เสทกสูตร ที่ ๑
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เสทกสูตรที่ ๑ ผู้รักษาผู้อื่นชื่อว่ารักษาตน
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวสุมภะชื่อเสทกะ ใน สุมภชนบท ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมี มาแล้ว คนจัณฑาลผู้เป็นนักไต่ราว ยกไม้ไผ่ขึ้นตั้งไว้แล้ว เรียกศิษย์ชื่อเมทกถาลิกะมาบอกว่า ดูกรเมทกถาลิกะผู้เป็นสหาย มาเถิด มาขึ้นไม้ไผ่ แล้วยืนอยู่บนคอของเรา เมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์ รับคำของนักไต่ราวแล้ว ขึ้นราวไม้ไผ่ ยืนอยู่บนคอของอาจารย์ ครั้งนั้นแล คนจัณฑาลนักไต่ราว จึงพูดกะเมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์ว่า ดูกรเมทกถาลิกะผู้เป็นสหาย ท่านจงรักษาเรา เราจักรักษาท่าน เราทั้งสองต่างคุ้มครองกันและกัน ต่างรักษากันและกันอย่างนี้ จักแสดงศิลปะ จักได้ลาภ และจัก ลงจากราวไม้ไผ่ได้โดยสวัสดี.
เอกํ สมยํ ภควา สุมฺเภสุ วิหรติ เสทกํ นาม สุมฺภานํ นิคโม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว จณฺฑาลวํสิโก จณฺฑาลวํสํ อุสฺสาเปตฺวา เมทกถาลิกํ อนฺเตวาสึ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ สมฺม เมทกถาลิเก จณฺฑาลวํสํ อภิรูหิตฺวา มม อุปริกฺขนฺเธ ติฏฺฐาหีติ ฯ เอวํ อาจริยาติ โข ภิกฺขเว เมทกถาลิกา อนฺตวาสี จณฺฑาลวํสิกสฺส ปฏิสฺสุตฺวา จณฺฑาลวํสํ อภิรูหิตฺวา อาจริยสฺส อุปริกฺขนฺเธ อฏฺฐาสิ ฯ อถ โข ภิกฺขเว จณฺฑาลวํสิโก เมทกถาลิกํ อนฺเตวาสึ เอตทโวจ ตฺวํ สมฺม เมทกถาลิเก มมํ รกฺข อหํ ตํ รกฺขิสฺสามิ เอวํ มยํ อญฺญมญฺญคุตฺตา อญฺญมญฺญรกฺขิตา สิปฺปานิ เจว ทสฺสิสฺสาม ลาภญฺจ ลจฺฉาม โสตฺถินา จ จณฺฑาลวํสา โอโรหิสฺสามาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออาจารย์กล่าวอย่างนี้แล้ว เมทกถาลิกะผู้เป็นศิษย์ได้ กล่าวตอบว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ก็เรื่องนี้จักเป็นอย่างนั้นหามิได้ ท่านจงรักษาตน ผมก็จักรักษา ตน เราทั้งสองต่างคุ้มครองตน ต่างรักษาตนอย่างนี้ จักแสดงศิลปะ จักได้ลาภ และจักลงจาก ไม้ไผ่ได้โดยสวัสดี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เหตุผลในข้อนั้นมีดังนี้ เหมือนศิษย์ชื่อเมทกถาลิกะ ได้พูดกะอาจารย์ ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอพึงเสพสติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ชื่อว่ารักษาตน.
เอวํ วุตฺเต ภิกฺขเว เมทกถาลิกา อนฺเตวาสี จณฺฑาลวํสิกํ เอตทโวจ น โข ปเนตํ อาจริย เอวํ ภวิสฺสติ ตฺวํ อาจริย อตฺตานํ รกฺข อหํ อตฺตานํ รกฺขิสฺสามิ เอวํ มยํ อตฺตคุตฺตา อตฺตรกฺขิตา สิปฺปานิ เจว ทสฺสิสฺสาม ลาภญฺจ ลจฺฉาม โสตฺถินา จ จณฺฑาลวํสา โอโรหิสฺสามาติ ฯ โส ตตฺถ ญาโยติ ภควา อโวจ ยถา เมทกถาลิกา อนฺเตวาสี อาจริยํ อโวจ ฯ อตฺตานํ ภิกฺขเว รกฺขิสฺสามีติ สติปฏฺฐานํ เสวิตพฺพํ ปรํ รกฺขิสฺสามีติ สติปฏฺฐานํ เสวิตพฺพํ ฯ อตฺตานํ ภิกฺขเว รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น อย่างไร? ที่ชื่อว่า รักษาผู้อื่น ด้วยการซ่องเสพ ด้วยการเจริญ ด้วยการกระทำให้มาก บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่า รักษาผู้อื่น อย่างนี้แล.
กถญฺจ ภิกฺขเว อตฺตานํ รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ ฯ อาเสวนาย ภาวนาย พหุลีกมฺเมน ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อตฺตานํ รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตนอย่างไร ที่ชื่อว่า รักษาตน ด้วยความอดทน ด้วยความไม่เบียดเบียน ด้วยความมีจิตประกอบด้วยเมตตา ด้วยความ เอ็นดู บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตน อย่างนี้แล.
กถญฺจ ภิกฺขเว ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขติ ฯ ขนฺติยา อวิหึสาย เมตฺตจิตฺตตาย อนุทยตาย ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอพึงเสพสติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาตน พึงเสพ สติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตน. จบ สูตรที่ ๙
อตฺตานํ ภิกฺขเว รกฺขิสฺสามีติ สติปฏฺฐานํ เสวิตพฺพํ ปรํ รกฺขิสฺสามีติ สติปฏฺฐานํ เสวิตพฺพํ ฯ อตฺตานํ ภิกฺขเว รกฺขนฺโต ปรํ รกฺขติ ปรํ รกฺขนฺโต อตฺตานํ รกฺขตีติ ฯ