นันทิยสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค นันทิยสูตร อยู่ด้วยความประมาทและไม่ประมาท
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิล- *พัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้น เจ้าศากยะพระนามว่า นันทิยะ เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
เอกํ สมยํ ภควา สกฺเกสุ วิหรติ กปิลวตฺถุสฺมึ นิโคฺรธาราเม ฯ อถ โข นนฺทิโย สกฺโก เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข นนฺทิโย สกฺโก ภควนฺตํ เอตทโวจ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อริยสาวกใด ไม่มีโสตาปัตติยังคธรรม ๔ ประการ โดยประการทั้งปวง ในกาลทุกเมื่อ อริยสาวกนั้นหรือหนอที่พระองค์ตรัสเรียกว่า อยู่ด้วยความ ประมาท? พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนันทิยะ อริยสาวกใด ไม่มีโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ เราเรียกอริยสาวกนั้นว่า เป็นคนภายนอก ตั้งอยู่ในฝ่ายปุถุชน อนึ่ง อริยสาวกเป็นผู้อยู่ด้วย ความประมาท และอยู่ด้วยความไม่ประมาท โดยวิธีใด ท่านจงฟังวิธีนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจัก กล่าว นันทิยศากยะทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า
ยสฺเสว นุ โข ภนฺเต อริยสาวกสฺส จตฺตาริ โสตาปตฺติยงฺคานิ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ นตฺถิ เสฺวว นุ โข ภนฺเต อริยสาวโก ปมาทวิหารีติ วุจฺจติ ฯ ยสฺส โข นนฺทิย จตฺตาริ โสตาปตฺติยงฺคานิ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ นตฺถิ ตมหํ พาหิโร ปุถุชฺชนปกฺเข ฐิโตติ วทามิ ฯ อปิจ นนฺทิย ยถา อริยสาวโก ปมาทวิหารี เจว โหติ อปฺปมาทวิหารี จ ตํ สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข นนฺทิโย สกฺโก ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ ภควา เอตทโวจ
ดูกรนันทิยะ ก็อริยสาวกเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทอย่างไร? อริยสาวก ในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ... เป็นผู้จำแนกธรรม อริยสาวกนั้นพอใจแล้วด้วยความเลื่อมใสอันไม่ หวั่นไหวในพระพุทธเจ้านั้น ไม่พยายามให้ยิ่งขึ้นไป เพื่อความสงัดในกลางวัน เพื่อหลีกเร้นใน กลางคืน เมื่ออริยสาวกนั้นเป็นผู้ประมาทอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มีปราโมทย์ เมื่อไม่มีปราโมทย์ ก็ ไม่มีปีติ เมื่อไม่มีปีติ ก็ไม่มีปัสสัทธิ เมื่อไม่มีปัสสัทธิ ย่อมอยู่เป็นทุกข์ จิตของผู้มีความทุกข์ ย่อมไม่เป็นสมาธิ เมื่อจิตไม่เป็นสมาธิ ธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ เพราะธรรมทั้งหลายไม่ ปรากฏ อริยสาวกนั้นย่อมถึงความนับว่า อยู่ด้วยความประมาท อีกประการหนึ่ง อริยสาวก ประกอบด้วยเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า ใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ อริยสาวกนั้นพอใจแล้วด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่พยายามให้ยิ่งขึ้นไป เพื่อความสงัดในกลางวัน เพื่อหลีกเร้นในกลางคืน เมื่ออริยสาวกนั้น เป็นผู้ประมาทอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มีปราโมทย์ เมื่อไม่มีปราโมทย์ ก็ไม่มีปีติ เมื่อไม่มีปีติ ก็ไม่มี ปัสสัทธิ เมื่อไม่มีปัสสัทธิ ย่อมอยู่เป็นทุกข์ จิตของผู้มีความทุกข์ย่อมไม่มีสมาธิ เมื่อจิตไม่ เป็นสมาธิ ธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ อริยสาวกนั้นย่อมถึง ความนับว่า อยู่ด้วยความประมาท ดูกรนันทิยะ อริยสาวกเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทอย่างนี้แล.
กถญฺจ นนฺทิย อริยสาวโก ปมาทวิหารี โหติ ฯ อิธ นนฺทิย อริยสาวโก พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ โส เตน พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สนฺตุฏฺโฐ น อุตฺตรึ วายมติ ทิวา ปวิเวกาย รตฺติยา ปฏิสลฺลานาย ฯ ตสฺส เอวํ ปมตฺตสฺส วิหรโต ปามุชฺชํ น โหติ ปามุชฺเช อสติ ปีติ น โหติ ปีติยา อสติ ปสฺสทฺธิ น โหติ ปสฺสทฺธิยา อสติ ทุกฺขํ วิหรติ ทุกฺขิโน จิตฺตํ น สมาธิยติ อสมาหิเต จิตฺเต ธมฺมา น ปาตุภวนฺติ ฯ ธมฺมานํ อปาตุภาวา ปมาทวิหารีเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ ปุน จปรํ นนฺทิย อริยสาวโก ฯ ธมฺเม สงฺเฆ ฯ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต โหติ อกฺขณฺเฑหิ ฯเปฯ สมาธิสํวตฺตนิเกหิ ฯ โส เตหิ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สนฺตุฏฺโฐ น อุตฺตรึ วายมติ ทิวา ปวิเวกาย รตฺติยา ปฏิสลฺลานาย ฯ ตสฺส เอวํ ปมตฺตสฺส วิหรโต ปามุชฺชํ น โหติ ปามุชฺเช อสติ ปีติ น โหติ ปีติยา อสติ ปสฺสทฺธิ น โหติ ปสฺสทฺธิยา อสติ ทุกฺขํ วิหรติ ทุกฺขิโน จิตฺตํ น สมาธิยติ อสมาหิเต จิตฺเต ธมฺมา น ปาตุภวนฺติ ฯ ธมฺมานํ อปาตุภาวา ปมาทวิหารีเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ เอวํ โข นนฺทิย อริยสาวโก ปมาทวิหารี โหติ ฯ
ดูกรนันทิยะ ก็อริยสาวกผู้เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างไร? อริย- *สาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุ นี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้จำแนกธรรม อริยสาวกนั้นยังไม่พอใจด้วยความ เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้านั้น พยายามให้ยิ่งขึ้นไป เพื่อความสงัดในกลางวัน เพื่อหลีกเร้นในกลางคืน เมื่ออริยสาวกนั้นเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่อย่างนี้ ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อ เกิดปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจกอปรด้วยปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบ ย่อมได้เสวยสุข จิตของผู้มีความสุขย่อมเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิ ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ เพราะธรรมทั้ง หลายปรากฏ อริยสาวกนั้นย่อมถึงความนับว่า อยู่ด้วยความไม่ประมาท อีกประการหนึ่ง อริย- *สาวกประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... ประกอบด้วย ศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ อริยสาวกนั้นยังไม่พอใจด้วยศีลที่ พระอริยเจ้าใคร่แล้ว พยายามให้ยิ่งขึ้นไป เพื่อความสงัดในกลางวัน เพื่อหลีกเร้นในกลางคืน เมื่ออริยสาวกนั้นเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่อย่างนี้ ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อเกิดปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจกอปรด้วยปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบ ย่อมได้เสวยสุข จิตของผู้มีความสุข ย่อม เป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิ ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ อริยสาวกนั้นย่อมถึงความนับว่า อยู่ ด้วยความไม่ประมาท ดูกรนันทิยะ อริยสาวกเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างนี้แล. จบ สูตรที่ ๑๐ จบปุญญาภิสันทวรรคที่ ๔ ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อภิสันทสูตรที่ ๑ ๒. อภิสันทสูตรที่ ๒ ๓. อภิสันทสูตรที่ ๓ ๔. เทวปทสูตรที่ ๑ ๕. เทวปทสูตรที่ ๒ ๖. สภาคตสูตร ๗. มหานามสูตร ๘. วัสสสูตร ๙. กาฬิโคธาสูตร ๑๐. นันทิยสูตร -----------------------------------------------------
กถญฺจ นนฺทิย อริยสาวโก อปฺปมาทวิหารี โหติ ฯ อิธ นนฺทิย อริยสาวโก พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ โส เตน พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน อสนฺตุฏฺโฐ อุตฺตรึ วายมติ ทิวา ปวิเวกาย รตฺติยา ปฏิสลฺลานาย ฯ ตสฺส เอวํ อปฺปมตฺตสฺส วิหรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวทยติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเต จิตฺเต ธมฺมา ปาตุภวนฺติ ฯ ธมฺมานํ ปาตุภาวา อปฺปมาทวิหารีเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ ปุน จปรํ นนฺทิย อริยสาวโก ธมฺเม สงฺเฆ ฯ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต โหติ อกฺขณฺเฑหิ ฯเปฯ สมาธิสํวตฺตนิเกหิ ฯ โส เตหิ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ อสนฺตุฏฺโฐ อุตฺตรึ วายมติ ทิวา ปวิเวกาย รตฺติยา ปฏิสลฺลานาย ฯ ตสฺส เอวํ อปฺปมตฺตสฺส วิหรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวทยติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเต จิตฺเต ธมฺมา ปาตุภวนฺติ ฯ ธมฺมานํ ปาตุภาวา อปฺปมาทวิหารีเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ เอวํ โข นนฺทิย อริยสาวโก อปฺปมาทวิหารี โหตีติ ฯ ปุญฺญาภิสนฺทวคฺโค จตุตฺโถ ฯ ตสฺสุทฺทานํ อภิสนฺเทน ตโย วุตฺตา เทฺว เทวปทานิ จ สภาคตํ มหานาโม วาสี กาฬิ จ นนฺทิยาติ ฯ -------------