วรรคที่ ๖ สุรุสุรุวรรค
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ วรรคที่ ๖ สุรุสุรุวรรค สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๑
สุรุสุรุวคฺโค
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตพระนคร โกสัมพี. ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งปรุงปานะน้ำนมถวายพระสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายซดน้ำนมดังซูดๆ ภิกษุรูปหนึ่งเคยเป็นนักฟ้อนรำกล่าวขึ้นอย่างนี้ว่า ชะรอยพระสงฆ์ทั้งปวงนี้อันความเย็นรบกวน แล้ว. บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุจึงได้พูด ปรารภพระสงฆ์เล่นเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. ทรงสอบถาม พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูกรภิกษุ ข่าวว่า เธอได้พูดปรารภพระสงฆ์ เล่น จริงหรือ? ภิกษุรูปนั้นทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้พูดปรารภสงฆ์เล่น เล่า การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อ ความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงพูดปรารภพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์เล่น รูปใด ฝ่าฝืน ต้องอาบัติทุกกฏ. ครั้นทรงติเตียนภิกษุนั้นโดยอเนกปริยายแล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๑๙๖. ๕๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันทำเสียงดังซูดๆ. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุผู้ฉันอาหารไม่พึงฉันดังซูดๆ. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันอาหารทำเสียง ดังซูดๆ ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ. ----------------------------------------------------- สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๒
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตเรน พฺราหฺมเณน สงฺฆสฺส ปโยปานํ ปฏิยตฺตํ โหติ ฯ ภิกฺขู สุรุสุรุการกํ ขีรํ ปิวนฺติ ฯ อญฺญตโร นฏปุพฺพโก ภิกฺขุ เอวมาห สพฺพายํ มญฺเญ สงฺโฆ สีตีกโตติ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ภิกฺขุ สงฺฆํ อารพฺภ ทวํ กริสฺสตีติ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ สงฺฆํ อารพฺภ ทวํ อกาสีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส สงฺฆํ อารพฺภ ทวํ กริสฺสสิ เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ น ภิกฺขเว พุทฺธํ วา ธมฺมํ วา สงฺฆํ วา อารพฺภ ทโว กาตพฺโพ โย กเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ อถโข ภควา ตํ ภิกฺขุํ อเนกปริยาเยน วิครหิตฺวา ทุพฺภรตาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๘๕๑.๑} น สุรุสุรุการกํ ภุญฺชิสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ น สุรุสุรุการกํ ภุญฺชิตพฺพํ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ สุรุสุรุการกํ ภุญฺชติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ฉันอาหารเลียมือ ... พระบัญญัติ ๑๙๗. ๕๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียมือ. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุผู้ฉันอาหารไม่พึงฉันเลียมือ ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันอาหารเลียมือ ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ. ----------------------------------------------------- สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๓
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู หตฺถนิลฺเลหกํ ภุญฺชนฺติ ฯเปฯ {๘๕๒.๑} น หตฺถนิลฺเลหกํ ภุญฺชิสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ น หตฺถนิลฺเลหกํ ภุญฺชิตพฺพํ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ หตฺถนิลฺเลหกํ ภุญฺชติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ฉันอาหารขอดบาตร ... พระบัญญัติ ๑๙๘. ๕๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันขอดบาตร. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุผู้ฉันอาหารไม่พึงฉันขอดบาตร. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันอาหารขอด บาตร ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ ข้าวสุกเหลือน้อยกวาดขอดรวมกันเข้าแล้ว ฉัน ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๓ จบ. ----------------------------------------------------- สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๔
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ปตฺตนิลฺเลหกํ ภุญฺชนฺติ ฯเปฯ {๘๕๓.๑} น ปตฺตนิลฺเลหกํ ภุญฺชิสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ น ปตฺตนิลฺเลหกํ ภุญฺชิตพฺพํ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ ปตฺตนิลฺเลหกํ ภุญฺชติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส ปริตฺตเก เสเส เอกโต สงฺกฑฺฒิตฺวา นิลฺเลหิตฺวา ภุญฺชติ อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ฉันอาหารเลียริมฝีปาก ... พระบัญญัติ ๑๙๙. ๕๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียริมฝีปาก. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุผู้ฉันอาหารไม่พึงฉันเลียริมฝีปาก. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันอาหารเลีย ริมฝีปาก ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ. ----------------------------------------------------- สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๕
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู โอฏฺฐนิลฺเลหกํ ภุญฺชนฺติ ฯเปฯ {๘๕๔.๑} น โอฏฺฐนิลฺเลหกํ ภุญฺชิสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ น โอฏฺฐนิลฺเลหกํ ภุญฺชิตพฺพํ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ โอฏฺฐนิลฺเลหกํ ภุญฺชติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ที่สวนสัตว์เภสกฬาวัน เขต พระนครสุงสุมารคิระ แขวงภัคคะชนบท. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายรับประเคนโอน้ำด้วยมือข้างที่ เปื้อนอามิส ในโกกนุทปราสาท. ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะ เชื้อสายพระศากยบุตร จึงได้รับประเคนโอน้ำด้วยมือข้างที่เปื้อนอามิส เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้ บริโภคกามเล่า ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่ เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุทั้งหลายจึงได้รับประเคนโอน้ำ ด้วยมือข้างที่เปื้อนอามิสเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. ทรงสอบถาม พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกภิกษุรับ ประเคนโอน้ำด้วยมือที่เปื้อนอามิส จริงหรือ? ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียน พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกโมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้รับประเคนโอน้ำด้วยมือข้างที่เปื้อนอามิสเล่า การกระทำของพวกโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่ เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใส แล้ว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๒๐๐. ๕๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่รับโอน้ำด้วยมือเปื้อนอามิส. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุผู้ฉันอาหารไม่พึงรับประเคนโอน้ำ ด้วยมือข้างที่เปื้อนอามิส. ภิกษุใดอาศัยความ ไม่เอื้อเฟื้อ รับประเคนโอน้ำด้วยมือข้างที่เปื้อนอามิส ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ รับประเคนด้วยหมายว่าจักล้างเอง หรือ ให้ผู้อื่นล้าง ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๕ จบ. ----------------------------------------------------- สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๖
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา ภคฺเคสุ วิหรติ สุํสุมารคิเร เภสกฬาวเน มิคทาเย ฯ เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู โกกนเท ปาสาเท สามิเสน หตฺเถน ปานียถาลกํ ปฏิคฺคณฺหนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา สามิเสน หตฺเถน ปานียถาลกํ ปฏิคฺคเหสฺสนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ภิกฺขู สามิเสน หตฺเถน ปานียถาลกํ ปฏิคฺคเหสฺสนฺตีติ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ภิกฺขู สามิเสน หตฺเถน ปานียถาลกํ ปฏิคฺคณฺหนฺตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ {๘๕๕.๑} วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม เต ภิกฺขเว โมฆปุริสา สามิเสน หตฺเถน ปานียถาลกํ ปฏิคฺคเหสฺสนฺติ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๘๕๕.๒} น สามิเสน หตฺเถน ปานียถาลกํ ปฏิคฺคเหสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ น สามิเสน หตฺเถน ปานียถาลโก ปฏิคฺคเหตพฺโพ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ สามิเสน หตฺเถน ปานียถาลกํ ปฏิคฺคณฺหาติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส โธวิสฺสามีติ วา โธวาเปสฺสามีติ วา ปฏิคฺคณฺหาติ อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ที่สวนสัตว์เภสกฬาวัน เขต พระนครสุงสุมารคิระ แขวงภัคคะชนบท. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายเทน้ำล้างบาตรซึ่งมีเมล็ดข้าวลง ในละแวกบ้าน ใกล้โกกนุทปราสาท. ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระ สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้เทน้ำล้างบาตรซึ่งมีเมล็ดข้าวลงในละแวกบ้าน เหมือนพวก คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุทั้งหลายจึงได้เทน้ำ ล้างบาตรซึ่งยังมีเมล็ดข้าวลงในละแวกบ้านเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. ทรงสอบถาม พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกภิกษุเทน้ำ ล้างบาตรซึ่งมีเมล็ดข้าวลงในละแวกบ้าน จริงหรือ? ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกโมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้เทน้ำล้างบาตรซึ่งยังมีเมล็ดข้าวลงในละแวกบ้านเล่า การกระทำของพวกโมฆบุรุษเหล่านั้น นั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชน ที่เลื่อมใสแล้ว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๒๐๑. ๕๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เทน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวใน ละแวกบ้าน. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุไม่เทน้ำล้างบาตร ซึ่งยังมีเมล็ดข้าวลงในละแวกบ้าน. ภิกษุใดอาศัยความไม่ เอื้อเฟื้อ เทน้ำล้างบาตรซึ่งยังมีเมล็ดข้าวลงในละแวกบ้าน ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ เก็บเมล็ดข้าวออกแล้วจึงเทน้ำล้างบาตร หรือขยี้เมล็ดข้าวให้ละลายแล้วเท หรือเทน้ำล้างบาตรลงในกระโถน แล้วนำไปเทข้างนอก ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๖ จบ. โภชนปฏิสังยุต ๓๐ สิกขาบท จบ. ----------------------------------------------------- ธรรมเทศนาปฏิสังยุต ๑๖ สิกขาบท สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๗
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา ภคฺเคสุ วิหรติ สุํสุมารคิเร เภสกฬาวเน มิคทาเย ฯ เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู โกกนเท ปาสาเท สสิตฺถกํ ปตฺตโธวนํ อนฺตรฆเร ฉฑฺเฑนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา สสิตฺถกํ ปตฺตโธวนํ อนฺตรฆเร ฉฑฺเฑสฺสนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ภิกฺขู สสิตฺถกํ ปตฺตโธวนํ อนฺตรฆเร ฉฑฺเฑสฺสนฺตีติ ฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ภิกฺขู สสิตฺถกํ ปตฺตโธวนํ อนฺตฆเร ฉฑฺเฑนฺตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม เต ภิกฺขเว โมฆปุริสา สสิตฺถกํ ปตฺตโธวนํ อนฺตรฆเร ฉฑฺเฑสฺสนฺติ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๘๕๖.๑} น สสิตฺถกํ ปตฺตโธวนํ อนฺตรฆเร ฉฑฺเฑสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ น สสิตฺถกํ ปตฺตโธวนํ อนฺตรฆเร ฉฑฺเฑตพฺพํ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ สสิตฺถกํ ปตฺตโธวนํ อนฺตรฆเร ฉฑฺเฑติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อุทฺริธตฺวา วา ภินฺทิตฺวา วา ปฏิคฺคเห วา นีหริตฺวา ฉฑฺเฑติ อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ โสฬส ธมฺมเทสนาปฏิสํยุตฺตา
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์แสดงธรรมแก่บุคคลผู้กั้นร่ม. บรรดา ภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์จึงได้แสดงธรรม แก่บุคคลผู้กั้นร่มเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนี้แก่พระผู้มีพระภาค. ทรงสอบถาม พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอแสดง ธรรมแก่บุคคลผู้กั้นร่ม จริงหรือ? พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียน พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้แสดง ธรรมแก่บุคคลผู้กั้นร่มเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๒๐๒. ๕๗. ก. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลมีร่ม ในมือ. ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการ ฉะนี้.
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ฉตฺตปาณิสฺส ธมฺมํ เทเสนฺติ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ฉตฺตปาณิสฺส ธมฺมํ เทเสสฺสนฺตีติ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ตุเมฺห ภิกฺขเว ฉตฺตปาณิสฺส ธมฺมํ เทเสถาติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ตุเมฺห โมฆปุริสา ฉตฺตปาณิสฺส ธมฺมํ เทเสสฺสถ เนตํ โมฆปุริสา อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๘๕๗.๑} น ฉตฺตปาณิสฺส ธมฺมํ เทเสสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ {๘๕๗.๒} เอวญฺจิทํ ภควตา ภิกฺขูนํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ โหติ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายรังเกียจเพื่อจะแสดงธรรมแก่คนเป็นไข้มีร่มใน มือ ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงไม่ แสดงธรรมแก่คนเป็นไข้ซึ่งมีร่มในมือเล่า ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. ทรงอนุญาตให้แสดงธรรมแก่คนไข้ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า เราอนุญาตให้แสดงธรรมแก่คนเป็นไข้มีร่มใน มือได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระอนุบัญญัติ ๒๐๒. ๕๗. ข. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ ผู้เจ็บไข้ มีร่มในมือ. สิกขาบทวิภังค์ ที่ชื่อว่า ร่ม ได้แก่ร่ม ๓ ชนิด คือ ร่มผ้าขาว ๑ ร่มลำแพน ๑ ร่มใบไม้ ๑ ที่เย็บ เป็นวงกลมผูกติดกับซี่. ที่ชื่อว่า ธรรม ได้แก่ ถ้อยคำที่อิงอรรถอิงธรรม เป็นพุทธภาษิต สาวกภาษิต อิสี ภาษิต เทวตาภาษิต. บทว่า แสดง คือแสดงโดยบท ต้องอาบัติทุกกฏ ทุกๆ อักขระ. อันภิกษุไม่พึงแสดงธรรมแก่บุคคลไม่เป็นไข้ผู้กั้นร่ม ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดง ธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้กั้นร่ม ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๗ จบ. ----------------------------------------------------- สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๘
เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู ฉตฺตปาณิสฺส คิลานสฺส ธมฺมํ เทเสตุํ กุกฺกุจฺจายนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา ฉตฺตปาณิสฺส คิลานสฺส ธมฺมํ น เทเสสฺสนฺตีติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อนุชานามิ ภิกฺขเว ฉตฺตปาณิสฺส คิลานสฺส ธมฺมํ เทเสตุํ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๘๕๘.๑} น ฉตฺตปาณิสฺส อคิลานสฺส ธมฺมํ เทเสสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ ฉตฺตํ นาม ตีณิ ฉตฺตานิ เสตจฺฉตฺตํ กิลญฺชจฺฉตฺตํ ปณฺณจฺฉตฺตํ มณฺฑลพทฺธํ สลากพทฺธํ ฯ ธมฺโม นาม พุทฺธภาสิโต สาวกภาสิโต อิสิภาสิโต เทวตาภาสิโต อตฺถุปสญฺหิโต ธมฺมุปสญฺหิโต ฯ เทเสยฺยาติ ปเทน เทเสติ ปเท ปเท อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อกฺขราย เทเสติ อกฺขรกฺขราย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ น ฉตฺตปาณิสฺส อคิลานสฺส ธมฺโม เทเสตพฺโพ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ ฉตฺตปาณิสฺส อคิลานสฺส ธมฺมํ เทเสติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์แสดงธรรมแก่บุคคลผู้ถือไม้พลอง ... พระอนุบัญญัติ ๒๐๓. ๕๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ ผู้เจ็บไข้ มีไม้พลองในมือ. สิกขาบทวิภังค์ ที่ชื่อว่า ไม้พลอง ได้แก่ ไม้พลองยาวสี่ศอกของมัชฌิมบุรุษยาวกว่านั้นไม่ใช่ไม้พลอง สั้นกว่านั้น ก็ไม่ใช่ไม้พลอง. อันภิกษุไม่พึงแสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้ถือไม้พลอง ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ผู้ถือไม้พลอง ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๘ จบ. ----------------------------------------------------- สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๙
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ทณฺฑปาณิสฺส ธมฺมํ เทเสนฺติ ฯเปฯ {๘๕๙.๑} น ทณฺฑปาณิสฺส อคิลานสฺส ธมฺมํ เทเสสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ ทณฺโฑ นาม มชฺฌิมสฺส ปุริสสฺส จตุหตฺโถ ทณฺโฑ ฯ ตโต อุกฺกฏฺโฐ อทณฺโฑ โอมโก อทณฺโฑ ฯ น ทณฺฑปาณิสฺส อคิลานสฺส ธมฺโม เทเสตพฺโพ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ ทณฺฑปาณิสฺส อคิลานสฺส ธมฺมํ เทเสติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์แสดงธรรมแก่บุคคลผู้ถือศัสตรา ... พระอนุบัญญัติ ๒๐๔. ๕๙. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ ผู้เจ็บไข้ มีศัสตราในมือ. สิกขาบทวิภังค์ ที่ชื่อว่า ศัสตรา ได้แก่ วัตถุเครื่องประหารมีคมข้างเดียว มีคมสองข้าง. อันภิกษุไม่พึงแสดงธรรม แก่บุคคลผู้ไม่เป็นไข้ผู้ถือศัสตรา ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อ เฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้ไม่เป็นไข้ ผู้ถือศัสตรา ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๙ จบ. ----------------------------------------------------- สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สตฺถปาณิสฺส ธมฺมํ เทเสนฺติ ฯเปฯ {๘๖๐.๑} น สตฺถปาณิสฺส อคิลานสฺส ธมฺมํ เทเสสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ สตฺถํ นาม เอกโตธารํ อุภโตธารํ ปหรณิ ฯ น สตฺถปาณิสฺส อคิลานสฺส ธมฺโม เทเสตพฺโพ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ สตฺถปาณิสฺส อคิลานสฺส ธมฺมํ เทเสติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์แสดงธรรมแก่บุคคลผู้ถืออาวุธ ... พระอนุบัญญัติ ๒๐๕. ๖๐. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคลไม่ใช่ ผู้เจ็บไข้ มีอาวุธในมือ. สิกขาบทวิภังค์ ที่ชื่อว่า อาวุธ ได้แก่ ปืน เกาทัณฑ์. อันภิกษุไม่พึงแสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ผู้ถืออาวุธ ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ มีมือถืออาวุธ ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ จบ. วรรคที่ ๖ จบ. -----------------------------------------------------
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อาวุธปาณิสฺส ธมฺมํ เทเสนฺติ ฯเปฯ {๘๖๑.๑} น อาวุธปาณิสฺส อคิลานสฺส ธมฺมํ เทเสสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ อาวุธํ นาม จาโป โกทณฺโฑ ฯ น อาวุธปาณิสฺส อคิลานสฺส ธมฺโม เทเสตพฺโพ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ อาวุธปาณิสฺส อคิลานสฺส ธมฺมํ เทเสติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ สุรุสุรุวคฺโค ฉฏฺโฐ ฯ -------