รโหคตสูตร ที่ ๑
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ๘. อนุรุทธสังยุต รโหคตวรรคที่ ๑ รโหคตสูตรที่ ๑ ว่าด้วยสติปัฏฐาน ๔
อนุรุทฺธสํยุตฺตํ ------ รโหคตวคฺโค ปฐโม
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธะอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความ ปริวิตกขึ้นในใจอย่างนี้ว่า สติปัฏฐาน ๔ อันชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเบื่อแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่า เบื่ออริยมรรคที่จะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ สติปัฏฐาน ๔ อันชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งปรารภแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่าปรารภอริยมรรคที่จะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ.
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ อายสฺมา อนุรุทฺโธ สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อายสฺมโต อนุรุทฺธสฺส รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ เยสํ เกสญฺจิ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา วิรทฺธา วิรทฺโธ เตสํ อริโย มคฺโค สมฺมาทุกฺขกฺขยคามี เยสํ เกสญฺจิ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา อารทฺธา อารทฺโธ เตสํ อริโย มคฺโค สมฺมาทุกฺขกฺขยคามีติ ฯ
ลำดับนั้น ท่านมหาโมคคัลลานะรู้ความปริวิตกในใจของท่านพระอนุรุทธะ ด้วยใจ จึงไปปรากฏในที่เฉพาะหน้าท่านอนุรุทธะ เหมือนบุรุษมีกำลัง เหยียดแขนที่คู้ หรือคู้ แขนที่เหยียด ฉะนั้น ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ถามท่านอนุรุทธะด้วยเหตุเพียงเท่าไร หนอ ภิกษุจึงจะชื่อว่า ปรารภสติปัฏฐาน ๔?
อถ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน อายสฺมโต อนุรุทฺธสฺส เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว อายสฺมโต อนุรุทฺธสฺส สมฺมุเข ปาตุรโหสิ ฯ อถ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ เอตทโวจ กิตฺตาวตา นุ โข อาวุโส อนุรุทฺธ ภิกฺขุโน จตฺตาโร สติปฏฺฐานา อารทฺธา โหนฺตีติ ฯ
ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า ดูกรผู้มีอายุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณา เห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในกายในภายในอยู่ พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมไปในกาย ในภายในอยู่ พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในกายในภายในอยู่ มี ความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ย่อมพิจารณาเห็น ธรรม คือ ความเกิดขึ้นในกายในภายนอกอยู่ พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมไปในกายในภาย นอกอยู่ พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในกายในภายนอกอยู่มีความ เพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ย่อมพิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นในกายทั้ง ภายในและภายนอกอยู่พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมไปในกายทั้ง ภายในและภายนอกอยู่ พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในกายทั้งภายใน และภายนอกอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้.
อิธาวุโส ภิกฺขุ อชฺฌตฺตํ กาเย สมุทยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯเปฯ อชฺฌตฺตํ กาเย วยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯ อชฺฌตฺตํ กาเย สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ พหิทฺธา กาเย สมุทยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯเปฯ พหิทฺธา กาเย วยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯ พหิทฺธา กาเย สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ อชฺฌตฺตพหิทฺธา กาเย สมุทยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯ อชฺฌตฺตพหิทฺธา กาเย วยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯ อชฺฌตฺตพหิทฺธา กาเย สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ
ภิกษุนั้นถ้าหวังอยู่ว่า ขอเราพึงเป็นผู้มีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ ปฏิกูลอยู่เถิด ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญกว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ ถ้าหวังอยู่ว่า ขอเรา พึงเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่เถิด ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่ง ปฏิกูลนั้นอยู่ ถ้าหวังอยู่ว่า ขอเราพึงเป็นผู้มีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่ เถิด ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ ถ้าหวังอยู่ว่า ขอ เราพึงเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่เถิด ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญ ว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ ถ้าหวังอยู่ว่า ขอเราพึงเป็นผู้เว้นขาดสิ่งไม่ปฏิกูล และสิ่งปฏิกูลทั้งสองนั้น แล้วมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่เถิด ก็ย่อมเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ สัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่.
โส สเจ อากงฺขติ อปฺปฏิกูเล ปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ ปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ ปฏิกูเล อปฺปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ อปฺปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ อปฺปฏิกูเล จ ปฏิกูเล จ ปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ ปฏิกูลสญฺญี ตตถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ ปฏิกูเล จ อปฺปฏิกูเล จ อปฺปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ อปฺปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ อปฺปฏิกูลญฺจ ปฏิกูลญฺจ ตทุภยํ อภินิวชฺเชตฺวา อุเปกฺขโก วิหเรยฺยํ สโต สมฺปชาโนติ อุเปกฺขโก ตตฺถ วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในเวทนาในภายในอยู่ พิจารณา เห็นธรรม คือ ความเสื่อมไปในเวทนาในภายในอยู่ พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นและ ความเสื่อมไปในเวทนาในภายในอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและ โทมนัสในโลกเสียได้ ย่อมพิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในเวทนาในภายนอกอยู่ พิจารณา เห็นธรรม คือ ความเสื่อมไปในเวทนาในภายนอกอยู่ พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นแล ความเสื่อมไปในเวทนาในภายนอกอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและ โทมนัสในโลกเสียได้ ย่อมพิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในเวทนาทั้งภายในและภายนอก อยู่ พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเสื่อมไปในเวทนาทั้งภายในและภายนอกอยู่ พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในเวทนาทั้งภายในภายนอกอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้.
อชฺฌตฺตํ เวทนาสุ สมุทยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อชฺฌตฺตํ เวทนาสุ วยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯ อชฺฌตฺตํ เวทนาสุ สมุทยวย- ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ พหิทฺธา เวทนาสุ สมุทยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ พหิทฺธา เวทนาสุ วยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯ พหิทฺธา เวทนาสุ สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ อชฺฌตฺตพหิทฺธา เวทนาสุ สมุทยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อชฺฌตฺตพหิทฺธา เวทนาสุ วยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯ อชฺฌตฺตพหิทฺธา เวทนาสุ สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ
ภิกษุนั้นถ้าหวังอยู่ว่า ขอเราพึงเป็นผู้มีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูล อยู่เถิด ก็ย่อมเป็นผู้มีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ ฯลฯ ถ้าหวังอยู่ว่า ขอเราเป็นผู้ เว้นขาดสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลทั้งสองนั้นแล้วมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่เถิด ก็ย่อมเป็น ผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่.
โส สเจ อากงฺขติ อปฺปฏิกูเล ปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ ปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ ปฏิกูเล อปฺปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ อปฺปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ อปฺปฏิกูเล จ ปฏิกูเล จ ปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ ปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ ปฏิกูเล จ อปฺปฏิกูเล จ อปฺปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ อปฺปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯ สเจ อากงฺขติ อปฺปฏิกูลญฺจ ปฏิกูลญฺจ ตทุภยํ อภินิวชฺเชตฺวา อุเปกฺขโก วิหเรยฺยํ สโต สมฺปชาโนติ อุเปกฺขโก ตตฺถ วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในจิตในภายใน ฯลฯ พิจารณา เห็นธรรมคือ ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในจิตทั้งภายในและภายนอกอยู่ มีความเพียร มี สัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้.
อชฺฌตฺตํ จิตฺเต ฯเปฯ พหิทฺธา จิตฺเต ฯเปฯ อชฺฌตฺต- พหิทฺธา จิตฺเต สมุทยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯ อชฺฌตฺตพหิทฺธา จิตฺเต วยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯ อชฺฌตฺตพหิทฺธา จิตฺเต สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี ฯเปฯ อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ
ภิกษุนั้นถ้าหวังอยู่ว่า ขอเราพึงเป็นผู้มีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล อยู่เถิด ฯลฯ ก็ย่อมเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่.
โส สเจ อากงฺขติ อปฺปฏิกูเล ปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ ปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯเปฯ อุเปกฺขโก ตตฺถ วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายในภายใน ฯลฯ พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในธรรมทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้.
อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ ฯเปฯ พหิทฺธา ธมฺเมสุ ฯเปฯ อชฺฌตฺตพหิทฺธา ธมฺเมสุ สมุทยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯ อชฺฌตฺตพหิทฺธา ธมฺเมสุ วยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯ อชฺฌตฺตพหิทฺธา ธมฺเมสุ สมุทยวยธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ
ภิกษุนั้นถ้าหวังอยู่ว่า ขอเราพึงเป็นผู้มีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูล อยู่เถิด ฯลฯ ก็ย่อมเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่ ดูกรท่านผู้มีอายุ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงจะชื่อว่าปรารภสติปัฏฐาน ๔. จบ สูตรที่ ๑
โส สเจ อากงฺขติ อปฺปฏิกูเล ปฏิกูลสญฺญี วิหเรยฺยนฺติ ปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ ฯเปฯ อุเปกฺขโก ตตฺถ วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ เอตฺตาวตา โข อาวุโส ภิกฺขุโน จตฺตาโร สติปฏฺฐานา อารทฺธา โหนฺตีติ ฯ