สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระสาคตะ [ว่าด้วย การดื่มสุรา]
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๖ ๖. สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระสาคตะ
สุราปานวคฺคสฺส ปฐมสิกฺขาปทํ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเสด็จจาริกในเจติยชนบทได้ดำเนินทรง ไปทางตำบลบ้านรั้วงาม คนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์ คนชาวนา คนเดินทาง ได้แลเห็น พระผู้มีพระภาคกำลังทรงดำเนินมาแต่ไกลเที่ยว. ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ขอ- *พระองค์อย่าได้เสด็จไปยังท่ามะม่วงเลย พระพุทธเจ้าข้า, เพราะที่ท่ามะม่วงมีนาคอาศัยอยู่ในอาศรม ชฎิล เป็นสัตว์มีฤทธิ์เป็นอสรพิษร้าย มันจะได้ไม่ทำร้ายพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า. เมื่อเขากราบทูลเรื่องนั้นแล้ว พระองค์ได้ทรงดุษณี, แม้ครั้งที่สองแล ... แม้ครั้งที่สามแล ... ครั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงตำบลบ้านรั้วงามแล้ว ทราบว่า พระองค์ ประทับอยู่ ณ ตำบลบ้านรั้วงามนั้น. ครั้งนั้นแล ท่านพระสาคตะเดินผ่านไปทางท่ามะม่วง อาศรมชฎิล. ครั้นถึงแล้วได้เข้า ไปยังโรงบูชาไฟ ปูหญ้าเครื่องลาด นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า. นาคนั้น พอแลเห็นท่านพระสาคตะเดินผ่านเข้ามา ได้เป็นสัตว์ดุร้ายขุ่นเคือง, จึงบังหวนควันขึ้นในทันใด. แม้ท่านพระสาคตะก็บังหวนควันขึ้น. มันทนความลบหลู่ไม่ได้ จึงพ่นไฟสู้ในทันที. แม้ท่าน พระสาคตะก็เข้าเตโชธาตุกสิณสมาบัติ บันดาลไฟต้านทานไว้. ครั้นท่านครอบงำไฟของนาคนั้น ด้วยเตโชสิณแล้ว เดินผ่านไปทางตำบลบ้านรั้วงาม. ส่วนพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ตำบลบ้านรั้วงาม ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จ หลีกไปสู่จาริกทางพระนครโกสัมพี. พวกอุบาสกชาวพระนครโกสัมพีได้ทราบข่าวว่า พระคุณเจ้า สาคตะได้ต่อสู้กับนาคผู้อยู่ ณ ตำบลท่ามะม่วง. พอดีพระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกโดยลำดับถึง พระนครโกสัมพี. จึงพวกอุบาสกชาวพระนครโกสัมพีพากันรับเสด็จพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไป- *หาท่านพระสาคตะ กราบไหว้แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง, แล้วถามท่านว่า ท่านขอรับ อะไรเป็นของหายากและเป็นของชอบของพระคุณเจ้า พวกกระผมจะจัดของอะไรถวายดี? เมื่อเขาถามอย่างนั้นแล้ว, พระฉัพพัคคีย์ได้กล่าวตอบคำนี้กะพวกอุบาสกว่า มี ท่าน ทั้งหลาย สุราใสสีแดงดังเท้านกพิราบ เป็นของหายาก ทั้งเป็นของชอบของพวกพระ ท่านทั้งหลาย จงแต่งสุรานั้นถวายเถิด. ครั้งนั้น พวกอุบาสกชาวพระนครโกสัมพี ได้จัดเตรียมสุราใสสีแดงดังเท้านกพิราบไว้ ทุกๆ ครัวเรือน, พอเห็นท่านพระสาคตะเดินมาบิณฑบาต จึงต่างพากันกล่าวเชื้อเชิญว่า นิมนต์ พระคุณเจ้าสาคตะดื่มสุราใสสีแดงดังเท้านกพิราบเจ้าข้า, นิมนต์พระคุณเจ้าสาคตะดื่มสุราใสสีแดง ดังเท้านกพิราบ เจ้าข้า. ครั้งนั้น ท่านพระสาคตะได้ดื่มสุราใสสีแดงดังเท้าดังนกพิราบทุกๆ ครัวเรือนแล้ว เมื่อจะ เดินออกจากเมือง, ได้ล้มกลิ้งอยู่ที่ประตูเมือง. พอดีพระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากเมืองพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก, ได้ทอดพระเนตร เห็นท่านพระสาคตะล้มกลิ้งอยู่ที่ประตูเมือง, จึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงช่วยกันหามสาคตะไป. ภิกษุเหล่านั้นรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว หามท่านพระสาคตะไปสู่อารามให้นอนหัน ศีรษะไปทางพระผู้มีพระภาค. แต่ท่านพระสาคตะได้พลิกกลับนอนผันแปรเท้าทั้งสองไปทาง พระผู้มีพระภาค. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สาคตะมีความ เคารพ มีความยำเกรงในตถาคตมิใช่หรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เป็นดังรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เออก็บัดนี้ สาคตะมีความเคารพ มีความยำเกรงในตถาคตอยู่หรือ? ภิ. ข้อนั้นไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สาคตะได้ต่อสู้กับนาคอยู่ที่ตำบลท่ามะม่วงมิใช่หรือ? ภิ. ใช่ พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เดี๋ยวนี้สาคตะสามารถจะต่อสู้แม้กับงูน้ำได้หรือ? ภิ. ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย น้ำที่ดื่มเข้าไปแล้วถึงวิสัญญีภาพนั้นควรดื่มหรือไม่? ภิ. ไม่ควรดื่ม พระพุทธเจ้าข้า. ภ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของสาคตะไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ, ไฉน สาคตะจึงได้ดื่มน้ำที่ทำผู้ดื่มให้เมาเล่า? การกระทำของสาคตะนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่ เลื่อมใสแล้ว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๑๐๐. ๑. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะดื่มสุราและเมรัย. เรื่องพระสาคตะ จบ. ----------------------------------------------------- สิกขาบทวิภังค์
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา เจติเยสุ จาริกํ จรมาโน เยน ภทฺทวติกา เตน ปายาสิ ฯ อทฺทสํสุ โข โคปาลกา ปสุปาลกา กสกา ปถาวิโน ภควนฺตํ ทุรโต ว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน ภควนฺตํ เอตทโวจุํ มา โข ภนฺเต ภควา อมฺพติตฺถํ อคมาสิ อมฺพติตฺเถ ภนฺเต ชฏิลสฺส อสฺสเม นาโค ปฏิวสติ อิทฺธิมา อาสีวิโส โฆรวิโส โส ภควนฺตํ มา วิเหเฐสีติ ฯ เอวํ วุตฺเต ภควา ตุณฺหี อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข ฯเปฯ ตติยมฺปิ โข โคปาลกา ปสุปาลกา กสกา ปถาวิโน ภควนฺตํ เอตทโวจุํ มา โข ภนฺเต ภควา อมฺพติตฺถํ อคมาสิ อมฺพติตฺเถ ภนฺเต ชฏิลสฺส อสฺสเม นาโค ปฏิวสติ อิทฺธิมา อาสีวิโส โฆรวิโส โส ภควนฺตํ มา วิเหเฐสีติ ฯ ตติยมฺปิ โข ภควา ตุณฺหี อโหสิ ฯ {๕๗๕.๑} อถโข ภควา อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน ภทฺทวติกา ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา ภทฺทวติกายํ วิหรติ ฯ อถโข อายสฺมา สาคโต เยน อมฺพติตฺถํ ชฏิลสฺส อสฺสโม เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อคฺยาคารํ ปวิสิตฺวา ติณสนฺถารกํ ปญฺญาเปตฺวานิสีทิ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา ฯ อทฺทสา โข โส นาโค อายสฺมนฺตํ สาคตํ ปวิฏฺฐํ ทิสฺวาน ทุกฺขี ทุมฺมโน ปธูปาสิ ฯ อายสฺมาปิ สาคโต ปธูปาสิ ฯ อถโข โส นาโค มกฺขํ อสหมาโน ปชฺชลิ ฯ อายสฺมาปิ สาคโต เตโชธาตุํ สมาปชฺชิตฺวา ปชฺชลิ ฯ อถโข อายสฺมา สาคโต ตสฺส นาคสฺส เตชสา เตชํ ปริยาทยิตฺวา เยน ภทฺทวติกา เตนุปสงฺกมิ ฯ อถโข ภควา ภทฺทวติกายํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน โกสมฺพี เตน จาริกํ ปกฺกามิ ฯ อสฺโสสุํ โข โกสมฺพิกา อุปาสกา อยฺโย กิร สาคโต อมฺพติตฺถเกน นาเคน สทฺธึ สงฺคาเมสีติ ฯ {๕๗๕.๒} อถโข ภควา อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน โกสมฺพี ตทวสริ ฯ อถโข โกสมฺพิกา อุปาสกา ภควโต ปจฺจุคฺคมนํ กริตฺวา เยนายสฺมา สาคโต เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ สาคตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ เอกมนฺตํ ฐิตา โข โกสมฺพิกา อุปาสกา อายสฺมนฺตํ สาคตํ เอตทโวจุํ กึ ภนฺเต อยฺยานํ ทุลฺลภญฺจ มนาปญฺจ กึ ปฏิยาเทมาติ ฯ เอวํ วุตฺเต ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู โกสมฺพิเก อุปาสเก เอตทโวจุํ อตฺถาวุโส กาโปติกา นาม ปสนฺนา ภิกฺขูนํ ทุลฺลภา จ มนาปา จ ตํ ปฏิยาเทถาติ ฯ อถโข โกสมฺพิกา อุปาสกา ฆเร ฆเร กาโปติกํ ปสนฺนํ ปฏิยาเทตฺวา อายสฺมนฺตํ สาคตํ ปิณฺฑาย จรนฺตํ ทิสฺวาน อายสฺมนฺตํ สาคตํ เอตทโวจุํ ปิวตุ ภนฺเต อยฺโย สาคโต กาโปติกํ ปสนฺนํ ปิวตุ ภนฺเต อยฺโย สาคโต กาโปติกํ ปสนฺนนฺติ ฯ อถโข อายสฺมา สาคโต ฆเร ฆเร กาโปติกํ ปสนฺนํ ปิวิตฺวา นครมฺหา นิกฺขมนฺโต นครทฺวาเร ปริปติ ฯ {๕๗๕.๓} อถโข ภควา สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ นครมฺหา นิกฺขมนฺโต อทฺทส อายสฺมนฺตํ สาคตํ นครทฺวาเร ปริปติตํ ทิสฺวาน ภิกฺขู อามนฺเตสิ คณฺหถ ภิกฺขเว สาคตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปฏิสฺสุณิตฺวา อายสฺมนฺตํ สาคตํ อารามํ เนตฺวา เยน ภควา เตน สีสํ กตฺวา นิปาเตสุํ ฯ อถโข อายสฺมา สาคโต ปริวตฺติตฺวา เยน ภควา เตน ปาเท กตฺวา เสยฺยํ กปฺเปสิ ฯ อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ นนุ ภิกฺขเว สาคโต ตถาคเต สคารโว อโหสิ สปฺปติสฺโสติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ อปิ นุ โข ภิกฺขเว สาคโต เอตรหิ ตถาคเต สคารโว สปฺปติสฺโสติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ นนุ ภิกฺขเว สาคโต อมฺพติตฺถเกน นาเคน สงฺคาเมสีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ อปิ นุ โข ภิกฺขเว สาคโต เอตรหิ ปโหติ เทฑฺฑุเภนปิ สทฺธึ สงฺคาเมตุนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ อปิ นุ โข ภิกฺขเว ตํ ปาตพฺพํ ยํ ปิวิตฺวา วิสญฺญี อสฺสาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ อนนุจฺฉวิกํ ภิกฺขเว สาคตสฺส อนนุโลมิกํ อปฺปฏิรูปํ อสฺสามณกํ อกปฺปิยํ อกรณียํ กถํ หิ นาม ภิกฺขเว สาคโต มชฺชํ ปิวิสฺสติ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๕๗๕.๔} สุราเมรยปาเน ปาจิตฺติยนฺติ ฯ
ที่ชื่อว่า สุรา ได้แก่สุราที่ทำด้วยแป้ง สุราที่ทำด้วยขนม สุราที่ทำด้วยข้าวสุก สุราที่หมักส่าเหล้า สุราที่ผสมด้วยเครื่องปรุง. ที่ชื่อ เมรัย ได้แก่น้ำดองดอกไม้ น้ำดองผลไม้ น้ำดองน้ำผึ้ง น้ำดองน้ำอ้อยงบ น้ำดองที่ผสมด้วยเครื่องปรุง. คำว่า ดื่ม คือ ดื่ม โดยที่สุดแม้ด้วยปลายหญ้าคา, ต้องอาบัติปาจิตตีย์. บทภาชนีย์ ติกะปาจิตตีย์
สุรา นาม ปิฏฺฐสุรา ปูวสุรา โอทนสุรา กิณฺณปกฺขิตฺตา สมฺภารสํยุตฺตา ฯ เมรโย นาม ปุปฺผาสโว ผลาสโว มธฺวาสโว คุฬาสโว สมฺภารสํยุตฺโต ฯ ปิเวยฺยาติ อนฺตมโส กุสคฺเคนปิ ปิวติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ
น้ำเมา ภิกษุสำคัญว่าน้ำเมา ดื่ม, ต้องอาบัติปาจิตตีย์. น้ำเมา ภิกษุสงสัย ดื่ม, ต้องอาบัติปาจิตตีย์. น้ำเมา ภิกษุสำคัญว่ามิใช่น้ำเมา ดื่ม, ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ทุกะทุกกฏ ไม่ใช่น้ำเมา ภิกษุสำคัญว่าน้ำเมา ดื่ม, ต้องอาบัติทุกกฏ. ไม่ใช่น้ำเมา ภิกษุสงสัย ดื่ม, ต้องอาบัติทุกกฏ. ไม่ต้องอาบัติ ไม่ใช่น้ำเมา ภิกษุสำคัญว่าไม่ใช่น้ำเมา ดื่ม, ไม่ต้องอาบัติ. อนาปัตติวาร
มชฺเช มชฺชสญฺญี ปิวติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ มชฺเช เวมติโก ปิวติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ มชฺเช อมชฺชสญฺญี ปิวติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อมชฺเช มชฺชสญฺญี อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อมชฺเช เวมติโก อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อมชฺเช อมชฺชสญฺญี อนาปตฺติ ฯ
ภิกษุดื่มน้ำที่มีกลิ่นรสเหมือนน้ำเมา แต่ไม่ใช่น้ำเมา ๑; ภิกษุดื่มน้ำเมาที่เจือลง ในแกง ๑, ... ที่เจือลงในเนื้อ ๑, ... ที่เจือลงในน้ำมัน ๑, ... น้ำเมาในน้ำอ้อยที่ดองมะขามป้อม ๑, ภิกษุดื่มยาดองอริฏฐะซึ่งไม่ใช่ของเมา ๑, ภิกษุวิกลจริต ๑, ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล. สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ. -----------------------------------------------------
อนาปตฺติ อมชฺชญฺจ โหติ มชฺชวณฺณํ มชฺชคนฺธํ มชฺชรสํ ตํ ปิวติ สูปสํปาเก มํสสํปาเก เตลสํปาเก อามลกผาณิเต อมชฺชํ อริฏฺฐํ ปิวติ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ ปฐมสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ ฯ --------