พราหมณสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พราหมณสูตร ว่าด้วยปฏิปทาเพื่อละฉันทะ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี ครั้งนั้น อุณณาภ- *พราหมณ์เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระอานนท์ว่า
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ อายสฺมา อานนฺโท โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม ฯ อถ โข อุณฺณาโภ พฺราหฺมโณ เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา อานนฺเทน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อุณฺณาโภ พฺราหฺมโณ อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ
ดูกรท่านอานนท์ ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดม เพื่อประโยชน์ อะไร? ท่านพระอานนท์ตอบว่า ดูกรพราหมณ์ เราประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อละ ฉันทะ.
กิมตฺถิยํ นุ โข โภ อานนฺท สมเณ โคตเม พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ ฉนฺทปฺปหานตฺถํ โข พฺราหฺมณ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ
อุณ. ดูกรท่านอานนท์ ก็มรรคา ปฏิปทา เพื่อละฉันทะนั้น มีอยู่หรือ? อา. มีอยู่ พราหมณ์.
อตฺถิ ปน โภ อานนฺท มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส ฉนฺทสฺส ปหานายาติ ฯ อตฺถิ โข พฺราหฺมณ มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา เอตสฺส ฉนฺทสฺส ปหานายาติ ฯ
อุณ. ดูกรท่านอานนท์ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน? อา. ดูกรพราหมณ์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วยฉันท- *สมาธิและปธานสังขาร ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วยวิริยสมาธิ ... จิตตสมาธิ ... วิมังสาสมาธิ และปธานสังขาร นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อละฉันทะนั้น.
กตโม ปน โภ อานนฺท มคฺโค กตมา ปฏิปทา เอตสฺส ฉนฺทสฺส ปหานายาติ ฯ อิธ พฺราหฺมณ ภิกฺขุ ฉนฺทสมาธิ- ปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ฯ วิริยสมาธิ จิตฺตสมาธิ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ฯ อยํ โข พฺราหฺมณ มคฺโค อยํ ปฏิปทา เอตสฺส ฉนฺทสฺส ปหานายาติ ฯ
อุณ. ดูกรท่านอานนท์ เมื่อเป็นเช่นนั้น ฉันทะนั้นยังมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี บุคคลจักละฉันทะด้วยฉันทะนั่นเอง ข้อนี้มิใช่ฐานะที่มีได้. อา. ดูกรพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น เราจะย้อนถามท่านในเรื่องนี้ ท่านเห็นควรอย่างไร พึงแก้อย่างนั้นเถิด.
เอวํ สนฺเต โภ อานนฺท สนฺตกํ โหติ โน อสนฺตกํ ฉนฺเทเนว ฉนฺทํ ปชหิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ เตนหิ พฺราหฺมณ ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา ตํ พฺยากเรยฺยาสิ ฯ
ดูกรพราหมณ์ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? ในเบื้องต้นท่านได้มี ความพอใจว่า จักไปอาราม เมื่อท่านไปถึงอารามแล้ว ความพอใจที่เกิดขึ้นนั้นก็ระงับไปมิใช่ หรือ? อุณ. อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ. อา. ในเบื้องต้น ท่านได้มีความเพียรว่า จักไปอาราม เมื่อท่านไปถึงอารามแล้ว ความเพียรที่เกิดขึ้นนั้นก็ระงับไปมิใช่หรือ? อุณ. อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ. อา. ในเบื้องต้น ท่านได้มีความคิดว่า จักไปอาราม เมื่อท่านไปถึงอารามแล้ว ความ คิดที่เกิดขึ้นนั้นก็ระงับไปมิใช่หรือ? อุณ. อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ. อา. ในเบื้องต้น ท่านได้ตริตรองพิจารณาว่า จักไปอาราม เมื่อท่านไปถึงอารามแล้ว ความตริตรองพิจารณาที่เกิดขึ้นนั้นก็ระงับไปมิใช่หรือ? อุณ. อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ.
ตํ กึ มญฺญสิ พฺราหฺมณ อโหสิ เต ปุพฺเพ ฉนฺโท อารามํ คมิสฺสามีติ ฯ ตสฺส เต อารามํ คตสฺส โย ตชฺโช ฉนฺโท โส ปฏิปฺปสฺสทฺโธติ ฯ เอวํ โภ ฯ อโหสิ เต ปุพฺเพ วิริยํ อารามํ คมิสฺสามีติ ฯ ตสฺส เต อารามํ คตสฺส ยํ ตชฺชํ วิริยํ ตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธนฺติ ฯ เอวํ โภ ฯ อโหสิ เต ปุพฺเพ จิตฺตํ อารามํ คมิสฺสามีติ ฯ ตสฺส เต อารามํ คตสฺส ยํ ตชฺชํ จิตฺตํ ตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธนฺติ ฯ เอวํ โภ ฯ อโหสิ เต ปุพฺเพ วีมํสา อารามํ คมิสฺสามีติ ฯ ตสฺส เต อารามํ คตสฺส ยา ตชฺชา วีมํสา สา ปฏิปฺปสฺสทฺธาติ ฯ เอวํ โภ ฯ
อา. ดูกรพราหมณ์ อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนถึงแล้วโดย ลำดับ สิ้นสังโยชน์ที่จะนำไปสู่ภพแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้น ในเบื้องต้นก็มี ความพอใจเพื่อบรรลุอรหัต เมื่อบรรลุแล้ว ความพอใจที่เกิดขึ้นนั้นก็ระงับไป ในเบื้องต้นก็มี ความเพียรเพื่อบรรลุอรหัต เมื่อบรรลุแล้ว ความเพียรที่เกิดขึ้นนั้นก็ระงับไป ในเบื้องต้นก็มี ความคิดเพื่อบรรลุอรหัต เมื่อบรรลุแล้ว ความคิดที่เกิดขึ้นนั้นก็ระงับไป ในเบื้องต้นก็มีความ ตริตรองพิจารณาเพื่อบรรลุอรหัต เมื่อบรรลุแล้ว ความตริตรองพิจารณาที่เกิดขึ้นนั้นก็ระงับไป.
เอวเมว โข พฺราหฺมณ โย โส ภิกฺขุ อรหํ ขีณาสโว วุสิตวา กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณ- ภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญาวิมุตฺโต ตสฺส โย ปุพฺเพ ฉนฺโท อโหสิ อรหตฺตปฺปตฺติยา อรหตฺเต ปตฺเต โย ตชฺโช ฉนฺโท โส ปฏิปฺปสฺสทฺโธ ยํ ปุพฺเพ วิริยํ อโหสิ อรหตฺตปฺปตฺติยา อรหตฺเต ปตฺเต ยํ ตชฺชํ วิริยํ ตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ ยํ ปุพฺเพ จิตฺตํ อโหสิ อรหตฺตปฺปตฺติยา อรหตฺเต ปตฺเต ยํ ตชฺชํ จิตฺตํ ตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ ยา ปุพฺเพ วีมํสา อโหสิ อรหตฺตปฺปตฺติยา อรหตฺเต ปตฺเต ยา ตชฺชา วีมํสา สา ปฏิปฺปสฺสทฺธา ฯ
ดูกรพราหมณ์ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? เมื่อเป็นเช่นนั้น ความ พอใจนั้นยังมีอยู่หรือว่าไม่มี? อุณ. ข้าแต่ท่านอานนท์ เมื่อเป็นเช่นนั้น ความพอใจก็มีอยู่โดยแท้ ไม่มีหามิได้ ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้ง นัก ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ท่านประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าผู้มีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าพเจ้านี้ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระอานนท์จงจำ ข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะจนตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. จบ สูตรที่ ๕
ตํ กึ มญฺญสิ พฺราหฺมณ อิติ เอวํ สนฺเต สนฺตกํ วา โหติ โน อสนฺตกํ วาติ ฯ อทฺธา โภ อานนฺท เอวํ สนฺเต สนฺตกํ โหติ โน อสนฺตกํ อภิกฺกนฺตํ โภ อานนฺท อภิกฺกนฺตํ โภ อานนฺท เสยฺยถาปิ โภ อานนฺท นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปฺปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ ฯ เอวเมว ตยา โภ อานนฺท อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต ฯ เอสาหํ โภ อานนฺท ตํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสกํ มํ ภวํ อานนฺโท ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตนฺติ ฯ