว โหติ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สุขวิหารานํ ลาภี สติสมฺปชญฺญสฺส ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตถา หิ โส ภิกฺขเว ปณฺฑิโต พฺยตฺโต กุสโล ภิกฺขุ สกสฺส จิตฺตสฺส นิมิตฺตํ อุคฺคณฺหาตีติ ฯ